เจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ จะทำยังไงกันคะ? โกหกเพื่อนร่วมงานว่า ‘พ่อตาย’ สุดท้ายสืบรู้ว่า… วันนั้นเค้าแอบไปกดบัตรคอนเสิร์ต แล้วลาออกจากงานไปเลย ไม่ส่งต่องานใดๆ พีคสุด เค้าวางแผนมาตั้งนานแล้วว่าจะออก!!

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ จะทำยังไงกันคะ? โกหกเพื่อนร่วมงานว่า ‘พ่อตาย’ สุดท้ายสืบรู้ว่า… วันนั้นเค้าแอบไปกดบัตรคอนเสิร์ต แล้วลาออกจากงานไปเลย ไม่ส่งต่องานใดๆ พีคสุด เค้าวางแผนมาตั้งนานแล้วว่าจะออก!!

10 มี.ค. 2023

“คุณไข่หวาน (นามสมมุติ)” สายสุดท้ายในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (08/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนร่วมงานมาโกหกใส่

โดย “คุณไข่หวาน (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘พอดีว่าช่วงกลางเดือนที่แล้ว เพื่อนที่ทำงานเขาแจ้งว่าพ่อเขาเสีย แล้วเขาก็ลางานไป พอถึงสิ้นเดือน วันที่เงินเดือนออก เขาก็ออกจากกรุ๊ปไลน์ไปเลย แบบเขาออกจากงานไปเลย จนเราไปเจอในทวิตเตอร์ของเขาว่าพ่อเขาไม่ได้เสีย เพราะวันที่เขาบอกว่าพ่อเขาเสีย คือเขากดบัตรคอนเสิร์ตอยู่ ใช้ชีวิตปกติ เขามีแพลนจะลาออกอยู่แล้วด้วย แบบสิ้นเดือนนี้จะลาออกแล้ว แต่เขาก็ไปแบบไม่ได้ลา ไม่ได้บอกหัวหน้าอะไรเลย

ลักษณะงานที่เราทำมันเป็นโปรเจกต์ ต้องมีการพูดคุยกับลูกค้า แล้วเขาก็เป็นคนประสานงานกับลูกค้า ซึ่งเขาออกไปแบบไม่ได้ส่งต่องาน ไม่ได้รับผิดชอบตรงนี้เลย ไม่มีใครรู้ หัวหน้าก็ไม่รู้ ตอนแรกที่เขามาบอกว่าพ่อเขาเสีย เราก็เห็นใจเขาว่าแบบสูญเสีย แต่พอเรามารู้ทีหลัง คือเรา พี่ๆทุกคนในทีมและหัวหน้าก็พูดกันว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

หัวหน้าอยากให้เรื่องนี้จบแล้ว แต่หนูเห็นทวิตเตอร์เขาหนูอยากจะไปบอกกับเขาว่าแบบทำไมคุณถึงทำแบบนี้ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า การที่หนูจะไปทำแบบนี้มันจะเกินไปมั้ย? แล้วถ้าพี่ๆเจอเหตุการณ์แบบนี้จะรับมือกันยังไง?

ทั้ง 3 ดีเจ ให้ความคิดเห็นว่า ‘มันเป็นนิสัย และความรับผิดชอบแต่ละบุคคล ถ้าเค้าทำแบบนี้ แสดงว่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง ซึ่งถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับดีเจทั้ง 3 คน ก็จะไม่เสียเวลาไปทวงถามความถูกต้อง มันไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป แต่ถ้าเป็นการทักไปถามเรื่องงานที่ค้างอยู่ก็ถามได้ เพราะเป็นเรื่องงาน

และถ้าส่วนตัวไม่ได้สนิทกับคนนี้ ก็ยิ่งต้องปล่อยไปเลย เพราะขนาดคนที่เป็นพ่อเค้ายังไม่แคร์เลยถึงขั้น โกหกว่าตายแล้วเค้าจะแคร์เราไหม? เค้าทำแบบไหน ก็จะได้แบบนั้น เราควรมองอีกมุม ดีด้วยซ้ำที่องค์กรเรา คนแบบนี้ได้ออกไปแล้ว ส่วนถ้าต้องสื่อสารกับลูกค้าก็แค่บอกว่า มีการเปลี่ยนตัวพนักงาน หรือคนรับผิดชอบ แล้วก็หาคนทำงานต่อ

ท้ายที่สุดถ้าเค้าเป็นคนแบบนี้ ลักษณะแบบนี้ ไปทำงานที่ไหนก็จะไม่รอดหรอก ท่องไว้เลยว่า เค้าออกไปดีแล้วกับเราไม่ต้องไปตามด่า หรือต่อว่าอะไรเค้า มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย...

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูใกล้เรียนจบวิศวะแล้ว... แต่ตอนนี้รู้สึก ‘กลัวโลกการทำงาน’ จะทำงานได้ไหม? จะต้องเจอกับอะไรบ้าง? พร้อมเผยความในใจ ตอนฝึกงานเคยโดนหัวหน้าแซว เรื่องขนาดหน้าอก ‘ของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก’ เจอแบบนี้ยิ่งกลัวไปเลย!!

28 มี.ค. 2023

หนูใกล้เรียนจบวิศวะแล้ว... แต่ตอนนี้รู้สึก ‘กลัวโลกการทำงาน’ จะทำงานได้ไหม? จะต้องเจอกับอะไรบ้าง? พร้อมเผยความในใจ ตอนฝึกงานเคยโดนหัวหน้าแซว เรื่องขนาดหน้าอก ‘ของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก’ เจอแบบนี้ยิ่งกลัวไปเลย!!

“คุณเอ (นามสมมุติ)” อายุ 25 ปี สายที่สามในรายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (22/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหากังวลและกลัวโลกการทำงาน โดย “คุณเอ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูซิ่วมาเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะหนูรู้สึกชอบและอยากทำ ตอนนี้หนูฝึกงานอยู่องค์กรใหญ่องค์กรหนึ่งเกี่ยวกับวิศวกรรม อีก 2 อาทิตย์จะจบแล้ว แต่หนูมีความกังวลและกลัวโลกการทำงานมากๆ เพราะหนูเรียนมาทั้งชีวิต ยังไม่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งถ้าเราทำงานแล้วเราต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเอง หาเงินเอง พอใกล้จะจบก็เลยกลัวว่าจะทำงานยังไง จะทำงานได้มั้ย? หนูเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าพอจบแล้วจะไปทำงาน หางานทำที่เราทำได้ แล้วเรารู้สึกโอเค คุณสมบัติของเราได้ ทำงานไปใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แต่พอหนูไปลองฝึกงานมันเหมือนหนูไปเรียนเลย เพราะงานที่ทำค่อนข้างจะเป็นเนื้องานมากๆเลย และด้วยความที่เพศก็เป็นเรื่องสำคัญ หนูเป็นผู้หญิงด้วย แล้วงานทางด้านสายนี้ นอกจากจะเน้นผู้ชายแล้ว ผู้หญิงก็มีแต่อาจจะมีน้อย ในเนื้องานไม่ยากหรอก แต่มันทำให้หนูรู้สึกว่าถ้าไปทำแล้วจะต้องเจออะไรบ้าง แผนกที่หนูฝึกงานเขาจะให้ฝึกแบบวนไปเรื่อยๆ แต่ยังเกี่ยวกับช่างอยู่ ทุกๆเดือนก็จะเจอหัวหน้าไม่ซ้ำกัน ซึ่งหนูใช้ชีวิตตอนฝึกงาน 3 เดือนแรกหนูรู้สึกแฮปปี้มาก ได้ออกไปดูไซต์งานทุกวัน แต่พอเมื่อเดือนที่แล้วหนูไปเจอหัวหน้าคนนึง หนูโดนพี่หัวหน้าคนนี้แซวเรื่องขนาดหน้าอก เพราะหน้าอกของหนูค่อนข้างที่จะพลัสไซส์ไปหน่อย แล้วมันเหมือนไปสะดุดตาเขา เขาชอบพูดว่าของเอ็งใหญ่กว่าของเมียพี่อีก เขาแซวหนูตั้งแต่วันแรกที่หนูฝึกกับเขา จนวันสิ้นเดือนที่หนูฝึกกับเขาเลย เลยทำให้หนูรู้สึกไม่ดีเลย และเรื่องนี้ก็เป็นส่วนนึง แต่เรื่องกลัวการทำงานก็เป็นอีกส่วนนึงด้วย มีวิธีไหนที่ทำให้หนูไม่กลัวการทำงานบ้างหรอคะ? ซึ่งพี่ๆ 3 ดีเจก็ได้ให้คำแนะนำ “คุณเอ” ว่า ‘มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เหมือนเราย้ายโรงเรียนใหม่ ย้ายสังคมใหม่ เป็นธรรมดาที่เรามองไม่เห็นภาพสังคมใหม่ เราจะกังวลไปก่อน แนะนำว่าให้อยู่กับปัจจุบัน เรียนมันไปแต่ละวันว่าสิ่งที่เราทำอยู่ เราชอบมั้ย แฮปปี้มั้ย? ถ้าเอาเรื่องเงินเป็นหลักในยุคนี้ไม่แนะนำให้ทำงานงานเดียว แต่ถ้าจะเอาเรื่องประสบการณ์ไม่ต้องคิดมากอะไรเลย แค่เรียนถูก เรียนผิดมันไปเรื่อยๆ ตามหาสิ่งที่เราชอบ วันนี้เรายังไม่มีประสบการณ์ เราก็แค่เด็กฝึกงาน แต่ถ้าวันนึงได้ไปทำงานบริษัทจริงๆ จะได้เรียนรู้อะไรมากกว่านั้น ทุกอย่างจะเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย เท่าที่ฟังมา เอมีสกิลที่จะไปได้ในสายงานนี้ เพราะถ้าไม่รอดมันก็น่าจะไม่รอดตั้งแต่ฝึกงานแล้ว ถ้าเราได้ไปฝึกงานแล้วทำงานอย่างกับงานจริงเลย ถึงแม้จะไม่ได้ทำที่นั่น เราก็สามารถเอา Portfolio ไปยื่นที่อื่นได้ เด็กจบใหม่ที่ฝึกงานจริงมาแล้ว มีประสบการณ์จริงมาแล้ว เงินเดือนไม่แพง ทำงานได้ ใครเขาจะไม่เอา... ส่วนเรื่องหัวหน้าที่ sexual harassment มันเป็นเรื่องที่พูดยากเลย เพราะเราเป็นเด็กฝึกงาน เราทำอะไรไม่ได้หรอก ต่อให้เราไปบอก HR เขาก็ต้องเข้าข้างหัวหน้าคนนั้นอยู่ดี ถ้าเป็นพวกพี่ ยิ่งไปเจอคนแบบนี้ เราจะคิดเลยว่าสักวันนึงเราจะเก่ง จะเป็นหัวหน้าวิศวกรหญิงที่วันนึงจะมาคุยกับเขาในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าเขา และเขาจะมาพูดแบบนั้นกับเราไม่ได้อีกเลย เราต้องหาแรงผลักดันที่ทำให้ไปถึงจุดที่เราหวังไว้ว่ามันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้... ไม่ใช่แค่คนในสายงานนี้ที่จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด คนแบบนี้มีอยู่ทั่วไปแหละ ไม่จำเป็นต้องไปทำงานวิศวะ บางทีหน้าปากซอยก็มี ข้างบ้านเราก็เป็น คนแบบนี้มันอยู่รอบตัวเรา อย่าเอาคนแบบนี้มาทำให้สายงานด้านนี้มันดูลบไป ให้หาวิธีที่จะรับมือกับคนแบบนี้ดีกว่า เพราะแต่ละคนก็มีวิธีตอบสนองเวลาเจอเหตุการณ์แบบนี้แตกต่างกันเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูสู้ไม่ไหวแล้ว... 15 ปีที่แล้วเคยคบแฟนคนนึง เวลาเราสองคน ทะเลาะกัน เขาจะชอบพูดว่า “ถ้าเลิกกัน ต้องมีคนใดคนนึงตาย” หนูเลยตอบไปว่า “หนูยังไม่อยากตาย ถ้าพี่จะตายเชิญตายไปก่อนเลย” หลังจากนั้น 3 วัน เขาฆ่าตัวตายจริงๆ นับจากวันที่เสียชีวิต ผ่านมาแล้ว 9 ปี...

02 มิ.ย. 2023

หนูสู้ไม่ไหวแล้ว... 15 ปีที่แล้วเคยคบแฟนคนนึง เวลาเราสองคน ทะเลาะกัน เขาจะชอบพูดว่า “ถ้าเลิกกัน ต้องมีคนใดคนนึงตาย” หนูเลยตอบไปว่า “หนูยังไม่อยากตาย ถ้าพี่จะตายเชิญตายไปก่อนเลย” หลังจากนั้น 3 วัน เขาฆ่าตัวตายจริงๆ นับจากวันที่เสียชีวิต ผ่านมาแล้ว 9 ปี...

“คุณบี (นามสมมติ)”อายุ 30 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [31 พ.ค. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก - ดีเจเฟี๊ยต – ดีเจต้นหอมเกี่ยวกับปัญหาที่โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้แฟนฆ่าตัวตาย โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนคนนี้มา 15 ปีแล้ว เขาเป็นแฟนคนแรกของหนูด้วย คบกันมานานมาก เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่พูดจาไม่ค่อยดี พูดตรงๆ คบกับเขามาสักพักนึง ในช่วงมหาลัยหนูจะติดเที่ยว ติดเพื่อน แล้วก็จะทะเลาะกันบ่อยมาก พอทะเลาะกัน เขาก็พูดมาคำนึงว่า ถ้าเกิดจะเลิกกัน จะต้องมีคนใดคนนึงตาย ด้วยความที่เราเป็นคนปากไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยพูดออกไปว่า หนูยังไม่อยากตาย หนูยังอยากใช้ชีวิต ยังไม่พร้อมที่จะตายตอนนี้ ถ้าพี่อยากตาย พี่ไปตายก่อนเลย พอหลังจากนั้น 3 วัน หนูเพิ่งมารู้จากเพื่อนของเขาว่า เขาฆ่าตัวตายจริงๆ จากนั้นหนูก็ช็อคมาหลายปี รักษาซึมเศร้ามาตลอด หลังจากที่เขาตาย ทั้ง พ่อแม่ และญาติเขาก็จะทักมา โทรมา ด่าหนูตลอด บอกว่า หนูเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเขาตาย หนูก็รู้สึกผิดมาตลอด จนคิดว่าถ้าหนูเป็นฝ่ายไปแทนได้ หนูก็จะไป หลังจากนั้นหนูก็อยากใช้ชีวิต ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ จนไปเจอกับผู้ชายอีกคนนึงที่ดีมาก เขามาขอหนูแต่งงาน แต่กลับกลายเป็นหนูไม่กล้า หนูรู้สึกจมอยู่ตรงนี้นานมาก ก้าวออกไปไม่ได้ ไม่ได้ตอบรับไป หนูฟังรายการมาตลอด หนูรู้สึกว่าอยากจะคุยกับคนนอกบ้าง อยากฟังความคิดเห็น บางครั้งหนูยังคิดที่จะไม่อยากมีชีวิตอยู่เลย เพราะคำพูดที่หนูเคยพูดออกไป มันวนกลับมาในหัวหนูตลอดเลย หนูมีปรึกษาแพทย์ รักษาตามอาการ เขาก็พูดว่า เราต้องปล่อยวาง แต่หนูพยายามแล้วก็ไม่สามารถทำได้ ณ วันนั้นหนูไม่คิดว่าพี่เขาจะตายจริงๆ หนูพูดไปอย่างงั้น หนูพยายามอธิบายทางญาติฝั่งเขาแล้ว แต่เขาไม่ฟังเลย เขาพูดแค่ว่าหนูเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเขาตาย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสีย หนูรู้สึกว่าเหมือนบางครั้งหนูก็ดีขึ้น บางครั้งหนูก็รู้สึกแย่ลงมากๆ ยิ่งหนูพยายามหนีจากครอบครัวเขาเท่าไหร่ เหมือนครอบครัวเขาพยายามตอบย้ำตลอดว่าหนูเป็นคนผิด พี่เขาจะพูดเสมอว่า ถ้าเลิกกัน จะต้องมีคนใดคนนึงตายไป พูดตลอด จนหนูถึงพูดคำนั้นไปว่ายังไม่พร้อมที่จะตายจริงๆ ตอนนี้รู้ไม่อยากฟังคำตอกย้ำใดๆแล้ว หนูอยากจะเดินไปข้างหน้าจริงๆ หนูตัดการติดต่อ พยายามหนีมาตลอด เปลี่ยนเบอร์ เปลี่ยนเฟซบุ๊กมาเป็นสิบๆรอบ แต่หนูยังไม่เคยสู้กลับใดๆกับญาติฝั่งนั้น มีครั้งนึงที่แม่เค้าเอาสเปรย์มาฉีดที่รถหนู เขียนว่า มึงทำให้ลูกกูต้องตาย ทำถึงขั้นนั้นเลย แต่หนูไม่ได้แจ้งความอะไรเลย แต่หนูก็รู้ว่าเป็นฝีมือของแม่เค้า ปัจจุบันเขายังมาระราน ตามมาที่ทำงาน จนหนูลาออกจากงานเลย หนูแค่อยากจะบอกว่าหนูไม่ได้อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้เลย เรื่องมันเป็นไปแล้ว หนูกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้เลย หนูควรจะทำยังไง ควรจะใช้ชีวิตยังไง? หนูจะต้องอยู่ต่อไปยังไง? เหมือนหนูต้องอยู่กับอดีตไปตลอดเวลา ตอนแรกหนูคิดว่าหนูกลัวเรื่องราวในอดีต แต่หนูคิดว่าหนูทำใจได้ระดับนึงแล้ว แต่ปัจจุบันนี้คิดว่าหนูกลัวครอบครัวของเขามากกว่า นับตั้งแต่วันที่เขาเสียญาติเค้าก็จะทักแชทมาด่า แอดเฟสมาด่าตลอด เพื่อนหนูก็แนะนำให้ด่ากลับไปเลย แต่หนูไม่กล้า พอได้ยินเสียงเขา หนูก็จะรีบกดวางสายไปเลย ตอนนี้หนูควรไปแจ้งความไหมคะ?’ สำหรับความคิดเห็นของ “ดีเจต้นหอม” แนะนำว่า ควรไปแจ้งความเพราะตอนนี้เราเป็นฝ่ายโดนระราน รังควานมาตลอด ทั้งฉีดสเปรย์รถ ทั้งตามไปที่ทำงาน เราควรไปแจ้งความไว้ “ดีเจเฟี๊ยต” เสริมว่า ควรจะหาคนที่คุยด้วยได้ มีอะไรก็ปรึกษาเขา เช่น เพื่อน หรือ นักจิตวิทยา เพราะถ้าไม่มีใครที่คอยช่วยคิด จะกลายเป็นเราที่อยู่คนเดียว จมอยู่กับเรื่องนั้นๆ อย่ากลัวว่าเราจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนรึเปล่า? ถ้าท้ายที่สุดถ้าเขาเดือนร้อน เขาก็แค่จะไม่ช่วย แต่ถ้าคนที่เราสนิทและไว้ใจ เราขอเขา แล้วเขาช่วย มันจะเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันมันแน่นขึ้น ชีวิตเราควรที่จะ Connect กับคนอื่น อยากจะให้ปรับตรงนี้ เพราะชีวิตควรจะมีใครสักคนที่คอยรับฟังเรา “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าต่อว่า “หนูอยากรู้ว่าหนูควรจะสู้กับเขาไหม? แล้วควรจะสู้กับเขายังไง? หนูรู้สึกยอมไม่ไหวแล้ว หนูเปลี่ยนโซเชียลมีเดียมาเยอะแล้ว เปลี่ยนงานมาเป็นสิบงานแล้ว หนูรู้สึกไม่ไหวแล้วจริงๆ” ด้าน “ดีเจเผือก” ให้ความเห็นว่า ถ้าตอนนี้มีคนใหม่ที่เข้ามาแล้ว เขาควรจะเป็นคนที่มาช่วยซัพพอร์ตเราเรื่องนี้ ช่วยเหลือเรา ลองเปิดใจคุยกับเขาดูไหม? เหมือนเขาจะเป็นหลัก คอยเป็นเซฟโซนให้เรา มันก็จะทำให้เราผ่านเรื่องนี้ไปด้วย โดยที่ไม่เก็บเรื่องนี้ไว้เพียงลำพังแบบที่ผ่านมา นอกจากนี้ “ดีเจเฟี๊ยต” ยังกล่าวเสริมว่า ดีเจเฟี๊ยตมองเรื่องนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ก้อนด้วยกัน อย่างแรกคือเรื่อง ‘สาเหตุการตายของเขา’ มีความรู้สึกว่าการที่คนเราจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองนั้น มักจะมีสาเหตุหลายๆอย่างประกอบกันด้วย บางทีเขาอาจจะมีภาวะซึมเศร้าร่วมอยู่ด้วย ถ้าเปรียบเทียบให้เห็น การที่เราใช้คำคำเดียวด่าคนอื่นๆ แต่ละคนก็จะมีปฏิกิริยาตอบรับไม่เหมือนกันเลย เผอิญว่าส่วนผสมของบีที่มีตอนนั้น กับส่วนผสมของเขาที่มีตอนนั้น มันบังเอิญเหมาะกันพอดี ถ้าถามพี่ว่าสาเหตุเดียวเลยมั้ยที่ทำให้เขาฆ่าตัวตาย คือ บี พี่ว่ายังไม่ใช่ สำหรับข้อที่สองคือ ‘การระรานของครอบครัวเขา’ ถ้าแรกๆ พี่พอเข้าใจว่าเป็นการสูญเสีย คือปกติแล้วมันจะมีระดับของการสูญเสีย หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่ผ่านมาแล้ว เขายังไม่ผ่านตรงนั้นมาได้เลย รู้สึกว่าครอบครัวเขาก็ยังไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ถ้ามองในมุมนี้ บ้านเขาก็ค่อนข้างน่าสงสารทั้งบ้าน เพราะเขาไม่สามารถก้าวต่อไปได้เลย เลยเลือกที่จะเอาเราเป็นสาเหตุว่าทำให้ลูกเขาตาย ณ วันนั้น บีไม่ได้ถือมีดบังคับเขาว่า ต้องตายสิ ตายเลย บีก็ไม่ได้ทำ ดังนั้นมันก็ค่อนข้างไม่แฟร์สำหรับบีเลย ถ้าผ่านมาขนาดนี้แล้วยังโทษเรา ขอกล่าวเสริมว่าการที่ใครไม่สมหวังในความรัก ไม่ควรจะจดชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะมันส่งผลต่อคนอื่นไปหมด กระทบกันไปหมด เพราะฉะนั้นในส่วนที่ครอบครัวเขามาระรานเรา ให้เราคิดว่าเรากำลังรับมือกับคนที่อยู่ในสภาวะไม่ปกติ ควรสงสารเขาด้วยซ้ำ คิดว่าอาจจะต้องไปบำบัดกันทั้งครอบครัวด้วย สำหรับข้อที่สาม คือประเด็นที่บี “โทษตัวเองว่าไม่ดีพอ เลยทำให้ไม่กล้าเริ่มต้นใหม่กับใคร” ผิดไม่ผิดอยากไร อยากให้ดูที่เจตนา คราวหน้าอยากจะให้บีทบทวนตัวเองในเรื่องของท่าทีในการแสดงออก สุดท้ายก็อยากจะมองว่า หยุดที่จะหนีได้แล้ว อย่างน้อยไปแจ้งความไว้สำหรับกรณีที่ เขามาทำให้ข้าวของเราเสียหาย หรือ เกิดคดีความ การแจ้งความไว้ก็อาจจะมาช่วยตรงนี้ได้ อยากจะให้บีมองว่าที่ผ่านมา เราเป็นฝ่ายเสียหายมาเยอะแล้ว เราควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน สิ่งสำคัญคือ ให้อภัยตัวเองด้วย คนนั้นในอดีต กับเราในปัจจุบันที่อายุเท่านี้แล้ว เราคือคนละคนกันแล้ว ณ วันนี้ เรียนรู้ และ เติบโตไปได้แล้ว ก่อนวางสาย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้บอกว่า หนูจะสู้นะคะ และถ้าหนูทำได้หนูจะติดต่อทีมงานมา หนูจะสู้ต่อไป ขอบคุณมากๆเลยนะคะ...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบแฟนมา 5 ปี รู้อีกที... เป็นเมียคนที่ 4 ไม่ทันตั้งตัว ผู้ชายขอไปๆมาๆ หาเมียคนที่ 1 คนที่ 2 เพราะมีลูกด้วยกัน ตอนนี้หนูตัดสินใจถอยออกมาจากบ้านเขาแล้ว... แต่ยังกลัวตัวเองจะใจอ่อนกลับไปหาเขา ถ้าเขาตามมาของ้อ

19 พ.ค. 2023

คบแฟนมา 5 ปี รู้อีกที... เป็นเมียคนที่ 4 ไม่ทันตั้งตัว ผู้ชายขอไปๆมาๆ หาเมียคนที่ 1 คนที่ 2 เพราะมีลูกด้วยกัน ตอนนี้หนูตัดสินใจถอยออกมาจากบ้านเขาแล้ว... แต่ยังกลัวตัวเองจะใจอ่อนกลับไปหาเขา ถ้าเขาตามมาของ้อ

“คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 พ.ค. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟน โดย “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับผู้ชายคนหนึ่งมา 5 ปีแล้ว คบกันตั้งแต่หนูอายุยังไม่ถึง 20 เลย อายุเราสองคนห่างกัน 18 ปี แต่หนูมารู้ตัวอีกทีก็เป็นเมียที่ 4 ของเขาแล้ว ซึ่งช่วงปีแรกๆ หนูไม่รู้อะไรเลย มารู้ก็ช่วงคบกันได้ประมาณ 2 ปีกว่า ตอนที่คบกัน หนูอยู่บ้านเขา เราอยู่ด้วยกันจนไม่มีอะไรให้เอะใจเลย แต่หนูรู้ว่าเขามีลูก เขาบอกเลิกกันแล้ว แต่ต้องติดต่อกับแม่ของลูกตลอด ซึ่งเวลาคุยกันเขาจะคุยต่อหน้าหนู และจะคุยกันแต่เรื่องลูก ในระหว่างที่เขาอยู่กับหนู เขาไม่เคยไปหาลูกเลย วันนั้นหนูทำงานร้านเหล้าแห่งหนึ่ง แล้วก็ไปเจอแฟนคนที่ 3 ของเขา เดินมาคุยกับหนู แล้วถามหนูว่าคุยกับคนนี้อยู่หรอ? หนูก็บอกว่าคุย พอกลับมาถึงบ้านหนูก็ไปถามแฟนหนูว่าคนนี้เขาเป็นใคร ยังไง เขาก็ยอมรับมาว่าเขามีแม่ของลูก 2 คน แล้วลูกอายุเท่ากันด้วย ห่างกันไม่กี่เดือน ก่อนที่เขาจะเอาหนูมาอยู่บ้านด้วย เขาก็เคยอยู่กับคนที่ 3 เหมือนกัน แต่อีก 2 บ้านแรกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน คนที่ 3 ของเขาอยู่จังหวัดเดียวกัน แต่คนละอำเภอ หนูก็ไม่เคยรู้ว่ามีคนนี้อยู่ ซึ่งช่วงที่แฟนมาเจอหนู คนที่ 3 เขาไปอยู่ต่างจังหวัด ในระหว่างที่อยู่กับหนูหลายๆเดือน แฟนหนูไม่มีการบินไปหาหรือติดต่อกันเลย จนผู้หญิงคนที่ 3 เขากลับมาแล้วมาเจอหนูว่าหนูไปเฝ้าผู้ชายคนนี้ ซึ่งแฟนหนูเขาก็ทำงานสถานบันเทิงเหมือนกัน เขาไม่เคยเลิกกันเลย เขาบอกกับหนูว่าจะเคลียร์กับทุกบ้านให้ เขาขอรับผิดชอบแค่ลูกของบ้านแรกกับบ้าน 2 แล้วเขาก็ไปเคลียร์กับคนที่ 3 ให้จริงๆ เพราะคนที่ 3 เขามาโวยวายใส่หนู แต่ 2 บ้านแรก หนูก็ไม่ได้อะไร เพราะคิดว่าเขาไม่ได้ติดต่อกัน เพราะหนูอยู่บ้านกับเขาตลอด แทบจะ 24 ชั่วโมง ตอนแรกหนูก็ไปๆมาๆ บ้านหนูกับบ้านเขา แต่ครอบครัวหนูค่อนข้างท็อกซิกนิดนึง หนูก็เลยไม่อยากอยู่บ้าน ส่วนมากก็ใช้ชีวิตที่บ้านเขา หลังจากที่รู้ได้ไม่นาน หนูเข้าโทรศัพท์เขาได้ตลอด แต่เขาไม่รู้ แล้วมีช่วงนึงที่เขาขอไปนอนบ้านแรก เขาบอกเหมือนลูกอยากอยู่กับเขา ซึ่งหนูก็มารู้ทีหลังเหมือนกันว่า บ้านแรกเขาจดทะเบียนและก็ยังไม่ได้หย่ากันด้วย เหมือนบ้านแรกเขาก็รู้ว่าผู้ชายอยู่กับผู้หญิงอีกคนนึง แต่เขาไม่รู้ว่าหนูคือใคร หนูก็โอเค ให้เขาไปได้ หนูเชื่อใจเขา เพราะลูกเขามาอยู่กับหนูก็ไม่ได้ หลังจากนั้นทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เขาก็ไปนอนบ้านแรกทุกสัปดาห์ จนมีอยู่วันนึง หนูเข้าไปเช็คโทรศัพท์เขา หนูเห็นว่าบ้านแรกส่งที่ตรวจครรภ์มาให้เขาดูว่าท้องอีกรอบนึง หลังจากที่หนูรู้ หนูก็นิ่งมาตลอด ไม่เคยถามอะไรเขา หนูนั่งนับเดือนตลอดว่าจะคลอดเดือนไหน จนถึงเดือนที่ใกล้จะคลอด หนูก็คุยกับเขาว่าสรุปจะเอายังไง จะคลอดวันไหน เขาก็อึ้งไปเลย คือ เขาไม่รู้ว่าหนูรู้เรื่องนี้ เขาคิดว่ามีคนมาบอกหนู แล้วเขาก็ยอมรับและบอกว่าเดี๋ยวจะคลอดเร็วๆนี้แล้ว หนูก็เลยถามไปว่าแล้วจะเอายังไง จะให้หนูอยู่ต่อยังไง หนูอยู่ต่อไม่ได้... เขาก็บอกว่าเขาเคลียร์กันแล้ว ผู้ชายจะเอาลูกคนเล็กมาเลี้ยง แล้วให้ผู้หญิงเอาลูกคนโตไป หนูก็เชื่อเขาอีก ถ้าเขาจะเอาลูกมาเลี้ยง หนูก็ยินดีและเต็มใจ เขาบอกว่าเขาขอโทษ เขาพลาด ไม่ได้มีอะไรกันมานานแล้ว พลาดครั้งเดียว มันก็ดันติดเลย ตอนนี้หนูก็เลยคุยกับเขา แล้วก็โอเคกัน จนถึงวันที่ผู้หญิงคนนั้นคลอด เขาก็พาไปส่งและจนถึงตอนนี้ 2 ปี จะ 3 ปีแล้ว เขาก็ไม่ได้กลับมาอยู่บ้านกับหนูอีกเลย แต่ก็ยังคุยกัน เขาแค่ไม่กลับมานอนบ้านด้วยกัน หนูก็ยังอยู่บ้านเขา ตอนนี้ชีวิตหนูเหมือนมีจุดเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง ทุกวันนี้หนูตื่นมาไม่มีความสุขเลย แล้วก็เป็นโรคซึมเศร้าด้วย เราได้เจอกันแค่ตอนเขาเลิกงานวันละ 1 ชั่วโมงเอง บางวันก็ไม่ได้เจอ แค่เวลากินข้าวด้วยกันยังไม่มีเลย เขาให้เหตุผลว่าเขาต้องช่วยดูลูกฝั่งนู้น เพราะผู้หญิงไม่ให้ลูกมาเลี้ยง ในระหว่าง 2 ปีนี้เราก็ยังมีอะไรกับเขา เขาก็ยังวาดฝันให้หนูว่าจะกลับมาอยู่ด้วยกัน จะสร้างนั่น สร้างนี้ด้วยกัน จนสุดท้ายมาถึงทุกวันนี้ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้หนูเก็บเสื้อผ้ากลับออกมาอยู่บ้านหนูแล้ว แต่ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน เขาจะชอบพูดว่าถ้าหนูเจอคนใหม่ที่ดีกว่า หนูไปได้เลยนะ แต่พอทุกครั้งที่หนูจะไปจริงๆ เขาจะมาดึงหนูกลับไปตลอด แล้วหนูก็กลับไปกับเขา ล่าสุดเขาโทรมาแต่หนูไม่ได้รับ ส่งข้อความมาหนูก็ไม่ได้อ่าน หนูพยายามใจแข็งมากจริงๆ แต่หนูกลัวว่าถ้าวันนึงเขาจะมาหาหนู แล้วเจอหน้ากัน หนูกลัวจะใจอ่อน... 3 ดีเจก็ได้ให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก “ดีเจเติ้ล” : สมมุติถ้าเราดิ่งแล้วเค้ากลับมาวิธีแรกเลย คือ เอ็มต้องคิดว่าโหตั้งแต่จับได้จนถึงตอนนี้ มันคือชีวิตของเอ็มที่เสียเวลาไปโดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย จากความทุกข์ใจที่เอ็มต้องรอคนคนนึงอยู่ ไม่มีคำตอบ ไม่มีอะไรให้เราทั้งสิ้น เอาเราไปแขวนไว้ตรงนั้น เหมือนกับเราเป็นอะไรก็ไม่รู้ จะมาก็มา จะไปก็ไป ตอนนี้คำสัญญาของเขา มันคือคำโกหกหลอกลวง เขาไม่ทำจริงหรอก เค้าเคลียร์ก็คงเคลียร์ไปตั้งแต่ตอนนู้นแล้ว มันชัดเจนตั้งแต่ที่บอกเอ็มว่าจะไปดูแลลูกแต่ก็ไปเผลอมีอะไรกันกับเมียคนแรก จนมีลูกอีกรอบ เค้าคงเห็นหนูเป็นแค่ชู้ทางใจ เค้าให้ค่าหนูเท่านี้แหละ เพราะฉะนั้นถ้าเค้าจะดึงให้หนูกลับมาอีกหนูต้องคิดแล้วนะ ว่าถ้าหนูกลับไปหนูก็จะต้องกลับไปเป็นแบบเดิม เวลาที่เหลือในชีวิตหนูอ่ะ หนูอยากจะเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเมื่อไหร่ ตอนเนี่ยไม่มีใครที่จะพาตัวหนูออกมาได้เลย เพราะถ้าหนูกลับไปมันก็เป็นตัวหนูที่เลือกกลับไปเอง ซึ่งมันก็จะไม่มีจุดสิ้นสุดเลย เพราะยังไงเค้าดูก็เป็นคนที่ไม่ปล่อยหนูอยู่แล้ว อย่างที่สอง คือ อยากให้หนูคิดในมุมที่ว่า ตอนนี้มีพ่อกับแม่ที่ต้องการหนู ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทุกอย่างเพื่อดูแลเขา ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่หนักหนาสำหรับชีวิตเราแล้วแหละ แต่ถ้าหนูยังจะมีผู้ชายคนนี้อีก มันก็จะเป็นสามเด้งเลยนะ หนูจะเอาเวลาไหนไปเติบโตในชีวิตอ่ะ หรือไปมีชีวิตที่มันดีขึ้นกว่านี้และระหว่างทางที่หนูมีคนมารู้จัก หนูลองเปิดใจดูก็ได้นะ เผื่อมันจะมีคนดีๆที่เขาเข้ามาแล้ว เขาจะไม่ใช่คนแบบนี้ แล้วทำไมเราจะต้องเสียดายคนดีๆที่มีโอกาสรู้จักไป เพราะผู้ชายแบบนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเค้าลากหนูไปไม่ได้นะ ถ้าหนูไม่กลับไปเอง สุดท้ายมันเป็นขาของหนูสองขาที่เดินตามเขากลับไปเอง เพราะฉะนั้นถ้าหนูรู้ตัวแล้วมันก็เป็นขาของหนูเองที่จะอยู่กับบ้านไม่ออกไปกับเขา... “ดีเจต้นหอม” : เอ็มต้องยอมรับความจริงก่อนว่านี่มันไม่ใช่ความรัก ที่ได้อยู่ มันเป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยน คนรักกันไม่ทำกันอย่างนี้อยู่แล้ว ดูจากพฤติกรรมที่เรามาผู้ชายคนเนี้ยไข่ไปทั่ว แล้วก็เอาไปทั่ว ในจังหวะที่เมียกำลังท้องก็ไปมีอะไรกับอีกคนนึง เอ็มก็บอกเองว่าในขณะที่อยู่กับเอ็มเค้าไม่เคยไปดูลูกเลย แสดงว่าความรับผิดชอบของผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้ดีเลย แต่ในวันนี้คงไปตกลงไปดิวอะไรกับเมียซักอย่างนึง เมียถึงต้องยื่นคำขาดมาว่าต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก เค้าก็เลยให้เอ็มได้แค่นี้ และการได้อยู่บ้านเขามันไม่ใช่สิทธิพิเศษนะ มันแค่ผู้หญิงคนอื่น ไม่ได้มาอยู่เพื่อเฝ้ารออะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่เอ็มอยู่รอ ในวันนี้เป็นเรื่องที่ดีนะที่เอ็มตัดสินใจว่า จะไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว มีทางไป ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเอ็มไม่ใช่เรื่องผู้ชายแต่คือเรื่องเงิน แนะนำให้เปลี่ยนโฟกัสเลย ผู้ชายเอาปัญหาเค้ามาถ่วงอีก เขาก็ไม่ได้เข้ามาให้ความรัก ไม่ได้เข้ามาเป็นแบตเตอรี่ ไม่ได้เข้ามาชาร์จแบตให้ที่ทำให้มี energy หรือรู้สึกดีขึ้น แถมยังทำให้เป็นโรคซึมเศร้าอีก เขาคือภาระ เขาคือมะเร็ง เขาจะก้าวเข้ามาในชีวิตเราไม่ได้แล้ว บล็อกทุกอย่าง แล้วเวลาดิ่งเขาไม่ได้อยู่ช่วยแก้ปัญหา เพราะคนนี้คือคนที่ทำให้เราดิ่งลงไปอีก มันไม่มีทางแบบเติมน้ำให้เต็มในทะเลทราย ซึ่งผู้ชายคนนี้ไม่ใช่โลกทั้งใบของเอ็ม แต่เป็นถังขยะ เอาตัวเราไปอยู่ในที่ที่ถูกต้องดีกว่า โฟกัสวันนี้คือเรื่องงาน เรื่องเงิน คิดว่าวันนี้เราจะทำยังไงให้ได้เงิน ทำยังไงให้สภาพ การเป็นอยู่ของเรามันดีกว่านี้ แล้วมันอาจจะมีคนเข้ามาในชีวิตเอ็มอีกแหละ ให้ระวังในวันที่เราเป็นโรคซึมเศร้า คนที่เข้ามาอาจจะทำให้เราดิ่งอีก วิธีการ คือ อย่าเอาชีวิตตัวเองไปฝากไว้กับคนอื่น เราจะเริ่มมีใครซักคนนึงอาจจะแบบใจเย็นๆ คือ รอดูว่าให้เขามาเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ละ แนะนำให้เช็คบิลเลย เราไม่เอา ถ้าวันนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะออกมา ขั้นแรกคือบล็อก เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นข้อความเขาขึ้นอยู่ จนรู้สึกว่าเนี่ยเค้ามาตามง้อละ มันเป็นการหลอกตัวเองเข้าข้างตัวเองว่าตัวเองสำคัญ ทั้งๆที่ผ่านมาไม่เคยสำคัญเลย แต่เราแค่ปิดประตูความจริงอยู่ เพราะการกระทำเค้ามันชัดมาก คนเป็นแฟนกันหายหัวไปเดือนนึง คนเป็นแฟนกัน มันต้องรู้แล้ว เราต้องรู้แล้วว่าเราไม่ได้สำคัญ แต่นี่หายหัวไปสองเกือบสามปี หล่อเลี้ยงด้วยการมาเจอกันวันละ 1 ชั่วโมง คนรักกันไม่ห่างกันขนาดนั้นอยู่แล้ว ให้มันเจ็บแล้วมันจบ เพราะไม่งั้นมันมูฟออนหรือเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ การที่เราเป็นโรคซึมเศร้าเพราะใครคนหนึ่งที่ไม่ได้รักเรามันสุดมากแล้วนะ จะป่วยทั้งที ก็ป่วยกับคนที่มันสมควรที่ทำให้เราเจ็บหน่อยดิ เพราะเท่าที่ฟังมาไม่มีอะไรดีเลย แต่วันนี้เริ่มต้นใหม่ได้อ่ะ ถ้าลุกขึ้นได้เร็ว ก็วิ่งได้เร็ว คิดซะว่าถึงแล้วต้องวิ่งละ จะไม่ย่ำอยู่กับที่ หมดเวลาละ ปาดน้ำตา ปัดมาสคาร่าออกไปหาแขกเราต้องการเงินค่ะ... “ดีเจเผือก” : พี่ไม่รู้สึกถึง ความมั่นคง ความมั่นใจ ความเด็ดเดี่ยว ที่จะพาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้เลย มันชัดเจนไปหมดเนอะ คนๆหนึ่งที่ผ่านความรักมา 4 เมีย มันไม่น่าจะใช่คนที่เราเห็นได้บ่อยๆ อันนี้เค้าพาตัวเองมาถึงจุดที่มี 4 เมียได้ ปัญหาของเมียแต่ละคนก็เยอะแยะไปอีก ถ้าเป็นคนอื่นเค้าคงพยายามถามหาข้อดีว่าอะไรที่ทำให้เราทนอยู่กับคนๆนี้ได้ เสียทั้งเวลา เสียทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และวันนี้ที่เอ็มโทรมา เอ็มไม่ได้มีพลังพอที่จะพาตัวเองออกมาจากจุดนั้นได้ มันเพราะอะไร คงจะไม่ใช่เรื่องของเหตุผลแล้ว เพราะถ้าวันนี้เราคุยกันด้วยเหตุผล มันไม่มีข้อดีเลยนะ เพราะถ้ามันเป็นเรื่องของเหตุและผล เอ็มทำความเข้าใจกับมันได้ เอ็มคงเดินออกไปนานแล้ว ถ้าการอยู่ใกล้แล้วมันห้ามใจตัวเองไม่ได้ การพาตัวเองไปอยู่อีกที่ก็เป็นทางออกที่ดี ซึ่งพี่ก็เห็นด้วยว่าชีวิตของเอ็มปัญหามันรุมเร้าเหลือเกิน ชีวิตคนเรามันจะมีปัญหาที่เลี่ยงไม่ได้ และเราก็ต้องเผชิญมันในทุกๆวัน แต่มันมีปัญหาที่เอ็มเลี่ยงได้ กับการพอสักทีกับผู้ชายคนนี้ เอ็มหยุดมันได้ แต่เหมือนกับเอ็มไม่ยอมให้ตัวเองออกจากปัญหานี้ คนเราต้องหัดเอาปัญหาออกจากตัวเอง และเราก็เห็นๆกันอยู่ว่าเราสามารถหยุดมันได้ และไม่มีใครมาดึงใครทั้งนั้น เห็นแค่ว่าเค้ากวักมือเรียกเราก็พร้อมที่จะกลับไปหาเขาแล้ว หลังจากนี้ก็เป็นกำลังใจให้ในสิ่งที่ตั้งใจทำให้มันสำเร็จ ไปตั้งหลักที่อื่นยังไงก็ลองดูสักตั้ง ถ้าใจเรามันอ่อนก็ให้เทคโนโลยีช่วย โดยการบล็อกเขาซะ ถ้าวันไหนที่ไม่มีสติก็ย้อนกลับมาฟังสิ่งที่ตัวเองพูดกับพวกพี่ในวันนี้แหละ....เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำยังไงต่อไปดี หนูรู้สึกขยะแขยงตัวเอง... คบแฟนคนนี้มา 5 ปี แฟนเพิ่งมาบอกรสนิยมทางเพศว่าชอบ สวิงกิ้ง เราไม่ชอบเลย แต่ที่หนูยอมเพราะรัก ครั้งแรก เขาพาผู้ชายอีกคนมาให้หนู หนักขึ้นเรื่อยๆ จนครั้งที่สาม เขาพามา 3 คู่ จนหนูทนไม่ไหวแล้ว

07 เม.ย. 2023

ทำยังไงต่อไปดี หนูรู้สึกขยะแขยงตัวเอง... คบแฟนคนนี้มา 5 ปี แฟนเพิ่งมาบอกรสนิยมทางเพศว่าชอบ สวิงกิ้ง เราไม่ชอบเลย แต่ที่หนูยอมเพราะรัก ครั้งแรก เขาพาผู้ชายอีกคนมาให้หนู หนักขึ้นเรื่อยๆ จนครั้งที่สาม เขาพามา 3 คู่ จนหนูทนไม่ไหวแล้ว

“คุณปุกปุย (นามสมมุติ)” อายุ 35 ปี สายที่สามใน รายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 เม.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาไม่ชอบรสนิยมทางเพศของแฟน “คุณปุกปุย (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกันแฟนมา 5 ปี เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาประมาณ 1-2 ปีแรกในความสัมพันธ์ของเราสองคน มันดีหมดทุกอย่างเลย แต่แฟนหนูมีรสนิยมทางเพศที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะเขาชอบสวิงกิ้ง ช่วงแรกๆเขาจะเกริ่นๆก่อนว่าเขาชอบสไตล์นี้ แล้วเขาก็บอกว่าถ้าเรื่องเซ็กส์ไปด้วยกันได้ มันจะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นนะ ด้วยความที่หนูรักเขา ก็เลยพยายามลองเปิดใจครั้งแรก ซึ่งอันดับแรกที่เขาให้ทำก็คือเอาผู้ชายมานวดหนู นวดเสร็จก็มีอะไรด้วยกัน แล้วเขาก็นั่งดู หนูรู้สึกขยะแขยงมาก แต่ก็ต้องทำ เพราะหนูรักเขา หนูอยากรักษาความสัมพันธ์ตรงนี้เอาไว้ แต่พอมีครั้งที่หนึ่ง ก็มีครั้งที่สอง พอมีครั้งที่สอง มันก็ขยับสเต็ปไปอีกแบบนึง จากผู้ชาย 1 คนมานวด ก็กลายเป็นคู่รัก 3 คู่ที่เขามีรสนิยมเดียวกันที่หนูยังยอมอยู่ เพราะรักคำเดียวเลย ที่ผ่านมามันไม่มีความสุขเลย หนูขยะแขยงมาก หนูก็เลยพยายามปฏิเสธ เพราะมันเริ่มมีครั้งที่สี่ หนูก็เลยบอกว่าไม่ไหวแล้ว หนูขอจบแค่ครั้งที่สามพอ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม และเขาก็นอกใจหนู เพียงเพราะหนูไม่ตอบโจทย์เขาเรื่องนี้อีกแล้ว ตอนนี้เราสองคนก็ยังอยู่ในสถานะที่อยู่ด้วยกัน แต่เขาก็มีคนอื่น หนูจับได้แล้วขอให้เขาเลิก แต่เขาก็ไม่เลิก เขาพูดประมาณว่า จะอยู่ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป หนูตอบแบบโง่ๆเลยว่าหนูยอมเขา หนูคิดว่าคนนี้เขาจะคบแบบจริงจัง แต่เขาเพิ่งจะคบกัน ผู้หญิงคนนั้นยังไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เขามีรสนิยมแบบนี้ หนูพยายามที่จะออกจากความสัมพันธ์นี้แล้ว แต่พอหนูคิดถึงเรื่องนั้นหนูก็ยิ่งขยะแขยงตัวเอง รู้สึกด้อยค่าตัวเองมากๆ ไม่กล้าที่จะไปมีคนใหม่3 ดีเจจึงให้คำแนะนำ “คุณปุกปุย (นามสมมุติ)” ว่า ‘การที่หนูเป็นอยู่ตอนนี้คือการด้อยค่าตัวเองมากกว่าอีก เขาเห็นเราเป็นอะไร เราไม่มีค่าอะไรสำหรับเขาเลย แต่หนูยังเลือกให้ตัวเองเป็นแบบนี้ ทั้งๆที่เขาไล่แล้วแต่เรายังไม่ไป เราจะเริ่มด้อยค่าตัวเองก็ต่อเมื่อเราตัดสินใจอยู่ต่อ ซึ่งตอนที่ปุกปุยรู้ตัวว่าไม่ชอบ และปฏิเสธสำเร็จ นั่นคือวันที่ปุกปุยรู้คุณค่าของตัวเองและคุณค่านั้นมันสูงที่สุดเลยนะ การสวิงกิ้งไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเราต้องพังไปทั้งชีวิต มันก็มีกลุ่มคนที่ชอบรสนิยมแบบนี้ แต่ปุกปุยแค่ไปอยู่ผิดกลุ่ม และเขามีรสนิยมแบบนี้เขาก็ไม่ได้ผิดนะ แต่เขาผิดที่เลือกมีคนอื่นแล้วไล่ปุกปุยขนาดนี้ ต้องถามตัวเองว่าเราจะทนไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะเราได้คำตอบแล้วว่าคนๆนี้เขาไม่เคยรักเราเลย และมันเสียเวลาชีวิตถ้าสมมุติวันนึงเขากับผู้หญิงคนนั้นไปไม่รอด แล้วเขากลับมาอยู่กับปุกปุย เราต้องกลับไปสวิงกิ้งอีกนะ ชีวิตมันต้องตกนรกไปอีกนานแค่ไหน ซึ่งเขาก็แสดงออกให้เห็นแล้วว่าถ้าจะอยู่กับเขาได้ ต้องเป็นทาสทางเรื่องเพศเท่านั้น เพราะพอไม่มีเรื่องเซ็กส์ ปุกปุยก็ไม่ได้มีค่าอะไรกับคนๆนี้เลย ส่วนคุณค่าของปุกปุยจะอยู่ที่การตัดสินใจเลยว่าจะยอมอยู่ให้เขารู้สึกว่าเราด้อยค่าต่อไปมั้ย และเมื่อไหร่ที่มูฟออน ตอนนั้นคือมีค่าเลย...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-