คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง
จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ
แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น
หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่คบกับแฟนมานาน แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กัน ก่อนแฟนตัดสินใจไปใช้บริการทางเพศ จนเกิดเป็นปัญหาในความสัมพันธ์
‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ หลังจากคบหากับแฟนหนุ่มมานาน 3 ปี และตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันนานกว่า 1 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน ทั้งคู่กลับไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์ ทั้งคู่คบหากันตามปกติเหมือนคู่รักทั่วไป โดยครอบครัวของทั้งสองฝ่าย รวมถึงคนรอบตัว ต่างรับรู้ว่าทั้งคู่คบหากัน แม้จะมีข้อสังเกตอยู่บ้างว่า ทั้งสองไม่ได้แอดเฟรนด์หรือเป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดีย และไม่มีการลงรูปคู่ในอินสตาแกรม โดยช่องทางหลักที่ใช้ติดต่อกันคือไลน์ หากมีเรื่องเร่งด่วนก็จะโทรศัพท์หากันโดยตรง
อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่า เรื่องการไม่ได้เป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดียไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ครอบครัวและคนใกล้ตัวรับรู้อยู่แล้ว ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลาคบกันประมาณ 3 ปี คือ ทั้งคู่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันเลย โดยคุณเฮลท์ตี้เองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศกับใครมาก่อนเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเป็นการแสดงความรักในระดับพื้นฐาน เช่น การกอด การหอม หรือการจุ๊บกัน แต่ไม่ได้พัฒนาไปถึงความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้ง
ในช่วงแรก คุณเฮลท์ตี้ไม่ได้รู้สึกว่าความสัมพันธ์มีปัญหา และไม่ได้ระแวงว่าแฟนหนุ่มจะมีคนอื่น เพราะแฟนเคยพูดกับเธอว่า “เราไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้นะ เรารอให้เธอพร้อมก่อนได้” ด้วยเหตุนี้ คุณเฮลท์ตี้จึงเข้าใจว่าแฟนหนุ่มให้เกียรติและพร้อมรอจนกว่าเธอจะมีความพร้อม แต่หลังจากพูดคุยกันในครั้งนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้กลับมาพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกันอีกเลย นอกจากนี้ แฟนหนุ่มยังเคยพูดกับเธออีกว่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหากทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว เขาจะรู้สึกเบื่อเธอหรือไม่ ทำให้เรื่องนี้ยิ่งไม่ได้ถูกหยิบมาพูดคุยอย่างจริงจัง
คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ตัวเธอเองไม่เคยมีความรู้สึกอยากมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อน ไม่เคยช่วยตัวเอง และไม่เคยรับชมสื่อสำหรับผู้ใหญ่เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ จึงไม่ได้รู้สึกว่าการไม่มีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับแฟนเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องพูดคุยในเวลานั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่คุณเฮลท์ตี้ตั้งข้อสังเกตภายหลัง คือในอดีตเธอเคยมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โดยแพทย์เคยสอบถามว่าเธอเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ซึ่งเธอตอบว่าไม่เคย เธอจึงคาดเดาว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แฟนหนุ่มไม่กล้าที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งประมาณช่วงกลางเดือนพฤษภาคม คุณเฮลท์ตี้เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของแฟนหนุ่มที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่แฟนหนุ่มใช้เวลาอาบน้ำประมาณไม่เกิน 10 นาที กลับเริ่มใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้น บางครั้งมากกว่า 20 นาที อีกทั้งยังเริ่มติดโทรศัพท์ กลับบ้านดึกขึ้น และใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากขึ้น ก่อนหน้านี้แฟนหนุ่มมักจะถามว่าเธอเลิกงานกี่โมง จะให้ไปรับหรือไม่ หรือมีการพูดคุยถามไถ่กันระหว่างวัน แต่ช่วงหลังกลับเหลือเพียงข้อความลักษณะว่า “ถ้าเธอกลับก่อน เธอก็อยู่บ้านไปก่อนนะเราติดงาน” แม้จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ในตอนแรกคุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้คิดว่าแฟนหนุ่มกำลังนอกใจหรือมีคนอื่น เธอเพียงรู้สึกสงสัยและไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์อย่างไร
เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ความรู้สึกอึดอัดของคุณเฮลท์ตี้เริ่มเพิ่มมากขึ้น เพราะเธอรู้สึกว่าการสื่อสารระหว่างทั้งคู่ไม่เหมือนเดิม แฟนหนุ่มไม่ค่อยรับฟังสิ่งที่เธอพูด และปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากขึ้น ขณะที่ตัวเขาเองกลับบ้านดึกและใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าเดิม ในที่สุดเธอจึงตัดสินใจพูดกับแฟนตรง ๆ ว่า “มันเป็นอะไร มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเราถึงคุยกันเหมือนเดิมไม่ได้” รวมถึงถามถึงสาเหตุที่กิจวัตรต่าง ๆ ซึ่งทั้งคู่เคยปฏิบัติต่อกันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แฟนหนุ่มให้เหตุผลว่า ช่วงนั้นเขารู้สึกเหนื่อยและมีงานจำนวนมาก รวมถึงกำลังเตรียมงานสำหรับโปรเจกต์ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ แต่คำตอบดังกล่าวก็ยังไม่สามารถทำให้คุณเฮลท์ตี้รู้สึกสบายใจหรือคลายความสงสัยได้ทั้งหมด
ต่อมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความสงสัยของคุณเฮลท์ตี้เพิ่มมากขึ้น โดยปกติในวันเสาร์ ทั้งคู่มักจะออกกำลังกายด้วยกัน แต่วันนั้นคุณเฮลท์ตี้ไม่ได้ไปด้วย แฟนหนุ่มจึงออกไปคนเดียว และส่งข้อความมาบอกว่าเขาอาจกลับดึก เพราะรถของเพื่อนเสีย และเพื่อนต้องการให้เขาไปช่วยดูรถที่บ้านเนื่องจากเพื่อนคนดังกล่าวเป็นคนที่แฟนหนุ่มรู้จักและไปมาหาสู่กันอยู่เป็นประจำ คุณเฮลท์ตี้จึงไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไร เวลาประมาณ 22.00 น. คุณเฮลท์ตี้ส่งข้อความไปถามว่าแฟนจะกลับดึกหรือไม่ เพราะเธอยังไม่ได้รับประทานอาหารและตั้งใจจะรอรับประทานอาหารพร้อมกัน แฟนหนุ่มตอบกลับมาว่าอาจกลับดึก แต่คงอยู่อีกไม่นาน คุณเฮลท์ตี้จึงรออยู่ที่ห้อง กระทั่งเผลอหลับไป และตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแฟนหนุ่มกำลังอาบน้ำ เมื่อเธอก้มดูเวลา ปรากฏว่าเป็นเวลาประมาณ 01.30 น. แฟนหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติแต่อย่างใด และยังแสดงความรักกับเธอตามปกติ ทั้งการกอดและหอม ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันนอน
เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเฮลท์ตี้จึงถามแฟนหนุ่มว่า “เมื่อคืนเธอกลับมากี่ทุ่ม” แฟนหนุ่มตอบว่าเขากลับมาถึงประมาณ 23.00 น. แต่คุณเฮลท์ตี้รู้ความจริงว่าเขากลับมาถึงห้องประมาณ 01.30 น. เพราะเธอเป็นคนได้ยินเสียงเขาอาบน้ำ เธอจึงถามย้ำอีกครั้งว่า มีอะไรที่ต้องการบอกเธอหรือไม่ แต่แฟนหนุ่มยังคงยืนยันว่าไม่มีอะไร เพียงแต่นั่งพูดคุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อย

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปอีก 2-3 วัน คุณเฮลท์ตี้รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลับเข้าสู่รูปแบบเดิม แฟนหนุ่มออกไปทำงาน กลับถึงห้องดึก และแทบไม่มีเวลาพูดคุยกันเหมือนแต่ก่อน ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและต้องการเรียกร้องความสนใจจากแฟน คุณเฮลท์ตี้จึงบอกว่า “เดี๋ยววันนี้เราไปนอนข้างนอกนะ เราคงไม่รอเธอกลับบ้านอะ เราไปกินข้าวคนเดียวแล้วเราก็ไม่กลับเข้ามา” แต่แฟนหนุ่มไม่ได้ทักหรือตามเธอกลับมาเหมือนที่เคยทำเวลาทั้งคู่มีปัญหากัน แม้ภายหลังเขาจะส่งรูปมาให้ดูว่าอยู่ที่ทำงานจริง และอธิบายว่าเหตุผลที่ไม่ได้ตาม เพราะกำลังติดงานและไม่รู้ว่าจะตามเธออย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณเฮลท์ตี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกละเลย
เช้าวันถัดมา เธอจึงตัดสินใจขอเลิกกับแฟน และบอกว่าจะกลับไปเก็บของที่ห้อง พร้อมพูดว่า “เราห่างกันสักพักดีกว่า” แฟนหนุ่มพยายามขอให้เธอกลับมาพูดคุยกันดี ๆ ก่อน แต่เธอปฏิเสธไปเนื่องจากเธอเองรู้สึกว่าหากคุยแล้วเป็นเหมือนเดิมสู้เธอไม่คุยเลยจะดีกว่าระหว่างนั้น ขณะที่คุณเฮลท์ตี้กำลังจอดรถอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้านใกล้ป้ายรถเมล์ เธอสังเกตเห็นแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไป โดยในตอนแรกเธอไม่ได้คิดอะไร เพราะเข้าใจว่าแฟนอาจกำลังออกไปซื้ออาหารแต่ด้วยความสงสัยที่สะสมมา เธอจึงตัดสินใจขับรถติดตามไป กระทั่งพบว่าแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณอาบอบนวดแห่งหนึ่งย่านรัชดา-สุทธิสาร ขณะที่แฟนหนุ่มกำลังถอดหมวกกันน็อก คุณเฮลท์ตี้จึงโทรศัพท์ไปถามว่า “อยู่ไหน” แฟนหนุ่มกลับตอบว่าอยู่บ้านเพื่อนคนเดิมเมื่อได้ยินคำตอบดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้จึงถามกลับไปว่า “เธอโกหกเราทำไม” แฟนหนุ่มมีอาการเลิ่กลั่กและหันมองซ้ายมองขวา ในที่สุด คุณเฮลท์ตี้จึงบอกเขาว่า เธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และให้เวลา 15 นาทีเพื่อกลับมาเคลียร์ปัญหากันที่บ้าน
เมื่อทั้งคู่กลับมาพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันที่เขาอ้างว่าไปหาเพื่อน แท้จริงแล้วเขาเดินทางไปซื้อบริการที่อาบอบนวด และในวันที่เกิดเหตุล่าสุด เขาก็กำลังตั้งใจจะไปใช้บริการอีกครั้ง แต่ถูกคุณเฮลท์ตี้โทรตามเสียก่อน เมื่อกลับมาพูดคุยถึงสาเหตุของปัญหา แฟนหนุ่มจึงเปิดเผยเรื่องที่คุณเฮลท์ตี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เขามักใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานขึ้น เพราะเข้าไปช่วยตัวเอง
คำสารภาพดังกล่าวทำให้คุณเฮลท์ตี้ย้อนกลับมาคิดถึงพฤติกรรมที่เธอสังเกตเห็นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และเริ่มเข้าใจว่าการใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานอาจมีสาเหตุจากเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั้งคู่ต้องเผชิญหลังจากนั้น ไม่ได้มีเพียงประเด็นเรื่องการไปซื้อบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับความต้องการทางเพศและความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งตลอดระยะเวลาที่คบกัน คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่าแฟนหนุ่มไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการมีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอ ขณะเดียวกันตัวเธอเองก็ไม่เคยแสดงออกว่าต้องการเช่นกัน ทั้งสองจึงต่างฝ่ายต่างปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่เคยจับเข่าพูดคุยกันอย่างจริงจัง
คุณเฮลท์ตี้จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือแท้จริงแล้วเธออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนหนุ่มขาดในเรื่องนี้ เพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศ ไม่เคยรู้สึกต้องการ และไม่เคยสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไป เธอยังตั้งคำถามด้วยว่า การที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัญหาค่อย ๆ สะสมและบานปลายจนเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือไม่ หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเลิกรากับแฟนหนุ่ม ทั้งคู่ยังคงอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เธอยอมรับว่าการกระทำของแฟนทำให้เกิดแผลในใจและทำให้เธอกลับมารู้สึกระแวงทุกครั้งที่แฟนหายไปนาน ๆ
ในทางกลับกัน แฟนหนุ่มเองก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเฮลท์ตี้กลับมาเชื่อใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยังคงมีความรู้สึกก้ำกึ่ง เพราะในด้านหนึ่งเธอมองว่าแฟนหนุ่มเป็นคนดีสำหรับเธอในหลาย ๆ เรื่อง และหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็พยายามแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง เธอยังไม่สามารถยอมรับการที่แฟนหนุ่มไปซื้อบริการทางเพศได้ เพราะสำหรับเธอ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติและเป็นการนอกใจรูปแบบหนึ่ง หลังจากพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงบอกกับเธอว่า “เขาไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะเขาเป็นคนผิด” และให้คุณเฮลท์ตี้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อหรือยุติลง
คุณเฮลท์ตี้จึงเลือกขอแยกห้องนอนก่อน เพราะในขณะนั้นเธอยังไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะย้ายออกจากที่พักทันที ต่อมาแฟนหนุ่มถามเธอตรง ๆ ว่า “งั้นต่อจากนี้ขอมีเพศสัมพันธ์กับเธอได้ไหม” แต่คุณเฮลท์ตี้ปฏิเสธ เนื่องจากเธอยังไม่รู้สึกสบายใจและยังไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแฟนหนุ่มได้ ขณะเดียวกัน เดือนถัดไปแฟนหนุ่มกำลังจะต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ทำให้คุณเฮลท์ตี้ยิ่งกังวลว่า หากทั้งคู่ต้องอยู่ห่างกันเป็นเวลานาน ทั้งที่ความเชื่อใจของเธอยังไม่กลับมาเต็มร้อย เธอจะสามารถรับมือกับความระแวงและความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ได้อย่างไร แม้แฟนหนุ่มจะพยายามทำให้เธอเห็นว่าเขาต้องการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่บาดแผลจากการโกหกและการไปซื้อบริการทางเพศยังคงทำให้เธอไม่สามารถกลับไปเชื่อใจได้เหมือนเดิมท้ายที่สุดทั้งสองตัดสินใจนัดพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน
ขณะเดียวกัน เธอยังต้องตัดสินใจว่า ระหว่างการให้โอกาสคนรักที่กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง กับการยุติความสัมพันธ์เพราะความเชื่อใจที่ถูกทำลายไปแล้ว ทางเลือกใดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอในระยะยาว ด้วยเหตุนี้คุณเฮลท์ตี้จึงนำเรื่องราวทั้งหมดมาปรึกษากับพี่ ๆ ดีเจเพื่อขอความคิดเห็นและมุมมองจากบุคคลภายนอก ก่อนที่ทั้งคู่จะต้องเผชิญกับการแยกกันอยู่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือนจากการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของแฟนหนุ่ม

ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “เราว่ามันขาดการคุยกันแค่นั้นแหละ รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคู่เฮลท์ตี้มันแปลก มันมีส่วนที่แปลกไปจากความสัมพันธ์อื่น ๆ ในแบบที่เราฟังเรายังเอ๊ะการไม่ได้มีโซเชียลมีเดียกันทั้งที่คบกันมา 3 ปี หรือการที่เราอยู่ใกล้ชิดกันแล้วมันไม่ได้พัฒนาไปลึกซึ้งต่อ ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอ่ยปากหรือความพยายามที่จะสานต่อให้มันลึกซึ้ง มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือแล้วก็ซับซ้อนแปลก ๆ พอนั่งฟังกันไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่ามันไม่ได้มีการสื่อสารกันเลยหรอในหลาย ๆ เรื่อง
ทั้งที่เราอยู่บ้านเดียวกันมาปีกว่า มันก็คือการทดลองการใช้ชีวิตร่วมกัน มันก็เหมือนการอยู่ก่อนแต่ง ผมว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับสามีภรรยาเท่าไหร่ ถ้าเราอยู่ในบ้านเดียวกันมาปีกว่าแล้วเนี่ย กลับมีอะไรบางอย่างที่กั้นเฮลท์ตี้กับเขาอยู่ให้มันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องคุยกันให้เคลียร์ แล้วเราต้องรู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบไปในเรื่องนี้
หนึ่ง ไม่ได้บอกว่าใครผิด แต่ว่าคู่เรามันไม่ได้สื่อสารกันมากพอ ซึ่งมันแปลกมาก ๆ กับคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันในระยะเวลาปีกว่า ถ้าจะถามจริง ๆ ถึงสาเหตุไม่ต้องไปมองว่าเป็นเพราะใคร แต่อยากให้มองว่าเป็นเพราะเรา ที่ไม่ได้สื่อสารกันมากพอ
ทีนี้พอมาตอบคำถามว่าแล้วที่ว่าเลิกไม่เลิกเอายังไงดี เฮลท์ตี้คงต้องถามตัวเองว่าถ้าอยู่กันต่อไป เราจะไว้ใจคนนี้ได้อีกครั้งไหม ทั้งหลายทั้งมวล ในความผิดของเขา ก็คือ ต่อให้จะไม่ได้คุยกันแล้วทำไมเขาไม่มาแสดงความต้องการแล้วเลือกที่จะไปซื้อบริการเลยอ่ะ มันก็แปลก เฮลท์ตี้คงต้องไปตัดสินใจเอาเองว่า มีเขากับไม่มีเขาอะไรดีกว่า คงแค่นี้ จริงๆ อ่ะ เราเลือกเอาเอง”
ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้ายังรู้สึกอยากอยู่ ในมุมหอม หอมอยากให้ลองปรับแล้วไปต่อก่อนจนมันไม่ได้จริง ๆ ถ้าในใจลึก ๆ เฮลท์ตี้ยังรู้สึกว่าก็ไม่อยากเสียคนคนนี้ไป อ่ะ โอเค เปิดโอกาส ลองปรับจูนกันเข้ามาหน่อยแล้วเรามาถามตัวเองอีกครั้งนึงว่า เฮ้ย พอมันมีอะไรกันแล้วเนี่ย เรารู้สึกว่าแฮปปี้กับสิ่งนี้ไหม หรือรู้สึกทรมานจะเป็นจะตาย แล้วค่อยมาตัดสินใจว่าเราอาจจะเป็น asexual จริง ๆ คือพี่หอมก็ไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าเรา asexual จริง ๆ ไหม เพราะว่ามันยังไม่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกเนาะ
แล้วก็ไม่ต้องกลัวเรื่องการมีเซ็กส์นะ มันเป็นเรื่องปกติของแฟน มันไม่ใช่สิ่งผิดบาป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องไม่ฝืนตัวเอง ค่อย ๆ เป็นทีละสเต็ป ถ้าเรารู้สึกว่าเรายังอยากมีเขาอยู่ในชีวิต แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ เราขจัดความรู้สึกระแวงไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทน แต่เราค่อย ๆ ให้โอกาสซึ่งกันและกันก่อน แต่อยู่ที่เฮลท์ตี้เลย ความสุขเราก็เป็นหลักเหมือนกัน
แล้วหนูเป็นเคสปกตินะ ที่ผู้หญิงกลัวการมีเพศสัมพันธ์ เราเคยมีผู้ชายกับผู้หญิงที่เขาโทรมาในรายการเหมือนกัน เพราะเขามีครั้งแรกแล้วผู้หญิงเจ็บ มีเลือดออก แล้วเขาก็ไม่กล้ามีอีกเลย แต่เขาบอกว่าแฮปปี้กับการอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีอะไร อันนั้นคู่เขาคือลงตัวไง เราแค่ไปหาตรงกลาง หาตรงด้วยกัน”
ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่ว่าเฮลท์ตี้ อาจจะต้องหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคุย เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองก่อนจริงๆ ไปหาหมอทั้งคู่ได้นะ หรืออาจจะหนูก่อนก็ได้ เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองว่าตกลงแล้วสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนเนี่ยมัน ลักษณะไหนกันแน่ เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเอง
สมมุติว่าหมอไฟนอลมาว่า คุณคือ asexual แน่ ๆ เลย อย่างเงี้ย ถ้าวันนั้นเฮลท์ตี้ยังให้โอกาสแฟนคนนี้อยู่ ก็จะได้สื่อสารและคุยกับเขาต่อว่าสรุปว่า อ๋อ โอเค ฉันเข้าใจตัวฉันแล้วว่า ฉันเป็นคนไม่ได้ต้องการเรื่องเพศ ซึ่งอันนี้คนที่อยู่กับเฮลท์ตี้เขาจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าสองคนเนี่ยจะได้รู้ว่าจะยังไงกันต่อ
ถ้าอย่างงั้นมันไปกันต่อ โอเค ฉันอยู่กับเธอแบบอย่างเงี้ย ฉันก็มีความสุข แต่ฉันขอไปลงอ่างด้วยเพื่อที่ฉันจะไม่ต้องรบกวนเรื่องนี้ เพราะเขามีความต้องการทางนี้อยู่ เหมือนกับว่าคนสองคนมันมีความต้องการไม่เหมือนกัน มันหาวิธีตรงกลางที่มันจะอยู่ด้วยกันได้
หรือถ้าเฮลท์ตี้บอกว่าการลงอ่างคือการนอกใจ แม้ว่าเธอจะมีอะไรกับฉันไม่ได้ เธอต้องไม่ไปลงอ่าง เธอช่วยตัวเองไปเรื่อย ๆ ก็ต้องหาคนที่เป็น asexual เหมือนกัน ถ้าเฮลท์ตี้รับได้ เขาก็รับได้ แสดงว่าเขายอมข้อเสนอนี้ เมื่อใดก็ตามลงอ่างมันผิด เขารับไม่ได้ เขาก็จะบอกเฮลท์ตี้ว่า เอองั้นเราไม่ไหวว่ะเราจะรักกับเฮลท์ตี้อย่างเดียวโดยที่เราไม่ปลดปล่อยทางเพศสัมพันธ์จริง ๆได้เขาไม่เอาอย่างเงี้ย ก็จะได้แยกกัน
อย่างที่พี่เผือกได้พูดไปตอนแรกก็คือ ทั้งคู่ไม่คุยกัน ตอนนี้เป็นประเด็นหลักๆ เลยคือไม่พูดไม่คุยกัน แล้วคิดเองเออเอง แล้วตกลงทำไปเอง มันก็เลยมีผลลัพธ์ทำให้เรารู้สึกแบบระแวง ไม่สบายใจ”
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง
มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION
รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin