คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

22 ส.ค. 2026

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง

จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ

แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น

หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

        ‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ)  เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่คบกับแฟนมานาน แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กัน ก่อนแฟนตัดสินใจไปใช้บริการทางเพศ จนเกิดเป็นปัญหาในความสัมพันธ์

        ‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ หลังจากคบหากับแฟนหนุ่มมานาน 3 ปี และตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันนานกว่า 1 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน ทั้งคู่กลับไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์ ทั้งคู่คบหากันตามปกติเหมือนคู่รักทั่วไป โดยครอบครัวของทั้งสองฝ่าย รวมถึงคนรอบตัว ต่างรับรู้ว่าทั้งคู่คบหากัน แม้จะมีข้อสังเกตอยู่บ้างว่า ทั้งสองไม่ได้แอดเฟรนด์หรือเป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดีย และไม่มีการลงรูปคู่ในอินสตาแกรม โดยช่องทางหลักที่ใช้ติดต่อกันคือไลน์ หากมีเรื่องเร่งด่วนก็จะโทรศัพท์หากันโดยตรง

        อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่า เรื่องการไม่ได้เป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดียไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ครอบครัวและคนใกล้ตัวรับรู้อยู่แล้ว ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลาคบกันประมาณ 3 ปี คือ ทั้งคู่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันเลย โดยคุณเฮลท์ตี้เองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศกับใครมาก่อนเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเป็นการแสดงความรักในระดับพื้นฐาน เช่น การกอด การหอม หรือการจุ๊บกัน แต่ไม่ได้พัฒนาไปถึงความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้ง

        ในช่วงแรก คุณเฮลท์ตี้ไม่ได้รู้สึกว่าความสัมพันธ์มีปัญหา และไม่ได้ระแวงว่าแฟนหนุ่มจะมีคนอื่น เพราะแฟนเคยพูดกับเธอว่า “เราไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้นะ เรารอให้เธอพร้อมก่อนได้” ด้วยเหตุนี้ คุณเฮลท์ตี้จึงเข้าใจว่าแฟนหนุ่มให้เกียรติและพร้อมรอจนกว่าเธอจะมีความพร้อม แต่หลังจากพูดคุยกันในครั้งนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้กลับมาพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกันอีกเลย นอกจากนี้ แฟนหนุ่มยังเคยพูดกับเธออีกว่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหากทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว เขาจะรู้สึกเบื่อเธอหรือไม่ ทำให้เรื่องนี้ยิ่งไม่ได้ถูกหยิบมาพูดคุยอย่างจริงจัง

        คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ตัวเธอเองไม่เคยมีความรู้สึกอยากมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อน ไม่เคยช่วยตัวเอง และไม่เคยรับชมสื่อสำหรับผู้ใหญ่เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ จึงไม่ได้รู้สึกว่าการไม่มีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับแฟนเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องพูดคุยในเวลานั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่คุณเฮลท์ตี้ตั้งข้อสังเกตภายหลัง คือในอดีตเธอเคยมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โดยแพทย์เคยสอบถามว่าเธอเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ซึ่งเธอตอบว่าไม่เคย เธอจึงคาดเดาว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แฟนหนุ่มไม่กล้าที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอเช่นกัน

        อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งประมาณช่วงกลางเดือนพฤษภาคม คุณเฮลท์ตี้เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของแฟนหนุ่มที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่แฟนหนุ่มใช้เวลาอาบน้ำประมาณไม่เกิน 10 นาที กลับเริ่มใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้น บางครั้งมากกว่า 20 นาที อีกทั้งยังเริ่มติดโทรศัพท์ กลับบ้านดึกขึ้น และใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากขึ้น ก่อนหน้านี้แฟนหนุ่มมักจะถามว่าเธอเลิกงานกี่โมง จะให้ไปรับหรือไม่ หรือมีการพูดคุยถามไถ่กันระหว่างวัน แต่ช่วงหลังกลับเหลือเพียงข้อความลักษณะว่า “ถ้าเธอกลับก่อน เธอก็อยู่บ้านไปก่อนนะเราติดงาน” แม้จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ในตอนแรกคุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้คิดว่าแฟนหนุ่มกำลังนอกใจหรือมีคนอื่น เธอเพียงรู้สึกสงสัยและไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์อย่างไร

        เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ความรู้สึกอึดอัดของคุณเฮลท์ตี้เริ่มเพิ่มมากขึ้น เพราะเธอรู้สึกว่าการสื่อสารระหว่างทั้งคู่ไม่เหมือนเดิม แฟนหนุ่มไม่ค่อยรับฟังสิ่งที่เธอพูด และปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากขึ้น ขณะที่ตัวเขาเองกลับบ้านดึกและใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าเดิม ในที่สุดเธอจึงตัดสินใจพูดกับแฟนตรง ๆ ว่า “มันเป็นอะไร มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเราถึงคุยกันเหมือนเดิมไม่ได้” รวมถึงถามถึงสาเหตุที่กิจวัตรต่าง ๆ ซึ่งทั้งคู่เคยปฏิบัติต่อกันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แฟนหนุ่มให้เหตุผลว่า ช่วงนั้นเขารู้สึกเหนื่อยและมีงานจำนวนมาก รวมถึงกำลังเตรียมงานสำหรับโปรเจกต์ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ แต่คำตอบดังกล่าวก็ยังไม่สามารถทำให้คุณเฮลท์ตี้รู้สึกสบายใจหรือคลายความสงสัยได้ทั้งหมด

        ต่อมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความสงสัยของคุณเฮลท์ตี้เพิ่มมากขึ้น โดยปกติในวันเสาร์ ทั้งคู่มักจะออกกำลังกายด้วยกัน แต่วันนั้นคุณเฮลท์ตี้ไม่ได้ไปด้วย แฟนหนุ่มจึงออกไปคนเดียว และส่งข้อความมาบอกว่าเขาอาจกลับดึก เพราะรถของเพื่อนเสีย และเพื่อนต้องการให้เขาไปช่วยดูรถที่บ้านเนื่องจากเพื่อนคนดังกล่าวเป็นคนที่แฟนหนุ่มรู้จักและไปมาหาสู่กันอยู่เป็นประจำ คุณเฮลท์ตี้จึงไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไร เวลาประมาณ 22.00 น. คุณเฮลท์ตี้ส่งข้อความไปถามว่าแฟนจะกลับดึกหรือไม่ เพราะเธอยังไม่ได้รับประทานอาหารและตั้งใจจะรอรับประทานอาหารพร้อมกัน แฟนหนุ่มตอบกลับมาว่าอาจกลับดึก แต่คงอยู่อีกไม่นาน คุณเฮลท์ตี้จึงรออยู่ที่ห้อง กระทั่งเผลอหลับไป และตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแฟนหนุ่มกำลังอาบน้ำ เมื่อเธอก้มดูเวลา ปรากฏว่าเป็นเวลาประมาณ 01.30 น. แฟนหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติแต่อย่างใด และยังแสดงความรักกับเธอตามปกติ ทั้งการกอดและหอม ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันนอน

        เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเฮลท์ตี้จึงถามแฟนหนุ่มว่า “เมื่อคืนเธอกลับมากี่ทุ่ม” แฟนหนุ่มตอบว่าเขากลับมาถึงประมาณ 23.00 น. แต่คุณเฮลท์ตี้รู้ความจริงว่าเขากลับมาถึงห้องประมาณ 01.30 น. เพราะเธอเป็นคนได้ยินเสียงเขาอาบน้ำ เธอจึงถามย้ำอีกครั้งว่า มีอะไรที่ต้องการบอกเธอหรือไม่ แต่แฟนหนุ่มยังคงยืนยันว่าไม่มีอะไร เพียงแต่นั่งพูดคุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อย

        หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปอีก 2-3 วัน คุณเฮลท์ตี้รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลับเข้าสู่รูปแบบเดิม แฟนหนุ่มออกไปทำงาน กลับถึงห้องดึก และแทบไม่มีเวลาพูดคุยกันเหมือนแต่ก่อน ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและต้องการเรียกร้องความสนใจจากแฟน คุณเฮลท์ตี้จึงบอกว่า “เดี๋ยววันนี้เราไปนอนข้างนอกนะ เราคงไม่รอเธอกลับบ้านอะ เราไปกินข้าวคนเดียวแล้วเราก็ไม่กลับเข้ามา” แต่แฟนหนุ่มไม่ได้ทักหรือตามเธอกลับมาเหมือนที่เคยทำเวลาทั้งคู่มีปัญหากัน แม้ภายหลังเขาจะส่งรูปมาให้ดูว่าอยู่ที่ทำงานจริง และอธิบายว่าเหตุผลที่ไม่ได้ตาม เพราะกำลังติดงานและไม่รู้ว่าจะตามเธออย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณเฮลท์ตี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกละเลย

        เช้าวันถัดมา เธอจึงตัดสินใจขอเลิกกับแฟน และบอกว่าจะกลับไปเก็บของที่ห้อง พร้อมพูดว่า “เราห่างกันสักพักดีกว่า” แฟนหนุ่มพยายามขอให้เธอกลับมาพูดคุยกันดี ๆ ก่อน แต่เธอปฏิเสธไปเนื่องจากเธอเองรู้สึกว่าหากคุยแล้วเป็นเหมือนเดิมสู้เธอไม่คุยเลยจะดีกว่าระหว่างนั้น ขณะที่คุณเฮลท์ตี้กำลังจอดรถอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้านใกล้ป้ายรถเมล์ เธอสังเกตเห็นแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไป โดยในตอนแรกเธอไม่ได้คิดอะไร เพราะเข้าใจว่าแฟนอาจกำลังออกไปซื้ออาหารแต่ด้วยความสงสัยที่สะสมมา เธอจึงตัดสินใจขับรถติดตามไป กระทั่งพบว่าแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณอาบอบนวดแห่งหนึ่งย่านรัชดา-สุทธิสาร ขณะที่แฟนหนุ่มกำลังถอดหมวกกันน็อก คุณเฮลท์ตี้จึงโทรศัพท์ไปถามว่า “อยู่ไหน” แฟนหนุ่มกลับตอบว่าอยู่บ้านเพื่อนคนเดิมเมื่อได้ยินคำตอบดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้จึงถามกลับไปว่า “เธอโกหกเราทำไม” แฟนหนุ่มมีอาการเลิ่กลั่กและหันมองซ้ายมองขวา ในที่สุด คุณเฮลท์ตี้จึงบอกเขาว่า เธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และให้เวลา 15 นาทีเพื่อกลับมาเคลียร์ปัญหากันที่บ้าน

        เมื่อทั้งคู่กลับมาพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันที่เขาอ้างว่าไปหาเพื่อน แท้จริงแล้วเขาเดินทางไปซื้อบริการที่อาบอบนวด และในวันที่เกิดเหตุล่าสุด เขาก็กำลังตั้งใจจะไปใช้บริการอีกครั้ง แต่ถูกคุณเฮลท์ตี้โทรตามเสียก่อน เมื่อกลับมาพูดคุยถึงสาเหตุของปัญหา แฟนหนุ่มจึงเปิดเผยเรื่องที่คุณเฮลท์ตี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เขามักใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานขึ้น เพราะเข้าไปช่วยตัวเอง

        คำสารภาพดังกล่าวทำให้คุณเฮลท์ตี้ย้อนกลับมาคิดถึงพฤติกรรมที่เธอสังเกตเห็นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และเริ่มเข้าใจว่าการใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานอาจมีสาเหตุจากเรื่องดังกล่าว

        อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั้งคู่ต้องเผชิญหลังจากนั้น ไม่ได้มีเพียงประเด็นเรื่องการไปซื้อบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับความต้องการทางเพศและความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งตลอดระยะเวลาที่คบกัน คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่าแฟนหนุ่มไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการมีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอ ขณะเดียวกันตัวเธอเองก็ไม่เคยแสดงออกว่าต้องการเช่นกัน ทั้งสองจึงต่างฝ่ายต่างปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่เคยจับเข่าพูดคุยกันอย่างจริงจัง

        คุณเฮลท์ตี้จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือแท้จริงแล้วเธออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนหนุ่มขาดในเรื่องนี้ เพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศ ไม่เคยรู้สึกต้องการ และไม่เคยสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไป เธอยังตั้งคำถามด้วยว่า การที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัญหาค่อย ๆ สะสมและบานปลายจนเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือไม่ หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเลิกรากับแฟนหนุ่ม ทั้งคู่ยังคงอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เธอยอมรับว่าการกระทำของแฟนทำให้เกิดแผลในใจและทำให้เธอกลับมารู้สึกระแวงทุกครั้งที่แฟนหายไปนาน ๆ

        ในทางกลับกัน แฟนหนุ่มเองก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเฮลท์ตี้กลับมาเชื่อใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยังคงมีความรู้สึกก้ำกึ่ง เพราะในด้านหนึ่งเธอมองว่าแฟนหนุ่มเป็นคนดีสำหรับเธอในหลาย ๆ เรื่อง และหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็พยายามแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง เธอยังไม่สามารถยอมรับการที่แฟนหนุ่มไปซื้อบริการทางเพศได้ เพราะสำหรับเธอ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติและเป็นการนอกใจรูปแบบหนึ่ง หลังจากพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงบอกกับเธอว่า “เขาไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะเขาเป็นคนผิด” และให้คุณเฮลท์ตี้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อหรือยุติลง 

        คุณเฮลท์ตี้จึงเลือกขอแยกห้องนอนก่อน เพราะในขณะนั้นเธอยังไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะย้ายออกจากที่พักทันที ต่อมาแฟนหนุ่มถามเธอตรง ๆ ว่า “งั้นต่อจากนี้ขอมีเพศสัมพันธ์กับเธอได้ไหม” แต่คุณเฮลท์ตี้ปฏิเสธ เนื่องจากเธอยังไม่รู้สึกสบายใจและยังไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแฟนหนุ่มได้ ขณะเดียวกัน เดือนถัดไปแฟนหนุ่มกำลังจะต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ทำให้คุณเฮลท์ตี้ยิ่งกังวลว่า หากทั้งคู่ต้องอยู่ห่างกันเป็นเวลานาน ทั้งที่ความเชื่อใจของเธอยังไม่กลับมาเต็มร้อย เธอจะสามารถรับมือกับความระแวงและความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ได้อย่างไร แม้แฟนหนุ่มจะพยายามทำให้เธอเห็นว่าเขาต้องการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่บาดแผลจากการโกหกและการไปซื้อบริการทางเพศยังคงทำให้เธอไม่สามารถกลับไปเชื่อใจได้เหมือนเดิมท้ายที่สุดทั้งสองตัดสินใจนัดพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน

        ขณะเดียวกัน เธอยังต้องตัดสินใจว่า ระหว่างการให้โอกาสคนรักที่กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง กับการยุติความสัมพันธ์เพราะความเชื่อใจที่ถูกทำลายไปแล้ว ทางเลือกใดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอในระยะยาว ด้วยเหตุนี้คุณเฮลท์ตี้จึงนำเรื่องราวทั้งหมดมาปรึกษากับพี่ ๆ ดีเจเพื่อขอความคิดเห็นและมุมมองจากบุคคลภายนอก ก่อนที่ทั้งคู่จะต้องเผชิญกับการแยกกันอยู่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือนจากการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของแฟนหนุ่ม

        ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “เราว่ามันขาดการคุยกันแค่นั้นแหละ รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคู่เฮลท์ตี้มันแปลก มันมีส่วนที่แปลกไปจากความสัมพันธ์อื่น ๆ ในแบบที่เราฟังเรายังเอ๊ะการไม่ได้มีโซเชียลมีเดียกันทั้งที่คบกันมา 3 ปี หรือการที่เราอยู่ใกล้ชิดกันแล้วมันไม่ได้พัฒนาไปลึกซึ้งต่อ ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอ่ยปากหรือความพยายามที่จะสานต่อให้มันลึกซึ้ง มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือแล้วก็ซับซ้อนแปลก ๆ พอนั่งฟังกันไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่ามันไม่ได้มีการสื่อสารกันเลยหรอในหลาย ๆ เรื่อง 

        ทั้งที่เราอยู่บ้านเดียวกันมาปีกว่า มันก็คือการทดลองการใช้ชีวิตร่วมกัน มันก็เหมือนการอยู่ก่อนแต่ง ผมว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับสามีภรรยาเท่าไหร่ ถ้าเราอยู่ในบ้านเดียวกันมาปีกว่าแล้วเนี่ย กลับมีอะไรบางอย่างที่กั้นเฮลท์ตี้กับเขาอยู่ให้มันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องคุยกันให้เคลียร์ แล้วเราต้องรู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบไปในเรื่องนี้

        หนึ่ง ไม่ได้บอกว่าใครผิด แต่ว่าคู่เรามันไม่ได้สื่อสารกันมากพอ ซึ่งมันแปลกมาก ๆ กับคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันในระยะเวลาปีกว่า ถ้าจะถามจริง ๆ ถึงสาเหตุไม่ต้องไปมองว่าเป็นเพราะใคร แต่อยากให้มองว่าเป็นเพราะเรา ที่ไม่ได้สื่อสารกันมากพอ

        ทีนี้พอมาตอบคำถามว่าแล้วที่ว่าเลิกไม่เลิกเอายังไงดี เฮลท์ตี้คงต้องถามตัวเองว่าถ้าอยู่กันต่อไป เราจะไว้ใจคนนี้ได้อีกครั้งไหม ทั้งหลายทั้งมวล ในความผิดของเขา ก็คือ ต่อให้จะไม่ได้คุยกันแล้วทำไมเขาไม่มาแสดงความต้องการแล้วเลือกที่จะไปซื้อบริการเลยอ่ะ มันก็แปลก เฮลท์ตี้คงต้องไปตัดสินใจเอาเองว่า มีเขากับไม่มีเขาอะไรดีกว่า คงแค่นี้ จริงๆ อ่ะ เราเลือกเอาเอง”

        ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้ายังรู้สึกอยากอยู่ ในมุมหอม หอมอยากให้ลองปรับแล้วไปต่อก่อนจนมันไม่ได้จริง ๆ ถ้าในใจลึก ๆ เฮลท์ตี้ยังรู้สึกว่าก็ไม่อยากเสียคนคนนี้ไป อ่ะ โอเค เปิดโอกาส ลองปรับจูนกันเข้ามาหน่อยแล้วเรามาถามตัวเองอีกครั้งนึงว่า เฮ้ย พอมันมีอะไรกันแล้วเนี่ย เรารู้สึกว่าแฮปปี้กับสิ่งนี้ไหม หรือรู้สึกทรมานจะเป็นจะตาย แล้วค่อยมาตัดสินใจว่าเราอาจจะเป็น asexual จริง ๆ คือพี่หอมก็ไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าเรา asexual จริง ๆ ไหม เพราะว่ามันยังไม่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกเนาะ

        แล้วก็ไม่ต้องกลัวเรื่องการมีเซ็กส์นะ มันเป็นเรื่องปกติของแฟน มันไม่ใช่สิ่งผิดบาป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องไม่ฝืนตัวเอง ค่อย ๆ เป็นทีละสเต็ป ถ้าเรารู้สึกว่าเรายังอยากมีเขาอยู่ในชีวิต แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ เราขจัดความรู้สึกระแวงไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทน แต่เราค่อย ๆ ให้โอกาสซึ่งกันและกันก่อน แต่อยู่ที่เฮลท์ตี้เลย ความสุขเราก็เป็นหลักเหมือนกัน

        แล้วหนูเป็นเคสปกตินะ ที่ผู้หญิงกลัวการมีเพศสัมพันธ์ เราเคยมีผู้ชายกับผู้หญิงที่เขาโทรมาในรายการเหมือนกัน เพราะเขามีครั้งแรกแล้วผู้หญิงเจ็บ มีเลือดออก แล้วเขาก็ไม่กล้ามีอีกเลย แต่เขาบอกว่าแฮปปี้กับการอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีอะไร อันนั้นคู่เขาคือลงตัวไง เราแค่ไปหาตรงกลาง หาตรงด้วยกัน”

        ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่ว่าเฮลท์ตี้ อาจจะต้องหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคุย เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองก่อนจริงๆ ไปหาหมอทั้งคู่ได้นะ หรืออาจจะหนูก่อนก็ได้ เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองว่าตกลงแล้วสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนเนี่ยมัน ลักษณะไหนกันแน่ เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเอง

        สมมุติว่าหมอไฟนอลมาว่า คุณคือ asexual แน่ ๆ เลย อย่างเงี้ย ถ้าวันนั้นเฮลท์ตี้ยังให้โอกาสแฟนคนนี้อยู่ ก็จะได้สื่อสารและคุยกับเขาต่อว่าสรุปว่า อ๋อ โอเค ฉันเข้าใจตัวฉันแล้วว่า ฉันเป็นคนไม่ได้ต้องการเรื่องเพศ ซึ่งอันนี้คนที่อยู่กับเฮลท์ตี้เขาจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าสองคนเนี่ยจะได้รู้ว่าจะยังไงกันต่อ

        ถ้าอย่างงั้นมันไปกันต่อ โอเค ฉันอยู่กับเธอแบบอย่างเงี้ย ฉันก็มีความสุข แต่ฉันขอไปลงอ่างด้วยเพื่อที่ฉันจะไม่ต้องรบกวนเรื่องนี้ เพราะเขามีความต้องการทางนี้อยู่ เหมือนกับว่าคนสองคนมันมีความต้องการไม่เหมือนกัน มันหาวิธีตรงกลางที่มันจะอยู่ด้วยกันได้

        หรือถ้าเฮลท์ตี้บอกว่าการลงอ่างคือการนอกใจ แม้ว่าเธอจะมีอะไรกับฉันไม่ได้ เธอต้องไม่ไปลงอ่าง เธอช่วยตัวเองไปเรื่อย ๆ ก็ต้องหาคนที่เป็น asexual เหมือนกัน ถ้าเฮลท์ตี้รับได้ เขาก็รับได้ แสดงว่าเขายอมข้อเสนอนี้ เมื่อใดก็ตามลงอ่างมันผิด เขารับไม่ได้ เขาก็จะบอกเฮลท์ตี้ว่า เอองั้นเราไม่ไหวว่ะเราจะรักกับเฮลท์ตี้อย่างเดียวโดยที่เราไม่ปลดปล่อยทางเพศสัมพันธ์จริง ๆได้เขาไม่เอาอย่างเงี้ย ก็จะได้แยกกัน

        อย่างที่พี่เผือกได้พูดไปตอนแรกก็คือ ทั้งคู่ไม่คุยกัน ตอนนี้เป็นประเด็นหลักๆ เลยคือไม่พูดไม่คุยกัน แล้วคิดเองเออเอง แล้วตกลงทำไปเอง มันก็เลยมีผลลัพธ์ทำให้เรารู้สึกแบบระแวง ไม่สบายใจ”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เล่นแอปหาคู่แล้วโดนทักตลอดว่าเป็น LGBTQ+ หรือเปล่า แถมถ้าเขาได้ยินเสียงหนู ก็จะถามว่าเสียงแบบนี้เป็นคนอ้วนเหรอ โดนทักเกือบทุกคนจนหนูเริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง ต้องทำยังไงดีคะ?

31 ก.ค. 2026

เล่นแอปหาคู่แล้วโดนทักตลอดว่าเป็น LGBTQ+ หรือเปล่า แถมถ้าเขาได้ยินเสียงหนู ก็จะถามว่าเสียงแบบนี้เป็นคนอ้วนเหรอ โดนทักเกือบทุกคนจนหนูเริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง ต้องทำยังไงดีคะ?

เล่นแอปหาคู่แล้วโดนทักตลอดว่าเป็น LGBTQ+ หรือเปล่าแถมถ้าเขาได้ยินเสียงหนู ก็จะถามว่าเสียงแบบนี้เป็นคนอ้วนเหรอโดนทักเกือบทุกคนจนหนูเริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง ต้องทำยังไงดีคะ? ‘คุณนานา’ (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 กรกฎาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย’ เรื่องที่ตัวเธอโดนทักว่าเป็น LGBTQ+ หรือเปล่า และเสียงเหมือนคนอ้วน ‘คุณนานา’ อายุ 28 ปี ได้เล่าว่าตัวเธอเองโสดมา 2 ปีแล้วเริ่มเหงาจึงโหลดแอปหาคู่มาลองเล่น และตั้งรูปโปรไฟล์ด้วยรูปที่มั่นใจที่สุด หลังจากเล่นไปสักพักก็ได้คุยกับผู้ชายหลายคน แต่เกือบทุกคนก็ชอบมีคำถามว่า คุณนานาเป็น LGBTQ+ หรือเปล่า พอโดนทักแบบเดิมซ้ำ ๆ จากหลาย ๆ คนทำให้คุณนานาเริ่มหมดความมั่นใจ เพศในแอปก็ใส่เอาไว้ว่าเป็นเพศหญิงแล้ว สเตตัสก็เขียนปกติ เคยติดเล่นและถามกลับไปว่าลองทายดูสิ ปรากฏว่าคนในแอปก็จะหายไปเลยไม่มาตอบ หรือบางคนถ้าคุยกันมาสักพัก คุณนานาก็จะเริ่มโทรคุยเพราะว่าส่วนตัวก็ชอบโทรคุยมากกว่าพิมพ์ พอได้โทรคุยกับอีกฝ่าย เขาก็จะชอบถามหลังจากได้ยินเสียงว่าส่วนสูงและน้ำหนักเท่าไหร่ เพราะฟังจากเสียงแล้วเหมือนคนอ้วน ซึ่งเรื่องเสียงเหมือนคนอ้วนก็โดนถามเยอะพอ ๆ กันกับเรื่องเป็น LGBTQ+ คุณนานาเล่าว่า ปกติก็ฟังเสียงใครไม่ออกว่าเสียงแบบไหนคือคนอ้วน และเสียงแบบไหนคือคนผอม และเธอเองก็ใช้เสียงปกติในการคุย คุณนานาจึงอยากปรึกษาดีเจว่า ‘จะจัดการความรู้สึกตัวเองที่ไม่มั่นใจเวลาโดนทักว่าเป็น LGBTQ+ หรือเปล่า กับเสียงเหมือนคนอ้วนยังไงดี อีกฝ่ายไม่ผิดหรอกที่จะถามหรือเช็ก แต่หนูจะจัดการตัวเองยังไงดี’ และได้ส่งรูปที่ใช้ในแอปหาคู่ให้เหล่าดีเจดูว่ารูปที่ใช้เป็นอย่างไร เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ว่า “คุณนานาเป็นคนสวย บอกกับตัวเองเลยนะว่าเราเป็นคนที่สวยและดูดี ถ้าเราไม่ใช่คนที่แต่งรูปเยอะก็เป็นคนสวยคนหนึ่งเลย ก่อนอื่นเลยคุณนานาต้องมั่นใจในตัวเองก่อน ส่วนเรื่องจะจัดการกับความรู้สึกยังไงดี อย่างแรกเลย ถ้าคุณนานาเป็น LGBTQ+ จริง ๆ แล้วมันผิดตรงไหน มันไม่ใช่สิ่งที่จะมาวัดคุณค่าของเราอยู่แล้ว เขาถามเพื่อรีเช็กเรา ด้วยความที่มาจากแอปหาคู่ ทำให้เขาต้องถามเพื่อความแน่ใจของเขาอยู่แล้ว” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเสนาหอย’ ที่ว่า “จากโปรไฟล์และรูปที่ดูคุณนานาเป็นคนที่สวยคนหนึ่งเลย เข้าใจได้ว่าการที่โดนถามแบบนี้บ่อย ๆ มันก็บั่นทอนจิตใจเราเหมือนกัน แต่การเจอกันทางแอปมันก็มีโอกาสที่จะโดนแบบนี้บ่อย เราอย่าลดคุณค่าของตัวเองจากคำถามพวกนี้เลย เราเป็นตัวของเรา ถ้าเขาจะชอบเราไม่ว่าเราจะเป็นแบบไหนเขาก็จะชอบเราเอง เราใช้แรงฮึดนี้มาผลักดันตัวเองให้ดีขึ้นดีกว่า มั่นใจในตัวเองเข้าไว้นะ” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจอ้อม’ ที่เห็นด้วยกับคำแนะนำของดีเจทั้งสองที่ผ่านมาว่าที่โดนคำถามนี้บ่อย ๆ ก็เพราะมาจากแอปหาคู่ และเพิ่มเติมอีกว่า “บางทีเจอกันตัวต่อตัวยังไม่มั่นใจเลย และสถานการณ์นี้มันมาจากในแอป เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้เรามีสิทธิที่จะสงสัยคนตรงหน้าได้เสมอ ถ้าเจตนาของเขาไม่ได้มาเพื่อย่ำยีความรู้สึก แต่ถามเพื่อที่จะมั่นใจในความคิดของเขาเองก็ย่อมได้เสมอ แต่ถ้าวิธีการถามของเขามันไม่น่ารักกับเรา นั่นก็ทำให้เราสามารถตัดสินเขาจากคำถามนี้ได้เลย การถามมันไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ต้องถามแบบยังให้เกียรติกันอยู่ ใครจะตัดสินคุณนานาว่าอะไรนั่นก็คือธุระของเขา แต่ธุระของคุณนานาตอนนี้คือทำให้ตัวเราเองมีความสุข ไม่มีอะไรต้องน่ากังวลเลยค่ะ” เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนเพื่อนไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน ! ทำยังไงดีคะ หนูมีเพื่อนสนิท 2 คน คนนึงมีแฟนแล้ว แต่คนนึงคลั่งรักแฟนเกิน ทุกครั้งที่กลุ่มแชทหนูคุยเรื่องอะไร เขาจะวกกลับมาพูดเกี่ยวกับเรื่องแฟนเขาตลอดเวลา จะทำอะไร ไปไหนกับแฟน เพื่อนจะรายงานมาในกลุ่มตลอดเวลา

07 ก.ค. 2025

แฟนเพื่อนไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน ! ทำยังไงดีคะ หนูมีเพื่อนสนิท 2 คน คนนึงมีแฟนแล้ว แต่คนนึงคลั่งรักแฟนเกิน ทุกครั้งที่กลุ่มแชทหนูคุยเรื่องอะไร เขาจะวกกลับมาพูดเกี่ยวกับเรื่องแฟนเขาตลอดเวลา จะทำอะไร ไปไหนกับแฟน เพื่อนจะรายงานมาในกลุ่มตลอดเวลา

แฟนเพื่อนไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน ! ทำยังไงดีคะ หนูมีเพื่อนสนิท 2 คน คนนึงมีแฟนแล้ว แต่คนนึงคลั่งรักแฟนเกินทุกครั้งที่กลุ่มแชทหนูคุยเรื่องอะไร เขาจะวกกลับมาพูดเกี่ยวกับเรื่องแฟนเขาตลอดเวลา จะทำอะไร ไปไหนกับแฟนเพื่อนจะรายงานมาในกลุ่มตลอดเวลา “มึง ก็ทำกับข้าวให้แฟนกินนะ ช่วยเลือกของนี้หน่อย คิดว่าแฟนกูจะชอบสีไหน?”ใน STORY ก็โพสคลิปแฟนทั้งวัน จนหนูพูดเล่นๆไปว่า “ทำไมช่วงนี้ส่งเกี่ยวกับแฟนมาเยอะจังเลยอะ เบาๆบ้างก็ได้นะ”เพื่อนก็ส่งสติ๊กเกอร์ขำๆมา แต่ก็ยังทำเหมือนเดิม จะพูดหรือเตือนเพื่อนยังไงให้ไม่เสียเพื่อนดีคะ? “คุณซี (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจก๊อตจิ - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องเพื่อนชอบอวดแฟนมากเกิน โดย “คุณซี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘กลุ่มเพื่อนสนิทหนูมีทั้งหมด 3 คน เราสนิทกันมาก เรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนมหาวิทยาลัย จนเรียบจบ และทำงาน ประมาณ 15 – 16 ปี ให้นามสมมติเพื่อนเป็น A กับ B ซึ่ง A เป็นคนมีแฟน ค่อนข้างเป็นคนคลั่งรักแฟนมาก ส่วน B ก็มีแฟนเช่นกัน แต่ว่าทำตัวปกติ ไม่ได้คลั่งรักแฟนอะไรมากมายขนาดนั้น ส่วนตัวหนูก็มีคนคุย ๆ อยู่บ้าง แต่ว่ายังไม่ได้เรียกว่าแฟน โดยปกติแล้วพวกเราจะมีแชตกลุ่มเพื่อนไว้สำหรับพูดคุยกันทุกวัน เกี่ยวกับเรื่องสารทุกข์สุขดิบของเรา เม้าท์มอยเพื่อนอะไรอย่างนี้ ทีนี้จุดเปลี่ยนของกลุ่มแชตคือ A เขาค่อนข้างคลั่งรักแฟนคนนี้มาก ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ A ก็มีแฟน แต่ก็ปกติ ไม่ได้คลั่งรักอะไรมากหรือเป็นแบบนี้ เพิ่งจะมาเป็นตอนคนปัจจุบัน อย่างตอนเย็น แชตกลุ่มจะเด้งมาแล้วว่า “มึง กูทำกับข้าวแบบนี้ให้แฟนกินนะ” ซึ่งบางทีหนูกับ B จะรู้กันว่าถ้าแชตกลุ่มเด้งมา เอาละ เดี๋ยว A ต้องส่งแฟนเข้ามาแน่ ๆ เป็นแบบนี้จริง ๆ จนหนูกับ B คุยกันว่า “เออมึง จะทำยังไงดี เตือนได้ไหมหรืออะไร” พูดประมาณแบบว่า เบา ๆ ลงหน่อยได้ไหมเรื่องแฟน แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดกับ A ตรง ๆ จนบางครั้งเรารู้สึกว่าแฟน A ไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้ จริง ๆ เราเคยเจอแฟน A แล้ว ช่วงเทศกาลสำคัญ หรือช่วงวันเกิด ถึงจะได้เจอกัน แต่ไม่ค่อยถูกชะตาสักเท่าไหร่ ตอนแรกเฉย ๆ แต่พอในแชตมันทุกวัน ๆ บางทีมันก็เริ่มมึนหัว ซึ่งหนูเคยพูดแบบว่า “เออ ทำไมช่วงนี้ส่งเกี่ยวกับแฟนมาเยอะจัง เบา ๆ บ้างก็ได้นะ” A ก็จะส่งสติ๊กเกอร์ขำ ๆ มา แต่ไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้ A ก็ส่งมาเหมือนเดิม จนบางทีหนูกับ B บอกกันว่า “เออ เดี๋ยวถ้า A ส่งแฟนมันมาอีก เดี๋ยวเราเปิดดูเฉย ๆ ไม่ต้องไปแสดงความเห็นอะไร” แต่สุดท้ายก็เป็นเหมือนเดิม คือบางทีถ้าหนูกับ B ไม่ตอบเขาก็จะชวนคุยเรื่องอื่นก่อน แต่สักพักก็วนกลับมาเรื่องแฟนอีกเหมือนเดิม ปัญหานี้ไม่เคยหายไปเลย เวลาพวกเราคุยเล่นอะไรกัน A ก็จะพยายามวนเอาเรื่องแฟนเข้ามาในกลุ่ม มันเป็นแบบนี้บ่อย ๆ เรื่อย ๆ อย่างบางทีที่หนัก ๆ เลยคือ A จะซื้ออะไรให้แฟน A จะส่งมาในกลุ่มว่า “เออ พวกมึงช่วยเลือกหน่อยสิว่าแฟนกูจะชอบสีไหน” ประมาณนี้ แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัวของเขา อย่างเวลา A แชตคุยกับแฟน A จะแคปหน้าจอแชตส่งเข้ามาในกลุ่มให้ B กับหนูดู ซึ่งบางทีเนื้อหาที่แคปมาเรื่องที่เขาคุยกันมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา 2 คนจริง ๆ B กับหนูไม่จำเป็นต้องรับรู้ก็ได้แต่ A ก็จะพยายามส่งเข้ามาแบบนี้บ่อย ๆ เข้ามาทุกวัน ๆ 3 เวลา จนหนูกับ B เริ่มรู้สึกได้ว่า A มันคลั่งรักเกินไป จึงอยากจะมาปรึกษาดีเจทั้งสามว่า เราจะมีวิธีพูดแบบไหนกับเพื่อนว่าเรารู้สึกอึดอัดที่เพื่อนเป็นแบบนี้ โดยที่ไม่ทำให้เพื่อนเสียใจหรือรู้สึกไม่ดี’ ซึ่ง “ดีเจก็อตจิ” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อยากให้ลองพูดกับเพื่อนตรง ๆ แต่ต้องเป็นคำพูดที่พูดได้ เช่น “เธออย่าส่งมาแล้วได้มั๊ย มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเธอหรือเปล่า เราไม่จำเป็นต้องมารับรู้แฟนของเธอนะ” หรือไม่ก็ยื่นข้อเสนอให้เพื่อนไปว่าถ้าส่งมาอีกจะไปสร้างกลุ่มใหม่ สุดท้ายหากยังเป็นเหมือนเดิม แล้วพูดตรง ๆ ไม่ได้ก็ลองเมิน ไม่อ่านและไม่ตอบ พี่เชื่อว่าสักวันเขาจะรู้ตัวเอง’ ต่อไป “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องนี้ไม่ B ก็ C ต้องมีคนเสียสละหนึ่งคนเพื่อใช้ชื่ออ้างกับเพื่อน ถ้า C ชนะก็ทักไปหา A แล้วบอกว่า “ไม่ได้อยากให้ทะเลาะกันนะแต่ B ฝากมาบอกว่า….” แล้วพูดอ้างไปเลย แต่ B ต้องรู้ด้วยเพื่อกันการเข้าใจผิดระหว่างกลุ่มเพื่อนคือ B และ C ต้องสมัคคีกัน หาก A ทักมาหา B ก็ให้บอกว่า C ก็รำคาญเหมือนกัน ให้ A ได้ตะหงิดใจว่าเพื่อนรำคาญเราทั้งคู่เลย แต่ท้ายที่สุดแล้วหากยังแก้ไม่หายให้เมินไปได้เลยเช่นกัน นิ่ง ๆ ไป ส่งเรื่องอื่นก็คุย ส่งเรื่องแฟนก็เงียบ สุดท้ายแต่ถ้าแฟนเพื่อนเป็นคนดีก็ให้เพื่อนไปเถอะ ความสุขของเพื่อน” สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้ลบทุกข้อความและไม่เข้าไปอ่าน แต่ก็ไม่ใช่ไปต่อต้านเพื่อน เป็นแค่การทำให้ A รู้ว่าทำแบบนี้เพื่อนจะไม่อ่านนะ ถ้าหากเผลอกดอ่านแล้วยังเป็นเรื่องแฟน ก็ให้อ่านแล้วไม่ตอบ ให้คุยแค่เรื่องสำคัญเท่านั้น ถ้า A ถามว่าทำไมอ่านไม่ตอบก็ให้พูดตรง ๆ ได้เลยว่ารำคาญ อ่านไปก็ไม่มีอะไร ถ้า B เข้ามาอ่าน C ก็ค่อยเข้ามา อีกวิธีอาจจะประชดเลยว่า “แฟนมึงดีที่สุดในโลกแหละ ดีก็แต่แฟนมึง” หรือท้ายที่สุดถ้ายังไม่หายก็อาจจะตั้งคำถามว่า “มึงเคยคิดมั๊ย กับสิ่งที่ส่งมา จะให้ตอบอะไร ให้ลองไปอยู่กับแฟนมึงมั้ง ในนี้ใครจะอยากรู้เรื่องส่วนตัวมึง”’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรม สนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ งานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ

06 ต.ค. 2025

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรม สนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆ งานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ

ทำไมตอนเรียนในมหาลัย กับ ชีวิตทำงานจริงๆ ถึงไม่เหมือนที่หนูคิดไว้เลย ตอนอยู่มหาลัยหนูทำกิจกรรมสนุกกับการใช้ชีวิตมาก แต่พอจบใหม่ มาทำงานจริงๆ ทำงานสายวิชาการ สภาพแวดล้อมก็เจอแต่ผู้ใหญ่อายุเยอะๆงานก็เครียด บรรยากาศเหมือนต้องทนทำงานเฉยๆ หนูจะปรับมายเซ็ตตัวเองยังไงดีคะ?ใครที่เป็น First Jobber แบบหนู แล้วเจอปัญหานี้... มาเล่าให้ฟังทีค่ะ ขอบคุณนะคะ “คุณฟ้า (นามสมมติ)” อายุ 23 สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [1 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการทำงานในมุมของ First Jobber ที่เทียบกับตอนเรียนแล้วแทบจะไม่เหมือนกันเลย โดย “คุณฟ้า (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูพึ่งเรียนจบ แล้วมีความเครียดว่าทำไมชีวิตทำงานกับชีวิตวัยเรียนมันต่างกันขนาดนี้ เข้าใจว่ามันต้องต่างเพราะชีวิตมันต้องจริงจังมากขึ้น แต่เรามีความรู้สึกว่าเราเครียดแล้วก็แพนิก จนกระทบกับสุขภาพ เวลาเครียดแล้วปวดท้อง คือหนูพึ่งเรียนจบเมื่อปีที่แล้ว ได้งานมาเรื่อย ๆ ย้ายงานบ้างเพราะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง เรื่องสังคมด้วย เรื่องการเดินทางไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องสังคม มันทำให้เราเครียด ลดทอนความเป็นตัวเองไป ตอนฝึกงาน หนูฝึกสายที่ไม่ชอบ แต่คิดในแง่ดีว่าเราจะได้รู้ว่าเราไม่ชอบอะไร จะได้ไปต่อถูก พอจบมาระหว่างที่เรียนและหางาน หนูได้ทำงานพิเศษบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีไฟจะเลือกบริษัทที่เราอยากทำงาน รู้สึกว่าถ้าทำในสายที่เราทำตอนฝึกงาน มันยังไม่ใช่ตัวเอง แล้วก็เครียดมาก พอมาเจอที่นึงสังคมดีมาก ทุกอย่างดี แต่ด้วยความที่หนูต้องทำงาน 6 วัน บางทีก็ 7 วัน เพราะระบบยังไม่คงที่เท่าไหร่ อีกอย่างไกลบ้านมาก ๆ ถ้าหนูเอารถที่บ้านไปใช้ ที่บ้านก็จะไม่มีรถใช้ เดินทางลำบากด้วย สุดท้ายหนูก็ได้ที่ทำงานใหม่ ส่วนงานที่ 2 กับงานที่ 3 เป็นงานปัจจุบัน ลักษณะงานมันคล้ายกับตอนฝึกงานมากเลย แต่หนูก็คิดว่า ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราทำ 5 วัน เป็นการฝึกตัวเองด้วย ปรับตัวเอา ปรากฎว่าเราทำงานกับคนที่อายุเยอะ เป็นคนพูดจาเสียงดัง ไม่สอนงาน บ่น ซึ่งงานมันเป็นเรื่องวิชาการที่ละเอียดอ่อน ต้องรอบคอบมาก ๆ มีความกดดัน งานก็ไม่เป็นเวลา จนเราเกิดความเครียด แพนิก ไม่มั่นใจในตัวเอง ไมเกรนขึ้น ปวดท้อง เลยจะถามว่า หนูควรจะทำยังไงดี? ไปทำงานอื่นดีไหม หรือว่าจะทนทำสายเดิม แล้วพี่ ๆ เคยประสบปัญหาเหมือนหนูไหม พี่ ๆ จัดการกันยังไงคะ’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ฟังตอนแรกรู้สึกว่ามันหนัก ดูมีผลกระทบต่อชีวิตฟ้าค่อนข้างรุนแรง แต่ถ้าจัดกรุ๊ปให้ดี มันมีแพทเทิร์นบางอย่างอยู่ คือ 2 งานหลังมันประเภทเดียวกันกับตอนฝึกงาน แล้วฟ้าท็อกซิกหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดกรุ๊ปให้ดี ฟ้าจะรู้อย่างชัดเจนเลยว่าฟ้าอาจจะไม่เหมาะกับสายวิชาการ แต่งานที่ 1 ถ้าไม่นับเรื่องไกลบ้าน เราทำแล้วมีความสุข ภูมิใจในตัวเอง เรารู้สึกว่าเราทำมันได้ดี เราแค่เจองานที่มันไกลบ้าน เพราะฉะนั้นพี่เชื่อเหลือเกินว่าจะมีงานในรูปแบบนี้ แต่เป็นบริษัทอื่น หรือใกล้เคียง ที่ทำให้ฟ้ายังได้ใช้สกิลวิทยาศาสตร์อยู่ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไกลบ้าน ลองดูใต้โต๊ะทำงาน แล้วก็เข้าสปอนของรายการนั้นก็ได้เป็น Application หางาน มีแน่นอนสายเบจวิทยาศาสตร์ที่หนูทำงาน เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งคิดว่าฉันจะไม่มีทางไป มันมีทางหนึ่งอยู่ที่ฟ้าเคยไปแล้วมันดีด้วย แต่แค่ว่าเราเจอปัญหาหนึ่งอยู่ แต่เรารู้แล้วแหละว่าเรามีความสุข ลองค้นหาทางนั้นเพิ่ม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จากที่พี่ฟังนะ หนูจะไม่ใช่คนที่มีปัญหาเรื่องการหางานหรอก เพราะหนูเป็นคนเก่ง มีความพยายามด้วย แค่ตอนนี้ยังไม่ลงตัว ซึ่งมันต้องใช้เวลา อย่างที่พี่เผือกบอกว่ามันชัดเจนว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับงานวิชาการ ถ้าเทียบกับงานแรกเรามีความสุขกว่า แค่เราเจองานที่ไกลบ้าน ซึ่งก็ไม่ได้มีงานลักษณะนี้แค่บริษัทเดียวหนิ สำหรับพี่ เราทำงานเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้นนะ การทำงานแล้วสุขภาพเราแย่ลง ก็คือชีวิตเราแย่ลงนะ ซึ่งพี่จะไม่เลือกแบบนั้น สุดท้ายจะฝากไว้ว่าชีวิตทำงานมันไม่ได้สนุกเหมือนตอนวัยเรียนนั่นแหละ อันนี้ต้องทำใจ นี่แหละโลกความเป็นจริง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่เคยเสียดายในสิ่งตัวเองเรียนมาเลย ส่วนงานที่พี่เลือกทำ พี่เลือกทำในสิ่งที่พี่ชอบ แล้วมันก็ทำให้พี่มีความสุขกับการทำงานมาก ๆ สำหรับฟ้า พี่คิดว่าการทำงานมันควรจะมีความสุข แต่พอฟ้ามีเรื่องเงินเข้ามา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ งานนี้ที่ทำมันยังออกไม่ได้หรอก ตราบใดที่ยังไม่มีงานใหม่ แต่ถ้าได้งานใหม่ที่เรารู้สึกว่าตรงกับความสุขตัวเอง ไม่ต้องไปเสียดายเลยที่เรียนมา 4 ปีอะ เอาความสุขเป็นที่ตั้ง เราใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันก็เจอ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ถ่านไฟเก่ามันร้อน... สาวสุดช้ำ ย้ายไปอยู่ห้องแฟน แต่เพิ่งรู้ว่าห้องตรงข้าม คือห้อง “แฟนเก่า” ของแฟน หลังจากนั้นเขาทั้งสองก็กลับมาคืนดีกัน วันที่หนูย้ายออกจากห้อง เขาก็ขับรถมาส่ง แต่พาแฟนเก่านั่งมาด้วย...

19 มิ.ย. 2023

ถ่านไฟเก่ามันร้อน... สาวสุดช้ำ ย้ายไปอยู่ห้องแฟน แต่เพิ่งรู้ว่าห้องตรงข้าม คือห้อง “แฟนเก่า” ของแฟน หลังจากนั้นเขาทั้งสองก็กลับมาคืนดีกัน วันที่หนูย้ายออกจากห้อง เขาก็ขับรถมาส่ง แต่พาแฟนเก่านั่งมาด้วย...

ถ่านไฟเก่ามันร้อน... สาวสุดช้ำ ย้ายไปอยู่ห้องแฟน แต่เพิ่งรู้ว่าห้องตรงข้าม คือห้อง “แฟนเก่า” ของแฟน หลังจากนั้นเขาทั้งสองก็กลับมาคืนดีกัน วันที่หนูย้ายออกจากห้อง เขาก็ขับรถมาส่ง แต่พาแฟนเก่านั่งมาด้วย เลิกกันแล้ว เขาโทรหาหนูทุกวัน พอผู้หญิงคนนั้นไม่อยู่ เขาก็บอกคิดถึงเรา หนูต้องทำยังไงถึงจะตัดแฟนเก่า ไม่ให้มาวุ่นวายกับหนูอีกคะ? “คุณนิ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแฟน “คุณนิ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมาได้สักระยะ จนตัดสินใจไปอยู่ด้วยกันที่จังหวัดหนึ่ง ซึ่งห้องของหนูกับห้องแฟนเก่าของเขาเขาอยู่ตรงข้ามกัน แบบเปิดประตูห้องไปก็เจอเลย ตอนหนูเลือกห้อง หนูก็รู้ว่าห้องตรงข้ามคือห้องแฟนเก่าของแฟน ทุกวันที่แฟนหนูไปทำงาน เขาต้องเข้าไปเอาอุปกรณ์ทำงานที่ห้องแฟนเก่าก่อน เพราะเขาซื้อด้วยกัน แล้วแฟนเก่าเขาไม่ยอมให้เอามาไว้ที่ห้องหนู ซึ่งใจหนูก็คิดไว้อยู่แล้วว่า ถ้าเจอหน้ากันทุกวันขนาดนี้คงไม่ลืมกันแน่ๆ จนวันนึงหนูถามเขาว่า ลืมได้ไหม ทำใจได้หรือเปล่า ตอนแรกเขาตอบว่า ลืมได้แล้ว ทำใจได้แล้ว แต่พอหนูเค้นถาม เขา เขาก็ยอมรับว่า ยังลืมแฟนเก่าไม่ได้ ยังคิดถึงอยู่ หนูกับแฟนได้เคลียร์กัน เขาบอกกับหนูว่า ขอกลับไปหาแฟนเก่าได้ไหม หนูก็เลยปล่อยเขาไปแล้วเก็บของกลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด และที่พีคที่สุดคือ วันที่เขามาส่งหนูที่บ้าน เขาพาแฟนเก่าเขามาส่งด้วย มีหนู แฟนหนู แล้วก็แฟนเก่าเขา เราทั้ง 3 คนอยู่ด้วยกันในรถ หนูไม่โอเคแต่หนูทำได้แค่นั่งร้องไห้แบบเงียบๆอยู่ข้างหลัง เขามีจับแขน จับมือกัน แต่หนูทำเป็นไม่เห็น ไม่ได้สนใจอะไร หลังจากเลิกกันมา หนูก็กลับมาอยู่บ้าน แฟนเก่าเขาก็ทักมาบอกกับหนูว่า ขอคุยด้วยครั้งสุดท้ายได้ไหม หนูก็เคลียร์กับเขา จนมีวันหนึ่งหนูมีปัญหากับคนแก่แล้วหนูก็โพสต์ระบายลงโซเชียล แต่แฟนเก่าเขาคิดว่าหนูหมายถึงเขา เขาเลยโพสต์ว่าหนูกลับเป็นชุด ประมาณว่า แพ้แล้วพาล แล้วก็แคป IG story หนู เพื่อไปคุยกับเพื่อนเขา หนูอยากบอกเขาว่า ทุกวันนี้แฟนเขายังโทรมาหาหนูทุกวัน โทรมาบอกประมาณว่า ตอนนั้นน่าจะใจเย็นๆ ค่อยๆคุยกัน คิดถึง อยากกลับมาหา ขอเคลียร์อะไรต่างๆให้ลงตัวกว่านี้แล้วจะกลับมาหา แต่หนูไม่เชื่อคำพูดเขา ทุกวันนี้ก็ยังโทร ตอนแฟนเขาไปทำงานเขาก็โทรมา เขายังทำตัวเหมือนตอนที่ยังเป็นแฟนกัน แค่เหมือนห่างกันเฉยๆ’ “คุณนิ (นามสมมติ)” ก็ได้ถามพี่ๆดีเจว่า หนูอยากรู้ว่าต้องทำยังไงที่จะตัดแฟนเก่าหนูไม่ให้มาวุ่นวายกับหนูอีก? ทั้ง 3 ดีเจก็เห็นตรงกันว่า ‘จริงๆแล้วมันไม่ได้มีวิธีการว่าจะต้องทำยังไง ใช้วิธีไหน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาโทรมา แต่อยู่ที่คุณนิรับสาย ทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับใจของคุณนิ คุณนิยังแอบรอเขาอยู่ ถ้าใจคุณนิจะจบหรือตัดเขาออกไปจากชีวิตก็คือจบ ไม่เกี่ยวกับเขาเลย ถ้าเขาโทรมาแล้วเรารู้ว่าเป็นเขา แค่กดวางสายแค่นั้น ต่อให้เขาจะสร้างช่องทางการติดต่อใหม่เพื่อติดต่อคุณนิ คุณนิก็สามารถบล็อกเขาได้ทุกช่องทางเช่นกัน ใจของคุณนิสำคัญที่สุดว่าจะเริ่มต้นใหม่หรือให้เรื่องนี้จบ “ดีเจอ้อย” ให้คำแนะนำว่า ‘เรื่องนี้มันแปลกตั้งแต่ห้องแฟนเก่ากับแฟนใหม่อยู่ตรงข้ามกันแล้ว แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเจตนาเขาคืออะไร ถึงคุณนิไม่ปล่อยเขาก็ไปอยู่ดี เขาให้ความสำคัญกับแฟนเก่าเขามากกว่า และมันก็ไม่เกี่ยวว่าเขาเคยคบกันมานานแค่ไหน ยังไงเขาก็เลือกแฟนเก่าเขา แค่ตอนนี้คุณนิรักเขามากกว่าที่เขารักคุณนิ คนที่อยากมีความสัมพันธ์แบบอยู่กัน 3 คน อยากเก็บไว้ทั้ง 2 คน คือคนเห็นแก่ตัว เขาทรยศคุณนิ ทำไมเขาถึงได้เลือกทุกอย่าง คุณนิเป็นคนซื่อสัตย์ที่ควรจะได้เลือกเอง คุณนิต้องสงสารตัวเองให้มากๆ เขาทำให้คุณนิเสียใจ เขาไม่แคร์ความรู้สึกของคุณนิเลย แล้ววันหนึ่งคุณนิจะดีใจที่คนแบบนี้ออกไปจากชีวิตสักที’ ส่วน “ดีเจเผือก” แนะนำอีกว่า ‘คุณนิถือเป็นคนที่โชคร้ายในเรื่องความรัก ยอมทุ่มเททุกอย่างให้เขาแต่ต้องมาเจอแบบนี้ แต่ในโชคร้ายให้มองเป็นโชคดี ถ้าเปรียบว่านี่คือการแข่งขันก็เหมือนแข่งชนะแล้วได้ขี้หมา รางวัลมันไม่คุ้มเลย ก็ดีแล้วที่คุณนิแพ้ไป ผู้ชายแบบนี้ปล่อยเขาไปเถอะ’ “ดีเจเติ้ล” เสริมว่า ‘ผู้ชายคนนี้ไม่มีอะไรให้ต้องพิจารณาเลยว่าคุณนิควรจะกลับไปไหม ถ้าการที่เขากลับไปหาแฟนเก่าเขา เพราะอาจจะตัดสินใจพลาดหรือลังเลยังพอเข้าใจได้ แต่นี่เขากลับไปแล้วยังจะกลับมาหาคุณนิอีก ผู้ชายคนนี้คือเละเทะไปหมด คุณนิเพิ่งอายุ 20 ปีเอง ยังมีอีกหลายโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในความรัก นี่เพิ่งเป็นการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ว่าความรักเป็นอย่างไร ตอนนี้คุณนิออกมาจากวงจรของเขา 2 คนนั้นแล้ว คุณนิไปเริ่มต้นใหม่ดีกว่า อย่าเสียเวลาเลย’ ทั้ง 3 ดีเจเอาใจช่วยให้คุณนิมีสติในการตัดสินใจให้ถูกต้องและพบเจอแต่สิ่งดีๆเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-