คบกับแฟนเกือบ 2 ปี ไม่เคยนอกใจ ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ
แต่แฟนหึงหนักทุกเรื่อง ห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ
ผมควรทำยังไงให้แฟนเชื่อใจดีครับ?

‘คุณนัท’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม - หมอท้อป นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic‘ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนคบกับแฟนสาวมาเกือบ 2 ปี แต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหึงหวงแบบหนักหน่วง ถึงขั้นห้ามดูไลฟ์ ห้ามเรียนต่อ และระแวงทุกครั้งที่ต้องเจอผู้หญิง ทั้งที่คุณนัทยืนยันว่าไม่เคยนอกใจ หรือ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
‘คุณนัท’ (นามสมมติ) อายุ 25 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับแฟนสาวที่อายุมากกว่า หลังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องความหึงหวงที่มากเกินไป จนทำให้คุณนัทรู้สึกอึดอัด โดยคุณนัทเล่าว่าแฟนสาวมักมีอาการหึงหวงในหลายสถานการณ์ แม้บางครั้งจะไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน แต่คุณนัทยืนยันว่าไม่ได้ต้องการยุติความสัมพันธ์ เพราะแฟนสาวเป็นคนที่ทำให้คุณภาพชีวิตของตนดีขึ้น และยังยืนยันว่าปัจจุบันยังรักแฟนสาวมาก เพียงแต่ไม่ว่าจะพูดหรืออธิบายอะไร แฟนสาวก็มักไม่เชื่อในสิ่งที่พูด
คุณนัทยกหนึ่งเหตุการณ์ที่พีคที่สุดมาเล่า โดยในขณะนั้นคุณนัทกำลังดูไลฟ์ของศิลปินชายยุค 2000 แต่แฟนสาวกลับไม่พอใจและสั่งให้คุณนัทหยุดดูไลฟ์ดังกล่าว เพียงเพราะในไลฟ์นั้นมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาดูด้วย ทั้งที่ผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเพียงผู้ชมที่เข้ามาดูไลฟ์เช่นเดียวกับคุณนัทเท่านั้น
อีกเหตุการณ์ที่พีคไม่แพ้กัน เกิดขึ้นในช่วงที่คุณนัทกำลังจะไปเรียนต่อ เพราะต้องการมีวุฒิปริญญาตรี โดยคุณนัทเองก็พอจะเดาได้ว่าหากตัดสินใจไปเรียน แฟนสาวคงเกิดความหึงหวง จึงพยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการเลือกเรียนออนไลน์ ซึ่งอาจต้องเดินทางไปสอบเพียง 1-2 ครั้ง แต่แฟนสาวกลับเงียบไป ทำให้คุณนัทพอจะทราบว่าแฟนสาวคงไม่อยากให้ไปเรียน เพราะกลัวว่าจะไปเจอผู้หญิงอื่น
นอกจากนี้ ในช่วงที่คุณนัททำงานอยู่ที่ทำงานเก่า ยังมีเหตุการณ์เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งแฟนสาวไม่พอใจเป็นพิเศษ โดยแฟนของเพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนนี้ก็ทำงานอยู่ที่เดียวกับคุณนัทเช่นกัน ต่อมาที่ทำงานมีตำแหน่งว่างสำหรับพนักงานผู้หญิง ทำให้เพื่อนร่วมงานคนดังกล่าวได้เข้ามาทำงานร่วมกับคุณนัท แฟนสาวสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานคนนี้และรู้สึกว่าอีกฝ่ายพยายามเข้าหาคุณนัทในเชิงชู้สาว แต่คุณนัทยืนยันว่า จากมุมมองของตัวเองนั้นไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอะไร โดยมีเพียงบางครั้งที่เพื่อนร่วมงานผู้หญิงทักมาถามว่าคุณนัทไม่สบายหรือไม่ แต่คุณนัทมองว่าไม่ได้มีการพูดคุยอะไรต่อเนื่องหรือยืดเยื้อ
ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ทำงานเก่าเช่นกัน โดยลักษณะงานจำเป็นต้องส่งงานและพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานจากสาขาอื่น ผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง ซึ่งมีพนักงานผู้หญิงจากสาขาอื่นทักมาหาคุณนัท แต่เนื้อหาที่พูดคุยกันเป็นเรื่องงานทั้งหมด และผู้หญิงคนดังกล่าวก็ทักหาพนักงานคนอื่นเช่นเดียวกัน เพียงแต่พนักงานคนไหนตอบก่อนก็จะพูดคุยกับคนนั้นต่อ แต่เมื่อแฟนสาวเห็นกลับไม่พอใจ และตั้งคำถามว่าทำไมผู้หญิงคนดังกล่าวถึงเลือกทักมาถามคุณนัท ทำไมไม่ทักไปถามคนอื่น คุณนัทจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการไม่ตอบแชตของพนักงานผู้หญิงคนดังกล่าว เพื่อให้แฟนสาวสบายใจ ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป แชตดังกล่าวหายไปโดยที่คุณนัทไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนวันหนึ่งแฟนสาวมาปลุกคุณนัทในช่วงเช้า พร้อมพูดว่า “ทำไมอยู่ ๆ แชตหายไป แอบไปคุยกันแล้วลบแชตหรือเปล่า” คุณนัทยอมรับว่ารู้สึกงงกับเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่แฟนสาวต้องไปทำงาน ทั้งคู่จึงหยุดการทะเลาะกันไว้ก่อน ก่อนที่คุณนัทจะพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดแชตจึงหายไป และสุดท้ายจึงพบว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวสามารถเก็บแชตไว้ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น เมื่อครบกำหนด แชตทั้งหมดที่เกินระยะเวลาก็จะหายไป ไม่ได้หายเฉพาะแชตของผู้หญิงคนดังกล่าว คุณนัทจึงนำหลักฐานไปยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เหตุการณ์นี้จึงจบลง คุณนัทเสริมว่า หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นแล้วตนสามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ เรื่องก็จะจบลง แต่หากไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ ตนก็จะกลายเป็นฝ่ายที่ทำผิดทันที
ปัจจุบัน คุณนัททำงานเป็นไรเดอร์ส่งของ และแฟนสาวยังมีกฎบางอย่างที่กำหนดไว้ เช่น หากคุณนัทออกไปส่งของ “ห้ามถอดหมวกกันน็อค” หากไม่ทำตามกฎดังกล่าว แฟนสาวก็จะไม่พอใจและนำไปสู่การทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากนี้คุณนัทยังเล่าอีกว่า เหมือนแฟนสาวจะมี Skills บางอย่างในการจับสังเกตว่าผู้หญิงคนไหนเข้ามาด้วยเจตนาแฝงในเชิงชู้สาว ซึ่งบางครั้งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่แฟนสาวสงสัยจริง ๆ แต่ในหลายครั้งตัวคุณนัทเองกลับดูไม่ออกเลยว่าผู้หญิงคนนั้นมีเจตนาอะไร
อย่างไรก็ตาม คุณนัทยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่คบกับแฟนสาวมาเกือบ 2 ปี ไม่เคยมีประวัติการนอกใจ และไม่เคยแสดงพฤติกรรมที่จะทำให้แฟนสาวต้องกังวล ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ค่อยมีสังคม และหากออกไปไหนก็จะกลับห้อง คุณนัทจึงคาดว่าอาจเป็นเพราะหน้าตาของตนที่ดีจนมีคนรอบข้างเข้ามาสนใจอยู่เสมอ
คุณนัทเคยถามแฟนสาวไปตรง ๆ ว่า “เราไม่เคยทำอะไรให้เธอนะ ทำไมเธอถึงไม่เชื่อใจกันเลย” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ
นอกจากนี้ คุณนัทยังเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับแฟนสาวว่า ทั้งคู่พบกันครั้งแรกจากการที่คุณนัททำงานเป็นพนักงานส่งของ และได้พบกับแฟนสาวที่ร้านแห่งหนึ่ง ก่อนที่แฟนสาวจะถูกใจคุณนัทและพยายามหาช่องทางติดต่อจนเจอ จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มพูดคุยและสานสัมพันธ์กัน
แต่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะในเวลานั้นคุณนัทเองยังมีครอบครัวอยู่แล้ว จึงกลับมาถามตัวเองว่ายังรู้สึกรักอดีตภรรยาอยู่หรือไม่ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถตอบได้ด้วยซ้ำว่าครั้งล่าสุดที่รู้สึกรักอดีตภรรยาคือเมื่อใด ก่อนที่ท้ายที่สุดคุณนัทและอดีตภรรยาจะยุติความสัมพันธ์ลง หลังจากนั้นคุณนัทจึงอยู่ในสถานะโสด และมีโอกาสสานสัมพันธ์กับแฟนสาวต่อ จนปัจจุบันทั้งคู่คบกันมาเกือบ 2 ปี โดยคุณนัทยอมรับว่ารู้ดีว่าจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ครั้งนี้มีลักษณะคาบเกี่ยวและไม่ได้เริ่มต้นอย่างสมบูรณ์แบบนัก
สำหรับคำถามที่คุณนัทอยากขอคำแนะนำคือ เนื่องจากคุณนัทมีอายุน้อยกว่าแฟนสาวหลายปี คุณนัทจึงรู้สึกว่าทุกครั้งที่พูดหรืออธิบายอะไรไป แฟนสาวกลับไม่เชื่อในสิ่งที่พูด จึงอยากทราบว่าในมุมมองของคนที่โตกว่า ควรจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร ควรเริ่มแก้ไขที่ตัวเอง หรือควรพูดคุยกับแฟนสาวอย่างไร เพื่อให้เธอลดพฤติกรรมหึงหวงลงและเปิดใจเชื่อใจกันมากขึ้น แม้คุณนัทจะยอมรับว่าจุดเริ่มต้นระหว่างตนกับแฟนสาวอาจไม่ได้สวยงามนัก แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา คุณนัทยืนยันว่าไม่เคยคิดนอกใจหรือพูดคุยกับคนอื่น และอยากให้แฟนสาวเชื่อใจเขาบ้าง

ในฝั่งของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “เมื่อตั้งเงื่อนไขไว้แล้วว่าจะไม่เลิกก็คืออดทน พูดอะไรเขาก็ไม่เชื่อใช่มั้ย เขาก็ยังไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเรา ต้นเรื่องที่มันทำให้เรามาคบกัน ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มั่นใจ เมื่อเธอเลิกกับแฟนที่เธอคบมานานได้เพื่อมาเลือกฉัน เธอก็สามารถเลิกกับฉันได้เหมือนกัน
ฉะนั้นการที่ทำให้เขาเชื่อใจได้ก็ต้องแสดงความมั่นใจ ต้องทำอย่างเงี้ยโดยใช้เวลานานมาก ๆ แล้วก็ตอบไม่ได้ด้วยว่าเขาจะเชื่อใจด้วยมั้ย เพราะเราก็ไม่รู้เลยว่าเขาจะสามารถเปลี่ยนได้มั้ย
ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน เอาอย่างงี้ เวลาที่ทะเลาะกันให้นึกถึงความดีเขา ความดีเขาเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่ตรงนี้ได้ เพราะถ้าคิดถึงเรื่องหึงหวงของเขา ก็ไม่มีใครทนอยู่นะ นัทให้โจทย์พี่ว่าจะไม่เลิก เพราะว่าการที่อยู่คนนี้แล้วมันดีขึ้น ซึ่งนัทก็ไม่เคยรู้เลยว่าถ้าเลิกกับคนนี้ ชีวิตเราอาจจะดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แต่ในเมื่อมันไม่มีช้อยส์นั้น ก็คืออดทนจนกว่านัทจะรู้สึกว่าทนไม่ได้
พี่อยากให้ลองพูดกับเขาก่อนก็ได้นะว่า ถ้าคิดว่าเธอเป็นผู้ใหญ่พอ เธอก็ต้องฟังในสิ่งที่ฉันกำลังพูด เรากำลังจะหาตรงกลางด้วยกัน ณ วันนี้สิ่งที่เธอเป็นมันทำให้เราอึดอัด แล้วทำให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิต มันเหมือนกับว่าเราจะไปข้างหน้าแล้ว แต่มีสิ่งนี้ที่ดึงเรา มันเป็นแค่เรื่องเนี่ย ทำให้มันเป็นเรื่องเล็กได้ไหม หาตรงกลางระหว่างกันหน่อย
อยากให้พูดก่อน เพราะว่าเรายังไม่เคยคุยกับเขาเลย บางทีการที่คุยกับเขา บางทีเขาอาจจะสามารถลองปล่อยวางตรงนี้ก็ได้นะ ให้เขาบอกมาสิว่าอะไรที่เราเคยทำแล้วเขาไม่สบายใจ อะไรที่เป็นความผิดของเราให้พูดมา แล้วถ้าสมมุติมันค้นไม่พบ มันแฟร์พอหรอ นี่คือสิ่งที่เราสมควรได้รับหรอ คือความไม่เชื่ออ่ะ มันทำให้บรรยากาศการรักกันมันลดทอน เธอแฮปปี้หรอการที่เราทะเลาะกัน เธอชอบหรอ แต่เราไม่ชอบนะ คุยก่อน เผื่อมันจะดีขึ้น แต่ถ้าคุยแล้วไม่ดีขึ้น ก็อดทน มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะปิดกั้นอนาคตเรา คนที่จะเดินไปกับเราควรเป็นคนที่ไปด้วยกันข้างหน้า ไม่ใช่ว่าเราจะเดินแล้วก็ดึงรั้ง”
ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “มองจากมุมชาวบ้านที่ไม่ใช่นักจิตวิทยานะ จากเรื่องที่นัทเล่ามาก็จะคิดว่า เพราะเขากลัวว่าเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นกับเขา ก็คือการถูกทิ้งเมื่อนัทไปเจอคนใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งอันนี้ที่ว่ามันอยู่ที่เขาไง มันไม่ได้อยู่ที่นัท เพราะนัทบอกว่าหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ประพฤติตัวดีมาตลอด 2 ปีไม่ได้มีปัญหา แสดงว่าตัวเนี่ยหลักใหญ่ใจความคือใจเขาที่มันรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่มั่นคง ซึ่งพี่ว่ามันยิ่งยากกว่าคนปกติ คือถ้าคนปกติแล้วเป็นผู้หญิงขี้หึงมันก็ประมาณนึงใช่ไหม แต่อันเนี่ยข้างในเขามันรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เขารู้สึกว่ามันจะทำนัทไปจากเขา เขาก็จะรู้สึกไม่ดีทั้งหมด อะไรก็ตามที่มันจะเป็นโอกาสที่จะทำให้นัทไปเจอผู้หญิงคนอื่น แล้วเจอว่าดีกว่าเขา ก็กลัวว่าเขาจะกลายเป็นเหมือนแฟนเก่าของนัทคนเก่าที่นัทเลิกมา เท่านั้นเอง
พี่อาจจะเห็นด้วยกับพี่หอมว่าคือต้องอดทนอย่างเดียวเท่านั้น คือนัทบอก 2 ปีแล้วทำไมเขายังไม่เชื่อใจ พี่ว่าถ้าเคสเขาอ่ะมันก็ต้องแบบใช้เวลานานนะ หรือมันอาจจะ 10 ปีกว่าเขาจะเชื่อใจว่าโอเค หมดทุกประตูละ นัทไม่มีทางทำอะไรได้แน่ จะต้องแก่ไปด้วยกัน
สมมติถ้ามันอยากจะคุยนะ พี่ว่าก็อาจจะให้ความมั่นใจกับเขาด้วยคำพูดไปก่อนว่า อย่าคิดว่าเธอจะเหมือนแฟนคนนั้น ไม่รู้ว่านัทจะต้องอธิบายเหตุการณ์ตอนนั้นให้เขาเข้าใจว่าทำไมนัทถึงเลิกกับคนนั้นเพื่อมาคบกับเขา เพราะอะไร
พี่มองในมุมนึงว่าถ้านัทต้องเลือกเหมือนกันนะ ว่าทนกับสิ่งที่เขาตั้ง สมมติไลฟ์อย่างเงี้ย พี่ว่าเข้าใจได้ว่านัทจะไปดูไลฟ์อย่างเงี้ยมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง แต่ถ้าไม่ไปเรียนต่ออย่างเงี้ย อาจจะต้องคุยกับเขาดี ๆ ว่าอันนี้มันมีผลกับอนาคต มันจะทำให้ชีวิตเรามันไม่ดีอ่ะ เธออยากได้แฟนที่มีการศึกษา มีอนาคตที่ดีกว่านี้กับเธอหรอ ถ้านัทบอกว่าอยู่กับเขาแล้วชีวิตมันดี ก็ต้องดูดี ๆ ว่ามันดีขึ้นจริงหรือเปล่า อย่าพูดแค่ว่ามันก็แค่ชีวิตดีขึ้น”

ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ถึงแม้จะเข้าใจเหตุผลได้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เพราะว่านัทเองก็เลิกกับภรรยาเพื่อมาคบกับเขา แต่ว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมันก็เกินไป โดยเฉพาะเรื่องห้ามไปเรียน อันนี้มองว่ามันเป็นฉุดรั้งความเจริญของชีวิตด้วยการไม่มีเหตุผล แต่ว่าคนจะเรียนหนังสือควรจะสอบ อันเนี่ยไม่ควรเอาอะไรก็แล้วแต่มาฉุดไว้ ถ้านัทบอกชีวิตนัทดีขึ้นคือนัทต้องได้ไปเรียน ไม่ว่าเขาจะหึงแค่ไหนก็ตาม
ปัญหาจะไม่มีวันจบ เพราะถึงแม้จะแต่งงานกันไปแล้ว เขาก็ยังกลัวโดนทิ้งได้ทุกเมื่อ เพราะคนของนัทก็แต่งงานกันแล้ว เป็นภรรยาแล้ว มันไม่มีจุดหมายปลายทาง
อยากยกเคสตัวเองเหมือนกัน ลูกจ๋าเนี่ยก็คบกันเพราะเราไปหยอดเขา พอหยอดเขามันได้คบกันจริงจัง เขาก็เออ ต่อไปนี้อย่าไปหยอดใครอีก แต่เมื่อมันมี next step เราแต่งงานกัน เราอยู่ด้วยกัน สร้างครอบครัวด้วยกัน การหึงหวงมันจบไปเลย มันไม่มีอีกแล้ว เพราะหมายถึงว่าเรา commit กับเขาเรียบร้อยแล้ว การแต่งงานคือสุดท้ายเราใช้ชีวิตด้วยกัน เขาไม่มีอะไรต้องกังวลอีก เขารู้สึกว่าเนี่ย เราคือคนของเขา เขาคือคนของเรา มันมีจุดหมายปลายทางร่วมกัน
แต่ในเคสของนัทอ่ะ ต่อให้แต่งงานมันก็ยังเลิกได้ นัทก็ยังทิ้งเขาได้ เพราะฉะนั้น หนึ่งคือนัทต้องทน คือมันก็ต้องทนในสิ่งที่เขาเป็น แต่ว่าก็ต้องไม่ยอมทุกเรื่อง เรื่องไหนยอมได้ก็ทำให้ แต่ว่าเรื่องเรียน เรื่องสอบ อันเนี่ยมองว่ามันไม่ควร คือถ้าคนเรารักกันจริง ๆ มันต้องพากันเจริญขึ้น ถึงแม้สิ่งนั้นเราอาจจะขัดใจบ้าง แต่ถ้าเขารักนัทจริง ๆ แล้วก็เขาอยากให้ชีวิตนัทดีขึ้นน่ะ เรื่องการเรียนออนไลน์เรื่องมันควรอนุญาตอ่ะ ก็ไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบดิ ถ้ากลัวน่ะ ไอ้เรื่องเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ไม่ดีที่สุดที่เกิดขึ้น สมมติว่านัทได้โอกาสการทำงานเข้ามา เงินเดือนสูง ชีวิตกำลังจะดีขึ้น แต่ที่ทำงานมีผู้หญิงอย่างเงี้ย นัทไม่ได้ไปหรอก ทั้งที่ชีวิตครอบครัวเรามันกำลังจะดีขึ้นด้วย สิ่งเนี่ยแล้วก็ไม่ควรยอมด้วย
ในฝั่งของ ‘หมอท็อป’ ให้คำแนะนำว่า “เป็นกำลังใจให้นะครับ เพราะว่าปัญหานี้ยากนะ แต่จะบอกวิธีการคิดก่อนว่า ความหึงหวงมันเกิดขึ้นได้ในคนปกติ มันก็อาจจะอยู่ในลิมิตที่อยู่บนโลกความเป็นจริงด้วย แต่ในบางกรณีที่มันหลุดออกไปมาก ๆ ต้องปรึกษาคุณหมอนิดนึงนะ
อย่างแรกอย่าไปคุยกันตอนที่ทะเลาะกัน ซึ่งอารมณ์ตอนนั้นมันก็ขึ้น แล้วคนที่หึงหวงเขาจะเชื่อว่าเหตุผลของเขาถูกเสมอ หรือเขาจะเชื่อว่าเหตุผลของเขามีน้ำหนักมากพอเสมอ เขาถึงได้หึงหวง ดังนั้นคุยกันไม่มีทางจบ ดังนั้นเวลาที่เกิดการหึงหวง สิ่งที่ควรทำคืออาจจะยังไม่ใช่ไปทะเลาะกันแล้วเถียงกันว่าเหตุผลคืออะไร แต่ว่าอาจจะต้องโฟกัสให้เขาได้สงบอารมณ์ก่อน แล้วค่อยคุยกันตอน
หลังจากสงบสติอารมณ์แล้วค่อยคุย มันก็อาจจะไม่ใช่การคุยที่ว่าเธอมันดีพอ เธอมันไม่โอเค เธอมีข้อเสีย อาจจะไม่ใช้คำว่า ‘ดี’ ของเขา สำหรับเขามันอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยกว่าเดิมก็ได้ เพราะคนที่หึงหวงจริง ๆ อยากจะเป็นคนที่ดีที่สุดในชีวิต เกิดอย่างเงี้ยแสดงว่าถ้าดีอยู่ ถ้าเกิดไม่ดีอ่ะ เขาจะถูกทิ้งไหม หรือเราจะมีคนอื่นไหม มันก็เป็นการจุดชนวนให้เขาคิดได้นะครับ ดังนั้นก็คงจะต้องคุยกันตอนที่ไม่มีเรื่องไม่มีอารมณ์แล้วก็คุยเปิดด้วยแง่ดีก่อนแหละ
ช่วงไหนตอนที่เขาไม่ค่อยหึง หรือหึงน้อยลง หรือว่าเขามีเหตุผล ก็ต้องชื่นชม เพราะบางทีความหึงหวงมันเป็นความเคยชินนะครับ ถ้าเกิดว่ามันเกิดขึ้นบ่อย ๆ มันก็จะเป็นการเสพติด ก็คุยแล้วก็ชมในสิ่งที่เขาทำได้ดี เพราะการที่เขารู้ว่าไม่ดีเนี่ย มันยิ่งทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นเราก็ชมว่าช่วงนี้เขาทำได้ดี เวลาเขาทำเรื่องดีหรือเขาไว้ใจอ่ะ ให้รางวัลเขาด้วยการบอกรักเขา เรามีความสุขที่ได้อยู่กับเขา เขาก็จะแสดงความไว้วางใจเรามากขึ้น เพราะว่ามันเหมือนเขารู้สึกว่าได้รับการชมเชยแล้ว มันปลอดภัยขึ้น
แต่ส่วนอะไรที่มันไม่โอเคจริง ๆ ก็คงต้องค่อย ๆ คุยกันไปว่า บางอย่างมันไม่ได้เหมือนกับที่เขาคิด แต่ว่าวิธีการอธิบายก็อาจจะไม่ต้องถึงกับการย้อนอดีตเยอะ เอาแค่เรื่องนั้น คือถ้าสมมุติว่าเราพูดย้อนอดีตเยอะ เขาก็จะย้อนไปด้วย ทีนี้มันก็จะไปกันใหญ่นะครับ ดังนั้นเอาแค่เรื่องนั้นพอ
เราอยากทำกิจกรรมอะไร ชวนเขาไปทำด้วย เพราะถ้าเกิดเราไปคนเดียว เขาจะไม่รู้ เพราะว่าการหึงหวงเนี่ยส่วนหนึ่งมันประกอบด้วยความไม่รู้ ถ้าเราปล่อยเขาไม่รู้ มันก็จะหึง แล้วเขาจะชินการคิดลบ ดังนั้นหากมีกิจกรรมอะไรพาเขาไปด้วย เราดูนักร้องคนนี้ มาดูด้วยกัน มันก็จะเห็นกันไปเลยว่ามันไม่มีใครส่งข้อความอะไรมาอย่างเงี้ยเป็นต้น
หรือถ้าเราจะทำกิจกรรมอะไรข้างนอก ก็ให้ไปด้วยกัน มีบางคนที่เขาเป็นไรเดอร์แล้วก็มีคนซ้อนมาด้วยใช่ไหม (หัวราะ) จะได้สบายใจ อย่างเงี้ยก็ได้
ส่วนเรื่องเรียน หมอคิดว่าบอกเขาก็ได้ว่า ที่เราเรียนเนี่ย เรามองเห็นว่าเขาอยู่ในอนาคตของเรา ไม่ใช่ว่าเราเรียนแล้วมีแต่คนเข้ามา แต่เรามองว่าอนาคตเรามั่นคง และเขาจะอยู่กับเราด้วย เขาจะอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา ให้เขาเกิดความมั่นใจว่าระยะยาวเขาปลอดภัย แม้ว่าเราได้ดีแล้วเราก็จะอยู่กับเขา อันเนี่ยมันทำให้เขาเห็นภาพด้านบวกมาก อาจจะลองวิธีเหล่านี้ดูก่อนนะครับ แต่ถ้ารู้สึกยากมาก ปรึกษาคุณหมอนะครับ เพราะว่าไม่งั้นเราอาจจะกลายเป็นซึมเศร้าหรือภาวะความเครียดรุนแรงได้นะ”
สุดท้ายแล้ว ความรักที่ดีต้องมีทั้งความรักและความไว้ใจ ขอเป็นกำลังใจให้ ‘คุณนัท’ และแฟนสาว ค่อย ๆ เปิดใจคุยกัน และพากันเติบโตไปข้างหน้านะคะ
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง
มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION
รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin