คบกับแฟนมา 14 ปี เรากลายเป็นช้างเท้าหน้า แฟนรับผิดชอบอะไรไม่ได้เลย อยู่กันไปก็พึ่งพาอะไรไม่ได้ เราควรทำใจดีมั้ย? ว่าเราต้องเลี้ยงเขาไปตลอดชีวิต

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกับแฟนมา 14 ปี เรากลายเป็นช้างเท้าหน้า แฟนรับผิดชอบอะไรไม่ได้เลย อยู่กันไปก็พึ่งพาอะไรไม่ได้ เราควรทำใจดีมั้ย? ว่าเราต้องเลี้ยงเขาไปตลอดชีวิต

06 พ.ย. 2026

คบกับแฟนมา 14 ปี เรากลายเป็นช้างเท้าหน้า

แฟนรับผิดชอบอะไรไม่ได้เลย

อยู่กันไปก็พึ่งพาอะไรไม่ได้

เราควรทำใจดีมั้ย? ว่าเราต้องเลี้ยงเขาไปตลอดชีวิต

       ‘คุณกระเป๋า’ (นามสมมติ) สายแรกในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 พฤศจิกายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่ตนนั้นต้องเลี้ยงแฟนไปตลอดชีวิตเพราะแฟนไม่เอาไหน พึ่งพาไม่ได้

       ‘คุณกระเป๋า’ (นามสมมติ) อายุ 34 ปี เล่าว่า เธอคบหากับแฟนหนุ่มมาเป็นเวลา 14 ปี แม้จะยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาโดยตลอด ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ แฟนหนุ่มดูแลเธอเป็นอย่างดี ตอนนั้นเธอกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ส่วนแฟนทำงานแล้ว เขาจึงคอยดูแลทั้งเรื่องความเป็นอยู่และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ แต่หลังจากที่เธอเรียนจบและเริ่มต้นทำงาน ทุกอย่างกลับเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

       หลังเรียนจบ คุณกระเป๋าได้ไปทำงานที่ต่างจังหวัด ทำให้แฟนหนุ่มต้องย้ายตามไปอยู่ด้วยอย่างกะทันหัน เขาจึงเริ่มหางานใหม่ในพื้นที่นั้น แต่ทำได้เพียงประมาณ 3 เดือนก็ลาออก เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับงานได้

       ต่อมาแฟนหนุ่มตัดสินใจทำขนมขายด้วยตัวเอง แต่ธุรกิจก็ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยความที่คุณกระเป๋าเป็นคนชอบจัดการและรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ เธอจึงอาสาเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้าน ส่วนแฟนหนุ่มรับหน้าที่เป็นพ่อบ้าน คอยทำความสะอาดและดูแลเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันให้เธอ ทั้งคู่ใช้ชีวิตในรูปแบบนี้มานานกว่าหนึ่งปี จนในที่สุดเธอก็เริ่มมีหนี้บัตรเครดิตค้างชำระเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประจวบกับช่วงเวลานั้นพ่อของเธอโทรมาชวนให้กลับไปช่วยงานที่บ้าน เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อไปได้ เธอจึงตัดสินใจตอบตกลงไป

       การย้ายกลับมาอยู่บ้านครั้งนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอกับแฟนต้องแยกกันอยู่ แต่ แฟนหนุ่มก็ไม่ได้ต้องการกลับไปทำงานประจำอีก ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าจะให้เขาเรียนต่อ โดยหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะสามารถกลับมาช่วยงานที่บ้านของเธอได้ แต่สุดท้ายเขาก็ให้เหตุผลว่าการเรียนเป็นเรื่องยาก จึงไม่ได้ศึกษาต่ออย่างที่ตั้งใจไว้

       คุณกระเป๋าจึงพยายามหาทางออกอีกครั้งด้วยการเสนอให้แฟนหนุ่มลองทำงานขับรถรับส่งผู้โดยสาร โดยในช่วงนั้นเขาได้ย้ายกลับมาอยู่กับเธอ เธอจึงให้เขานำรถของที่บ้านไปใช้หารายได้ก่อน ช่วงแรกเขาออกไปขับรถทุกวันอย่างสม่ำเสมอและมีรายได้ประมาณหนึ่ง แต่ภายหลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เริ่มแบกรับไม่ไหว พ่อของเธอเห็นว่าเป็นปัญหาและเกิดความเป็นห่วงจึงตัดสินใจออกรถยนต์ไฟฟ้าให้แฟนเธอใช้ประกอบอาชีพ เพื่อให้เขาสามารถหารายได้และช่วยให้ครอบครัวตั้งหลักได้

       แต่หลังจากใช้รถคันใหม่ทำงานไปได้ไม่นาน พฤติกรรมของแฟนหนุ่มก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยออกไปขับรถหารายได้ทุกวัน กลับกลายเป็นว่าเริ่มออกไปทำงานสายและกลับบ้านเร็วขึ้น ทำให้ชั่วโมงการทำงานและรายได้ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เขาเริ่มไม่ค่อยกระตือรือร้นและขาดความรับผิดชอบในการทำงาน แม้ข้อดีคือเขายังคงดูแลเธอและช่วยจัดการงานภายในบ้านให้ แต่ในระยะหลัง เธอกลับต้องคอยบอกและย้ำเตือนเรื่องงานบ้านอยู่เสมอ แม้จะบอกให้ทำก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร จนกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ

       กระทั่งเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทนกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อีกต่อไป จึงตัดสินใจยื่นคำขาดกับแฟนหนุ่มว่า หากยังต้องการอยู่ร่วมกัน เขาจะต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ตามเงื่อนไข 6 ข้อ ได้แก่

       1. จัดเตรียมอาหารสำหรับตัวเองให้ได้ในแต่ละวัน

       2. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเอง

       3. เก็บเงินค่าประกันรถจำนวน 30,000 บาทต่อปีมาจ่ายให้เธอ โดยแบ่งเป็นเดือนละ 3,000 บาท 

       4. รับผิดชอบดูแลและทำความสะอาดบ้าน

       5. ดูแลสุนัขที่บ้าน

       6. ซักผ้าสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

       ในเดือนแรกแฟนหนุ่มสามารถทำตามเงื่อนไขได้ แต่เมื่อเข้าสู่เดือนถัดมากลับทำได้เพียงประมาณ 40% โดยเฉพาะเรื่องการเก็บเงินค่าประกันรถที่เขาไม่สามารถทำได้ เนื่องจากรายได้จากการทำงานขับรถนั้นไม่สม่ำเสมอ 

       นอกจากนี้ เธอยังมองว่าแฟนหนุ่มเป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนกับการใช้ชีวิตในลักษณะนี้มากนัก หากมีเงินก็ใช้จ่าย หากไม่มีเงินก็ไม่ใช้ สามารถใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องดิ้นรนหรือเปลี่ยนแปลงอะไร

       ขณะที่คุณพ่อของเธอก็เป็นห่วงและคอยเตือนอยู่เสมอว่าในชีวิตคนเรายังมีทางเลือกอื่น ๆ อีกมากมาย เธอจึงอยากขอคำปรึกษาจากพี่ ๆ ดีเจว่า เธอควรจะยอมรับภาระและดูแลแฟนหนุ่มต่อไปตลอดชีวิต เพื่อแลกกับการที่ยังมีเขาอยู่ข้าง ๆ หรือควรยอมเจ็บปวดในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วตัดสินใจก้าวออกจากความสัมพันธ์นี้ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตัวเองดี

       เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า "ใช้ชีวิตหาเลี้ยงคนอื่น ถามว่าทำได้ไหม ได้หมดแหละเพราะชีวิตเป็นของเรา ถ้าเรามีความสุขในการที่จะเลี้ยงคนคนนึงไปตลอดชีวิต ก็จงทำงานให้หนักกว่าเดิม อย่าบ่นว่าเหนื่อย อดทน เพราะเราต้องใจจะเลี้ยงคนนี้ไว้แล้ว

       แต่เราก็ต้องบอกกับพ่อเรา เพราะพ่อเราเป็นห่วง อีกอย่างคือหนูก็ต้องรักพ่อหนูด้วย ต่อให้ผู้ชายจะขี้เกียจยังไงก็ให้เขาอยู่แค่ที่บ้าน อย่าให้พ่อต้องไปออกรถให้เขาอีก พ่อเราไม่ควรลำบากเพื่อผู้ชายที่ไม่เอาไหนของเรา การที่เขาเลี้ยงเรามา เขาก็เหนื่อยยากลำบากพออยู่แล้ว ไหนจะต้องเสียเงิน วันนี้ต้องมาเสียใจอีกที่ลูกยังคิดไม่ได้ ต้องเลี้ยงใครคนหนึ่งเพียงเพราะขาดคนนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าเอาอะไรจากพ่ออีก พ่อเราเขายังใช้คำพูดที่ถนอมน้ำใจเราอยู่เลยว่าชีวิตเรามีทางเลือกนะ

       แต่ถ้ากระเป๋าจะให้พี่เลือก พี่ไม่เลี้ยงใครชั่วชีวิตค่ะ ความสุขชั่วคราวพี่จ่ายได้ แต่พี่ไม่แบกภาระไปด้วยตลอดชีวิต ต่อให้หล่อแค่ไหนพี่ก็ไม่จ่ายทั้งชีวิตอยู่ดี แต่มันคือชีวิตใครชีวิตมันนะ ถ้ากระเป๋าเลือกทางนี้ก็แค่ต้องทำงานให้หนักขึ้น

       มันจะเป็น 2 ทางเลือกคือ หนึ่งใช้หัวใจนำทาง กับสองใช้สมองนำทาง เราลองถอยออกมามองตัวเองบ้างว่าถ้าวันหนึ่งเราเห็นคนที่เรารักเขาจะเลี้ยงผู้ชายไปตลอดชีวิต แต่ผู้ชายคนนี้ไม่เอาไหนเลย เราจะให้ความคิดเห็นหรือเราจะเลือกเส้นทางไหน แต่สุดท้ายคือเราเลือกเส้นทางไหนก็ได้นะเพราะมันเป็นชีวิตของกระเป๋า"

       ต่อด้วยคำแนะนำเพิ่มเติมของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า "ถ้ากระเป๋าจะเลือกทางแรกว่าหนูจะเลี้ยงผู้ชายคนนี้ไปทั้งชีวิตของหนู แล้วความสุขที่หนูได้มันเป็นความสุขจริง ๆ รึเปล่า เวลาเรามีคนรัก มันจะมีความสุขที่เรารักกัน แล้วเราก็จะเห็นคนรักของเราเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน มีชีวิตที่ดีไปด้วยกัน พี่คิดว่าถึงแม้ว่าเขาจะทำงานเป็นพ่อบ้านอย่างเดียว แต่เขาจัดการมันได้ดีทุกอย่างจนกระเป๋าไม่ต้องพูดอะไรเลย พี่ก็จะเชียร์แต่นี่มันไม่ใช่ ผู้ชายคนนี้เป็นคนขี้เกียจและพอเขามาเจอกระเป๋าที่เป็นคนใจดี รวมถึงไปเจอพ่อแม่กระเป๋าที่เป็นคนดีแบบนี้อีก เขาเลยเคยตัว ซึ่งตราบใดที่กระเป๋าไม่เคยตอบโต้อะไรในตอนที่เขาทำเงื่อนไข 6 นั้นไม่ได้ เขาก็จะเป็นอย่างนั้นไปตลอด

       คนที่มีมอเตอร์ไซค์คันเดียวเขายังพยายามวิ่งรถสู้เพื่อหาเงินให้ลูกเมียเลย แต่นี่คือมีทุกอย่างให้หมดแล้วแต่ไม่ทำ พี่ก็เลยจะถามว่ากระเป๋ามีความสุขกับคนแบบนี้จริง ๆ เหรอ เรื่องการดูแล สำหรับพี่คือแม่บ้านก็ทำได้นะ แล้วค่าจ้างก็ถูกกว่าเขาอีก ทำได้ดีกว่าเขาด้วย มันอาจจะเป็นความเคยชินว่าเรามีเขาอยู่ในชีวิตมานานแต่บางทีความเคยชินมันก็ไม่ได้ดีกับชีวิต

       หนูอาจจะค้นพบว่า 10 กว่าปีที่อยู่ด้วยกัน มันคงจะดีกว่าถ้าได้ไปอยู่กับพ่อแม่ ได้ไปอยู่คนเดียวและใช้เงินที่เราหามาเองคนเดียวแบบสบาย ๆ ถ้าให้พี่เชียร์จากความหวังดี พี่ก็ต้องเชียร์ให้หนูเลิกหรือไม่ก็ให้เขาไปอยู่ที่อื่นก่อน ไปหาทางเอาตัวรอดให้ได้ด้วยตัวเอง แล้วดูว่าเขาจะพยายามพัฒนาตัวเองขึ้นไหม"

       ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า "14ปี จากตอนนี้ที่อายุ 34 ปี มันเกือบครึ่งชีวิตที่มีคน ๆ นี้อยู่ มันก็ไม่ง่ายหรอกกับการที่จะเลิก ซึ่งพี่ก็จะบอกว่าเราคงไม่ได้เป็นคู่แรกบนโลกหรอกที่ผู้หญิงต้องทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงครอบครัว การเจอกันในวัย 20-21 ปี มันยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นคนไม่เอาถ่านแค่ไหน แล้วจนถึงตอนนี้ มันก็อยู่กันมาจนได้พิสูจน์แล้วว่าเขาก็เป็นคนขี้เกียจ ถ้ามันเลิกง่ายกระเป๋าก็คงเลิกไปแล้ว

       อย่างที่พี่หอมบอกว่าเราก็ต้องเหนื่อยขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่ก็เห็นด้วยกับคำพูดพี่เติ้ลคืออย่างน้อยเขาก็ควรเป็นพ่อบ้านที่ดี แล้วเรื่องการทำงานหาเงินจะเบาลงไปเลย ถ้าเรากลับบ้านมาแล้วมีคนคอยทำกับข้าวให้ ดูแลหมาได้ ทำทุกอย่างได้ตามที่เราบอก แปลว่ามันยังมีข้อดี แต่ต่อให้ไม่มีข้อดีกระเป๋าก็เลิกยาก เพราะฉะนั้นพี่เลือกข้อแรกให้กระเป๋า พี่จะเป็นกำลังใจให้"

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์ กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวด แฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู

30 ก.ย. 2025

แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์ กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวด แฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู

แฟนหนูเคยเป็นบาร์โฮสมาก่อน เลิกทำอาชีพนี้ แล้วมาคบกับเรา ตอนนี้แฟนทำอาชีพเป็นเทรนเนอร์กำลังจะไปประกวดเพาะกาย หนูทำอาหารให้วันละ 4 มื้อ ดูแลอย่างดีทุกวัน แต่พอจะถึงวันประกวดแฟนบอกไม่ให้เราไป เพราะมีสปอนเซอร์ไปด้วย จะให้สปอนเซอร์คนนี้รู้ไม่ได้ว่าคบหนู ซึ่งสปอนเซอร์คนนี้คือเจ๊ส่งเงินให้แฟนเราเดือนละ 4 - 5 หมื่น ดูแลแฟนเรามาทุกเดือน แล้วเป็นสปอนเซอร์ในการส่งแฟนเราประกวดครั้งนี้ด้วย หนูจะทำยังไงดีคะ? ก็ยังรักแฟนคนนี้มาก ไม่ได้อยากเลิก แต่เขาก็ยังมีเจ๊คนนี้อยู่ “คุณน้ำ (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [24 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องแฟนที่เป็นนักเพาะกาย แต่ไม่ยอมให้เราไปดูงานประกวด เพราะกลัวเจ๊ที่เลี้ยงดูอยู่จะรู้ว่ามีแฟน โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับแฟนคบกันมา 1-2 ปี ตอนเจอกันครั้งแรกเขาทำงานเป็นบาร์โฮส แต่พอคบกันเขาก็เลิกทำงานนั้นไป งานประจำจริง ๆ ของเขาคือเป็นเทรนเนอร์และก็นักกีฬาเพาะกาย แล้วในช่วงเดือนหน้าเขาก็กำลังจะแข่งเพาะกาย ระยะเวลาที่เราอยู่กันมา 2 ปี ตัวหนูเองก็ดูแล ซัพพอร์ตกันมาตลอด การเป็นนักกีฬาต้องมีวินัยทั้งเรื่องอาหารการกิน การนอนก็ต้องนอนให้ตรงเวลา เราทั้งสองคนถือว่าเสียสละกันหลายอย่าง จะไปเที่ยวที่ไหน จะกินอะไรก็ไม่สามารถกินได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งหนูก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลาที่แข่งก็คือในช่วงเดือนหน้า กลายเป็นว่าหนูไม่สามารถไปยืนเชียร์เขาข้างสนามได้ ใจจริงหนูอยากไปอยู่ในทุก ๆ ความสำเร็จของเขา แต่เป็นเพราะว่าสปอนเซอร์เขาเนี่ยจะไปด้วยซึ่งสปอนเซอร์เขาคือลูกค้าเก่าจากบาร์โฮส นั่นแปลว่าเขาจะรับรู้สถานะเรากับแฟนไม่ได้ เขาซัพพอร์ตแฟนเราหลาย ๆ อย่าง ตกเดือนละประมาณ 4-5 หมื่นบาท แรก ๆ ก็มีไปกินข้าวกัน ซึ่งหนูรับรู้ตลอด เขาก็พยายามทำให้เราสบายใจด้วยการติด GPS หรือหนูทักไปเขาก็จะตอบเสมอ ถ่ายรูปให้ดูตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่มันก็เริ่มเป็นปัญหาเพราะเราเพิ่งคุยกันเรื่องนี้แล้วทะเลาะกัน ฝั่งเขาก็อยากให้เราเข้าใจว่าทำไมเราถึงไปไม่ได้แต่หนูก็เสียใจ’ ในระหว่างการพูดคุย ‘ดีเจต้นหอม’ ก็ได้ถามคุณน้ำ 1 คำถามว่า ‘ถ้าแฟนเราเลยเถิดไปถึงขึ้นมีอะไรกันกับเจ๊คนนั้น น้ำจะรับได้ไหม?’ ซึ่งทางฝั่งคุณน้ำได้ให้คำตอบกลับมาว่า ‘แฟนหนูบอกว่าไม่มีแน่นอน 100% และเขาก็ทำพยายามทำให้หนูมั่นใจตลอด แต่ถ้าถามว่าเชื่อ 100% ไหม เอาจริง ๆ ก็ไม่ แต่หนูคิดว่ารับได้เพราะหนูรู้ว่าเขาทำไปเพื่ออะไรแต่ก็รับไม่ได้นาน อาจจะแค่ 1 ปี เพื่อไปสร้างตัวหลังจากนั้นก็คงจะไม่ได้แล้ว’ “คุณน้ำ (นามสมมติ)” เล่าต่อว่า ‘อีกอย่างหนึ่งเลยคือต้องบอกก่อนว่าหนูก็เคยเป็นเด็กเสี่ยเหมือนกัน แต่พอหนูมาเจอเขา หนูก็ทิ้งทุกอย่างแล้วก็มาทำงาน และเราก็กำลังสร้างตัวกันอยู่ เขาบอกว่าเขาขอสร้างโปรไฟล์ให้ได้ เขาอยากเติบโตมากว่านี้ซึ่งหนูก็ไม่รู้ว่าจะถึงเมื่อไหร่ เคยคุยกันว่าถ้าไม่มีเงินของเจ๊คนนี้จะอยู่ได้ไหม? แต่เขาก็บอกว่ามันไม่พอ เพราะตอนนี้เราก็เช่าคอนโดอยู่หลายหมื่นบาท หนูเลยอยากปรึกษาพี่ ๆ ทั้งสามคนว่า หนูควรเปลี่ยนมายเซ็ทตัวเองดีไหม? ให้คิดว่าเขาก็ทำเพื่อเราสองคน’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าถามว่าจะเปลี่ยนมายเซ็ทยังไง สำหรับพี่ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ปล่อยไหลไปตามชีวิต เราไปคิดมากก็กำหนดอะไรไม่ได้อยู่ดี ถ้าเราไปคิดตามเหตุและผล เหตุและผลมันก็จะบอกให้เราเลิก แต่ถ้าเราไม่อยากเลิกก็ไม่ต้องไปคิด แล้วก็เชื่อในความรักว่ามันคือสิ่งที่แท้จริง คลิปที่เราไปเที่ยวด้วยกัน คลิปที่เราหวานแหววกัน นี่คือความจริง ซึ่งความจริงนี่มันจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายช่วยกันสร้าง ช่วยกันยืนยัน และเรื่องอื่น ๆ ที่มันเกิดขึ้นที่ไม่ใช่ตรงนี้ มันเป็นเพราะความจำเป็น อะไรที่อยู่ลับหลังเรามันไม่จริง มันเป็นแค่สิ่งที่ปลอมขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่างในชีวิตตอนนี้ หลับหูหลับตาและมองในสิ่งที่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริง แค่นั้น’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘มันคืออาชีพเขา เขาทำเพื่อรายได้ที่จะทำให้ชีวิตของเราสองคนดีขึ้นไปเรื่อย ๆ รายได้จากอาชีพนี้ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น และเขายังรักน้ำคนเดียว เขาไม่ได้รักเจ๊คนนั้น ก็ต้องคิดแบบนี้ ถึงเราไปเชียร์เขาไม่ได้แต่เขารักเรา เขาแค่ต้องทำงานแลกเงินแต่ทุกอย่างเขาทำเพราะหวังดี เขาอยากให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นแค่นั้นและก็คิดว่าถ้าเขาขาดรายได้ตรงนี้ไป ชีวิตของเราสองคนก็อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามันคุ้มแลกก็ต้องทน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘สู้เขาสิ! มันคือความรัก เขารักเรา เขาให้ GPS เราเพราะเขารักเรา เจ๊คนนั้นไม่เคยได้แบบที่เราได้ ภาพที่ลงแต่ละภาพเราก็เที่ยวหนักอยู่นะ ถ้าเทรนอย่างเดียวก็คงไม่ได้ไปหรอก ความสุขเขาอยู่ที่เรา เขาพูดและแสดงความเชื่อมั่นว่าไม่มีอะไรเราก็ต้องเชื่อเขา เชื่อที่เขาบอกและเราต้องอดทน เราต้องมองข้ามสิ่งนั้นไปเพราะน้ำบอกเองว่าถึงแม้ว่าเขามีอะไรกันน้ำก็ยังรับได้ นับประสาอะไรกับแค่เขาไปนั่งเชียร์ข้างเวที เขาไปทำงาน แค่นั้นเอง มันคือเรื่องอาชีพและเงิน เขาก็ต้องกินข้าว ทางเลือกเขาน้อยกว่าเขาเลยต้องอาศัยคนอื่น สุดท้ายมันก็เพื่อเป้าหมายของเราสองคน รอเขาไปเก็บโปรไฟล์มาแล้วเขามีเงิน ถึงวันนั้นถ้าเขายังไม่เลิกยุ่งกับเจ๊คนนั้นเราก็ต้องตื่นแล้วนะ ถ้าเขายังเลือกที่จะไม่หยุดแปลว่าผู้ชายคนนี้เขาแค่รักสบาย แต่ถ้าถามตอนนี้มันยังโอเคไหม มันโอเค ก็ไปต่อแล้วดูว่าเขาทำตามที่พูดไหม?’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFung Fin

หนูมีพี่ที่ทำงานคนนึง กลิ่นปากแรงมากกกกกกกก แล้วเค้าพูดกับหนูเยอะที่สุด ตอนนี้เจอยาอมตัวนึงอยากลองสั่งซื้อให้พี่เขา แต่จะให้ยังไงให้ดูไม่น่าเกลียดดีคะ?? ขอวิธีแบบเนียนๆ

19 ก.ค. 2024

หนูมีพี่ที่ทำงานคนนึง กลิ่นปากแรงมากกกกกกกก แล้วเค้าพูดกับหนูเยอะที่สุด ตอนนี้เจอยาอมตัวนึงอยากลองสั่งซื้อให้พี่เขา แต่จะให้ยังไงให้ดูไม่น่าเกลียดดีคะ?? ขอวิธีแบบเนียนๆ

“คุณทิพย์ (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 ก.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับปัญหาพี่ที่ทำงานกลิ่มปากเหม็นมากกกก! “คุณทิพย์ (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูย้ายที่ทำงานมาเกือบปีแล้ว ในแผนกจะมีพี่เลี้ยงคนหนึ่งคอยดูแลอยู่ตลอด เป็นคนที่คุยกับหนูเยอะที่สุดเพราะเวลามีงานใหม่ หรือเวลามีปัญหาก็ต้องถามเขา จึงต้องคุยกันตลอด แล้วพี่เขาปากเหม็นมาก แต่หนูก็ไม่กล้าบอกพี่เขาเพราะยังทำงานไม่ถึงปี แล้วก็ยังไม่สนิทถึงขั้นที่จะพูดว่าเขาปากเหม็นได้ หนูเลยต้องพยายามถามเขาให้น้อยที่สุด แต่บางทีพี่เขาคุยโทรศัพท์อยู่โต๊ะข้างๆหนู กลิ่นมันก็ลอยมา แล้วหนูก็พยายามเอาพัดลมมาเป่ากลิ่นไป พยายามชวนเขากินลูกอม แต่เขาก็ไม่กินเพราะลดน้ำตาล หรือบางทีหนูก็เอาแมสมาใส่เวลาเขามาคุยด้วย ไม่รู้ว่าเขาจะรู้ไหม หนูก็พยายามดูคนอื่นว่ามีปฏิกริยาแบบหนูไหม ปรากฎว่าไม่มีเลยสักคน หนูจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาเรื่อยๆ จนเมื่อไม่นานมานี้หนูไปเจอทวิตหนึ่ง เขาพูดถึงยาที่ช่วยดับกลิ่นมาจากข้างในเหงื่ออกก็หอม แต่หลักๆคือช่วยเรื่องกลิ่นปาก ซึ่งไม่ใช่ลูกอม แต่เป็นยาที่ต้องกลืนเข้าไป ซึ่งหนูอยากซื้อให้พี่เขา เลยอยากรู้ว่าจะให้ยังไงดีที่จะไม่กระอักกระอ่วน?’ โดยพี่ๆดีเจได้ให้คำปรึกษาไปในทางเดียวกันว่า ‘ลองใช้ลูกอมดับกลิ่นปากแบบไม่มีน้ำตาลก่อน เวลาเขามาคุยให้หนูทำเป็นกินลูกอมแล้วยื่นให้เขา พี่ว่าน่าจะเบากว่ายาดับกลิ่นปากที่หนูบอกนะ เพราะถ้าให้ยาอันนั้น ก็เท่ากับหนูพูดแล้วว่าเขาปากเหม็น ซึ่งพูดเลยอาจจะดูดีกว่าเอายาให้เขากิน ยาอันนี้มันเหมือนลรักษาถึงรากข้างในเลย จริงๆกลิ่นปากสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในโลกเลย แต่ต่อให้เขากิน แล้วเขากินวันเดียว หายวันเดียว มันก็เท่านั้นมันไม่ได้แก้ปัญหา พี่ว่าเขาต้องรู้ว่าเขามีปัญหาเรื่องกลิ่นปากแล้วให้เขาไปแก้ เช่น ปัญหาเรื่องเหงือก ปัญหาเรื่องฟัน เพราะถ้ายังไม่แก้ต่อให้เขาอมอะไรก็ตาม มันก็จะไม่หาย หรือลองคุยกับเพื่อนที่ทำงานที่สนิท ลองเช็คว่าเราได้กลิ่นคนเดียวมั้ย หรือลองแจ้งแม่บ้าน ว่ามีกลิ่นเหมือนมีอะไรตาย ให้เขาลองเดินเข้ามาเช็คหลายๆวัน ถ้ามันไม่เจอก็ลองเกริ่นไปว่า หรือว่าปากหนูเหม็น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำยังไงดีคะ เพื่อนร่วมงานชอบสปอยล์ซีรีส์จีนทุกวันจนเซ็ง พยายามหลบหรือพูดอ้อม ๆ แล้วแต่เขาก็ยังไม่เลิกทำ

24 ต.ค. 2026

ทำยังไงดีคะ เพื่อนร่วมงานชอบสปอยล์ซีรีส์จีนทุกวันจนเซ็ง พยายามหลบหรือพูดอ้อม ๆ แล้วแต่เขาก็ยังไม่เลิกทำ

ทำยังไงดีคะ เพื่อนร่วมงานชอบสปอยล์ซีรีส์จีนทุกวันจนเซ็งพยายามหลบหรือพูดอ้อม ๆ แล้วแต่เขาก็ยังไม่เลิกทำ ‘คุณไลก์’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนร่วมงานมักจะสปอยล์ซีรีส์จีนจนเธอไม่จำเป็นต้องไปดูเอง และยังทำให้เสียสมาธิในการทำงานอีกด้วย ‘คุณไลก์’ อายุ 29 ปี ได้เล่าว่าบริษัทที่กำลังทำงานอยู่ตอนนี้เป็นออฟฟิศขนาดเล็ก ที่นั่งจึงติดกันและไม่มีแผงกั้นโต๊ะกับคนอื่น ๆ ในบริษัทก็จะมีรุ่นพี่ที่ทำตำแหน่งใหญ่คนหนึ่งชอบดูซีรีส์จีนมาก รวมไปถึงซีรีส์แนวตั้งด้วย และจะมีคู่ขาคู่ซี้ที่ชอบคุยสปอยล์ซีรีส์ตอนใหม่แบบลงรายละเอียดมาก ๆ ดังลั่นออฟฟิศทุกเช้า ซึ่งคุณไลก์เป็นสายดองซีรีส์ไว้ดูทีเดียวตอนจบ เบื้องต้นได้มีการพยายามแก้ปัญหาด้วยการใส่หูฟังที่มี Noise Cancelling แล้ว แต่ก็เอาไม่อยู่เพราะพี่เขาตะโกนเสียงดังมาก ถ้าจะให้หนีไปเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ก็เหนื่อยเกินไป เคยลองบอกไปตรง ๆ แล้วว่าอย่าเพิ่งสปอยล์เพราะตัวหนูเองจะกลับไปดู รุ่นพี่พูดขนาดนี้หนูคงไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าสตรีมมิงแล้ว แต่รุ่นพี่คนนั้นก็คิดว่าพูดเล่นซะงั้น โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่เพิ่งเริ่มงาน ต้องใช้สมาธิกับงานมาก ๆ พี่คนนั้นและคู่ขาก็ยังพูดคุยเสียงดังอยู่เสมอ แม้แต่ตอนพักเที่ยงก็ยังมีเสียงสปอยล์ทะลุกำแพงมาให้ได้ยินจากโรงอาหาร ทั้ง ๆ ที่คุณไลก์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่รุ่นพี่คนนี้ตำแหน่งใหญ่กว่า คุณไลก์เลยคิดว่าคงไปจัดการเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาไม่ได้ จึงอยากโทรมาขอคำแนะนำว่าควรจะจัดการตัวเองอย่างไรดี เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “ผมแนะนำว่าใช้ Noise Cancelation แบบ Pro Max ไปเลย คือนอกจากจะใส่หูฟังหรือเอานิ้วอุดหูแล้ว ให้พูดงึมงำ ๆ หรือบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ไปด้วย เสียงของเรามันจะก้องอยู่ในหูและช่วยกลบเสียงจากภายนอกได้ดีมากขึ้นไปอีก เวลาไหนที่เขาสปอยล์ปุ๊บก็อุดหูแล้วพึมพำ ๆ กับตัวเองไปเลย ถ้าเขาเห็นอาการของเรา เขาอาจจะรู้ได้ว่าเรากำลังทรมานกับการรับมือเขาอยู่นะ เผื่อเขาจะคิดได้และเกรงใจเรามากขึ้น” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “ถ้าอยากแก้ที่ตัวเองเลย ก็ต้องเลิกดองซีรีส์แล้วชิงดูให้ไวกว่าเขาให้ได้ ถ้ารู้ว่าตอนนี้เขากำลังอินเรื่องไหนก็รีบดูให้จบก่อนแล้วพอตอนเช้าถึงออฟฟิศก็รีบชิงสปอยล์ใส่เขาไปก่อนเลย จะได้ดูรีแอคชันว่าเขาเหวอมั้ย เขาจะได้เข้าใจความรู้สึกของการโดนสปอยล์ก่อนบ้าง หรือไม่ก็ลองหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ไม่อยากโดนสปอยล์เหมือนกัน แล้วช่วยกันแสดงออกให้เขารู้ตัว” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจอ้อม’ ที่สนับสนุนความคิดของดีเจเผือกว่า “แถมวิธีต่อจากพี่เผือกนะ ตอนที่เราจะใส่หูฟังแล้วพูดงึมงำ ๆ ให้เปลี่ยนเป็นบทสวดมนต์ภาษาบาลีล้วนไปเลย เอาแบบที่ไม่มีคำแปลไทย เช่น บทพาหุง หรืออิติปิโส สวดตอนนั่งหน้าคอมไปเลยนั่นแหละ พอเขาเริ่มสปอยล์ปุ๊บ เราก็สวดมนต์ปั๊บ ให้เขาช็อกไปเลย เขาคงจะรู้สึกแปลก ๆ แน่นอน หรืออาจจะคิดว่าเราเจอผี หรือระแวงไปเลยว่าเรากำลังสวดมนต์แช่งทำของใส่เขาหรือเปล่า วิธีนี้รับรองว่าเขาจะหยุดคุยเรื่องซีรีส์ไปเลย ลองเอาไปทำดูค่ะ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ยังไงคะคุณแม๊! คบกับแฟนมา 5 ปี ย้ายไปอยู่บ้านแฟน แต่แม่แฟนใช้ชื่อแฟนเก่า เรียกเราทุกครั้ง ทั้งๆที่ชื่อไม่เหมือนกันเลย แฟนเก่าแฟนเค้าเคยคบกันมา 7 ปี จนตอนนี้เราอึดอัดย้ายออกจากบ้านแฟนมาแล้ว ล่าสุด แม่เพิ่งแชร์รูปแฟนเก่าของแฟนใน Facebook ด้วย

22 มี.ค. 2024

ยังไงคะคุณแม๊! คบกับแฟนมา 5 ปี ย้ายไปอยู่บ้านแฟน แต่แม่แฟนใช้ชื่อแฟนเก่า เรียกเราทุกครั้ง ทั้งๆที่ชื่อไม่เหมือนกันเลย แฟนเก่าแฟนเค้าเคยคบกันมา 7 ปี จนตอนนี้เราอึดอัดย้ายออกจากบ้านแฟนมาแล้ว ล่าสุด แม่เพิ่งแชร์รูปแฟนเก่าของแฟนใน Facebook ด้วย

“คุณปาล์ม (นามสมมติ)” อายุ 33 ปีสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [20 มี.ค. 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล และ ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับแม่แฟนชอบเรียกชื่อเราเป็นแฟนเก่าตลอด โดย “คุณปาล์ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมา 5 ปี ทุกครั้งที่ต้องไปเจอแม่แฟนหรือพูดคุยกัน เขาจะชอบเรียกชื่อหนูเป็นชื่อแฟนเก่าของลูกชายเขาตลอด ปกติหนูแทนตัวเองว่าหนูตลอด แต่แฟนจะเรียกชื่อของหนู แล้วคุณแม่เขาก็ชอบไปแชร์รูปแฟนเก่าของแฟนเราด้วย เพราะเป็นรูปที่แฟนเก่าถ่ายกับหลานเขา หลานเป็นลูกของน้องชายแฟนที่แม่เคยเลี้ยง แต่หนูก็พยายามที่จะทำดีด้วย พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตลอด ตอนนี้หนูกับแฟนมีลูกด้วยกันแล้ว และก็แยกบ้านอยู่กับแม่แฟน แต่ก่อนที่จะแยกบ้านแม่เขาเคยพูดว่า ไม่ชอบเด็ก เกลียดเด็ก ไม่อยากได้ยินเสียงเด็ก หนูเลยแยกออกมาอยู่ที่อื่น เพราะหนูคิดว่า 5 ปีแล้วทำไมถึงยังเรียกผิดอยู่ แล้วหนูก็รู้สึกในใจว่าแม่เขาคิดอะไรเพราะแม่ก็อายุแค่ 55 เอง หนูอยากถามพี่ ๆ คิดว่าแม่เขาคิดอะไรไหมแล้วมีวิธีรับมือยังไงบ้าง คำแนะนำจากดีเจเผือก : มันแก้ไม่ได้หรอกกับคนที่ใช้ชีวิตมา 55 ปี มันมีแหละเวลาที่ผ่านไปแล้วจะชนะใจแม่ผัวได้ แต่ก็อย่าไปคาดหวังว่าทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้นแบบที่จะต้องรักกันเอ็นดูกัน แต่ถ้าเราเปลี่ยนเขาไม่ได้เราก็ต้องเปลี่ยนที่ความรู้สึกของตัวเองว่าเราอย่าเอาความสุขของเราไปผูกกับปฏิกิริยาของเขามาก แล้วยิ่งได้แยกกันอยู่คิดว่าความปวดหัวมันลดไปเยอะเลยนะ คือจินตนาการว่าถ้ายังอยู่บ้านเดียวกันพวกคำพูดอะไรเหล่านี้คงจะทำร้ายเราแทบจะทุกวัน ซึ่งคำว่าทำร้ายเราต้องเข้าใจก่อนว่าบางทีเขาก็พูดไปเรื่อยนะ มันอาจจะไม่ถูกต้องถูกใจเราแต่บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าเจตนาเขาเป็นแบบไหน เราฟังก็ไม่รู้หรอกว่าคาแรคเตอร์แม่สามีคุณปาล์มเขาเป็นแนวไหนกันแน่ พูดไปเรื่อย ปากร้ายใจดีหรือไม่ชอบหน้ากันจริง ๆ แต่เอาเป็นว่าถ้าคุณปาล์มอยากเอาชนะใจก็เป็นตัวของตัวเองแหละ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราเชื่อมั่นว่าตัวเราไม่ได้มาร้ายอะไร แล้วเราก็เป็นแม่ของหลานเขา เป็นเมียของลูกเขาวันนึงก็อาจจะดีขึ้นก็ได้ แต่คุณปาล์มไม่ต้องไปหวังว่าจะดีขึ้นอะไรมากมายเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องไปอยู่ใกล้อะไรมากมีความสุขกับสามีกับลูกของตัวเอง เดี๋ยวพอเขาอายุสัก 3-4 ขวบ คุณปาล์มก็จะมีความสุขกับลูกมาก เพราะเดี๋ยวเขาเริ่มพูดเอง มีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น อะไร ๆ ที่ออกมาจากปากเขามันจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ก็อยู่กับสิ่งที่สร้างความสุขให้เราอะไรที่มันทำให้เรารบกวนจิตใจมากก็เลี่ยง ๆ ไม่ต้องไปเจอ ส่วนเรื่องเรียกชื่อผิด ๆ ถูก ๆ อยู่ก็แทนชื่อตัวเองไปเลย ถ้ายังผิดอีกก็หายใจลึก ๆ และคิดว่าเขาเป็นแม่ผัวเราแค่นั้นเอง คำแนะนำจากดีเจเติ้ล : พี่เห็นด้วยกับพี่เผือกว่าต้องไม่คาดหวังว่าเขาเรียกเราถูก ทำตัวให้ชินไปเลยว่าถ้าฉันไปบ้านเมื่อไรฉันจะมีอีกชื่อนึง เพราะว่าตอนนี้เราไม่รู้ว่าที่เขาเรียกเพราะเขาหลงลืม เขาติดปากหรือเขาตั้งใจซึ่งคิดไปก็ปวดหัว แต่ตอนนี้หนูออกมาอยู่กับครอบครัวแล้วอะพี่ว่าก็แฮปปี้และที่เขายอมปล่อยออกมา แล้วยิ่งไปคาดหวังก็จะยิ่งเฮิร์ทป่าว ๆ สำหรับพี่ก็แค่คนคนนึงที่เราไม่ได้สนิทอะไรกับชีวิตมากก็ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะมาจำอะไรเราหรอกสำหรับพี่นะ ถ้ามันจะทำให้พี่ะบายใจอันนี้ตอบแบบจริงใจ ถ้าตอบแบบขำ ๆ ปาล์มลองแทนตัวเองเป็นชื่อที่เขาเรียกไปเลย สมมติเขาเรียกหนูว่ากิ๊ฟ อ๋อค่ะกิ๊ฟก็ว่าอย่างนั้นแหละ ดูสิว่าเขาจะเอ๊ะไหม ถ้าเขาแกล้งจริง ๆ เขาก็คงแบบ อ้าวไม่ได้ชื่อกิ๊ฟแล้วทำไมแทนตัวเองว่ากิ๊ฟอะ ก็ลองดูว่าจะเอายังไง และ คำแนะนำจากดีเจต้นหอม : พี่ว่าแม่ผัวยังไม่ได้ร้ายอะไรมาก มันแค่มีปัญหาเล็กน้อยสำหรับการได้แม่ผัวอย่างนี้ แล้วเขาไม่ยุ่งกับเราคือเป็นบุญที่สุดแล้ว การที่เรามีครอบครัวและแม่ผัวไม่มาวุ่นวายกับเรานี่คือข้อดีที่ใหญ่มากมาทดแทน แต่ถ้าเรื่องนี้มันกวนใจ อันดับที่ 1 คือแทนชื่อตัวเองทุกครั้งแบบที่พี่เผือกบอก แทนตัวเองว่าปาล์มอย่างนู้น ปาล์มอย่างนี้ และอย่างที่ 2 ก็คือพี่เติ้ล ก็เป็นคนนั้นไปเลยไม่ต้องไปคิดว่ามันคือแฟนเก่า แต่มันชื่อซ้ำกันได้ไม่เป็นไรฉันชื่อนี้ได้ กับ 3 แสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ไปเลยที่เกี่ยวกับชื่อคุณ ถ้าสุดท้ายแล้วไม่รอดจริง ๆ ก็เปลี่ยนที่ความคิดเราเพราะว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ชั่งน้ำหนักแล้วมันมากกว่าสิ่งเล็กน้อยนี้มาก แล้วให้ลูกเราเรียกว่า แม่ปาล์ม ๆๆ ทุกครั้ง หรือจริง ๆ เขาอาจจะลืมจริง ๆ ก็ได้เพราะเราก็ไม่ได้เจอเขาบ่อยขนาดนั้นเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-