ถ้าเป็นคุณ... อยากฟังความจริงแบบนี้ไหม? หนุ่มตกงานโทรเล่าในรายการ มีเพื่อนผู้หญิงชวนมาสมัครงานที่บริษัท แต่พอไปสัมภาษณ์งานนี้... เจอ หัวหน้างาน (ผู้ชาย) เป็นคนที่เคยมีอะไรกัน พอทำงานก็มีอะไรกันอีก จนรู้ความจริงทีหลังว่าหัวหน้าคนนี้...

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ถ้าเป็นคุณ... อยากฟังความจริงแบบนี้ไหม? หนุ่มตกงานโทรเล่าในรายการ มีเพื่อนผู้หญิงชวนมาสมัครงานที่บริษัท แต่พอไปสัมภาษณ์งานนี้... เจอ หัวหน้างาน (ผู้ชาย) เป็นคนที่เคยมีอะไรกัน พอทำงานก็มีอะไรกันอีก จนรู้ความจริงทีหลังว่าหัวหน้าคนนี้...

07 ก.ค. 2023

            ถ้าเป็นคุณ... อยากฟังความจริงแบบนี้ไหม? หนุ่มตกงานโทรเล่าในรายการ

มีเพื่อนผู้หญิงชวนมาสมัครงานที่บริษัท แต่พอไปสัมภาษณ์งานนี้...

เจอ หัวหน้างาน (ผู้ชาย) เป็นคนที่เคยมีอะไรกัน พอทำงานก็มีอะไรกันอีก

จนรู้ความจริงทีหลังว่าหัวหน้าคนนี้ เป็นแฟนกับเพื่อนที่ชวนเรามาสมัครงาน

สุดท้ายเมา เลยบอกความจริงกับเพื่อนว่า “แฟนเธอเคยมีอะไรกับเรามาแล้ว”

              “คุณคอย (นามสมมติ)” อายุ 34 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [5 ก.ค. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์แบบ FWB กับหัวหน้า

            โดย “คุณคอย (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ผมเป็น Bisexual ย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ผมได้เจอผู้ชายต่างชาติคนหนึ่งจากการไปเที่ยว เราได้มีอะไรกันและขอช่องทางการติดต่อกันไว้ เราทั้งคู่เป็น FWB กันได้ประมาณ 2-3 เดือน หลังจากนั้นก็แยกย้าย หายจากกันไป ต่างคนต่างไม่ได้จริงจัง และเขาก็ต้องกลับประเทศไปเพราะวีซ่าหมด

            พอช่วงโควิด เพื่อนผมที่เป็นผู้หญิงก็โพสต์หาพนักงานฝ่าย IT ผมก็เลยส่ง Resume ไป ทางบริษัทสนใจเลยนัดผมสัมภาษณ์ผ่าน Zoom แล้วจู่ๆ ผู้ชายคนที่ผมเคย FWB ด้วยก็ถูกเชิญเข้ามาในห้อง Zoom ขณะที่ผมสัมภาษณ์ เพราะเขาเป็นคนที่ผมต้องทำงานด้วย ผมตกใจมาก เพราะผมไม่รู้มาก่อนว่าเขาทำงานที่บริษัทนี้ หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผมก็คิดว่ายังไงก็คงไม่ได้งานนี้ เพราะดูจากสีหน้าของคนที่สัมภาษณ์และจากการตอบคำถามของผม ผมเลยปล่อยไป แล้วก็นัดกับผู้ชายคนนี้ไปมีอะไรกันอีกรอบ

            หลังจากนั้นผ่านมา 1 เดือน เพื่อนของผมที่เป็นผู้หญิงบอกว่าผมได้งานนี้ แล้วยังบอกอีกว่ าเขาเป็นแฟนกับผู้ชายคนนั้นที่มาสัมภาษณ์งานผม ซึ่งเพื่อนผมไม่รู้ว่าผมเคยเป็น FWB กับแฟนเขา แล้วผมก็เพิ่งรู้ว่าเขาเป็นแฟนกัน แต่ผู้ชายคนนั้นน่าจะรู้ว่าผมเป็นเพื่อนกับแฟนของเขา พอผมรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นแฟนกับเพื่อนผม ผมก็ไม่ยุ่งไม่ติดต่ออะไรกับเขาอีกเลย ช่วงที่ทำงาน 3 เดือนแรกผมมีหวั่นไหวบ้าง ฝั่งผู้ชายก็มีมาพูดคุย แซวๆบ้าง ผมพยายามเลี่ยงที่จะเจอเขา เลือกเข้าบริษัทวันที่เขาไม่เข้า เพราะบริษัททำงานแบบ Hybrid ผมเก็บเรื่องนี้ไว้ จนตอนนี้ทำงานที่นี่ได้เกือบ 2 ปี

            ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนผู้หญิงก็นัดไปกินเหล้ากันปกติ ก็นั่งคุยเรื่องงาน เรื่องชีวิตกัน ด้วยความที่ผมเมา ผมเลยหลุดสารภาพเรื่องที่ผมเคยเป็น FWB กับแฟนเพื่อนไป เพื่อนของผมก็นิ่งไปสักพัก แล้วทุบโต๊ะ ชี้หน้าผมแล้วพูดว่า “มึงกับกูอย่าเจอหน้ากันอีก!” แล้วก็เดินออกไป เขาบล็อกช่องทางการติดต่อผมทุกช่องทาง ผมพยายามติดต่อเขาทางช่องแชทของ  Microsoft team เขาก็ไม่ยอมคุยด้วย ทางเดียวที่จะสามารถติดต่อได้คือต้องผ่านผู้ชายคนนั้นที่เป็นแฟนเขา แต่ผมก็ไม่อยากติดต่อกับเขา ผมเลยรอเคลียร์กันวันที่เข้าบริษัทแล้วเจอเพื่อนคนนี้

            หลังจากเกิดเรื่อง ผมรู้สึกผิด ค่อนข้างอึดอัด และอยากขอโทษ เพราะผมคิดว่าเพื่อนผมคนนี้ก็มีส่วนที่ทำให้ผมได้งานนี้ด้วย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้แล้วรู้ว่าผู้ชายคนนี้มีแฟนแล้ว ผมคงไม่ยุ่งด้วย ตอนนั้นผมแค่สนุกๆ เลยไม่ได้ถามอะไร แต่ตอนนี้ผมรู้สึกแย่มากๆ จึงอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า ผมจะทำยังไงให้มิตรภาพของผมกับเพื่อนกลับมา และทำยังไงให้ทำงานที่นี่ได้ปกติเหมือนเดิม?

            ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำแนะนำว่า ‘ในเมื่อเพื่อนของคุณคอยปฏิเสธคุณคอยทุกช่องทาง สิ่งที่ทำได้คือพยายามสื่อสารในสิ่งที่อยากจะบอกต่อไป แต่ต้องยอมรับว่าผลมันคงจะไม่เป็นตามที่เราอยากให้เป็น เราไม่รู้ว่าคนคนนึงจะสามมารถเข้าใจ ให้อภัย และ Move on ในแต่ละเรื่องได้มากน้อยแค่ไหน แล้วเราก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เราขอโทษจะทำให้ทุกอย่างกลับมาไหม ในเรื่องงานถึงเขาจะเป็น HR แต่คงไม่มีใครไล่คนออกด้วยเหตุผลส่วนตัว ถ้าคุณคอยยังสามารถทำงานและสื่อสารกับคนอื่นๆในองค์กรได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อน บางครั้งเราก็ไม่ได้อยากที่จะแตกหักกับใคร แต่บางสถานการณ์ก็ทำให้ความสัมพันธ์กับคนบางคนห่างเหินกันไป คุณคอยต้องยอมรับว่าครั้งนี้เราทำพลาดไป และเรียนรู้ไว้ว่าการที่เราเมาบางทีมันก็ทำลายความสัมพันธ์ได้ คงต้องใช้เวลา ทำฝั่งเราให้ดีที่สุด และหวังว่าวันนึงเพื่อนคุณคอยจะได้รับรู้ถึงสิ่งที่คุณคอยพยายามที่จะบอกแล้วเปิดใจให้คุณคอยอีกครั้ง ถ้าไม่ คุฌคอยก็ต้องก้มหน้าและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น’

            “ดีเจเติ้ล” เสริมว่า ‘คุณคอยต้องให้เวลาเพื่อนได้จัดการความรู้สึกของเขาก่อน การที่เพื่อนคุณคอยเพิ่งรู้ว่าแฟนเขาเป็น Bisexual แค่นี้ก็หนักมากแล้ว แล้วยังมารู้อีกว่าแฟนเคยมีอะไรกับเพื่อนสนิทอีก เพื่อนคงรู้สึกแย่มากๆ ณ เวลานั้นเราไม่รู้เลยว่าเขาเข้าใจอะไร และรับสารอะไรไปบ้าง เพื่อนคุณคอยคงต้องการเวลาในการจัดการความรู้สึกตัวเอง และความสัมพันธ์กับแฟนเขา ในความเห็นของพี่ มี 3 ข้อที่เป็นไปได้คือ 1.เขาคบกับแฟนต่อแล้วไม่คุยกับคุณคอยอีกเลย 2. เขาเลิกกับแฟนแต่ไม่คุยกับคุณคอยอีก เพราะเขาคิดว่าคอยคือสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ และ ข้อสุดท้าย เขาเลิกกับแฟนแล้วกลับมาคุยกับคุณคอย ตอนนี้พี่ไม่อยากให้คุณคอยทำอะไรเลย รอให้เพื่อนเย็นลง แล้วกลับมาฟังคุณคอยด้วยสติและเหตุผล ตอนนี้อย่าเพิ่งไปเซ้าซี้เขา ถ้าเป็นเพื่อนแท้กันจริงๆ วันนึงเขาจะกลับมา ส่วนเรื่องงานไม่ต้องถึงขั้นลาออกเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ใช่เรื่องงาน

            ส่วน “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำอีกว่า ‘สุดท้ายความจริงยังไงก็คือความจริง นี่คือการนอกใจของผู้ชายคนนั้น เพราะผู้ชายรู้อยู่แล้วว่าคุณคอยเป็นเพื่อนกับแฟนเขา ไม่รู้ว่าสิ่งที่เพื่อนของคุณคอยเข้าใจคือ คุณคอยมีอะไรกันตอนที่เริ่มทำงานที่นี่ หรือก่อนหน้านั้น ความรู้สึกของเพื่อนคุณคอยในตอนนี้คือ ความอาย ตกใจ และสับสน ระยะเวลามันเร็วเกินไป ถ้าคุณคอยอยากคุยกับเขาคงต้องรอแค่เขาติดต่อกลับมา ทำให้เขารู้ว่าคุณคอยยังรอและพร้อมที่จะเป็นเพื่อนเขา ถ้าเขาไม่กลับมาจริงๆก็ต้องทำใจ ก็แค่คนๆนึงเดินออกไปจากชีวิต เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่คุณคอยทำผิดเลยเพราะคุณคอยไม่รู้ แม้กระทั่งการบอกเพื่อนเพราะหวังดีแต่อาจจะผิดจังหวะไป ส่วนเรื่องงานถ้าคุณคอยมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ก็ทำต่อไปเพราะมันไม่ได้เกี่ยวกัน ตอนนี้ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้อง Move on

            สุดท้ายนี้พี่ๆดีเจบอกคุณคอยว่าอย่าคิดมากจนเกินไป เราไม่ได้ทำอะไรผิดแต่สถานการณ์มันทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเอง

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบแฟนมา 5 ปี รู้อีกที... เป็นเมียคนที่ 4 ไม่ทันตั้งตัว ผู้ชายขอไปๆมาๆ หาเมียคนที่ 1 คนที่ 2 เพราะมีลูกด้วยกัน ตอนนี้หนูตัดสินใจถอยออกมาจากบ้านเขาแล้ว... แต่ยังกลัวตัวเองจะใจอ่อนกลับไปหาเขา ถ้าเขาตามมาของ้อ

19 พ.ค. 2023

คบแฟนมา 5 ปี รู้อีกที... เป็นเมียคนที่ 4 ไม่ทันตั้งตัว ผู้ชายขอไปๆมาๆ หาเมียคนที่ 1 คนที่ 2 เพราะมีลูกด้วยกัน ตอนนี้หนูตัดสินใจถอยออกมาจากบ้านเขาแล้ว... แต่ยังกลัวตัวเองจะใจอ่อนกลับไปหาเขา ถ้าเขาตามมาของ้อ

“คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 พ.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟน โดย “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับผู้ชายคนหนึ่งมา 5 ปีแล้ว คบกันตั้งแต่หนูอายุยังไม่ถึง 20 เลย อายุเราสองคนห่างกัน 18 ปี แต่หนูมารู้ตัวอีกทีก็เป็นเมียที่ 4 ของเขาแล้ว ซึ่งช่วงปีแรกๆ หนูไม่รู้อะไรเลย มารู้ก็ช่วงคบกันได้ประมาณ 2 ปีกว่า ตอนที่คบกัน หนูอยู่บ้านเขา เราอยู่ด้วยกันจนไม่มีอะไรให้เอะใจเลย แต่หนูรู้ว่าเขามีลูก เขาบอกเลิกกันแล้ว แต่ต้องติดต่อกับแม่ของลูกตลอด ซึ่งเวลาคุยกันเขาจะคุยต่อหน้าหนู และจะคุยกันแต่เรื่องลูก ในระหว่างที่เขาอยู่กับหนู เขาไม่เคยไปหาลูกเลย วันนั้นหนูทำงานร้านเหล้าแห่งหนึ่ง แล้วก็ไปเจอแฟนคนที่ 3 ของเขา เดินมาคุยกับหนู แล้วถามหนูว่าคุยกับคนนี้อยู่หรอ? หนูก็บอกว่าคุย พอกลับมาถึงบ้านหนูก็ไปถามแฟนหนูว่าคนนี้เขาเป็นใคร ยังไง เขาก็ยอมรับมาว่าเขามีแม่ของลูก 2 คน แล้วลูกอายุเท่ากันด้วย ห่างกันไม่กี่เดือน ก่อนที่เขาจะเอาหนูมาอยู่บ้านด้วย เขาก็เคยอยู่กับคนที่ 3 เหมือนกัน แต่อีก 2 บ้านแรกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน คนที่ 3 ของเขาอยู่จังหวัดเดียวกัน แต่คนละอำเภอ หนูก็ไม่เคยรู้ว่ามีคนนี้อยู่ ซึ่งช่วงที่แฟนมาเจอหนู คนที่ 3 เขาไปอยู่ต่างจังหวัด ในระหว่างที่อยู่กับหนูหลายๆเดือน แฟนหนูไม่มีการบินไปหาหรือติดต่อกันเลย จนผู้หญิงคนที่ 3 เขากลับมาแล้วมาเจอหนูว่าหนูไปเฝ้าผู้ชายคนนี้ ซึ่งแฟนหนูเขาก็ทำงานสถานบันเทิงเหมือนกัน เขาไม่เคยเลิกกันเลย เขาบอกกับหนูว่าจะเคลียร์กับทุกบ้านให้ เขาขอรับผิดชอบแค่ลูกของบ้านแรกกับบ้าน 2 แล้วเขาก็ไปเคลียร์กับคนที่ 3 ให้จริงๆ เพราะคนที่ 3 เขามาโวยวายใส่หนู แต่ 2 บ้านแรก หนูก็ไม่ได้อะไร เพราะคิดว่าเขาไม่ได้ติดต่อกัน เพราะหนูอยู่บ้านกับเขาตลอด แทบจะ 24 ชั่วโมง ตอนแรกหนูก็ไปๆมาๆ บ้านหนูกับบ้านเขา แต่ครอบครัวหนูค่อนข้างท็อกซิกนิดนึง หนูก็เลยไม่อยากอยู่บ้าน ส่วนมากก็ใช้ชีวิตที่บ้านเขา หลังจากที่รู้ได้ไม่นาน หนูเข้าโทรศัพท์เขาได้ตลอด แต่เขาไม่รู้ แล้วมีช่วงนึงที่เขาขอไปนอนบ้านแรก เขาบอกเหมือนลูกอยากอยู่กับเขา ซึ่งหนูก็มารู้ทีหลังเหมือนกันว่า บ้านแรกเขาจดทะเบียนและก็ยังไม่ได้หย่ากันด้วย เหมือนบ้านแรกเขาก็รู้ว่าผู้ชายอยู่กับผู้หญิงอีกคนนึง แต่เขาไม่รู้ว่าหนูคือใคร หนูก็โอเค ให้เขาไปได้ หนูเชื่อใจเขา เพราะลูกเขามาอยู่กับหนูก็ไม่ได้ หลังจากนั้นทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เขาก็ไปนอนบ้านแรกทุกสัปดาห์ จนมีอยู่วันนึง หนูเข้าไปเช็คโทรศัพท์เขา หนูเห็นว่าบ้านแรกส่งที่ตรวจครรภ์มาให้เขาดูว่าท้องอีกรอบนึง หลังจากที่หนูรู้ หนูก็นิ่งมาตลอด ไม่เคยถามอะไรเขา หนูนั่งนับเดือนตลอดว่าจะคลอดเดือนไหน จนถึงเดือนที่ใกล้จะคลอด หนูก็คุยกับเขาว่าสรุปจะเอายังไง จะคลอดวันไหน เขาก็อึ้งไปเลย คือ เขาไม่รู้ว่าหนูรู้เรื่องนี้ เขาคิดว่ามีคนมาบอกหนู แล้วเขาก็ยอมรับและบอกว่าเดี๋ยวจะคลอดเร็วๆนี้แล้ว หนูก็เลยถามไปว่าแล้วจะเอายังไง จะให้หนูอยู่ต่อยังไง หนูอยู่ต่อไม่ได้... เขาก็บอกว่าเขาเคลียร์กันแล้ว ผู้ชายจะเอาลูกคนเล็กมาเลี้ยง แล้วให้ผู้หญิงเอาลูกคนโตไป หนูก็เชื่อเขาอีก ถ้าเขาจะเอาลูกมาเลี้ยง หนูก็ยินดีและเต็มใจ เขาบอกว่าเขาขอโทษ เขาพลาด ไม่ได้มีอะไรกันมานานแล้ว พลาดครั้งเดียว มันก็ดันติดเลย ตอนนี้หนูก็เลยคุยกับเขา แล้วก็โอเคกัน จนถึงวันที่ผู้หญิงคนนั้นคลอด เขาก็พาไปส่งและจนถึงตอนนี้ 2 ปี จะ 3 ปีแล้ว เขาก็ไม่ได้กลับมาอยู่บ้านกับหนูอีกเลย แต่ก็ยังคุยกัน เขาแค่ไม่กลับมานอนบ้านด้วยกัน หนูก็ยังอยู่บ้านเขา ตอนนี้ชีวิตหนูเหมือนมีจุดเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง ทุกวันนี้หนูตื่นมาไม่มีความสุขเลย แล้วก็เป็นโรคซึมเศร้าด้วย เราได้เจอกันแค่ตอนเขาเลิกงานวันละ 1 ชั่วโมงเอง บางวันก็ไม่ได้เจอ แค่เวลากินข้าวด้วยกันยังไม่มีเลย เขาให้เหตุผลว่าเขาต้องช่วยดูลูกฝั่งนู้น เพราะผู้หญิงไม่ให้ลูกมาเลี้ยง ในระหว่าง 2 ปีนี้เราก็ยังมีอะไรกับเขา เขาก็ยังวาดฝันให้หนูว่าจะกลับมาอยู่ด้วยกัน จะสร้างนั่น สร้างนี้ด้วยกัน จนสุดท้ายมาถึงทุกวันนี้ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้หนูเก็บเสื้อผ้ากลับออกมาอยู่บ้านหนูแล้ว แต่ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เขาจะชอบพูดว่าถ้าหนูเจอคนใหม่ที่ดีกว่า หนูไปได้เลยนะ แต่พอทุกครั้งที่หนูจะไปจริงๆ เขาจะมาดึงหนูกลับไปตลอด แล้วหนูก็กลับไปกับเขา ล่าสุดเขาโทรมาแต่หนูไม่ได้รับ ส่งข้อความมาหนูก็ไม่ได้อ่าน หนูพยายามใจแข็งมากจริงๆ แต่หนูกลัวว่าถ้าวันนึงเขาจะมาหาหนู แล้วเจอหน้ากัน หนูกลัวจะใจอ่อน... 3 ดีเจก็ได้ให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก “ดีเจเติ้ล” : สมมุติถ้าเราดิ่งแล้วเค้ากลับมาวิธีแรกเลย คือ เอ็มต้องคิดว่าโหตั้งแต่จับได้จนถึงตอนนี้ มันคือชีวิตของเอ็มที่เสียเวลาไปโดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย จากความทุกข์ใจที่เอ็มต้องรอคนคนนึงอยู่ ไม่มีคำตอบ ไม่มีอะไรให้เราทั้งสิ้น เอาเราไปแขวนไว้ตรงนั้น เหมือนกับเราเป็นอะไรก็ไม่รู้ จะมาก็มา จะไปก็ไป ตอนนี้คำสัญญาของเขา มันคือคำโกหกหลอกลวง เขาไม่ทำจริงหรอก เค้าเคลียร์ก็คงเคลียร์ไปตั้งแต่ตอนนู้นแล้ว มันชัดเจนตั้งแต่ที่บอกเอ็มว่าจะไปดูแลลูกแต่ก็ไปเผลอมีอะไรกันกับเมียคนแรก จนมีลูกอีกรอบ เค้าคงเห็นหนูเป็นแค่ชู้ทางใจ เค้าให้ค่าหนูเท่านี้แหละ เพราะฉะนั้นถ้าเค้าจะดึงให้หนูกลับมาอีกหนูต้องคิดแล้วนะ ว่าถ้าหนูกลับไปหนูก็จะต้องกลับไปเป็นแบบเดิม เวลาที่เหลือในชีวิตหนูอ่ะ หนูอยากจะเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเมื่อไหร่ ตอนเนี่ยไม่มีใครที่จะพาตัวหนูออกมาได้เลย เพราะถ้าหนูกลับไปมันก็เป็นตัวหนูที่เลือกกลับไปเอง ซึ่งมันก็จะไม่มีจุดสิ้นสุดเลย เพราะยังไงเค้าดูก็เป็นคนที่ไม่ปล่อยหนูอยู่แล้ว อย่างที่สอง คือ อยากให้หนูคิดในมุมที่ว่า ตอนนี้มีพ่อกับแม่ที่ต้องการหนู ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทุกอย่างเพื่อดูแลเขา ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่หนักหนาสำหรับชีวิตเราแล้วแหละ แต่ถ้าหนูยังจะมีผู้ชายคนนี้อีก มันก็จะเป็นสามเด้งเลยนะ หนูจะเอาเวลาไหนไปเติบโตในชีวิตอ่ะ หรือไปมีชีวิตที่มันดีขึ้นกว่านี้และระหว่างทางที่หนูมีคนมารู้จัก หนูลองเปิดใจดูก็ได้นะ เผื่อมันจะมีคนดีๆที่เขาเข้ามาแล้ว เขาจะไม่ใช่คนแบบนี้ แล้วทำไมเราจะต้องเสียดายคนดีๆที่มีโอกาสรู้จักไป เพราะผู้ชายแบบนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเค้าลากหนูไปไม่ได้นะ ถ้าหนูไม่กลับไปเอง สุดท้ายมันเป็นขาของหนูสองขาที่เดินตามเขากลับไปเอง เพราะฉะนั้นถ้าหนูรู้ตัวแล้วมันก็เป็นขาของหนูเองที่จะอยู่กับบ้านไม่ออกไปกับเขา... “ดีเจต้นหอม” : เอ็มต้องยอมรับความจริงก่อนว่านี่มันไม่ใช่ความรัก ที่ได้อยู่ มันเป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยน คนรักกันไม่ทำกันอย่างนี้อยู่แล้ว ดูจากพฤติกรรมที่เรามาผู้ชายคนเนี้ยไข่ไปทั่ว แล้วก็เอาไปทั่ว ในจังหวะที่เมียกำลังท้องก็ไปมีอะไรกับอีกคนนึง เอ็มก็บอกเองว่าในขณะที่อยู่กับเอ็มเค้าไม่เคยไปดูลูกเลย แสดงว่าความรับผิดชอบของผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้ดีเลย แต่ในวันนี้คงไปตกลงไปดิวอะไรกับเมียซักอย่างนึง เมียถึงต้องยื่นคำขาดมาว่าต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก เค้าก็เลยให้เอ็มได้แค่นี้ และการได้อยู่บ้านเขามันไม่ใช่สิทธิพิเศษนะ มันแค่ผู้หญิงคนอื่น ไม่ได้มาอยู่เพื่อเฝ้ารออะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่เอ็มอยู่รอ ในวันนี้เป็นเรื่องที่ดีนะที่เอ็มตัดสินใจว่า จะไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว มีทางไป ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเอ็มไม่ใช่เรื่องผู้ชายแต่คือเรื่องเงิน แนะนำให้เปลี่ยนโฟกัสเลย ผู้ชายเอาปัญหาเค้ามาถ่วงอีก เขาก็ไม่ได้เข้ามาให้ความรัก ไม่ได้เข้ามาเป็นแบตเตอรี่ ไม่ได้เข้ามาชาร์จแบตให้ที่ทำให้มี energy หรือรู้สึกดีขึ้น แถมยังทำให้เป็นโรคซึมเศร้าอีก เขาคือภาระ เขาคือมะเร็ง เขาจะก้าวเข้ามาในชีวิตเราไม่ได้แล้ว บล็อกทุกอย่าง แล้วเวลาดิ่งเขาไม่ได้อยู่ช่วยแก้ปัญหา เพราะคนนี้คือคนที่ทำให้เราดิ่งลงไปอีก มันไม่มีทางแบบเติมน้ำให้เต็มในทะเลทราย ซึ่งผู้ชายคนนี้ไม่ใช่โลกทั้งใบของเอ็ม แต่เป็นถังขยะ เอาตัวเราไปอยู่ในที่ที่ถูกต้องดีกว่า โฟกัสวันนี้คือเรื่องงาน เรื่องเงิน คิดว่าวันนี้เราจะทำยังไงให้ได้เงิน ทำยังไงให้สภาพ การเป็นอยู่ของเรามันดีกว่านี้ แล้วมันอาจจะมีคนเข้ามาในชีวิตเอ็มอีกแหละ ให้ระวังในวันที่เราเป็นโรคซึมเศร้า คนที่เข้ามาอาจจะทำให้เราดิ่งอีก วิธีการ คือ อย่าเอาชีวิตตัวเองไปฝากไว้กับคนอื่น เราจะเริ่มมีใครซักคนนึงอาจจะแบบใจเย็นๆ คือ รอดูว่าให้เขามาเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ละ แนะนำให้เช็คบิลเลย เราไม่เอา ถ้าวันนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะออกมา ขั้นแรกคือบล็อก เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นข้อความเขาขึ้นอยู่ จนรู้สึกว่าเนี่ยเค้ามาตามง้อละ มันเป็นการหลอกตัวเองเข้าข้างตัวเองว่าตัวเองสำคัญ ทั้งๆที่ผ่านมาไม่เคยสำคัญเลย แต่เราแค่ปิดประตูความจริงอยู่ เพราะการกระทำเค้ามันชัดมาก คนเป็นแฟนกันหายหัวไปเดือนนึง คนเป็นแฟนกัน มันต้องรู้แล้ว เราต้องรู้แล้วว่าเราไม่ได้สำคัญ แต่นี่หายหัวไปสองเกือบสามปี หล่อเลี้ยงด้วยการมาเจอกันวันละ 1 ชั่วโมง คนรักกันไม่ห่างกันขนาดนั้นอยู่แล้ว ให้มันเจ็บแล้วมันจบ เพราะไม่งั้นมันมูฟออนหรือเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ การที่เราเป็นโรคซึมเศร้าเพราะใครคนหนึ่งที่ไม่ได้รักเรามันสุดมากแล้วนะ จะป่วยทั้งที ก็ป่วยกับคนที่มันสมควรที่ทำให้เราเจ็บหน่อยดิ เพราะเท่าที่ฟังมาไม่มีอะไรดีเลย แต่วันนี้เริ่มต้นใหม่ได้อ่ะ ถ้าลุกขึ้นได้เร็ว ก็วิ่งได้เร็ว คิดซะว่าถึงแล้วต้องวิ่งละ จะไม่ย่ำอยู่กับที่ หมดเวลาละ ปาดน้ำตา ปัดมาสคาร่าออกไปหาแขกเราต้องการเงินค่ะ... “ดีเจเผือก” : พี่ไม่รู้สึกถึง ความมั่นคง ความมั่นใจ ความเด็ดเดี่ยว ที่จะพาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้เลย มันชัดเจนไปหมดเนอะ คนๆหนึ่งที่ผ่านความรักมา 4 เมีย มันไม่น่าจะใช่คนที่เราเห็นได้บ่อยๆ อันนี้เค้าพาตัวเองมาถึงจุดที่มี 4 เมียได้ ปัญหาของเมียแต่ละคนก็เยอะแยะไปอีก ถ้าเป็นคนอื่นเค้าคงพยายามถามหาข้อดีว่าอะไรที่ทำให้เราทนอยู่กับคนๆนี้ได้ เสียทั้งเวลา เสียทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และวันนี้ที่เอ็มโทรมา เอ็มไม่ได้มีพลังพอที่จะพาตัวเองออกมาจากจุดนั้นได้ มันเพราะอะไร คงจะไม่ใช่เรื่องของเหตุผลแล้ว เพราะถ้าวันนี้เราคุยกันด้วยเหตุผล มันไม่มีข้อดีเลยนะ เพราะถ้ามันเป็นเรื่องของเหตุและผล เอ็มทำความเข้าใจกับมันได้ เอ็มคงเดินออกไปนานแล้ว ถ้าการอยู่ใกล้แล้วมันห้ามใจตัวเองไม่ได้ การพาตัวเองไปอยู่อีกที่ก็เป็นทางออกที่ดี ซึ่งพี่ก็เห็นด้วยว่าชีวิตของเอ็มปัญหามันรุมเร้าเหลือเกิน ชีวิตคนเรามันจะมีปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้ และเราก็ต้องเผชิญมันในทุกๆวัน แต่มันมีปัญหาที่เอ็มเลี่ยงได้ กับการพอสักทีกับผู้ชายคนนี้ เอ็มหยุดมันได้ แต่เหมือนกับเอ็มไม่ยอมให้ตัวเองออกจากปัญหานี้ คนเราต้องหัดเอาปัญหาออกจากตัวเอง และเราก็เห็นๆกันอยู่ว่าเราสามารถหยุดมันได้ และไม่มีใครมาดึงใครทั้งนั้น เห็นแค่ว่าเค้ากวักมือเรียกเราก็พร้อมที่จะกลับไปหาเขาแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นกำลังใจให้ในสิ่งที่ตั้งใจทำให้มันสำเร็จ ไปตั้งหลักที่อื่นยังไงก็ลองดูสักตั้ง ถ้าใจเรามันอ่อนก็ให้เทคโนโลยีช่วย โดยการบล็อกเขาซะ ถ้าวันไหนที่ไม่มีสติก็ย้อนกลับมาฟังสิ่งที่ตัวเองพูดกับพวกพี่ในวันนี้แหละ....เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูสู้ไม่ไหวแล้ว... 15 ปีที่แล้วเคยคบแฟนคนนึง เวลาเราสองคน ทะเลาะกัน เขาจะชอบพูดว่า “ถ้าเลิกกัน ต้องมีคนใดคนนึงตาย” หนูเลยตอบไปว่า “หนูยังไม่อยากตาย ถ้าพี่จะตายเชิญตายไปก่อนเลย” หลังจากนั้น 3 วัน เขาฆ่าตัวตายจริงๆ นับจากวันที่เสียชีวิต ผ่านมาแล้ว 9 ปี...

02 มิ.ย. 2023

หนูสู้ไม่ไหวแล้ว... 15 ปีที่แล้วเคยคบแฟนคนนึง เวลาเราสองคน ทะเลาะกัน เขาจะชอบพูดว่า “ถ้าเลิกกัน ต้องมีคนใดคนนึงตาย” หนูเลยตอบไปว่า “หนูยังไม่อยากตาย ถ้าพี่จะตายเชิญตายไปก่อนเลย” หลังจากนั้น 3 วัน เขาฆ่าตัวตายจริงๆ นับจากวันที่เสียชีวิต ผ่านมาแล้ว 9 ปี...

“คุณบี (นามสมมติ)”อายุ 30 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [31 พ.ค. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก - ดีเจเฟี๊ยต – ดีเจต้นหอมเกี่ยวกับปัญหาที่โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้แฟนฆ่าตัวตาย โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนคนนี้มา 15 ปีแล้ว เขาเป็นแฟนคนแรกของหนูด้วย คบกันมานานมาก เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่พูดจาไม่ค่อยดี พูดตรงๆ คบกับเขามาสักพักนึง ในช่วงมหาลัยหนูจะติดเที่ยว ติดเพื่อน แล้วก็จะทะเลาะกันบ่อยมาก พอทะเลาะกัน เขาก็พูดมาคำนึงว่า ถ้าเกิดจะเลิกกัน จะต้องมีคนใดคนนึงตาย ด้วยความที่เราเป็นคนปากไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยพูดออกไปว่า หนูยังไม่อยากตาย หนูยังอยากใช้ชีวิต ยังไม่พร้อมที่จะตายตอนนี้ ถ้าพี่อยากตาย พี่ไปตายก่อนเลย พอหลังจากนั้น 3 วัน หนูเพิ่งมารู้จากเพื่อนของเขาว่า เขาฆ่าตัวตายจริงๆ จากนั้นหนูก็ช็อคมาหลายปี รักษาซึมเศร้ามาตลอด หลังจากที่เขาตาย ทั้ง พ่อแม่ และญาติเขาก็จะทักมา โทรมา ด่าหนูตลอด บอกว่า หนูเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเขาตาย หนูก็รู้สึกผิดมาตลอด จนคิดว่าถ้าหนูเป็นฝ่ายไปแทนได้ หนูก็จะไป หลังจากนั้นหนูก็อยากใช้ชีวิต ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ จนไปเจอกับผู้ชายอีกคนนึงที่ดีมาก เขามาขอหนูแต่งงาน แต่กลับกลายเป็นหนูไม่กล้า หนูรู้สึกจมอยู่ตรงนี้นานมาก ก้าวออกไปไม่ได้ ไม่ได้ตอบรับไป หนูฟังรายการมาตลอด หนูรู้สึกว่าอยากจะคุยกับคนนอกบ้าง อยากฟังความคิดเห็น บางครั้งหนูยังคิดที่จะไม่อยากมีชีวิตอยู่เลย เพราะคำพูดที่หนูเคยพูดออกไป มันวนกลับมาในหัวหนูตลอดเลย หนูมีปรึกษาแพทย์ รักษาตามอาการ เขาก็พูดว่า เราต้องปล่อยวาง แต่หนูพยายามแล้วก็ไม่สามารถทำได้ ณ วันนั้นหนูไม่คิดว่าพี่เขาจะตายจริงๆ หนูพูดไปอย่างงั้น หนูพยายามอธิบายทางญาติฝั่งเขาแล้ว แต่เขาไม่ฟังเลย เขาพูดแค่ว่าหนูเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเขาตาย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสีย หนูรู้สึกว่าเหมือนบางครั้งหนูก็ดีขึ้น บางครั้งหนูก็รู้สึกแย่ลงมากๆ ยิ่งหนูพยายามหนีจากครอบครัวเขาเท่าไหร่ เหมือนครอบครัวเขาพยายามตอบย้ำตลอดว่าหนูเป็นคนผิด พี่เขาจะพูดเสมอว่า ถ้าเลิกกัน จะต้องมีคนใดคนนึงตายไป พูดตลอด จนหนูถึงพูดคำนั้นไปว่ายังไม่พร้อมที่จะตายจริงๆ ตอนนี้รู้ไม่อยากฟังคำตอกย้ำใดๆแล้ว หนูอยากจะเดินไปข้างหน้าจริงๆ หนูตัดการติดต่อ พยายามหนีมาตลอด เปลี่ยนเบอร์ เปลี่ยนเฟซบุ๊กมาเป็นสิบๆรอบ แต่หนูยังไม่เคยสู้กลับใดๆกับญาติฝั่งนั้น มีครั้งนึงที่แม่เค้าเอาสเปรย์มาฉีดที่รถหนู เขียนว่า มึงทำให้ลูกกูต้องตาย ทำถึงขั้นนั้นเลย แต่หนูไม่ได้แจ้งความอะไรเลย แต่หนูก็รู้ว่าเป็นฝีมือของแม่เค้า ปัจจุบันเขายังมาระราน ตามมาที่ทำงาน จนหนูลาออกจากงานเลย หนูแค่อยากจะบอกว่าหนูไม่ได้อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้เลย เรื่องมันเป็นไปแล้ว หนูกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้เลย หนูควรจะทำยังไง ควรจะใช้ชีวิตยังไง? หนูจะต้องอยู่ต่อไปยังไง? เหมือนหนูต้องอยู่กับอดีตไปตลอดเวลา ตอนแรกหนูคิดว่าหนูกลัวเรื่องราวในอดีต แต่หนูคิดว่าหนูทำใจได้ระดับนึงแล้ว แต่ปัจจุบันนี้คิดว่าหนูกลัวครอบครัวของเขามากกว่า นับตั้งแต่วันที่เขาเสียญาติเค้าก็จะทักแชทมาด่า แอดเฟสมาด่าตลอด เพื่อนหนูก็แนะนำให้ด่ากลับไปเลย แต่หนูไม่กล้า พอได้ยินเสียงเขา หนูก็จะรีบกดวางสายไปเลย ตอนนี้หนูควรไปแจ้งความไหมคะ?’ สำหรับความคิดเห็นของ “ดีเจต้นหอม” แนะนำว่า ควรไปแจ้งความเพราะตอนนี้เราเป็นฝ่ายโดนระราน รังควานมาตลอด ทั้งฉีดสเปรย์รถ ทั้งตามไปที่ทำงาน เราควรไปแจ้งความไว้ “ดีเจเฟี๊ยต” เสริมว่า ควรจะหาคนที่คุยด้วยได้ มีอะไรก็ปรึกษาเขา เช่น เพื่อน หรือ นักจิตวิทยา เพราะถ้าไม่มีใครที่คอยช่วยคิด จะกลายเป็นเราที่อยู่คนเดียว จมอยู่กับเรื่องนั้นๆ อย่ากลัวว่าเราจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนรึเปล่า? ถ้าท้ายที่สุดถ้าเขาเดือนร้อน เขาก็แค่จะไม่ช่วย แต่ถ้าคนที่เราสนิทและไว้ใจ เราขอเขา แล้วเขาช่วย มันจะเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันมันแน่นขึ้น ชีวิตเราควรที่จะ Connect กับคนอื่น อยากจะให้ปรับตรงนี้ เพราะชีวิตควรจะมีใครสักคนที่คอยรับฟังเรา “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าต่อว่า “หนูอยากรู้ว่าหนูควรจะสู้กับเขาไหม? แล้วควรจะสู้กับเขายังไง? หนูรู้สึกยอมไม่ไหวแล้ว หนูเปลี่ยนโซเชียลมีเดียมาเยอะแล้ว เปลี่ยนงานมาเป็นสิบงานแล้ว หนูรู้สึกไม่ไหวแล้วจริงๆ” ด้าน “ดีเจเผือก” ให้ความเห็นว่า ถ้าตอนนี้มีคนใหม่ที่เข้ามาแล้ว เขาควรจะเป็นคนที่มาช่วยซัพพอร์ตเราเรื่องนี้ ช่วยเหลือเรา ลองเปิดใจคุยกับเขาดูไหม? เหมือนเขาจะเป็นหลัก คอยเป็นเซฟโซนให้เรา มันก็จะทำให้เราผ่านเรื่องนี้ไปด้วย โดยที่ไม่เก็บเรื่องนี้ไว้เพียงลำพังแบบที่ผ่านมา นอกจากนี้ “ดีเจเฟี๊ยต” ยังกล่าวเสริมว่า ดีเจเฟี๊ยตมองเรื่องนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ก้อนด้วยกัน อย่างแรกคือเรื่อง ‘สาเหตุการตายของเขา’ มีความรู้สึกว่าการที่คนเราจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองนั้น มักจะมีสาเหตุหลายๆอย่างประกอบกันด้วย บางทีเขาอาจจะมีภาวะซึมเศร้าร่วมอยู่ด้วย ถ้าเปรียบเทียบให้เห็น การที่เราใช้คำคำเดียวด่าคนอื่นๆ แต่ละคนก็จะมีปฏิกิริยาตอบรับไม่เหมือนกันเลย เผอิญว่าส่วนผสมของบีที่มีตอนนั้น กับส่วนผสมของเขาที่มีตอนนั้น มันบังเอิญเหมาะกันพอดี ถ้าถามพี่ว่าสาเหตุเดียวเลยมั้ยที่ทำให้เขาฆ่าตัวตาย คือ บี พี่ว่ายังไม่ใช่ สำหรับข้อที่สองคือ ‘การระรานของครอบครัวเขา’ ถ้าแรกๆ พี่พอเข้าใจว่าเป็นการสูญเสีย คือปกติแล้วมันจะมีระดับของการสูญเสีย หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่ผ่านมาแล้ว เขายังไม่ผ่านตรงนั้นมาได้เลย รู้สึกว่าครอบครัวเขาก็ยังไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ถ้ามองในมุมนี้ บ้านเขาก็ค่อนข้างน่าสงสารทั้งบ้าน เพราะเขาไม่สามารถก้าวต่อไปได้เลย เลยเลือกที่จะเอาเราเป็นสาเหตุว่าทำให้ลูกเขาตาย ณ วันนั้น บีไม่ได้ถือมีดบังคับเขาว่า ต้องตายสิ ตายเลย บีก็ไม่ได้ทำ ดังนั้นมันก็ค่อนข้างไม่แฟร์สำหรับบีเลย ถ้าผ่านมาขนาดนี้แล้วยังโทษเรา ขอกล่าวเสริมว่าการที่ใครไม่สมหวังในความรัก ไม่ควรจะจดชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะมันส่งผลต่อคนอื่นไปหมด กระทบกันไปหมด เพราะฉะนั้นในส่วนที่ครอบครัวเขามาระรานเรา ให้เราคิดว่าเรากำลังรับมือกับคนที่อยู่ในสภาวะไม่ปกติ ควรสงสารเขาด้วยซ้ำ คิดว่าอาจจะต้องไปบำบัดกันทั้งครอบครัวด้วย สำหรับข้อที่สาม คือประเด็นที่บี “โทษตัวเองว่าไม่ดีพอ เลยทำให้ไม่กล้าเริ่มต้นใหม่กับใคร” ผิดไม่ผิดอยากไร อยากให้ดูที่เจตนา คราวหน้าอยากจะให้บีทบทวนตัวเองในเรื่องของท่าทีในการแสดงออก สุดท้ายก็อยากจะมองว่า หยุดที่จะหนีได้แล้ว อย่างน้อยไปแจ้งความไว้สำหรับกรณีที่ เขามาทำให้ข้าวของเราเสียหาย หรือ เกิดคดีความ การแจ้งความไว้ก็อาจจะมาช่วยตรงนี้ได้ อยากจะให้บีมองว่าที่ผ่านมา เราเป็นฝ่ายเสียหายมาเยอะแล้ว เราควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน สิ่งสำคัญคือ ให้อภัยตัวเองด้วย คนนั้นในอดีต กับเราในปัจจุบันที่อายุเท่านี้แล้ว เราคือคนละคนกันแล้ว ณ วันนี้ เรียนรู้ และ เติบโตไปได้แล้ว ก่อนวางสาย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้บอกว่า หนูจะสู้นะคะ และถ้าหนูทำได้หนูจะติดต่อทีมงานมา หนูจะสู้ต่อไป ขอบคุณมากๆเลยนะคะ...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผู้หญิงไร้ศีลธรรม กับ ผู้ชายที่ไม่รู้จักพอ... หนูคบแฟนมา 20 ปี ผู้หญิงคนนี้เข้ามาในรูปแบบเพื่อนของแฟน สนับสนุนทุกเรื่อง ให้คำปรึกษาทุกอย่าง จนเรารู้สึกว่าทำไมเพื่อนเขาคนนี้ดีจัง... สุดท้าย ผู้หญิงโทรมาสารภาพ ‘ขออยู่ในสถานะเมียน้อย’ ได้ไหม?

18 เม.ย. 2023

ผู้หญิงไร้ศีลธรรม กับ ผู้ชายที่ไม่รู้จักพอ... หนูคบแฟนมา 20 ปี ผู้หญิงคนนี้เข้ามาในรูปแบบเพื่อนของแฟน สนับสนุนทุกเรื่อง ให้คำปรึกษาทุกอย่าง จนเรารู้สึกว่าทำไมเพื่อนเขาคนนี้ดีจัง... สุดท้าย ผู้หญิงโทรมาสารภาพ ‘ขออยู่ในสถานะเมียน้อย’ ได้ไหม?

“คุณหนู (นามสมมุติ)” อายุ 39 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (12 เม.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหามือที่สามของแฟน โดย “คุณหนู (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘เราคบกับแฟนมา 20 ปีแล้ว และมีลูกด้วยกัน จนเรามาจับได้ว่าแฟนเรามีคนอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้แฟนเป็นคนเจ้าชู้มาตลอด แต่ด้วยความที่มีลูกแล้ว เราก็ไม่ได้ตาม ไม่อะไรแล้ว ลูกก็เริ่มโตแล้ว สนใจลูกมากกว่า เพราะเราคิดว่าเขาจะปรับตัวให้ดีขึ้นได้ จนวันหนึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาหาเรา เขาเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนของแฟน เขาเข้ามาหาแฟนในรูปแบบเพื่อน คอยให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ จนเราคิดว่าเขาเป็นคนดี เป็นเพื่อนที่ดี แล้วเขาก็ร้องไห้ สารภาพกับเราว่า เขาขอเป็นแบบนี้ได้ไหม ขออยู่ในสถานะเมียน้อยได้ไหม? เขาบอกว่าเขาช่วยแฟนเราทุกอย่าง เขาไม่ต้องการอะไรจากเราเลย ไม่ต้องการจะแย่ง แต่ขออยู่ในสถานะนี้ได้มั้ย ขอแค่ให้มาหาบ้าง โทรหาบ้าง ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน เราก็เลยถามเขาว่า ทำไมเกินเลยกันถึงขั้นนี้เลย เขาบอกไม่รู้เหมือนกัน เขารักไปแล้ว ไม่สามารถออกห่างหรือเลิกได้แล้ว ต้องท้าวความก่อนว่าผู้หญิงคนนี้เขาเคยผ่านการมีสามีมาแล้ว มีลูกติด 1 คน แล้วเขาก็มีหน้าที่การงานที่ดี หน้าตาดี มีฐานะที่ดี เราก็เลยถามเขาไปว่าเขาก็มีทุกอย่างแล้ว แต่ทำไมถึงยอมมาอยู่ในสถานะเมียน้อย ทำไมถึงไม่ยอมไปหาผู้ชายที่ดีกว่านี้ ผู้ชายที่ยังไม่มีครอบครัว เขาบอกก็รักไปแล้ว เราก็เลยถามว่านานแค่ไหนแล้ว เขาพูดกลับมาแบบกวนๆใส่เราว่า ก็น่าจะรู้นะว่านานแค่ไหนแล้ว เราก็เลยเอะใจว่าเขามาขอร้องอ้อนวอนเป็นเมียน้อย หรือเขามาเยาะเย้ยเรา แบบอยากให้เรารู้ว่าเขามีตัวตน หลังจากวางสายผู้หญิงคนนี้เราก็ไปเคลียร์กับแฟนเลย ตอนแรกแฟนเราก็ยังไม่ยอมรับ จนเราต้องจี้จุด พูดชื่อผู้หญิงคนนี้ขึ้นมา เขาก็ร้องไห้แล้วสารภาพกับเราว่าเขามีปัญหาเรื่องธุรกิจ การงานของเขา เขาบอกเขาโพสต์เฟซบุ๊ก แล้วผู้หญิงคนนี้ก็เข้ามาทักถาม ให้คำปรึกษา เขาก็ไปคุยกันส่วนตัวเพราะเราไม่รู้ เราไม่เคยเช็คโทรศัพย์ของแฟนเลย เพราะเราเชื่อใจและไว้ใจเขา แฟนเราบอกว่าพยายามจะเลิกกับผู้หญิงคนนี้หลายรอบแล้ว แต่ผู้หญิงไม่ยอมเลิก บอกจะฆ่าตัวตายบ้าง แล้วแฟนเราก็พูดกับเราขึ้นมาคำนึงว่าแล้วลูกเขาล่ะ? แฟนบอกผู้หญิงคนนี้กำลังท้องอยู่ ซึ่งเขาบอกว่าท้องกับสามีเราจริง แต่ตอนนี้เขาแท้งไปแล้ว หลังจากเขายอมรับสารภาพ เราก็โทรไปเคลียร์กับผู้หญิงคนนี้เลย เราด่าด้วยความโมโหว่ามายุ่งกับแฟนเราทำไม เขาก็พูดใส่เราขึ้นมาว่า แล้วเวลาเขาไล่ทำไมไม่ไปอ่ะ อยู่ทำไม? เหมือนกับว่าแฟนเราไปเล่าให้เขาฟังหลายครั้งแล้ว แต่เราไม่ไปเอง เราก็เลยโทรประชุมสายหาแฟนเราเลย ถามว่าเขาพูดแบบนี้จริงไหม แฟนบอกพูดจริง แต่คือจริงๆเขาไม่เคยไล่เราเลย ต่อให้ทะเลาะกันยังไงก็ไม่เคยไล่ สรุปคือแฟนเราไปเล่าเรื่องทุกอย่างในส่วนของเราให้ผู้หญิงคนนี้ฟังหมด ให้เขามาดูถูกเรา ไม่ว่าจะเรื่องไล่เราออกจากบ้าน ทุบตีเรา หรือแม้กระทั่งเราไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน เพราะทุกวันนี้เราเป็นแม่บ้าน มีงานแต่ไม่ได้มีเงินเยอะ หลักๆคือใช้เงินของแฟน และเขาก็ต้องมาคอยดูแลเรา ดูแลลูกเรา เขาบอกเขาเหนื่อย เขาไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น ผู้หญิงคนนี้ก็เลยโอบอุ้มเขาไป’ ตอนนี้เราเลิกกันมาได้ 3 – 4 เดือนแล้ว คำถามวันนี้คือ ‘อยากถามพี่ๆว่า ผู้ชายสมัยนี้เขารักความสบาย ไปกับผู้หญิงที่มีเงินได้โดยทิ้งผู้หญิงที่ลำบากมาด้วยกัน 20 ปี มันง่ายขนาดนี้เลยหรอ?’ 3 ดีเจจึงให้คำแนะนำ “คุณหนู (นามสมมุติ)” ว่า เท่าที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวแค่เรื่องเงิน ไม่งั้นถ้ามีอะไรกันน่าจะป้องกันไปแล้ว แฟนเราน่าจะมีเรื่องของความรักมาแล้ว และระยะเวลา 20 ปีที่คบกัน มันอาจจะเป็นคู่ชีวิต อาจจะไม่หวือหวาเท่าคนใหม่ที่เข้ามา แต่สิ่งสำคัญคือมองผู้ชายของเราดีกว่า ทำไมไม่ปกป้องความรู้สึก ปกป้องครอบครัวเราเลย ถือว่าความรับผิดชอบเขาต่ำมาก หยุดถามคำถามได้แล้วว่า 20 ปี ทำไปเขาถึงไม่นึกถึงเลย ต่อให้ 20 ปี 30 ปี เขาก็ไป ถ้าเขาจะไปกับอีกคน ได้คำตอบมามันก็เท่านั้น จงใช้ชีวิตที่เหลือโดยการเอาลูกเป็นที่ตั้ง เป็นกำลังใจในการก้าวเดินต่อไป บอกตัวเองว่า เขาเลือกทิ้งเราไปจากชีวิตแล้ว แล้วถ้าวันนึง ถ้าเขาจะกลับมา เราควรค่าที่จะเอาเขากลับมาไหม อย่าเสียดายกับคำว่า พ่อ หรือ ผัว นับจากนี้ ปล่อยให้เขาไปใช้ชีวิตของเรา แล้วเรามีความสุขกับลูกต่อไป ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรในอดีตอีกแล้ว... จริงๆ ไม่ใช่แค่ผู้ชาย ไม่ว่าใคร คนเราถ้ามันจะเลิกกัน คนมันจะไป ยังไงก็ไป ต่อให้ทำดีแค่ไหน นานแค่ไหนเขาก็ทำได้ ถ้ามองจริงๆ มันแทบไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าคนมันไม่รักกันแล้ว เขาก็จะทิ้งเราไป ซึ่งถ้าคนมันจะอยู่ยังไงเขาก็จะอยู่ แต่สิ่งที่ยากคือ การทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว หลายครั้งที่เรามักจะไม่เรียนรู้ความเจ็บปวด แต่เรามักจะไปอาลัยอาวรณ์เขามากกว่า แล้วเรื่องที่เค้าเอาเราไปพูดเสียๆหายๆ ปกติคนเราเวลาพูดอะไรออกไปก็จะไม่พูดให้ตัวเองดูเสียๆหายๆอยู่แล้ว ถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือ ง่าย ในหลายๆคู่ทำยิ่งกว่านี้อีก บางคนที่เห็นในข่าวฆ่าเมียเพื่อไปหาอีกคนก็ยังมี มันมีผู้ชายแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งผู้ชายคนนี้ก็กำลังทำอยู่เขาจะทำอะไรก็ได้เลยที่เขาอยากทำ เพื่อที่จะไปอยู่กับอีกคน ถ้าเรามองจากมุมข้างนอกเข้าไป เขาจะพูดถึงหนูยังไง เขาจะทำอะไร หนูก็โอเคกับเขา หนูเราเขา แต่ในขณะที่เขาไม่ได้รู้สึกเท่ากับหนู วันนี้ที่หนูออกมาแล้ว นับเป็นความโชคดีแล้ว แล้วเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว หนูจะพบเจอกับความสุข เราก็ทำหน้าที่แม่ที่ดีของเราต่อไป แล้วก็มูฟออนให้ได้ และถ้านับจากการวางหูที่โทรเข้ามาในรายการ เลิกถามคำถามนี้ได้แล้วว่า ทำไมทำไม โฟกัสไปที่ปัจจุบันแล้วเดินไปข้างหน้าต่อเลย...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เจอแฟนแบบนี้ทำไง? สาวกลุ้มใจโทรปรึกษา คบกับแฟน มีอะไรพูดกันได้ทุกเรื่อง แต่พอบอกว่าเราทำงานเซลล์มา 5 ปี ได้เงินเดือนมากกว่าแฟน เขารู้สึกนอยด์ เทคแคร์เราน้อยลง พร้อมให้เหตุผลว่า 'เราไม่สมควรจะได้รับเงินเดือนเท่านี้'

26 พ.ค. 2023

เจอแฟนแบบนี้ทำไง? สาวกลุ้มใจโทรปรึกษา คบกับแฟน มีอะไรพูดกันได้ทุกเรื่อง แต่พอบอกว่าเราทำงานเซลล์มา 5 ปี ได้เงินเดือนมากกว่าแฟน เขารู้สึกนอยด์ เทคแคร์เราน้อยลง พร้อมให้เหตุผลว่า 'เราไม่สมควรจะได้รับเงินเดือนเท่านี้'

“คุณแซน (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 พ.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาเงินเดือน โดย “คุณแซน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับแฟนอายุเท่ากัน เป็นรุ่นเดียวกันเลย คบกันมาประมาณ 1 ปีกว่าๆ ตั้งแต่คบกันมาก็รักกันดี ไม่ได้มีการทะเลาะรุนแรง มีงอนบ้าง มีปัญหา เราก็พยายามปรับกันมาได้ตลอด ถึงขั้นมีแพลนที่จะใช้ชีวิตร่วมกันด้วย แต่มันจะมีอยู่ 1 ปัญหาในความสัมพันธ์ที่มันบั่นทอนจิตใจ และยังหาทางแก้ไขกันไม่ได้ จนมาถึงทุกวันนี้ต้องบอกก่อนว่า ตัวหนูเองทำงานเป็นเซลล์ ประสบการณ์ในอาชีพนี้ก็เกือบๆ 5 ปี ซึ่งรายได้เซลล์มันค่อนข้างจะสูง ส่วนแฟนทำงานคนละบริษัทกัน แต่งานที่เขาทำจะเป็นงานประเภท back office ซึ่งรายได้ก็จะน้อยกว่าหนูค่อนข้างเยอะ ประมาณ 30% 40%ช่วงที่คบกันแรกๆ เราก็เปิดใจคุยกันทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องรายได้ด้วย แบบเราบอกหมดเลยว่าเราทำงานอะไร รายได้เท่าไร หลังจากที่เขารับรู้เรื่องรายได้ของเรา การกระทำของเขาก็เปลี่ยนไปจนเรารู้สึกได้ มันไม่เชิงเป็นปัญหาที่ทะเลาะกัน แต่เหมือนเขาเคยเล่นกับเรา เคยมุ้งมิ้งกับเรา เคยหวานกับเรา ทุกอย่างมันน้อยลงหมดเลยจนเรารู้สึกได้เราก็เลยถามเขาว่าเป็นอะไร เขาก็บอกว่าเขารักหนูเหมือนเดิมนะ แต่ในหัวเขามีเรื่องรายได้หนูอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เขาแสดงออกกับเราน้อยลง ด้วยเหตุผลที่ว่าเขามองว่าทำไมงานเซลล์กับงาน back office รายได้มันถึงต่างกันขนาดนี้ เพราะในขณะที่เขาทำงานหนักมากๆ เขาเลยรู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเขาเลย รวมถึงเขามองว่าหนูไม่สมควรที่จะได้รับเงินเดือนมากขนาดนี้หนูพยายามอธิบายเหตุผลในอาชีพของเซลล์แล้ว และอธิบายว่าพาร์ทงาน การใช้สกิล ความเครียดอะไรมันก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว กว่าหนูจะได้เงินเดือนเท่านี้ หนูก็สะสมประสบการณ์ ใช้ความพยายามมาเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้รู้สึกยินดีกับสิ่งที่หนูได้รับเลย ทุกครั้งที่คุยเรื่องนี้ มันก็จบตรงที่ว่าเขาจะมองว่าหนูไม่สมควรได้รับมันอยู่ดี หนูก็เคยถามเขาว่าหนูจะทำยังไงกับความคิดนี้ของเขา เขาก็บอกว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงมีความคิดแบบนี้ แต่ถ้าความคิดนี้ของเขาหายไปได้ มันก็อาจจะเป็นในวันที่เขาจะยอมรับหนูก็ต่อเมื่อหนูทำอะไรที่เขาเห็นว่าหนูสมควรได้รับเงินเดือนเท่านี้ หรือวันหนึ่งที่เขามีรายได้มากกว่าหนู เขาก็อาจจะล้มเลิกความคิดนี้ไปก็ได้หนูรู้สึกบั่นทอนจิตใจมากที่เขาคิดแบบนี้ เพราะเราก็มีแพลนที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว แต่หนูยังไม่สามารถเปลี่ยนความคิดนี้เขาได้ มันก็เลยกระทบความสัมพันธ์ของเรา ซึ่งหนูคิดว่าเรื่องที่ทำให้เขาคิดแบบนี้ อาจจะเป็นเรื่องภาษาอังกฤษ เพราะหนูไม่ค่อยแข็งแรง และจะมีเขาซัพพอร์ตในเรื่องนี้ แต่ในส่วนเรื่องการใช้ชีวิต เราจะค่อนข้างที่จะช่วยเหลือ ซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ไม่ได้มีปัญหาตรงนี้หนูอยากถามพี่ๆว่า การที่หนูพูดเรื่องเงินเดือนไป หนูผิดมากมั้ย? เพราะมันเซนซิทีฟ และอีกคำถามคือ หนูควรจะพูดหรือทำยังไงที่จะเปลี่ยนความคิดเขาได้บ้าง…3 ดีเจก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในวันที่เราจะเป็นคู่ชีวิตกัน มันควรจะส่งเสริมกัน มันไม่ควรกดอีกฝ่ายให้ต่ำ อยู่ด้วยกันมันไม่ควรเป็นจ่าฝูง แซนกำลังเจอคนที่ทัศคติแย่มาก และมันลามไปทุกเรื่องเลยนะ ถ้าวันนึงมีลูกขึ้นมา แล้วจะสอนเขายังไงแนะนำประโยคที่ทำให้เขาเปลี่ยน คือ พวกพี่ๆจะพูดว่า ถ้าเธอยังมีความคิดอย่างนี้อยู่ เธอก็ไม่สมควรมาเป็นแฟนเรา แค่นี้เลย เพราะมันไม่มองเห็นมุมไหนที่เราจะไปแก้ไขชุดตระกระความคิดนี้ของเขาได้ เราสมควรจะมีเงินเดือนตามความสามารถเรา และมีแฟนที่ยินดีกับเราในเรื่องนี้พี่แนะนำอีก 1 ทางเลือก บอกเขาไปว่า ไม่มีแฟนคนไหนหรอกนะที่เขาจะกดอีกคนให้ตกต่ำ พี่ควรจะดีใจที่หนูพัฒนาตัวเองได้ขนาดนี้ ถ้าพี่คิดว่าพี่ต่ำกว่าหนู พี่ต้องพัฒนาตัวเอง อย่ามาพูดกับหนูแบบนี้อีก พี่ไปหาคนใหม่ที่เงินเดือนต่ำกว่าหนู เราต้องพูดในสิ่งที่เราต้องการ และลองดูว่าเราพูดขนาดนี้ เขาจะรู้สึกตัวมั้ย ถ้าเขาไม่รู้สึกตัว แนะนำให้แซนเปลี่ยนแฟน…เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-