คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ แต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ ผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ แต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ ผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ?

29 ส.ค. 2026

คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ

แต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ

ผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ?

        ‘คุณนัท’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม - หมอท้อป นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic‘ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนคบกับแฟนสาวมาเกือบ 2 ปี แต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหึงหวงแบบหนักหน่วง ถึงขั้นห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ และระแวงทุกครั้งที่ต้องเจอผู้หญิง ทั้งที่คุณนัทยืนยันว่าไม่เคยนอกใจ หรือ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ

        ‘คุณนัท’ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแฟนสาวที่อายุมากกว่า หลังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความหึงหวงที่มากเกินไป จนทำให้คุณนัทรู้สึกอึดอัด โดยคุณนัทเล่าว่าแฟนสาวมักมีอาการหึงหวงในหลายสถานการณ์ แม้บางครั้งจะไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน แต่คุณนัทยืนยันว่าไม่ได้ต้องการยุติความสัมพันธ์ เพราะแฟนสาวเป็นคนที่ทำให้คุณภาพชีวิตของตนดีขึ้น และยังยืนยันว่าปัจจุบันยังรักแฟนสาวมาก เพียงแต่ไม่ว่าจะพูดหรืออธิบายอะไร แฟนสาวก็มักไม่เชื่อในสิ่งที่พูด

        คุณนัทยกหนึ่งเหตุการณ์ที่พีคที่สุดมาเล่า โดยในขณะนั้นคุณนัทกำลังดูไลฟ์ของศิลปินชายยุค 2000 แต่แฟนสาวกลับไม่พอใจและสั่งให้คุณนัทหยุดดูไลฟ์ดังกล่าว เพียงเพราะในไลฟ์นั้นมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาดูด้วย ทั้งที่ผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเพียงผู้ชมที่เข้ามาดูไลฟ์เช่นเดียวกับคุณนัทเท่านั้น

        อีกเหตุการณ์ที่พีคไม่แพ้กัน เกิดขึ้นในช่วงที่คุณนัทกำลังจะไปเรียนต่อ เพราะต้องการมีวุฒิปริญญาตรี โดยคุณนัทเองก็พอจะเดาได้ว่าหากตัดสินใจไปเรียน แฟนสาวคงเกิดความหึงหวง จึงพยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการเลือกเรียนออนไลน์ ซึ่งอาจต้องเดินทางไปสอบเพียง 1-2 ครั้ง แต่แฟนสาวกลับเงียบไป ทำให้คุณนัทพอจะทราบว่าแฟนสาวคงไม่อยากให้ไปเรียน เพราะกลัวว่าจะไปเจอผู้หญิงอื่น

        นอกจากนี้ ในช่วงที่คุณนัททำงานอยู่ที่ทำงานเก่า ยังมีเหตุการณ์เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งแฟนสาวไม่พอใจเป็นพิเศษ โดยแฟนของเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนนี้ก็ทำงานอยู่ที่เดียวกับคุณนัทเช่นกัน ต่อมาที่ทำงานมีตำแหน่งว่างสำหรับพนักงานผู้หญิง ทำให้เพื่อนร่วมงานคนดังกล่าวได้เข้ามาทำงานร่วมกับคุณนัท แฟนสาวสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานคนนี้และรู้สึกว่าอีกฝ่ายพยายามเข้าหาคุณนัทในเชิงชู้สาว แต่คุณนัทยืนยันว่า จากมุมมองของตัวเองนั้นไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอะไร โดยมีเพียงบางครั้งที่เพื่อนร่วมงานผู้หญิงทักมาถามว่าคุณนัทไม่สบายหรือไม่ แต่คุณนัทมองว่าไม่ได้มีการพูดคุยอะไรต่อเนื่องหรือยืดเยื้อ

        ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ทำงานเก่าเช่นกัน โดยลักษณะงานจำเป็นต้องส่งงานและพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานจากสาขาอื่น ผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง ซึ่งมีพนักงานผู้หญิงจากสาขาอื่นทักมาหาคุณนัท แต่เนื้อหาที่พูดคุยกันเป็นเรื่องงานทั้งหมด และผู้หญิงคนดังกล่าวก็ทักหาพนักงานคนอื่นเช่นเดียวกัน เพียงแต่พนักงานคนไหนตอบก่อนก็จะพูดคุยกับคนนั้นต่อ แต่เมื่อแฟนสาวเห็นกลับไม่พอใจ และตั้งคำถามว่าทำไมผู้หญิงคนดังกล่าวถึงเลือกทักมาถามคุณนัท ทำไมไม่ทักไปถามคนอื่น คุณนัทจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการไม่ตอบแชตของพนักงานผู้หญิงคนดังกล่าว เพื่อให้แฟนสาวสบายใจ ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป แชตดังกล่าวหายไปโดยที่คุณนัทไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนวันหนึ่งแฟนสาวมาปลุกคุณนัทในช่วงเช้า พร้อมพูดว่า “ทำไมอยู่ ๆ แชตหายไป แอบไปคุยกันแล้วลบแชตหรือเปล่า” คุณนัทยอมรับว่ารู้สึกงงกับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่แฟนสาวต้องไปทำงาน ทั้งคู่จึงหยุดการทะเลาะกันไว้ก่อน ก่อนที่คุณนัทจะพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดแชตจึงหายไป และสุดท้ายจึงพบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวสามารถเก็บแชตไว้ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น เมื่อครบกำหนด แชตทั้งหมดที่เกินระยะเวลาก็จะหายไป ไม่ได้หายเฉพาะแชตของผู้หญิงคนดังกล่าว คุณนัทจึงนำหลักฐานไปยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เหตุการณ์นี้จึงจบลง คุณนัทเสริมว่า หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นแล้วตนสามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ เรื่องก็จะจบลง แต่หากไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ ตนก็จะกลายเป็นฝ่ายที่ทำผิดทันที

        ปัจจุบัน คุณนัททำงานเป็นไรเดอร์ส่งของ และแฟนสาวยังมีกฎบางอย่างที่กำหนดไว้ เช่น หากคุณนัทออกไปส่งของ “ห้ามถอดหมวกกันน็อค” หากไม่ทำตามกฎดังกล่าว แฟนสาวก็จะไม่พอใจและนำไปสู่การทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง 

        นอกจากนี้คุณนัทยังเล่าอีกว่า เหมือนแฟนสาวจะมี Skills บางอย่างในการจับสังเกตว่าผู้หญิงคนไหนเข้ามาด้วยเจตนาแฝงในเชิงชู้สาว ซึ่งบางครั้งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่แฟนสาวสงสัยจริง ๆ แต่ในหลายครั้งตัวคุณนัทเองกลับดูไม่ออกเลยว่าผู้หญิงคนนั้นมีเจตนาอะไร

        อย่างไรก็ตาม คุณนัทยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่คบกับแฟนสาวมาเกือบ 2 ปี ไม่เคยมีประวัติการนอกใจ และไม่เคยแสดงพฤติกรรมที่จะทำให้แฟนสาวต้องกังวล ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ค่อยมีสังคม และหากออกไปไหนก็จะกลับห้อง คุณนัทจึงคาดว่าอาจเป็นเพราะหน้าตาของตนที่ดีจนมีคนรอบข้างเข้ามาสนใจอยู่เสมอ

        คุณนัทเคยถามแฟนสาวไปตรง ๆ ว่า “เราไม่เคยทำอะไรให้เธอนะ ทำไมเธอถึงไม่เชื่อใจกันเลย” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ

        นอกจากนี้ คุณนัทยังเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับแฟนสาวว่า ทั้งคู่พบกันครั้งแรกจากการที่คุณนัททำงานเป็นพนักงานส่งของ และได้พบกับแฟนสาวที่ร้านแห่งหนึ่ง ก่อนที่แฟนสาวจะถูกใจคุณนัทและพยายามหาช่องทางติดต่อจนเจอ จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มพูดคุยและสานสัมพันธ์กัน

        แต่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะในเวลานั้นคุณนัทเองยังมีครอบครัวอยู่แล้ว จึงกลับมาถามตัวเองว่ายังรู้สึกรักอดีตภรรยาอยู่หรือไม่ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถตอบได้ด้วยซ้ำว่าครั้งล่าสุดที่รู้สึกรักอดีตภรรยาคือเมื่อใด ก่อนที่ท้ายที่สุดคุณนัทและอดีตภรรยาจะยุติความสัมพันธ์ลง หลังจากนั้นคุณนัทจึงอยู่ในสถานะโสด และมีโอกาสสานสัมพันธ์กับแฟนสาวต่อ จนปัจจุบันทั้งคู่คบกันมาเกือบ 2 ปี โดยคุณนัทยอมรับว่ารู้ดีว่าจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้มีลักษณะคาบเกี่ยวและไม่ได้เริ่มต้นอย่างสมบูรณ์แบบนัก

        สำหรับคำถามที่คุณนัทอยากขอคำแนะนำคือ เนื่องจากคุณนัทมีอายุน้อยกว่าแฟนสาวหลายปี คุณนัทจึงรู้สึกว่าทุกครั้งที่พูดหรืออธิบายอะไรไป แฟนสาวกลับไม่เชื่อในสิ่งที่พูด จึงอยากทราบว่าในมุมมองของคนที่โตกว่า ควรจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร ควรเริ่มแก้ไขที่ตัวเอง หรือควรพูดคุยกับแฟนสาวอย่างไร เพื่อให้เธอลดพฤติกรรมหึงหวงลงและเปิดใจเชื่อใจกันมากขึ้น แม้คุณนัทจะยอมรับว่าจุดเริ่มต้นระหว่างตนกับแฟนสาวอาจไม่ได้สวยงามนัก แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา คุณนัทยืนยันว่าไม่เคยคิดนอกใจหรือพูดคุยกับคนอื่น และอยากให้แฟนสาวเชื่อใจเขาบ้าง

        ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “เมื่อตั้งเงื่อนไขไว้แล้วว่าจะไม่เลิกก็คืออดทน พูดอะไรเขาก็ไม่เชื่อใช่มั้ย เขาก็ยังไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเรา ต้นเรื่องที่มันทำให้เรามาคบกัน ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มั่นใจ เมื่อเธอเลิกกับแฟนที่เธอคบมานานได้เพื่อมาเลือกฉัน เธอก็สามารถเลิกกับฉันได้เหมือนกัน

        ฉะนั้นการที่ทำให้เขาเชื่อใจได้ก็ต้องแสดงความมั่นใจ ต้องทำอย่างเงี้ยโดยใช้เวลานานมาก ๆ แล้วก็ตอบไม่ได้ด้วยว่าเขาจะเชื่อใจด้วยมั้ย เพราะเราก็ไม่รู้เลยว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนได้มั้ย

        ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน เอาอย่างงี้ เวลาที่ทะเลาะกันให้นึกถึงความดีเขา ความดีเขาเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่ตรงนี้ได้ เพราะถ้าคิดถึงเรื่องหึงหวงของเขา ก็ไม่มีใครทนอยู่นะ นัทให้โจทย์พี่ว่าจะไม่เลิก เพราะว่าการที่อยู่คนนี้แล้วมันดีขึ้น ซึ่งนัทก็ไม่เคยรู้เลยว่าถ้าเลิกกับคนนี้ ชีวิตเราอาจจะดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แต่ในเมื่อมันไม่มีช้อยส์นั้น ก็คืออดทนจนกว่านัทจะรู้สึกว่าทนไม่ได้

        พี่อยากให้ลองพูดกับเขาก่อนก็ได้นะว่า ถ้าคิดว่าเธอเป็นผู้ใหญ่พอ เธอก็ต้องฟังในสิ่งที่ฉันกำลังพูด เรากำลังจะหาตรงกลางด้วยกัน ณ วันนี้สิ่งที่เธอเป็นมันทำให้เราอึดอัด แล้วทำให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิต มันเหมือนกับว่าเราจะไปข้างหน้าแล้ว แต่มีสิ่งนี้ที่ดึงเรา มันเป็นแค่เรื่องเนี่ย ทำให้มันเป็นเรื่องเล็กได้ไหม หาตรงกลางระหว่างกันหน่อย

        อยากให้พูดก่อน เพราะว่าเรายังไม่เคยคุยกับเขาเลย บางทีการที่คุยกับเขา บางทีเขาอาจจะสามารถลองปล่อยวางตรงนี้ก็ได้นะ ให้เขาบอกมาสิว่าอะไรที่เราเคยทำแล้วเขาไม่สบายใจ อะไรที่เป็นความผิดของเราให้พูดมา แล้วถ้าสมมุติมันค้นไม่พบ มันแฟร์พอหรอ นี่คือสิ่งที่เราสมควรได้รับหรอ คือความไม่เชื่ออ่ะ มันทำให้บรรยากาศการรักกันมันลดทอน เธอแฮปปี้หรอการที่เราทะเลาะกัน เธอชอบหรอ แต่เราไม่ชอบนะ คุยก่อน เผื่อมันจะดีขึ้น แต่ถ้าคุยแล้วไม่ดีขึ้น ก็อดทน มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะปิดกั้นอนาคตเรา คนที่จะเดินไปกับเราควรเป็นคนที่ไปด้วยกันข้างหน้า ไม่ใช่ว่าเราจะเดินแล้วก็ดึงรั้ง”

        ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “มองจากมุมชาวบ้านที่ไม่ใช่นักจิตวิทยานะ จากเรื่องที่นัทเล่ามาก็จะคิดว่า เพราะเขากลัวว่าเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นกับเขา ก็คือการถูกทิ้งเมื่อนัทไปเจอคนใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งอันนี้ที่ว่ามันอยู่ที่เขาไง มันไม่ได้อยู่ที่นัท เพราะนัทบอกว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ประพฤติตัวดีมาตลอด 2 ปีไม่ได้มีปัญหา แสดงว่าตัวเนี่ยหลักใหญ่ใจความคือใจเขาที่มันรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่มั่นคง ซึ่งพี่ว่ามันยิ่งยากกว่าคนปกติ คือถ้าคนปกติแล้วเป็นผู้หญิงขี้หึงมันก็ประมาณนึงใช่ไหม แต่อันเนี่ยข้างในเขามันรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เขารู้สึกว่ามันจะทำนัทไปจากเขา เขาก็จะรู้สึกไม่ดีทั้งหมด อะไรก็ตามที่มันจะเป็นโอกาสที่จะทำให้นัทไปเจอผู้หญิงคนอื่น แล้วเจอว่าดีกว่าเขา ก็กลัวว่าเขาจะกลายเป็นเหมือนแฟนเก่าของนัทคนเก่าที่นัทเลิกมา เท่านั้นเอง

        พี่อาจจะเห็นด้วยกับพี่หอมว่าคือต้องอดทนอย่างเดียวเท่านั้น คือนัทบอก 2 ปีแล้วทำไมเขายังไม่เชื่อใจ พี่ว่าถ้าเคสเขาอ่ะมันก็ต้องแบบใช้เวลานานนะ หรือมันอาจจะ 10 ปีกว่าเขาจะเชื่อใจว่าโอเค หมดทุกประตูละ นัทไม่มีทางทำอะไรได้แน่ จะต้องแก่ไปด้วยกัน

        สมมติถ้ามันอยากจะคุยนะ พี่ว่าก็อาจจะให้ความมั่นใจกับเขาด้วยคำพูดไปก่อนว่า อย่าคิดว่าเธอจะเหมือนแฟนคนนั้น ไม่รู้ว่านัทจะต้องอธิบายเหตุการณ์ตอนนั้นให้เขาเข้าใจว่าทำไมนัทถึงเลิกกับคนนั้นเพื่อมาคบกับเขา เพราะอะไร

        พี่มองในมุมนึงว่าถ้านัทต้องเลือกเหมือนกันนะ ว่าทนกับสิ่งที่เขาตั้ง สมมติไลฟ์อย่างเงี้ย พี่ว่าเข้าใจได้ว่านัทจะไปดูไลฟ์อย่างเงี้ยมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง แต่ถ้าไม่ไปเรียนต่ออย่างเงี้ย อาจจะต้องคุยกับเขาดี ๆ ว่าอันนี้มันมีผลกับอนาคต มันจะทำให้ชีวิตเรามันไม่ดีอ่ะ เธออยากได้แฟนที่มีการศึกษา มีอนาคตที่ดีกว่านี้กับเธอหรอ ถ้านัทบอกว่าอยู่กับเขาแล้วชีวิตมันดี ก็ต้องดูดี ๆ ว่ามันดีขึ้นจริงหรือเปล่า อย่าพูดแค่ว่ามันก็แค่ชีวิตดีขึ้น”

        ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ถึงแม้จะเข้าใจเหตุผลได้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เพราะว่านัทเองก็เลิกกับภรรยาเพื่อมาคบกับเขา แต่ว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมันก็เกินไป โดยเฉพาะเรื่องห้ามไปเรียน อันนี้มองว่ามันเป็นฉุดรั้งความเจริญของชีวิตด้วยการไม่มีเหตุผล แต่ว่าคนจะเรียนหนังสือควรจะสอบ อันเนี่ยไม่ควรเอาอะไรก็แล้วแต่มาฉุดไว้ ถ้านัทบอกชีวิตนัทดีขึ้นคือนัทต้องได้ไปเรียน ไม่ว่าเขาจะหึงแค่ไหนก็ตาม

        ปัญหาจะไม่มีวันจบ เพราะถึงแม้จะแต่งงานกันไปแล้ว เขาก็ยังกลัวโดนทิ้งได้ทุกเมื่อ เพราะคนของนัทก็แต่งงานกันแล้ว เป็นภรรยาแล้ว มันไม่มีจุดหมายปลายทาง

        อยากยกเคสตัวเองเหมือนกัน ลูกจ๋าเนี่ยก็คบกันเพราะเราไปหยอดเขา พอหยอดเขามันได้คบกันจริงจัง เขาก็เออ ต่อไปนี้อย่าไปหยอดใครอีก แต่เมื่อมันมี next step เราแต่งงานกัน เราอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัวด้วยกัน การหึงหวงมันจบไปเลย มันไม่มีอีกแล้ว เพราะหมายถึงว่าเรา commit กับเขาเรียบร้อยแล้ว การแต่งงานคือสุดท้ายเราใช้ชีวิตด้วยกัน เขาไม่มีอะไรต้องกังวลอีก เขารู้สึกว่าเนี่ย เราคือคนของเขา เขาคือคนของเรา มันมีจุดหมายปลายทางร่วมกัน

        แต่ในเคสของนัทอ่ะ ต่อให้แต่งงานมันก็ยังเลิกได้ นัทก็ยังทิ้งเขาได้ เพราะฉะนั้น หนึ่งคือนัทต้องทน คือมันก็ต้องทนในสิ่งที่เขาเป็น แต่ว่าก็ต้องไม่ยอมทุกเรื่อง เรื่องไหนยอมได้ก็ทำให้ แต่ว่าเรื่องเรียน เรื่องสอบ อันเนี่ยมองว่ามันไม่ควร คือถ้าคนเรารักกันจริง ๆ มันต้องพากันเจริญขึ้น ถึงแม้สิ่งนั้นเราอาจจะขัดใจบ้าง แต่ถ้าเขารักนัทจริง ๆ แล้วก็เขาอยากให้ชีวิตนัทดีขึ้นน่ะ เรื่องการเรียนออนไลน์เรื่องมันควรอนุญาตอ่ะ ก็ไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบดิ ถ้ากลัวน่ะ ไอ้เรื่องเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ไม่ดีที่สุดที่เกิดขึ้น สมมติว่านัทได้โอกาสการทำงานเข้ามา เงินเดือนสูง ชีวิตกำลังจะดีขึ้น แต่ที่ทำงานมีผู้หญิงอย่างเงี้ย นัทไม่ได้ไปหรอก ทั้งที่ชีวิตครอบครัวเรามันกำลังจะดีขึ้นด้วย สิ่งเนี่ยแล้วก็ไม่ควรยอมด้วย

        ในฝั่งของ ‘หมอท็อป’ ให้คำแนะนำว่า “เป็นกำลังใจให้นะครับ เพราะว่าปัญหานี้ยากนะ แต่จะบอกวิธีการคิดก่อนว่า ความหึงหวงมันเกิดขึ้นได้ในคนปกติ มันก็อาจจะอยู่ในลิมิตที่อยู่บนโลกความเป็นจริงด้วย แต่ในบางกรณีที่มันหลุดออกไปมาก ๆ ต้องปรึกษาคุณหมอนิดนึงนะ

        อย่างแรกอย่าไปคุยกันตอนที่ทะเลาะกัน ซึ่งอารมณ์ตอนนั้นมันก็ขึ้น แล้วคนที่หึงหวงเขาจะเชื่อว่าเหตุผลของเขาถูกเสมอ หรือเขาจะเชื่อว่าเหตุผลของเขามีน้ำหนักมากพอเสมอ เขาถึงได้หึงหวง ดังนั้นคุยกันไม่มีทางจบ ดังนั้นเวลาที่เกิดการหึงหวง สิ่งที่ควรทำคืออาจจะยังไม่ใช่ไปทะเลาะกันแล้วเถียงกันว่าเหตุผลคืออะไร แต่ว่าอาจจะต้องโฟกัสให้เขาได้สงบอารมณ์ก่อน แล้วค่อยคุยกันตอน

        หลังจากสงบสติอารมณ์แล้วค่อยคุย มันก็อาจจะไม่ใช่การคุยที่ว่าเธอมันดีพอ เธอมันไม่โอเค เธอมีข้อเสีย อาจจะไม่ใช้คำว่า ‘ดี’ ของเขา สำหรับเขามันอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยกว่าเดิมก็ได้ เพราะคนที่หึงหวงจริง ๆ อยากจะเป็นคนที่ดีที่สุดในชีวิต เกิดอย่างเงี้ยแสดงว่าถ้าดีอยู่ ถ้าเกิดไม่ดีอ่ะ เขาจะถูกทิ้งไหม หรือเราจะมีคนอื่นไหม มันก็เป็นการจุดชนวนให้เขาคิดได้นะครับ ดังนั้นก็คงจะต้องคุยกันตอนที่ไม่มีเรื่องไม่มีอารมณ์แล้วก็คุยเปิดด้วยแง่ดีก่อนแหละ

        ช่วงไหนตอนที่เขาไม่ค่อยหึง หรือหึงน้อยลง หรือว่าเขามีเหตุผล ก็ต้องชื่นชม เพราะบางทีความหึงหวงมันเป็นความเคยชินนะครับ ถ้าเกิดว่ามันเกิดขึ้นบ่อย ๆ มันก็จะเป็นการเสพติด ก็คุยแล้วก็ชมในสิ่งที่เขาทำได้ดี เพราะการที่เขารู้ว่าไม่ดีเนี่ย มันยิ่งทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นเราก็ชมว่าช่วงนี้เขาทำได้ดี  เวลาเขาทำเรื่องดีหรือเขาไว้ใจอ่ะ ให้รางวัลเขาด้วยการบอกรักเขา เรามีความสุขที่ได้อยู่กับเขา เขาก็จะแสดงความไว้วางใจเรามากขึ้น เพราะว่ามันเหมือนเขารู้สึกว่าได้รับการชมเชยแล้ว มันปลอดภัยขึ้น

        แต่ส่วนอะไรที่มันไม่โอเคจริง ๆ ก็คงต้องค่อย ๆ คุยกันไปว่า บางอย่างมันไม่ได้เหมือนกับที่เขาคิด แต่ว่าวิธีการอธิบายก็อาจจะไม่ต้องถึงกับการย้อนอดีตเยอะ เอาแค่เรื่องนั้น คือถ้าสมมุติว่าเราพูดย้อนอดีตเยอะ เขาก็จะย้อนไปด้วย ทีนี้มันก็จะไปกันใหญ่นะครับ ดังนั้นเอาแค่เรื่องนั้นพอ 

        เราอยากทำกิจกรรมอะไร ชวนเขาไปทำด้วย เพราะถ้าเกิดเราไปคนเดียว เขาจะไม่รู้ เพราะว่าการหึงหวงเนี่ยส่วนหนึ่งมันประกอบด้วยความไม่รู้ ถ้าเราปล่อยเขาไม่รู้ มันก็จะหึง แล้วเขาจะชินการคิดลบ ดังนั้นหากมีกิจกรรมอะไรพาเขาไปด้วย เราดูนักร้องคนนี้ มาดูด้วยกัน มันก็จะเห็นกันไปเลยว่ามันไม่มีใครส่งข้อความอะไรมาอย่างเงี้ยเป็นต้น

        หรือถ้าเราจะทำกิจกรรมอะไรข้างนอก ก็ให้ไปด้วยกัน มีบางคนที่เขาเป็นไรเดอร์แล้วก็มีคนซ้อนมาด้วยใช่ไหม (หัวราะ) จะได้สบายใจ อย่างเงี้ยก็ได้ 

        ส่วนเรื่องเรียน หมอคิดว่าบอกเขาก็ได้ว่า ที่เราเรียนเนี่ย เรามองเห็นว่าเขาอยู่ในอนาคตของเรา ไม่ใช่ว่าเราเรียนแล้วมีแต่คนเข้ามา แต่เรามองว่าอนาคตเรามั่นคง และเขาจะอยู่กับเราด้วย เขาจะอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา ให้เขาเกิดความมั่นใจว่าระยะยาวเขาปลอดภัย แม้ว่าเราได้ดีแล้วเราก็จะอยู่กับเขา อันเนี่ยมันทำให้เขาเห็นภาพด้านบวกมาก อาจจะลองวิธีเหล่านี้ดูก่อนนะครับ แต่ถ้ารู้สึกยากมาก ปรึกษาคุณหมอนะครับ เพราะว่าไม่งั้นเราอาจจะกลายเป็นซึมเศร้าหรือภาวะความเครียดรุนแรงได้นะ”

        สุดท้ายแล้ว ความรักที่ดีต้องมีทั้งความรักและความไว้ใจ ขอเป็นกำลังใจให้ ‘คุณนัท’ และแฟนสาว ค่อย ๆ เปิดใจคุยกัน และพากันเติบโตไปข้างหน้านะคะ

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูบูชาปี่เซียะมา ร้านแนะนำให้ทำพิธีก่อนเริ่มวันใหม่ วันนั้นกลับมา ห้าทุ่มครึ่ง เหลือเวลาครึ่งชั่วโมง รีบจุดธูป ทำพิธี แล้วไปอาบน้ำ ออกมาควันเต็มห้อง แฟนโกรธมาก แต่เราดันไปถามว่า "เธอเห็นตัวเลขบนรูปไหม?" เพราะตอนเช้าวันที่ 16 แล้ว แฟนด่าเราใหญ่เลย

25 พ.ย. 2024

หนูบูชาปี่เซียะมา ร้านแนะนำให้ทำพิธีก่อนเริ่มวันใหม่ วันนั้นกลับมา ห้าทุ่มครึ่ง เหลือเวลาครึ่งชั่วโมง รีบจุดธูป ทำพิธี แล้วไปอาบน้ำ ออกมาควันเต็มห้อง แฟนโกรธมาก แต่เราดันไปถามว่า "เธอเห็นตัวเลขบนรูปไหม?" เพราะตอนเช้าวันที่ 16 แล้ว แฟนด่าเราใหญ่เลย

หนูบูชาปี่เซียะมา ร้านแนะนำให้ทำพิธีก่อนเริ่มวันใหม่ วันนั้นกลับมา ห้าทุ่มครึ่งเหลือเวลาครึ่งชั่วโมง รีบจุดธูป ทำพิธี แล้วไปอาบน้ำ ออกมาควันเต็มห้อง แฟนโกรธมาก แต่เราดันไปถามว่า"เธอเห็นตัวเลขบนรูปไหม?" เพราะตอนเช้าวันที่ 16 แล้ว แฟนด่าเราใหญ่เลย หนูผิดมากหรอคะ? “คุณส้ม (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคือวันพุธที่ [20 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องบูชาปี่เซี๊ยะจนเกือบไฟไหม้บ้านแฟน โดย “คุณส้ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า สำหรับตัวหนูเป็นคนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องปี่เซี๊ยะ ก็เลยไปซื้อปี่เซี๊ยะที่ร้าน ๆ นึงมา โดยทางร้านเขาก็บอกว่า จะมีวันที่ที่ต้องบูชาตาม วัน/เดือน/ปี/เกิด ของหนู พอเสร็จเรียบร้อย วันนั้นหนูกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มครึ่ง คืออีกครึ่งชั่วโมง มันเป็นวันเกิดของหนู ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่หนูต้องบูชา ไม่งั้นมันจะเลยฤกษ์ แล้วหนูต้องนอนกับแฟนที่บ้าน แต่หนูต้องบอกก่อนว่าแฟนหนูเป็นคนใจเย็นมาก ไม่พูดคำหยาบ เรียบร้อย สุภาพ ทีนี้หนูก็ทำพิธีอย่างรวดเร็ว แบบว่ามันก็จะมีพาน แต่หนูไม่ได้ไปจุดธูปข้างล่าง เพราะคนอื่นเค้านอนกันหมดแล้ว หนูก็เลยขออนุญาตแฟนว่า ขอจุดในห้องนอนได้ไหม แค่แบบแปปเดียวจริง ๆ มันก็จะมีธูป มีแผ่นทอง มีกำไล มีเส้นแดง หนูก็จุดเรียบร้อย ทีนี้ระหว่างรอธูปดับ หนูก็ไปอาบน้ำ พอหนูอาบน้ำเสร็จ หนูคิดในใจ หนูจะได้เลขเด็ดแล้ว แต่พอออกมาจากห้องน้ำ เห็นแฟนกำลังพัด คือเหมือนธูปมันจะมอด ใกล้จะดับ แต่กลิ่นมันโขมงมาก สิ่งที่หนูเห็น หนูก็อึ้ง หนูทำไร ไม่ถูก แต่แฟนหนูก็เคลียร์ทุกอย่าง ทั้งธูป ทั้งควัน เสร็จแล้วเขาก็พูดว่า เฮ้ยส้ม!! ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ ฉันเตือนแล้ว มาเป็นชุด หนูก็เลย ทำไรไม่ถูก เสร็จปุ๊ปหนูก็เลยเดินไปถามเขาดี ๆ ว่า ‘เธอ ๆ เธอเห็นเลขไหม?’ คำถามนี้แหล่ะมันเลยทำให้เค้าโมโหหนักกว่าเดิม หนักกว่าเดิมแบบว่า เฮ้ย!! ส้มทำไมเธอถึงถามฉันด้วยคำถามแบบนี้วะ แทนที่จะมาดูว่าบ้านเป็นอะไรไหม? หนูก็เลยยืนงงอยู่ แฟนหนูก็เลยพูดต่อว่า ทำไมส้มโตแต่ตัว ทำไมส้มไม่ใช้สมองเลย เราคบกันมานานมาก คำพูดเหล่านั้นหนูไม่เคยได้ยินจากปากเขาเลย วันนี้ได้ยินแล้วค่อนข้างอึ้ง หนูก็เลยตะคอกกลับไปว่า หุบปากได้ไหม!! แล้วเค้าก็สบถคำที่ค่อนข้างทำให้หนูตกใจ หลังจากคืนนั้น คือก้นชนก้น ไม่พูดไม่จา ไม่อะไรกันทั้งนั้น คือคิดในใจแล้วว่า ‘หนังสือเล่มสุดท้ายของชีวิตล่ะ’ คือกำลังจะโบกมือบ๊ายบายกันแล้ว แต่สุดท้ายคือหนูก็ตกลงกันว่าโอเค ปรับความเข้าใจกัน คำถามที่หนูอยากจะถามพี่ๆดีเจคือ “หนูรู้นะหนูผิดตรงที่หนูไม่รู้ หนูไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ อยากรู้แค่ว่าหนูผิดมากไหม? ที่ต้องมาพูดแรงกับหนูขนาดนี้” ทางด้านดีเจทั้ง 3 ท่าน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” ให้ความคิดเห็นพร้อมกันไปในทางเดียวกันว่า ‘มากกก’ ส้มผิดมากค่ะ ส้มสมควรโดนด่า ถูกต้องแล้ว ไม่โดนทำร้ายกายก็ดีแค่ไหนแล้ว ต้องขอบคุณแฟนของส้มที่เตือนสติส้ม นอกจากนี้ “ดีเจต้นหอม” ยังพูดทิ้งท้ายอีกว่า ‘กลับไปบ้าน แล้วไปนวดแข้ง นวดขา นวดบ่าเขาให้ดี ดีที่เค้ายังไม่บอกเลิก ‘หนังสือเล่มสุดท้าย’ เค้าควรเป็นคนพูด...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัว ครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”

04 ก.ค. 2025

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัว ครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัวครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”ทั้งๆที่หนูทำมาตลอด หนูเลยเปิดใจไปคุยกับผู้ชายอีกคน ที่มาเป็นที่ปรึกษาหัวใจให้กับหนูจนตอนนี้เริ่มรู้สึกดีต่อกันและกัน เขาอยากได้สถานะจากหนูแล้ว แต่หนูก็ยังไม่ได้เลิกกับแฟน เพราะคิดว่าแฟนไม่ได้ผิดอะไรถ้าหนูคบกับเขาต่อครอบครัวเขาก็ไม่ชอบหนูอยู่ดี หนูจะเลือกทางไหนดี ?? “คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจก็อตจิ - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวแฟนไม่ชอบเรา โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บีกับแฟนคบกันมาประมาณ 8 – 9 ปี ครอบครัวเขาโอเคกับเรามาทุก ๆ อย่างในระยะเวลาที่คบกัน แต่มามีช่วงหนึ่ง คือ วันนั้นเหมือนที่บ้านเขาน่าจะพูดอะไรกับเขามา เขามีเกริ่น ๆ กับบีมาประมาณว่า “ไม่ช่วยอะไรที่บ้านเลยหรอ” แต่ตัวบีเองก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่บีตงิดใจว่ “เอ๊ะ มันผิดสังเกตจัง” ในตอนนั้น บีจึงได้ไปดูในโทรศัพท์เขา ซึ่งโทรศัพท์เขาสามารถบันทึกเสียงการโทรเข้า – ออกได้ ทำให้บีได้เปิดฟังสายของแม่และน้องสาวเขา และได้ยินมาคำนึงประมาณว่า “ตอนที่อยู่ที่บ้านเขา เราไม่เคยช่วยอะไรที่บ้านเขาเลย’ แต่บีก็ไม่ได้อะไร เพราะบีรู้อยู่แล้วว่าความในใจเขาคืออะไร ปกติบีจะช่วยบ้านเขาทุกอย่าง แล้วพอวันหนึ่งที่บีไปเปิดบันทึกเสียงในโทรศัพท์เขา คือบีก็เปลี่ยนไป จากที่เคยทำทุกอย่างก็ไม่ทำ แม่เขาตำนิบีตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่บีช่วยเขาทำทุกอย่าง เขาน่าจะพูดไม่จริงกับลูกชายเขา จึงทำให้บีคิดว่า “เอ๋ ถ้าเกิดว่าจากที่เราเคยทำ ทำแล้วมันไม่ได้ดีอะ โอเค เราก็ไม่ทำเนอะ” บีได้บอกกับแฟนไปว่า “บีขอกลับไปทำบริหารธุรกิจ เพราะว่าตอนนี้ธุรกิจบีมีปัญหา” แต่จริง ๆ แล้วความจริงไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่บีอ้างไปแบบนี้ เพื่อที่จะได้กลับไปอยู่กับตัวเองก่อน คราวนี้เขาจึงมองว่าเราเปลี่ยนไป เช่น เราไม่กลับบ้านกับเขาเหมือนเดิม จริง ๆ แล้วบีกับเขายังไม่ได้แต่งงานกัน แต่ว่าไปอยู่บ้านเขาก่อนหน้านี้ช่วงระยะเวลา 3 เดือน เพราะว่าประจวบเหมาะกับแม่เขาป่วยพักฟื้นที่บ้านพอดี บีจึงได้ไปช่วยทางบ้านเขาในช่วงนั้น ทั้งงานบ้าน และอื่น ๆ ในบ้านเขาเลย กระทั่งเดินทางมาถึงจุดพีคคือ บีกับมาอยู่กับตัวเองประมาณหนึ่งอาทิตย์ แล้วดันมีคน ๆ หนึ่งเข้ามาในชีวิต ซึ่งคนนี้เขาก็รู้ว่าบีเริ่มมีปัญหากับแฟน เพราะเขาเป็นเพื่อนในแอป ๆ หนึ่งของบี และเขาก็รู้เรื่องที่บีกับแฟนไม่ได้แต่งงานกัน เหมือนเขาแอบดูเราอยู่ห่าง ๆ ตลอด จากนั้นเขาคนนี้เหมือนมาจีบบี มาหาบีที่ที่ทำงาน เขามาทำให้บีรู้สึกดี มาเป็นที่ปรึกษาได้ทุกอย่าง ทำให้บีรู้สึกดีกับเขา แต่ตอนนี้ติดตรงที่บีกับแฟนยังไม่ได้เลิกกัน พอเขาเข้ามา บีเหมือนอยู่ตรงกลาง บีจึงเริ่มถอยห่างกับเขา ตอนนี้บีสับสนว่าเราจะเอายังไงกับชีวิตตัวเองดี จริง ๆ ตอนนี้บีกับแฟนยังคงคุยกันตามปกติผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งถ้ามีไปออกงานแต่ง งานบวช หรืองานเลี้ยงที่ทำงานเขา บียังคงมีไปด้วยกันบ้าง แต่ทำเพราะหน้าที่เฉย ๆ ซึ่งถ้าถามว่าคนเก่าผิดตรงไหน บีคิดว่า ถ้าในวันหนึ่งต้องให้เขาเลือก บีคิดไว้เลยว่า ยังไงเขาคงต้องเลือกครอบครัวเขาก่อนอยู่แล้ว ไม่ได้เลือกบี ส่วนคนใหม่บีก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเลือกเราไหมเพราะ อย่างแรกคือบีกับเขาพึ่งคุยกัน แล้วมันรู้สึกดีแค่นั้นเลย และตอนนี้บางทีบีก็อยากไปกับคนใหม่ แต่บางทีก็คิดว่าคนเก่าก็ไม่ได้มีนอกใจหรืออะไร บีเลยสงสัยว่าถ้าบีทำแบบนี้ บีจะผิดกับเขาไหม และคำถามของบีคือ ถ้าบีไม่เลือกใครสักคนแล้วกลับมาอยู่กับตัวเอง บีจะเห็นแก่ตัวไหม’ โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจก็อตจิ - ดีเจต้นหอม) ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘บีอยากเลิกกับคนเก่า แต่คนใหม่เข้ามาในจังหวะที่พอดีที่เรากำลังรู้สึกว่าเบื่อหน่าย แต่ที่เข้ามาใหม่ก็ยังไม่ถูกใจหรอก เพียงแค่ว่าไม่อยากอยู่คนเดียว อยากให้ทำเป็นสเต็ปก่อน เคลียร์ไปทีละคน ถ้ารู้ว่าคนเก่าเราไม่เอาแล้ว เราควรหาเหตุผลเคลียร์คนเก่าก่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องนอกใจ แค่มีความรู้สึกว่าวันนี้เราไม่อยากอยู่ในฐานะนี้ ก็แค่แยกกัน ใครที่ไม่ใช่แน่ ๆ ก่อนแค่เคลียร์ออกไป และสุดท้ายคำถามที่ว่า “มันจะเห็นแก่ตัวไหม” คนเรามันก็ต้องรักตัวเองไหม ใครจะอยากทนอยู่ในบ้านที่เขาไม่ได้ต้อนรับเรา และในจังหวะที่เรายังศึกษา ยังคุย ยังเลือกหากันอยู่ ก็คงไม่แปลกที่เราจะทำเพื่อตัวเอง แต่ว่าการเห็นแก่ตัวแบบนี้ ถ้าจะทำให้มันแฟร์คือ อย่าไปเลี้ยงไข้ใครไว้ ถ้าคนใหม่ยังไม่ใช่ก็ไม่ควรไปให้ความหวังกับเขาว่า “เดี๋ยวฉันจะมาเป็นแฟนเธอ” ไม่งั้นจะกลับกลายเป็นว่าเราจะทำไม่ดีกับทั้งผู้ชายถึงสองคน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตอนนี้อายุ 17 แต่ลังเลกับชีวิต... จะเลือก 'ลาออก' จากโรงเรียน แล้วไปหางานทำ หรือ 'เรียนต่อ' จนจบดี ตัดสินใจไม่ได้ รู้สึกเหมือนเปลืองเงินพ่อแม่ไปวันๆ

01 ธ.ค. 2023

ตอนนี้อายุ 17 แต่ลังเลกับชีวิต... จะเลือก 'ลาออก' จากโรงเรียน แล้วไปหางานทำ หรือ 'เรียนต่อ' จนจบดี ตัดสินใจไม่ได้ รู้สึกเหมือนเปลืองเงินพ่อแม่ไปวันๆ

“คุณชาเย็น (นามสมมติ)” อายุ 17 ปี สายที่สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม กับปัญหาที่ว่าจะเรียนต่อหรือลาออกมาทำงานดีเพราะว่าสงสารพ่อแม่ที่ทำงานลำบากมาส่งตัวเองเรียน โดย “คุณชาเย็น (นามสมมติ)” ได้เริ่มปรึกษาว่า ‘หนูเลือกที่จะเรียนต่อ หรือว่าเลือกที่จะออกจากโรงเรียนดี หนูสงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานส่งหนูเรียนเพราะว่าหนูเป็นคนที่ไม่เข้าเรียน ชอบโดดเรียน เพราะในห้องหนูไม่มีเพื่อนเลย ก็จะโดดเรียนไปนั่งที่โรงอาหารกับเพื่อนห้องอื่น เพื่อนในห้องเดียวกันก็ไม่มีใครพูดกับหนู เพราะเขาเห็นหนูเป็นคนไม่ดีกันไปหมดแล้ว หนูเคยขึ้นไปเรียนครั้งนึง เรียนไปหนูก็ไม่มีความสุข หนูสงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานหาส่งหนูเรียน หนูเห็นท่านทำงานลำบากแล้วสงสาร หนูเลยคิดว่า ออกทำงานดีไหมเพื่อหาเงินให้พ่อแม่บ้าง อยากหาเงินมีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง ตอนนี้หนูอยู่ ม.4 หนูคิดว่าจะไปทำเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วก็ไปเรียน กศน. เอาวุฒิม.6 ไปต่อมหาวิทยาลัยหนูคิดไว้ว่าอย่างนี้ หนูอยากปรึกษาว่าหนูควรลาออกมาทำงานหรือว่าควรจะเรียนต่อดี’ โดยเริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มเก ไม่เรียนหนังสือ ไม่ตั้งใจ เพื่อนพี่ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน พี่มีทั้งกลุ่มที่เป็นเด็กเรียน และไม่เรียน แต่พี่ชอบเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มเด็กเกเร เพราะพี่มีปัญหาทางบ้าน บ้านพี่ไม่ค่อยอบอุ่นพี่ก็เลยไปทำอะไรแบบนั้น แต่คนที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวหรือกลุ่มเกเรของพี่ ไม่ตายก็ติดคุก ไม่ติดคุกก็ติดยาแล้วก็เป็นบ้า ทั้งหมด 30 กว่าคน มีพี่รอดคนเดียว พี่เลยไม่แน่ใจว่าชาเย็นจะเป็น 1 ในคนที่รอดไหม ที่พี่รอดเพราะพี่หันกลับมาเรียนในวันหนึ่ง พี่เลือกที่จะไม่ติดยาแล้วก็ตายไปกับเพื่อน พี่เลือกวกกลับมา แล้วพี่รู้สึกเสียดายเวลาที่ ณ เวลานั้น กูไปทำอะไรอยู่วะ พี่ก็คิดแบบนี้ พี่อยากได้เงิน แต่การอยากได้เงินของพี่ พี่มีเป้าหมายในชีวิต ก็คือหาเงินเรียนในสิ่งที่ต้องการ พี่ฟังชาเย็น พี่ไม่เห็นเป้าหมายที่มันแข็งแรง เป็นเป้าหมายระยะสั้นๆ จะไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟแบบนี้ พี่ว่าความทะเยอทะยานมันน้อยไปหน่อย ถ้าเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วต้องไปเรียนต่อ สุดท้ายมันก็ต้องไปเรียนต่อ แล้วปัญหาที่เพื่อนไม่คุยกับเรา มันไม่แปลกหรอกเพราะเราไปอยู่กลุ่มที่มันคนละเคมีกับเขา ถ้าวันนี้เราอยากกลับไปอยู่ ในสังคมที่เพื่อนเขาคุยกับเรา เราก็ลองคุยกับเขาก่อน เราไปตั้งใจเรียนไปอยู่ในกลุ่มของเขา มันมีวิธีในการเขาหาเพื่อนได้เยอะแยะ พี่ว่าโลกข้างนอกอันตรายเกินไป แต่มันก็อยู่ที่ใจชาเย็นนะ ถ้าอยากออกมาหาเงินจริง ๆ อันนี้ต้องคุยกับพ่อแม่ เราก็ลองปรึกษาเขาว่าให้หนูออกมาทำงานดีไหม หนูอยากหาเงิน แต่เป้าหมายต้องแข็งแรงกว่านี้หน่อยว่าทำงานอะไร ต้องการเงินเท่าไหร่ พี่ว่าการเรียนหนังสือมันก็ให้อะไรมากกว่าที่เราคิด วุฒิการศึกษามันสามรถทำให้ง่ายกับการเปลี่ยนอาชีพ สมมติว่าอยากไปทำธุรการ ไปเรียนคุณครู แบบนี้เขาดูวุฒิการศึกษา ยกเว้นชาเย็นจะบอกว่าหนูอยากจะไปเป็นเน็ตไอดอล หนูสามารถทำเงินได้ 100 ล้าน ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษา แต่ต้องถามตัวเองว่าแล้วเราชอบทางนี้ไหม หรือเรามีความสามารถทางนี้ไหม ถ้าวันนี้เรายังไม่รู้ตัวเองว่าต้องการอะไรหรือชอบอะไร พี่ว่าการเรียนไปก่อนเป็นสิ่งที่ดี พี่แนะนำแบบนี้ แต่ถ้าอยากจะออกจริงๆ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า เราต้องการเงินนี้ไปทำอะไร เพื่ออะไรแล้วเลือกอาชีพที่เหมาะกับเรา’ ต่อมาที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เราอยู่กับเพื่อนแบบไหนก็มีความเป็นไปได้ว่าเราจะกลายเป็นคนแบบนั้นเยอะมาก เลือกอยู่กับคนที่จะพาเราไปสู่สิ่งที่ดี พาเราเจริญขึ้น อันนี้คำแนะนำแรก คำแนะนำที่สอง ถ้าสงสารคุณพ่อคุณแม่จริงๆ สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือทำให้เงินที่เขาจ่าย กลับมามีค่ากลับมาคุ้มค่า ไม่ยากเลยแค่เดินขึ้นไปเรียน ขึ้นไปแล้วเขาไม่คุยด้วยไม่แปลกครับเพราะว่า ชาเย็นบอกเคยขึ้นไปครั้งเดียวแล้วใครจะคุยกับหนูล่ะลูก เพราะเขาเรียนกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว หนูเพิ่งเคยขึ้นไปครั้งเดียว ถ้าสมมติหนูเป็นคนที่นั่งเรียนอยู่ แล้วก็มีใครไม่รู้ที่โดดเรียนตลอดเลย แล้ววันหนึ่งมาเพิ่งขึ้นมา หนูจะไปสนิทกับเขาหรอ หนูจะอยากคุยกับเขาหรอ ต่อให้เขาไม่ได้มองว่าหนูเป็นคนดีหรือไม่ดีก็เถอะ เขาก็ไม่ได้สนิทพอที่จะเดินเข้ามาคุย ถ้าเขารู้ว่าใครดีใครไม่ดีแล้วไม่อยากจะมาอยู่กับคนไม่ดี ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าชาเย็นจะบอก ชาเย็นไม่ใช่เป็นคนไม่ดี ชาเย็นแค่ขึ้นไปเรียนอยู่กับเพื่อนมันก็จะค่อยๆ รู้จักกันไปเอง ทีนี้ทำไมถึงอยากให้กับไปเรียน การเรียนให้มันจบอย่างน้อยคือการศึกษาขั้นต่ำ วุฒิการศึกษาที่ชาเย็นจะได้มันทำให้ชาเย็นจะเอาไปยื่นทำงานในอนาคตได้มากกว่าเยอะเลย แล้วโรงเรียนที่มีกฎระเบียบครอบไว้ชาเย็นยังไม่อยู่ แล้วถ้าไปเรียน กศน. ที่ไม่มีอะไรมาครอบไว้ ชาเย็นจะบังคับตัวเองได้หรอ แล้วจะจบไหม กศน. แล้วคิดว่าตัวเองจะสอบผ่านไหม จะเรียนตามเขาได้ไหมในเมื่อกฎของโรงเรียนหนูยังทำไม่ได้เลย พี่บอกสั้นๆ ว่า เรียนให้จบม.6 นี่เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดที่คนเราจะรับผิดชอบตัวเองได้’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อยากให้เรียน เพราะว่าฟังจนถึงตอนนี้ พี่อาจจะรีบตัดสินเร็วเกินไปแต่พี่คิดว่าชาเย็นไม่น่ารอดในการออกไปทำงานและหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองแล้วจะกลับไปเรียน กศน. ไปต่อมหาวิทยาลัย พี่คิดแบบี้เลยนะ อย่างที่พี่เผือกถาม หนูเรียนตอนนี้ตามหลักสูตรปกติหนูยังทำไม่ได้ ที่มีเงินจากพ่อแม่ที่ส่งให้หนูไปเรียน แล้วการที่ต้องไปเรียนและทำงานไปด้วยพี่ว่ามันยากมากเลยนะ อันนั้นพี่จะเห็นในกรณีของคนที่เขาไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน เขามีเป้าหมายว่า เขาทำงานเพื่อหาเงินเพื่อนส่งตัวเองเรียน กศน. อันนั้นพี่เข้าใจได้ และพี่เชื่อว่าแบบนั้นเขาจะประสบความสำเร็จ เขามีเป้าหมายในชีวิต แต่ตอนนี้ชาเย็นเหมือนเอาอันนี้มาแก้ปัญหาที่มันเป็นการแก้ปัญหาผิดวิธีมากเลย พวกพี่พยายามจะถามว่า การที่กลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจที่ทำงานส่งหนูเรียน หนูก็แค่ไปตั้งใจเรียนให้มันจบ หนูบอกปัญหาเรื่องเพื่อน พี่บอกว่าปัญหาเรื่องเพื่อนแค่นี้หนูยังสู้มันไม่ได้ หนูยังกลัว โลกข้างนอกพี่ว่ามันเลวร้ายกว่านี้อีก หนูจะทำอย่างไรถ้าหนูไปเสิร์ฟแล้วโดนเจ้าของร้านโกง หนูจะทำอย่างไรถ้าโดนลูกค้าด่า เพื่อนร่วมงานไม่คบ หรืออะไรก็ตามมันเกิดขึ้นได้ทั้งหมด โลกข้างนอกพี่ว่ามันโหดกว่าในโรงเรียน เยอะ เพื่อนไม่คุยกับหนูเพราะคิดว่าหนูเกเร ปัญหาแบบนั้นสำหรับพี่ มันสามารถแก้ปัญหาได้ แต่หนูเลือกที่จะเอาตัวเองออกจากโรงเรียน กระโจนเข้าสู่สิ่งที่มันมันเยอะกว่านี้ถ้ามันจะเกิดปัญหาขึ้น แล้วสำหรับพี่ การเรียนมันทำให้พี่มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ มันไม่ใช่แค่วิชาความรู้ที่เราจะได้จากโรงเรียน แต่มันยังหมายถึงการที่เราจะรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน รู้จักการเข้าสังคม รู้จักการทำงานร่วมกับคนอื่น ซึ่งตอนนี้พี่คิดว่ามันเร็วมากเลยที่ชาเย็นจะตัดสินใจหันหลังให้มันเลย เพียงเพราะว่าเพื่อนไม่คุยกับเรา ชาเย็นแก้ปัญหาที่ผิดอยู่ตอนนี้ เพราะคุณพ่อคุณแม่ลำบากในการหาเงินมาให้หนู หนูก็ต้องเห็นคุณค่าของมัน โดยการไปเรียนหนังสือและตั้งใจเรียน ช่วงม.ปลาย มันจะเป็นช่วงที่ทำให้หนูได้รู้ว่าหนูอยากเรียนเพื่อไปเป็นอะไร จะทำให้หนูได้รู้ว่าหนูชอบอะไร โลกภายนอกมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ที่หนูพูดพี่ว่าหนูยังไม่เจออะไรมาเลย สำหรับพี่ยังไงการเรียนก็สำคัญและมันก็ทำให้พี่เป็นผู้เป็นคนก็เพราะการเรียนนี่แหละ ทั้งเพื่อน คุณครู กิจกรรม ถ้าหนูเลือกออกมาแล้ว มันกลับไปหาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว คิดดีๆ นะ พี่อยากให้กลับไปเรียนหนังสือ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พี่สะใภ้ส่งเสียงดัง ตอนทำกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นระยะเวลานานเกือบชั่วโมง! จะแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ หนูนอนไม่หลับเลย

14 ส.ค. 2026

พี่สะใภ้ส่งเสียงดัง ตอนทำกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นระยะเวลานานเกือบชั่วโมง! จะแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ หนูนอนไม่หลับเลย

พี่สะใภ้ส่งเสียงดังตอนทำกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นระยะเวลานานเกือบชั่วโมง!จะแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ หนูนอนไม่หลับเลย ‘คุณมะลิ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (12 สิงหาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่พี่สะใภ้ส่งเสียงดังขณะทำกิจกรรมเข้าจังหวะ เสียงนี้เองทำให้เธอนอนไม่หลับ ‘คุณมะลิ (นามสมมุติ)’ อายุ 23 ปี ได้โทรมาเล่าว่า เธอได้ย้ายเข้ามาอยู่กับแฟนเข้าปีที่ 4 แล้ว โดยสมาชิกในบ้านจะมี คุณมะลิ แฟน และคุณย่าของแฟนอาศัยอยู่ แต่ปัจจุบันนี้พี่ชายของแฟนเพิ่งกลับมาอยู่บ้านพร้อมกับพาแฟนสาวมาอยู่ด้วย รวมแล้วตอนนี้จะมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 5 คน ปัญหาก็คือว่าพี่ชายและแฟนสาวชอบมีอะไรกันเสียงดังมาก โดยปกติจะเป็นช่วงเวลาประมาณตี 2-3 แต่ล่าสุดเขามีอะไรกันช่วง 9-10 โมงเช้า ซึ่งเสียงค่อนข้างจะดังลั่น ได้ยินกันทั้งบ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งในช่วงที่คุณมะลิกำลังเตรียมตัวไปทำงาน เขามีอะไรกันเสียงดังจนทำให้คุณย่าและคุณมะลิถึงกับต้องหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ ตัวคุณมะลิเองก็เคยบอกแฟนให้ไปคุยกับพี่ชายว่า “ช่วยลดเสียงตอนทำกิจกรรมได้ไหม เสียงค่อนข้างดังมาก และระยะเวลาที่นานเกือบชั่วโมงทำให้เธอนอนไม่หลับ ถึงแม้ว่าจะไม่เกรงใจเธอ อย่างน้อยก็อยากให้เกรงใจคุณย่าบ้าง ท่านมีอายุแล้ว” แต่แฟนก็ไม่ได้ไปคุยให้ เพราะทั้งคู่เป็นพี่น้องที่ไม่ค่อยพูดคุยกัน ไม่สนิทกัน และคุณมะลิก็มองว่าตนนั้นไม่สามารถไปพูดด้วยตนเองได้เพราะเธอก็เป็นเพียงผู้อาศัย ในส่วนของแฟนพี่ชายก็ไม่ค่อยออกจากห้องมาพูดคุยกันเลย คุณมะลิคาดว่าข้างบ้านคงได้ยินเสียงด้วยเพราะเป็นบ้านติดกัน และชั้นบนก็เป็นบ้านไม้เพียงแค่เดินก็ได้ยินเสียงแล้ว ด้านคุณมะลิก็เจอกับข้างบ้านบ่อย คิดว่าเขาอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเธอกับแฟนก็ได้ ‘ดีเจเผือก’ จึงบอกว่าหากมีเสียงกิจกรรมดังขึ้นให้ออกไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านให้ข้างบ้านรู้ว่าไม่ใช่เสียงของเรา ซึ่งคุณมะลิเคยมีความคิดที่ว่า หรือเธอจะร้องสวนไปเลยดี แข่งกันไปเลย นอกจากนี้ ‘ดีเจทั้งสามท่าน’ แนะนำให้ส่งสัญญาณโดยการเคาะพื้นให้เขาเบาเสียงลง แต่ดีเจทั้งสามก็มองว่า เขาต้องรู้ตัวอยู่แล้วว่ากิจกกรมของพวกเขาส่งเสียงดังคนอื่นได้ยิน คุณมะลิจึงอยากขอคำแนะนำว่ามีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เพราะเหตุการณ์นี้เกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และเธอไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจต้นหอม‘ กล่าวว่า "ต้องทำให้เขาหมดอารมณ์ เพื่อให้เขารู้ว่าควรจะต้องทำกิจกรรมกันเงียบ ๆ เพราะมันรบกวนเรา" และ ‘ดีเจทั้งสามท่าน’ เห็นตรงกันว่าคุณมะลิสามารถทำได้สองวิธีคือ ลองอ้างว่าเพื่อนบ้านแจ้งมาว่าเสียงดังให้เบาเสียงลง หากพี่ชายถามกลับว่าหลังไหนให้ตอบว่ากลับว่าไม่ทราบเพราะเขาเดินมาแจ้ง หรือหากไม่อยากพูดให้พิมพ์เป็นจดหมายไปยื่นให้พี่ชาย โดยต้องขอความร่วมมือจากแฟนหรือคุณย่าเป็นคนพูดเท่านั้น เพราะคุณมะลิเป็นผู้อาศัยไม่ควรเข้าไปพูดเองเด็ดขาด หรือไม่ก็ลองเปิดคลิปคอนเทนต์ตลก หรือบทสวดมนต์สวนขึ้นไปทุกครั้งที่เขาส่งเสียง เขาจะได้รู้ตัวเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-