คุณยายเป็นตัวตึงประจำหมู่บ้าน ทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว อยากพายายไปหาจิตแพทย์ จะจัดการยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คุณยายเป็นตัวตึงประจำหมู่บ้าน ทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว อยากพายายไปหาจิตแพทย์ จะจัดการยังไงดีคะ?

09 ต.ค. 2026

คุณยายเป็นตัวตึงประจำหมู่บ้าน

ทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว

อยากพายายไปหาจิตแพทย์ จะจัดการยังไงดีคะ?

         ‘คุณเปรี้ยว’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 ตุลาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องเกี่ยวกับคุณยายที่เป็นคนอารมณ์ร้าย ทะเลาะกับคนอื่นไปทั่วจนตอนนี้ไม่มีใครคบแล้ว 

         ‘คุณเปรี้ยว’ อายุ 18 ปี ได้เล่าว่าเธอย้ายมาอยู่กับยายตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จนปัจจุบันยายอายุ 74 ปีแล้ว นิสัยของยายคือเป็นตัวตึงประจำหมู่บ้าน ชอบทะเลาะกับคนอื่นไปทั่วและเอาตัวเองเป็นใหญ่ ตั้งแต่ที่คุณเปรี้ยวเป็นเด็ก เพื่อนก็ไม่อยากมาเล่นด้วยเพราะยายแปลก เวลาอารมณ์ไม่ดีก็ชอบง้างมีด หรือง้างหินจะปาใส่คุณเปรี้ยว จนเธอต้องวิ่งหนีทุกครั้ง

         เธออยู่กับยายมาตั้งแต่วัยประถมจนถึงมัธยม ยายก็ทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว อีกทั้งยังเคยไปชี้หน้าด่ากำนันคนเก่าในที่ประชุมหมู่บ้านว่าโกง ทั้งที่คนทั้งหมู่บ้านก็รู้อยู่ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนดี และนอกจากนั้นยายก็มักจะเชื่อคำพูดของคนนอกมากกว่าคนในครอบครัว ชอบเอาคำพูดของคนอื่นมาตัดสินแล้วด่าว่าลูกหลาน

         ล่าสุด คุณเปรี้ยวอยู่คนเดียวแล้วเหงาเลยให้แม่มาอยู่ด้วย แต่ยายก็ยังลำเอียงรักลูกคนเล็กมากกว่า มีแค่เวลาเจ็บป่วยเท่านั้นถึงจะเรียกหาลูกคนเล็ก แต่เรื่องให้จ่ายเงินค่าไฟ จ่ายหนี้ก็จะโยนให้แม่ของคุณเปรี้ยวรับผิดชอบ จนสุดท้ายแม่ทนไม่ไหวจนต้องย้ายกลับต่างจังหวัดกะทันหัน

         ปัจจุบันคุณเปรี้ยวก็ย้ายออกจากคุณยายแล้ว ทำให้ตอนนี้ยายต้องอยู่คนเดียว ยายก็ยังไปพูดใส่ร้ายแม่คุณเปรี้ยวให้เพื่อนบ้านฟัง พอเพื่อนบ้านไม่เข้าข้าง ยายก็พาลโกรธทุบโต๊ะด่าเพื่อนบ้านไปอีก จนตอนนี้เพื่อนบ้านที่เคยคบก็เลิกคบแกไปหมดแล้ว ล่าสุดแม่คุณเปรี้ยวก็ได้รับข่าวสารจากคนข้างบ้านว่าตอนนี้คุณยายยังทำนิสัยเหมือนเดิม ทำให้คุณเปรี้ยวเริ่มสงสารยายที่ตอนนี้ไม่เหลือใคร เลยคิดว่ายายอาจจะมีอาการป่วยทางจิตและอยากพายายไปหาจิตแพทย์ แต่ก็รู้ว่าถ้ายายรู้จะต้องโกรธและหาว่าแกเป็นบ้าแน่ ๆ จึงอยากมาปรึกษาว่าควรทำอย่างไรดี

         เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ว่า “เขาอาจจะมีความสุขกับการที่เขาเป็นแบบนี้ก็ได้นะ เพราะเขาเป็นมาทั้งชีวิตจนอายุ 74 ปีแล้ว มันก็คงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้วล่ะ แม่ของคุณเปรี้ยวเองก็อาจจะรู้อยู่แล้วว่ายายเป็นแบบนี้เลยหนีไป ถ้าสุดท้ายแล้วการที่เขาไม่มีใคร เขาก็แค่เสียใจแต่เขาก็จะหาทางอยู่กับมันได้ ยากมากที่จะบอกให้เขาไปหาจิตแพทย์ เพราะเขาจะด่าคุณเปรี้ยวกลับมาแน่ ๆ อย่างน้อยก็เปลี่ยนเป็นโทรหาเขาบ่อย ๆ ให้รู้ว่ายังคิดถึง”

         ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่เพิ่มเติมจากคำแนะนำของดีเจเติ้ลว่า “พี่ว่าเราดูแลข้างบ้านเราดีกว่า เวลากลับบ้านไปก็เอากระเช้าไปไหว้ข้างบ้านแทน ตอนนี้คุณเปรี้ยวก็โตแล้ว เราก็สอนให้เขาคิดให้ได้ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม สิ่งที่เขาทำมันทำให้เขาไม่มีเพื่อน ถ้าเรากลับมาหาแล้วยายยังบ่นไม่หยุด ก็ดุไปเลยว่าอุตส่าห์มาหา ถ้ายังอยากให้มาหาอยู่ก็อย่าพูดจาแบบนี้”

         ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ว่า “ยายแกอายุมากแล้ว พฤติกรรมและความคิดมันฝังลึกมาทั้งชีวิตจนเปลี่ยนยาก มันไม่ใช่แค่อาการป่วยแต่มันเป็นพฤติกรรมไปแล้ว ให้คิดซะว่าเขากลับไปเป็นเด็ก แต่ถ้าเห็นท่าว่าเขาจะคว้ามีดมาปาอีกก็กราบเลย แล้วค่อยวิ่งหนีเพราะเราแข็งแรงกว่าอยู่แล้ว แต่ก็อย่าพาเขาไปหาหมอหรอก ยังไงเขาก็ไม่ไป”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin
 

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เพื่อนในกลุ่มเป็น VJ ในแอปกันหมด เพื่อนบอกไม่ต้องทำไรมาก ไลฟ์วันละ 2 ชั่วโมง เดือนนึงได้หลักหมื่น โชคดีก็จะมีลูกค้าขอแอดไลน์นอกรอบ อยากได้อะไรขอให้บอก ซื้อให้หมด ไม่ต้องการอะไรเลย หนูอยากทำแต่แฟนขอไว้ว่าอย่าทำได้ไหม?

15 มี.ค. 2024

เพื่อนในกลุ่มเป็น VJ ในแอปกันหมด เพื่อนบอกไม่ต้องทำไรมาก ไลฟ์วันละ 2 ชั่วโมง เดือนนึงได้หลักหมื่น โชคดีก็จะมีลูกค้าขอแอดไลน์นอกรอบ อยากได้อะไรขอให้บอก ซื้อให้หมด ไม่ต้องการอะไรเลย หนูอยากทำแต่แฟนขอไว้ว่าอย่าทำได้ไหม?

“คุณเตย (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [13 มีนาคม 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาอยากทำ VJ ในแอปพลิเคชันแต่แฟนหวงไม่อยากให้เราทำ โดย “คุณเตย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีเพื่อนในกลุ่มที่ทำวีเจด้วยกันหลายคน บางคนเขาทำ 2-3 แอป แต่แอปที่เพื่อนทำก็มีหลายเรท เริ่มตั้งแต่การชวนคุย ไปจนถึงเรื่อง 18+ เพื่อนส่วนใหญ่ก็ทำเรทชวนคุย แต่งหน้า แต่งตัวสวย ๆ ชวนคนในแอปคุย พูดอ้อน ให้คนในแอปเปย์ของขวัญ พอหนูอยู่ในกลุ่มเพื่อนแบบนี้ เพื่อนก็จะคุยกันประมาณว่า ได้เงินเยอะ บางคนที่โชคดีก็มีคนเปย์นอกแอป คือ ถ้ามี User ที่อยากได้ไลน์หรืออยากได้อินสตาแกรมส่วนตัวของเรา เราสามารถตั้งเรทราคาเองได้ ก็จะมีการทักมาเปย์หลังไมค์ เพราะถ้าเปย์ในแอปก็จะมีการหักส่วนต่าง บางคนได้เดือนละหลาย ๆ หมื่น พอหนูได้ยินบ่อย ๆ ก็เกิดกิเลส อยากได้เงินบ้าง... ต่อมาหนูได้ไปปรึกษาแฟน ซึ่งแฟนอายุน้อยกว่าหนู 2 ปี และกำลังเรียนอยู่ แฟนก็ไม่ได้ห้ามแต่ขอว่าไม่ทำได้ไหม? แฟนให้เหตุผลว่า ถ้าหนูทำเขาจะรู้สึกแย่ที่ไม่มีปัญญาเลี้ยง จนต้องให้คนอื่นมาเปย์แฟนตัวเอง หนูก็บอกว่ากับเขาว่า ไม่ใช่ให้คนอื่นมาเลี้ยง หนูก็ทำงานเลี้ยงตัวเองได้ แต่หนูแค่อยากมีรายได้เสริม อยากเอาเงินส่วนนี้ไปเสริมความงาม เข้าคลินิกทำหน้า เพราะเห็นว่าได้รายได้ดี ทำแค่วันละ 2 ชั่วโมงอยู่ที่บ้านก็ได้ แฟนก็บอกว่า ได้เงินก็จริง แต่แฟนคงเสียความรู้สึก และถ้าได้เงินง่าย ได้เยอะ มันจะทำให้เราติดสบายหรือเปล่า แต่ถ้าอยากทำจริง ๆ ก็ทำได้ แต่ไม่อยากให้ทำดีกว่า แฟนก็ถามหนูว่า เขาจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า? ซึ่งหนูก็ได้ไปเสิร์ชและอ่านในพันทิป มีหลายคู่ที่มีปัญหากันเพราะแฟนไปทำวีเจ อีกใจหนึ่งหนูก็อยากได้เงิน แต่อีกใจหนึ่งหนูก็แคร์ความรู้สึกแฟน ก็เลยมีคำถามอยากถามพวกพี่ ๆ ดีเจ 3 คำถาม คำถามละคนเพราะอยากเห็นมุมมองของพี่ ๆ ดีเจแต่ละคน ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้คำถามที่ 1 คือ ถ้าแฟนพี่มาขอทำวีเจ จะให้ทำไหมและเหตุผลคืออะไร? โดยให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องดูก่อนว่าในโลกสมมตินั้น ข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของพี่เดือดร้อนขนาดไหน ถ้าไม่ได้เดือดร้อนพี่ก็ไม่อยากให้ทำ แอปวีเจก็เป็นการไลฟ์สดอีกแบบหนึ่ง หรือไลฟ์สดทำอาหารในอีกแพลตฟอร์มก็มี อย่างแอปที่พี่สตรีมเกมก็มีคนมาไลฟ์แบบพูดคุย ไลฟ์ประดิษฐ์ของ พี่คงอยากให้แฟนพี่ไปทำในแพลตฟอร์มที่พี่สบายใจและแฟนก็ยังหารายได้เสริมได้ด้วย พี่มองว่าถ้ามีทางเลือกอื่นที่สามารถสร้างรายได้เสริม พี่ก็อยากให้ทำทางเลือกอื่นที่สร้างรายได้มากกว่า พี่ก็จะช่วยหาด้วย’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้คำถามที่ 2 คือ ยังไงกับคนที่ทำงานแบบนี้ แล้วคิดว่าคนทำงานแบบนี้ติดสบายไหม? โดยให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่างานนี้ไม่ได้สบายและยากมาก คือ 1. ต้องมีรูปร่างหน้าตาที่ดี ที่จะดึงให้คนมาดูได้ 2. ต้องมีลูกล่อลูกชนที่จะดึงคนให้กดหัวใจ และส่งของขวัญเปย์ตลอดทั้งชั่วโมง สำหรับพี่ มันไม่ใช่งานสบายที่ใคร ๆ ก็ทำได้ แล้วพี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคนที่ทำงานนี้ติดสบาย ต้องอาศัยความตั้งใจ ลงแรงกาย ใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ พี่อยากจะบอกเตยอีกว่า อย่าพึ่งคิดว่าการทำวีเจมันทำง่าย ๆ แล้วจะได้เงิน ถ้าเรายังไม่ได้ทำ มันอาจจะมีรายละเอียดอีกหลายอย่าง ที่พอเราทำแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เตยต้องถามตัวเองให้ดี ๆ ก่อน’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้คำถามที่ 3 คือ ถ้าแฟนพี่มาพูดแบบนี้พี่ยังจะทำงานวีเจอยู่ไหม? โดยให้คำปรึกษาว่า ‘พี่จะดูว่าพี่ต้องทำอะไรบ้าง ถ้าให้พี่ไปเต้น พี่ก็ไม่ทำเพราะไม่ใช่ทาง พี่เป็นสายขายความสามารถ พี่ว่าเตยควรหาตรงกลางระหว่างแฟน เช่น ทำคอนเทนต์แต่งหน้า คอนเทนต์นั่งคุยไปเรื่อย ๆ หรือ NPC แต่ถ้าเตยเลือกแฟนคนนี้ เตยต้องเลือกคอนเทนต์ที่ไม่ทำร้ายจิตใจแฟน แต่ถ้าเตยเลือกทางวีเจ พูดอ้อน ขายเซ็กซี่ เตยก็ต้องไม่มีแฟน หรือต้องมีแฟนที่ยอมรับได้ ทุกวันนี้มีวิธีหาเงินทางออนไลน์หลายวิธีมาก ขายของออนไลน์ การทำ Affiliate เตยต้องไปหาความสามารถของตัวเองให้เจอก่อน มันจะดีกว่าการแก้ผ้าแล้วได้เงิน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

22 ส.ค. 2026

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งจนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำแถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่นหนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว ‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่คบกับแฟนมานาน แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กัน ก่อนแฟนตัดสินใจไปใช้บริการทางเพศ จนเกิดเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ ‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ หลังจากคบหากับแฟนหนุ่มมานาน 3 ปี และตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันนานกว่า 1 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน ทั้งคู่กลับไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์ ทั้งคู่คบหากันตามปกติเหมือนคู่รักทั่วไป โดยครอบครัวของทั้งสองฝ่าย รวมถึงคนรอบตัว ต่างรับรู้ว่าทั้งคู่คบหากัน แม้จะมีข้อสังเกตอยู่บ้างว่า ทั้งสองไม่ได้แอดเฟรนด์หรือเป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดีย และไม่มีการลงรูปคู่ในอินสตาแกรม โดยช่องทางหลักที่ใช้ติดต่อกันคือไลน์ หากมีเรื่องเร่งด่วนก็จะโทรศัพท์หากันโดยตรง อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่า เรื่องการไม่ได้เป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดียไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ครอบครัวและคนใกล้ตัวรับรู้อยู่แล้ว ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลาคบกันประมาณ 3 ปี คือ ทั้งคู่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันเลย โดยคุณเฮลท์ตี้เองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศกับใครมาก่อนเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเป็นการแสดงความรักในระดับพื้นฐาน เช่น การกอด การหอม หรือการจุ๊บกัน แต่ไม่ได้พัฒนาไปถึงความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้ง ในช่วงแรก คุณเฮลท์ตี้ไม่ได้รู้สึกว่าความสัมพันธ์มีปัญหา และไม่ได้ระแวงว่าแฟนหนุ่มจะมีคนอื่น เพราะแฟนเคยพูดกับเธอว่า “เราไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้นะ เรารอให้เธอพร้อมก่อนได้” ด้วยเหตุนี้ คุณเฮลท์ตี้จึงเข้าใจว่าแฟนหนุ่มให้เกียรติและพร้อมรอจนกว่าเธอจะมีความพร้อม แต่หลังจากพูดคุยกันในครั้งนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้กลับมาพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกันอีกเลย นอกจากนี้ แฟนหนุ่มยังเคยพูดกับเธออีกว่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหากทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว เขาจะรู้สึกเบื่อเธอหรือไม่ ทำให้เรื่องนี้ยิ่งไม่ได้ถูกหยิบมาพูดคุยอย่างจริงจัง คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ตัวเธอเองไม่เคยมีความรู้สึกอยากมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อน ไม่เคยช่วยตัวเอง และไม่เคยรับชมสื่อสำหรับผู้ใหญ่เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ จึงไม่ได้รู้สึกว่าการไม่มีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับแฟนเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องพูดคุยในเวลานั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่คุณเฮลท์ตี้ตั้งข้อสังเกตภายหลัง คือในอดีตเธอเคยมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โดยแพทย์เคยสอบถามว่าเธอเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ซึ่งเธอตอบว่าไม่เคย เธอจึงคาดเดาว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แฟนหนุ่มไม่กล้าที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งประมาณช่วงกลางเดือนพฤษภาคม คุณเฮลท์ตี้เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของแฟนหนุ่มที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่แฟนหนุ่มใช้เวลาอาบน้ำประมาณไม่เกิน 10 นาที กลับเริ่มใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้น บางครั้งมากกว่า 20 นาที อีกทั้งยังเริ่มติดโทรศัพท์ กลับบ้านดึกขึ้น และใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากขึ้น ก่อนหน้านี้แฟนหนุ่มมักจะถามว่าเธอเลิกงานกี่โมง จะให้ไปรับหรือไม่ หรือมีการพูดคุยถามไถ่กันระหว่างวัน แต่ช่วงหลังกลับเหลือเพียงข้อความลักษณะว่า “ถ้าเธอกลับก่อน เธอก็อยู่บ้านไปก่อนนะเราติดงาน” แม้จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ในตอนแรกคุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้คิดว่าแฟนหนุ่มกำลังนอกใจหรือมีคนอื่น เธอเพียงรู้สึกสงสัยและไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์อย่างไร เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ความรู้สึกอึดอัดของคุณเฮลท์ตี้เริ่มเพิ่มมากขึ้น เพราะเธอรู้สึกว่าการสื่อสารระหว่างทั้งคู่ไม่เหมือนเดิม แฟนหนุ่มไม่ค่อยรับฟังสิ่งที่เธอพูด และปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากขึ้น ขณะที่ตัวเขาเองกลับบ้านดึกและใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าเดิม ในที่สุดเธอจึงตัดสินใจพูดกับแฟนตรง ๆ ว่า “มันเป็นอะไร มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเราถึงคุยกันเหมือนเดิมไม่ได้” รวมถึงถามถึงสาเหตุที่กิจวัตรต่าง ๆ ซึ่งทั้งคู่เคยปฏิบัติต่อกันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แฟนหนุ่มให้เหตุผลว่า ช่วงนั้นเขารู้สึกเหนื่อยและมีงานจำนวนมาก รวมถึงกำลังเตรียมงานสำหรับโปรเจกต์ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ แต่คำตอบดังกล่าวก็ยังไม่สามารถทำให้คุณเฮลท์ตี้รู้สึกสบายใจหรือคลายความสงสัยได้ทั้งหมด ต่อมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความสงสัยของคุณเฮลท์ตี้เพิ่มมากขึ้น โดยปกติในวันเสาร์ ทั้งคู่มักจะออกกำลังกายด้วยกัน แต่วันนั้นคุณเฮลท์ตี้ไม่ได้ไปด้วย แฟนหนุ่มจึงออกไปคนเดียว และส่งข้อความมาบอกว่าเขาอาจกลับดึก เพราะรถของเพื่อนเสีย และเพื่อนต้องการให้เขาไปช่วยดูรถที่บ้านเนื่องจากเพื่อนคนดังกล่าวเป็นคนที่แฟนหนุ่มรู้จักและไปมาหาสู่กันอยู่เป็นประจำ คุณเฮลท์ตี้จึงไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไร เวลาประมาณ 22.00 น. คุณเฮลท์ตี้ส่งข้อความไปถามว่าแฟนจะกลับดึกหรือไม่ เพราะเธอยังไม่ได้รับประทานอาหารและตั้งใจจะรอรับประทานอาหารพร้อมกัน แฟนหนุ่มตอบกลับมาว่าอาจกลับดึก แต่คงอยู่อีกไม่นาน คุณเฮลท์ตี้จึงรออยู่ที่ห้อง กระทั่งเผลอหลับไป และตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแฟนหนุ่มกำลังอาบน้ำ เมื่อเธอก้มดูเวลา ปรากฏว่าเป็นเวลาประมาณ 01.30 น. แฟนหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติแต่อย่างใด และยังแสดงความรักกับเธอตามปกติ ทั้งการกอดและหอม ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันนอน เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเฮลท์ตี้จึงถามแฟนหนุ่มว่า “เมื่อคืนเธอกลับมากี่ทุ่ม” แฟนหนุ่มตอบว่าเขากลับมาถึงประมาณ 23.00 น. แต่คุณเฮลท์ตี้รู้ความจริงว่าเขากลับมาถึงห้องประมาณ 01.30 น. เพราะเธอเป็นคนได้ยินเสียงเขาอาบน้ำ เธอจึงถามย้ำอีกครั้งว่า มีอะไรที่ต้องการบอกเธอหรือไม่ แต่แฟนหนุ่มยังคงยืนยันว่าไม่มีอะไร เพียงแต่นั่งพูดคุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปอีก 2-3 วัน คุณเฮลท์ตี้รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลับเข้าสู่รูปแบบเดิม แฟนหนุ่มออกไปทำงาน กลับถึงห้องดึก และแทบไม่มีเวลาพูดคุยกันเหมือนแต่ก่อน ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและต้องการเรียกร้องความสนใจจากแฟน คุณเฮลท์ตี้จึงบอกว่า “เดี๋ยววันนี้เราไปนอนข้างนอกนะ เราคงไม่รอเธอกลับบ้านอะ เราไปกินข้าวคนเดียวแล้วเราก็ไม่กลับเข้ามา” แต่แฟนหนุ่มไม่ได้ทักหรือตามเธอกลับมาเหมือนที่เคยทำเวลาทั้งคู่มีปัญหากัน แม้ภายหลังเขาจะส่งรูปมาให้ดูว่าอยู่ที่ทำงานจริง และอธิบายว่าเหตุผลที่ไม่ได้ตาม เพราะกำลังติดงานและไม่รู้ว่าจะตามเธออย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณเฮลท์ตี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกละเลย เช้าวันถัดมา เธอจึงตัดสินใจขอเลิกกับแฟน และบอกว่าจะกลับไปเก็บของที่ห้อง พร้อมพูดว่า “เราห่างกันสักพักดีกว่า” แฟนหนุ่มพยายามขอให้เธอกลับมาพูดคุยกันดี ๆ ก่อน แต่เธอปฏิเสธไปเนื่องจากเธอเองรู้สึกว่าหากคุยแล้วเป็นเหมือนเดิมสู้เธอไม่คุยเลยจะดีกว่าระหว่างนั้น ขณะที่คุณเฮลท์ตี้กำลังจอดรถอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้านใกล้ป้ายรถเมล์ เธอสังเกตเห็นแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไป โดยในตอนแรกเธอไม่ได้คิดอะไร เพราะเข้าใจว่าแฟนอาจกำลังออกไปซื้ออาหารแต่ด้วยความสงสัยที่สะสมมา เธอจึงตัดสินใจขับรถติดตามไป กระทั่งพบว่าแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณอาบอบนวดแห่งหนึ่งย่านรัชดา-สุทธิสาร ขณะที่แฟนหนุ่มกำลังถอดหมวกกันน็อก คุณเฮลท์ตี้จึงโทรศัพท์ไปถามว่า “อยู่ไหน” แฟนหนุ่มกลับตอบว่าอยู่บ้านเพื่อนคนเดิมเมื่อได้ยินคำตอบดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้จึงถามกลับไปว่า “เธอโกหกเราทำไม” แฟนหนุ่มมีอาการเลิ่กลั่กและหันมองซ้ายมองขวา ในที่สุด คุณเฮลท์ตี้จึงบอกเขาว่า เธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และให้เวลา 15 นาทีเพื่อกลับมาเคลียร์ปัญหากันที่บ้าน เมื่อทั้งคู่กลับมาพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันที่เขาอ้างว่าไปหาเพื่อน แท้จริงแล้วเขาเดินทางไปซื้อบริการที่อาบอบนวด และในวันที่เกิดเหตุล่าสุด เขาก็กำลังตั้งใจจะไปใช้บริการอีกครั้ง แต่ถูกคุณเฮลท์ตี้โทรตามเสียก่อน เมื่อกลับมาพูดคุยถึงสาเหตุของปัญหา แฟนหนุ่มจึงเปิดเผยเรื่องที่คุณเฮลท์ตี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เขามักใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานขึ้น เพราะเข้าไปช่วยตัวเอง คำสารภาพดังกล่าวทำให้คุณเฮลท์ตี้ย้อนกลับมาคิดถึงพฤติกรรมที่เธอสังเกตเห็นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และเริ่มเข้าใจว่าการใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานอาจมีสาเหตุจากเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั้งคู่ต้องเผชิญหลังจากนั้น ไม่ได้มีเพียงประเด็นเรื่องการไปซื้อบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับความต้องการทางเพศและความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งตลอดระยะเวลาที่คบกัน คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่าแฟนหนุ่มไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการมีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอ ขณะเดียวกันตัวเธอเองก็ไม่เคยแสดงออกว่าต้องการเช่นกัน ทั้งสองจึงต่างฝ่ายต่างปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่เคยจับเข่าพูดคุยกันอย่างจริงจัง คุณเฮลท์ตี้จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือแท้จริงแล้วเธออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนหนุ่มขาดในเรื่องนี้ เพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศ ไม่เคยรู้สึกต้องการ และไม่เคยสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไป เธอยังตั้งคำถามด้วยว่า การที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัญหาค่อย ๆ สะสมและบานปลายจนเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือไม่ หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเลิกรากับแฟนหนุ่ม ทั้งคู่ยังคงอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เธอยอมรับว่าการกระทำของแฟนทำให้เกิดแผลในใจและทำให้เธอกลับมารู้สึกระแวงทุกครั้งที่แฟนหายไปนาน ๆ ในทางกลับกัน แฟนหนุ่มเองก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเฮลท์ตี้กลับมาเชื่อใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยังคงมีความรู้สึกก้ำกึ่ง เพราะในด้านหนึ่งเธอมองว่าแฟนหนุ่มเป็นคนดีสำหรับเธอในหลาย ๆ เรื่อง และหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็พยายามแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง เธอยังไม่สามารถยอมรับการที่แฟนหนุ่มไปซื้อบริการทางเพศได้ เพราะสำหรับเธอ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติและเป็นการนอกใจรูปแบบหนึ่ง หลังจากพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงบอกกับเธอว่า “เขาไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะเขาเป็นคนผิด” และให้คุณเฮลท์ตี้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อหรือยุติลง คุณเฮลท์ตี้จึงเลือกขอแยกห้องนอนก่อน เพราะในขณะนั้นเธอยังไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะย้ายออกจากที่พักทันที ต่อมาแฟนหนุ่มถามเธอตรง ๆ ว่า “งั้นต่อจากนี้ขอมีเพศสัมพันธ์กับเธอได้ไหม” แต่คุณเฮลท์ตี้ปฏิเสธ เนื่องจากเธอยังไม่รู้สึกสบายใจและยังไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแฟนหนุ่มได้ ขณะเดียวกัน เดือนถัดไปแฟนหนุ่มกำลังจะต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ทำให้คุณเฮลท์ตี้ยิ่งกังวลว่า หากทั้งคู่ต้องอยู่ห่างกันเป็นเวลานาน ทั้งที่ความเชื่อใจของเธอยังไม่กลับมาเต็มร้อย เธอจะสามารถรับมือกับความระแวงและความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ได้อย่างไร แม้แฟนหนุ่มจะพยายามทำให้เธอเห็นว่าเขาต้องการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่บาดแผลจากการโกหกและการไปซื้อบริการทางเพศยังคงทำให้เธอไม่สามารถกลับไปเชื่อใจได้เหมือนเดิมท้ายที่สุดทั้งสองตัดสินใจนัดพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน ขณะเดียวกัน เธอยังต้องตัดสินใจว่า ระหว่างการให้โอกาสคนรักที่กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง กับการยุติความสัมพันธ์เพราะความเชื่อใจที่ถูกทำลายไปแล้ว ทางเลือกใดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอในระยะยาว ด้วยเหตุนี้คุณเฮลท์ตี้จึงนำเรื่องราวทั้งหมดมาปรึกษากับพี่ ๆ ดีเจเพื่อขอความคิดเห็นและมุมมองจากบุคคลภายนอก ก่อนที่ทั้งคู่จะต้องเผชิญกับการแยกกันอยู่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือนจากการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของแฟนหนุ่ม ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “เราว่ามันขาดการคุยกันแค่นั้นแหละ รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคู่เฮลท์ตี้มันแปลก มันมีส่วนที่แปลกไปจากความสัมพันธ์อื่น ๆ ในแบบที่เราฟังเรายังเอ๊ะการไม่ได้มีโซเชียลมีเดียกันทั้งที่คบกันมา 3 ปี หรือการที่เราอยู่ใกล้ชิดกันแล้วมันไม่ได้พัฒนาไปลึกซึ้งต่อ ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอ่ยปากหรือความพยายามที่จะสานต่อให้มันลึกซึ้ง มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือแล้วก็ซับซ้อนแปลก ๆ พอนั่งฟังกันไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่ามันไม่ได้มีการสื่อสารกันเลยหรอในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งที่เราอยู่บ้านเดียวกันมาปีกว่า มันก็คือการทดลองการใช้ชีวิตร่วมกัน มันก็เหมือนการอยู่ก่อนแต่ง ผมว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับสามีภรรยาเท่าไหร่ ถ้าเราอยู่ในบ้านเดียวกันมาปีกว่าแล้วเนี่ย กลับมีอะไรบางอย่างที่กั้นเฮลท์ตี้กับเขาอยู่ให้มันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องคุยกันให้เคลียร์ แล้วเราต้องรู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบไปในเรื่องนี้ หนึ่ง ไม่ได้บอกว่าใครผิด แต่ว่าคู่เรามันไม่ได้สื่อสารกันมากพอ ซึ่งมันแปลกมาก ๆ กับคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันในระยะเวลาปีกว่า ถ้าจะถามจริง ๆ ถึงสาเหตุไม่ต้องไปมองว่าเป็นเพราะใคร แต่อยากให้มองว่าเป็นเพราะเรา ที่ไม่ได้สื่อสารกันมากพอ ทีนี้พอมาตอบคำถามว่าแล้วที่ว่าเลิกไม่เลิกเอายังไงดี เฮลท์ตี้คงต้องถามตัวเองว่าถ้าอยู่กันต่อไป เราจะไว้ใจคนนี้ได้อีกครั้งไหม ทั้งหลายทั้งมวล ในความผิดของเขา ก็คือ ต่อให้จะไม่ได้คุยกันแล้วทำไมเขาไม่มาแสดงความต้องการแล้วเลือกที่จะไปซื้อบริการเลยอ่ะ มันก็แปลก เฮลท์ตี้คงต้องไปตัดสินใจเอาเองว่า มีเขากับไม่มีเขาอะไรดีกว่า คงแค่นี้ จริงๆ อ่ะ เราเลือกเอาเอง” ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้ายังรู้สึกอยากอยู่ ในมุมหอม หอมอยากให้ลองปรับแล้วไปต่อก่อนจนมันไม่ได้จริง ๆ ถ้าในใจลึก ๆ เฮลท์ตี้ยังรู้สึกว่าก็ไม่อยากเสียคนคนนี้ไป อ่ะ โอเค เปิดโอกาส ลองปรับจูนกันเข้ามาหน่อยแล้วเรามาถามตัวเองอีกครั้งนึงว่า เฮ้ย พอมันมีอะไรกันแล้วเนี่ย เรารู้สึกว่าแฮปปี้กับสิ่งนี้ไหม หรือรู้สึกทรมานจะเป็นจะตาย แล้วค่อยมาตัดสินใจว่าเราอาจจะเป็น asexual จริง ๆ คือพี่หอมก็ไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าเรา asexual จริง ๆ ไหม เพราะว่ามันยังไม่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกเนาะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวเรื่องการมีเซ็กส์นะ มันเป็นเรื่องปกติของแฟน มันไม่ใช่สิ่งผิดบาป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องไม่ฝืนตัวเอง ค่อย ๆ เป็นทีละสเต็ป ถ้าเรารู้สึกว่าเรายังอยากมีเขาอยู่ในชีวิต แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ เราขจัดความรู้สึกระแวงไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทน แต่เราค่อย ๆ ให้โอกาสซึ่งกันและกันก่อน แต่อยู่ที่เฮลท์ตี้เลย ความสุขเราก็เป็นหลักเหมือนกัน แล้วหนูเป็นเคสปกตินะ ที่ผู้หญิงกลัวการมีเพศสัมพันธ์ เราเคยมีผู้ชายกับผู้หญิงที่เขาโทรมาในรายการเหมือนกัน เพราะเขามีครั้งแรกแล้วผู้หญิงเจ็บ มีเลือดออก แล้วเขาก็ไม่กล้ามีอีกเลย แต่เขาบอกว่าแฮปปี้กับการอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีอะไร อันนั้นคู่เขาคือลงตัวไง เราแค่ไปหาตรงกลาง หาตรงด้วยกัน” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่ว่าเฮลท์ตี้ อาจจะต้องหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคุย เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองก่อนจริงๆ ไปหาหมอทั้งคู่ได้นะ หรืออาจจะหนูก่อนก็ได้ เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองว่าตกลงแล้วสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนเนี่ยมัน ลักษณะไหนกันแน่ เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเอง สมมุติว่าหมอไฟนอลมาว่า คุณคือ asexual แน่ ๆ เลย อย่างเงี้ย ถ้าวันนั้นเฮลท์ตี้ยังให้โอกาสแฟนคนนี้อยู่ ก็จะได้สื่อสารและคุยกับเขาต่อว่าสรุปว่า อ๋อ โอเค ฉันเข้าใจตัวฉันแล้วว่า ฉันเป็นคนไม่ได้ต้องการเรื่องเพศ ซึ่งอันนี้คนที่อยู่กับเฮลท์ตี้เขาจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าสองคนเนี่ยจะได้รู้ว่าจะยังไงกันต่อ ถ้าอย่างงั้นมันไปกันต่อ โอเค ฉันอยู่กับเธอแบบอย่างเงี้ย ฉันก็มีความสุข แต่ฉันขอไปลงอ่างด้วยเพื่อที่ฉันจะไม่ต้องรบกวนเรื่องนี้ เพราะเขามีความต้องการทางนี้อยู่ เหมือนกับว่าคนสองคนมันมีความต้องการไม่เหมือนกัน มันหาวิธีตรงกลางที่มันจะอยู่ด้วยกันได้ หรือถ้าเฮลท์ตี้บอกว่าการลงอ่างคือการนอกใจ แม้ว่าเธอจะมีอะไรกับฉันไม่ได้ เธอต้องไม่ไปลงอ่าง เธอช่วยตัวเองไปเรื่อย ๆ ก็ต้องหาคนที่เป็น asexual เหมือนกัน ถ้าเฮลท์ตี้รับได้ เขาก็รับได้ แสดงว่าเขายอมข้อเสนอนี้ เมื่อใดก็ตามลงอ่างมันผิด เขารับไม่ได้ เขาก็จะบอกเฮลท์ตี้ว่า เอองั้นเราไม่ไหวว่ะเราจะรักกับเฮลท์ตี้อย่างเดียวโดยที่เราไม่ปลดปล่อยทางเพศสัมพันธ์จริง ๆได้เขาไม่เอาอย่างเงี้ย ก็จะได้แยกกัน อย่างที่พี่เผือกได้พูดไปตอนแรกก็คือ ทั้งคู่ไม่คุยกัน ตอนนี้เป็นประเด็นหลักๆ เลยคือไม่พูดไม่คุยกัน แล้วคิดเองเออเอง แล้วตกลงทำไปเอง มันก็เลยมีผลลัพธ์ทำให้เรารู้สึกแบบระแวง ไม่สบายใจ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 15 อยาก Make Friend กับเพื่อนผู้ชายคนนึง แต่ไม่กล้า หนูชอบเพลงยุค 90 มี ‘พี่มาช่า’ เป็นศิลปินในดวงใจ ตอนอยู่โรงเรียน เขาดีดกีต้าร์ร้องเพลงของ ‘พี่หนุ่ย อำพล’ ด้วย พีคสุด! เพิ่งรู้ว่าร้านเทปที่หนูเคยไปซื้อ แม่เค้าก็เป็นเจ้าของร้าน...

07 มี.ค. 2023

หนูอายุ 15 อยาก Make Friend กับเพื่อนผู้ชายคนนึง แต่ไม่กล้า หนูชอบเพลงยุค 90 มี ‘พี่มาช่า’ เป็นศิลปินในดวงใจ ตอนอยู่โรงเรียน เขาดีดกีต้าร์ร้องเพลงของ ‘พี่หนุ่ย อำพล’ ด้วย พีคสุด! เพิ่งรู้ว่าร้านเทปที่หนูเคยไปซื้อ แม่เค้าก็เป็นเจ้าของร้าน...

“น้องมัมมัม (นามสมมุติ)” อายุ 15 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (01/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษาพี่ๆ ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาการแอบชอบเพื่อนโดย “น้องมัมมัม (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘ส่วนตัวหนูเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเข้าหาคนอื่น ซึ่งเวลาที่คนนอกมองมาจะดูเหมือนคนหยิ่ง ไม่มองใคร ดูแบบใครๆก็เข้าถึงตัวยาก ทั้งๆที่ในใจหนูก็อยากเข้าหาแต่ไม่กล้า ตอนนี้หนูมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทๆกัน แต่เพื่อนๆก็เป็นคนเข้าหาหนูก่อน เลยได้สนิทกันคือหนูอยากเมคเฟรนด์กับเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง อยู่ห้องเดียวกัน นั่งใกล้ๆกัน ที่หนูอยากเมคเฟรนด์กับเขาเพราะเขามีอะไรคล้ายๆกับหนูมากๆเลย หนูจะเป็นคนที่รสนิยมไม่ได้เหมือนกับเพื่อนในวัยเดียวกัน เพราะหนูชอบฟังเพลงเก่าๆ ยุค 90 หนูมีศิลปินในดวงใจคือ พี่มาช่า วัฒนพานิช...ตอนหนูขึ้นชั้น ม.4 มันทำให้หนูรู้ว่า จริงๆแล้วก็มีคนที่ฟังเพลงเหมือนหนูเหมือนกัน ซึ่งคนๆนั้นก็คือเพื่อนคนนี้ที่หนูอยากเมคเฟรนด์ด้วย จริงๆหนูแค่อยากเมคเฟรนด์กับเขา แต่สถานการณ์ทุกอย่างมันไม่เอื้ออำนวยเลย หนูเป็นคนขี้อายด้วย และเขาก็ไม่กล้าที่จะมาคุยกับหนูด้วยเหมือนกัน แรกๆก็ไม่รู้ว่าเขาชอบเพลงพวกนี้ แต่พอหลังๆเขาก็หยิบกีต้าร์ขึ้นมาเล่นเพลงเก่าๆ แล้วก็นั่งเล่นอยู่หลังห้อง เขาจะร้องพวกเพลงไทยสากล โมเดิร์นด็อก พอส เพลงแกรมมี่ และเขาก็เล่นเพลงของพี่หนุ่ย อําพล ด้วย ตอนนั้นหนูปลื้มใจมาก ไม่เคยมีใครรู้ว่าหนูชอบเพลงนี้ หนูนั่งเงียบอยู่หน้าห้อง เขินมาก แต่ไม่กล้าเลยและมีครั้งหนึ่งที่ความพยายามหนูจะเพิ่งขึ้น ตอนนั้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัด มันจะมีพวกที่ร้องเพลงบนรถ แล้วช่วงนั้นเป็นขากลับ หนูเหมือนโดนเจ้าเข้า วิญญาณพี่ช่าเข้าใส่ร่างหนู แล้วหนูก็ร้องเพลงออกไป เพื่อนคนอื่นก็นั่งเงียบ เพราะไม่มีใครรู้จักพี่ช่าเลย หนูก็ไม่รู้เลยว่าหนูกับเขาร้องเพลงคู่กัน เขาร้องอยู่ของเขา หนูก็เลยไปแย่งไมค์คนอื่นมาร้อง หนูก็อยากจะเมคเฟรนด์กับเขาขึ้นเรื่อยๆ และเหมือนเขาก็อยากจะเมคเฟรนด์กับหนูเหมือนกัน เวลาที่หนูลงสตอรี่ไอจีอะไรเกี่ยวกับพวกเก่าๆ ที่บ้านหนูมีเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท หนูก็ชอบเอามาเปิดเล่นลงสตอรี่ไอจี เขาก็ชอบมากดใจให้ ก่อนหน้านี้หนูปิดรีพายไว้ แต่ตอนนี้เพิ่งเปิดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มันก็มีเหตุการณ์ที่เราได้คุยกันจริงๆจัง คือ หนูเดินไปซื้อเทปอยู่แถวๆตลาด หนูก็ได้เจอกับร้านๆนึง ซึ่งมันพีคมากตรงที่เจ้าของร้านนั้นเป็นแม่ของเขา บังเอิญมาก แล้วเราก็เลยได้ทักกัน หนูก็เลยเอาเทปที่เพิ่งซื้อมาลงในสตอรี่ไอจี เขาก็รีพายมาว่า เขาเพิ่งรู้ว่าคนที่ซื้อเทปจากร้านแม่เขาไปคือหนู แล้วก็คุยกัน ถามกันเป็นไงบ้าง อะไรประมาณนี้ ตอนนั้นหนูรู้สึกใจเต้นมากเลย เพราะเขาทักมา หนูไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เลยแล้วหนูก็แอบมองเขามาเรื่อยๆ จนเดือนที่ผ่านมา หนูก็นั่งเรียนวิชาพระพุทธในห้องพระตามปกติ แล้วมันเหลือที่ว่างข้างๆ หนูแค่ทีเดียว เขาเดินเข้ามาในห้องแล้วเห็นที่ว่างตรงนั้น เขาก็ไม่นั่ง เดินหนีไปทางอื่น แล้วก็พูดอะไรไม่รู้กับเพื่อน เหมือนไม่พอใจที่เหลือที่ว่างแค่ข้างหนู เขาก็ไปเบียดนั่งกับคนอื่นแทน ทำให้หนูรู้สึกว่า เอ๊ะ! หรือว่าจริงๆแล้วเขาไม่อยากเมคเฟรนด์กับเรา หรือเขาไม่ชอบเรารึป่าว หนูแค่หวังว่าอยากจะเมคเฟรนด์กับเขาในฐานะเพื่อน แต่ถ้าจะเป็นแฟนก็ไม่ปิดกั้นมันไม่ใช่แค่กับเขาคนเดียวที่หนูอยากจะเมคเฟรนด์ แต่หนูอยากเมคเฟรนด์กับเพื่อนๆหลายคน แต่ไม่กล้าเลย ไม่กล้าที่จะเข้าหาใครเลย รวมถึงกรณีของเขาด้วย...3 ดีเจก็ได้ให้คำปรึกษา “น้องมัมมัม (นามสมมุติ)” ว่า ‘สมัยนี้มันมีตัวช่วยเยอะมาก แอปพลิเคชันต่างๆ หลักพื้นฐานง่ายๆเวลาที่หนูอยากรู้จักกับใคร คือต้องพยายามสร้างบทสนทนาที่เป็นปลายเปิด เพื่อให้เขาได้แสดงความเห็นแล้วเราจะได้มีบทสนทนาการโต้ตอบกับเขาได้ การสร้างบทสนทนานั่นคือสิ่งสำคัญมาก การพูดคุย พยายามหาประสบการณ์ร่วมอะไรก็ได้ ที่หนูรู้สึกว่าถ้าคุยกันเรื่องนี้ หนูมีเรื่องที่จะคุยได้ และเขาก็มีเรื่องจะคุยกับเราได้ อย่างเพื่อนผู้ชายคนนี้ก็คือเรื่องเพลง หนูลองไปชวนเขาคุยเลย เช่น ได้ฟังเพลงนั้นเพลงนี้มั้ย เราชอบเพลงนี้เหมือนกันหนูลองหากิจกรรมที่มันจะเป็นตัวเชื่อมที่ทำให้หนูปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ไปเข้าชมรมอะไรก็ตามที่ทำให้หนูได้อยู่กับคน ได้พูดกับคน ทำความรู้จักกับคน เราต้องพยายามเอาตัวเองออกไปจากที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยสำหรับเรา เพื่อที่เราจะได้รู้จักคนอื่นและโลกใหม่ๆแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าวันใดวันหนึ่งหนูรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวหนู หนูไม่ใช่คนที่จะเป็นแบบนั้นก็ไม่ต้องพยายามนะ เพราะวันนึงโลกมันจะเหวี่ยงคนแบบหนูนี่แหละมาให้เจอกัน มองหน้ากันแล้วเดี๋ยวก็เป็นเพื่อนกันเอง มันเป็นการตามหาจุดที่เราสบายใจด้วย ว่าเราเป็นคนแบบไหน วางตัวแบบไหน จุดไหนที่เราเองก็แฮปปี้ เพื่อนก็แฮปปี้กับเรา แต่หลักๆคือไม่ต้องพยายามจนไม่เป็นตัวของตัวเองนะ...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูมาทำงานต่างประเทศ สามีบอกเดี๋ยวจะตามมา หนูส่งเงินค่ากิน ค่าใช้ ค่าเช่าบ้าน ค่ารถให้เขามา 8 เดือนกว่า เขาไม่ทำงานเลย จนมารู้ทีหลังว่ามีผู้หญิงอีกคน ตอนนี้สามีขอคบ 2 คน ถ้าไม่ยอมก็ท้าให้เราฟ้องเอา หาหลักฐานมาให้ได้สิ หนูเสียใจที่สุด...

01 พ.ย. 2024

หนูมาทำงานต่างประเทศ สามีบอกเดี๋ยวจะตามมา หนูส่งเงินค่ากิน ค่าใช้ ค่าเช่าบ้าน ค่ารถให้เขามา 8 เดือนกว่า เขาไม่ทำงานเลย จนมารู้ทีหลังว่ามีผู้หญิงอีกคน ตอนนี้สามีขอคบ 2 คน ถ้าไม่ยอมก็ท้าให้เราฟ้องเอา หาหลักฐานมาให้ได้สิ หนูเสียใจที่สุด...

“คุณมิวสิค (นามสมมติ)” สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาทำงานอยู่ต่างประเทศ ส่งเงินให้แฟนที่ไทยตลอด แต่ตอนนี้เขาไปกับคนอื่น โดย “คุณมิวสิค (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘พอดีเรามาทำงานตามความฝันที่ต่างประเทศก่อนแฟน แล้วก็ส่งเงินให้เขาใช้จ่ายส่วนตัว พร้อมกับจ่ายค่าธุรกิจของเขาตลอดเลย แต่ตอนนี้เขาไปกับอีกคนนึง หนูมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณปีกว่าๆ เราทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่มีการจดทะเบียนกันเพื่อจะไปทำงานที่ต่างประเทศ หนูคบกับแฟนคนนี้มาประมาณ 10 ปี คบกันตั้งแต่เรียนอยู่ ซึ่งเขาเป็นคนที่เจ้าชู้มากๆ ตั้งแต่คบกันมาเขามีคนอื่นมาตลอด จับได้ตลอด นิ้วมือนิ้วเท้าหนูนับไม่ได้เลย บางคนหนูก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่หนูก็ให้อภัยเขามาตลอด บวกกับพอเราทำงาน เขาก็จะมีช่วงที่ทำงานไม่ได้ ทำงานได้บ้าง หนูก็จะเป็นคนที่ซัพพอร์ตเขามาตลอด จนมีช่วงนึงที่เขาป่วย แทบจะเดินไม่ได้เลย หนูก็ยังอยู่กับเขา พอเขาหายดีขึ้น เขาก็กลับมาเป็นคนเดิมที่ก็ยังแอบนอกลู่นอกทางมาตลอด แต่เขาก็ไม่ได้ไปไหน ยังอยู่กับหนู แล้วหนูก็ให้อภัยเขา จนพอเราอายุมากขึ้น เรามีการพูดถึงอนาคตมากขึ้นว่าจะทำยังไง? ด้วยความที่เขาไม่ได้มีการงานที่มั่นคง เราจึงคุยกันว่าเราจะมาทำงานที่ต่างประเทศ มีการเลือกหลายๆประเทศ แต่ก็มาจบที่ออสเตรเลีย ซึ่งคุณสมบัติการมาที่นี่ของเขามันยากกว่าของหนู ด้วยวุฒิการศึกษา หน้าที่การงานของหนูดีกว่าเขา จึงทำให้เขาไม่สามารถมาพร้อมกับหนูได้ หนูเลยต้องมาคนเดียว และเราก็มีการตกลง สัญญากันว่าถ้าหนูมาครบ 1 ปีแล้วเขาจะตามหนูมาที่นี่ แต่พอหนูมาจริงๆ เขาก็ไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะมาที่นี่ ตลอดระยะเวลาประมาณ 8 – 9 เดือนที่ผ่านมาเขาไม่ทำงานเลย แล้วเขาก็ต้องมีรถยนต์ที่ต้องผ่อนเดือนละ 9 พัน บวกกับค่าใช้จ่ายของเขา ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเดินทาง เหมือนบางวันเขาก็บอกจะไปหางานทำ แต่ก็ไปแล้วไม่ได้ ไปแล้วไม่เอา จริงๆก่อนหน้านี้ตัวหนูเองอยากแต่งงานมาตลอด แต่ด้วยความที่มันไม่พร้อมอะไรเลย มันทำให้ไม่มีการได้แต่งงานกัน แต่พอวีซ่าหนูผ่านปุ๊บ เขาก็ขอหนูแต่งงาน พอวันเกิดหนูเขาก็พาไปจดทะเบียนสมรส แล้วหนูก็ถามเขาว่ามั่นใจหรอว่าจะอยู่กับคนแบบเราได้ ซึ่งหนูก็ถามตัวเองเหมือนกันว่าหนูจะอยู่กับเขาได้มั้ย? หนูก็คิดว่าเราไม่น่าจะอยู่กับคนแบบนี้ได้ แต่เหมือนเราคบกันมานาน แล้วเขาก็เป็นแฟนคนแรกของหนู มันมีความไม่กล้าเดินออกมา หนูคิดข้อดีของเขาไม่ออกเลย พอหนูมาอยู่ที่นี่ ด้วยความที่หนูอยากให้เขามาที่นี่ด้วย หนูก็ช่วยเขา เพราะเขาต้องทำตัวเองให้มีคุณสมบัติที่ดีเหมือนซัพพอร์ตเราได้ มีการมีงานที่ดีทำถึงจะติดตามมาที่นี่ได้ พอเขาไม่ทำงาน ไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลาเกือบปี หนูก็รู้สึกว่าทำไมเขาไม่มีความกระตือรือร้น พยายามพูดแล้ว แต่พอพูดเราก็จะทะเลาะกัน หนูเลยเสนอเขาไปว่าถ้าเขาไม่อยากทำงานประจำ ไม่อยากเป็นลูกน้องคนอื่น งั้นเราเปิดธุรกิจกันมั้ย? เราเปิดร้านอาหารเล็กๆให้เธอ เพื่อทำสเตจเม้นแล้วให้เธอได้มาที่นี่ แล้วหนูก็เป็นคนลงทุนให้เขา ตอนแรกเขาไม่อยากทำเลย แต่พอหนูพูดให้เขาทำ เขาก็ไปทำจริงๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำอยู่ 3 เดือนแรกหลังจากเปิดร้านอาหารก็ดูโอเค เขายังคุยกับหนูปกติ แต่หนูเป็นคนที่ติดเขา หนูเลิกเรียนหนูโทรหาเขา หลังเลิกงานหนูโทรหาเขา แต่หลังๆมานี้ทุกอย่างที่หนูทำคือเขารำคาญหนู เขาทำให้หนูร้องไห้ตลอดเวลา ตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปีนี้ หนูไม่รู้สาเหตุด้วย หนูพยายามถามเขาว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมดูเหมือนไม่รัก ไม่คิดถึง ไม่โหยหา ทั้งๆที่หนูดูแล้วว่าโอกาสที่เขามาที่นี่ไม่ได้ หนูพยายามกลับไปหาเขามากๆ หนูพยายามพูดว่าถ้างั้นไม่เป็นไร ขอกลับบ้านไปอยู่กับเขาได้มั้ย? ซึ่งเขาจะพูดประมาณว่ากว่าจะได้มา มันยากนะ อยู่ต่ออีกหน่อยสิ เหมือนพูดเกลี่ยกล่อมให้เราอยู่ต่อ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เรามาทำเพื่อความฝันของเรา เอาจริงหนูไม่ได้มีความฝันอะไรมากเลย หนูแค่อยากอยู่กับเขา แต่ความฝันของเขา เขาอยากมีนู้นมีนี่ ซึ่งหนูคิดว่าเขาทำคนเดียวไม่ได้ หนูต้องช่วยเขา เพราะฉะนั้นหนูเลยต้องอยู่ต่อ จนความรู้สึกนั้นมันมากเลยทำให้หนูน้อยใจ แล้วเวลาที่ไทยกับออสเตรเลียต่างกัน 3 – 4 ชั่วโมง หนูยอมนอนดึกทุกวัน เพื่อรอคุยกับเขาหลังจากที่เขาเก็บร้านเสร็จ แต่เขาบอกหนูว่า รอเขาทำไม? จากที่เราเคยคอลกัน เขาเริ่มไม่อยากคอล ไม่อยากคุย เขาบอกว่าหนูทำแบบนี้ เขาเหนื่อย แค่ทำงานเขาก็เหนื่อยแล้ว ทำไมเขาต้องมาเหนื่อยกับหนูอีก จนหนูเลยลองไม่ตามเขาบ้าง แล้วเขาก็บอกเลิกหนู แต่เขากลับมาแอดเฟซบุ๊กหนู ตอนนั้นหนูดีใจมาก แต่หนูไปเห็นว่ามีผู้หญิงคนนึงคอมเมนต์เขาทุกโพสต์ หนูก็เอะใจเพราะเป็นพี่ที่หนูรู้จัก แล้วคุณแม่ของเขาเป็นคนบอกหนูเองว่าเขามีคนอื่นมาตลอด ผู้หญิงคนนั้นก็บอกหนูว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ต้นปี แต่ผู้ชายไม่ยอมรับ แล้วบอกหนูว่าเขาขอมี 2 คนได้มั้ย? เพราะเขาขาดใครไปไม่ได้สักคน เลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูอยากหย่ากับเขา แต่เขาไม่ยอมหย่า หนูต้องทำไงดี?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-