คือสงสัยอะค่ะ เวลาเราให้ของขวัญใครสักคน ทำไมถึงไม่แกะกันหรอคะ? เราให้ของขวัญพี่ที่ทำงานไป ผ่านมา 1 เดือนกว่าๆแล้วเขายังไม่แกะเลย แล้วทุกคนเวลาได้ของขวัญจากใครสักคน จะแกะเลยไหมคะ

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คือสงสัยอะค่ะ เวลาเราให้ของขวัญใครสักคน ทำไมถึงไม่แกะกันหรอคะ? เราให้ของขวัญพี่ที่ทำงานไป ผ่านมา 1 เดือนกว่าๆแล้วเขายังไม่แกะเลย แล้วทุกคนเวลาได้ของขวัญจากใครสักคน จะแกะเลยไหมคะ

05 มี.ค. 2024

            “คุณเฟย์ (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [28 ก.พ. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ กับปัญหาที่ให้ของขวัญพี่ในทีม แต่ผ่านมาหลายเดือนแล้ว เขายังไม่แกะของขวัญเลย

            โดย ​“คุณเฟย์ (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘เฟย์เป็นคนที่ชอบเลือกของขวัญหรือชอบเขียนการ์ด แล้วในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามันก็เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะให้ของขวัญ ซึ่งเฟย์ก็จะให้ของขวัญกับคนที่เรารู้สึกว่า เราอยากขอบคุณเขาในปีที่ผ่านมา แล้วหนึ่งในนั้นคือทีมที่เราทำงานด้วย ก็เลยซื้อของขวัญให้กับคนในทีม เพราะเรารู้สึกว่าทีมที่ทำงานด้วยกันตอนนี้น่ารักมากในทีมมีกันอยู่ประมาณ 5 คน คือจริง ๆ เป็นบริษัทใหญ่แต่ว่าทีมที่สนิทกันคือทีมนี้

            พอผ่านมาประมาณ 1 เดือน ก็มีช่วงวาเลนไทน์ เฟย์ก็เอาของขวัญไปให้เพื่อนในทีมอีก ปกติตอนแรกในทีมจะมีกันอยู่ 3 คน ทุกคนก็จะแลกของขวัญกันอยู่แล้ว พอมีเป็น 5 คนเฟย์ก็ให้ของขวัญ แล้วมีพี่ในทีมเล่าให้ฟังว่า เนี่ย ๆ มีอะไรจะสารภาพ คือคนนี้ยังไม่เปิดของขวัญปีใหม่ของเฟย์เลย ซึ่งมันผ่านมา 1 เดือนแล้ว เฟย์ก็คิดว่า เฮ้ย มันมีคนแบบนี้ด้วยหรอ คนที่ยังไม่แกะของขวัญ

          ถ้าเป็นกลุ่มเพื่อน เฟย์ก็คือเห่อของที่ได้มาแล้วแกะเลย ช่วงแรกที่เฟย์รู้ ก็รู้สึกเฟล ๆ ไปนิดนึงว่าผ่านไปเป็นเดือนแล้วทำไมไม่แกะสักที แต่ก็มาคิดดูว่า ความตั้งใจของเราที่อยากให้เขามันสำเร็จแล้ว เขาจะไปทำอะไรมันก็เรื่องของเขา ตอนนี้อยากชวนคุย Topic ว่า ทุกคนได้ของขวัญมาแล้วแกะกันเลยไหม? แล้วคนที่ไม่แกะของขวัญ จะแกะเมื่อไหร่?

          ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘เป็นพี่ พี่ก็กอง ๆ ไว้ ถ้าช่วงปีใหม่มันไม่ได้เยอะ ก็ไม่ได้มานั่งแกะทุกอัน บางทีของพี่มันจะเดาได้ว่าแก้วน้ำ ก็เลือกที่จะไม่แกะ ถ้ามันไม่ได้จากคนที่พิเศษมากพี่ก็ไม่ได้ซีเรียส ถ้าได้จากคนที่ออฟฟิศทั่วไป ก็ทิ้งไว้ค่อยแกะทีหลัง’

         ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่แกะเลย คือนอกจากว่าเรามองอย่างที่เติ้ลบอก ถ้ามองแล้วเราพอรู้ว่าคืออะไร เราก็อาจจะไม่ได้รีบแกะ ส่วนใหญ่คงแกะแหละ คนเราได้ของขวัญ แต่ก็จะมีคนขี้เกียจแฝงอยู่ไม่น้อย’

         สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่แกะ แต่อย่างแฟนคลับให้ช่อเงินมา ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้แกะ เพราะมันรู้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่รู้อยู่ในกล่อง คือแกะคืนนั้นเลย เฟย์ไม่ต้องเสียใจใด ๆ คนแตกต่างกัน มีทั้งคนที่แกะ แล้วก็ไม่แกะ ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้สำคัญ เขาคือขี้เกียจ…’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้าน ยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลย จนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วย บางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ"

14 มิ.ย. 2024

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้าน ยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลย จนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วย บางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ"

โบกเท่าไหร่ ก็ไม่จอด!! หนูเลิกงานมา โบกรถเมล์กลับบ้านยืนตรงป้าย ยื่นแขนตรง แล้วหันหน้าไปทางรถวิ่ง รถเมล์ไม่จอดเลยจนมีคันนึงจอด ก็เลยเปิดใจถามกระเป๋า กระเป๋าบอก "ถ้ายื่นแขนแล้วต้องโบกขึ้นลงด้วยบางทีคนขับไม่รู้ว่ายื่นแขนมาโบกรถ" ทุกคนโบกรถเมล์ท่าไหนกันคะ? “คุณรถเมล์ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปีปลายๆ สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 มิ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาต้องโบกรถเมล์ท่าไหน คนขับถึงจะจอดรับ โดย “คุณรถเมล์ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘เนื่องจาก BTS ส่วนต่อขยาย มีการปรับขึ้นราคาเหมาเป็น 15 บาท แล้วทีนี้หนูจะอยู่ในช่วงสถานีที่ต่อขยายเลยต้องจ่าย 15 บาท ซึ่งดูจากเงินของตัวเองแล้ว มันมีทางที่จะประหยัดได้ ก็เลยตัดสินใจไม่ขึ้น BTS เปลี่ยนมาลองขึ้นรถเมล์ดู ซึ่งปัญหาคือวันนั้นหนูเลิกงานประมาณ 4 โมงเย็น หนูก็โบกรถเมล์สายหนึ่ง คือ รถเมล์สายนี้บางทีเขาก็จอด แต่บางทีเขาก็ไม่จอด หนูก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วหนูเจอเหตุการณ์นี้ประจำ จนหลายครั้งเข้าหนูก็ทนไม่ไหว ก็ได้มีการโทรไปร้องเรียนบ้าง แล้วล่าสุดหนูก็โบกรถเมล์สายเดิมแต่เขาไม่จอดรับหนูอีกแล้ว ซึ่งคันถัดไปมาพอดี หนูก็โบก แต่คันนี้เขาจอดรับ พอขึ้นรถเมล์ไป หนูก็เลยแกล้งๆ ถามพี่กระเป๋ารถเมล์ว่า “พี่คะคือหนูสงสัยอ่ะ ก่อนหน้าคันพี่ หนูก็โบกแต่เขาไม่จอดเลย” พี่กระเป๋ารถเมล์ก็ตอบมาว่า “หรอเขาไม่จอดหรอ เขาไม่เห็นรึป่าว หนูโบกยังไง” หนูก็อธิบายท่าโบกให้พี่กระเป๋ารถเมล์ฟัง คือ หนูยกแขนขนานกับถนน ส่วนฝ่ามือก็คว่ำลง แล้วก็ยกตรงๆ ไม่ได้มีการขยับแขนโบกขึ้นลงหรืออะไร เพราะหนูคิดว่ามันน่าจะเป็นท่าปกติ เป็นสัญลักษณ์ที่ใครๆ ก็รู้ หนูคิดแบบนั้น แล้วหนูก็ยืนท่านั้นอยู่นานมากๆ เพราะคิดว่าเขาต้องเปลี่ยนเลนมาเพื่อจอดรับ พี่กระเป๋ารถเมล์ก็บอกว่า “ตอนที่พี่เห็นหนูเมื่อกี้ พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนูจะโบกรถเมล์รึป่าว” พี่เขาก็แนะนำว่า รอบหน้าให้โบกขึ้นลง ก็เลยจะอยากจะปรึกษาพี่ๆ ว่าหนูควรทำยังไงดี’ โดย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ของหนูมันเหมือนคนที่ยืน แล้วแค่ยื่นแขนขนานกับถนนตรงๆ โดยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไร คือการที่ยืนแบบนี้มันก็อาจจะดูแปลก แล้วคนขับอาจจะคิดว่าสรุป โบกมั้ย หนูโบกขึ้นลงเลยเคลื่อนไหวให้เขาเห็น ซึ่งรถเมล์เขาทำเวลารึป่าวอันนี้ไม่รู้นะ แต่เขาขับเร็วเป็นเรื่องปกติ สมมุติเขาขับเร็วแล้วมันไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เขาอาจจะมองเป็นถังขยะ หรือคนถือป้ายโฆษณาข้างทาง อะไรแบบนี้รึป่าว แต่ถ้าโบกขึ้นลงแบบ “เห้ยยยยยย จอดดดด!” ถ้าแบบนี้อ่ะมันเห็น ลองเพิ่มการเคลื่อนไหวดู บางทีคนขับเขาไม่ได้ใส่ใจกับป้ายเท่าไหร่ไง เผลอๆ ไม่ทันเห็น ขับเลยไปแล้วก็ทำไรไม่ได้ เราต้องเรียกให้จิตเขาอยู่กับเราให้ได้’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ใครมันจะมายืนท่านี้ขนานกับถนนอ่ะ ถ้าไม่ใช่โบกรถ พี่ว่ามันไม่เกี่ยวกับท่าโบกรถของหนูหรอก คือ คนขับรถอ่ะขี้เกียจเราต้องยอมรับว่ารถเมล์ในกรุงเทพมีหลายคันหลายสายมาก ที่บางทีเขาก็ไม่จอดเพราะเขาแค่ไม่อยากรับ อันนี้คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ เขาก็แค่ไม่เข้ามารับ มันขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของคนขับคันนั้น ซึ่งมันก็มีคันดีๆ ที่จอดรับผู้โดยสารทุกป้าย แต่มันก็มีคันที่ผ่านไปเลย มันก็มีเยอะเช่นกัน พี่โดนประจำตอนสมัยเรียน ถ้ามันไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็ลองเคลื่อนไหวดู แต่พี่จะบอกว่า อย่าไปโทษตัวเอง มันเป็นที่คนขับ’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คือท่านี้มันคือท่าโบกรถ มันจะมีอย่างงี้นะ สมมติถ้ารถเมล์สายเดียวกัน แล้วมันขับตีคู่กันมา คันแรกมันจะไม่จอด มันจะให้คันหลังจอด ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของคนขับอย่างที่พี่เติ้ลบอก คราวหลังนะโบกขึ้นลงเลยแรงๆ เลย ฟีลแบบ “กูอยู่นี่!!!!” ซึ่งคนส่วนใหญ่เวลาโบกรถเมล์เขาก็จะยืนค่อมไปอีกเลนเลย แล้วโบกขึ้นลงแรงๆ หนูลองเคลื่อนไหวดู ซึ่งคนขับก็ร้อยพ่อพันแม่ บางคนก็รับ บางคนก็ไม่รับ ดีชั่วก็อยู่ในนั้นอ่ะ คือคนขับอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ถ้า โบกแรงๆ แสดงว่าอยากกลับบ้านมาก แต่ถ้าโบกแบบนิ่งๆ แสดว่าไม่ค่อยอยากกลับบ้านเท่าไหร่ รอคันถัดไปละกัน แต่ถ้าผู้โดยสารโบกส่วนใหญ่เขาก็จะจอดรับนะ เพราะมันเป็นหน้าที่เขา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบสามีมา 15 ปี มีลูก 2 คน ช่วงที่เรามีหนี้ สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปเลย สุดท้ายมีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "เธอต้องยอมรับนะ ถ้าเธอไม่มีหนี้วันนั้น ฉันคงไม่เจออีกคนหรอก" ตอนนี้สามีอยากกลับมาหาเรา แต่ผู้หญิงคนนั้นโทรมา...

15 มี.ค. 2024

คบสามีมา 15 ปี มีลูก 2 คน ช่วงที่เรามีหนี้ สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปเลย สุดท้ายมีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "เธอต้องยอมรับนะ ถ้าเธอไม่มีหนี้วันนั้น ฉันคงไม่เจออีกคนหรอก" ตอนนี้สามีอยากกลับมาหาเรา แต่ผู้หญิงคนนั้นโทรมา...

คบสามีมา 15 ปี มีลูก 2 คน ช่วงที่เรามีหนี้ สามีลากกระเป๋าออกบ้านไปเลยสุดท้ายมีผู้หญิงอีกคน สามีบอก "เธอต้องยอมรับนะ ถ้าเธอไม่มีหนี้วันนั้น ฉันคงไม่เจออีกคนหรอก"ตอนนี้สามีอยากกลับมาหาเรา แต่ผู้หญิงคนนั้นโทรมา"ตอนสามีพี่อยู่กับหนูเขาก็พูดถึงแต่พี่" ขออยู่กัน 3 คนผัวเมีย “คุณเค(นามสมมติ)” อายุ 32 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (13 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟน โดย ​“คุณเค(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งมา 15 ปี เราเป็นแฟนกันตั้งแต่หนูอายุ 17 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน ตลอดเวลา 15 ปี เราก็ใช้ชีวิตของเรา มีปัญหามากมายเข้ามา เขาก็ทะเลาะวิวาท ไปติดคุก เราก็รอเขาอยู่ 3 - 4 ปี จนเดินทางมาถึงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายนปลายปีที่แล้ว หนูมีปัญหาเรื่องหนี้สิน บริหารการเงินผิดพลาด มันมาจากหนี้ก้อนเล็ก ๆ เหมือนเรายืมเงินจากเจ้านี้ไปจ่ายเจ้านู้น ก็เลยกลับกลายเป็นงูกินหาง แล้วทีนี้เขาก็มีการถามหนู แต่หนูบอกเขาไม่หมด จนวันหนึ่งเขามารู้ความจริง หนูก็คิดว่าเขาน่าจะช่วยหนูแหละ แต่เขากลับเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีในบ้านออกไป แต่การไปของเขาคือ เรายังไปมาหาสู่กัน ยังมารับไปกินข้าว ไปนอนด้วยกัน เราก็ไม่ได้เลิกขาดแต่เราแค่ห่างกัน แล้วเขาก็บอกหนูตลอดว่า เนี่ยเธอก็ไปจัดการของเธอให้เสร็จนะ แล้วเดี๋ยวเราก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 เราตกลงเป็นแฟนกัน จนมาถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 วันนั้นหนูรู้สึกไม่อยากไปทำงาน เลยโทรไปถามเขาว่า อยู่ห้องหรือเปล่า? ด้วยความที่เขาออกจากบ้านไปเช่าห้องอยู่ เขาก็บอกว่า ไม่ได้อยู่ห้อง หนูก็บอกว่า ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ต้องล็อคห้องนะ เดี๋ยวจะไปนอน เขาบอกว่า ไม่ต้องมา ออกมาแล้ว ซึ่งหนูก็รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง หนูก็ไปถึงปุ๊บ เห็นรถเขาจอดอยู่ หนูก็เลยไลน์ไปถามอีกว่า อยู่ห้องหรือเปล่า? เขาบอกว่า ไม่อยู่ ออกมาแล้ว หนูก็เลยถามตัวเองว่า ยอมรับได้หรือเปล่าถ้าต้องเจออะไร ก็เลยเลือกที่จะรออยู่ตรงนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ก็คิดในใจว่าขึ้นไปดีกว่า แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็เหมือนในหนังเลย พอหนูผลักประตูเข้าไปในตัวอาคาร เขาเดินลงมาด้วยกัน 2 คนจากบันไดขั้นสุดท้ายพอดี พอเขาเห็นหนู เขาดึงมือผู้หญิงคนนั้นไว้ข้างหลังเขา หนูก็เลือกที่จะไม่พูด ไม่ถามอะไรสักคำ แล้วเดินหันหลังมาเลย หนูได้แต่บอกตัวเองว่ามันจบแล้ว และหนูก็ไม่ติดต่อเขาไปอีก จนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาไลน์มาว่า เธอพรุ่งนี้วันวาเลนไทน์นะ อยากได้อะไรหรือเปล่า? เขาอยากให้หนูเป็นครั้งสุดท้าย หนูก็ตอบไปว่า ไม่อยากได้อะไรเลย เพราะสิ่งที่ขอ ได้ขอไปหมดแล้ว ไม่เอาแล้ว เขาก็บอกว่า งั้นดูแลตัวเองดี ๆ แล้วกัน หนูก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เช่าห้องเล็ก ๆ อยู่คนเดียว เพราะบางวันเราเลิกงานดึก เผื่อไม่ต้องกลับบ้าน ส่วนลูกอยู่กับพ่อ-แม่ของหนู วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พอหนูขับรถจากที่ทำงานมาถึงหอพัก รถเขาก็จอดอยู่ หนูก็ตกใจว่าเขามาได้ยังไง เขาก็บอกว่า ทุกวันเขาไปแอบดูหนูที่ทำงาน แล้วก็สะกดรอยตามจนรู้ว่าหนูอยู่ที่นี่ ตลอดเวลาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เขาพูดตลอดว่า ขอเวลาได้ไหม สัญญาด้วยชีวิตว่าวันหนึ่งจะกลับมา ขอโอกาสได้ไหม? ซึ่งหนูก็บอกเขาไปว่า ให้เวลาได้แต่ไม่นานพอถึงกับไม่มีกำหนด แล้วมันคาราคาซังแบบนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เขามาหาหนู เขาก็จะพูดแบบนี้ ซึ่งหนูไม่อยากจะเชื่อในคำพูดเขาแล้ว เพราะการกระทำของเขามันทำให้เห็นชัดแล้วว่า เขาไม่กลับมาหรอก... แต่ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมานาน ทุกครั้งที่เขาจะมา เหมือนเราใจอ่อนปล่อยให้เขามา ทุกครั้งที่หนูเริ่มที่จะอยู่ได้ พอเขามาหนูต้องเริ่มต้นใหม่อีก แต่หนูก็ได้บอกสิ่งที่ต้องการกับเขาไปแล้วว่า ถ้าคุณจะไป คุณไปจากเราได้เลย ไม่ต้องหันหลังกลับมา ซึ่งเขาก็บอกว่า เขารู้แค่ว่าเขาไม่มีวันทิ้งหนู เขาไปจากหนูไม่ได้ เขาไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น แต่เขาก็คิดถึงหนู แต่หนูบอกว่า ไม่เป็นไร ถ้าจะไปคุณไปให้สุดเลย แต่ถ้าวันหนึ่งคุณอยากกลับมา คุณต้องมาแบบ 100% เขาก็บอกว่า ขอได้ไหมอย่าเป็นแบบนี้ ช่วยยอมรับหน่อยได้ไหมว่ามันเป็นความผิดของหนู ถ้าวันนั้นหนูไม่เป็นหนี้ ไม่มีปัญหาชีวิตแบบนั้น เขาก็ไม่ออกจากบ้านมาหรอก เราก็มีความสุขกันดี แต่วันนี้ที่เขาไปมีคนอื่นมันเป็นเพราะหนู ในเรื่องของความเป็นพ่อ เขาก็เป็นพ่อที่ดีในระดับหนึ่ง เขาส่งเงินมาให้ตลอดทุกอาทิตย์ แต่ตอนที่ลูกอยู่กับพ่อ-แม่ของหนู เราก็ไม่ได้ห่างกัน เพราะบ้านเราอยู่ตรงข้ามกัน เมื่อก่อนเราทำงานกลางคืน ช่วงกลางวันลูกจะอยู่กับเรา เราจะไปส่งลูกที่โรงเรียน ไปรับลูกมาอยู่ด้วยกัน พอถึงเวลานอนแค่นั้นที่จะให้อยู่กับตายาย หลังจากนั้นเขาก็บอกว่า เขาเลิกกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ เขายอมรับว่ารักผู้หญิงคนนั้น แต่รักหนูมากกว่า วันที่หนูจับได้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ทางผู้หญิงคนนั้นโทรมาหาหนูว่า พี่จะเอายังไง? หนูก็บอกว่า พี่ต้องเอาสามีพี่คืนสิ เขาก็บอกว่า ไม่ให้ ก็นี่จะเอาเหมือนกัน หนูก็บอกว่า พี่ก็ไม่อยากแย่งผู้ชายกับใครนะ แม้ผู้ชายคนนี้จะเป็นสามีพี่ก็ตาม ถ้าหนูจะเอาก็เอาไปเถอะ จนเมื่อประมาณอาทิตย์ที่แล้ว ผู้หญิงคนนั้นได้โทรมาหาหนูและถามว่า พี่คิดว่าเราจะใช้ชีวิตกันแบบ 3 คนได้ไหม เพราะเขาก็ยังคิดถึงพี่ พี่จะรับได้ไหม? หนูก็บอกว่า รับไม่ได้ ไปอยู่กันเถอะ หนูอยากถามว่า หนูจะทำยังไง ให้ตัวเองเด็ดขาดที่ไม่ให้เขามาหาอีก? ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่มีวันทำได้ ไม่ต้องพยายาม หนูเฝ้าบอกทั้งตัวเองและพวกพี่ทั้ง 3 คนว่าหนูทำใจได้ แต่ในความเป็นจริงหนูไม่มีวันทำได้ ถ้าทำได้มันทำไปแล้ว และปลายทางที่ยังบอกเขาว่า ถ้าเธอจะกลับมาเมื่อไหร่ เธอต้องกลับมา 100% นะ แค่คำนี้ก็บอกแล้วว่าต่อให้เขาไปเลวระยำตำบอนที่ไหน กลับมาได้ทุกเมื่อ สำหรับเคก็ยอมผู้ชายคนนี้ไปทั้งชีวิตแล้ว ไม่มีวันที่เคจะต่อต้านอะไรเขาได้ เพราะลึก ๆ แล้วจิตใต้สำนึกเคไม่ได้จะต่อต้านเขา จริง ๆ วิธีการที่เราจะตัดใครสักคน ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าก็ตัดให้มันเด็ดขาด แต่สุดท้ายเราฟังออกว่า ใครที่มีความเด็ดเดี่ยวที่จะตัดจริง ๆ กับใครที่ไม่มีวันตัดได้ คือถ้าคนที่บอกว่าตัวเองเด็ดขาด มันจะไม่รับโทรศัพท์ด้วยซ้ำ ไม่ว่าเขาจะขอกลับมาด้วยรูปแบบไหน เขาจะไม่มีวันได้กลับมา แต่ตอนนี้กับเคมันไม่ใช่ วัดจากอายุเขาอยู่กับเรามาครึ่งชีวิต แต่เขาคือส่วนที่เลวร้ายของชีวิต ถ้าเป็นร่างกายเขาก็อาจจะไม่ต่างอะไรกับเนื้อร้าย วันหนึ่งอยู่ดี ๆ ก็มีคนเอาก้อนเนื้อร้ายนั้นออกไป แต่เราเองนี่แหละที่พยายามแย่งชิงเนื้อร้ายกลับมา มันแค่นี้เอง โดยที่เราคิดว่านี่คือแฟนคนแรกที่อยู่กับเรามาครึ่งชีวิต แต่เราไม่ได้คิดว่าชีวิตฉันแย่มาครึ่งชีวิตแล้ว คำว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องครบพ่อ แม่ ลูก 3 คน จำนวนของคนครอบครัวที่น้อยที่สุดคือ 2 คน ตอนนี้โรงเรียนเขาสอนเด็กทุกคนแบบนี้ หลาย ๆ ครอบครัวเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เมื่อมีใครสักคนออกไป ลองเปลี่ยนความคิดนี้ดูใหม่ ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับมัน แล้วตอบตัวเองให้ได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีกับชีวิต ครอบครัว และลูกของตัวเอง ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ช่วยยังไงในเมื่อปากเคยังบอกให้เขาเข้ามา พวกพี่จะทำอะไรได้ แย่งเขากลับมายังง่ายกว่าเลย เพราะผู้หญิงคนนั้นเขาเริ่มลังเลแล้วว่า ผู้ชายอยู่กับเรายังบอกคิดถึงเมียเก่า แต่สิ่งที่แย่งชิงคือ แย่งขยะกันอยู่ไง ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่สบายใจหรอก โยนกันไป โยนกันมา ขยะติดมือใครคนนั้นก็เหม็นแค่นั้นเอง แล้วก็ผู้ชายที่มีคนอื่น มีโลกสองใบ ยังจะโยนความผิดให้กูอีก เพราะว่ากูเป็นหนี้ถึงทำให้มึงมีเมียน้อยมันใช่ไหมล่ะ ตอนนี้พี่ก็เหลือแค่งัดปากเคขึ้นมาบอกว่า ไม่ให้มา ปากเคเป็นคนพูดเอง เคต้องรู้จักปฏิเสธ และขอย้ำเลยว่า ครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่ใช่พ่อ แม่ ลูกเท่านั้น ครอบครัวที่สมบูรณ์คือ การดูแลเด็กคนนี้ด้วยความรัก ความสุข ด้วยกำลังแรงกายแรงใจทั้งหมดที่เธอมี ซึ่งวันนี้เธอจะเอาความสุขไปดูแลลูกไม่ได้เลย ถ้าชีวิตเธอยังไม่มีความสุข ผู้ชายคนนี้อยู่ในชีวิต ต่อให้มันไปมีเมียน้อยก็ไม่มีความสุข กลับมาก็ไม่มีความสุข ให้ผู้คนหญิงคนนั้นไป เด็ดเดี่ยวในการพูดว่า ไม่ แล้วบล็อก ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับฉัน เธอไม่ได้ดีพอที่จะเป็นสามีที่ดีและพ่อของลูกฉัน ณ วันนี้ทำหน้าที่พ่อไป เพราะหน้าที่สามีสิ้นสุดตั้งแต่มีผู้หญิงคนนั้นแล้ว สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่พูดมันอาจจะทำร้ายความรู้สึกหนู แต่ว่าพี่อยากให้หนูมีชีวิตที่ดีกว่านี้ คำถามที่หนูถามว่า ทำยังไงถึงจะหลุดพ้นจากเรื่องนี้ได้ พี่ก็จะบอกว่า ทำให้ได้อย่างที่หนูพูดกับพวกพี่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นรายการ ถ้าหนูจำไม่ได้หนูไปเปิดฟังอีกทีก็ได้ เอาจริง ๆ หนูเป็นคนฉลาด หนูพูดเหมือนหนูรู้ทุกอย่างว่าสามีคนนี้เป็นคนแบบไหน หนูแค่ต้องทำให้ได้อย่างที่หนูรู้ด้วยการใช้สมอง เพราะพี่รู้สึกว่าทุกครั้งเวลาที่เขากลับมา หนูจะใช้ความรู้สึกอย่างเดียวเลยว่า หนูขาดเขาไม่ได้ แต่ถ้าหนูใช้สมองตามที่หนูคิด อย่างที่พูดกับพวกพี่มาทั้งหมด หนูจะบอกกับตัวเองได้ทันทีว่า หนูจะไม่ปล่อยให้คนนี้กลับเข้ามาในชีวิตเป็นอันขาด มันยากพี่เข้าใจ แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคุยกับตัวเอง พี่ว่าหนูจะผ่านมันไปได้ การที่เขาอยู่กับเรามาตลอดครึ่งชีวิต แล้วเขาทำกับเราแบบนี้ มันยิ่งชัดเจนเหลือเกินว่า คนนี้ไม่มีค่าอะไรเลยที่เราจะต้องรักษาเอาไว้ อยากให้กลับไปฟังสิ่งที่ตัวเองพูดทั้งหมด แล้วทุกครั้งถ้าเขาจะกลับมาก็เปิดสิ่งที่พูดให้พวกพี่ฟังก็ได้ และเราเป็นคนเลือกได้นะเค ไม่ใช่เขาเป็นคนเลือก ว่าจะกลับหรือไม่กลับมาในชีวิตเรา มันเป็นสิทธิ์ของเรา เหมือนที่เขาเลือกชีวิตของเขาที่จะทิ้งเราไปและมีผู้หญิงคนอื่น...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตลกแXก ของจริง ! หนูมีญาติคนนึง เขาชอบหาวาระยินดีกับครอบครัวหนู พีคสุด หมาบ้านหนูคลอดลูก ขับรถมาหาที่บ้าน บอกว่า ยินดีด้วย วันนี้จะเลี้ยงอะไร? แรกๆมากินคนเดียว หลังๆพาลูกหลานมาด้วย หนักสุดพาเพื่อนข้างบ้านเขามากินฟรีอีก

07 ก.พ. 2025

ตลกแXก ของจริง ! หนูมีญาติคนนึง เขาชอบหาวาระยินดีกับครอบครัวหนู พีคสุด หมาบ้านหนูคลอดลูก ขับรถมาหาที่บ้าน บอกว่า ยินดีด้วย วันนี้จะเลี้ยงอะไร? แรกๆมากินคนเดียว หลังๆพาลูกหลานมาด้วย หนักสุดพาเพื่อนข้างบ้านเขามากินฟรีอีก

ตลกแXก ของจริง ! หนูมีญาติคนนึง เขาชอบหาวาระยินดีกับครอบครัวหนูพีคสุด หมาบ้านหนูคลอดลูก ขับรถมาหาที่บ้าน บอกว่า ยินดีด้วย วันนี้จะเลี้ยงอะไร?แรกๆมากินคนเดียว หลังๆพาลูกหลานมาด้วย หนักสุดพาเพื่อนข้างบ้านเขามากินฟรีอีกจนตอนนี้มีข่าวดีอะไร หนูต้องแอบไปฉลองเงียบๆกันเอง “คุณหนู(นามสมมุติ)” อายุ 33 ปี สายสุดท้ายของรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [5 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาญาติหาทุกโอกาส ทุกเทศกาลในการกินฟรี โดย “คุณหนู (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีญาติคนนึงที่เขาอยากให้หนูเลี้ยงอาหารทุกมื้อ ทุกงานเทศกาล เเละทุกโอกาสที่สามารถเลี้ยงหรือจัดปาร์ตี้ได้ เขาเป็นญาติทางฝั่งของคุณเเม่ ซึ่งเขาเป็นน้าของหนู อายุประมาณ 60 กว่าๆ มีอยู่ครั้งนึงหนูโพสต์ว่า หลานของหนูได้เกรด 3.5 เขาก็โทรมาเลยว่า อุ้ย! วันนี้กินที่ไหน เลี้ยงที่ไหนดี หรือบางโอกาสอย่าง หมาที่บ้านหนูคลอดลูก เขาก็จะขับรถมาที่บ้านเเล้วถามเลยว่า อุ้ย ฉลองที่ไหนดีวันนี้ กินอะไรดี ร้านไหนดีวันนี้ ตอนเเรกหนูก็ยังโอเค ไปกินชาบู หมูกะทะ หนูก็ชวนเขาไปด้วย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ครั้งแรกๆเขาจะไปคนเดียว แต่พอชวนบ่อยๆ เขาก็จะเอา พ่อเขา , แม่เขา , ลูกชาย , หลาน , ลูกสะใภ้มากินด้วย หนักสุดคือเขาชวนคนข้างบ้านของเขา มาด้วยโดยที่ไม่ได้บอกหนูก่อนเลย เพราะหนูก็ต้องตั้งงบไว้ด้วยว่าใช้เท่าไหร่ หัวละเท่าไหร่ และทุกครั้งเขาก็จะคิดว่าหนูเป็นเจ้ามือ เป็นเจ้าภาพทุกครั้ง ไม่ว่าหนูจะโพสต์อะไรที่เป็นการแสดงความยินดีกับคนในครอบครัว เขาก็จะโทรมา หรือไม่ก็ขับรถมาหาที่บ้านเลย เเล้วก็จะถามว่าวันนี้กินที่ไหนดี ที่เขาทำแบบนี้ได้เพราะเขาค่อนข้างสนิทกับเเม่ของหนู แต่ก็ไม่ได้มีความสนิทกับหนูขนาดนั้น ก็เป็นเเค่ญาติคนนึง แล้วพอหนูปฎิเสธเขาไป เขาก็ไปคุยกับคนอื่นว่าบ้านหนูจะไปจัดกินเลี้ยงกันยิ่งใหญ่ เเล้วคนที่ได้ฟังก็จะโทรมาหาหนู เเล้วก็ถามว่าจริงหรอ ทำให้หนูรู้สึกว่าเขาพยายามที่จะกดดันให้หนูจัดเเละก็เลี้ยงเขาด้วย ก่อนหน้านี้หนูจัดงานวันเกิดคุณเเม่ของหนู หนูก็ต้องขับรถไปกินร้านไกลๆ ขนาดจะถ่ายรูปโพสต์ลงFacebook หนูยังไม่กล้าเลย หนูกลัวเขาจะทักมาว่าทำไมไม่ชวนเขา กลายเป็นตอนนี้หนูเริ่มรู้สึกอึดอัดมากเลย เพราะทุกครั้งที่ไปกินข้าวกับเขา เขาไม่เคยออกเงินเลยสักบาท คนข้างบ้านที่เขาชวนมา หนูก็ต้องเป็นคนจ่ายเงินให้ เเล้วถ้าหนูไปมีปัญหากับเขา เขาจะเอาเราไปพูดกับคนอื่นทำให้ญาติคนอื่นก็จะไม่คุยกับเราด้วย แล้วหนูก็จะรู้สึกไม่สบายใจ เพราะกลัวพ่อเเม่หนูจะมีปัญหาอะไรกับเขาอีก เเละล่าสุดหนูกับเเฟน ก็พึ่งไปจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมด้วยกัน เขาก็ถามหนูตั้งแต่วันที่หนูจดว่า ครั้งนี้จะไปกินเลี้ยงอะไรดีล่ะ? แต่พอกลับกันเวลาบ้านเขามีงานปาร์ตี้หรือจัดฉลองอะไร เขาไม่เคยคิดที่จะชวนเราไปด้วยเลย ซึ่งที่หนูไม่ค่อยพูดอะไร เพราะพยายามรักษาน้ำใจเอาไว้อยู่ หนูเลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า ‘หนูควรทำยังไงดีกับญาติคนนี้ หรือมีวิธีพูดยังไงไม่ให้เสียน้ำใจไหมคะ?’ โดย “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ญาติเเบบนี้เราไม่จำเป็นต้องไปเเคร์หรอก ไม่ต้องรักษาน้ำใจ ถ้าเขามาถามเราอีกรอบเรื่องที่หนูไปจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมกับแฟนมา แล้วจะเลี้ยงอะไร? ถามเขากลับไปเลยว่า รอบนี้น้าต้องใส่ซองให้หนูด้วยนะ เพราะเลี้ยงข้าวน้า ไปเยอะเเล้วเหมือนกัน หรือก็ไม่ต้องชวนเขาไปด้วย เพราะทีเขาจัดปาร์ตี้อะไร เขาก็ไม่เคยชวนเราไปด้วยเหมือนกัน ถ้าอยากปฎิเสธเเบบดีๆหน่อยก็บอกไปว่า ไม่เลี้ยง ไม่มีเงินเเล้ว เพราะงั้นอย่าไปยอม ให้พูดตรงๆกลับไปบ้าง สวนเขาไปเลยสักนึงเเมตช์’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คุณแม่โทรปรึกษา 3 ดีเจ มีลูกสาวอายุ 11 ขวบ เขาเป็นคนที่ทำอะไรต้องเป๊ะทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องเรียน บางวันทำการบ้าน อ่านหนังสือถึงตี 1 – 2 รู้สึกว่าเขาจะมีภาวะเครียดสะสม ไม่มีความสุขเวลาไปโรงเรียน พาเขาย้ายโรงเรียนแล้วก็ยังเครียดเหมือนเดิม

22 พ.ย. 2023

คุณแม่โทรปรึกษา 3 ดีเจ มีลูกสาวอายุ 11 ขวบ เขาเป็นคนที่ทำอะไรต้องเป๊ะทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องเรียน บางวันทำการบ้าน อ่านหนังสือถึงตี 1 – 2 รู้สึกว่าเขาจะมีภาวะเครียดสะสม ไม่มีความสุขเวลาไปโรงเรียน พาเขาย้ายโรงเรียนแล้วก็ยังเครียดเหมือนเดิม

คุณแม่โทรปรึกษา 3 ดีเจ มีลูกสาวอายุ 11 ขวบเขาเป็นคนที่ทำอะไรต้องเป๊ะทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องเรียนบางวันทำการบ้าน อ่านหนังสือถึงตี 1 – 2 รู้สึกว่าเขาจะมีภาวะเครียดสะสมไม่มีความสุขเวลาไปโรงเรียน พาเขาย้ายโรงเรียนแล้วก็ยังเครียดเหมือนเดิมตอนนี้แม่รู้สึกกังวลและเป็นห่วงมาก ควรพาลูกสาวไปพบจิตแพทย์ดีไหม? “คุณแม่เหมียว (นามสมมติ)” อายุ 48 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องของลูกสาวอายุ 11 ขวบ รู้สึกกังวลและเป็นห่วง เพราะเขาเครียดเกินวัย โดยสายนี้ “คุณแม่เหมียว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ลูกสาวค่อนข้างมีภาวะเครียดสะสม ไม่มีความสุขเลยเวลาที่ลูกสาวอยู่ในโรงเรียน ต้องบอกว่าลูกสาวส่วนตัวเป็นคน Perfectionist มาก ทำอะไรก็ต้องดีทุกอย่าง เขาเป็นคนที่ลายมือสวย ระบายสีสวย แม้กระทั่งการเรียนก็ต้องดีที่สุด เขาจะสร้างบรรทัดฐานของตัวเองให้เป็นคนที่ดีมาตลอด จนทำให้เขาเริ่มมีความเครียดสะสม พอลูกสาวเราขึ้น ป.5 การเรียนของเขาก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ครูที่สอนก็ไม่ได้ใจดีเหมือนเมื่อก่อน จะมีดุบ้าง ด่าบ้าง แต่ไม่ได้ดุหรือด่าลูกสาวเราคนเดียว หมายถึงว่าเขาก็พูดถึงโดยรวม แต่ลูกสาวเราก็จะเก็บมาคิดมาก เวลามีการบ้านเขาก็จะนั่งทำจนดึกดื่น ยิ่งช่วงสอบเขาจะนั่งติวหรืออ่านหนังสือดึกมาก บางทีอ่านไม่เข้าใจ เขาก็จะร้องไห้ หรือให้เราปลุกเขาตั้งแต่ตี 5 เรารู้สึกว่ามันเครียดเกินกว่าที่เด็กวัยนี้ควรจะเป็น ซึ่งเขาก็เป็นคนที่มีภาวะเครียดมาหลายปีอยู่แล้ว เคยมีเหตุการณ์หนึ่ง สมัยที่ลูกสาวเราเรียนอยู่ที่โรงเรียนเก่า เขามีภาวะเครียดเกี่ยวกับครูผู้สอน แม่ก็แก้ปัญหา โดยการพาเขาย้ายโรงเรียนไป ซึ่งเราก็มีการคุยกับครูไว้ว่าให้ดูแลเขาเป็นพิเศษ ตอนที่ลูกสาวขึ้น ป.5 คุณครูที่สอนแต่ละวิชาก็มีหลากหลายขึ้น แม่ก็เข้าใจ เพราะว่าแม่ก็อยากให้เขาเจอกับสังคมที่มันหลากหลายอยู่เหมือนกัน เพราะโตไปเขาก็ต้องเจออะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่เหมือนว่าลูกสาวยังคงเครียดอยู่เหมือนเดิม วันนี้เลยอยากปรึกษาว่า แม่ควรพาลูกสาวไปพบจิตแพทย์ไหม? เพราะว่าคุยกับหลาย ๆ บอกเราคิดไปเอง บางคนก็บอกว่ามันคือธรรมชาติของเด็ก ดีแล้วที่ลูกสาวเรามีความขยันมุ่งมั่นดี แต่เราก็รู้สึกว่ามันหนักเกินไปอยู่ดี หรืออีกอย่างที่อยากสอบถามคือ เราเองหรือเปล่าที่ต้องไปพบจิตแพทย์เอง เพราะรู้สึกว่าเราจะห่วงลูกมากเกินไป ซึ่งดีเจทั้ง 3 คน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ว่า ‘สำหรับพวกเรา สิ่งที่เกิดกับลูกเป็นสิ่งที่ต้องคิดมาก ต้องใส่ใจอยู่แล้ว มันต้องคอยสังเกต สิ่งแบบนี้มันเป็นอะไรที่น่ากังวลมาก อะไรที่มันแพ้ไม่ได้ ยอมรับความผิดหวังไม่ได้ เราควรที่จะพาเขาไปพบจิตแพทย์เลยตอนนี้ เพราะว่าเด็กวัยนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว ตอนนี้เรายังควบคุมเขาได้ ควรที่จะพาเขาไปให้เร็วที่สุด มันเครียดเกินไป เหมือนว่าเขาไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กเลย ได้วิ่งเล่นหมือนเด็กคนอื่น ๆ เลย ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าตัวเองเลี้ยงลูกแล้วมันเครียด มันมีปัญหา ก็ไปพบจิตแพทย์ได้ เพราะเขาจะบอกเลยว่าคุณแม่ควรที่จะทำตัวยังไงเพราะว่าเราเป็น Effect สำหรับเขาอยู่แล้ว มันต้องเริ่มที่คุณแม่ เดี๋ยวลูกก็จะปรับไปตามนั้น การมีลูกเราคิดน้อยไม่ได้ มันควรมีความบาลานซ์กัน ในระหว่างรอที่จะไปพบแพทย์ เราก็หาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกในเน็ตดูก่อน มันจะมีข้อมูลมากมาย ทั้งเทคนิคต่าง ๆ หรือคลิปวิดีโอที่มันจะพอเป็นแนวทางสำหรับคุณแม่ได้ หรือหากิจกรรมระหว่างครอบครัวให้เขารู้สึกได้ผ่อนคลาย รวมถึงการศึกษาที่มันเข้มข้นมากเกินไปอาจจะยังไม่เหมาะ ถ้ามันจะทำให้เด็กคนนึงต้องมีภาวะเครียดขนาดนี้ โรงเรียนทางเลือกอาจจะเป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่งก็ได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-