พี่ที่ทำงานป่วยไม่สามารถยกของหนักได้ ภาระงานเขาจึงตกมาที่เรา เราก็เข้าใจเขานะคะ แต่เราก็เหนื่อยมากเลย

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พี่ที่ทำงานป่วยไม่สามารถยกของหนักได้ ภาระงานเขาจึงตกมาที่เรา เราก็เข้าใจเขานะคะ แต่เราก็เหนื่อยมากเลย

11 ก.ย. 2026

พี่ที่ทำงานป่วยไม่สามารถยกของหนักได้

ภาระงานเขาจึงตกมาที่เรา

เราก็เข้าใจเขานะคะ แต่เราก็เหนื่อยมากเลย

        ‘คุณเปรี้ยวหวาน' (นามสมมุติ) สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (9 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับพี่ที่ทำงานมีอาการป่วย กลายเป็นภาระหน้าที่งานตกมาที่คุณเปรี้ยวหวานคนเดียว

        ‘คุณเปรี้ยวหวาน' (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี เล่าว่า เธอทำงานมาได้เกือบ 1 ปีแล้ว ผ่านงานพร้อมกับพี่อีกคนหนึ่งในที่ทำงาน ให้นามสมมติว่า 'พี่เอ' ซึ่งพี่เอเพิ่งผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนไตมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว และเขายังมีโรคติดตัวมาด้วย คุณเปรี้ยวหวานไม่แน่ใจว่าคือโรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน เงื่อนไขหลังการเปลี่ยนไตของเขาข้อแรกคือ ห้ามยกของหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเปรี้ยวหวานทราบมาตั้งแต่ต้น และเขามักจะมีอาการหน้ามืด เวียนหัว จะเป็นลม แต่พี่เอจะไม่ได้มาบอกกับคุณเปรี้ยวหวานแต่จะไปบอกกับคนในแผนกอื่น และคนในแผนกอื่นก็จะเป็นคนมาบอกกับเธอว่าพี่เอไม่ไหว ให้ช่วยพี่เอก่อน แต่งานที่คุณเปรี้ยวหวานทำเป็นโรงแรม และทำคนละส่วนกับพี่เอ

        ในช่วงแรกไม่มีปัญหาอะไร แต่ช่วงหลังมานี้จะเริ่มมีปัญหาจากการทำงานที่ต้องใช้แรง อย่างการเก็บโต๊ะ ยกโต๊ะ เมื่อที่ต้องอยู่รอบเดียวกับพี่เอ คุณเปรี้ยวหวานก็จะต้องทำแทนทั้งหมดเพราะเขายกไม่ได้ ซึ่งคุณเปรี้ยวหวานเป็นคนตัวเล็ก สูง 158 เซนติเมตร หนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม ขนาดตัวพอ ๆ กันพี่เอ ในบางครั้ง คุณเปรี้ยวหวานก็ไม่มีแรงมากพอที่จะช่วยเหลือในส่วนของพี่เอ ซึ่งหากทำงานกับพี่เออย่างไรเธอก็จะต้องฝืน และพักหลังมางานที่มากขึ้นยิ่งทำให้คุณเปรี้ยวหวานยิ่งต้องทำหนักขึ้น

        ปัญหาของพี่เออีกอย่างคือเขาขี้ลืม ทำอันแรกยังไม่เรียบร้อยก็ไปทำงานอื่นต่อแล้ว คุณเปรี้ยวหวานจึงต้องไปตามเก็บงานตลอด เธอเคยพูดตรง ๆ แล้วว่าพี่เอลืมทำสิ่งนั้นบ่อย รวมถึงแผนกอื่นก็จะมาพูดว่ากับคุณเปรี้ยวหวานว่า “พี่เอลืมอีกแล้ว” ซึ่งคุณเปรี้ยวหวานก็จะบอกให้ไปคุยกับพี่เอเองเพราะเธอได้เคยพูดไปแล้ว และทุกอย่างก็ยังเป็นเหมือนเดิม คุณเปรี้ยวหวานไม่มั่นใจว่าเธอมองเรื่องนี้ในแง่ลบหรือไม่ เพราะเธอมองว่า ในเมื่อผ่านงานมาแล้วก็ต้องทราบว่าหน้างานของเราต้องทำอะไรบ้าง

        โดยเรื่องทั้งหมดนี้คุณเปรี้ยวหวานเคยนำไปพูดกับหัวหน้าซึ่งเป็น HR ด้วย และเขาให้คำตอบกลับมาว่า ปัญหาเรื่องเล็กไม่ต้องเล่า เขาเองก็ไม่รู้จะต้องทำอย่างไร รวมถึงบอกให้คุณเปรี้ยวหวานอดทน ทางด้านคุณเปรี้ยวหวานก็รู้สึกเหนื่อย เงินเดือนก็ได้พอ ๆ กัน เธอจึงตั้งคำถามว่า มองพี่เอในแง่ลบไปหรือไม่ หรือเป็นเพราะเธอมองในมุมตนเองด้านเดียว เป็นที่ตัวเธอหรือเปล่า ยอมรับว่าในปัจจุบันนี้คุณเปรี้ยวหวานก็มองเขาในแง่ลบอยู่

        ไม่ว่าคุณเปรี้ยวหวานจะระบายให้ใครฟังว่าเธอจะต้องทำงานหนักเพิ่มอย่างไร คนก็มักจะตอบกลับมาว่า “ก็ใช่ไง เขาป่วย” เสมอ เธอเคยมีความสงสัยว่าพี่เอไม่ไหวจริงหรือไม่ เพราะเขามักจะมีอาการจะเป็นลมอยู่บ่อยครั้ง โดยเขาไม่ได้มาพูดกับคุณเปรี้ยวหวานแต่กลับเป็นคนจากแผนกอื่นมาบอกเธอแทน โดยแรก ๆ เธอจะบอกให้เขาไปพัก หาน้ำหวานดื่ม แต่พอบ่อยครั้งเข้า เธอเลือกที่จะพูดกับคนที่มาบอกแทนว่า ต้องการให้เธอทำอย่างไร เธอไม่ใช่หมอ ซึ่งคุณเปรี้ยวหวานดูคนไม่ออก เธอไม่รู้ว่าเป็นอาการป่วยของเขาจริงหรือเป็นการแสดง รวมถึงหัวหน้าที่เธอเคยคุยด้วยก็ดูไม่ออกเช่นกันว่าพี่เอป่วยจริงหรือไม่

        แผนกเธอมี 4-5 คน ซึ่งคนในทีมทุกคนก็รับได้กับอาการป่วยของพี่เอ และยินดีจะซัพพอร์ต สาเหตุที่หัวหน้ายังให้พี่เอทำตำแหน่งนี้เพราะ พื้นฐานหัวหน้าชอบคนที่มีความทะเยอทะยาน ใฝ่รู้ ซึ่งพี่เอเป็นแบบที่หัวหน้าชอบ ก่อนหน้านี้พี่เอเคยคิดจะย้ายไปแผนกอื่น แต่แผนกอื่นไม่รับเพราะคิดว่าพี่เอคงทำไม่ได้ นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังไม่มีปัญหาการทำงานไม่ทัน เพราะคุณเปรี้ยวหวานก็ฝืนทำให้เรียบร้อยทุกครั้ง แต่ยังกังวลว่าเธอจะทำไม่ไหว รวมถึงกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพในอนาคตด้วย

        คุณเปรี้ยวหวานอยากปรึกษาว่า เธอควรเข้าใจในข้อจำกัดของร่างกายพี่เอให้มากขึ้น หรือ มีสิทธิ์รู้สึกเหนื่อยและรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมไหม เธอต้องจัดการกับทัศนคติตนเองอย่างไรให้มองพี่เอในแง่ที่ดีขึ้น

        หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “พอเป็นเรื่องที่ทำงาน HR ควรมีส่วนในการจัดการเรื่องทรัพยากรบุคคล เขาควรต้องมาจัดการตรงไหน ใครควรทำอะไรตรงไหน ใครมีข้อจำกัดอย่างไร ทำให้รู้สึกว่าเป็นองค์กรที่บริหารคนได้ การเก็บคนที่ไม่มีศักยภาพในการทำงานไว้จะทำให้เสียคนเก่งไป การมีความเห็นอกเห็นใจเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ต้องมีขีดจำกัด

        พี่เชียร์ให้สู้อีกสักครั้ง HR ควรจัดแจงคน ‘Put the right man on the right job’ เอาเขาไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ ที่เขาจะสามารถทำประโยชน์ได้ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เปรี้ยวหวานอยู่ที่นี่มาปีนึงแล้ว ถือว่าเป็นพอร์ตที่ดีที่จะย้ายงานแล้ว ลองไปสมัครโรงแรมอื่นก็ได้

        เรื่องการช่วยยกก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่หากมองภาพรวมกว้าง ๆ เราน่าจะได้อยู่ในที่ที่มีการจัดการที่ดีกว่านี้ ทุก ๆ คนตัวเราก็จะทำงานอย่างมีความสุข เป็นทีมที่ดี เดินหน้าไปด้วยกัน ลองพิจารณาดู ประเมินดูว่าเรามีความสามารถพอที่จะทำงานอื่นไหม การที่พี่เอไม่สามารถช่วยงานอะไรได้ ทำให้เราทรมานแค่ไหน ลองชั่งข้อดีข้อเสียของการทำงานที่นี่ดู ข้อดีของงานโรงแรมคือมีตัวเลือกอีกมากมายที่เปรี้ยวหวานมีโอกาสที่จะไปสมัครที่อื่นได้อีกเยอะ พี่รู้สึกว่าการเปลี่ยนงานในสายงานโรงแรมมันสูง ยิ่งถ้าเป็นโรงแรมใหญ่ที่มีเครือข่าย บางทีเราอาจสามารถขอย้ายไปในเครือเดียวกันก็สามารถทำได้ ถ้าแก้ที่เขาไม่ได้ก็ปรับที่เราในแง่ของการเปลี่ยนที่ทำงานเลย”

        ถัดมา ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า “ลองทำแบบพี่เผือกดูก่อน ให้คุยกับหัวหน้าว่ายังคงเป็นปัญหาอยู่นะคะ งานไม่เดินเท่าที่ควร แต่ไม่ได้ว่าพี่เอ เข้าใจว่าเขาไม่สบาย แต่ว่าตอนนี้เป็นอย่างนี้จะทำอย่างไร ถ้าไม่สามารถย้ายพี่เอหรือลองเพิ่มคนไหม เพราะเวลาอยู่กันสองคนกับพี่เอมันช้าเรื่องด้วยอุปสรรคทางร่างกายของเขา หากมีการประชุมทีมให้ลองคุยว่าหรือจะลองเพิ่มคน เพราะมันช้าและเราตัวเล็ก เราพูดได้เพราะมันเป็นสวัสดิภาพของเราในการทำงานด้วย ถ้าพี่เขายกไม่ได้ เรายกคนเดียวแล้วไม่สามารถยกได้ ลองพูดตามความจริง

        ซึ่งถ้าหากมีคนมาเพิ่มแล้วอีกคนรู้สึกเป็นปัญหา คุณเปรี้ยวหวานอาจมีทีมในการที่คิดว่าพี่เออาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้แล้ว หรือหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้นคนไม่เพิ่ม พี่เอก็ยังอยู่ เปรี้ยวหวานอาจต้องลองทำตำแหน่งอื่นในโรงแรมดู หากคิดว่าตนเองมีศักยภาพพอ ลองขอไปทำตำแหน่งอื่นดูหากรู้สึกว่าที่นี่ยังโอเค หรือหากกลัวว่าจะไปหางานที่อื่นลำบาก จนสุดท้ายหากไม่ดีขึ้นต้องลองหาโรงแรมอื่นทำดู”

        ปิดท้ายที่ ‘ดีเจอ้อย’ กล่าวว่า “ตอนนี้การหางาน ถ้าได้จะลองยื่นใบสมัครงานไปก่อนก็ได้ สองลองอยู่กับเงื่อนไขนี้ต่ออีกสักหน่อยในช่วงที่ยังหางานใหม่ไม่ได้ พี่จะไม่สนับสนุนให้ออกไปนอนรองานเฉย ๆ เพราะทุกวันนี้เราต้องเห็นก้าวต่อไปก่อนถึงค่อยก้าว แต่อย่างหนึ่งคือ ปัญหาเรื่องงานไม่เท่าไหร่ แต่ปัญหาเรื่องคน เปลี่ยนเขาเท่าไหร่ก็เปลี่ยนไม่ได้ด้วย พี่ถึงถามว่าหัวหน้าเขาไม่เห็นหรือว่าใครมีศักยภาพจะทำงานไหม แต่ยังแนะนำให้พูดกับหัวหน้าอีกครั้งอย่างที่พี่เติ้ลแนะนำไปก่อนหน้า แต่ถ้าไม่มีใครช่วยแก้ปัญหาเลย ก็คงต้องสื่อสารกับพี่คนนั้นตรง ๆ หากอันไหนเราทำไม่ไหว คุยกับเขาว่า ต่อให้เขาช่วยยกไม่ไหว แค่ช่วยลากก็ยังดี ดีกว่าแรงเดียว อย่างน้อยที่สุดวันนี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องทน แต่ในระหว่างที่เราทนเป้าหมายคือ ถ้าเราได้งานอื่น เดี๋ยวเราไป แต่ในระหว่างนี้ที่ยังไม่ได้งาน ให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

        บางทีปัญหามันมีต้องแก้กับแค่ต้องยอมรับ ไม่ได้แปลว่าเป็นหนูคนเดียวที่ต้องจัดการสิ่งนี้ และวิธีคิดหนึ่งคือ ดีที่เราไม่ป่วยอย่างเขาไม่อย่างนั้นอาจต้องหนักกว่านี้ ต้องปรับทุกอย่างไปพร้อมกัน เวลาที่ต้องอยู่กับเงื่อนไขที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็ต้องสุขให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่มี อย่างน้อยเราก็ได้แก้ปัญหาแล้ว ถ้าปรับวิธีคิดจนอ่อนท้อไม่ไหวแล้วก็ต้องเปลี่ยนที่”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกัน เวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบาก ถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม

08 ส.ค. 2026

ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกัน เวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบาก ถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม

ชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาก เคยบอกให้เพื่อนหลีกทางให้แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกับน้องคนนั้นรักกันเวลาผ่านมา 5 ปี น้องเขากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวชีวิตลำบากถ้าวันนั้นน้องเขาเลือกผม ชีวิตน้องเขาจะดีกว่านี้ไหม 'คุณวิดวะ' (นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (5 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - และดีเจต้นหอม' เรื่องที่ตนนั้นรู้สึกเสียใจและคิดว่าหากน้องคนที่เขาแอบชอบมานานได้ตกลงปลงใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ชีวิตของน้องคนนั้นจะดีกว่านี้หรือไม่ คุณวิดวะ (นามสมมติ) ได้เล่าว่าเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาได้เจอกับน้องคนหนึ่ง ให้นามสมมติว่า 'น้องเอ' และตกหลุมรักน้องคนนี้ ทั้งยังบอกเพื่อนในกลุ่มอีกว่า "เห้ย กูชอบน้องเขานะ หลีกทางให้กูหน่อย” นั่นเพราะคุณวิดวะเข้าใจดีว่าตนนั้นหน้าตาอาจจะไม่ได้ดีมากและมีรูปร่างอ้วน หลังจากนั้นคุณวิดวะก็ตามจีบน้องเอ คอยไปรับไปส่งสม่ำเสมอ นอกจากนี้คุณวิดวะยังย้ำกับกลุ่มเพื่อนเสมอว่า "มึงอย่ายุ่งนะ เปิดทางให้กูหน่อย" ในตอนนั้นคุณวิดวะไม่รู้ว่าน้องเอจะมีใจให้ต้นหรือไม่ แต่ก็ดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง น้องเอมีปัญหาอะไรก็พร้อมให้คำปรึกษาเสมอ เรียกได้ว่าทำเท่าที่ทำได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน เพื่อนของคุณวิดวะก็ได้พาน้องเอกลับมาที่พัก เพราะคุณวิดวะวานให้เพื่อนคนนี้ไปส่งน้องเอ จากนั้นก็ขับตามไปทีหลัง แต่ในวันนั้นเอง เพื่อนและน้องเอก็ได้มีอะไรกัน คุณวิดวะมรู้ทีหลังเพราะเพื่อนมาบอกว่า "เออ กูได้กับน้องเขาแล้วนะ กูจะจริงจังกับน้องเขาแล้วนะ" คุณวิดวะตกใจและพูดไปว่า "อ่าว มึงไม่ได้ฟังกูเหรอที่กูพูดไปตั้งแต่แรกว่ากูจะจริงจังกับน้องเขา" แต่ท้ายที่สุดแล้วคนที่ต้องเดินออกไปจากความสัมพันธ์ก็คือคุณวิดวะ เวลาผ่านไป คุณวิดวะได้ทราบมาว่าปัจจุบันชีวิตของน้องเอไม่ได้ดีเท่าที่ควร แม้น้องเอจะยังคบกับเพื่อนอยู่และมีลูกด้วยกัน 1 คน และดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะระหองระแหงกันด้วย คุณวิดวะที่ได้ทราบข่าวนี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้แต่ก็แสดงออกไม่ได้ เวลาที่ทั้งสองคนมีปัญหาก็จะไม่โทรมาหาเพราะเขารู้ว่าถ้าคุณวิดวะรู้ปัญหา คุณวิดวะจะโกรธเพื่อน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ย่ำแย่จนถึงขั้นน้องเอคิดจะจากโลกนี้ไป คุณวิดวะรู้เพราะวันนั้นไปหาน้องเอแต่ไม่เจอ เจอแต่เพื่อน เพื่อนก็พูดว่า "ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่รู้มันไปตายที่ไหน เห็นบ่นว่าอยากตาย" ย้อนกลับไปช่วงที่คุณวิดวะและเพื่อนทะเลาะกัน เขาได้บอกเพื่อนไปว่า "ถ้ามึงจะเอาผู้หญิงคนนี้ไป มึงดูแลให้ดีด้วย อย่าให้มีปัญหาอะไรกันที่มันลำบากใจ" ใจคิดว่าแฟนน้องเอคือเพื่อน ซึ่งก็มั่นใจหายห่วงได้ว่าดูแลน้องเอได้ แต่เอาเข้าจริง เพื่อนคนนี้กลับไม่ดูแลอะไรเลย พักหลังเพื่อนคนนี้ยังแอบไปคุยกับคนอื่นอีกด้วย ไม่ไปรับ-ส่งน้องเวลาไปทำงานแล้ว เรื่องนี้น้องเอเป็นคนเอ่ยปากเล่าให้คุณวิดวะฟังเอง เขาฟังแล้วก็ได้แต่โมโหแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ใจคุณวิดวะยังเป็นห่วงน้องเอเสมอ ยิ่งได้รู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็พร้อมจะช่วยเหลือ ปัจจุบันน้องเอเลี้ยงลูกคนเดียวเพราะแยกทางกับเพื่อนแล้ว ทางคุณวิดวะก็มีเดินหน้าจีบอยู่บ้างแต่รู้สึกว่ามันจะเป็นการรบกวนน้องเอ จึงไม่ได้ทำอะไรต่อ คุณวิดวะเสริมอีกว่า เมื่อ 3 - 4 วันก่อน เป็นวันเกิดของเขา จึงลองชวนน้องเอไปดูหนังด้วยกัน น้องก็ตอบตกลง ระหว่างที่นั่งรถไป ทั้งคู่ก็ได้พูดคุยกันถึงปัญหาของน้อง แล้วคุณวิดวะก็คิดว่า "ตอนนั้น ผมปล่อยน้องคนนี้ไป ถ้าวันนั้นผมขัดขืนเพื่อนผมว่ากูไม่ยอมมึงแบบนี้มันจะเป็นผิดหรือเปล่า ถ้าผมทำไปอย่างนั้นมันจะดีหรือเปล่าในปัจจุบันนี้ ผมก็ถามน้องเขาไปนะว่าคิดจะกลับไปไหม ถ้าไม่คิดจะกลับไป เป็นพี่ได้ไหม น้องเขาก็บอกผมว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลาแต่มันติดตรงที่ว่าพวกพี่เป็นเพื่อนกัน" นอกจากนี้ แม่ของคุณวิดวะยังมีการถามไถ่ว่า "แฟนน่ะมีงานทำแล้วยัง ทำไมเขากลับไปอยู่บ้าน ถ้าเขาไม่มีงานทำ ไปทำกับแม่ไหม" เนื่องจากแม่เข้าใจว่าน้องเอกับคุณวิดวะเป็นแฟนกัน เพราะคุณวิดวะพูดไปตามประสาวัยรุ่นว่าน้องเอคือคนคุย เรื่องนี้น้องเอก็ได้ยินต่อหน้า เธอยิ้มและหัวเราะไปด้วย คุณวิดวะกล่าวว่าที่บอกแม่ไปแบบนั้นเพราะจะใช้เป็นข้ออ้างให้แม่รับน้องเข้าทำงาน และน้องก็จะได้เงินเดือนด้วย คุณวิดวะกล่าวขอโทษน้องว่า "ที่ทำอย่างนั้น ไม่ได้อยากจะไปบีบบังคับอะไร เพราะว่าน้องเขาก็เป็นคนคิดลบอยู่แล้ว ผมก็เลยขอโทษ แล้วบอกไปว่าถ้าน้องไปเจอคนที่ดีก็ขอให้น้องมีความสุข ผมยินดีซัพพอร์ตทุกอย่าง มีปัญหาอะไรก็ทักมาได้ แต่พี่รู้ว่าที่น้องยังไม่เปิดใจเพราะน้องยังไม่เคลียร์กับเพื่อนพี่ ถ้ามันเป็นไปได้หรือไม่ได้ก็ตาม ถึงวันนั้นถ้าเคลียร์กันแล้ว หรือว่าพี่พอมีโอกาสก็รับพี่ไปพิจารณาด้วยนะ" แล้วน้องเอก็ตอบกลับมาว่า "โอเคค่ะพี่ ไว้เจอกัน" จากนั้นบทสนทนาก็จบลง คุณวิดวะกล่าวว่า "อยากรู้ว่าการที่ผมพูดไปแบบนี้ มันทำให้น้องเขาน่าจะรู้สึกดีรึเปล่า" ที่คุณวิดวะโทรเข้ามาเล่าเรื่องราวเหล่านี้ เพราะใจลึก ๆ แล้วก็ยังหวังว่าชีวิตน้องเอจะสุขสบายและไม่ลำบากแบบนี้ "ถ้าวันนั้นผมเลือกที่จะเดินหน้าต่อกับน้องเขา ชีวิตน้องเขาจะกว่านี้หรือเปล่าครับ?" เริ่มที่ 'ดีเจต้นหอม' ได้ให้คำปรึกษาว่า "ที่เราฟังมาทั้งหมดคือคุณวิดวะหวังมากแต่เป็นคนตัวใหญ่ที่ตัวเล็กมากเลย เวลาจะสื่อสารกับเขา ชอบเขาก็ไม่บอกว่าชอบ คือยังให้ไปเจอคนอื่น ๆ คุณวิดวะต้องปากกับใจตรงกันก่อนนะ ตอนนี้คุณวิดวะปากกับใจไม่ตรงกัน แนะนำอย่างนี้ ถ้าวันหนึ่งไปเจอใครสักคนที่เรารู้สึกชอบจริง ๆ ให้ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของเรา ไม่ต้องกลัวความผิดหวัง 'พี่ชอบน้องนะ แล้วถ้ามาอยู่กับพี่ พี่จะดูแลน้อง' อะไรก็ว่าไป ไม่ต้องบอกว่าไปเจอคนอื่นแล้วโชคดี อย่าทำตัวเองคูล ๆ เท่ ๆ มันไม่ได้เท่เลย แล้วก็อย่าเวิ่นเว้อ แค่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง พี่ชอบ น้องชอบไหม ถ้าน้องไม่ชอบ โอเคก็แยกย้าย บางทีมันมีแค่นั้น แต่ตอนนี้กับน้องคนนั้นไม่ต้องแล้ว มันจบไปแล้วเพราะการที่เราเวิ่นเว้อไปหาเขาแล้ว และเขาตอบแค่ว่าโอเคค่า เขาจบบทสนทนาแล้ว ถ้าเขาจะเอาเขาเอานานแล้วค่ะ ฉะนั้นหาคนใหม่" ต่อมา 'ดีเจเติ้ล' ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า "คุณวิดวะไปหาคนรักคนใหม่เถอะ เขาไม่เลือกเลือกคุณวิดวะ ถ้าเขาจะเลือก เขาเลือกตั้งแต่ตอนนั้นแล้วไม่ไปตกลงปลงใจกับเพื่อนคุณวิดวะหรอก เวลาคุณวิดวะเห็นสิ่งที่มันเกิดขึ้น เห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว คุณวิดวะต้องยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ แล้วไม่หลอกตัวเองว่ามันจะไม่ใช่แล้วคุณวิดวะก็จะไม่ไปจากเขาเลย เหมือนติดตามเขา คอยดูเขาตลอด สำหรับเติ้ลคิดว่าเราเอาเวลาไปหาคนที่เขาเห็นมันดีกว่า มันน่าจะดีกว่าคุณวิดวะมากกว่า" สุดท้าย 'ดีเจเผือก' ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า "หนึ่ง ยอมรับก่อนว่าที่ผ่านมาเขาไม่เคยเลือกเรา แล้วก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับการได้คบกัน นับตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้เขายังไม่เคยเลือกเราเลย อันนี้ยอมรับก่อน และเขาเลือกคนอื่น เขาจะไปมีชีวิตยังไงนั่นคือชีวิตที่เขาเลือก แล้วถ้ามันเป็นชีวิตที่เลวร้ายกับเขาจริง ๆ เขาก็คงจัดการชีวิตของเขาเอง เขาจะทนอยู่หรือไม่ทน เป็นชีวิตของเขา อันนี้แยกก่อน วิดวะต้องยอมรับความจริงก่อน ถึงแม้ว่าเขาจะทิ้งชีวิตนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเลือกเรา ไม่เกี่ยวกันเลยนะที่ผ่านมา แต่ความหวังอยู่ตรงนี้ เอาจริง ๆ บนโลกใบนี้มันมีนะ 5 ปี 10 ปีแรกไม่เคยมองกัน วันดีคืนดีไม่เหลือใคร ถึง ณ เวลาหนึ่งกลับมาลงเอยกันมันก็มี บนโลกใบนี้มันมีทุกรูปแบบแหละอยู่ที่ว่าเราจะเอาทั้งชีวิตที่เรามีอยู่เนี่ยไปอยู่กับเปอร์เซ็นต์ที่อาจจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยไม่รู้ มันอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ เราจะอยู่ไปแบบนี้ไหวไหม วิดวะมีความสุขไหมกับการอยู่แบบหวังลม ๆ แล้ง ๆ ถ้าคิดว่าชีวิตมองไปแล้วไม่มีใครสู้น้องเขาได้เลย ชีวิตมีค่าเพื่ออยู่เฝ้ามองเขาห่าง ๆ วิดวะจะทำให้ตัวเองมีความสุขอย่างนั้นก็ได้ แต่อย่ากระโตกกระตาก อย่าไปรบกวนเขา อย่าไปทำให้เขารู้ถึงการมีตัวตนของเราดีที่สุด อยู่ได้ไหมล่ะ ที่นั่งมองเขาฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ต้องการการรับรู้อะไรเลย เทียบกับการที่วิดวะเปิดใจมองหาคนอื่นด้วย ใช้ชีวิตของตัวเองไป ถ้ามันจะพัดพากลับมาเจอกันในอนาคต 5 ปี 10 ปี ก็ค่อยว่ากัน อันนี้แล้วแต่จะไปเลือกเองแต่ยอมรับความจริงว่าไม่ใช่คือไม่ใช่ การบอกลาครั้งสุดท้ายเราจะไปประดิษฐ์คำให้มันเท่ สวยหรูแค่ไหน ไม่ต้องไปหาคำตอบว่าเขารู้สึกดีรึเปล่า ไม่ได้มีประโยชน์กับเราครับ เราพูดในสิ่งที่เราอยากพูดไปแล้วก็จบครับ อีก 10 ปีมันจะเกิดอะไรขึ้นไม่มีใครรู้ ถ้าอยากอยู่เพื่อพิสูจน์ก็แล้วแต่คุณวิดวะเลย"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

บอกเลิกแฟน เพราะเขาเลือกเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเรา เหตุผลนี้งี่เง่าเกินไปหรือเปล่าคะ?

15 มิ.ย. 2026

บอกเลิกแฟน เพราะเขาเลือกเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเรา เหตุผลนี้งี่เง่าเกินไปหรือเปล่าคะ?

บอกเลิกแฟน เพราะเขาเลือกเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเราเหตุผลนี้งี่เง่าเกินไปหรือเปล่าคะ? ‘คุณจอย’( นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องราวการตัดสินใจบอกเลิกแฟนเพราะเหตุผลบางอย่าง แต่เธอยังปล่อยวางไม่ได้และคิดอยู่เสมอว่าเธอตัดสินใจถูกต้องหรือคิดมากเกินไปกันแน่? ‘คุณจอย’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาปัญหาความรัก พร้อมตั้งคำถามกับเหล่าดีเจว่า “พี่ว่าหนูงี่เง่าไปรึเปล่า ที่หนูไปบอกเลิกเขาด้วยเหตุผลนี้” โดย ‘คุณจอย’ เล่าว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เธอตัดสินใจเลิกรากับแฟน มาจากเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งของแฟน ซึ่งขอสมมุติชื่อว่า ‘เอ’ ที่มักมีพฤติกรรมและคำพูดที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ได้รับการให้เกียรติในฐานะแฟน เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาเล่าว่า ขณะที่ทุกคนกำลังคอลกลุ่มกันอยู่ เอได้พูดกับแฟนของเธอว่า “ถ้ากูกลับบ้านขอกลับไปเติมมึงนะ” พร้อมเรียกชื่อแฟนของเธอต่อท้าย ซึ่งแฟนของเธอก็หัวเราะตอบกลับไป อย่างไรก็ตาม มีเพื่อนอีกคนในสายที่รู้สึกว่าคำพูดดังกล่าวไม่เหมาะสม จึงเตือนเอให้เกรงใจคุณจอยบ้าง เพราะเธอก็นอนอยู่ข้าง ๆ แฟนของตัวเอง แต่เอกลับตอบว่า “เห้ยพี่จอยเขาไม่ว่าอะไรหรอก เขาไม่เกลียดกูหรอก หรืออาจจะเกลียดกูนานแล้ว” คุณจอยบอกว่าเอมักมีนิสัยทีเล่นทีจริง ชอบหยอดหรือพูดจาเชิงจีบแฟนของเธออยู่เป็นประจำ โดยทั้งคู่รู้จักกันมาก่อนที่เธอจะเข้ามาคบกับแฟนเสียอีก แต่เหตุการณ์ที่กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย เกิดขึ้นในวันที่แฟนของเธอและกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวด้วยกัน แม้จะไม่ได้ไปกันสองต่อสอง แต่ระหว่างขากลับแฟนของเธอได้บอกว่าจะไปส่งเอที่บ้าน เพราะเป็นทางผ่าน บังเอิญในวันนั้น เพื่อนของคุณจอยได้พบกับกลุ่มดังกล่าวและเข้าไปทักทายตามปกติ แต่ระหว่างที่กำลังเดินผ่านกลับได้ยินเอพูดขึ้นมาว่า “มึงเป็นแฟนเก็บกูนะ” เมื่อทราบเรื่องจากเพื่อนของเธอ จึงรีบทักไปถามแฟนทันทีว่าทำไมเอถึงพูดแบบนั้น แต่แฟนของเธอกลับไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว มีเพียงการขอโทษแทนเอและยืนยันว่าเป็นการพูดเล่น ไม่มีอะไรเกินเลย ด้วยความโกรธและเสียใจในตอนนั้น เธอจึงตอบกลับแฟนไปว่า “ถ้าไปส่งมันก็เลิกกันไปเลย” สุดท้ายแฟนของเธอก็ยังเลือกไปส่งเอถึงบ้าน ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเลิกรากันในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ความโกรธเริ่มลดลง คุณจอยก็เริ่มมองเรื่องนี้ในอีกมุมหนึ่งว่า ในฐานะเพื่อน หากปล่อยให้ผู้หญิงกลับบ้านคนเดียวก็อาจดูไม่ดีนัก จึงทำให้เธอเริ่มลังเลกับการตัดสินใจของตัวเอง เธอยอมรับว่าตลอดเวลาที่คบกัน ทั้งคู่มีเรื่องราวดี ๆ ร่วมกันมากมาย ปัญหาหลักจริง ๆ มีเพียงเรื่องนี้ และเรื่องที่แฟนไม่ค่อยมีเวลาให้ อีกทั้งความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เคยคบ ๆ เลิก ๆ กันมาหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งที่กลับมาคืนดีกัน แฟนของเธอมักจะสัญญาว่าจะปรับปรุงตัวตามที่เธอบอก แต่เรื่องเกี่ยวกับเพื่อนผู้หญิงกลับยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เพราะในกลุ่มของแฟนมีเพื่อนผู้หญิงค่อนข้างเยอะ และเขาก็มักจะไปรับไปส่งเพื่อนผู้หญิงอยู่เสมอ สิ่งที่ทำให้คุณจอยเสียใจที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องของเอเพียงคนเดียว แต่เป็นความรู้สึกที่ว่าเธอมักถูกทำให้รู้สึกเป็นคนสำคัญลำดับรองจากเพื่อนอยู่เสมอ คำถามที่เธออยากฝากถึงเหล่าดีเจก็คือ เธองี่เง่าเกินไปหรือไม่กับการตัดสินใจเลิกในครั้งนี้ และควรให้โอกาสแฟนอีกครั้งหรือเปล่า? ด้าน ‘ดีเจเติ้ล’ มองว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าแฟนของคุณจอยให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่าเธอ และหากกลับไปคบกันอีก ก็มีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะยังคงเป็นแบบเดิม ขณะที่ ‘ดีเจเผือก’ แสดงความคิดเห็นว่า คำว่า “เติม” เป็นคำที่สื่อถึงความใกล้ชิด และไม่ควรนำมาใช้กับแฟนของคนอื่น รวมถึงการพูดจาในลักษณะคลุมเครืออย่าง “แฟนเก็บ” ก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเช่นกัน “เมื่อไหร่ที่เรายื่นคำขาดว่าถ้าอย่างงี้ก็เลิก แล้วถ้าเขาเลิก ก็แปลว่าควรรู้แล้วนะว่าคนนี้เขาคิดยังไง” ส่วน ‘ดีเจต้นหอม’ มองว่า ต่อให้มองในมุมของความเป็นเพื่อนจริง ๆ ก็ยังมีวิธีจัดการที่ดีกว่านี้ เช่น การอธิบายให้เพื่อนเข้าใจว่าแฟนอาจไม่สบายใจ แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือเหตุใดแฟนของคุณจอยจึงเลือกเกรงใจเพื่อนมากกว่าเกรงใจคนรักของตัวเอง พร้อมทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผู้ชายคนเนี้ยมันไม่ได้” และยังเตือนคุณจอยอีกว่า หากตัดสินใจกลับไปคบกันอีกครั้ง ก็อาจต้องยอมรับความจริงว่าปัญหาเดิม ๆ เหล่านี้มีโอกาสกลับมาเกิดขึ้นซ้ำได้อีกในอนาคตเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงาน เราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม? เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากัน

12 ธ.ค. 2025

ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงาน เราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม? เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากัน

ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงานเราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม?เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากันคนนึงไปคบกับแฟนของคนนึง โดยที่ไม่ได้บอกกันมารู้ตัวอีกที แฟนเก่าของเพื่อน กลายเป็นแฟนของเพื่อนสนิทไปแล้ว ทำให้เขาสองคนไม่โอเค และ ไม่คุยกันไปเลยเหตุการณ์เป็นแบบนี้ ถ้าเราชวนคนใดคนนึง แล้วไม่ชวนอีกคน เขาจะน้อยใจไหม? หรือ ถ้าชวนมาทั้งคู่บรรยากาศงานต่างๆจะเกิดผลกระทบตามมารึเปล่า? “คุณซี (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี เป็นสายที่สองในรายการ พุธทอล์คพุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 ธันวาคม 2568)ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องกำลังจะแต่งงานแต่เพื่อนสนิท 2 คนที่จะให้มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวไม่ถูกกัน “คุณซี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คือเรากำลังจะแต่งงาน เรามีเพื่อนที่สนิท 2 คน ให้แทนว่า “เอ” กับ “บี” แต่ 2 คนนี้ไม่ถูกกัน เราจะเชิญมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม คือเราอยู่กลุ่มเดียวกันตอนมัธยม คบกันมา 10 กว่าปี แต่มันมามีจุดแตกหักตรงที่ว่าตอนนั้นเออกหัก แล้วเขาไปเล่นแอปหาคู่ แต่เอดันไปแมทช์กับแฟนเก่าของบี ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าเป็นแฟนเก่าเพื่อน เอกับแฟนเก่าเลิกกันนานแล้วแต่เอเสียใจมากจนเกือบฆ่าตัวตายเรียกว่าเป็นแฟนเก่าที่เพื่อนฝังใจมาก ๆ แล้วตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้เอกับบีก็ไม่ได้คุยกันเลย พอหนูเป็นคนกลางก็เลยอึดอัดใจนิดหน่อย เพราะหนูก็สนิทกับทั้งคู่เท่ากันแต่พอมันเกิดเรื่องนี้ขึ้น หนูก็แอบเอนเอียงไปทางบีนิดนึงเพราะรู้สึกว่ามันก็ไม่ควร แรก ๆ ที่เลิกคบกัน หนูก็พยายามพูดถึงอีกคนแต่ว่ามันก็ยาก เพราะตอนที่เอไปปัดแอปมา เขาก็มาเล่าให้พวกหนูฟังว่าไปเจอคนนี้มานะ และก็บอกว่าแค่คุยเล่นเฉย ๆ แก้เบื่อไม่ได้มีอะไร แต่เขาก็คุยมาเรื่อย ๆ จนหลัง ๆ ก็เริ่มโพสต์สตอรี่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ หนูก็เลยทักไปถามว่าสรุปว่าคบกันรึเปล่า เพราะดูเหมือนว่าบีจะไม่โอเคนะแต่เขาก็ยืนยันกับหนูว่ามันไม่มีอะไร จนเราเริ่มคุยกันน้อยลงแล้วเขาก็ค่อย ๆ หายไป และไม่นานก็เปิดตัวคบกับผู้ชายคนนั้นแบบชัดเจน แต่ปัจจุบันนี้เอกับฝ่ายชายก็เลิกกันไปนานแล้ว จากใจหนูเลยคือหนูอยากให้ทั้ง 2 คนมาเพราะว่าทุกครั้งที่มีแฟน หนูก็จะมีภาพในหัวตลอดว่าเพื่อนเจ้าสาวของเราต้องเป็นเขา 2 คนอย่างแน่นอน แต่ถ้าให้เลือกคนเดียวก็อาจจะเอนไปทางบีเพราะแฟนเราเป็นชาวต่างชาติแล้วบีก็พูดภาษานั้นได้ เราก็เลยจะให้เขาเหมือนมาเป็นล่ามให้เราไปด้วยเลย แต่หนูก็ไม่อยากทำให้เพื่อนเสียใจ’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นผม ผมจะคุยกับบีก่อนเป็นอย่างแรกว่า ช้อยส์แรกของเรายังไงก็คือบี แต่ก็จะมาปรึกษาเรื่องเอด้วย คือเราให้ความสำคัญกับบีก่อนได้ในฐานะที่เราอาจจะสนิทกว่า หรือว่าในฐานะที่เรามองว่าเขาถูกกระทำ เพราะฉะนั้นลองคุยกับบีก่อน ถ้าเราจะชวนเอมาแล้วถ้าเขาไม่โอเค เราก็ต้องมานั่งคิดใหม่ว่าจะเอายังไงต่อในกรณีที่บีไม่โอเค เรายังรู้สึกว่าถ้าเอเป็นผู้ใหญ่มากพอ การที่คนเราเลือกไปมีความสัมพันธ์กับอดีตของเพื่อน ครึ่งหนึ่งในหัวใจมันต้องรับความเสี่ยงไว้แล้วว่าเขาอาจจะเสียเพื่อนไป ซึ่งเอเลือกแล้ว เขาก็ควรจะเข้าใจว่าเหตุผลที่เขาไม่ได้ไปอยู่ตรงเพื่อนเจ้าสาวมันเป็นเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะว่าซีไม่ได้รักเขา แต่ด้วยบาดแผลที่มันเกิดขึ้นจากการที่เขาเลือกที่จะทำแบบนั้น อย่างมากเขาก็ไม่มางาน แต่ในกรณีที่บีบอกว่าโอเค เราก็ต้องฟังน้ำเสียงของบีให้ดีว่าเขาอยากจะกลับมาเจอหน้ากันไหมในวันสำคัญ เรื่องนี้มันมีได้แค่ 2 ทางว่าบีจะโอเคหรือไม่โอเค แต่แล้วผลที่ออกมาพี่ว่ามันก็เป็นวันที่ดีของเรานะ ไม่ว่าจะยังไงมันก็จะออกมาดีแหละ เราได้แคร์หัวใจของทั้ง 2 คนเรียบร้อยแล้ว วันนี้ที่โทรมามันก็แปลว่าซีแคร์ทั้งเอและบีมากถึงขั้นที่ตัดสินใจไม่ได้ขนาดนี้ พี่เชื่อว่าทุกอย่างมันจะคลี่คลายและมันจะเป็นวันที่ดี’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘งานนี้อยู่ที่สปิริตของเอและบี เพราะจะต้องมาเพื่อซี ถ้ามีสปิริตเรื่องนี้จะไม่มีปัญหา เพราะว่าทั้งเอและบีไม่ได้มีปัญหากับหนูไง แต่ว่าพี่ก็เห็นด้วยกับพี่เผือกที่ให้ลองถามบีก่อน เพราะว่าอย่างน้อยในเรื่องนี้เขาเป็นผู้ถูกกระทำ ให้ได้รู้ว่าเราก็แคร์เธอ ในเมื่อเราโตกันแล้วก็บอกได้ว่าใจจริงเราก็อยากชวนเอมาด้วยเพราะก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องเราก็อยากให้ทั้ง 2 คนมาอยู่ในงานของเรา ซึ่งพี่ว่าถ้าบีมีสปิริตถึงจะไม่โอเคแต่เขาก็จะทำให้เพื่อนได้ หรือสมมติว่าบีบอกว่าไม่ได้ อันนี้ก็อยู่ที่ว่าซียังรักเอขนาดไหน รักถึงขั้นที่จะยืนยันกับบีว่าจะชวนเอมา เพราะซีก็แคร์เอเหมือนกัน หรือถ้าไม่ได้รักก็ไม่ต้องชวนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาว แค่นั้น มันอยู่ที่ว่าเราจะสื่อสารกับเพื่อนแบบไหน เพราะเราก็รักเพื่อนทั้ง 2 คน’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ในงานแต่งถ้ามีคนไม่ถูกกันหรือแม้กระทั่งมีแฟนเก่าต้องบอกนะ ซึ่งซีก็ทำอย่างที่พี่เติ้ลบอกได้เลยว่า ฉันจะแต่งงาน อยากให้เธอเป็นเพื่อนเจ้าสาวแต่ก็อยากให้เอเป็นเพื่อนเจ้าสาวด้วย มันเป็นความฝันของเราที่อยากจะเห็นเธอทั้งคู่ ถ้าเธอรู้สึกอึดอัด งั้นเธอแยกกันอยู่ได้ไหม สุดท้ายเราก็ต้องไปปรึกษาบีก่อน แต่เราไม่เชิญเอไม่ได้นะ ถึงเขาจะไม่ได้มาเป็นเพื่อนเจ้าสาว ซีก็ต้องเชิญเขาอยู่ดีเพราะมันก็เป็นมารยาท แต่ถ้าบีมีปัญหามากสุดก็ให้เอไปฝึกภาษาแทน แต่ก็แนะนำให้คุยกันดี ๆ เพื่อนกันมันก็ต้องทำให้กันได้อยู่แล้ว บางทีซีอาจจะได้คำตอบว่าเขาไม่ได้คิดอะไรต่อกันแล้วก็ได้ ซีจะได้เบาใจ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนหนูมาสารภาพว่า... “ไปส่งแฟนเก่ากินข้าวมา เพราะว่าแฟนเก่าหิว ไม่มีรถเลย” แฟนเก่าให้เหตุผลว่า พอดีมาจังหวัดนี้แล้วไม่รู้จักใครเลย อยากให้พาไปกินข้าวหน่อย แต่แฟนเราก็แอบไปส่ง หนูสังเกตเห็นว่า GPS รถ ขับรถวนไปๆมาๆ หลายกิโลแปลกๆ

23 ก.ย. 2025

แฟนหนูมาสารภาพว่า... “ไปส่งแฟนเก่ากินข้าวมา เพราะว่าแฟนเก่าหิว ไม่มีรถเลย” แฟนเก่าให้เหตุผลว่า พอดีมาจังหวัดนี้แล้วไม่รู้จักใครเลย อยากให้พาไปกินข้าวหน่อย แต่แฟนเราก็แอบไปส่ง หนูสังเกตเห็นว่า GPS รถ ขับรถวนไปๆมาๆ หลายกิโลแปลกๆ

แฟนหนูมาสารภาพว่า... “ไปส่งแฟนเก่ากินข้าวมา เพราะว่าแฟนเก่าหิว ไม่มีรถเลย”แฟนเก่าให้เหตุผลว่า พอดีมาจังหวัดนี้แล้วไม่รู้จักใครเลย อยากให้พาไปกินข้าวหน่อยแต่แฟนเราก็แอบไปส่ง หนูสังเกตเห็นว่า GPS รถ ขับรถวนไปๆมาๆ หลายกิโลแปลกๆแต่แฟนมาสารภาพเรื่องนี้ก่อนที่หนูจะถามเขาเรื่องนี้ ตอนนี้ความไว้ใจที่หนูมีให้กับเขามันหายไปเยอะมาก เจอแบบนี้หนูจะยังไว้ใจแฟนเหมือนเดิมได้อยู่ไหม?ถ้าเป็นทุกคนจะทำยังไงคะ ถ้าเจอแฟนมาสารภาพแบบนี้ “คุณฟ้า (นามสมมติ)” อายุ 23 สายที่ 2 ในรายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [17 ก.ย.68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาแฟนไปรับไปส่งแฟนเก่ากินข้าว เพราะเขาอ้างว่าไม่มีรถ โดย “คุณฟ้า (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘มีอยู่วันนึง ที่แฟนบอกว่า จะไปทำบุญ แล้วไปกินข้าวกับเพื่อนที่ห้องเพื่อนต่อ ห่างจากที่พักของเขาประมาณสิบกว่าโล เราก็ไม่ได้อะไร พอประมาณสักสามทุ่ม แฟนเราก็ทักมาบอกอีกว่า เดี๋ยวจะพาเพื่อนไปซื้อของนะ หนูเลยถามเขาว่า ไปซื้อที่ไหน ซึ่งเขากลับไปซื้อของตรงที่บ้านพักเขา มันต้องย้อนกลับมาถึงสิบโล เพื่อที่จะพาเพื่อนมาซื้อ เราก็รู้สึกว่า ทำไมมันต้องย้อนกลับมาขนาดนั้น ของแถวนั้นก็น่าจะมี พอเปิดดูจีพีเอส รถของแฟนก็ขับวนๆไม่ไปไหน ไม่จอด ไม่ถึงสักที หนูก็เลยโทรไปหา แต่ก็ไม่รับโทรศัพท์ เลยกดโทรอีก สักพักเขาก็รับสาย บอกว่า ‘กำลังซื้อของอยู่ เดี๋ยวจะกลับห้องเพื่อนแล้ว’ พอแฟนถึงห้องเพื่อน ก็รีบโทรกลับมาหาเรา หนูก็ถามเขาว่า ‘ไปทำอะไรมา ทำไมถึงได้ขับรถวนๆ’ ต้องยอมรับว่าจริงๆตอนนั้นก็เริ่มที่จะสงสัยแล้ว ยิ่งได้ยินเหตุผลที่เขาสารภาพออกมาว่า เขาไปรับแฟนเก่ามากินข้าว เราก็ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินเหตุผลแบบนี้ แฟนก็เลยเล่าให้ฟังว่า เมื่อวานเพื่อนของแฟนเก่าทักมาบอกว่า แฟนเก่าเขาจะมาทำธุระที่นี่ ช่วยติดต่อเบอร์รถที่จะกลับกรุงเทพให้หน่อยได้มั้ย เขาก็เลยให้เบอร์รถไป แต่แชททั้งหมดเป็นกลุ่มที่มีเพื่อนของแฟนเก่าเขาอยู่ในนั้นด้วย แล้วเหมือนแฟนเก่า ก็ชวนแฟนเราให้ออกไปกินข้าว เพราะเขาไม่มีรถที่จะออกไป แฟนเราก็ไป แต่บอกหนูว่า พาเพื่อนไปซื้อของ สุดท้ายก็สารภาพออกมาหมด เพราะไม่อยากโกหก เขาก็ขอโทษ ผิดพลาดไปแล้ว หลังจากนั้นก็รีบจัดการบล็อกแฟนเก่า แล้วก็ลบกลุ่มนั้นออกไปตามที่เราบอก และคำพูดที่แฟนเราพูด คือ เขาไม่ได้นอกใจ แค่สงสารผู้หญิงคนนั้น ที่ไม่มีรถ ตอนนี้ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว หนูให้อภัยเขา แต่ก็ยังระแวงอยู่ดี หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า คนเราสามารถผิดพลาดเรื่องนี้ได้ใช่มั้ย? หนูควรจัดการความรู้สึกตนเองยังไงดี’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถามว่าทำผิดได้มั้ย ก็ได้แหละ แต่ลักษณะเป็นเหมือนการกึ่งยิงกึ่งผ่าน คนที่มันใจเตลิดไปแว้บนึง แล้วก็ลองๆดูว่ามันจะเป็นยังไง แฟนเราดูเป็นคนที่ทำผิดแล้วล่ก กับสิ่งที่ตนเองทำ สุดท้ายก็กลับมามอบตัว เขาจะทำผิดอีกมั้ย ตอบไม่ได้หรอก เพราะเราไม่รู้อนาคต การคบกันมีความเสี่ยงอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ฟ้าแค่คุยกับตัวเองพอว่า ยังอยากจะให้โอกาสเขา และตัวเอง กับคนๆนี้อยู่มั้ย เรื่องแผลในใจมันมีอยู่แล้วแหละ มันก็จะติดไปตลอด แต่พอเวลาผ่านไปมันจะพิสูจน์ด้วยตัวมันเอง ไม่อะไรตอบเราได้เลย นอกจากให้โอกาส’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แฟนฟ้าตั้งใจโกหก เขามีความสุขเล็กๆที่อยู่ในใจในการที่จะได้เจอแฟนเก่า เพราะฉะนั้น ไม่เชื่อใจได้เลย เต็มที่มันไม่ผิดอะไร อย่าไว้ใจ 100% ขนาดนั้น ลองให้โอกาสได้ แต่อย่าให้มีอีกครั้ง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘การวนรถเราก็รู้ดีอยู่แล้ว ว่าวนเพราะอะไร มันคือการอยากอยู่ด้วยกันนานๆ มันคือเจตนาไม่มีบริสุทธิ์ใจ เป็นการทำผิดที่ไม่เชี่ยวชาญ เขาไม่ได้มอบตัวก่อน แต่เพราะเรามีหลักฐาน เขาเลยสารภาพ ให้อภัยได้ เพราะเป็นความผิดครั้งแรก แต่จำไว้เลยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เราต้องบอกให้เขาชัดเจน ถึงความผิดของเขา อย่าเอาความระแวงไปทะเลาะกัน เพราะฟ้าให้โอกาสเขาแล้ว ถ้าจับได้อีกครั้งก็คือเลิก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายกาวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-