ไม่คิดว่าจะเป็นลุงตัวเอง ! ทำยังไงดีลุงหนูชอบทำตัวเป็น มนุษย์ลุง ด่าคนไปทั่ว พูดจาไม่ดี เคยไปร้านอาหาร นั่งหน้าพัดลม สั่งน้ำมูกกระเด็นติดคนด้านหลัง พอเขาเดินมาเตือน ก็ด่ากราดเขาอีก กลัวว่าสักวันเขาจะเจอคนจริงเข้า หนูควรเตือนหรือปล่อยไปเลย

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ไม่คิดว่าจะเป็นลุงตัวเอง ! ทำยังไงดีลุงหนูชอบทำตัวเป็น มนุษย์ลุง ด่าคนไปทั่ว พูดจาไม่ดี เคยไปร้านอาหาร นั่งหน้าพัดลม สั่งน้ำมูกกระเด็นติดคนด้านหลัง พอเขาเดินมาเตือน ก็ด่ากราดเขาอีก กลัวว่าสักวันเขาจะเจอคนจริงเข้า หนูควรเตือนหรือปล่อยไปเลย

31 พ.ค. 2024

            “คุณบิว (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 พ.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเผือก’ เกี่ยวกับปัญหาอยากตักเตือนมนุษย์ลุง

            โดย “คุณบิว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีลุงคนหนึ่ง เป็นคนที่อารมณ์ร้อน บางครั้งการพูดของแกก็จะดูเป็นการบูลลี่คนอื่น แต่หนูก็ไม่รู้ว่าแกจะรู้ตัวหรือไม่ จนมีเหตุการณ์นึงที่หนูรู้สึกว่ามันหนักแล้ว เหตุการณ์ก็คือ เมื่อประมาณ 10 วันที่แล้วหนูไปงานแต่ง ซึ่งมีแม่ หนู และลุงอายุ 67 ปี ในงานจะนั่งโต๊ะจีน โต๊ะละ 10 คน สักพักนึงก็จะมีผู้หญิงอายุประมาณ 60 กว่าๆ มาขอนั่งแชร์โต๊ะด้วย นั่งข้างหนู หลังจากนั้นก็มีคนมานั่งเรื่อยๆจนครบ 10 คน และพิธีการก็เริ่มไป งานเลี้ยงตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงตรง ก็จะมีคนที่พ่อแม่ของบ่าวสาว ให้เกียรติขึ้นไปอวยพร

            ซึ่งก็เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพ พออวยพรเสร็จ ปกติงานอื่นๆมีมอบของที่ระลึก แม่ก็เลยถามว่า เอ๊ะ งานนี้เขาไม่มอบหรอ เพราะว่าพอพูดเสร็จก็เชิญลงไปพักผ่อนเลย หนูก็เลยแบบ เขาคงลืมแหล่ะแม่ แล้วลุงหนูอยู่ๆก็พูดขึ้นมา เขาเชิญมาก็บุญแล้ว ที่เขายังให้ความสำคัญอยู่ หนูก็อึ้งมากเลย เพราะว่าแกพูดต่อหน้าคนบนโต๊ะ 10 คน ซึ่งหนูนั่งห่างกับแกที่มีแม่นั่งขั้นกลาง ยังได้ยินชัด แล้วหนูคิดว่าคนอื่นที่เป็นแขกในงานเขาก็ต้องรู้จัก ไม่พ่อก็แม่ของบ่าวสาว หนูก็แบบ อึ้งว่าแกพูดไปได้ยังไง แกก็ดูเหมือนไม่สลด หนูก็เลยหันไปบอกแม่ แม่ก็บอกลุงว่า พี่อย่าพูดแบบนั้น แล้วก็นั่งไปจนจบงาน

            หลังจากนั้นป้าคนที่นั่งข้างหนูเขาก็บอกว่า เดี๋ยวขอตัวก่อนนะคะ พอดีสามีโทรตามไปอีกงานแล้ว แล้วเขาก็เอียงตัวมาหาหนูพุูดเบาๆว่า สามีพี่คือคนที่ขึ้นไปอวยพรเมื่อตะกี้ แต่เขาจงใจพูดให้หนูได้ยิน คือหนูก็แบบ ทำยังไงดีนะ แล้วหนูก็เก็บเรื่องนี้จนถึงบ้าน แล้วอยู่ๆแม่ก็พูดกับลุงขึ้นมาว่า วันนี้พี่ไม่ควรพูดแบบนั้นเลย เพราะคนที่นั่งในโต๊ะเราก็ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง แล้วลุงก็พูดเสียงดังด้วย หนูก็เลยเล่าประโยคที่ผู้หญิงคนนี้พูดกับหนูให้แม่ฟัง แล้วแม่ก็แบบ โอ๊ะ ตายละ และก็ยังมีเหตุการณ์พีคๆอีก

            วันนั้นหนูไปทานก๋วยเตี๋ยว หนูนั่งฝั่งเดียวกับแม่ ลุงแกนั่งตรงข้าม แล้วทีนี้พัดลมเป่าจากข้างหลังหนู แล้วเป่าไปก็ต้องผ่านแก แล้วแกมีอาการไอและเป็นหวัด ปกติเราก็ต้องเอาทิชชู่มาปิดตอนไอหรือเป็นหวัด แต่แกดันไอแล้วสั่งน้ำมูกไป แล้วลมมันก็พัดพอดี ไปโดนคนข้างหลัง แล้วคนข้างหลังก็เหมือนบ่นอะไรไม่รู้ แต่ประมาณว่า คุณสั่งน้ำมูกแล้วมันกระเด็นมาโดนฉัน แกเลยหันไปเหมือนจะหาเรื่อง ทำให้หนูอดกินก๋วยเตี๋ยวร้านนั้นไปครึ่งปี พอชวนลุงไปลุงก็บอกว่าไม่ไป ไม่อร่อย ไม่อยากกินร้านนี้ ไม่กล้าไปกินเลย

            หลังจากนั้นหนูก็มาคุยกับแม่ว่า ถ้าเราจะปล่อยลุงเป็นอย่างงี้ แล้วไม่รู้ว่าแกรู้ตัวมั้ยว่าการพูดเเบบนี้ทำให้คนที่อยู่ด้วยอึ้ง และคนที่ไม่รู้จักก็มองลุงไม่ดี แล้วถ้าวันนึงเจอคนที่เอาจริง เอาเรื่องมาจะทำยังไง หนูเลยบอกแม่ว่า หรือเราควรสะกิดเวลาที่ลุงมีพฤติกรรมแบบนี้ แม่หนูบอกว่า อย่าเลย แกดึงดัน เถียงไปก็ไม่ชนะหรอกลูก ก่อนหน้านี้เขาก็เป็น แต่เป็นน้อยกว่านี้ ภรรยาเขาก็มองเวลาเขาพูดแบบนี้ แต่ก็ตามๆ คือหนูอยากรู้ว่า หนูควรพูดเตือนใน ณ ขณะนั้นดี หรือว่า อยู่ๆไปพูดกับลุงทีหลัง มันจะแปลกๆมั้ยคะ’

            ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เป็นพี่ พี่ไม่พูด เพราะว่าพี่ไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยน และพี่ก็ไม่คิดว่า เขาจะมาเห็นความสำคัญของพี่ ที่เขาจะเปลี่ยนอะไร ถ้าเป็นแม่พี่ พี่จะพูด แต่นี่เป็นลุงพี่ไม่พูด พูดไปพี่คิดว้าเขาไม่เปลี่ยนนะถ้าทำมาขนาดนี้ ถามว่าเขารู้ตัวมั้ย พี่ว่าเขารู้แหล่ะ แต่เขาก็คือ ก็รู้แล้ว กูก็จะทำ จนกว่าเขาจะเจอของแข็ง เขา 67 ปี แล้ว ถ้าวันไหนเขาเจอของแข็ง มันก็จะเป็นบทเรียนของเขา ก็เพราะลุงทำตัวแบบนี้ไง เขาไม่ใช่คนไม่มีสติ กินเหล้าเมา หรืออะไรอย่างงี้ เขาพูด เขารู้ เขามีสติทุกอย่าง เพียงแต่มันเป็นนิสัยของเขาที่เขาปากไวแบบนั้น คนที่จะเตือนเขาก็คือเมีย และลูกเขา หรือไม่ก็แม่บิว สำหรับพี่คิดนะ บิวไม่จำเป็นต้องพูด นอกจากสมมติอย่างเรื่องก๋วยเตี๋ยว พี่คิดว่าบิวไม่ต้องไปยอมไม่ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านนั้นนะ  ถ้าจะไป แล้วทำไมลุงต้องมาห้ามไม่ให้หนูไปกินละ แล้วถ้าแกบอกว่า ”ก็วันนั้นลุงไปทะเลาะกับเขา“ เราก็บอกไปเลย ก็ลุงไปสั่งขี้มูกโดนเขา ลุงควรที่จะขอโทษเขาสิ แบบนี้ มันจะได้มีเรื่องที่ทำให้พูด แต่พี่จะไม่อยู่ๆไปพูดว่าแบบ ”ลุง หนูว่าลุงเป็นคนพูดไม่คิด“ พี่ว่าจังหวะมันไม่ได้ มันงงอะ และคิดว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาไม่แก้ไข’

            ต่อด้วย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่คิดว่าพูดแล้ว จะมีผลดีขึ้นมา ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนอะไรเขาได้ ยิ่งอายุเยอะจะยิ่งหนักขึ้นด้วย ถ้าอยากจะพูดจริงๆ ลองได้ แต่พี่ค่อนข้างอยากจะการันตีแทบจะ 100% ว่าจะไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าอยากพูด พูดหลังจากเหตุการณ์นั้นได้ แต่ไม่ใช่สดๆร้อนๆ รอออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยวก่อน ขึ้นรถแล้วพูดว่า พูดแบบนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวทัวร์ลงนะ เอาเป็นว่าคนรุ่นเราจะเปลี่ยนตัวเองยังยากเลย ขนาดเรารู้ว่าสังคมมันเป็นยังไง บางทีข้อเสียของเราก็ยังเปลี่ยนกันยากเลย นี่เขาอยู่มาจะ 70 ปี นิสัยมันคงฝังลึกไปแล้วแหล่ะ ยิ่งอายุเยอะมันจะคิดน้อย พูดมาก อย่าไปอยู่กับเขามาก เวลาเสียมันไม่ได้เสียที่เขาคนเดียว มันเสียทั้งตระกูล เสียทั้งกลุ่ม’

            และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็อย่างที่รู้เเหล่ะ ไม้แก่ดัดยาก แต่มันต้องพูดนะ บอกเขาว่า เอาวัน เดือน ปีเกิดของลุงไปดูมาละ ชาติที่แล้วลุงฆ่าเป็นอย่างทรมานเพื่อเอาปากเป็นมากิน ชาตินี้ปากลุงเลยไม่ดี ฉะนั้น เมื่อไหร่ลุงอยากเจริญ ลุงต้องพูดดีๆ แล้วไปหาลิปมันสาลิกาที่หมอดูเขาลงมาทาปากบอกเขาไปว่า ถ้าทาปากแล้วให้พูดแต่สิ่งดีๆ แล้วสิ่งดีๆจะเข้ามาหาตัวลุง บางทีเรื่องไสยศาสตร์ อาจจะช่วยได้ และไปไหนมาไหนกับเขาน้อยลง ให้เขารู่ว่าเขาไม่น่าคบหา’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จนผมเล่นฟิตเนสแล้วภูมิใจกับหุ่นตัวเองตอนนี้มากๆ เลยถ่ายรูปลงโซเชียล แต่แฟนผมไม่เข้าใจ เหมือนเขาบอกเราโพสเรียกแขก จะทำยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ? ที่ถ่ายลงก็อยากสร้างแรงบัลดาลใจให้คนอื่นๆด้วย

27 ก.พ. 2024

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จนผมเล่นฟิตเนสแล้วภูมิใจกับหุ่นตัวเองตอนนี้มากๆ เลยถ่ายรูปลงโซเชียล แต่แฟนผมไม่เข้าใจ เหมือนเขาบอกเราโพสเรียกแขก จะทำยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ? ที่ถ่ายลงก็อยากสร้างแรงบัลดาลใจให้คนอื่นๆด้วย

“คุณแบงค์ (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 ก.พ 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับปัญหาชีวิตคู่ โดย “คุณแบงค์(นามสมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมกับแฟนเป็นคู่รัก LGBTQ+ ที่คบกันมาประมาณ 3 ปีกว่า ๆ ซึ่งตอนแรกที่ผมคบกับแฟน ผมเป็นคนออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ไม่มั่นใจในตัวเอง เลยไม่ค่อยได้ลงรูปอวดหุ่นลงโซเชียล จนมาถึงช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มมีความมั่นใจในหุ่นตัวเอง ก็ได้มีการลงรูปอวดหุ่นบนโซเชียลมากขึ้น จึงทำให้แฟนผมมองว่า ผมเริ่มเปลี่ยนไปจากช่วงแรกที่คบกัน เป็นการลงโปรโมทตัวเองหรือเปล่า ผมก็ได้มีการถามกับแฟนไปว่า “จะให้ผมเลิกเล่นโซเชียลเลยหรือเปล่า” แต่แฟนผมก็มองว่า “มันคงเป็นการจำกัดสิทธิ์ผมเกินไป” ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะต้องทำยังไง ซึ่งผมก็เอาชื่อแฟนมาใส่บนไบโอไอจี และลงรูปกับแฟนในสตอรี่ปกติ แต่รูปที่ผมลงอวดหุ่นก็จะมีคนอื่นมาแซว และส่งข้อความมาหา แฟนผมเห็นแล้วก็จะมาถามผมว่า คนนี้ใคร เวลาที่แฟนหึงก็จะนิ่งไป ผมจึงอยากถามว่า ผิดไหมที่ผมลงรูปอวดหุ่นบนโซเชียล?’ งานนี้ “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘ต้องให้แฟนทำความเข้าใจก่อนว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่ออกกำลังกาย ที่จะหลงใหลในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง อุส่าห์มีวินัยในการออกกำลังกายกี่วันต่ออาทิตย์ วินัยในการเลือกกิน เมื่อส่งผลดีต่อร่างกาย มีกล้ามก็จะส่องกระจกบ่อยขึ้น และจะถ่ายรูปลงโซเชียลมากขึ้น เพราะนั้นคือผลลัพธ์ของการพยายาม ก็อยากให้แฟนคุณแบงค์เบาใจขึ้นนิดนึง เพราะคนส่วนใหญ่เขาก็เป็น ส่วนปัญหาที่ว่าคุณแบงค์ลงรูปกับแฟนแค่ในสตอรี่ ก็อยากให้ลงเป็นโพสต์มากขึ้น ทำให้แฟนรู้สึกว่ามีเขาอยู่ ที่ยังเป็นเจ้าของกล้ามอันนี้อยู่ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่จริงแล้วมันเป็นสิทธิ์ของคุณแบงค์ ที่จะลงหรือไม่ลง ส่วนคนที่จะนอกใจ จะลงรูปหรือไม่ลงรูป ยังไงก็นอกใจ ด้วยความที่คุณแบงค์มีกล้ามแล้วดูดีขึ้น ก็อาจจะทำให้แฟนหวง ยิ่งพอลงรูปแล้วมีคนส่งข้อความมาหา คนที่เป็นแฟนคงรู้สึกว่ามันจะยังไงและยังคงเป็นเหมือนเดิมไหม หรือยังจะรักกันเหมือนเดิมหรือเปล่า สิ่งที่จะทำให้แฟนรู้สึกสบายใจขึ้นก็คือ ต้องลงรูปคู่กับแฟนบ้าง เพราะอย่างน้อยจะได้บอกกับชาวโลกว่า คุณแบงค์ไม่ได้โสด ถ้าทำแบบนี้ก็อาจจะทำให้แฟนรู้สึกสบายใจขึ้น ถ้านอกเหนือจากนี้คุณแบงค์ก็ต้องทำให้แฟนเห็นว่าจะลงรูปยังไง คุณแบงค์ก็ไม่มีทางนอกใจแฟนแน่นอน สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการกระทำด้วยว่า ยังไงก็ไม่นอกใจเขาแน่นอน’ สุดท้าย “ดีเจพี่อ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราต้องมีทัศนคติอันนี้ก่อนว่า ดีจังเลยที่แฟนยังหึงเราอยู่ เพราะถ้าเราไม่มีความสำคัญต่อใจเขาแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหึง จะทำอะไรก็ทำเลย เพียงแต่ตอนนี้พี่อ้อยอยากให้แบงค์แก้ปัญหาให้ตรงปัญหา อย่าแก้ปัญหาด้วยการไปตีฟูปัญหา เช่น “งั้นจะไม่ให้ลงเลยไหมละ” ซึ่งมันไม่ถึงขั้นนั้น แฟนก็อยากให้คุณแบงค์มีความสุขในการใช้โซเชียล แต่แฟนคงเป็นห่วงว่าจะมีคนอื่นเข้ามายุ่งในความสัมพันธ์เราไหม วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือคุณแบงค์ต้องสร้างความมั่นใจให้กับแฟน เช่น เวลาลงรูปก็ถามแฟนว่า “แฟนไม่สบายใจกับรูปไหนหรือเปล่า ทำไมหรอ แต่เราภูมิใจนะที่เธอหวง จริง ๆ แล้วที่เราลงรูปไปเพราะเป็นความภาคภูมิในตัวเรา และเธอภูมิใจเถอะ เพราะฉันเลือกเธออยู่แล้ว” พี่อ้อยมองว่าถ้าเราสื่อสารกันทางบวกก็เป็นเรื่องที่ดี คุณแบงค์ยังมีความสุขในการลงรูปในโซเชียลเหมือนเดิม แต่ต้องสร้างความเชื่อใจให้แฟนมากขึ้น ว่าที่สุดแล้วเราเลือกเขา เพราะนี่คือปัญหาความรักที่อาจจะห่วงมากไปหน่อย แต่ถ้าเป็นปัญหาเรื่องของไม่รัก อันนี้พี่ว่าแก้ยากมากกว่า’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนหนูเปิดร้านอาหารตามสั่ง ลูกค้าออเดอร์ "กะเพราไม่เผ็ด" คนในครัวเสียงแตก คนนึงบอกไม่เผ็ดคือต้องใส่พริกนิดเดียว อีกคนบอก ไม่เผ็ดคือไม่ใส่พริกเลย สุดท้ายทำไม่ใส่พริกไปส่งลูกค้า ลูกค้าบอกอยากได้แบบใส่พริกนิดนึง

25 มี.ค. 2024

เพื่อนหนูเปิดร้านอาหารตามสั่ง ลูกค้าออเดอร์ "กะเพราไม่เผ็ด" คนในครัวเสียงแตก คนนึงบอกไม่เผ็ดคือต้องใส่พริกนิดเดียว อีกคนบอก ไม่เผ็ดคือไม่ใส่พริกเลย สุดท้ายทำไม่ใส่พริกไปส่งลูกค้า ลูกค้าบอกอยากได้แบบใส่พริกนิดนึง

เพื่อนหนูเปิดร้านอาหารตามสั่ง ลูกค้าออเดอร์ "กะเพราไม่เผ็ด"คนในครัวเสียงแตก คนนึงบอกไม่เผ็ดคือต้องใส่พริกนิดเดียวอีกคนบอก ไม่เผ็ดคือไม่ใส่พริกเลย สุดท้ายทำไม่ใส่พริกไปส่งลูกค้าลูกค้าบอกอยากได้แบบใส่พริกนิดนึง ทุกคนคิดว่า กะเพราไม่เผ็ด สรุปต้องใส่พริกไหมคะ?? “คุณกิ๊ฟ(นามสมมติ)” สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (20 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหากะเพราไม่เผ็ด... โดย ​“คุณกิ๊ฟ(นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘เพื่อนหนูเปิดร้านอาหาร มีออเดอร์เข้ามาว่ากะเพราไม่เผ็ด แม่ของเพื่อนเห็นออเดอร์ปุ๊บ เขาก็เลยบอกว่าให้ใส่พริกไป แต่เพื่อนตัดสินใจไม่ใส่เพราะเขามีความรู้สึกว่า ถ้าเกิดใส่พริกยังไงมันก็ต้องเผ็ด แต่อาจจะเผ็ดน้อย เขาก็เลยไม่ใส่ พอเอาไปให้ลูกค้า ปรากฏลูกค้าบอกว่า...ใส่ ทีนี้เขาก็เลยกลับมาบ้าน แล้วเหมือนเขาโทรไปถามยายกับสามีของเขา สามีกับยายเขาก็เลยบอกว่า ต้องใส่ เขาก็โทรมาถามกิ๊ฟ ก็เลยบอกว่าถ้าเป็นเรา เราก็ไม่ใส่ เพราะว่าถ้าใส่ยังไงมันก็ต้องมีความเผ็ดนิดนึง สามีเขาก็ประมาณว่า ทำไปให้เขาใหม่เลยนะ เดี๋ยวเสียลูกค้า เพื่อนเขาก็มองว่าไม่ได้ผิด ไม่เผ็ด มันก็แปลว่าไม่ใส่พริกก็ได้ ซึ่งกิ๊ฟกับเพื่อนมองว่า ไม่ใส่ มันน่าจะโอเค เพราะเผื่อเขาเอาไปให้เด็กกิน อยากถามพี่ ๆ ว่า ถ้าสมมติสั่งกะเพราไม่เผ็ด คือใส่พริก หรือไม่ใส่พริก? ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมว่าอยู่ที่ออเดอร์ไม่ชัดเจน คือคำว่าไม่เผ็ด ถ้าสำหรับความหมายของผม ไม่เผ็ดคือไม่ใส่พริก ต้องเปลี่ยน ถ้าอย่างงั้นต้องบอกว่ากะเพราไม่ใส่พริก เพราะว่าปลายพริกนิดเดียวกับบางคนก็เผ็ด’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าของดิฉันที่กินกะเพราแล้วก็เป็นคนไม่กินเผ็ด ถ้าบอกว่าไม่เผ็ด คือใส่ แต่ใส่นิดเดียว ต้องบอกให้เพื่อนใส่ในช้อยส์ให้เคลียร์ไปเลยว่า ไม่ใส่พริก เผ็ดน้อย เผ็ดมาก รณรงค์คนไทยสั่งกะเพราครั้งต่อไป ถ้าจะเอาไม่เผ็ด ต้องบอกว่าไม่ใส่พริก’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘คือหอมรู้สึกว่า Wording คำว่าไม่เผ็ด หมายถึงเผือกที่ถูกต้อง แต่เราส่วนใหญ่ใช้ผิดกันมาโดยตลอด จนมันกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ใช้ผิดไปแล้วว่าไม่เผ็ดคือพริกน้อย ระดับเผ็ดไม่เผ็ด สุกไม่สุก แม้กระทั่งไข่ดาวยังยากเลย เราว่าน่าจะเป็นปัญหากับหลาย ๆ ร้านเหมือนกัน บางร้านเลยมีเป็นช้อยส์ให้ว่า เผ็ดน้อย เผ็ดกลาง ผิดมาก ไม่ใส่พริก ต้องมีช้อยส์แบบนี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

12 เม.ย. 2024

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

“คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [10 เมษายน 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับครอบครัวแฟนกดดันให้แฟนเป็นหมอ... โดย “คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟน พอดีที่บ้านแฟนกดดันให้เป็นหมอตลอดเวลา ต้องบอกก่อนว่าครอบครัวแฟนเป็นครอบครัวคนจีนและญาติพี่น้องก็เป็นหมอกันหมด ยกเว้นพ่อแฟน แฟนเล่าให้ฟังว่าตอนเด็ก ๆ พ่อแม่บอกตลอดว่า “เป็นหมอดีที่สุด” จนตอนนี้แฟนอายุได้ 20 ปี ปัจจุบันก็เรียนคณะเภสัช แต่หนูรู้สึกว่าพ่อกับแม่ก็ยังไม่พอใจ เขาให้แฟนสอบหมอทุกปี จนตอนนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว พ่อแม่ก็ยังให้สอบอยู่ มีอยู่ช่วงหนึ่งแฟนเปิดใจคุยกับพ่อแม่แบบจริงจังว่า “ไม่ไหวแล้ว” ร้องไห้ ไม่สมัครสอบหมอแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็จะโทรตามให้คนใกล้ชิดมาช่วยดูแลให้หน่อย ล่าสุดแฟนได้ไปทานข้าวกับครอบครัว แล้วก็มีคนในรถพูดขึ้นมาว่า “เหมือนมีรุ่นพี่นักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง กระโดดตึกตาย” คุณปู่ก็พูดว่า “ถ้าเรื่องแค่นี้เรียนไม่ได้ ก็สมควรแล้วล่ะ” มันเลยทำให้แฟนมีความรู้สึกกดดันในระดับนึง จึงอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าพวกพี่ ๆ อยู่ในสถานการณ์เดียวกับแฟนหนู ควรทำยังไงดี? แล้วในฐานะที่เราเป็นแฟนเราควรที่จะให้กำลังใจแฟนยังไง? ให้เขาไม่เครียด ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็เคยโดนเหมือนกัน แต่พี่ก็ไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิต พ่อกับแม่พี่พยายามโน้มน้าวใจให้เรียนนิติศาสตร์ แล้วอยากได้อะไรก็บอกมาเลย แต่ก็ไม่มีอะไรมาโน้มน้าวใจพี่ได้ จนสุดท้ายพ่อแม่ก็ปล่อย เท่าที่พี่ได้สัมภาษณ์เภสัชในรายการใต้โต๊ะทำงาน พี่รู้สึกว่าอาชีพเภสัชเป็นอาชีพที่ขาดแคลนมาก ๆ โดยเฉพาะเภสัชที่ไปประจำอยู่ร้านขายยาใหญ่ ๆ ถ้าเรียนจบมาก็จะได้เงินเดือนทันทีเลย ซึ่งมันก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้มากมาย และเอาตรง ๆ คือสบายกว่าหมอเยอะมาก แค่ต้องต่อสู้กับความเบื่อในการเฝ้าร้าน ซึ่งแต่ละอาชีพมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน พี่ก็จะพยายามบอกพ่อแม่ว่า “รอให้เรียนจบก่อน แล้วเดี๋ยวจะทำให้ดูว่าอาชีพเภสัชสามารถเลี้ยงครอบครัวเราได้ขนาดไหน” จะไปประจำร้านขายยาหรือเปิดเองก็ได้ พ่อก็ไม่ได้เป็นหมดเหมือนกัน อย่าเอาความผิดหวังของตัวเองมากดดันลูกซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน พี่ว่าต้องอดทนและพิสูจน์ตัวเองตอนเรียนจบ ส่วนฟิล์มก็ให้กำลังใจแฟนเยอะ ๆ อย่าไปใส่ใจ ผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้ บางทีเขาก็อยู่ในชุดความคิดเดิม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเปลี่ยนชุดความคิดของครอบครัวไม่ได้ พี่ว่าถ้าแฟนยังใช้เงินของพ่อแม่ส่งเสียตัวเองเรียน ยังต้องอยู่บ้านพ่อแม่อยู่ก็อดทนเรียนให้จบก่อน จนกว่าจะทำงานหาเงินเองได้ ถ้าเป็นพี่ ถ้าพ่อแม่ให้สอบก็จะไปสอบทุกปี แต่ก็ไม่ติดสักปี เข้าไปกามั่ว ๆ เพื่อให้จะได้ไม่ต้องพูดว่า ไม่ไปสอบ แล้วพ่อกับแม่จะให้ทำยังไงในเมื่อสอบไม่ติดจนเรียนจบเภสัช ก็ลองดูว่าพ่อกับแม่จะเป็นยัง สำหรับฟิล์มคือต้องให้กำลังใจอย่างเดียวเลย วันรวมญาติพอแฟนกลับมาฟิล์มต้องรู้เลย ฟิล์มต้องเป็นที่พื้นที่ปลอดภัยของแฟน และฟิล์มก็ต้องอดทน เข้าใจเขา ไม่ทางออกนอกจากจะอดทน’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราจะไปเปลี่ยนความคิดของพ่อกับแม่ก็ยาก ถ้าเราจะทำตามความคิดของพ่อแม่ทุกอย่างก็ไม่ได้ และคิดดูว่าถ้าไปสอบหมอใหม่เรื่อย ๆ การสอบได้หรือไม่ได้ จากปี 2 เริ่มไปเป็นเฟรชชีเราก็กำลังไปนั่งทบสิทธิของคนอื่น มันไม่ใช่แค่การสอบติดหมอแล้วจบ ถ้าเรียนหมอเพียงแค่พยายามอยากเป็นหมอ พอเรียนจบก็เป็นหมอที่คุณภาพไม่ดีมา 1 คน กับการที่จะต้องเสียเภสัชฝีมือดีไป 1 คน มันไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่ทั้งหมดที่พี่พูดมาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเอาไปอธิบายให้กับพ่อแม่ฟัง เพราะเขาก็แค่คิดว่าแล้วทำไมไม่เป็นหมอ อย่างวันร่วมญาติมีคำถามเยอะแยะมากมาย ซึ่งอธิบายยังไงเขาก็ไม่ฟัง เพียงแค่ถ้าเราไปรู้สึกกับประโยคแบบนั้นเราก็ยิ่งจะกดดันตัวเอง ถ้ามั่นใจว่าเภสัชปี 2 ที่กำลังปีนชั้นขึ้นไป เรียนจบเภสัช 6 ปี และมาเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า กล้าที่จะเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ กล้าที่จะเป็นสิ่งนั้นให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถของตัวเอง ฟิล์มเป็นกำลังใจให้แฟนได้ บอกกับแฟนเลย “มีคนอยากเป็นเภสัชเยอะแยะ เมื่อสอบได้ ต้องใช้สิทธินี้แทนคนอื่น ไม่ใช่สละสิทธิเมื่อตอนสอบหมอได้” ในวันหนึ่งเราต้องเดินหน้าตามความฝันของตัวเองให้ชัดเจน และคำถามของคนใด ๆ ไม่สามารถทำอะไรเราได้ ถ้าเราไม่ได้รู้กับคำถามเหล่านั้น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้ เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต

31 พ.ค. 2024

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้ เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกันตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต เจอคนใหม่ เริ่มต้นใหม่ เขาบอกอนาคตถ้าออกไปข้างนอกเราจะเป็นพี่น้องกัน “คุณแคลร์ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความรักกับคนในเรือนจำ โดย ​“คุณแคลร์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน เราประกอบอาชีพเป็นสตรีมเมอร์ และได้สิ้นสุดการประกอบอาชีพ เมื่อปลาย ปี 65 ที่ผ่านมา เพราะเราถูกฟ้องด้วยความเข้าใจผิด ในข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา และเราก็สู้คดีมาจนถึงกลางปี 66 ซึ่งเป็นการสู้ที่เสียเปรียบมาโดยตลอด เพราะเราไม่มีกำลังทรัพย์มากพอ จึงได้ขอให้เป็นทนายขอแรงมาช่วย เขาก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้เท่านั้น จนเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ศาลมีคำสั่งฝากขัง ในทางปฏิบัติเราสามารถที่จะประกันตัวได้ แต่ว่าเราไม่มีเงินประกันตัว แม้กระทั่งครอบครัวที่มีคุณแม่เพียงคนเดียวก็ไม่สามารถช่วยตรงนี้ได้ จึงจำใจต้องเข้าฝากขังที่เรือนจำแห่งหนึ่ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งระหว่างที่อยู่ข้างใน เราได้มีโอกาส เจอกับพี่ผู้ต้องขังคนหนึ่ง เขามักจะฝากความเป็นห่วงผ่านเพื่อนผู้ต้องขังอีกคนมาถึงเรา เราก็สงสัยว่า เขาเป็นใคร ? ต่อมาเราจึงได้ไปเจอกับเขาและได้พูดคุยกัน จนทราบว่าเขาบังเอิญเป็นคนที่อยู่ใกล้บ้านเรา แต่เราไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ซึ่งพี่เขาอายุ 40 ปีแล้ว หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ ก็มีพูดคุยกัน มีการดูแลกันมากขึ้น เริ่มจากการแบ่งอาหารเช้าให้ ชวนมานั่งคุยปรับทุกข์กัน จนกระทั่งตกลงคบกัน ซึ่งเขาก็จะบอกตลอดว่า แคลร์ไม่จำเป็นต้องรักเขา ขอให้เขาได้รักแคลร์ก็พอ ส่วนตัวเราเองไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไปเจอ หรือไปหาความสัมพันธ์แบบนี้ เพราะเราเองก็รู้สึกผิดกับตัวเองว่า ทำไมต้องมาเสียเวลาในที่แบบนี้ด้วย ซึ่งจากการสังเกตพฤติกรรมของเขาในการวางตัวในฐานะคนรัก เราก็เริ่มรู้สึกดีและเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น จากที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะตลอดเวลา 23 ปี แคลร์ไม่เคยมีแฟน จนกระทั่งมาเจอคนนี้ ซึ่งระหว่างที่อยู่ด้วยกัน เขาจะหาทางช่วยเหลือเราตลอด เช่น เรื่องของการอัพเดทคดีจากข้างนอก เรื่องการยื่นเรื่องส่งสภาทนายความ ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบรูปคดี หรือการส่งคำร้องให้ศาลเร่งพิจารณาคดี เพราะว่าตอนนั้นที่เข้าไปเป็นเดือนสิงหาปีที่แล้ว และจะมีการนัดพิจารณาคดีอีกทีคือ เมษายนปี 67 ถ้าให้นับมันจะเป็นการอยู่แบบเสียเปล่าไปเลย 1 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี 66 เขาก็มาบอกกับเราว่า แคลร์พี่คุยกับทนายให้แล้วนะ ซึ่งเราก็ตกใจว่า พี่คุยกับทนายที่ไหนมา ทนายของแคร์เหรอ ? เขาก็บอกว่า เป็นทนายส่วนตัวของเขา เขาบอกทนายว่า ให้ยื่นประกันตัวให้แคลร์ เป็นการจ่ายเงินให้เราเพื่อการประกันตัว เราก็ตกใจมากว่า เขาทำเพื่อแคลร์ขนาดนี้เลยเหรอ เพราะเขาก็จะบอกกับเราตลอดว่า ออกไปก็ออกไปใช้ชีวิตนะ และไม่ต้องเป็นห่วงพี่ ลืมเรื่องราวทุกอย่าง ข้างในให้หมด ซึ่งตอนนี้แคลร์ได้ออกมาใช้ชีวิตเรียบร้อยแล้ว แคลร์เคยบอกกับเขาว่า อยากจะคบกับเขาเป็นแฟนจริงจัง แต่เขาบอกว่า เขาให้สัญญาไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้ความหวัง และเขาก็ไม่อยากใช้คำพูดสวยหรู หากเขาได้ออกไปแล้ว เขาทำไม่ได้ แคลร์จะรับได้เหรอ ? เราก็คิดว่า สิ่งที่เขาพูดมันก็เรื่องจริง และเขาก็พูดอีกว่า แคลร์จะเป็นกะเทยคนเดียว ที่เขารักที่สุดในชีวิต และก็จะเป็นน้องที่เขารักตลอดไป ซึ่งเราก็ยังให้ความหวังตัวเองอยู่ในทุก ๆ วันว่า อย่างน้อยถ้าวันหนึ่ง เขาออกมา แล้วเขาเห็นว่าแคลร์ยังรอเขาอยู่ เขาก็อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะหนูก็ไม่เคยมีความคิด ที่จะไปมองหาใครคนใหม่ตั้งแต่ออกมา เป็นระยะเวลา 7 เดือนแล้ว ซึ่งในทุกเดือนเราจะกลับไปเยี่ยมเขาเสมอ และปฏิกิริยาของเขาที่แสดงต่อเราก็ปกติทุกอย่าง แต่ทางเรือนจำจะมีการเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รายวันถึงผู้ต้องขังด้านใน หนูก็จะเขียนถึงเขาทุกวัน แต่เขาก็จะเขียนตอบกลับมาว่า เขาขี้เกียจที่จะเดินมาหา ตอนที่เรามาเยี่ยม เขาไม่อยากที่จะเขียนจดหมายตอบกลับเรา ซึ่งเขาเป็นแบบนี้กับครอบครัวด้วย เหมือนเขาไม่อยากรับรู้เรื่องภายนอก เขาเลยพยายามกีดกันไม่ให้หนูไปเยี่ยมหรือเขียนอะไรหาเขา แคลร์อยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า พอจะมีวิธีการยังไงที่จะรอเขา แบบให้ใช้ชีวิตที่มีความสุข ไม่เครียด ไม่ห่วงอะไร เพราะเราไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ เราไม่รู้ว่าการที่เขาทำแบบนี้เขาต้องการให้เรามีสถานะไหนกันแน่ และทุกวันนี้เขายังจ้างทนายเพื่อที่จะสู้คดีให้กับเราต่อ ซึ่งเราก็พึ่งทราบเรื่องนี้จากทนายว่า เขายังจัดการ เรื่องค่าใช้จ่ายให้เราทั้งหมดเลย และแม้ว่า เขาจะบอกให้หนูเดินหน้าต่อ แต่ด้วยความที่เขาเป็นแฟนคนแรกของเราด้วย เราเลยรู้สึกผูกพันและรู้สึกขอบคุณในการกระทำของเขา ที่ทำให้เราได้เหมือนมีชีวิตใหม่ เรารู้สึกว่า เราไม่สามารถเดินออกมาจากเขาตอนนี้ได้ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การที่เขาพูดว่า แคลร์เป็นน้องที่เขารัก มันเหมือนกับการที่เขาดับฝัน เพราะหากเขาออกมาข้างนอกเขาจะไม่คบกับแคลร์ แต่หากอยู่ข้างในก็เป็นแฟนกัน เหมือนกับการที่คนเหงามาเจอคนเหงา ซึ่งแคลร์ก็บังเอิญอยู่ใกล้เขา อยู่ในแดนเดียวกันได้ใกล้ชิดกัน แคลร์มีความหวังอยู่นิดหน่อยแต่ก็น้อยมาก ถ้าแคลร์จะรอเขา แคลร์ก็ต้องทรมานอยู่แล้ว แต่ถ้าแคลร์ไม่รอก็จะทรมานแค่ช่วงแรก ไม่ต้องทรมารไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเปรียบเป็นเกมไพ่ โอกาสที่แคลร์จะแพ้สูงมาก แต่ที่พี่ทำหอมรับแขกมา ได้สัมภาษณ์คนในเรือนจำและชีวิตรักในเรือนจำ ทำให้พี่ได้รู้ว่า มันเป็นชีวิตรักที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำเท่านั้น พอเราออกมา เขาก็จะมีคนใหม่เข้าไป ในขณะเดียวกัน คนที่ออกไปก็จะมีแฟนใหม่ มันเป็นวัฏจักรของเขาที่เขาจะรู้กันดีอยู่แล้ว แล้วการที่เขาส่งสัญญาณบอกเราว่า เขาไม่อยากเดินมาหา หรือการที่ เขาไม่อยากรับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แปลว่าตอนนี้ เขาปฏิเสธเราแล้ว แล้วการที่เราเข้าไปหาเขา ก็เหมือนกับว่า เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการพยายามสื่อ การแสดงออกของเขาสุภาพ แต่ก็ชัดเจนว่า เขาต้องการยุติความสัมพันธ์แล้ว ซึ่งแคลร์ก็ยังไม่เข้าใจ และมันก็สร้างความอึดอัดให้กับเขา ฉะนั้นพี่คิดว่า แคลร์ไม่ควรรอ เพราะมันเป็นการรอฝั่งเดียว แคลร์ ควรหยุด เจ็บตอนนี้ให้จบและเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป ทางนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ด้วยสถานการณ์ที่แคลร์อยู่ตอนนั้น มันเป็นได้หลายเรื่องเลย ที่เค้าเข้ามาหาแคลร์ และมันอาจจะเป็นไปได้ว่า การที่เขาเข้ามาหาแคลร์ เขาไม่ได้รักแคลร์แบบความสัมพันธ์หนึ่ง แคลร์และเขาต่างเจอกันในช่วงเวลาที่ต้องการคนซัพพอร์ต ซึ่งชีวิตในนั้นมันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่พี่ก็รู้สึกว่า เขาก็เป็นคนดีนะ เขาไม่ได้แค่ใช้แคลร์แก้เหงา เพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังรับผิดชอบชีวิตของแคลร์ต่อ ซึ่งเขาก็ชัดเจนที่บอกกับแคลร์ว่า ถ้าออกจากคุก ก็ให้แคลร์ไปมีชีวิตใหม่เถอะ อย่ายึดติดอยู่กับเขา แต่พี่ก็เข้าใจแคลร์ เพราะเขาคือคนแรกของแคลร์ แคลร์เลยรู้สึกว่า รักครั้งนี้มันยิ่งใหญ่มาก เหมือนว่ามันเป็นพรหมลิขิต และมันคงจะดีมากถ้าเราได้อยู่ด้วยกันต่อไปจากนี้ แต่พี่คาดว่า แคลร์ไม่ใช่คนแรกของเขา แน่นอน และหลังจากแคลร์เขาก็ยังจะมีคนใหม่อีก ซึ่งเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เขาไม่ได้อยากมีอนาคตกับแคลร์ต่อ และเขาก็ไม่ได้ต้องการแคลร์หลังออกจากคุก ซึ่งนี่ก็เป็นคำตอบที่ใหญ่พอที่จะทำให้แคลร์เดินหน้าต่อ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถ้าเต็มที่สุด ๆ แคลร์อาจจะบอกกับเขาว่า แคลร์เข้าใจพี่นะ แต่ถ้าหากวันใดวันนึง ที่พี่ออกมาจากคุกแล้ว แล้วถ้าเราอยากคุยกันโดยที่ยังโสดทั้ง 2 ฝ่าย แคลร์ยังยินดีนะ แคลร์ แต่หากรอตั้งแต่ตอนนี้ มันจะเป็นการทุกข์ใจมากถึงมากที่สุด และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้แคลร์ ไปดูรายการที่มีการสัมภาษณ์กลุ่มหนุ่มสาว LGBTQ+ ในเรือนจำ ซึ่งบทสัมภาษณ์ในรายการก็จะให้คำตอบทุกอย่าง เรื่องราวมักจะคล้ายกับสถานการณ์ที่แคลร์เจอมา เรื่องราวในนั้น เกิดขึ้นในนั้น และจบลงในนั้น ถ้าออกมาต่างคนก็ต่างไปใช้ชีวิตของตัวเอง ซึ่งหากแคลร์ได้ดู แคลร์ก็อาจจะเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างมากยิ่งขึ้น และหลังจากที่พี่อ่านแชทมาพี่ได้เข้าใจเลยว่า ความสุขของเขามันเกิดขึ้นแค่ในโลกเรือนจำ พอแคลร์ออกมาเรื่องมันก็จบ ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รักในตัวแคลร์ แต่เป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยน เรื่องมันเลยต้องจบลง ซึ่งการที่เขาออกมา มันไม่ได้การันตีเลยว่า เขาต้องสานต่อกับเรื่องราวที่เขาคิดว่ามันจบลงแล้ว ถ้าแคลร์ลองตั้งสติคิดดู แคลร์ก็รู้ว่า เขาอยากให้เรื่องราวนี้มันจบ จากการที่เขาตอบคำถามก็ตามมันก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเขาชัดเจนขนาดนี้ ก็อยู่ที่แคลร์จะยอมความจริงได้เร็วแค่ไหน ช่วงแรกมันก็อาจจะรู้สึกเศร้าบ้าง แต่มันก็ไม่ถึงขั้นทรมานเท่าการรอใครสักคนหนึ่ง ตอนนี้มันก็ต้องทำใจนิดนึง แล้วก็มีชีวิตใหม่ ให้มันกลายเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่จบลงในเรือนจำ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-