ผมกำลังจะแต่งงาน และเพิ่งสมัครงานใหม่ บริษัทให้เซ็นต์ค้ำประกัน ‘แฟน’ คือคนแรกที่ผมนึกถึง พอไปขอให้ช่วย เขาปฏิเสธเลยทันที บอกว่า ‘ยังไม่ไว้ใจผม’ ทางเลือกสุดท้ายผมไปปรึกษาแฟนเก่า...

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมกำลังจะแต่งงาน และเพิ่งสมัครงานใหม่ บริษัทให้เซ็นต์ค้ำประกัน ‘แฟน’ คือคนแรกที่ผมนึกถึง พอไปขอให้ช่วย เขาปฏิเสธเลยทันที บอกว่า ‘ยังไม่ไว้ใจผม’ ทางเลือกสุดท้ายผมไปปรึกษาแฟนเก่า...

24 เม.ย. 2023

        “คุณน็อต (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 เม.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจอั๋น - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย เกี่ยวกับปัญหาการค้ำประกัน

        โดย “คุณน็อต (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมคบกับแฟนคนหนึ่งมาปีครึ่งแล้ว เราสองคนมีแพลนจะแต่งงานกัน แต่มันเกิดเรื่องขึ้นมาเพราะผมกำลังจะไปทำงานบริษัทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเงิน ซึ่งผมสอบทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว แต่ในทางกฎหมาย ก่อนที่เราจะออกไปนำเสนอขายให้กับลูกค้าได้ เราต้องมีใบอนุญาตก่อน ซึ่งก่อนที่จะออกใบอนุญาตมันก็ต้องมีคนค้ำประกันเพื่อให้บริษัทมั่นใจว่าเรามีความน่าเชื่อถือ

        การค้ำประกันในที่นี้ จะแตกต่างกับการค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งในความคิดแรกของผมคือแฟนของผมเลย ผมก็เลยตัดสินใจขอให้แฟนช่วย แต่พอไปขอแล้ว เขากลับปฏิเสธ เขาให้เหตุผลว่าเขายังไม่เชื่อใจผม ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรเขานะ หลังจากนั้นผมก็ไปขอให้เพื่อนช่วย แต่ก็ไม่มีใครช่วยเลย และเพื่อนก็ยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำไมถึงไม่ให้แฟนช่วย และต้องบอกก่อนว่าพ่อกับแม่ผมไม่สามารถค้ำให้ได้ เพราะอายุท่านเกินแล้ว

        บังเอิญมันเหมือนเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้ว ผมก็เลยติดต่อแฟนเก่าไป ซึ่งต้องบอกก่อนว่าผมกับแฟนเก่าเราเลิกกันดี เป็นพี่น้องกัน ไม่ได้มีซัมติงอะไรกัน แล้วแฟนเก่าผมแทบจะเป็นคนเดียวเลยที่พยายามหาทางช่วย จนกระทั่งแฟนคนปัจจุบันของเขาไม่อนุญาตให้ช่วย ผมก็เข้าใจเขานะ แต่ในความรู้สึกผม ผมรู้สึกว่ามันมีความหมายกับผมมาก จนเอามาเปรียบเทียบกับแฟนปัจจุบันของผม

        สำหรับงานแต่ง แฟนผมเป็นคนอยากแต่ง เพราะเขาก็อายุ 32 – 33 ปีแล้ว ตอนนี้ผมกับแฟนอยู่กันคนละบ้าน แต่ที่ผมแพลนไว้หลังแต่งงาน คือ ผมมีแพลนจะซื้อบ้านของตัวเอง แต่ถ้าซื้อไม่ทันผมก็จะอยู่ที่บ้านของแฟนก่อนแล้วค่อยมาซื้อบ้านของตัวเอง ตอนนี้เรามีงานทำ เขาก็มีงานทำ ก็เลยใช้กระเป๋าตังของใครของมัน และมีเงินอีกส่วนที่เป็นบัญชีร่วม เราจะออมเงินกันทุกๆเดือน

        จนมันทำให้เกิดคำถามว่า เราควรจะไปต่อกับเขาดีไหม? แล้วที่เราเก็บเงินร่วมกันมาเพื่อจะแต่งงานกัน อันนี้คือเราเชื่อใจกันแค่ไหนหรอ? เพราะผมเชื่อใจเขาในระดับนึงเลย อยากถามพี่ๆว่า ความรู้สึที่ผมรู้สึกมันถูกหรือเปล่า? หรือพี่ๆมองว่าที่แฟนผมคิดและทำคือสิ่งที่ถูกต้องไหม?

        ซึ่ง ดีเจเติ้ล ได้ให้ความคิดเห็นกับเรื่องนี้ว่า “1 ปีครึ่งที่รู้จักกัน ถ้าเราทั้งสองคน ยังไม่เชื่อใจกัน ยังไม่รู้จักกันดีพอ ก็จะไปเซ็นต์ค้ำประกันให้กัน สิ่งที่ต้องมองคือ กำลังจะแต่งงานกันแล้ว กำลังจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว แต่ยังไม่เชื่อใจกันเลย ถ้าเป็นพี่ พี่เลือกที่จะคุยกันตรงๆ คุยกันเลยว่า ที่เธอไม่เชื่อใจกันเพราอะไร? เหตุผลคืออะไร? ควรเคลียร์ไปเลย มองในมุมว่าถ้าเขามีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้นไหม เขาก็มีสิทธิ์ เพราะเวลาก็ไม่นานที่รู้จักกันปีกว่า ถ้าเปรียบเทียบ กับเพื่อนเราบางคน รู้จักกันมาตั้งนาน เราก็ยังไม่กล้าที่จะเซ็นต์อะไรให้เขาเลย สุดท้ายก็ต้องเคลียร์กันก่อน”

        สำหรับ ดีเจอั๋น ให้คำแนะนำว่า “ควรคุย และ ให้เหตุผลกันไปเลยว่าไม่อยากเซ็นต์เพราะอะไร? เหตุผลคือ 1 2 3 4 ตามนี้ ควรคุยกัน เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ เข้าใจสิ่งที่น็อตรู้สึก ในที่สุดเราต้องยอมรับว่า ความรู้สึกที่น็อตมีมันแรงขึ้น เพราะมันเกิดการเปรียบเทียบกันกับแฟนเก่า บังเอิญเป็นแฟนเก่าด้วย มันเลยยิ่งแรงขึ้นรึเปล่า? ก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องบอกความจริงต่อกันและกันได้ โดยไม่ต้องมีฟอร์มอะไรเลย คุยกันจริงๆ เป็นการสื่อสารแบบมีประสิทธิภาพ บอกเค้าได้ว่าเรารู้สึกยังไง? เราสะเทือนใจ เสียใจยังไง เราพูดความจริงได้ และถ้าวันนี้ การที่เราพูดความจริงอะไรออกไป แล้วเขาไม่เข้าใจ ก็ไม่ควรแต่งเลย และตัวเราเองก็จะต้องเป็นฝ่ายที่พร้อมรับฟังเขาด้วยเหตุผลจริงๆจากใจ ในวันนี้ไม่ควรที่จะเก็บอะไรไว้ ควรพูดไปทุกอย่าง ไม่มีทางที่จะแต่งงานกันได้ ถ้าเราไม่เคลียร์กันให้ดี ให้โอกาสทั้งเขาและเราในการได้อธิบาย”

        สุดท้าย ดีเจอ้อย ได้ให้ความคิดเห็นว่า “การที่เราจะแต่งงานกับใครคนใดคนนึงมันไม่ได้พิจารณาจากเรื่องนี้แค่เรื่องเดียว เรายังไม่ทันได้รู้เหตุผลอะไรจากเขาเลย ตอนนี้เหมือนเราไม่ได้แก้ปัญหาที่ปัญหา แต่เป็นการเพิ่มจำนวนคน ยิ่งเป็นแฟนเก่าอีก มันจะไม่ใช่แค่เรื่องของการค้ำหรือไม่ค้ำ มันเลยกลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของคน 2 คนไปแล้ว พี่มองว่านี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ปรับจูนกัน ควรคุยกัน ฟังกันจริงๆ แบบอย่าคาดหวังกับคำตอบที่เขาจะตอบ ไม่ควรปักธงกับคำตอบของเขา ที่สุดแล้วเราต้องฟังเขาด้วย บางคู่ บางคนรักกันแทบตาย แต่ไม่จดทะเบียนสมรส เพราะอนาคตเขาไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เรื่องมันจะเยอะกว่านี้ไหม? ก็มี... ทุกวันมีการเคลื่อนตัว เขาก็มีสิทธิ์ที่จะกลัวเช่นกัน เชื่อว่าถ้าได้คุยกันแล้ว ฟังเขาดู เขาอาจจะมีเหตุผลที่เราอาจจะไม่รู้ก็ได้ ตราบใดที่จะเป็นคู่รักกัน อย่าหยุดที่จะสื่อสารกัน น็อตก็มีสิทธิ์น้อยใจ แฟนเขาก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ค้ำเช่นเดียวกัน ”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage : EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เรื่องนี้ต้องถึงสื่อ!! ลูกสาวโทรปรึกษา พ่อหย่ากับแม่มา 5-6 ปีแล้ว แต่ยังอยู่บ้านเดียวกัน พ่อไม่ยอมไปไหนและไม่ทำงาน ทำร้ายแม่กับลูกๆ พ่อเคยใช้มีดดาบซามูไร แทงทะลุประตูเข้ามาในห้อง ซึ่งหนูก็มีหลักฐาน คลิปเหตุการณ์ ผลตรวจร่างกายครบ

12 พ.ค. 2023

เรื่องนี้ต้องถึงสื่อ!! ลูกสาวโทรปรึกษา พ่อหย่ากับแม่มา 5-6 ปีแล้ว แต่ยังอยู่บ้านเดียวกัน พ่อไม่ยอมไปไหนและไม่ทำงาน ทำร้ายแม่กับลูกๆ พ่อเคยใช้มีดดาบซามูไร แทงทะลุประตูเข้ามาในห้อง ซึ่งหนูก็มีหลักฐาน คลิปเหตุการณ์ ผลตรวจร่างกายครบ

เรื่องนี้ต้องถึงสื่อ!! ลูกสาวโทรปรึกษา พ่อหย่ากับแม่มา 5-6 ปีแล้ว แต่ยังอยู่บ้านเดียวกัน พ่อไม่ยอมไปไหนและไม่ทำงาน ทำร้ายแม่กับลูกๆ พ่อเคยใช้มีดดาบซามูไร แทงทะลุประตูเข้ามาในห้อง ซึ่งหนูก็มีหลักฐาน คลิปเหตุการณ์ ผลตรวจร่างกายครบ พอไปแจ้งความ ตำรวจบอกแค่... ‘เป็นปัญหาในครอบครัว’ หนูสงสัย หรือต้องรอให้มีคนตายก่อนหรอคะ? “คุณหลิน (นามสมมติ)” สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 พ.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว โดย “คุณหลิน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘พ่อของหนู เขาไม่ใช่พ่อและสามีที่ดีเลย เพราะเขาทำร้ายร่างกายแม่โดยตลอด หนูเห็นมาตั้งแต่เกิด เขาไม่เคยให้ความรักกับลูกๆเลย และเป็นคนเจ้าชู้ มีเล็ก มีน้อย มาตลอด ทั้งพาเข้าบ้าน เป็นเพื่อนของแม่ ลูกค้าในร้าน แม้กระทั่งแม่บ้านก็มี ส่วนแม่ก็ไม่โอเค เพราะตั้งแต่หนูเด็กๆต้องนั่งรถกับแม่ตอนกลางคืน เพื่อไปขับรถตามหาพ่อทั่วเมือง และเวลาที่พ่อทำร้ายร่างกายหรือเอาผู้หญิงเข้าบ้าน แม่ก็เคยพาหนูหนีออกจากบ้านด้วย และเวลาที่พ่อทำร้ายร่างกายแม่ หนูก็เข้าไปห้ามแต่ก็จะโดนด้วยตลอด หนูมีพี่น้อง 4 คน หนูเป็นคนที่ 2 น้องเล็กสุดอายุ 16-17 ปี ซึ่งแม่ก็ต้องพึ่งเรื่องเงินจากพ่อ และพ่อก็ไม่สามารถดูแลลูกได้ เพราะส่วนใหญ่แม่จะเป็นคนที่คอยรับ-ส่งโรงเรียน แม่จะเป็นคนที่รู้รายละเอียดของลูกทุกอย่าง พ่อไม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเลี้ยงเลย ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกไม่เคยมีการพูดคุยกันเลย จะต่างคนต่างอยู่ ตั้งแต่เด็กๆเลย หนูเลิกเรียนกลับบ้านมาก็จะเห็นพ่อนั่งกินเหล้าอยู่ทุกวัน ถ้าวันหยุดพ่อก็จะบังคับให้ช่วยทำงาน เพราะเขาทำงานแบบต่อเติมบ้าน หนูกับพี่ๆก็ต้องช่วยเขาแบกของทาสีตลอด ณ ปัจจุบัน แม่หย่ากับพ่อมา 5-6 ปีแล้ว แต่หลังจากที่หย่ากัน พ่อก็ไม่ไปไหน ยังอยู่บ้านเดียวกับพวกหนู เขาไม่ยอมออกไป ทางคุณย่าและญาติเขาก็ไม่มีใครรับด้วย และที่สำคัญคือเขาก็เลิกทำงานไปเลย หนูคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยของเขาด้วย เวลาเขาไปทำงานให้ใคร เขาก็จะแอบไปมีอะไรกับภรรยาของลูกค้า หรือด้วยหลายๆอย่างที่ทำให้ลูกค้าไม่กลับมาร่วมงานกับเขา ลูกค้าใหม่ก็ไม่มีเลย ทำให้พ่อไม่มีงาน และไม่มีใครอยากจะยุ่ง ตอนนี้คุณแม่เป็นเสาหลักของบ้านแทนแล้ว แม่ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ทั้งค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน ลูกอีก 4 คน และพ่อที่หย่ากันไปนานแล้ว ตอนนี้พี่สาวกับหนูก็ทำงานแล้ว จะดูแลตัวเองกันและมีช่วยในเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งบ้านของหนูที่อยู่ตอนนี้เป็นอาคารพาณิชย์ เป็นบ้านที่ซื้อแล้ว ชื่อเจ้าของบ้านเป็นชื่อของลูก 3 คน ซึ่งทางครอบครัวก็ได้ประกาศขายบ้านไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจเลย พวกหนูแยกสัดส่วนพื้นที่กัน แม่จะอยู่ชั้น 2 ส่วนพ่อจะอยู่ชั้น 3 เวลากินข้าวก็จะไม่กินร่วมกัน ทุกอย่างแยกกันอยู่หมด แต่เขาจะคอยมาขอเงินตลอด ถ้าไม่ให้เขาก็จะขู่ว่าแบบอย่ากดดันเขามาก เขาไม่อยากฆ่าคนตอนแก่ การที่แบ่งชั้นให้พ่อกับแม่ ก็มีการคุยกันแล้วว่าจะไม่มีการมายุ่งกัน ไม่ให้มาเกี่ยวข้องกันอีก ถ้ามีอะไรต้องคุยผ่านลูกอย่างเดียว แต่พ่อก็ยังเข้าไปทำร้ายแม่ในห้อง ในพื้นที่ของแม่อีก เข้าไปตบตี ซึ่งหนูมีคลิปวิดีโอ มีกล้องวงจรปิดทุกอย่าง หนูเอาไปแจ้งความก็แล้ว ตรวจร่างกายก็แล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะตำรวจบอกว่าเป็นปัญหาของครอบครัว นอกจากเขาทำร้ายแม่แล้ว เขาก็ยังทำร้ายลูกๆอีกด้วย เหมือนเขาพยายามจะเปิดห้องเข้ามา แต่ลูกๆไม่ให้เข้า เขาใช้มีดเหมือนดาบซามูไรแทงสวนมาตรงซอกประตู แล้วเขาบอกให้ออกมาคุย ทุกครั้งที่เกิดเรื่องก็มีการโทรแจ้งตำรวจตลอด พอตำรวจมา พ่อก็จะบอกไม่มีอะไรครับ เขาดูเป็นคนปกติ แบบคุยรู้เรื่องขึ้นมาทันที หนูมีคลิปทุกอย่าง แต่ตำรวจบอกว่าทำอะไรไม่ได้ เหตุสงบแล้ว ไม่ได้เป็นเหตุซึ่งหน้า พวกหนูทำทุกทางแล้ว แจ้งตำรวจหลายรอบมาก แจ้งหน่วยงานความรุนแรงในครอบครัว เขาก็มาทำข้อตกลง ทำสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น หน่วยงานก็บอกว่าเขาทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ตอนนี้หนูห่วงแม่ที่สุด เพราะแม่ก็เพิ่งตรวจพบว่าป่วยเป็นมะเร็ง ร่างกายเขาก็แย่แล้ว จิตใจต้องมาเจอเรื่องอะไรพวกนี้อีก หนูก็เลยติด Digital door lock เพื่อความปลอดภัยของแม่มากขึ้น แต่ล่าสุดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เขาก็พยายามใส่รหัส แล้วก็จะพังประตู พวกหนูก็เลยแจ้งตำรวจอีก เขามาและก็กลับไปเหมือนเดิม... โดยเรื่องนี้ ทั้ง 3 ดีเจได้ให้ความคิดเห็นตรงกันว่า 'ควรที่จะออกมาจากบ้านหลังนี้ก่อน เพราะสถานการณ์ค่อนข้างอันตราย เรื่องที่พ่อใช้ความรุนแรงก็เพิ่งเกิดเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เอง อยากจะให้ถอยออกมาตั้งหลัก คิดหาทางออกในที่ที่ปลอดภัยก่อน การขายตึก หรือ ประกาศขาย อาจจะไม่ใช่ทางออกทั้งหมดของเรื่องนี้ แนะนำให้ ประกาศขายออนไลน์ หาคนมาซื้อตึกอีกที แล้วถ้าคุณแม่มีญาติ ลองขอย้ายไปอยู่บ้านญาติก่อนดีไหม? มันเป็นกรณีฉุกเฉิน คุยกับญาติเลย เพราะการอยู่ต่อไปในบ้านหลังนี้ อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ลองติดต่อหา มูลนิธิ เพจ หรือ สื่อต่างๆ ที่รับเรื่องนี้ พอเรื่องมันดัง มีคนให้ความสนใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้ น่าแปลกใจที่สังคมเป็นแบบนี้ไปแล้ว คนหันไปหาช่องทางช่วยเหลืออื่นๆแทนที่จะไปแจ้งความเพียงอย่างเดียว สุดท้ายทั้ง 3 ดีเจขอส่งกำลังใจไปถึงน้องหลิน ครอบครัว และ ทุกคนในครอบครัวด้วยนะ มีอะไรสามารถอัปเดตเพิ่มเติม ติดต่อทางทีมงานเรามาได้ตลอดเลย'เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ก็งานเสร็จแล้ว จะนั่งต่อเพื่อ ?? สาวออฟฟิศสุดกลุ้ม ถึงเวลาเลิกงานแล้ว แต่หัวหน้าชอบยื้อเวลาให้อยู่ต่อ ทั้งๆที่ไม่มีอะไรต้องทำแล้ว สงสัยจัง ทำไมจะกลับตรงเวลา ถึงเป็นเรื่องยากขนาดนี้ !! พี่ๆในแผนกก็เจอเหมือนกันหมด

27 มิ.ย. 2023

ก็งานเสร็จแล้ว จะนั่งต่อเพื่อ ?? สาวออฟฟิศสุดกลุ้ม ถึงเวลาเลิกงานแล้ว แต่หัวหน้าชอบยื้อเวลาให้อยู่ต่อ ทั้งๆที่ไม่มีอะไรต้องทำแล้ว สงสัยจัง ทำไมจะกลับตรงเวลา ถึงเป็นเรื่องยากขนาดนี้ !! พี่ๆในแผนกก็เจอเหมือนกันหมด

“คุณมน (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาเวลาการเลิกงาน โดย “คุณมน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ได้ 2 เดือนกว่าแล้ว ที่นี่ไม่ใช่บริษัทใหญ่ ตอนแรกหนูคุยกับเขา เขาบอกเข้างาน 09.30 น. เลิกงาน 18.30 น. แล้วเขาก็พูดทิ้งท้ายว่า แต่กลับสักทุ่มครึ่งก็ดีนะ หนูก็เอ๊ะ! แต่ตอนนั้นหนูอยากออกจากงานเก่าเต็มที แล้วเขาก็ให้เงินเดือนหนูเยอะเกินความคาดหมาย หนูก็เลยตัดสินใจทำงานที่นี่ พอเข้ามาทำงานจริงๆแล้ว ในช่วงเดือนแรกๆหนูก็กลับบ้านตรงเวลาอยู่ เพราะหนูเป็นคนกลับบ้านตรงเวลามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่หนูงงว่าทำไมในออฟฟิศไม่มีใครกลับเลย หนูก็เลยค่อยๆตะล่อมถามคนในออฟฟิศว่า เอ้อ...ทำไมไม่มีใครกลับเลย เขาก็เล่าให้หนูฟังว่าเจ้านายเขาไม่ค่อยอยากให้กลับตรงเวลา เขาจะดึงให้ทำงาน บางคนไม่ได้มีอะไรทำ แต่เขาก็ดึงเพื่อให้อยู่ด้วยกันแล้วเขาก็จะบอกว่าเดี๋ยวซื้อข้าวให้กิน พอช่วงหลังๆมาหนูก็ไม่ได้กลับตรงเวลา เพราะว่าจะมีงานให้บ้าง ที่หนูกลับดึกที่สุดตอนนี้ประมาณ 2 ทุ่ม – 2 ทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นการที่หนูกลับเอง คือไม่ไหวแล้ว อยากกลับแล้ว ก็ลาเขาแล้วก็ออกไปเลย ไม่ได้รอเขาตอบกลับอะไร วันที่อยู่ดึกๆกลับช้าหนูก็ไม่ได้โอที แต่มีคนเคยบอกว่าถ้าเกิดวันไหนทำถึง 4 ทุ่ม หนูก็จะได้โอที 200 บาท ส่วนเรื่องอื่นๆ หนูเคยถามว่าลาพักร้อนมีกี่วัน เขาก็ตอบหนูไม่ชัดเจน แล้วเขาก็บอกว่าแต่ต้องทำงานให้ครบปีก่อนนะ ถึงจะได้วันลาพักร้อน แต่เขาก็ไม่บอกจำนวนวัน บรรยากาศในการทำงานมันเป็นสภาวะที่อึดอัด ทุกคนทำงานเหมือนอยู่ในสถานปฏิบัติธรรม เงียบมาก เจ้านายก็นั่งอยู่ในห้องทำงาน แต่พอเจ้านายเดินออกจากห้องทำงาน ทุกคนก็เฮฮาหัวเราะ หนูก็เลยคิดว่าทำไมบรรยากาศมันแตกต่างจังเลย หนูเคยทำที่อื่นมาก่อน แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย และล่าสุดที่เจอมา คือ มีเพื่อนคนนึงเขาป่วยหนักหลายวัน เจ้านายก็เลยให้เรียกรถมายกคอมไปให้ทำที่บ้านเลย การกลับบ้านของเจ้านายแต่ละวันก็แล้วแต่เขาเลย บางวันเขากลับเร็วก็เร็ว บางวันเขากลับดึกก็ดึก วันไหนที่เขากลับเร็วก็เหมือนเป็น Lucky ของพนักงานที่จะได้กลับเร็ว แต่ก็จะมีอีกกรณีนึงที่คนเก่าเขาเล่ามา คือ บางตำแหน่งที่เขาต้องคุยกับลูกค้า แล้วลูกค้าโทรมาให้ทำงานให้ตอนดึกๆ เจ้านายก็จะโทรมาบอกให้อยู่ทำงานก่อน ทำงานให้เสร็จ บางคนเลิกเที่ยงคืน ตี 1 ก็มี ส่วนค่าตอบแทน ที่นี่เขาให้เงินเดือนสูง คนอื่นๆก็ได้เงินเดือนสูงเหมือนกัน ได้โบนัสดี แต่เจ้านายคนนี้เขาก็ดี แค่เรื่องเวลาที่รู้สึกไม่ค่อยโอเค... “คุณมน (นามสมมติ)” อยากถามพี่ๆ ดีเจว่า ควรจะออกจากที่ทำงานนี้เลยมั้ย หรือ ทำต่อไป เพราะเราอยากได้ประสบการณ์ “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำแนะนำว่า ‘เมื่อ15 ปีที่แล้ว ผมก็เคยทำงานออฟฟิศมาก่อน แต่ของผมเป็นออฟฟิศค่อนข้างใหญ่แบบ WorldWide ตอนนั้นก็สัมผัสได้ว่ามันเป็นวัฒนธรรมของงานในสายงานนี้ เมื่อคุณเสร็จงานประจำในช่วงเวลาปกติแล้ว หลังจากนั้นคุณสามารถทำอะไรต่อได้อีกเยอะเลย คุณสามารถทำงานเพื่อส่งประกวด เพื่อแคมเปญต่อๆไป ผมเลิกงานช้าสุดก็ตี 3 - 4 ไปเลย เน้นงานเสร็จไม่ได้เน้นเวลาการทำงาน ก่อนที่จะเลือกช้อยส์ 1 หรือช้อยส์ 2 ต้องถามตัวเองก่อนว่า มนมีทางเลือกหรือเปล่า? มีตัวเลือกอื่นที่จะทำให้มนย้ายและเงินเดือนเพิ่มขึ้น ได้งานที่รับผิดชอบที่สนุกสนานมากขึ้น หน้าที่การงานเติบโตขึ้นก็ย้าย แต่ถ้ารู้สึกว่าตัวเลือกนี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด จากเงินเดือนที่เขาให้มาค่อนข้างสูงและจากที่ฟังมนเล่ามา เขาไม่ได้ดูเป็นคนเลวร้ายอะไร แค่เขาอาจจะขี้เหงา และเป็นหัวหน้าที่บ้างาน บางครั้งหัวหน้าที่บ้างานมักจะเอาความเป็นตัวเองใส่มาให้ลูกน้องด้วย แต่ถ้าไม่มีทางเลือก การที่อยู่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ มนอาจจะได้เจออะไรที่เลวร้ายกว่า 2 เดือนแรกอีก เดี๋ยวอยู่ต่อไป มีถึงตี 1 – 2 วันที่ต้องปิดงานเพื่อจะต้องส่ง นั่นแหละต้องเจออีกแน่ ถ้าไม่มีทางเลือกก็อยู่ต่อไป มีทางเลือกเมื่อไหร่ก็บายบ๊าย เงินเดือนเพิ่มขึ้น ธรรมชาติของงานแบบนี้ย้ายกันบ่อยอยู่แล้ว ยิ่งย้าย มีผลงานเป็นที่พิสูจน์ ยิ่งอัพเงินเดือนเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นพี่เมื่อ 15 ปีที่แล้วพี่ยังคงทำ...’ ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า ‘มนต้องถามตัวเองว่าเป็นคนประเภทไหน แน่นอนมันจะมีคนที่สู้เพื่องาน จะเหนื่อยเท่าไร จะไม่สบายยังไง แต่ถ้าทำงานแล้วงานมันดี มันทำให้เราเจริญเติบโตก้าวหน้ายอมเสียสละ ถ้าเอาแค่ปัญหาที่อยู่แล้วไม่มีงานทำ ก็อาจจะลองถามคนอื่นว่ามีอะไรให้ช่วย เพราะว่างานที่หนูทำอยู่มันไม่ใช่งานที่ทำแล้วจบ มันสามารถทำอย่างอื่นเพื่อเพิ่มสกิล ทักษะอื่นๆได้ ถ้าหนูอยากหาประสบการณ์ คือ มันอยู่ที่ทัศนคติของหนูในการทำงานว่าจะทำให้มันดีกับตัวเองได้หรือเปล่า หรือแค่มานั่งว่างๆเพื่อรอให้คนอื่นกลับ แล้วฉันจะกลับ อันนี้พี่ว่ามันไม่มีประโยชน์ เอาจริงๆ มันควรต้องแก้ที่ตัวหัวหน้า ที่จะให้เขารู้ว่า เวลาในการทำงานมันไม่ได้เท่ากับประสิทธิภาพในการทำงานนะ มันไม่ได้เสมอไปว่า ถ้าทำงานดึกๆ มันจะได้งานที่ดี แต่ถ้าเขาเป็นแบบนี้ เราไปเปลี่ยนเขาไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเราไปเป็นลูกน้องเขา ตอนนี้มันก็มีแค่มนที่ต้องปรับ อยู่แบบนี้ให้ได้ โดยที่อยู่ยังไงให้ดีกับตัวเรา เหมือนที่พี่ถามมนตั้งแต่แรกว่ามนเป็นคนประเภทไหน มันแล้วแต่เลยว่าเราอยากเห็นชีวิตเราเป็นแบบไหน เราเลือกเป็นแบบไหน ซึ่งมันไม่มีถูก ไม่มีผิด มันแล้วแต่ว่าเราแฮปปี้หรือไม่แฮปปี้เท่านั้นเอง ตอนนี้มนต้องถามตัวเองว่ามนแฮปปี้มั้ยที่เป็นแบบนี้ แต่ก็ต้องดูองค์ประกอบอื่นๆด้วยว่า ถ้ามนออก ที่อื่นจะยังไง จะรับเข้าทำงานมั้ย ตอนนี้เงื่อนไขชีวิตเป็นยังไง หรือถ้าทนได้ แล้วไม่มีอะไรทำก็หาอะไรทำได้ ถ้างานมันยังดี เจ้านายดี ติดแค่เวลาการทำงานที่ชอบให้อยู่ดึก ลองชั่งน้ำหนักดูแล้วถ้าข้อดีมันมีเยอะกว่าก็อยู่ต่อ...’ ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้าพี่เป็นเจ้านายแล้วลูกน้องกลับก่อนคนอื่น พี่จะเช็คว่างานเขาเสร็จหรือยัง เพราะฉะนั้นมันจะฟ้องด้วยผลงาน ถ้าเกิดงานหมดมันเสร็จแล้ว มันก็สามารถกลับได้ เราก็เคยไปบอกเขาว่ากลับก่อนนะคะ เขาก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร พี่ว่าเราอาจจะยังไม่ต้องคิดอะไรไปก่อนก็ได้ คือ ถ้ามนทำงานแล้วคุณภาพมันไม่ได้ลดลง มนกลับได้! เจ้านายไม่ไล่ออกหรอก ถ้าคุณภาพการทำงานของมนดี ทำงานเกินเงินเดือน ถึงเวลาเราทำงาน เราทำเต็มที่ วัดกันที่คุณภาพ แต่ถ้าวันไหนที่เขามีเคสเร่งด่วนหน่อย เราก็มีน้ำใจในการช่วยเหลือเขา คนละครึ่งทาง มันก็คือการเอื้ออาทรต่อกัน ถามว่าจะอยู่ต่อหรือพอแค่นี้ เอามวลความสุขของเราว่าการที่เราอยู่ที่นี่เรารู้สึกมีความสุขมั้ย บางทีมันไม่ใช่เรื่องหัวหน้า ไม่ใช่เรื่องเวลาอย่างเดียวหรอก เพื่อนร่วมงาน องค์ประกอบทุกอย่าง เราอยู่แล้วเราโอเคมั้ย แล้วเงินมันจำเป็นมั้ยที่ต้องได้เท่านี้ มันมีปัจจัยให้มนตัดสินใจได้อีกเยอะ 2 เดือนยังตัดสินใจอะไรไม่ได้ ให้เวลากว่านี้หน่อย...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูใกล้เรียนจบวิศวะแล้ว... แต่ตอนนี้รู้สึก ‘กลัวโลกการทำงาน’ จะทำงานได้ไหม? จะต้องเจอกับอะไรบ้าง? พร้อมเผยความในใจ ตอนฝึกงานเคยโดนหัวหน้าแซว เรื่องขนาดหน้าอก ‘ของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก’ เจอแบบนี้ยิ่งกลัวไปเลย!!

28 มี.ค. 2023

หนูใกล้เรียนจบวิศวะแล้ว... แต่ตอนนี้รู้สึก ‘กลัวโลกการทำงาน’ จะทำงานได้ไหม? จะต้องเจอกับอะไรบ้าง? พร้อมเผยความในใจ ตอนฝึกงานเคยโดนหัวหน้าแซว เรื่องขนาดหน้าอก ‘ของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก’ เจอแบบนี้ยิ่งกลัวไปเลย!!

“คุณเอ (นามสมมุติ)” อายุ 25 ปี สายที่สามในรายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหากังวลและกลัวโลกการทำงาน โดย “คุณเอ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูซิ่วมาเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะหนูรู้สึกชอบและอยากทำ ตอนนี้หนูฝึกงานอยู่องค์กรใหญ่องค์กรหนึ่งเกี่ยวกับวิศวกรรม อีก 2 อาทิตย์จะจบแล้ว แต่หนูมีความกังวลและกลัวโลกการทำงานมากๆ เพราะหนูเรียนมาทั้งชีวิต ยังไม่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งถ้าเราทำงานแล้วเราต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเอง หาเงินเอง พอใกล้จะจบก็เลยกลัวว่าจะทำงานยังไง จะทำงานได้มั้ย? หนูเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าพอจบแล้วจะไปทำงาน หางานทำที่เราทำได้ แล้วเรารู้สึกโอเค คุณสมบัติของเราได้ ทำงานไปใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แต่พอหนูไปลองฝึกงานมันเหมือนหนูไปเรียนเลย เพราะงานที่ทำค่อนข้างจะเป็นเนื้องานมากๆเลย และด้วยความที่เพศก็เป็นเรื่องสำคัญ หนูเป็นผู้หญิงด้วย แล้วงานทางด้านสายนี้ นอกจากจะเน้นผู้ชายแล้ว ผู้หญิงก็มีแต่อาจจะมีน้อย ในเนื้องานไม่ยากหรอก แต่มันทำให้หนูรู้สึกว่าถ้าไปทำแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง แผนกที่หนูฝึกงานเขาจะให้ฝึกแบบวนไปเรื่อยๆ แต่ยังเกี่ยวกับช่างอยู่ ทุกๆเดือนก็จะเจอหัวหน้าไม่ซ้ำกัน ซึ่งหนูใช้ชีวิตตอนฝึกงาน 3 เดือนแรกหนูรู้สึกแฮปปี้มาก ได้ออกไปดูไซต์งานทุกวัน แต่พอเมื่อเดือนที่แล้วหนูไปเจอหัวหน้าคนนึง หนูโดนพี่หัวหน้าคนนี้แซวเรื่องขนาดหน้าอก เพราะหน้าอกของหนูค่อนข้างที่จะพลัสไซส์ไปหน่อย แล้วมันเหมือนไปสะดุดตาเขา เขาชอบพูดว่าของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก เขาแซวหนูตั้งแต่วันแรกที่หนูฝึกกับเขา จนวันสิ้นเดือนที่หนูฝึกกับเขาเลย เลยทำให้หนูรู้สึกไม่ดีเลย และเรื่องนี้ก็เป็นส่วนนึง แต่เรื่องกลัวการทำงานก็เป็นอีกส่วนนึงด้วย มีวิธีไหนที่ทำให้หนูไม่กลัวการทำงานบ้างหรอคะ? ซึ่งพี่ๆ 3 ดีเจก็ได้ให้คำแนะนำ “คุณเอ” ว่า ‘มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เหมือนเราย้ายโรงเรียนใหม่ ย้ายสังคมใหม่ เป็นธรรมดาที่เรามองไม่เห็นภาพสังคมใหม่ เราจะกังวลไปก่อน แนะนำว่าให้อยู่กับปัจจุบัน เรียนมันไปแต่ละวันว่าสิ่งที่เราทำอยู่ เราชอบมั้ย แฮปปี้มั้ย? ถ้าเอาเรื่องเงินเป็นหลักในยุคนี้ไม่แนะนำให้ทำงานงานเดียว แต่ถ้าจะเอาเรื่องประสบการณ์ไม่ต้องคิดมากอะไรเลย แค่เรียนถูก เรียนผิดมันไปเรื่อยๆ ตามหาสิ่งที่เราชอบ วันนี้เรายังไม่มีประสบการณ์ เราก็แค่เด็กฝึกงาน แต่ถ้าวันนึงได้ไปทำงานบริษัทจริงๆ จะได้เรียนรู้อะไรมากกว่านั้น ทุกอย่างจะเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย เท่าที่ฟังมา เอมีสกิลที่จะไปได้ในสายงานนี้ เพราะถ้าไม่รอดมันก็น่าจะไม่รอดตั้งแต่ฝึกงานแล้ว ถ้าเราได้ไปฝึกงานแล้วทำงานอย่างกับงานจริงเลย ถึงแม้จะไม่ได้ทำที่นั่น เราก็สามารถเอา Portfolio ไปยื่นที่อื่นได้ เด็กจบใหม่ที่ฝึกงานจริงมาแล้ว มีประสบการณ์จริงมาแล้ว เงินเดือนไม่แพง ทำงานได้ ใครเขาจะไม่เอา... ส่วนเรื่องหัวหน้าที่ sexual harassment มันเป็นเรื่องที่พูดยากเลย เพราะเราเป็นเด็กฝึกงาน เราทำอะไรไม่ได้หรอก ต่อให้เราไปบอก HR เขาก็ต้องเข้าข้างหัวหน้าคนนั้นอยู่ดี ถ้าเป็นพวกพี่ ยิ่งไปเจอคนแบบนี้ เราจะคิดเลยว่าสักวันนึงเราจะเก่ง จะเป็นหัวหน้าวิศวกรหญิงที่วันนึงจะมาคุยกับเขาในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าเขา และเขาจะมาพูดแบบนั้นกับเราไม่ได้อีกเลย เราต้องหาแรงผลักดันที่ทำให้ไปถึงจุดที่เราหวังไว้ว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้... ไม่ใช่แค่คนในสายงานนี้ที่จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด คนแบบนี้มีอยู่ทั่วไปแหละ ไม่จำเป็นต้องไปทำงานวิศวะ บางทีหน้าปากซอยก็มี ข้างบ้านเราก็เป็น คนแบบนี้มันอยู่รอบตัวเรา อย่าเอาคนแบบนี้มาทำให้สายงานด้านนี้มันดูลบไป ให้หาวิธีที่จะรับมือกับคนแบบนี้ดีกว่า เพราะแต่ละคนก็มีวิธีตอบสนองเวลาเจอเหตุการณ์แบบนี้แตกต่างกันเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ว่างเกิ๊นนน! ผมทำงานบริษัทเกือบปี แต่ไม่ค่อยมีงานให้ทำ ล่าสุดเข้างานตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น แต่ได้ทำแค่ยกของให้พี่ในแผนก ตอนนี้เบื่อมาก... อยากรู้ว่าพนักงานออฟฟิศอื่น ว่างๆทำอะไรกันบ้าง?

04 เม.ย. 2023

ว่างเกิ๊นนน! ผมทำงานบริษัทเกือบปี แต่ไม่ค่อยมีงานให้ทำ ล่าสุดเข้างานตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น แต่ได้ทำแค่ยกของให้พี่ในแผนก ตอนนี้เบื่อมาก... อยากรู้ว่าพนักงานออฟฟิศอื่น ว่างๆทำอะไรกันบ้าง?

“คุณแบงค์ (นามสมมุติ)” สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 มีนาคม 2566) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาที่ว่าควรจะทำอะไรแก้เบื่อในเวลาว่างงาน โดย “คุณแบงค์ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘ผทมีปัญหาเรื่องที่ทำงาน แต่จริงๆแล้วก็เหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สักเท่าไหร่ เพราะปัญหาที่ว่าคือ การว่างงานมากเกินไปในช่วงเวลาที่ทำงาน มันเหมือนกับไม่ค่อยได้มีงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบมาก ผมเพิ่งมาทำงานที่นี่ได้ประมาณ 10 - 11 เดือน เกือบๆปีแล้ว ซึ่งตำแหน่งงานของผมเกี่ยวกับฝ่ายบุคคล ส่วนมากเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเอกสาร ส่วนงานอื่นๆก็แล้วแต่พี่ๆในแผนกจะมอบหมายให้ว่าต้องทำอะไรอย่างเช่นวันนี้ ผมนั่งที่โต๊ะทำงานของผมตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น ผมได้รับมอบหมายงานให้ทำแค่อย่างเดียวคือ ลงไปยกของให้พี่ในแผนก แต่บางครั้งเวลาที่คณะกรรมการหรือกลุ่มผู้บริหารในบริษัทนัดประชุมกัน บริษัทผมก็จะได้รับหน้าที่ให้ช่วยทำเอกสารเกี่ยวกับการประชุมตรงนั้น ซึ่งงานเหล่านี้ก็ไม่ได้มีทุกวัน แต่จะมีเป็นรอบๆไป ทำให้ตัวผมเองแอบเบื่อช่วงเวลาที่ว่างงานอยู่นิดหน่อย โดยผมจะหาวิธีแก้เบื่อด้วยการเล่นเกมหรือดู YouTube ที่โต๊ะทำงานของตัวเองเป็นประจำ และสามารถทำได้แบบเปิดเผย ไม่ต้องแอบไปทำสิ่งเหล่านี้ในห้องน้ำ และผมอยากจะมีการพบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ เนื่องจากภายในแผนกของผมไม่ค่อยจะมีผู้ชาย มีแต่ผู้หญิงเกือบหมดทั้งแผนกแต่ช่วงประมาณกลางปีหลังจากนี้ทางบริษัทจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนงาน ซึ่งเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจเพราะตัวผมเองจะได้ไปเรียนรู้งานของแผนกอื่นๆบ้าง อาจจะได้ไปเจอกับเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ ที่พร้อมจะให้เราได้อยู่ในทีมทำงานและให้เราได้ช่วยเหลืองาน หรือให้เราได้แสดงความคิดเห็นบ้าง ภายในอนาคตหากทางบริษัทมีการปลดหรือเลิกว่าจ้างพนักงานขึ้นมา ตัวผมเองก็ไม่ได้กังวลขนาดนั้นและคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะว่าบริษัทนี้ค่อนข้างที่จะมั่นคง โดยก่อนหน้านี้ผมก็เคยไปปรึกษาคนอื่นๆ แล้วคำตอบที่ได้คือ ก็ดีแล้วนิ อยู่ตลอด ผมอยากถามพี่ๆว่า พนักงานออฟฟิศ ถ้ามีเวลาว่าง เขาทำอะไรกัน เพราะตอนที่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ ผมก็จะค่อนข้างยุ่งอยู่ตลอด ทั้งเรียน ทั้งอ่านหนังสือ หรือทำงานทำวิจัย แต่ตอนนี้ผมเบื่อมากๆงานนี้ทั้ง 3 ดีเจ ก็ได้ให้คำแนะนำว่า สถานการณ์ที่คุณแบงค์เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ถ้าให้ช่วยแนะนำกิจกรรมยามว่างก็คงจะเป็นการหาความรู้รอบตัวเพิ่มดีกว่า เช่น การดูสารคดีที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์จิตวิทยา, คดีลึกลับหรือคดีฆาตรกรรมต่างๆ เพื่อให้รู้ลึกถึงความคิดของฆาตกรแต่ละคน, หรือ จิตวิทยาแบบเชิงวิทยาศาสตร์ รับรองความรู้รอบตัวจะเพิ่มขึ้นอีกเยอะมากแถมฆ่าเวลาได้ดีอีกด้วย เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-