แม๊ !! คุณครูสุดลำบากใจ เจอผู้ปกครอง ‘กดดัน’ ลูกตัวเองเหลืออีก 1 คะแนนจะไม่ติด 0 แต่แม่มาบอกว่า… ให้ครูช่วยปัดๆเศษ เพิ่มเกรดให้เป็นสักเกรด 1.5 หรือ 2 ไปสิ ทุกอย่างก็อยู่ที่ปลายปากกาครูอยู่แล้ว

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แม๊ !! คุณครูสุดลำบากใจ เจอผู้ปกครอง ‘กดดัน’ ลูกตัวเองเหลืออีก 1 คะแนนจะไม่ติด 0 แต่แม่มาบอกว่า… ให้ครูช่วยปัดๆเศษ เพิ่มเกรดให้เป็นสักเกรด 1.5 หรือ 2 ไปสิ ทุกอย่างก็อยู่ที่ปลายปากกาครูอยู่แล้ว

06 ต.ค. 2023

แม๊ !! คุณครูสุดลำบากใจ เจอผู้ปกครอง ‘กดดัน’

ลูกตัวเองเหลืออีก 1 คะแนนจะไม่ติด 0 แต่แม่มาบอกว่า…

ให้ครูช่วยปัดๆเศษ เพิ่มเกรดให้เป็นสักเกรด 1.5 หรือ 2 ไปสิ

ทุกอย่างก็อยู่ที่ปลายปากกาครูอยู่แล้ว พอคุณครูปฏิเสธ

แม่ไม่พอใจ พิมพ์มาต่อว่าในไลน์ยาวเลย เจอแบบนี้ทำไงดี?

           “คุณครูหวาน (นามสมมุติ)” อายุ 25 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 ต.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาเด็กที่สอนไม่ส่งงานจนต้องติด 0 แต่พอผู้ปกครองรู้กลับมาต่อว่าและกดดันให้เราเพิ่มเกรดให้

            โดย “คุณครูหวาน (นามสมมุติ)” ได้เริ่มเล่าว่า ‘ปฏิบัติหน้าที่เป็นครู สอนประจำวิชาหนึ่ง โดยรับผิดชอบสอนเด็กมัธยมปลาย เด็กวัยนี้ก็ค่อนข้างที่จะคุยรู้เรื่อง แล้วช่วงนี้เป็นช่วงประกาศคะแนนเก็บของเด็กๆ เพื่อให้เด็กๆ พอได้รู้ว่าเรามีคะแนนเก็บเท่าไหร่ ต้องทำคะแนนสอบปลายภาคเพิ่มอีกแค่ไหน ตามปกติก็จะเรียกเด็กๆ มาดูคะแนนก่อน แต่ในวันนั้นเกิดข้อผิดพลาดเผลอให้เด็กดูคะแนนเก็บ แล้วเด็กดันเห็นคะแนนรวมทั้งหมด เมื่อเด็กรู้คะแนนเก็บทั้งหมดก็จะสามารถคำนวณเกรดตัวเองได้เลย ตามเกณฑ์ทั่วไป อย่าง 80 คะแนนจะได้เกรด 4

              แล้วเมื่อเด็กเห็นคะแนนรวม ก็จะรู้ว่าตัวเองติด 0 ก็คือคะแนนไม่ถึง 50 ในคะแนนเต็ม 100 ตอนแรกตัวเด็กเองก็ไม่ได้มีพฤติกรรมโวยวายอะไร ดูแล้วก็ยอมรับ เดิมทีเด็กคนนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมก่อกวนอะไร เรียกได้เลยว่าเป็นเด็กเรียบร้อยคนนึงเลย แค่ไม่ได้สนใจการเรียนขนาดนั้น

               ตกเย็นหลังจากเลิกเรียน ผู้ปกครองของเด็กคนนี้ก็ส่งแชทไลน์มาบอกทำนองว่า ลูกของเขามาบอกว่าติด 0 เป็นเรื่องจริงมั้ย? จากนั้นก็รีบชี้แจงไปว่าช่วงนี้ยังไม่ได้เป็นช่วงประกาศคะแนน แต่เกิดความผิดพลาดทำให้น้องเห็นคะแนนไปก่อน แต่ว่าน้องคะแนนรวมไม่ถึง 50 เลยทำให้น้องต้องติด 0 ซึ่งในตอนนั้นผู้ปกครองก็ไม่ได้มีการโวยวายอะไรในแชทไลน์ เป็นการรับทราบตรงกันก็จบไป

                 แต่ปรากฏว่าวันสุดท้ายที่เป็นวันสอบ อยู่ ๆครูที่ปฎิบัติหน้าที่ประจำชั้นด้วยกัน ก็เดินมาบอกว่า ‘น้อง เดี๋ยววันนี้ผู้ปกครองของเด็กคนนี้จะเข้ามาหานะ’ โดยที่ไม่ได้ถามก่อนเลยว่าสะดวกหรือว่างมั้ย แล้วพอผู้ปกครองที่เป็นคุณแม่เดินทางมาถึง ก็พูดคุยกันโดยที่คุณแม่เองก็ไม่ได้มีพฤติกรรมพูดคำหยาบ โมโหร้ายหรืออะไรเลย ก็คิดว่าเหมือนจะคุยกันรู้เรื่องด้วยซ้ำ และในตอนแรกคิดว่าเหตุผลที่คุณแม่มาเพราะไม่พอใจที่ลูกจะติด 0 เพราะอีกแค่ 1 คะแนนนักเรียนก็จะไม่ต้องติด 0

                 เบื้องต้นก็ได้ชี้แจงไปว่า ไม่รู้ว่าจะเพิ่มคะแนนส่วนไหนให้กับเด็กได้แล้ว เพราะมันเป็นเกณฑ์ของวิชาการ เป็นระเบียบที่ว่าถ้าเพิ่มให้หนึ่งคนก็ต้องเพิ่มให้กับคนอื่น ๆด้วย เพราะเด็กทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน คุณแม่ก็พูดตอบกลับมาว่า ‘ลูกของเขาจำเป็นต้องใช้เกรดยื่นเข้ามหาวิทยาลัยนะ’ ซึ่งในกรณีแบบนี้คุณแม่จำเป็นต้องติดต่อทางวิชาการ เพราะคุณครูไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเกรดเองได้ ทางคุณแม่พูดขึ้นมาว่า ‘แล้วทำไมต้องติดต่อวิชาการ ในเมื่อคะแนนมันอยู่ในดุลยพินิจของครู แค่ปลายปากกาเองครูก็เพิ่มเองสิ’ โดยคำพูดและสีหน้าท่าทางของผู้ปกครองคนนี้แสดงออกถึงความกดดันมาก ๆในตอนนั้น โดยการพูดคุยครั้งนี้ไม่ได้พูดเป็นการส่วนตัว แต่พูดคุยในห้องพักครู ซึ่งมีครูท่านอื่น ๆนั่งรวมอยู่ด้วย

                  สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้นก็คือการพยายามอธิบายให้ผู้ปกครองคนนั้นเข้าใจว่า ในการสอนของครูจะเป็นการสอนร่วมกับครูท่านอื่นด้วย ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจหรือเปลี่ยนแปลงเองได้คนเดียว อธิบายไปก็เหมือนจะจบเหมือนผู้ปกครองจะเข้าใจ

                  วันถัดมา ผู้ปกครองคนเดิมก็ส่งแชทไลน์มาอีกครั้ง เป็นข้อความยาวมาก ๆเรียงยาวมาขนาดที่ว่าต้องเลื่อนอ่านเรื่อย ๆแต่ไม่มีคำหยาบ โดยความหมายในข้อความนั้นประมาณว่า ครูขาดจริยธรรม ศีลธรรม ครูเองสามารถแก้ไขคะแนนได้ทำไมไม่แก้ ต้องให้ติดต่อวิชาการทำไม และประโยคที่ว่าเป็นครูประจำชั้น จะไม่ช่วยหรอ ลูกเขาก็ไม่ใช่คนไม่ดี ไม่ได้เอาเกรดไปฆ่าคน เลยทำให้รู้ว่าจริง ๆแล้วสิ่งที่ผู้ปกครองไม่พอใจไม่ใช่การที่ลูกของเขาติด 0 แต่ไม่พอใจต้องการที่จะให้เพิ่มเกรดจากติด 0 เป็นเกรด 1.5 หรือ 2 เพื่อให้เกรดลูกเขาออกมาสวย ถึงเกณฑ์ที่จะยื่นเข้ามหาวิทยาลัย

                   ยอมรับตามความจริงก็เกือบจะใจอ่อนอยู่เหมือนกัน เพราะนักเรียนคนนี้ไม่ได้มีพฤติกรรมเลวร้ายอะไร เลยพูดออกไปวันที่ผู้ปกครองมาที่โรงเรียนว่า ถ้าให้ช่วยคือทำได้เพียงให้ไม่ติด 0 แต่นักเรียนก็ต้องมาทำงานเพิ่ม หรือต่อให้เด็กคนนี้จะติด 0 หรือ ไม่ติด 0 เกรดมากสุดที่ได้ก็คือ 1 จริง ๆ แล้วสิ่งที่ได้กลับมาคือ ผู้ปกครองมองหน้าแล้วพูดว่า 1.5 ได้ไหม หรือ 2 ได้ไหม ภาพที่ผู้ปกครองพูดใส่หน้ามันกลายเป็นภาพติดตาไปเลย

                   เหตุการณ์นี้ก็เข้าใจถึงความหวังดีของผู้ปกครองที่ทำเพื่อลูกจริง ๆเพียงแต่มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วข้อความที่เขาเคยส่งมา มันลบสิ่งที่เขาพยายามใส่ว่าเป็นครูอย่างนู้นอย่างนี้ออกไปไม่ได้ มันย้ำเตือนว่าเป็นอย่างนี้จริง ๆหรอ แม้จะรู้ตัวว่าไม่ได้เป็นครูอย่างที่เขาพูดมา การพูดคุยครั้งสุดท้ายคือไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว เพราะเขาปิดกั้นตัดสินไปแล้วว่าเป็นครูที่ขาดจริยธรรม ศีลธรรม ขาดความสามารถในการสอน เลยตอบกลับไปแค่ว่า ‘ขอบคุณค่ะ’ สิ่งที่ผู้ปกครองตอบกลับมาครั้งสุดท้ายคือ ‘อย่าแค่ขอบคุณนะ อ่านแล้วคิดตามด้วยนะ’ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูก่อนหน้านี้แล้ว แต่เหตุผลที่ลาออกไม่เกี่ยวกับผู้ปกครองคนนี้ โดยวันศุกร์นี้จะเป็นวันสุดท้ายของการทำงาน เลยอยากปรึกษาพี่ ๆว่าจะทิ้งข้อความสุดท้ายในกลุ่มไลน์ผู้ปกครองอย่างไงดี ”

                   ‘ดีเจเผือก’ เริ่มให้คำปรึกษาว่า “ขอชื่นชมคุณครูนะครับ เสียดายที่ลาออกแล้ว ผมว่าการศึกษาเราต้องการครูแบบครูหวานเยอะเลย นี่คือตัวอย่างของครูที่ดี ที่ต้องเจอกับความพ่อแม่รังแกฉันที่หลาย ๆคนคงได้เห็นอะไรแบบนี้ และสงสารลูกของเขาที่ต้องมีคุณแม่แบบนี้ มันไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่ สำหรับผมใช้คำว่า น่ารังเกียจ สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ แต่เชื่ออย่างมาก ๆว่าระบบความคิดแบบนี้มันจะถูกถ่ายทอดลงไปในระบบความคิดของลูกเขาไม่มากก็น้อย ซึ่งเขาก็คงต้องการครูอย่างครูหวาน ที่จะทำให้เขารู้ว่าการสอนลูกที่แท้จริง การที่เขาช่วยลูกแบบไหน ที่เป็นการช่วยลูกจริง ๆ คนเราความรักบังตาแล้วก็ช่วยเหลือลูก ญาติพี่น้องในแบบที่มันไม่ใช่การช่วย มันยิ่งทำให้เขาเหมือนตกหลุมความเห็นแก่ตัว ความไม่ยอมรับกติกา ความซิกแซก ความใต้โต๊ะ ความคอรัปชั่นไปในตัวตั้งแต่เด็ก ซึ่งเรื่องเรียนเป็นเรื่องใหญ่มากนะ  ลองคิดว่าผู้หญิงคนนี้ไปห้าง ต่อคิวเป็นไหม ไปสวนสนุกเขาต่อคิวกัน คนนี้แซงไหม ไปกินข้าวศูนย์อาหารเขาให้เก็บถาด คนนี้เก็บไหม สงสารเขา จุดแรกคืออยากจะบอกครูหวานคือจงมั่นใจในสิ่งที่ครูหวานทำนะครับ มันเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาไทยต้องการมาก ๆเลยนะครับ สุดท้ายคำพูดเหล่านั้นที่เขาพิมพ์มา มันก็คือแค่การพยายามกลับผิดเป็นถูก กลับถูกเป็นผิด บางทีเราอาจจะคิดแค่ว่าเราเจอกับคนที่ระบบความคิดผิดเพี้ยนไปหมด เพราะฉะนั้นเขาจะมองตรรกะในชีวิตเขากลับด้าน อย่าทำให้ระบบความคิดที่ผิดเพี้ยนของใครสักคนมาทำให้คุณค่าในตัวเราหายไปเลยครับ ส่วนข้อความสุดท้ายได้หมดเลยครับ เชื่อว่าครูหวานจะสื่อสารออกไปในแบบที่มันโอเค ความตั้งใจ ที่เราอยากจะเป็นครูแบบไหนพูดออกไปได้หมดเลย ”

                    ต่อมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำปรึกษาว่า “ข้อความสุดท้ายครูหวานต้องไม่คาดหวังว่าเขาจะสำนึกจากข้อความครูหวานเลย พี่ว่าเขารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ควรจะเป็นตากฎกติกาคืออะไร เขาแค่ไม่อยากเล่นตามกฎกติกา เขาแค่อยากได้สิ่งที่อยากได้ ซึ่งบางทีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกเขาต้องการหรือเปล่า เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังบ้านเขาเป็นยังไง เอาจากใจพี่ พี่ไม่อยากให้ครูหวานส่งอะไรปเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าพี่รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่ครูหวานต้องอธิบายในสิ่งที่ครูหวานคิดอีกแล้ว คือในการกระทำของครูหวานถึงตอนนี้มันแสดงให้เห็นถึงจุดยืนในวิชาชีพนี้ของครูหวานแล้ว แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วย ไม่ต้องไปสนใจในสิ่งที่แม่ของเด็กคนนั้นพูดเลย เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาพูดเขาต้องการอะไร เขาจะหาเรื่องมาเบนครูหวานทุกอย่างเลยเพราะครูหวานไม่ให้เขาแค่นั้น ซึ่งมันไม่ใช่ มันผิด แต่สิ่งที่ครูหวานทำคือสิ่งที่ถูกต้อง ถูกแล้วอยากให้เชื่อมั่น โดยไม่ต้องสงสัยว่าตัวเองทำถูกหรือผิด ”

                     ปิดจบกันที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำปรึกษาว่า “ก็เป็นข้อความที่จะให้พิมพ์ กราบขอบคุณสมาคมผู้ปกครองที่ให้เกียรติหวานได้มาเป็นครูประจำโรงเรียนแห่งนี้ หวานได้เรียนรู้ทั้งข้อดีและข้อเสียมากมาย การที่เด็กจะเติบโตมาอย่างเพียบพร้อมและแข็งแกร่งนั้น ไม่ใช่ฝากความหวังไว้ที่โรงเรียนเท่านั้น คนในบ้าน โดยเฉพาะคุณแม่ควรมีศักยภาพมากพอในการดูแลให้ลูกเติบโต ซึ่งหากคุณแม่ขาดศักยภาพก็จะส่งผลต่อการเรียนของเด็ก อยากให้คุณแม่สังเกตลูก ๆดูนะคะ ใครที่ลูก ๆมีการเรียนที่ตกต่ำ อยากให้คุณแม่เนี่ยกลับไปเสริมทักษะพัฒนาตัวลูกและตัวเองด้วย ช่วงนี้เราจะสอนและคาดหวังให้ลูกโตไปไม่โกง ฉะนั้นมันควรจะถูกสอนตั้งแต่ที่บ้าน ให้มันจบที่รุ่นคุณแม่นะคะ จากนั้นครูหวานหนีไปให้ไกล แล้วเปลี่ยนชื่อไลน์ด้วย สายนี้ได้คำแนะนำครบรสครูหวานเลือกใช้ได้เลยนะ ”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ลูกสาวม.1 อึดอัดใจ พ่อแม่แยกทางกัน พ่อให้เงินค่าขนมลูก อาทิตย์ละ 700 แม่ได้อาทิตย์ละ 1000 แต่พอได้เงินมา แม่ขอลูกอาทิตย์ละ 300-400 ยืมเงินค่าขนมลูกมาตั้งแต่ ป.5 ผ่านมา 3 ปี ยอดเป็นแสนแล้ว

03 พ.ค. 2024

ลูกสาวม.1 อึดอัดใจ พ่อแม่แยกทางกัน พ่อให้เงินค่าขนมลูก อาทิตย์ละ 700 แม่ได้อาทิตย์ละ 1000 แต่พอได้เงินมา แม่ขอลูกอาทิตย์ละ 300-400 ยืมเงินค่าขนมลูกมาตั้งแต่ ป.5 ผ่านมา 3 ปี ยอดเป็นแสนแล้ว

ลูกสาวม.1 อึดอัดใจ พ่อแม่แยกทางกัน พ่อให้เงินค่าขนมลูก อาทิตย์ละ 700แม่ได้อาทิตย์ละ 1000 แต่พอได้เงินมา แม่ขอลูกอาทิตย์ละ 300-400ยืมเงินค่าขนมลูกมาตั้งแต่ ป.5 ผ่านมา 3 ปี ยอดเป็นแสนแล้ว พอไม่ให้แม่ก็ร้องไห้ใส่ลูกสาวเผยความรู้สึก หนูอยากจบลูปนี้จะทำยังไงดีคะ? “คุณมีน (นามสมมติ)” อายุ 13 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [1 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่ตัวเองโดนคุณแม่ยืมเงินตั้งแต่ ป.5 จนตอนนี้ขึ้น ป.1 แล้ว พฤติกรรมของแม่ก็ยังเหมือนเดิม โดย ​“คุณมีน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นเด็ก แม่ของหนูมักจะถามย้ำมาตลอด และถามย้ำแทบจะทุกปีว่า ‘ถ้าแม่กับพ่อเลิกกัน หนูจะเป็นอะไรไหม?’ จนกระทั่งขึ้นชั้น ป. 5 หนูก็บอกกับแม่ไปว่า ‘ถ้าแม่เหนื่อย แม่ก็ออกมานะ’ แล้วแม่ก็ถามอีกว่า ‘แล้วเราจะยังอยู่กับแม่ไหม?’ ตอนนั้นเลยตอบแม่ไปว่า ‘อยู่ค่ะ’ เวลาผ่านไปไม่นานพ่อกับแม่ก็หย่ากัน พ่อจึงย้ายไปอยู่กับภรรยาใหม่ ส่วนหนูก็อยู่กับคุณแม่ หลังจากนั้นก็ขึ้นชั้น ป.6 หนูทำคะแนนสอบ O-Net ได้เต็ม จึงได้เงินสนับสนุนจากโรงเรียน 5,000 บาท พฤติกรรมของแม่ก็เริ่มเปลี่ยน แม่ก็เริ่มที่จะขอยืมเงินจากหนูทีละ 2,000 บาท โดยอ้างว่าจะเอาเงินไปเปิดบัญชีให้ หนูก็ไม่ได้คิดอะไร เอาเงินให้แม่ไป แล้วหนูก็มารู้ทีหลังว่า แม่เอาเงินไปลงทุนขายของ แต่ไม่ได้กำไรอะไรกลับคืนมาเลย ให้เหตุผลกับหนูว่า ‘แม่ขายไม่ดี’ ซึ่งตอนนั้นหนูก็ไม่รู้เลยว่า ‘แม่เอาเงินของหนูไปใช้เพื่อการลงทุนขายของจริงหรือเปล่า ?’ หลังจากนั้นก็ขึ้นชั้น ม.1 หนูก็ได้เงินค่าขนมเพิ่มจากพ่อ เป็นรายอาทิตย์ครั้งละ 700 บาท แม่ก็เริ่มที่จะขอยืมเงินอีกครั้ง ซึ่งขอยืมทีละ 300 - 400 บาท หนูก็ถามหาเหตุผลจากแม่ แม่ก็ให้เหตุผลว่า ‘เอาไว้ใช้ซื้อข้าวให้หนู’ หนูอยากจะถามแม่ว่า ‘แล้วเงิน 1,000 ที่พ่อให้แม่เอาไว้ซื้อข้าวให้หนูมันหายไปไหน ?’ แต่หนูก็ไม่ได้ถามออกไป ทำได้แค่ให้เงินแม่ไป รวมถึงช่วงปิดเทอมด้วย หนูได้เงินค่าขนม 500 บาท แม่ก็จะมาขอยืมทีละ 200 - 300 บาท แล้วมันก็เป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนเคยมีครั้งหนึ่ง หนูลองปฏิเสธแม่ แม่เขาก็ร้องไห้ บอกกับหนูว่า ‘ทำไมหนูถึงไม่ช่วยเขาเลย หนูไม่รักเขาแล้ว’ ทุกครั้งที่ยืมเขาจะคืนบ้าง ไม่คืนบ้าง แต่จะขอยืมทุกครั้งเมื่อหนูได้เงิน ซึ่งหนูให้เกือบทุกครั้ง หนูก็ปล่อยเลยตามเลยไป โดยหลังจากที่แม่เลิกลงทุนขายของ แม่ก็ไปเป็นลูกจ้างขายของในตลาดหน้าโรงเรียน และตอนนี้แม่ก็ทำงานอยู่ในสถานบันเทิง ซึ่งแม่ก็ไม่ได้มีครอบครัวใหม่ ปัจจุบันแม่อายุ 46 ปีแล้ว หนูเคยถามว่า ‘แม่เอาเงินไปใช้ทำอะไร?’ แม่เคยให้เหตุผลว่าเอาไปเลี้ยงแมว เพราะหนูเคยเลี้ยงแมว ที่บ้านของแม่ ซึ่งแมวพวกนั้นก็ไม่ได้ทำหมัน ทำให้มีแมวเยอะ ภาระของแม่ก็เลยเยอะขึ้น ทั้งค่าอาหาร และค่าดูแลรักษา ในหลายครั้งที่แม่ยืมเงินหนู แต่ละอาทิตย์ หนูจะต้องบริหารเงินใช้เอง โดยการขอค่าขนมหรือค่าข้าวเพิ่ม จากคนอื่นในครอบครัว ซึ่งตอนนี้หนูขึ้น ม.2 แล้ว ตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ ป.5 ถึง ม.2 แม่ก็จะขอยืมเงินมาตลอด จากการคาดการณ์จำนวนเงินที่แม่ยืมก็น่าจะถึง 10,000 กว่า แม้ในตอนที่หนูชวนเขาไปเที่ยว หนูก็ต้องเป็นคนออกค่ากิน ค่าเดินทางให้เขาทั้งหมดเลย พ่อรับรู้เรื่องนี้ แต่พ่อไม่รู้ว่า ทุกวันนี้แม่ก็ยังยืมอยู่ ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ที่พ่อให้เงินหนูเพิ่ม เพื่อเอามาให้แม่ แต่แม่ก็ไม่รับเงินนั้น แต่ก็มาเอาเงินของหนูแทน พ่อกับแม่เคยทะเลาะกันเพราะเรื่องเงิน เพราะจริง ๆ แล้ว แม่ก็ทำงานมีเงินหลักหมื่น พอเขาทะเลาะกัน แม่ก็มาคุยกับหนูว่า ‘ทำไมถึงไปบอกพ่อ ทำไมหนูถึงไม่ช่วยเขาเลย’ แม่มักพูดประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ จนหนูจำได้ขึ้นใจ ตอนช่วงหลังๆ เวลาที่พ่อถามหนูก็ต้องแก้ต่างให้แม่ หลังจากเหตุการณ์ที่แม่บอกว่า ‘หนูไม่รักเขา’ ทุกครั้งที่แม่ขอยืม หนูก็จะปฏิเสธ แต่แม่ก็ยังทำเหมือนว่าเสียใจ จนหนูต้องเป็นคนรู้สึกผิด เพราะหนูถูกปลูกฝังมาโดยตลอดว่า ‘คนเป็นลูกต้องกตัญญู’ แม้ว่าแม่จะไม่เคยทวงบุญคุณ แต่หนูก็จะรู้สึกแปลก แม่ของหนูเป็นคนที่ชอบดูดวง จนมาพูดกรอกหูกับหนูตลอดเลยว่า ‘เขามีดวงที่มีคนเข้าอุปถัมภ์ เหมือนว่าเดี๋ยวเขาก็จะรวยขึ้น เขาจะมีเงินเยอะ แล้วหนูจะไม่มีวันทิ้งเขา’ เหมือนกับว่า ‘ให้แม่มาก่อน เดี๋ยวแม่ก็รวย แม่ก็จะใช้เงินดูแลมีน’ หนูอยากถามว่า ‘หนูควรจะทำอย่างไร ให้แม่หยุดยืมเงิน โดยที่ไม่ต้องมีปัญหาต่อ เพราะว่าหลังจากนี้ แม่คงไม่ได้มีบทบาทของความเป็นแม่อีกแล้วค่ะ’ ​ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คงต้องบอกปัญหานี้กับพ่อ เพื่อให้พ่อเป็นคนจัดการปัญหาให้ เพราะแม่เขาคงคิดว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินของพ่อ เป็นเงินที่พ่อให้มา ไม่ใช่เงินของหนู เขาคิดว่านี่คือเงินที่พ่อ หรือญาติ ๆ ให้ เขาไม่ได้มองว่านี่คือเงินของมีน การที่เขามาเอาเงินจากมีน ก็เหมือนว่าเขาเอาเงินพ่อ ที่บางทีเขาอาจจะไปขอที่พ่อแล้ว แต่พ่อก็ไม่ให้ หรือมันอาจจะเป็นเงินที่เขาจำเป็นต้องใช้เพิ่มเติม ซึ่งถ้าหนูบอกว่าอยากให้เรื่องนี้จบ หนูก็ต้องบอกพ่อ ให้พ่อจัดการกับเรื่องนี้ แล้วหนูก็ต้องเลือกสักฝั่ง ต้องไม่ปกป้องแม่ ต้องเลือกทำสิ่งที่ถูก แล้วเรื่องนี้ก็จะจบ เพราะจุดเริ่มต้นมันมาจากเงินที่พ่อให้ หนูไม่สามารถจัดการกับเรื่องนี้เองได้ ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นคนจัดการ แล้วก็เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้พ่อฟังเหมือนที่โทรมาเล่าให้พวกพี่ฟัง’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ข้อหนึ่ง น้องมีนต้องเรียกแม่มาคุย ถ้าไม่กล้าก็ข้ามข้อนี้ไป แต่ถ้ากล้าก็บอกแม่เลยว่า ที่มีนเรียกแม่มาคุย เพราะต่อจากนี้มีนจะไม่ให้แม่ยืนเงินแล้ว เพราะมีนก็ยังไม่มีรายได้ แล้วปัญหาของแม่ก็คือ มันดีแค่ไหนแล้วที่แม่ไม่ต้องออกค่าเทอม ทั้ง ๆ ที่แม่ควรจะมีส่วนในการดูแลมีนด้วยซ้ำ แล้ววันนี้มินก็ไม่ได้เรียกร้องให้แม่ทำหน้าที่แม่ด้วยซ้ำ มีนก็แค่อยากจะบอกแม่ว่าปัญหาของแม่ แม่ก็ต้องแก้เอง และถ้าแม่มีปัญหาเรื่องเงินอีก มีนจะต่อสายให้คุยกับพ่อ เพราะนั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ข้อสอง อาจจะแก้ว่าพ่อมีปัญหาเรื่องเงิน แม่ขอค่าเทอมหน่อย เพื่อให้แม่รู้ว่า นี่ก็เป็นหน้าที่แม่เหมือนกัน กับข้อสาม… วิธีของพี่เผือก… ให้ผู้ใหญ่จัดการปัญหานี้แทนเรา แล้วก็อยากให้มีนเข้มแข็งในการปฏิเสธ ต้องมีเด็ดเดียว ! สมมติว่าเขามาขออีก ก็บอกเขาไปเลยว่า ดีแค่ไหนแล้วที่แม่ไม่ต้องมาออกค่าเทอมให้มีน แม่รู้ใช่ไหมว่าการที่ทำให้เด็กคนนึงเกิดมา คนที่ทำให้เกิดมาจะต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่าย อันนี้มันกลับตาลปัตรไปหมดเลย มีนต้องเข้มแข็ง ไม่ให้ก็คือไม่ให้ ! ถ้าแม่ร้องไห้ก็คือต้องยื่นทิชชูให้แม่ แล้วก็บอกว่าจะร้องอีกแค่ไหน ให้กลับไปร้องที่บ้าน อันนี้ยากไปไหมคะ ถ้ายากพี่จะบอกวิธีที่ง่ายกว่านี้… บอกแม่ว่า มีนก็ไม่มีเหมือนกัน แล้วถ้าแม่อยากได้จริง ๆ มีนจะให้แม่คุยกับพ่อนะ แล้วมีนก็ต่อสายโทรศัพท์ตรงนั้นเลย ทำยังไงก็ได้ แต่หนูต้องไม่ให้เขายืม เพราะเขาจะติดนิสัยแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เป้าหมายคือไม่ให้ยืมอีกแล้ว มีนต้องเก็บเงิน หรือบริหารเงินด้วยตนเอง เพราะตอนนี้มีนก็ 13 แล้ว เราต้องดูแลตัวเอง ! พี่ก็เห็นด้วย ที่คุณพ่ออาจจะต้องลงมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ แล้วไม่ว่าแม่จะว่าเรายังไงก็ตาม ก็ไม่ต้องสนใจ ถ้าแม่เป็นแบบนี้อยู่ พ่อก็ต้องลงมาจัดการ’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘วิธีแรก แบบประนีประนอมที่พี่คิดได้ตอนนี้ ลองบอกแม่ว่าพ่อให้เงินใช้รายวัน ถ้าจะมาขอยืมต้องไปเอากับพ่อ หนูใช้วันละ 100 ก็ไม่พอแล้ว ถ้าแม่ต้องการเงินเพิ่ม ก็ไปเอากับพ่อเลย หนูไม่มี ! วิธีสอง ก็คือการคุยกับคุณพ่อว่าแม่ยืมเงินหนู แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม พี่อยากบอกกับมีนว่า ถ้าแม่เขาพูดว่า ทำแบบนี้คือลูกอกตัญญู พี่ว่าตัวพี่และคนอื่น ๆ ที่ฟังอยู่ อยากบอกหนูว่าหนูไม่ใช่เด็กอกตัญญู อย่างที่หนูบอก คุณแม่เขาต้องดูแลหนูด้วยซ้ำ แต่นี่หนูเอาค่าขนมของตัวเองไปให้เขาตั้ง 3 ปี มันไม่ใช่สิ่งที่หนูจำเป็นต้องทำด้วยซ้ำ แต่นี่คือหนูก็รักเขา อยากช่วยเหลือเขา แต่บางครั้งเราต้องรู้ว่า ถ้าเราต้องช่วยเหลือคนอื่น เราต้องไม่ลำบากด้วย แต่ตอนนี้มันชัดเจนว่า ตัวหนูลำบากและหนูมีใช้ไม่พอ หนูต้องไปขอเพิ่ม หนูจึงไม่สบายใจ เขาจำเป็นต้องรู้ผิดชอบชั่วดี ว่าการที่เขามายืมเงินลูกที่ลูกได้อาทิตย์ละ 700 แสดงว่าเขาก็ไม่ได้คิดเลยว่ามีนจะกินอยู่ยังไง หรืออาจเป็นเพราะว่าเค้ามั่นใจ ว่ามีนจะรอด เพราะว่ามีนยังมีพ่อกับป้าคอยดูแล แต่ถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่เสียคน !’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เรียนอยู่ห้อง King แล้วครูถามว่าใครจะเรียนต่อสายไหน แต่พอหนูยกมือตอบ เรียนสายอาชีพ เพื่อนหนูที่เรียนเก่งๆในห้องคนนึง พูดขึ้นมาว่า เรียนสายอาชีพ คือ “คนชั้นต่ำ” หนูได้ยินแบบนั้นแล้วเฟลไปเลย เก็บมาคิดมากถึงตอนนี้ พี่ๆคิดเห็นยังไงกันบ้างคะ?

21 ก.พ. 2025

เรียนอยู่ห้อง King แล้วครูถามว่าใครจะเรียนต่อสายไหน แต่พอหนูยกมือตอบ เรียนสายอาชีพ เพื่อนหนูที่เรียนเก่งๆในห้องคนนึง พูดขึ้นมาว่า เรียนสายอาชีพ คือ “คนชั้นต่ำ” หนูได้ยินแบบนั้นแล้วเฟลไปเลย เก็บมาคิดมากถึงตอนนี้ พี่ๆคิดเห็นยังไงกันบ้างคะ?

“คุณจิน (นามสมมติ)” อายุ 15 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [19 ก.พ. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการเลือกเรียนต่อสายอาชีพ โดย “คุณจิน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกำลังเครียดมาก เพราะเพื่อนในห้องพูดใส่ว่า “พวกชั้นต่ำ” แค่เพราะหนูเลือกจะไปเรียนสายอาชีพ จริง ๆ เพื่อนคนนี้เป็นคนที่ชอบเหน็บแนมคนอื่นอยู่แล้ว ทุกคนในห้องรู้ดีว่าเขาเรียนเก่ง ดีทุกอย่าง แต่สิ่งที่เขาไม่มีคือ มารยาท ตอนนี้หนูใกล้จะจบ ม.3 แล้ว ก็จะมีครูประจำชั้นถามว่า มีใครจะไปเรียนสายอาชีพบ้าง? หนูเป็นคนเดียวทั้งห้องที่ยกมือขึ้น ซึ่งต้องบอกก่อนว่าหนูอยู่ห้องคิง ส่วนใหญ่เพื่อน ๆ จะไปต่อ ม.ปลายโรงเรียนดัง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนก็คงแปลกใจว่าทำไมหนูถึงเลือกเส้นทางนี้ พอครูเห็นว่ามีหนูคนเดียวที่ยกมือ ครูก็ไม่ได้ว่าอะไร แนะนำดีมากด้วยซ้ำ แต่ก็พูดว่า สายอาชีพไม่ได้ใบปริญญานะ มันจะได้ใบอนุปริญญา ถ้าอยากได้ปริญญาต้องไปเรียนต่ออีกสองปี แล้วทันทีที่ครูพูดจบ เพื่อนคนนั้นก็สวนขึ้นมาเสียงดังว่า ก็มันต่ำไง ก็คือพวกชั้นต่ำไง ตอนนั้นในใจหนูก็สงสัยว่าใครพูด หนูหันไปมอง แล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นเพื่อนคนนั้น คำพูดนั้นทำให้หนูรู้สึกแย่มาก โคตรนอย ทำให้หนูพูดอะไรไม่ออก แต่สิ่งที่ทำให้หนูดีใจมากที่สุดคือครูสวนกลับแทนหนูว่า เธอนั่นแหละที่ชั้นต่ำ เรียนเก่ง บ้านรวยก็จริง แต่ไม่มีมารยาทเลย ตอนนั้นบอกเลยว่าสะใจ แต่ถึงอย่างนั้น ในใจหนูก็ยังนอยอยู่ว่าหนูผิดเหรอที่เลือกเรียนสายอาชีพ ในสายตาเพื่อน หนูคือ “พวกชั้นต่ำ” จริง ๆ เหรอ? ส่วนเหตุผลที่หนูเลือกเรียนสายอาชีพเพราะที่บ้านหนูไม่ได้มีกำลังพอจะส่งเรียนสูง ๆ และหนูเองก็ไม่ได้คิดจะเข้ามหาลัยแต่แรก หนูแค่เลือกเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองที่สุด แต่พอเห็นสายตาเพื่อนทั้งห้องที่มองมา ตอนนั้นมันก็อดคิดไม่ได้ว่า พวกเขาจะมองเรายังไง? บางคนก็ยังมาถามซ้ำว่า คิดดีแล้วเหรอที่จะไปเรียนสายอาชีพ? หนูอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า หนูเลือกผิดรึเปล่าที่มาทางนี้ และในสายตาเพื่อน เราคือพวกชั้นต่ำจริงหรอ? เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องการเรียนสายอาชีพ พี่ว่าในทุกวันนี้เรียนในสิ่งที่ชอบไปเลย ใบปริญญามันก็สำคัญแต่ว่าถ้ามันมีเป้าหมายที่แข็งแรงแล้ว เราสามารถไปทางนั้นได้เลย ทีนี้เพื่อนที่มองว่าชั้นต่ำ พี่ว่ามันน่าจะมีคนเดียว แต่คนอื่นที่ถามเพราะถามด้วยความห่วงใย แต่ถ้าวันนี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากหาเงิน ก็ไม่ต้องแคร์ ส่วนเพื่อนคนนั้น การที่โดนอาจารย์แก้ต่างให้เรา มันเจ็บกว่านะ เพราะการต่ำโดยทัศนคติ มันคือต่ำที่สุดแล้ว เราแค่รู้จักตัวเราดีก็พอ และชีวิตในอนาคตจะเจออะไรอีกเยอะ’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเรื่องเพื่อนด่าว่าชั้นต่ำไม่สำคัญเลย วันนี้ลองตั้งเข็มทิศชีวิตใหม่ มองอนาคตตัวเอง เรื่องทุนการศึกษามหาวิทยาลัยก็มีสำหรับคนที่ขาดแคลน ต้องถามตัวเองว่าอยากทำงานอะไร การเลือกเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจแค่เพราะเรียนมาตอนมัธยม พี่ไม่แน่ใจว่าถูกเลือกที่ถูกหรือเปล่า สายอาชีพบางอันมีทักษะติดตัวมากกว่า แต่ก็อยากให้เปิดโอกาสมหาวิทยาลัยด้วย เพราะสามารถขอทุนได้ อย่ายึดติดกับสายอาชีพหรือสามัญ แค่หาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนเลือกเรียน’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าทุกคนคงเห็นเหมือนกันว่า มีแค่คนนั้นที่มองว่าการเรียนสายอาชีพมันเป็นเรื่องชั้นต่ำ เพราะพี่รู้สึกว่าเรียนอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายปลายทางมันไม่ได้วัดกันแค่ใบปริญญาเท่านั้น สำหรับพี่นะ แต่สิ่งที่สำคัญคือการตั้งใจ ไปให้ได้ ไปให้รอด แล้วไปให้สุด ส่วนเพื่อนคนที่บอกว่าเรียนสายอาชีพชั้นต่ำก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่นั่งเครื่องบินแล้วดูถูกคนเดินถนน คนที่คิดแบบนั้นแล้วพูดออกมาด้วยความไม่กรั่นกรองก็คือเรียลชั้น G ของแท้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมมีปมเรื่องความรัก เพราะเคยโดนเทคืนข้ามปี และ คืนฮาโลวีน พอถึงเทศกาลฮาโลวีน และ เทศกาลปีใหม่แต่ละปี ผมจะรู้สึกนอยด์ๆ ไม่ครื้นเครงแบบคนอื่น จะทำยังไงให้ก้ามข้ามความรู้สึกนี้ไปได้ดีครับ ?

01 พ.ย. 2024

ผมมีปมเรื่องความรัก เพราะเคยโดนเทคืนข้ามปี และ คืนฮาโลวีน พอถึงเทศกาลฮาโลวีน และ เทศกาลปีใหม่แต่ละปี ผมจะรู้สึกนอยด์ๆ ไม่ครื้นเครงแบบคนอื่น จะทำยังไงให้ก้ามข้ามความรู้สึกนี้ไปได้ดีครับ ?

“คุณเต้ (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [30 ต.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับการโดนเทช่วงเทศกาล แล้วกลายเป็นปมในชีวิตตัวเอง “คุณเต้ (นามสมมุติ)” โทรมาเล่าสั้นๆว่า ‘จริงๆไม่มีอะไรมาก แต่เห็นว่าพรุ่งนี้เป็นคืนวันฮาโลวีน ก็เลยอยากจะโทรมาเล่าปมเล็กๆในใจว่าตัวเองเคยโดนเท ตอนคืนวันเทศกาล ทั้งฮาโลวีน และปีใหม่ พรุ่งนี้เพื่อนๆก็นัดผมไปเที่ยวฮาโลวีน แต่ผมกลับยกเลิกนัดเพื่อน เพราะว่าไม่อยากไปแล้ว นอยด์ ตอนนั้นที่โดนเทวันฮาโลวีนคือเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ที่โดนคืนข้ามปีนั้นสมัยเด็กๆ ก็ไม่รู้จะก้าวข้ามไปยังไงดี?’ งานนี้ “ดีเจต้นหอม” ให้ความคิดเห็นว่า ‘ดีแล้วที่เขาเทเราคืนวันฮาโลวีน คิดซะว่าเป็นคืนปล่อยผี แล้วไปหาคนใหม่ซะ!!’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็แชร์ประสบการตัวเองสั้นๆว่า ‘เคยโดนคนคนนึงเทมาคืนข้ามปีเหมือนกัน แต่ขอเขาว่า อย่า ไม่ให้เลิกคืนนี้ หลังจากนั้น 2-3 วันก็เลิกกัน’ ส่วน “ดีเจเผือก” ก็แนะนำว่า ‘ให้ไปหาคนใหม่ คุยกันแต่แรกเลยว่าถ้าวันใดวันนึงจะเลิกกัน อย่ามาเลิกกันช่วงเทศกาล ตกลงกันตั้งแต่แรกเลย สุดท้ายยังไงเราก็ต้องมีคนใหม่’ และทั้งสามดีเจก็แซวๆว่า ‘ตอนนี้ในไลฟ์สด แชทจากแฟนๆ ชมว่าเต้เสียงหล่อ พร้อมดามใจเต้เลยทันที’ หลังจากนั้น “คุณเต้ (นามสมมุติ)” บอกว่าพอฟังพี่ๆแล้วมีกำลังใจเลย พรุ่งนี้ผมจะไปเที่ยวที่ข้าวสารกับเพื่อนเหมือนเดิม ไทป์ของผม ได้หมดเลย ใครก็ได้ เพศไหนก็ได้ครับ เรื่องอายุผมก็ไม่ติด วิธีสังเกตผมก็เป็นผู้ชาย สูง 170 กว่าๆ น้ำหนัก 60 ใส่แว่นกลม แล้วก็สวมแหวนนิ้วที่นิ้วโป้งข้างขวานะครับงานนี้ทำเอาชาวพุธโทรเรี่ยนที่โสดอยู่ ถึงกับแซวๆมาในคอมเม้นต์ไลฟ์สดว่า ‘จะออกไปตามล่าหาคุณเต้กันที่ข้าวสารเลยจ้า’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 19 แต่น้องชายหนูที่บ้านตามใจทุกเรื่อง แฟนก็มีได้ แต่หนูที่บ้านห้ามไม่ให้มี รู้สึกว่าไม่มีความเท่าเทียมเลย ความเท่าเทียมควรเริ่มต้นจากที่บ้านรึเปล่า? พอหนูถามไปผู้ใหญ่ที่บ้านก็ว่า Toxic ที่หนูคิดมันผิดมากเลยหรอคะ

11 เม.ย. 2025

หนูอายุ 19 แต่น้องชายหนูที่บ้านตามใจทุกเรื่อง แฟนก็มีได้ แต่หนูที่บ้านห้ามไม่ให้มี รู้สึกว่าไม่มีความเท่าเทียมเลย ความเท่าเทียมควรเริ่มต้นจากที่บ้านรึเปล่า? พอหนูถามไปผู้ใหญ่ที่บ้านก็ว่า Toxic ที่หนูคิดมันผิดมากเลยหรอคะ

“คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 18 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [9 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในครอบครัว โดย “คุณเอ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูไม่รู้ว่านิสัยเด็ก Gen Z เเบบหนูเรียกว่า Toxic รึป่าว หนูมีน้องชายเเท้ๆ อายุ 17 ปี อยู่ด้วยกัน แต่หนูก็มีความรู้สึกว่าคนทั้งบ้าน รัก เเละเอ็นดูน้องชายมากกว่าตัวหนู ตอนเเรกหนูไม่ได้สังเกต จนตอนที่เพื่อนหนูมาที่บ้านและถามว่า ทำไมรู้สึกว่าน้ามึงพูดกับน้องอย่างนึง พูดกับมึงอีกอย่าง ทั้งน้ำเสียงเเละคำพูด ท่าทาง ตอนเเรกหนูก็ไม่ได้คิดว่าจริงรึป่าว เเต่พอมานึกดูดีๆ บางอย่างก็จริงอย่างที่เพื่อนบอก จนหนูก็ลองสังเกตดู เเละเห็นว่าสิ่งที่น้องได้รับเเละหนูได้รับมันก็ต่างกัน เลยมีความรู้สึกน้อยใจ ไม่เท่าเทียมว่าทำไมน้องของหนูถึงมีสิทธิ์ทำอะไรได้มากกว่าหนู เช่น อิสระเรื่องความรัก เเละอีกหลายอย่าง ด้วยความที่บ้านของหนูเป็นเชื้อสายจีนเลยอาจจะเอ็นดูเด็กผู้ชายมากกว่า เวลาน้องหนูจะไปไหน ไปกับสาว ไปกับเเฟนเขาก็จะบอกที่บ้านตรงๆ เเต่พอเป็นหนู หนูไม่สามารถที่จะบอกเเบบนั้นได้เหมือนน้อง เพราะเวลาบอกไป เขาจะทำท่าทางไม่พอใจ และด้วยความที่น้องหนูเรียนโรงเรียนประจำห่างจากบ้าน ทำให้เวลาเสาร์ - อาทิตย์ น้องของหนูจะไปกรุงเทพ ไปเที่ยว เขาก็ไปได้ เเต่พอเป็นหนูที่ขอเขาไปอำเภอใกล้เคียง เขาก็จะถามมาเลยว่า กลับกี่โมง ไปกับใคร สมมติหนูบอกว่าจะกลับบ้านตอนเที่ยง สิบเอ็ดโมงครึ่ง เขาก็จะโทรมาตามหนูเเล้วว่า อยู่ไหนเเล้ว มันเลยทำให้หนูเกิดความอึดอัด เเล้วค้างคาใจ พอมีวันหนึ่งที่หนูมาหาเเม่ที่บ้าน เเล้วนั่งกินข้าวกัน 3 คน มีเเม่ น้องชาย แล้วก็หนู เเม่ก็เปิดประเด็นว่า ถ้าคราวหน้าน้องชายหนูจะพาเเฟนมานอนที่บ้านด้วยก็ได้ หนูเลยเเกล้งๆพูดไปว่า หนูทำบ้าง เเม่ของหนูก็พูดขึ้นมาเลยว่า ถ้าเป็นหนูต้องรอจนกว่าจะขึ้นมหาลัยก่อน หนูเลยไม่พอใจ เเล้วถามว่า เเล้วน้องหนูมีสิทธ์อะไรมากกว่าหนูถึงทำได้ อายุก็ไล่เลี่ยกัน เเม่ก็เลยบอกว่า ผู้ชาย กับ ผู้หญิง มันไม่เท่าเทียมกัน เกิดว่าหนูไปนอนบ้านเเฟนเเล้วพลาดท้อง ผู้หญิงอนาคตก็คือจบไปเลย เเต่ผู้ชายก็ยังไปเรียนต่อได้หรือว่าทำอะไรได้มากกว่าหนู อาจจะเพราะเเม่มีลูกตั้งเเต่ยังเด็กเลยทำให้เป็นห่วงหนู และสังคมรอบตัวหนู เพื่อนๆของหนูก็ท้อง มีลูกกันหมดแล้วด้วย หลังจากที่ทะเลาะกับเเม่เสร็จ น้องชายหนูก็เอาเรื่องนี้ไปฟ้องน้า เขาเลยอธิบายว่าทำไมเเม่ถึงพูดว่าไม่เท่าเทียม พยายามที่จะทำให้หนูเข้าใจ เเต่หนูก็คิดว่า ถึงหนูจะเป็นผู้หญิงเเต่หนูก็รับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ต้องทำให้ใครเป็นห่วงเหมือนกับน้องชาย เเต่หนูยิ่งพูดก็เหมือนน้าจะยิ่งไม่เข้าใจ เขาบอกว่ายังไม่ถึงเวลา หนูก็เลยยิ่งสงสัยว่าทำไมน้องหนูเขาถึงทำได้ สุดท้ายหนูก็ได้ไปพูดกับเเม่ว่า ถ้าเเม่รู้สึกผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่าเทียมกัน เเม่ก็อย่าเเสดงออกเเบบนี้ได้ไหม ถ้าเเม่ไม่ให้หนูทำ ก็ต้องห้ามน้องทำเหมือนกัน พอหนูพูดไปเเบบนี้ เเม่เขาก็พูดสวนกลับมาว่า หนูเป็นลูก หนูมีสิทธิ์อะไรที่จะไปสั่งเขาเเบบนั้น ก็เลยทะเลาะกันใหญ่โต น้าเลยต้องเข้ามาคุยด้วย เเต่หนูก็ยังมีคำถามในหัวว่า ทำไม! ทำไม! หนูเลยไม่ได้คุยกับเเม่ ส่วนน้องชายก็มาเยาะเย้ย ซ้ำเติม ทำให้หนูรู้สึกว่าตอนนั้นไม่เหลือใครเลย เพราะน้าหนูก็เหมือนจะไม่เข้าใจตัวหนูเลย เเล้วบอกว่าหนู Toxic บอกให้หนูลองย้อนมามองตัวเองบ้าง เเละใน 2 เดือนที่หนูทะเลาะกับที่บ้าน ที่มี ลุง ป้า น้า น้องชาย ในบ้านไม่มีใครคุยกับหนูเลย พอหนูกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้เเม่ฟัง เเม่ก็ถามว่า ให้หนูมาอยู่กับเเม่ไหม เเต่ป้าก็เหมือนจะไม่อยากให้ไป เพราะเเม่หนูไม่สามารถซัพพอร์ตเรื่องค่าใช้จ่ายให้หนูได้ จนตอนนี้พอน้าได้มาคุยกับหนู เขาบอกว่า เขาไม่สามารถเอ็นดูหนูได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะทิฐิที่หนูมีกับคนในบ้านมันมากเกินไป หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า หนูผิดไหมที่หนูทิฐิกับคนในบ้านมากเกินไป เเละ ความเท่าเทียมมันควรเริ่มจากคนในบ้านรึป่าว?’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันยากมากที่จะทำให้คนที่มีอายุต่างกัน มองในมุมกันเเละกัน พวกพี่ที่นั่งกันตรงนี้ก็มีลูก เเละหลาน การพยายามปรับตัวเรื่องการสื่อสาร หรือมุมมอง คำเดียวที่พี่จะบอกเอได้ คือในวันที่เอมีลูก เอจะเข้าใจเพราะฉะนั้น ณ วันนี้เอรู้สึกไม่เเฟร์ เออาจจะต้องอดทนเพราะอีกนิดเดียวเอก็จะเข้ามหาลัย มีชีวิตเป็นของตัวเองเเล้ว เพราะเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความคิดของคนที่มีอายุห่างกันเยอะๆได้อยู่เเล้ว เพราะงั้นอีกนิดเดียว เอก็จะได้กำหนดชีวิตตัวเองเเล้ว ใช้ชีวิตให้มันดี’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าน้องเอเป็นตัวเเทนของเด็กหลายๆบ้านที่มีความคิดเเบบเดียวกัน เเละที่น้องเอถามว่า เพศสภาพ ควรเริ่มที่จะเท่าเทียมกันตั้งเเต่ในครอบครัวรึเปล่า อันนี้พี่เห็นด้วย เเต่ความเท่าเทียมในสังคมเป็นเรื่องที่ยากมากในบางประเทศ ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาเลย เพราะฉะนั้นพี่รู้สึกดีที่น้องเอ เข้าใจถึงข้อนี้ เเต่สำหรับเรื่องที่บ้านของน้องเอ พี่ว่าเขารักน้องเอเเหละ เเต่อาจจะสื่อสารไม่ดี เเละที่เขาเข้มงวดกับเอ เพราะเขามองเห็นว่าเอเป็นผู้หญิงเลยอาจจะดูเเลตัวเองได้ไม่ดีเท่ากับน้องชายตัวเอง เพราะผู้หญิงมีความเสี่ยงกว่า มีพันธะมากกว่า เพราะงั้นเออาจจะลองมองในมุมว่าเขาเข้มงวด เพราะเขาเป็นห่วงเรา ลองหาความสุขในบ้านหลังนี้จนกว่าเอจะย้ายออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตัวเอง น้อยใจเรื่องเพศสภาพได้ เเต่อย่าน้อยใจว่าเขาไม่รักเรา พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราดูเเลตัวเองได้’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอมีทางเลือกอยู่อย่างเดียวคือ พิสูจน์ตัวเอง ทำในสิ่งที่ที่บ้านทำไม่ได้ เอาชนะในเรื่องความสำเร็จ ไม่ใช่เอาชนะในเรื่องคำพูด เมื่อเราทำงานได้ หาเงินได้ นั่นเเหละคือตอนที่เราจะมีอิสระจากครอบครัว อย่าเกลียดคนในบ้านเช่น ป้า น้า น้องชาย เพราะสุดท้ายทุกคนก็คือครอบครัวของเอ อาจจะไม่ต้องใช้เหตุผลคุยกัน เพราะทั้งเหตุผลของเอ เเละเหตุผลของครอบครัว ทั้งคู่เป็นเหตุผลที่ถูก ไม่ได้ผิด เเต่เเค่ต่างมุมมองกัน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-