ทำอย่างไรดีคะ? เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ทำอย่างไรดีคะ? เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย

05 ก.ย. 2026

ทำอย่างไรดีคะ?

เราชวนเพื่อนมาทำงานด้วย

แต่เพื่อนไม่เกรงใจเราในฐานะนายจ้างเลย

       ‘คุณเลเล (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 กันยายน 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นชวนเพื่อนมาทำงานด้วย แต่เพื่อนกลับไม่เกรงใจและไม่เคารพเราในฐานะนายจ้าง - ลูกจ้างเลย

       ‘คุณเลเล' (นามสมมุติ) อายุ 30 ปี คุณเลเลเล่าว่าเธอชวนเพื่อนมาทำงานด้วย เป็นธุรกิจส่วนตัวของเธอ ไม่รู้ว่าควรสร้างขอบเขตอย่างไรให้เขาเกรงใจเธอบ้าง เพราะตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาเขาไม่เคยเกรงใจคุณเลเลในฐานะหัวหน้างานเลย เธอเล่าว่าเพื่อนคนนี้เป็นเพียงเพื่อนที่เคยรู้จักกันผ่านการเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพื่อนสนิท โดยจะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะด้านศิลปะ สาเหตุที่เธอชวนเขามาทำงานนั่นก็เพราะว่าสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้นเขาเรียนเก่ง

       ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้คุณเลเลรู้สึกว่าเขาไม่มีความเกรงใจกันเลยคือ เวลาคุณเลเลพูดหรือสั่งอะไรเขาก็มักจะเถียง บางครั้งเวลาพูดขอความคิดเห็นกับเขาดี ๆ เขาก็มักจะไม่เก็บอารมณ์ขึ้นเสียงใส่คุณเลเล หรือหากเธอสั่งให้เขาเก็บของเกี่ยวกับงาน เพราะอุปกรณ์บางชิ้นค่อนข้างมีราคา ควรทำความสะอาดและเก็บให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้ของเสียหาย เขาก็ไม่ค่อยจะเก็บ เขามักจะคิดว่าเธอก็ไม่เห็นจะเก็บแล้วเขาจะเก็บทำไม โดยเธอไม่เคยเรียกเขามาให้เก็บ แต่เธอจะพูดรวม ๆ กับทุกคน แรก ๆ ถ้าเขาไม่เก็บเธอก็จะเก็บให้ แต่พอช่วงหลังมาคุณเลเลก็ทิ้งไว้ให้ทุกคนมาเห็นเองตอนเช้า เวลาที่เธอพูดกับเขาว่าใช้งานของ หรืออุปกรณ์เสร็จให้เก็บเข้าที่ด้วยเขาก็มักจะหัวเราะแห้ง ๆ และไม่เก็บเหมือนเดิม สั่งอะไรไปเขาก็จะทำบ้างไม่ทำบ้าง และขี้เกียจบ้าง แต่ด้านคุณเลเลก็พยายามเข้าใจว่าพนักงานก็อาจมีมุมอู้กันบ้าง

       เพื่อนคนนี้เข้ามาทำงานกับคุณเลเลได้ประมาณเข้า 3 ปีแล้ว ที่ปล่อยให้เขาอยู่มาถึงตอนนี้เพราะเธอมองว่าเป็นเพื่อนกัน หากให้เขาออกความเป็นเพื่อนอาจแตกหัก ความเก่งของเขาในบางช่วงก็สามารถชดเชยพฤติกรรมของเขาได้แต่ในบางช่วงก็ไม่สามารถช่วยได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขา หากเขาตั้งใจงานก็จะออกมาดี แต่ถ้าหากว่าเขาขี้เกียจ ไม่อยากทำ งานก็จะออกมาไม่ดี เป็นแบบนี้สลับกันไป ในตอนแรกคุณเลเลเคยมองว่าทักษะด้านศิลปะของเขาโดดเด่น แต่ในตอนนี้กลับมองว่าไม่โดดเด่นแล้ว

       คุณเลเลเคยพูดคุยกับเขาว่าต้องการให้ปรับตัวอย่างไร ทุกอย่างก็เหมือนจะดีขึ้น แต่จะเป็นในลักษณะของการดีขึ้นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องกลับแย่ลง เป็นอย่างนี้มาตลอด คุณเลเลจึงอยากทราบว่าเธอควรวางตัวอย่างไรให้เขาเกรงใจบ้าง เพราะพื้นฐานเธอเป็นคนตลก จึงคิดว่าอาจทำให้คำพูดของเธอไม่น่าเชื่อถือบ้าง รวมถึงในที่ทำงานคุณเลเลทำตัวสบาย ๆ ก็ไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใด กับพนักงานคนอื่นก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะคนอื่น ๆ ก็ยังเคารพในหน้าที่ตนเอง

       เธอเสริมว่าบริษัทนี้ไม่จำเป็นต้องมีเขา และการไม่มีเขาในชีวิตคุณเลเลก็โอเค เพียงแต่ว่าในชีวิตของเธอไม่ค่อยจะมีปัญหากับเพื่อน และไม่อยากจะมีเรื่อง เวลาที่โมโหคุณเลเลก็จะเก็บมาหงุดหงิดกับตัวเองคนเดียว ไม่เคยไปด่าเขาเลย แล้วสุดท้ายก็จะปล่อยไปเพราะสงสารเขา

       คุณเลเลอยากปรึกษาว่า เธอควรจะนิ่งกว่านี้ไหม เธอไม่อยากที่จะไล่เขาออก เพียงอยากได้วิธีการวางตัวให้เขาเกรงใจ หรือถ้าจะให้เขาออก ควรพูดอย่างไรไม่ให้กระทบกระทั่งกัน

       หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า ถ้าไล่เขาออกอย่างไรก็ต้องกระทบกระทั่งกัน ในด้านการวางตัวอาจต้องเป็นหัวหน้าที่เด็ดขาดกว่านี้ ชัดเจนแข็งแรงกับสิ่งที่พูด ต้องแข็งขึ้นกว่านี้เพื่อทำให้เขารู้กฎของบริษัท เรียกพนักงานทุกคนมาเตือนเรื่องกฎระเบียบของบริษัทเช่นว่า หลังการใช้งานของหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องเก็บให้เรียบร้อย หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษอย่างไร

       ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า ภาพคุณเลเลและดีเจต้นหอม ห่างกันมากในด้านการคุมคน เพราะส่วนตัวดีเจต้นหอมก็ทำงานกับเพื่อน แต่เมื่อถึงเวลางานที่มีปัญหาต้องดุได้ ดีเจต้นหอมจะมองว่าหากตนเองอยู่ในฐานะนายจ้างอะไรที่ผิดพลาด เราสามารถพูดได้ วิธีการพูดที่จะทำให้ไม่บาดหมางกันคือ บอกกับเขาว่า สิ่งที่จะพูดคือเรื่องงาน มีผลกระทบอย่างไรบ้าง ให้ลองปรับกันดูว่าการทำงานยังตรงกันอยู่ไหม ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ จะมาพูดตรง ๆ จะบอกล่วงหน้า 1 เดือนให้มีเวลาขยับขยาย ถ้างานนี้ยังไม่ใช่ และมีงานใหม่ที่รู้สึกใช่กว่าให้บอกเรา

       คุณเลเลเสริมว่า เธอเองก็เคยพูดกับเพื่อนคนนี้แล้วว่า ถ้าหากเขาเจองานใหม่ที่ชอบ อยากไปให้แจ้งกับเธอได้เลย เพราะเพื่อนคนนี้รับงานฟรีแลนซ์อยู่แล้วด้วย

       ดีเจต้นหอมกล่าวต่อว่า หรือให้หาข้ออ้างว่า ธุรกิจไปต่อไม่ไหว ถ้าไปต่อไม่ได้จริง ๆ จะแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน ระหว่างนี้ถ้าหางานได้ก็ลองดู เพราะธุรกิจค่อนข้างยาก ไม่รู้ว่าต้องเอาพนักงานอยู่ด้วยกี่คน

       คุณเลเลจึงบอกว่า ด้วยความที่เป็นบริษัทเล็กจะเห็นรายรับกันอยู่แล้ว จึงทำให้ปัดไปประเด็นนี้ยาก

       ดีเจต้นหอมจึงบอกให้พูดตรง ๆ เพียงแค่ให้เลือกใช้คำพูดที่ดี ถ้ารู้สึกว่าอยู่แล้วเคมีไม่ใช่ มีบางอย่างที่ทำให้เสียบรรยากาศในการทำงาน ก็คุยและให้เวลาเดือนหนึ่งเผื่อจะเปลี่ยนหรือปรับอะไร

       ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวเสริมว่า วิธีจะคล้ายกับดีเจต้นหอม คือให้พูดกับเขาว่าที่คุยไม่ใช่ในฐานะเพื่อน แต่คุยกันในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง สามารถพูดกับเขาได้เลยว่า ยอมรับเรื่องศักยภาพด้านการทำงานว่าเขาทำได้ดี แต่ถ้าในข้อปฏิบัติของบริษัทก็มีสิ่งที่เขาละเลย ซึ่งมันไม่ได้ และต้องให้ความร่วมมือ และคนอื่นในร้านอาจคิดได้ว่าที่คุณเลเลยอม เพราะเป็นเพื่อนกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ทุกคนในร้านควรต้องปฏิบัติแบบเดียวกัน ต้องขอให้เขาทำ รวมถึงคุณเลเลต้องพูดด้วยความมั่นใจว่าพูดในฐานะผู้ว่าจ้างไม่ใช่เพื่อน และถ้าเขาไม่สามารถทำได้ ถ้าจะถึงขั้นให้เขาออกก็เป็นเพราะเขาละเมิดกฎ ในบริษัทเราเป็นคนคุมกฎมีสิทธิ์พูดได้เลย สามารถบอกเขาได้ว่าเสียดายความสามารถที่เขามีแต่เราไปด้วยกันไม่ได้ และจ่ายค่าชดเชยให้เขาไป แต่ต้องทำใจว่าถ้าไปถึงจุดนั้นแล้วเขาอาจไม่คบเราต่อ เราอาจเสียคนที่ฝีมือดีไปแต่ก็อาจหาใหม่ที่ดีกว่าได้ แต่ถ้าทนต่อไปเราก็อึดอัด บริษัทก็จะเละเทะ มองว่าไม่คุ้ม

       ปิดท้ายที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า หากคุณเลเลไม่สามารถปกครองคนนี้ได้จะปกครองคนอื่นได้อย่างไร ถ้าจะให้อยู่ต่อต้องชั่งน้ำหนักว่าเขามีอะไรจะชดเชยข้อบกพร่องของเขาหรือเปล่า แต่จากที่คุณเลเลบอกว่าฝีมือเขาก็ไม่ได้โดดเด่น เหมือนกับคนนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เราต้องจ้างเขาเลย อย่าคิดว่าเราจะเอาเขาออกไม่ได้ การทำธุรกิจอย่างหนึ่งคือถ้าบริษัทเลี้ยงคนห่วย ๆ ไว้จะทำให้คนเก่งออกไป ต้องคิดว่าหากพนักงานคนอื่นเห็นว่า เพื่อนคุณเลเลสามารถตั้งของทิ้งไว้ได้เขาก็อาจคิดว่าตนก็ทำได้เหมือนกัน หากเราจ้างเพื่อนมาทำธุรกิจเดียวกันแล้วเราต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจน เพื่อนก็ส่วนเพื่อน งานก็ส่วนงาน คุณเลเลจะเป็นเพื่อนในเวลางานไม่ได้ เพราะนั่นจะทำให้เราเป็นผู้นำที่บกพร่อง เมื่อไหร่ที่ดึงเพื่อนเข้ามาในบริษัทต้องเป็นมืออาชีพ ชัดเจนในฐานะนายจ้างลูกจ้าง คุยกันด้วยเหตุผล สามารถบอกเขาได้ว่าเราไม่อยากเสียเพื่อน แต่ในด้านธุรกิจ เราอยู่กับเขาไม่ได้ และมาคุยกันว่าจะปล่อยเขาไปอย่างไรให้ดีที่สุด ถ้าเขาไม่ใช่เวลาจะคัดเขาไปจากชีวิตอยู่แล้ว ถ้าจะต้องหักกันด้วยเรื่องนี้เพื่อธุรกิจก็ต้องยอม

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จนผมเล่นฟิตเนสแล้วภูมิใจกับหุ่นตัวเองตอนนี้มากๆ เลยถ่ายรูปลงโซเชียล แต่แฟนผมไม่เข้าใจ เหมือนเขาบอกเราโพสเรียกแขก จะทำยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ? ที่ถ่ายลงก็อยากสร้างแรงบัลดาลใจให้คนอื่นๆด้วย

27 ก.พ. 2024

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง จนผมเล่นฟิตเนสแล้วภูมิใจกับหุ่นตัวเองตอนนี้มากๆ เลยถ่ายรูปลงโซเชียล แต่แฟนผมไม่เข้าใจ เหมือนเขาบอกเราโพสเรียกแขก จะทำยังไงให้แฟนเข้าใจดีครับ? ที่ถ่ายลงก็อยากสร้างแรงบัลดาลใจให้คนอื่นๆด้วย

“คุณแบงค์ (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 ก.พ 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับปัญหาชีวิตคู่ โดย “คุณแบงค์(นามสมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมกับแฟนเป็นคู่รัก LGBTQ+ ที่คบกันมาประมาณ 3 ปีกว่า ๆ ซึ่งตอนแรกที่ผมคบกับแฟน ผมเป็นคนออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ไม่มั่นใจในตัวเอง เลยไม่ค่อยได้ลงรูปอวดหุ่นลงโซเชียล จนมาถึงช่วงหลัง ๆ ผมเริ่มมีความมั่นใจในหุ่นตัวเอง ก็ได้มีการลงรูปอวดหุ่นบนโซเชียลมากขึ้น จึงทำให้แฟนผมมองว่า ผมเริ่มเปลี่ยนไปจากช่วงแรกที่คบกัน เป็นการลงโปรโมทตัวเองหรือเปล่า ผมก็ได้มีการถามกับแฟนไปว่า “จะให้ผมเลิกเล่นโซเชียลเลยหรือเปล่า” แต่แฟนผมก็มองว่า “มันคงเป็นการจำกัดสิทธิ์ผมเกินไป” ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะต้องทำยังไง ซึ่งผมก็เอาชื่อแฟนมาใส่บนไบโอไอจี และลงรูปกับแฟนในสตอรี่ปกติ แต่รูปที่ผมลงอวดหุ่นก็จะมีคนอื่นมาแซว และส่งข้อความมาหา แฟนผมเห็นแล้วก็จะมาถามผมว่า คนนี้ใคร เวลาที่แฟนหึงก็จะนิ่งไป ผมจึงอยากถามว่า ผิดไหมที่ผมลงรูปอวดหุ่นบนโซเชียล?’ งานนี้ “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘ต้องให้แฟนทำความเข้าใจก่อนว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่ออกกำลังกาย ที่จะหลงใหลในการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง อุส่าห์มีวินัยในการออกกำลังกายกี่วันต่ออาทิตย์ วินัยในการเลือกกิน เมื่อส่งผลดีต่อร่างกาย มีกล้ามก็จะส่องกระจกบ่อยขึ้น และจะถ่ายรูปลงโซเชียลมากขึ้น เพราะนั้นคือผลลัพธ์ของการพยายาม ก็อยากให้แฟนคุณแบงค์เบาใจขึ้นนิดนึง เพราะคนส่วนใหญ่เขาก็เป็น ส่วนปัญหาที่ว่าคุณแบงค์ลงรูปกับแฟนแค่ในสตอรี่ ก็อยากให้ลงเป็นโพสต์มากขึ้น ทำให้แฟนรู้สึกว่ามีเขาอยู่ ที่ยังเป็นเจ้าของกล้ามอันนี้อยู่ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่จริงแล้วมันเป็นสิทธิ์ของคุณแบงค์ ที่จะลงหรือไม่ลง ส่วนคนที่จะนอกใจ จะลงรูปหรือไม่ลงรูป ยังไงก็นอกใจ ด้วยความที่คุณแบงค์มีกล้ามแล้วดูดีขึ้น ก็อาจจะทำให้แฟนหวง ยิ่งพอลงรูปแล้วมีคนส่งข้อความมาหา คนที่เป็นแฟนคงรู้สึกว่ามันจะยังไงและยังคงเป็นเหมือนเดิมไหม หรือยังจะรักกันเหมือนเดิมหรือเปล่า สิ่งที่จะทำให้แฟนรู้สึกสบายใจขึ้นก็คือ ต้องลงรูปคู่กับแฟนบ้าง เพราะอย่างน้อยจะได้บอกกับชาวโลกว่า คุณแบงค์ไม่ได้โสด ถ้าทำแบบนี้ก็อาจจะทำให้แฟนรู้สึกสบายใจขึ้น ถ้านอกเหนือจากนี้คุณแบงค์ก็ต้องทำให้แฟนเห็นว่าจะลงรูปยังไง คุณแบงค์ก็ไม่มีทางนอกใจแฟนแน่นอน สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการกระทำด้วยว่า ยังไงก็ไม่นอกใจเขาแน่นอน’ สุดท้าย “ดีเจพี่อ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราต้องมีทัศนคติอันนี้ก่อนว่า ดีจังเลยที่แฟนยังหึงเราอยู่ เพราะถ้าเราไม่มีความสำคัญต่อใจเขาแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหึง จะทำอะไรก็ทำเลย เพียงแต่ตอนนี้พี่อ้อยอยากให้แบงค์แก้ปัญหาให้ตรงปัญหา อย่าแก้ปัญหาด้วยการไปตีฟูปัญหา เช่น “งั้นจะไม่ให้ลงเลยไหมละ” ซึ่งมันไม่ถึงขั้นนั้น แฟนก็อยากให้คุณแบงค์มีความสุขในการใช้โซเชียล แต่แฟนคงเป็นห่วงว่าจะมีคนอื่นเข้ามายุ่งในความสัมพันธ์เราไหม วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือคุณแบงค์ต้องสร้างความมั่นใจให้กับแฟน เช่น เวลาลงรูปก็ถามแฟนว่า “แฟนไม่สบายใจกับรูปไหนหรือเปล่า ทำไมหรอ แต่เราภูมิใจนะที่เธอหวง จริง ๆ แล้วที่เราลงรูปไปเพราะเป็นความภาคภูมิในตัวเรา และเธอภูมิใจเถอะ เพราะฉันเลือกเธออยู่แล้ว” พี่อ้อยมองว่าถ้าเราสื่อสารกันทางบวกก็เป็นเรื่องที่ดี คุณแบงค์ยังมีความสุขในการลงรูปในโซเชียลเหมือนเดิม แต่ต้องสร้างความเชื่อใจให้แฟนมากขึ้น ว่าที่สุดแล้วเราเลือกเขา เพราะนี่คือปัญหาความรักที่อาจจะห่วงมากไปหน่อย แต่ถ้าเป็นปัญหาเรื่องของไม่รัก อันนี้พี่ว่าแก้ยากมากกว่า’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนมา 5 ปี เพิ่งรู้ว่าแฟนมีเชื้อเชื้อ HIV ตอนนี้แฟนมีอาการแทรกซ้อนจนต้องแอดมิท ผมควรไปต่อหรือพอแค่นี้ดีครับ?

03 ก.ค. 2026

คบกับแฟนมา 5 ปี เพิ่งรู้ว่าแฟนมีเชื้อเชื้อ HIV ตอนนี้แฟนมีอาการแทรกซ้อนจนต้องแอดมิท ผมควรไปต่อหรือพอแค่นี้ดีครับ?

คบกับแฟนมา 5 ปีเพิ่งรู้ว่าแฟนมีเชื้อเชื้อ HIVตอนนี้แฟนมีอาการแทรกซ้อนจนต้องแอดมิทผมควรไปต่อหรือพอแค่นี้ดีครับ? ‘คุณโจ (นามสมมติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เพิ่งทราบว่าแฟนที่คบกันมา 5 ปี ปิดบังเรื่องการติดเชื้อ HIV ตอนนี้เขาป่วยหนักจนต้องแอทมิดอยู่ที่โรงพยาบาล จึงอยากรู้ว่าควรจะไปต่อหรือควรพอกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ คุณโจเล่าว่า คบกับแฟนมาประมาณ 5 ปี แฟนมีอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่ผ่านมาแฟนสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง และต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบทุกปี รอบแรกที่ป่วยเข้าโรงพยาบาล คือ มีอาการอ่อนแรง ท้องเสีย ซึ่งการเข้าโรงพยาบาลรอบแรก แพทย์ไม่ได้บอกอะไร เพียงแต่รักษาอาการท้องเสียท้องร่วงเท่านั้น พอป่วยเข้าโรงพยาบาลรอบที่ 2 กลับมีจุดที่น่าสงสัย เนื่องจากแพทย์ขอตรวจเลือดด้วย ซึ่งแฟนก็ยินยอมให้ตรวจ แต่หลังจากนั้นคุณโจไม่เคยทราบผลเลือดแต่อย่างใด เมื่อถามไป แฟนก็จะตอบเพียงว่าผลเป็นลบ ไม่ติด แต่คุณโจก็ยังไม่คลายความสงสัย เพราะตั้งแต่ตอนนั้น แฟนก็ได้ยากลับมา และเป็นยาที่ต้องกินให้ตรงเวลาตลอด ต่อมาในการเข้าโรงพยาบาลรอบที่ 3 แพทย์ได้พูดถึงเรื่องยาต้านบ่อยมาก ถามว่า "ทำไมไม่มาหาหมอตามเวลา ทำไมถึงขาดยา" ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณโจได้ยินจากคุณหมอซ้ำ ๆ คุณหมอกล่าวว่า "โรคที่เป็นอยู่นี้สามารถติดต่อกันได้ และยังติดเชื้อได้หลายอย่าง รวมถึงตอนนี้ภูมิคุ้มกันตกแล้ว" จนกระทั่งครั้งล่าสุด คุณโจไปโรงพยาบาลและเป็นคนไปรับยามาให้แฟน จึงเห็นชื่อยาหน้าซองและลองค้นหาข้อมูล จนทราบความจริงว่าเป็นยาต้าน HIV ในวันนั้น คุณโจเดินไปบอกแฟนทันทีว่ารู้แล้วว่ามันคือยาอะไร แต่แฟนกลับทำหน้างงและถามกลับว่ายาอะไร คุณโจจึงนำข้อมูลยาให้ดู แฟนก็ทำท่าทางเหมือนตกใจว่า "ตนเองเป็นโรคนี้จริง ๆ หรอ" ที่ผ่านมาทั้งคู่เคยมีเพศสัมพันธ์กันทั้งแบบป้องกันและไม่ป้องกัน ปัจจุบันคุณโจยังไม่ได้ไปตรวจ เนื่องจากตอนที่ตั้งใจจะไปตรวจ แฟนมีอาการป่วยแทรกซ้อนและตรวจพบว่าติดเชื้อราในกระแสเลือด เป็นเหตุให้แอทมิดเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ตอนนี้แฟนอาการหนักมาก ลงจากเตียงไม่ได้ คุณโจจึงไม่สามารถไปตรวจได้ เพราะต้องคอยติดตามอาการของแฟนอยู่ตลอดเวลา ส่วนเรื่องการติดเชื้อ HIV คุณโจทำใจไว้แล้วว่าหากติดก็พร้อมจะอยู่ด้วยกันและรักษาไปพร้อมกัน แต่ในการเข้าโรงพยาบาลรอบนี้คุณโจดันเปิดโทรศัพท์ของแฟนดู และพบว่าในช่วงที่แฟนเดินทางไปทำธุระที่บ้านทำให้ทั้งคู่ห่างกัน แฟนได้แอบสมัครแอปพลิเคชันหาคู่และสมัครแบบพรีเมียมไว้ด้วย เมื่อเห็นเช่นนั้นคุณโจจึงบอกกับที่บ้านของแฟนว่าไม่อยากไปต่อกับความสัมพันธ์นี้แล้ว แต่ก็ยังสงสารทั้งตัวแฟนและครอบครัวของเขา เพราะตอนนี้ครอบครัวของแฟนไม่มีใครที่สามารถจะดูแลแฟนได้ เนื่องจากคุณแม่ของแฟนก็ป่วยหนัก ปัจจุบันคุณโจจึงรับหน้าที่ดูแลแฟน 100% คุณโจจึงอยากทราบความคิดเห็นของพี่ ๆ ดีเจว่าควรจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ควรทิ้งแฟนไปหรือไม่ เพราะถ้ารู้ว่าแฟนตั้งใจโกหกเรื่องติดเชื้อคุณโจก็รู้สึกโกรธมากเช่นกัน หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ ว่า “เป็นพี่ พี่ก็โกรธนะ สำหรับพี่ ถ้าเป็นแล้วควรบอกกัน ยังไง HIV มันก็ควบคุมรักษาได้ บางคนกินยาต้านจนหายได้ มันมีวิธี แต่อันนี้เขาดูตั้งใจปกปิด คิดว่าเขารู้ตั้งแต่แรก ๆ แล้ว และเขาก็ยังคงใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์ที่ผู้ติดเชื้อไม่ควรทำอย่างการเล่นแอป และเขาไม่ดูแลตัวเอง ไม่ทานยา ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ยากเลยกับการทานยา ไม่ผิดที่คุณโจจะโกรธผิดหวังกับเขา ถ้าวันนี้คุณโจจะทิ้งเขาไปเลย หลายคนฟังคงมองว่าชอบธรรม เพราะมันเกิดจากเขาไม่รับผิดชอบชีวิตตัวเอง แต่สำหรับพี่ ในฐานะคนที่เคยรักกันมา 5 ปี ถ้าเห็นว่าเขาไม่มีใครแล้วและเขาอยู่ในสภาพหนัก หากวันนี้คุณโจตรวจแล้วผลเป็นลบถ้าจะดูแลเขาในฐานะคนเคยรักกัน อย่างน้อยเราไม่ได้ทิ้งเขาในยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือมาก ๆ แล้วหลังจากนั้นคุณโจค่อยออกมา สุดท้ายขึ้นอยู่กับคุณโจเลย อยากให้คุณโจดูตัวเองด้วย เอาที่คุณโจแฮปปี้ด้วย” คุณโจได้เล่าเสริมว่า ณ ตอนนี้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะดูแลแฟนอย่างดีไปจนกว่าเขาจะหายดีและสามารถดูแลตัวเองได้ จากนั้นค่อยมาคุยกันต่อว่าจะเอาอย่างไร เพราะได้รับปากกับที่บ้านของแฟนไว้แล้วว่าจะดูแลให้เต็มที่ที่สุด แต่คุณโจก็ยังมีความรู้สึกผิดต่อทั้งตัวเองและครอบครัวว่าทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ดีเจเติ้ลจึงกล่าว่า “มองว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียน ให้รู้เอาไว้ว่าคนที่เราคิดว่าไว้ใจได้ก็อาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป เป็นบทเรียนว่าหากคราวหน้าคุณโจมีแฟนใหม่แล้วแฟนป่วย อาจจะต้องพูดคุยกันมากกว่านี้และไม่ปล่อยให้เรื่องราวเลยเถิด การโทษตัวเองในตอนนี้ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว” ถัดมาที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ตอนนี้อยากให้โฟกัสกับตัวเองก่อน นับถือใจคุณโจ ใจคุณโจมันน่ากราบ คนที่โดนขนาดนี้และยังตอบกับตัวเองได้ 100% ว่าจะดูแลเขาให้ดีที่สุด คนอย่างนี้น่านับถือ แต่จะขออย่างเดียวว่าอยู่โรงพยาบาลแล้วเดินเข้าไปหาคุณหมอหน่อย ใช้เวลาไม่นานเลย เข้าไปปรึกษาว่าเป็นแฟนของผู้ป่วยและยังไม่ได้ตรวจ เราควรเอาตัวเองให้รอดก่อน ส่วนเรื่องเขา เราคงมีคำตอบให้ตัวเองอยู่แล้ว ทำเท่าที่ไหว แค่คุณโจยังดูแลเขาต่อก็เป็นการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว แต่คุณโจควรรู้สึกผิดต่อตนเองและครอบครัว เพราะคุณโจไม่ดูแลตัวเองเลย ไม่ห่วงตัวเองเลย คุณโจควรตรวจตั้งแต่วันแรกที่ทราบเรื่องแล้ว อยากให้เอาความห่วงที่มีให้เขาใส่ตัวเองด้วย พรุ่งนี้ตื่นเช้ามาไปหาคุณหมอเลยนะ” สุดท้ายคำแนะนำจาก ‘ดีเจต้นหอม’ “ทำเท่าที่เราไหว ถ้าเขาหายจากโรคนี้แล้วก็คุยกันว่าเราจะเลิกกัน แต่ถ้าเกิดว่าสุดท้ายอาการเขาหนัก ก็เหมือนกับส่งคนรักครั้งสุดท้าย เราทำดีที่สุดแล้วค่ะ ห่วงตัวเองด้วย เพราะจริง ๆ เพราะถ้าเป็นใหม่ ๆ มันหายได้ HIV และเป็นกำลังใจให้คุณโจ” ด้าน ‘ดีเจเผือก’ ได้พูดทิ้งท้ายว่า “อยากให้รีบไปตรวจเพราะยิ่งเร็วยิ่งรับมือได้ ไม่อยากให้ไปเจอคุณหมอแล้วเขาพูดว่า ‘ถ้ามาสักเดือนที่แล้วผลของยาจะดีกว่านี้ครับ’ “เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูคบกับผู้ชายคนนึง คุยกันได้ 3 เดือน เขาขอย้ายเข้ามาอยู่ด้วย หนูถามเค้าว่าเคยทำงานได้วันละเท่าไหร่ เค้าบอกวันละ 500 หนูให้เขาอยู่เฉยๆวันละ 600 จนหลังๆ สังเกตว่าเค้าขอกลับบ้านบ่อยๆ สุดท้าย เขาไปนอนกับหญิงอื่น

20 ก.ย. 2024

หนูคบกับผู้ชายคนนึง คุยกันได้ 3 เดือน เขาขอย้ายเข้ามาอยู่ด้วย หนูถามเค้าว่าเคยทำงานได้วันละเท่าไหร่ เค้าบอกวันละ 500 หนูให้เขาอยู่เฉยๆวันละ 600 จนหลังๆ สังเกตว่าเค้าขอกลับบ้านบ่อยๆ สุดท้าย เขาไปนอนกับหญิงอื่น

หนูคบกับผู้ชายคนนึง คุยกันได้ 3 เดือน เขาขอย้ายเข้ามาอยู่ด้วย หนูถามเค้าว่าเคยทำงานได้วันละเท่าไหร่เค้าบอกวันละ 500 หนูให้เขาอยู่เฉยๆวันละ 600 จนหลังๆ สังเกตว่าเค้าขอกลับบ้านบ่อยๆสุดท้าย เขาไปนอนกับหญิงอื่น เสียใจแต่ก็ยังรักเขาอยู่ หรือเป็นเพราะทุกวันนี้เค้าสบายเกินไป “คุณขวัญ (นามสมมติ)” สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [18 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเฟี๊ยต - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาหนูจับได้ว่าหนูเป็นมือที่ 3 เเต่เราก็ยังให้เงินเเล้วก็อยากให้เขาอยู่ด้วย โดย “คุณขวัญ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนหนู เขาอายุมากกว่าหนู 3 ปี เขา DM มาในไอจีเเล้วก็ได้คุยกันประมาณ 3 เดือนก่อนที่จะตกลงคบกัน พอคบกันได้ประมาณเดือนนึงเขาขอมาอยู่ด้วย หนูก็อยู่คนเดียวอยู่เเล้ว ก็เลยแบบว่าโอเค มาอยู่ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูไม่เคยให้เขาทำงานเลย เพราะหนูเป็นคนให้เงินเขาเองทุกวัน เขาทำงานได้วันละ 500 หนูให้เขาวันละ 600 ที่ไม่ให้เขาไปทำงานก็เหมือนแบบว่าเรารู้ว่าทำงานมันเหนื่อย เราก็ไม่อยากให้เขาเหนื่อย อยากให้เขาอยู่เฉย ๆ เเล้วก็ให้เงินเขาใช้เองเเบบพี่ไม่ต้องไปไหนเลย เดี๋ยวหนูจ่ายเงินให้เองทุกวัน หนูเริ่มเอะใจที่ว่าเขาขอกลับบ้านบ่อย ๆ ทั้งที่เขาบอกว่าเขาตัดจากครอบครัวเเล้ว เเล้วก็เรื่องที่เขาใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์เยอะ ๆ เวลาหนูขอดูโทรศัพท์เขา เขาก็จะเบี่ยงเบนไม่ให้ดู เเต่เขาจะขอดูของหนูตลอด วันนั้นเขาเผลอหลับเเล้วลืมปิดหน้าจอโทรศัพท์ หนูก็เลยเข้าไปดูไอจีของเขาว่าเขาคุยกับใครบ้าง เข้าไปก็ไปเจอจริง ๆ ว่าเขาคุยกับผู้หญิงคนอื่นประมาณ 3 - 4 คน เเล้วก็มีเเฟนอยู่เเล้ว 1 คน เเฟนเขาคบกันมาก่อนที่จะมาคบกับหนู เเล้วเรื่องที่เขาบอกว่ากลับบ้าน ที่จริงเเล้วเขาไปหาผู้หญิงคนอื่น หนูก็เลยทักไปหาผู้หญิงทุกคนที่เขาคุยเเล้วก็แฟนของเขา ทุกคนก็ไม่โอเคเเล้วก็เลิกคุยกันไป แต่เขาอ่ะบอกว่า “เขาทำแบบนี้มานานเเล้ว เเล้วก็ทำมาตลอด จับได้บ่อย ๆ เเต่ก็ยังทนอยู่เพราะรัก” เเต่เเฟนเก่าเขาบอกว่า เลิกกันไปเเล้ว เเต่ทุกวันนี้หนูยังเห็นเขาคุยกันอยู่เลย ตัวผู้ชายอ่ะเขาไม่ยอมเสียใครไปเลย คือเขาทักไปง้อผู้หญิงทุกคนเเบบให้กลับมาคุยกลับมาคืนดีกัน ทั้ง ๆ ที่อยู่กับหนู คือเขายื้อทุกคนรวมถึงหนูด้วย หนูรับไม่ได้หรอกคือแบบขนาดเขาอยู่กับหนูเเล้วยังไปหาผู้หญิงอื่นได้ ใจนึงหนูก็อยากจะเลิกกับเขาไปเเต่อีกใจนึงก็ไม่อยากเลิก เพราะเวลาที่อยู่ด้วยกันเขาก็เป็นคนดี เอาใจใส่ เเต่มันก็มีอึดอัดบ้างเวลาที่เห็นเขาคุยกับคนอื่นอย่างเงี้ย หนูยอมเลิกคุยกับทุกคนเพื่อเขาเลย เเต่เขาไม่เลิกกับทุกคนเพราะเขาบอกว่า ถ้าเขาเลิกคุยกับทุกคนอ่ะ เเล้วถ้าหนูทิ้งเขาไป เเล้วพี่จะอยู่ยังไง เขาเคยบอกหนูว่าจะทำให้หนูท้องเพื่อที่เธอจะได้ไม่ทิ้งเรา เราก็คุยกับเขาจริงจัง เมื่อไหร่จะเลิกอ่ะบอกว่าจะเปลี่ยนตัวไม่ใช่หรอ เเล้วเขาก็ขอเวลาหนูเลยบอกว่าทำไมต้องขอเวลา เราให้เธอได้เลย ทีนี้หนูก็เลยคิดว่าที่เขาไม่ยอมปล่อยหนูไปอ่ะ เป็นเพราะหนูให้ที่อยู่เขา เเล้วก็จ้างเขาอยู่รึเปล่า ก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้งสามคนว่า หนูจะทำยังไงดี จะไล่เขาไปเลยดีมั้ยหรือว่าให้เขาอยู่?’ เริ่มจาก “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เชื่อว่าขวัญไม่มีทางออกได้ เพราะผู้ชายทำขนาดนี้เเล้วอ่ะเเต่ว่าขวัญยังคิดไม่ได้ ถ้าหนูไม่ทักไปหาผู้หญิงคนอื่นที่เขาคุยหนูก็ยังโง่เเต่ตอนนี้หนูทักแล้วนะ เเล้วหนูก็รู้เรื่องอ่ะ ถ้าหนูยังไปต่อหนูก็ไปตอบตัวเองเอา เเต่พี่ขอเรื่องเดียวคือใส่ถุงยางทุกครั็ง เพราะถ้าหนูได้เขาเป็นพ่อของลูกอ่ะ หนูจะเป็นผู้หญิงที่โครตซวย แล้วสุภาพบุรุษไม่มีใครเอาเงินผู้หญิงนะ ต่อด้วย “ดีเจเฟี๊ยต” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เป็นกำลังใจให้หนูมีสติตั้งตัวได้ไว ๆ นะ เพราะรู้ว่าสิ่งขวัญขาดคือพวกแบบกำลังใจหรือซัพพอร์ตจากคนรอบข้าง ที่คนเห็นคุณค่าในตัวขวัญ พอมาเจอคนที่เอาใจ ทำให้รู้ว่ามีคุณค่า มีตัวตนขึ้นมา อาจจะรู้สึกเสียดายคน ๆ นี้ เเต่จริง ๆ ถ้าได้แฟนที่ดี คนปกติทั่วไปเขาจะไม่มีพฤติกรรมแบบนี้ วันนี้ไม่ได้มองว่าเขาไม่ปล่อยขวัญเเต่ขวัญไม่ยอมปล่อยเขามากกว่า ถ้ายังไม่รักตัวเอง ไม่ดูเเลตัวเองเเล้วยังปล่อยให้คนมาตามสูบแบบนี้นาน ๆ ไปเข้าขวัญน่าจะไม่ไหวนะ เวลาที่เราไปอยู่ในความสัมพันธ์เราควรที่ทั้งให้เเล้วก็รับด้วย ไม่ใช่เราเป็นฝ่ายให้อย่างเดียว ในเมื่อเรารู้ว่าไม่ต้องการความสัมพันธ์เเบบนี้ เราตัดเขาได้ เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกแล้วออกแบบความสัมพันธ์ของเราได้ วันไหนที่รู้สึกหนักแน่นตัดสินใจได้เอง จริง ๆ แล้วทำได้เลยนะไม่ต้องรอเขา’ สุดท้ายด้วย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่คือคนที่มันหวังดีเเล้วก็อยากจะอยู่สร้างครอบครัวที่มันมีอนาคคตที่ดีด้วยเงื่อนไขนี่หรอ ก็อยู่ไปจนเงินเราหมด หรือลองไม่ให้เงินดูพี่ว่าไม่เกินเดือน ไม่ต้องโทษเขาหรอก คนที่กุมชีวิตขวัญก็คือขวัญเอง ไม่มีใครมาทำอะไรได้ถ้าขวัญไม่ยอม ขอให้พระคุ้มครองขวัญเยอะ ๆ ขอให้ผ่านพ้นช่วงชีวิตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องมีบ่วง ขอให้ดูเเลตัวเองให้ดู วันนึงคิดได้จะออกมาเอง อายุยังไม่มากบางทีคนเราต้องเจออะไรที่มันเเย่สุด ๆ ก่อนมั้งมันถึงจะรู้ว่าแบบไม่ดี’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเคยโทรมาในรายการ เคสที่เคยเจอพ่อเอาปืนจ่อหัว เพราะหนูเป็น LGBTQ จนหนูหนีออกจากบ้านมากับแฟน อยู่ด้วยกันตั้งแต่ไม่มีอะไร จนมีเงิน มีธุรกิจ สร้างตัวได้แล้ว แฟนที่คบกันมา 10 ปีรักกันดีไม่เคยมีปัญหาอะไรมาก่อน แต่ล่าสุดนี้

24 มิ.ย. 2025

หนูเคยโทรมาในรายการ เคสที่เคยเจอพ่อเอาปืนจ่อหัว เพราะหนูเป็น LGBTQ จนหนูหนีออกจากบ้านมากับแฟน อยู่ด้วยกันตั้งแต่ไม่มีอะไร จนมีเงิน มีธุรกิจ สร้างตัวได้แล้ว แฟนที่คบกันมา 10 ปีรักกันดีไม่เคยมีปัญหาอะไรมาก่อน แต่ล่าสุดนี้

หนูเคยโทรมาในรายการ เคสที่เคยเจอพ่อเอาปืนจ่อหัว เพราะหนูเป็น LGBTQ จนหนูหนีออกจากบ้านมากับแฟนอยู่ด้วยกันตั้งแต่ไม่มีอะไร จนมีเงิน มีธุรกิจ สร้างตัวได้แล้ว แฟนที่คบกันมา 10 ปีรักกันดีไม่เคยมีปัญหาอะไรมาก่อนแต่ล่าสุดนี้ เขาเพิ่งย้ายออกจากบ้านหนูไปได้ 2 เดือน พร้อมกับเหตุผลว่า เขารู้ตัวแล้วว่าเขาชอบผู้ชายมากกว่าตอนนี้เขาไม่มีวี่แววกลับมาเลย ย้ายไปอยู่กับผู้ชายคนนั้น 10 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนโลกพังทลายลงไปเลยหนูจะทำยังไงต่อไปดีคะ อยากขอกำลังใจจากทุกคน “คุณเค (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มิถุนายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องความรักที่คบกับแฟนมา 10 ปี เคยสร้างเนื้อสร้างตัว ฝ่าฟันอุปสรรค์มาด้วยกัน แต่เขาดันบอกเลิกเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าชอบผู้ชาย โดย “คุณเค (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เคยโทรมาในรายการแล้วครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่โดนพ่อไล่ออกจากบ้านเพราะเป็น LGBTQ แล้วหนีออกจากบ้านไปสร้างตัวกับแฟน แต่ปัญหาที่หนูโทรมาวันนี้ คือ หนูเพิ่งเลิกกับแฟนได้ 2 เดือน เขาบอกว่าเขาเพิ่งมารู้ตัวว่าเขาชอบผู้ชาย ซึ่งหนูอยู่กับเขามา 10 ปี เขาเป็นรักแรกของหนูและเป็นโลกทั้งใบของหนูเลย เมื่อก่อนใครๆก็บอกว่าหนูน่าอิจฉา แฟนก็รัก การงานก็ดี แต่ตอนนี้เหมือนโลกทั้งใบนั้นมันพังไปแล้ว หนูยังทำใจไม่ได้เลย หนูอยากให้พวกพี่ๆดีเจช่วยฮีลใจหนูหน่อย หนูควรทำยังไงดี?’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่มีอะไรจะช่วยได้นอกจากเวลา เวลาจะค่อย ๆ เยียวยารักษาแผลนี้ให้ดีขึ้น แค่ต้องพยายามข่มตานอน ฝืนกิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีโอกาสเจอใครที่จะเป็นคู่ชีวิตของเราจริง ๆ มันยังมีโอกาสอีกมากมาย จงให้โอกาสนั้นกับตัวเอง อย่าปิดโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ และให้ชีวิตได้เรียนรู้จากความเจ็บปวดครั้งนี้ บางทีคู่ชีวิตอาจไม่ใช่คนที่คบกันมาเป็น 10 ปีก็ได้ สุดท้ายมันอาจจะเป็นคนใหม่ที่ก้าวเข้ามาก็ได้’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่มีอะไรที่เป็นของเราถาวร ฉะนั้นอย่าให้ใครมาเป็นโลกทั้งใบของเราอีก ตราบใดที่โลกยังหมุนไปข้างหน้า นี่ไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะทำให้เราเจ็บปวดในชีวิต ไม่ต้องเสียงดายหรืออาลัยอาวรณ์กับคนที่เราเอื้อมมือคว้าแล้วไม่เจออีกแล้ว ถ้าเขาอยู่ตรงหน้าเราไม่ได้ เราเองก็ต้อง move on ขึ้นอยู่กับเราว่าจะพร้อม move on เมื่อไหร่’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้เวลากับมันจนกว่าวันหนึ่งเคจะเลิกคิดว่าเขาคือโลกทั้งใบของเรา แล้วหันมาเติมโลกของเราให้มันเต็มให้ได้ มันเจ็บแต่สักวันมันจะหาย สุดท้ายเราก็ไม่ได้อยู่กับใครไปจนตาย ชีวิตมันก็แค่นี้ ลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยและรอรักครั้งใหม่ที่จะเข้ามา’ และสุดท้ายดีเจทั้ง 3 คน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม) ได้ให้ความเห็นตรงกันว่า ‘ให้เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่าง และให้โอกาสตัวเองได้เจอกับรักครั้งใหม่ที่จะเข้ามา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-