เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆ และตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxic เรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆ และตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxic เรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้

28 ส.ค. 2026

เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เป็นห่วงลูกชายมาก ๆ

และตอนนี้เขากำลังมีแฟน เราก็มองว่าแฟนของลูก Toxic

เรากลัวว่าลูกจะทนกับความสัมพันธ์แบบนี้

       ‘คุณเฟรนด์’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นกลัวว่าลูกชายจะทนอยู่กับความสัมพันธ์ Toxic จนเขาไม่มีความสุข

       ‘คุณเฟรนด์’ อายุ 35 ปี ได้เล่าว่าเธอเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกทั้งหมด 3 คน โดยมีลูกสาวคนโตอายุ 15 ปี ลูกชายคนกลางอายุ 14 ปี และลูกสาวคนเล็กอายุ 11 ปี สมาชิกในบ้านก็มีแต่ผู้หญิง ทั้งคุณแม่ พี่สาวของคุณแม่ และหลานสาว ทำให้ลูกชายเติบโตมาท่ามกลางผู้หญิง ซึ่งทั้งคุณแม่และพี่สาวของคุณเฟรนด์เองก็เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเหมือนกัน คุณเฟรนด์จึงตั้งใจเลี้ยงลูกชายให้เป็นผู้ชายที่อ่อนโยน และรู้จักยอมผู้หญิงมาตั้งแต่เด็ก

       จนกระทั่งลูกชายเริ่มมีแฟน ซึ่งเขาไม่เคยปิดบังและมักจะมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังเสมอ แต่ปัญหาอยู่ที่ลูกชายมักจะซึมและร้องไห้ เพราะโดนแฟนสาววีนและพูดจาแรง ๆ ใส่ เพียงเพราะเขาตอบแชตสั้น ทำให้ฝ่ายหญิงคิดว่าไม่ใส่ใจ แต่เหตุการณ์ก็เริ่มชวนให้คุณเฟรนด์ปวดหัวเมื่อลูกชายและแฟนสาวเลิกกัน ฝ่ายหญิงไปมีคนใหม่แทบจะทันที แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็กลับมาคบกับลูกชายใหม่อีกครั้ง นั่นทำให้คุณเฟรนด์งงมาก

       คุณเฟรนด์ยอมรับว่าได้มีการถามลูกไปตรง ๆ ว่าผู้หญิงคนนี้มีข้อดีอะไร ทำไมถึงกลับไปคบอีก ซึ่งลูกก็ตอบด้วยเหตุผลว่า เธอนิสัยดีและไม่พูดคำหยาบ แต่คุณเฟรนด์ก็ได้ไปรู้มาว่า ก่อนที่ผู้หญิงคนนี้จะมาคบกับลูกชาย เธอเคยมีแฟนอยู่แล้วแต่มาแอบชอบลูกชายของเธอ ซึ่งคุณเฟรนด์มองว่าพฤติกรรมแบบนี้เหมือนการนอกใจและไม่น่าสนับสนุน

       และด้วยความที่ลูกชายโตมาแบบยอมผู้หญิง คุณเฟรนด์จึงกังวลว่า ในอนาคตลูกจะทนกับความสัมพันธ์ที่ Toxic ตามผู้หญิงไม่ทัน และยอมทุกอย่างจนลืมความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้นคำถามของคุณเฟรนด์ก็คือ ควรทำความเข้าใจ หรือมีวิธีบอกลูกอย่างไร เพื่อให้เขารับมือกับความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้หรือที่จะเจอในอนาคต

       โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล’ ที่ให้คำแนะนำว่า “ด้วยความที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกก็คือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา แต่ในมุมมองของคนนอก เรื่องนี้ชิลมาก เพราะน้องเพิ่งจะอายุแค่ 14 ปีเท่านั้น ไม่อยากให้คุณแม่ใช้เลนส์ของผู้ใหญ่ไปตัดสินความรักของเด็กอายุเท่านี้ การที่น้องร้องไห้เสียใจ มันก็คือการอกหักของวัยรุ่นคนหนึ่ง แนะนำให้ปล่อยเขาเรียนรู้ไปตามวัย สิ่งที่คุณแม่ทำได้ คือการพูดคุยและเตือนให้เขาเตรียมใจรับมือกับความผิดหวัง แต่อย่าพยายามไปขีดเส้นหรือเซ็ตมาตรฐานว่าความรักต้องเป็นแบบไหน ขอให้มองว่าเด็กก็คือเด็ก ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้และอย่าเก็บมาเครียดจนเกินไป เพราะตอนนี้เครียดไปก็ไม่มีประโยชน์”

       ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า “เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ แต่วิธีรับมือที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องไม่ทำตัวอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับลูก เพราะถ้าเราต่อต้าน สุดท้ายเขาจะมีความลับและไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังอีก คุณแม่ต้องอดทนเพื่อแลกกับการที่เขายังเปิดใจ 

       เรื่องความรัก ปล่อยให้เขาเรียนรู้เอง ถ้าไม่เคยล้มเขาก็จะลุกไม่เป็น การเจอผู้หญิง Toxic ในวัยนี้ถือเป็นประสบการณ์ เดี๋ยวพอถึงจุดหนึ่งเขาก็จะเบื่อไปเอง สิ่งที่คุณแม่ควรทำคือเน้นย้ำเรื่องการป้องกันให้เด็ดขาด ส่วนที่เหลือคือรอซัพพอร์ตอยู่ห่าง ๆ อย่าเอาความคิดของผู้ใหญ่ไปยัดใส่เด็ก ค่อย ๆ ใช้ศิลปะในการพูดเตือนสติในวันที่เขาล้มลงก็พอ”

       มาถึง ‘ดีเจเผือก’ ที่เสริมว่า “คุณแม่อาจจะกังวลและมองไปไกล สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเพียงความรักปกติของวัยรุ่น ยังไม่สามารถนำมาตัดสินได้ว่า ลูกจะยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ Toxic ไปตลอดชีวิต อยากให้มองอีกมุมว่า การที่เขาทนได้ในตอนนี้ อาจเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและความแข็งแกร่งในแบบของเขา เพื่อให้เขาอยู่รอดในสังคมได้ในอนาคต อยากให้คุณแม่เฝ้าดูการเติบโต และการแก้ปัญหาในแบบของเขา ปล่อยให้เขาเก็บประสบการณ์ด้วยตัวเอง และรอเข้าไปช่วยเหลือในวันที่เขาอ่อนแอหรือเข้ามาปรึกษาจริง ๆ ดีกว่าเข้าไปยุ่งตั้งแต่แรกจนเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรด้วยตัวเองเลย”

       และปิดท้ายกับ ‘หมอท็อป’ ว่า “การที่ลูกเติบโตมาในบ้านที่มีแต่ผู้หญิงไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหา ขอให้คุณแม่เชื่อมั่นในตัวลูก สิ่งสำคัญในเด็กวัยนี้คือพ่อแม่ต้องฟังให้เยอะขึ้น เพราะถ้าเรายังสอนเยอะเหมือนตอนเขาเป็นเด็ก เขาจะรู้สึกทันทีว่าแม่ไม่เข้าใจ หมอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการชื่นชมลูก เช่น ชมว่าภูมิใจมากนะที่ถึงแม้อกหักเขาก็ยังประคองตัวเองได้ดี ไม่ทำตัวออกนอกลู่นอกทาง เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าแม่เห็นคุณค่าของเขา 

       เราไม่สามารถห้ามไม่ให้ลูกเจอคน Toxic ได้ เพราะคนเหล่านี้มีอยู่ทุกที่ การกีดกันจะยิ่งทำให้ลูกหันไปต่อต้านแม่ และเทิดทูนแฟนมากขึ้น หน้าที่ของแม่คือการนั่งดูอยู่ห่าง ๆ สิ่งไหนดีก็ชม สิ่งไหนไม่ดีก็คอยเป็นกำลังใจ อย่าเพิ่งตัดสินแฟนของลูกในระยะเวลาสั้น ๆ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ 3 - 6 เดือน หากมัน Toxic จริง ๆ เดี๋ยวเขาก็เลิกกันไปเอง”

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

บางทีมันก็ลำไย!! น้องที่ทำงานอายุ 20 ชอบบอกว่าเราอายุ 24 แล้ว "หน้าแก่" พูดบ่อยมาก เคยสวนกลับไป "แหม ชีวิตนี้จะไม่อายุ 24 เลยมั้ง?" น้องตอบ "ถ้าผม 24 พี่ก็โคตรแก่แล้ว" ถ้าเป็นทุกคนเจอแบบนี้ทำไงคะ?

09 ก.พ. 2024

บางทีมันก็ลำไย!! น้องที่ทำงานอายุ 20 ชอบบอกว่าเราอายุ 24 แล้ว "หน้าแก่" พูดบ่อยมาก เคยสวนกลับไป "แหม ชีวิตนี้จะไม่อายุ 24 เลยมั้ง?" น้องตอบ "ถ้าผม 24 พี่ก็โคตรแก่แล้ว" ถ้าเป็นทุกคนเจอแบบนี้ทำไงคะ?

“คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [7 ก.พ 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับเรื่องที่น้องที่ทำงานชอบล้อว่าหน้าแก่ โดย “คุณหนู(นามสมติ)” ได้เล่าว่า ‘มีน้องผู้ชายที่ทำงานมาล้ออายุ ประมาณว่า ‘พี่อายุตั้ง 24 ปี แก่แล้ว แก่มากแล้ว’ พูดแบบนี้กับหนูหลายรอบมาก ซึ่งน้องคนนั้นอายุ 20 ปี แต่ก็มีคนในบริษัทที่อายุเยอะกว่าหนู น้องก็ไม่ได้ล้อคนอื่นนะ น้องเขาล้อแต่หนูคนเดียว หนูก็คิดว่าน้องเขาน่าจะชอบหนูแหละ ตอนแรกที่โดนล้อหนูก็รู้สึกเฉย ๆ แต่พอโดนบ่อย ๆ หนูก็เริ่มรำคาญ แล้วเหตุการณ์ล่าสุดที่หนูโดนก็คือ น้องคนนี้ก็คุยกับเพื่อนอยู่ เรื่องอะไรก็ไม่รู้ หนูก็เดินไปตรงนั้นพอดี แล้วอยู่ดี ๆ ก็จะวนพูดถึงเรื่องอายุของหนูอีก ‘อายุ 24-25 ปีแล้ว แก่ก็แก่’ หนูก็เลยตอบกลับไปว่า ‘เธอคิดว่าเธอจะไม่อายุเท่าฉันหรอ’ แล้วน้องก็ตอบกลับหนูว่า ‘กว่าผมจะอายุเท่าพี่ พี่ก็คงแก่ไปมากแล้ว’ แล้วน้องก็ทำท่าทางตลกขบขัน แต่หนูคือหน้าเสียไปแล้ว หนูก็เลยเดินหนีไป หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์อีกครั้งนึง ซึ่งครั้งนี้หนูคิดว่ามันแรงสำหรับหนูมาก ก็คือ หนูทำเรื่องเอกสารการเรียนต่อ หนูก็คุยเล่นกับเพื่อนอยู่ แล้วน้องก็พูดขึ้นมาว่า ‘แก่ขนาดนี้ ยังจะเรียนต่ออีกหรอ’ แล้วหนูก็ตอบไปว่า ‘คือการเรียนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ก็มีสิทธิ์เรียนได้หมดทุกคน’ แล้วน้องก็ยังว่าหนู ‘หน้าลาว’ อีกด้วย งานนี้ดีเจทั้ง 3 คน ก็ได้ให้คำปรึกษาไปในทางเดียวกันว่า ‘พอพวกพี่ฟังเรื่องของคุณหนูแล้ว รู้สึกว่าคุณหนูเหมือนมีใจ ในขณะที่คุณหนูก็เหมือนมีความสุขตอนที่ถูกน้องล้อ ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดกับพวกพี่ พวกพี่ก็จะตอบกลับไปแรงครั้งเดียว แล้วเรื่องนี้มันก็จะจบไปนานแล้ว พอคุณหนูคิดว่าตัวเองแก่จริง ๆ เรื่องนี้ก็ถูกใจคนที่ล้อ เพราะน้องก็คงคิดว่าล้อถูกคน ตอนนี้พวกพี่รู้สึกแปลกใจมากกว่า ที่คุณหนูรู้สึกกับเรื่องนี้ว่าสิ่งที่น้องล้อว่าเราแก่ แล้วเราแก่จริง ๆ พวกพี่ไม่อยากให้คุณหนูเครียดกับเรื่องนี้ ก็แค่คนปากเสียคนหนึ่ง เดี๋ยวสังคมก็ลงโทษเขาเอง...’ ก่อนวางสาย คุณหนูก็ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ‘ตอนแรกที่หนูโดน หนูรู้สึกเครียดมาก และก็ไม่ได้หลงรักน้องคนนี้ เพราะทั้งน้องและหนูก็ต่างมีแฟนกันแล้ว ที่หนูเล่าไปด้วย หัวเราะไปด้วย เพราะหนูได้คุยกับพวกพี่ ๆ ดีเจ หนูก็รู้สึกดีขึ้น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนหนูเปิดร้านอาหารตามสั่ง ลูกค้าออเดอร์ "กะเพราไม่เผ็ด" คนในครัวเสียงแตก คนนึงบอกไม่เผ็ดคือต้องใส่พริกนิดเดียว อีกคนบอก ไม่เผ็ดคือไม่ใส่พริกเลย สุดท้ายทำไม่ใส่พริกไปส่งลูกค้า ลูกค้าบอกอยากได้แบบใส่พริกนิดนึง

25 มี.ค. 2024

เพื่อนหนูเปิดร้านอาหารตามสั่ง ลูกค้าออเดอร์ "กะเพราไม่เผ็ด" คนในครัวเสียงแตก คนนึงบอกไม่เผ็ดคือต้องใส่พริกนิดเดียว อีกคนบอก ไม่เผ็ดคือไม่ใส่พริกเลย สุดท้ายทำไม่ใส่พริกไปส่งลูกค้า ลูกค้าบอกอยากได้แบบใส่พริกนิดนึง

เพื่อนหนูเปิดร้านอาหารตามสั่ง ลูกค้าออเดอร์ "กะเพราไม่เผ็ด"คนในครัวเสียงแตก คนนึงบอกไม่เผ็ดคือต้องใส่พริกนิดเดียวอีกคนบอก ไม่เผ็ดคือไม่ใส่พริกเลย สุดท้ายทำไม่ใส่พริกไปส่งลูกค้าลูกค้าบอกอยากได้แบบใส่พริกนิดนึง ทุกคนคิดว่า กะเพราไม่เผ็ด สรุปต้องใส่พริกไหมคะ?? “คุณกิ๊ฟ(นามสมมติ)” สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (20 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหากะเพราไม่เผ็ด... โดย ​“คุณกิ๊ฟ(นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘เพื่อนหนูเปิดร้านอาหาร มีออเดอร์เข้ามาว่ากะเพราไม่เผ็ด แม่ของเพื่อนเห็นออเดอร์ปุ๊บ เขาก็เลยบอกว่าให้ใส่พริกไป แต่เพื่อนตัดสินใจไม่ใส่เพราะเขามีความรู้สึกว่า ถ้าเกิดใส่พริกยังไงมันก็ต้องเผ็ด แต่อาจจะเผ็ดน้อย เขาก็เลยไม่ใส่ พอเอาไปให้ลูกค้า ปรากฏลูกค้าบอกว่า...ใส่ ทีนี้เขาก็เลยกลับมาบ้าน แล้วเหมือนเขาโทรไปถามยายกับสามีของเขา สามีกับยายเขาก็เลยบอกว่า ต้องใส่ เขาก็โทรมาถามกิ๊ฟ ก็เลยบอกว่าถ้าเป็นเรา เราก็ไม่ใส่ เพราะว่าถ้าใส่ยังไงมันก็ต้องมีความเผ็ดนิดนึง สามีเขาก็ประมาณว่า ทำไปให้เขาใหม่เลยนะ เดี๋ยวเสียลูกค้า เพื่อนเขาก็มองว่าไม่ได้ผิด ไม่เผ็ด มันก็แปลว่าไม่ใส่พริกก็ได้ ซึ่งกิ๊ฟกับเพื่อนมองว่า ไม่ใส่ มันน่าจะโอเค เพราะเผื่อเขาเอาไปให้เด็กกิน อยากถามพี่ ๆ ว่า ถ้าสมมติสั่งกะเพราไม่เผ็ด คือใส่พริก หรือไม่ใส่พริก? ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมว่าอยู่ที่ออเดอร์ไม่ชัดเจน คือคำว่าไม่เผ็ด ถ้าสำหรับความหมายของผม ไม่เผ็ดคือไม่ใส่พริก ต้องเปลี่ยน ถ้าอย่างงั้นต้องบอกว่ากะเพราไม่ใส่พริก เพราะว่าปลายพริกนิดเดียวกับบางคนก็เผ็ด’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าของดิฉันที่กินกะเพราแล้วก็เป็นคนไม่กินเผ็ด ถ้าบอกว่าไม่เผ็ด คือใส่ แต่ใส่นิดเดียว ต้องบอกให้เพื่อนใส่ในช้อยส์ให้เคลียร์ไปเลยว่า ไม่ใส่พริก เผ็ดน้อย เผ็ดมาก รณรงค์คนไทยสั่งกะเพราครั้งต่อไป ถ้าจะเอาไม่เผ็ด ต้องบอกว่าไม่ใส่พริก’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘คือหอมรู้สึกว่า Wording คำว่าไม่เผ็ด หมายถึงเผือกที่ถูกต้อง แต่เราส่วนใหญ่ใช้ผิดกันมาโดยตลอด จนมันกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ใช้ผิดไปแล้วว่าไม่เผ็ดคือพริกน้อย ระดับเผ็ดไม่เผ็ด สุกไม่สุก แม้กระทั่งไข่ดาวยังยากเลย เราว่าน่าจะเป็นปัญหากับหลาย ๆ ร้านเหมือนกัน บางร้านเลยมีเป็นช้อยส์ให้ว่า เผ็ดน้อย เผ็ดกลาง ผิดมาก ไม่ใส่พริก ต้องมีช้อยส์แบบนี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนชอบยืมเงิน และตอนนี้การเงินเราก็ติดขัด แต่ไม่กล้าทวงเงินจากแฟน กลัวเขาเสียความรู้สึก ทำอย่างไรดีคะ?

10 ก.ค. 2026

แฟนชอบยืมเงิน และตอนนี้การเงินเราก็ติดขัด แต่ไม่กล้าทวงเงินจากแฟน กลัวเขาเสียความรู้สึก ทำอย่างไรดีคะ?

แฟนชอบยืมเงิน และตอนนี้การเงินเราก็ติดขัดแต่ไม่กล้าทวงเงินจากแฟน กลัวเขาเสียความรู้สึกทำอย่างไรดีคะ? ‘คุณม่อน (นามสมมติ)’ สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 กรกฎาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเฟี๊ยต’ เกี่ยวกับปัญหาที่ไม่กล้าทวงเงินแฟน เพราะกลัวเขาเสียความรู้สึก และกลัวกระทบความสัมพันธ์ คุณม่อนเล่าว่าคบกับแฟนมาประมาณ 5 ปี ทราบตั้งแต่แรกว่าฐานะทางบ้านแฟนไม่ค่อยดี ในช่วงแรกที่คบกัน เรื่องเงินของเขาไม่ได้กระทบคุณม่อน แต่เริ่มมามีเรื่องเงินก็ช่วงหลังเรียนจบประมาณ 1-2 ปี แฟนเป็นพนักงานรายได้ไม่เพียงพอ จำนวนเงินที่มายืมก็ไม่ได้มากมาย แต่ก็ทำให้การเงินคุณม่อนติดขัดในบางเดือน ถึงขนาดที่ต้องนำของไปขายเพื่อให้หมุนเงินทัน ส่วนใหญ่แฟนจะยืมเงินเพื่อไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อย่างการให้ออกค่าข้าวให้ก่อน รวมกันแล้วประมาณ 4,000 บาท ไม่รวมกับเงินหมื่นก้อนใหญ่ที่แฟนเคยยืมจากคุณม่อนไป ด้านคุณม่อนฐานะดีกว่าแฟน แต่ก็ไม่ได้คล่องตัวพอที่จะให้ยืมได้มากมาย คุณม่อนเพิ่งได้มาทราบว่า แฟนมีหนี้จากการที่ไปออกเดทกับคุณม่อน แฟนคุณม่อนบอกว่า ในการไปห้างที่กรุงเทพครั้งหนึ่งต้องใช้เงินประมาณ 1,000 - 2,000 บาท ซึ่งเขาไม่มี จึงต้องไปยืมมา คุณม่อนทราบเรื่องนี้เพราะแฟนใช้เหตุผลนี้ในการมาบอกเลิก เธอจึงได้ช่วยเรื่องเงินกับแฟนในการออกเดท ในตอนนี้ คุณม่อนไม่ได้ลำบากถึงขั้นที่จะต้องทวงเงินก้อนหมื่นคืน และไม่เคยตกลงกันว่าจะต้องคืนเงินเมื่อไหร่ เพราะมองว่าเมื่อเขาตั้งตัวได้ก็จะมาคืนเอง เพียงแต่คุณม่อนอยากได้เงินที่เขายืมใช้จ่ายยิบย่อยในชีวิตประจำวันคืนก่อน (จำนวนเงินไม่ได้มาก ประมาณ 1,000 - 2,000 บาท) นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเคยคุยกันไว้ว่าเมื่อเงินเดือนออกเขาจะคืนเงิน เพราะเมื่อก่อนเขาเคยคืนทีละเล็กน้อย แต่จะยืมทีละเยอะ ๆ และวนกลับมายืมใหม่ สิ่งที่ทำให้กลุ้มใจคือ เมื่อทวงเงินไปแล้ว แฟนก็ไม่ได้โกรธอะไร แต่มองว่าเขาอาจจะเสียศักดิ์ศรี เพราะเขามีปมเรื่องเงิน และยังเคยพูดกับคุณม่อนว่า ต้นทุนชีวิตเขากับคุณม่อนต่างกัน เวลาทวงเงินเขาไปแล้ว เขาจะดูเงียบ ๆ ซึ่งคุณม่อนก็ไม่แน่ใจว่าแฟนผิดหวังในตัวคุณม่อนที่ไปทวงเงินเขาหรือเปล่า ด้าน ‘ดีเจเติ้ล' และ 'ดีเจต้นหอม’ มองว่า หากเขากังวลเรื่องศักดิ์ศรี เขาจะไม่ยืมเงินเยอะและบ่อยขนาดนี้ รวมถึงเขาจะรีบหามาคืนทันที คุณม่อนเสริมว่า เธอได้ไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนก็ด่าแฟน นอกจากนี้แฟนก็เป็นคนที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีปัญหา หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้ว คุณม่อนก็กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะสามารถให้เขายืมเงินหรือช่วยเขาไปได้ตลอด ตอนนี้ยังทำได้แต่ในอนาคตอาจจะไม่ไหว เพราะตัวคุณม่อนทำงานกับที่บ้าน และทางบ้านก็ยังไม่ทราบสถานการณ์ในตอนนี้ แต่คุณม่อนสบายใจกับการเลี้ยงแฟนได้หากมีเงินมากพอ เพราะในเรื่องอื่น ๆ เขาดีจริง ๆ แต่ตอนนี้มีเงินไม่พอแล้วต้องมาทวง จนรู้สึกเป็นคนไม่ดี คุณม่อนจึงอยากถามว่าจะทวงเงินอย่างไรให้แฟนไม่เสียความรู้สึก หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด ดีเจได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเฟี๊ยต’ ว่า "หากไม่ติดปัญหาเรื่องเงิน แล้วถ้ามีเงินก็ยินดีที่จะซัพพอร์ตเขาเรื่อย ๆ ก็ไม่ติดอะไร แต่พี่ก็มองว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตคู่ในระยะยาว การที่คุณม่อนซัพพอร์ตเขาก็เป็นคนที่น่ารักแล้ว การทวงเงินคืนไม่ควรทำให้คุณม่อนรู้สึกเป็นคนไม่ดี ในทางกลับกัน ถ้าแฟนรักเราเขาก็ต้องซัพพอร์ตเราเหมือนกัน เพราะการเงินเราก็ไม่ได้แข็งแรงตลอด ตอนนี้การเงินเริ่มสะดุดจนต้องขายของแล้ว มองไประยะยาวว่าหากคุณม่อนหาเงินไม่ได้ เขาจะซัพพอร์ตได้ไหม แล้วความสัมพันธ์จะเดินหน้าต่อได้จริงมั้ย ปัญหาเรื่องเงินกระทบความสัมพันธ์แน่ ๆ ต้องเปิดใจคุยกันว่าเขาติดหนี้อะไร การที่เขาติดหนี้ทั้งก้อนใหญ่ ทั้งยืมเงินในชีวิตประจำวัน เงินเก่าก็ยังไม่มีวี่แววจะคืน นั่นแปลว่าเขามีปัญหาบางอย่าง อาการเป็นหนี้ถ้าดูจากเคสที่เคยผ่านมาเขาอาจจะติดอะไรบางอย่าง เงินที่หายไป หายไปอยู่ที่ไหน เขาหาเงินได้เท่าไหร่ เขาพยายามคืนเงินจริงไหม มีความพยายามไหม มีความตั้งใจให้เห็นหรือเปล่า สิ่งพวกนี้จะบอกได้ว่าเขาใส่ใจจริงไหม ลองคุยกันอย่างตรงไปตรงมาว่าจะจัดการปัญหาอย่างไร ไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์ก็จะไปไม่รอดด้วย" ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า "เรื่องเงินเป็นเรื่องปากท้องถ้าไม่มีมันอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาความไม่เข้าใจกันที่ปรับความสัมพันธ์กันได้ และไม่เห็นความพยายามในการพัฒนาความสัมพันธ์ไปข้างหน้ากับคน ๆ นี้ ไม่เห็นความพยายามในการหาเงินมาคืนคุณม่อน ไม่เห็นความพยายามในการพัฒนาตัวเองให้อยู่ในระดับเดียวกับคุณม่อน และศักดิ์ศรีเขาหายไปตั้งแต่ที่ยืมเงินเราจนเคยชินแล้ว วิธีการพูดกับเขาคือบอกไปว่า เรามีปัญหาเรื่องเงิน เขาก็มีปัญหาเรื่องเงิน มาช่วยกันหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดี บอกเขาไปว่าเราขัดสนเรื่องเงิน ดูว่าเขาจะช่วยเราอย่างไรได้บ้าง เขาอาจจะเข้าใจเราและพยายามหาเงินมาช่วยคุณม่อนก็ได้ เวลาเขามีปัญหาคุณม่อนพยายามที่จะช่วยเขา ถึงเวลาที่คุณม่อนมีปัญหาก็จะได้ดูว่าเขามีความพยายามในการอยากจะช่วยเหลือคุณม่อนมากน้อยขนาดไหน ถ้าเขากระตือรือร้นพยายามที่จะช่วยคุณม่อน ผู้ชายคนนี้ก็ไปต่อได้ แต่ถ้าเขาเลือกที่จะงอน ถ้าเราทำในสิ่งไม่ได้ผิดแล้วเขาขี้แพ้ ถ้าทวงเงินแล้วมองว่าเราไม่เหมาะกัน ก็เลิกกันไปเลย อีกทางเลือกคือคุณม่อนต้องเลี้ยงเขา ทำงานให้หนัก และดูแลเขา คุณม่อนเลือกได้ ในวันที่เราเดือดร้อนลองดูว่าเขาพยายามช่วยเราขนาดไหน ช่วยได้ไม่ได้ก็ดูความพยายามของเขาหน่อย กระตือรือร้นกับเรื่องของเราแค่ไหน เพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่เป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิต" สุดท้าย ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำแนะนำว่า "ไม่มีความจำเป็นต้องพยายามสรรหาเหตุผลหรือคำมาพูดให้เขารู้สึกดี เพราะการทวงเงินเขาไม่ใช่สิ่งที่ไม่สมควรทำ หรือทำให้เขาเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เลยทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยชอบธรรม สิ่งที่คุณม่อนขอจากเขายังไม่เท่ากับสิ่งที่เขาเอาไปเลยด้วยซ้ำ มันปกติมาถ้าจะพูดกับแฟนว่าเดือนนี้เราช็อตต้องเอาของไปขาย ขอเงินคืนหน่อย เขาเองต้องสำนึกได้เองว่าเขาเอาเงินเราไปเท่าไหร่ ถ้าคุณม่อนขอคืน 1,000 - 2,000 แฟนที่ดีที่ไหนจะไม่ให้ หรือแฟนที่ดีที่ไหนจะมีปัญหากับการคืนเงิน ไม่นับว่าเขามีหรือไม่มี แต่ใครจะมีทัศนคติที่ว่า ทำไมมาทวงเงิน เขาต้องละอายใจว่าเอาเงินคุณม่อนไปจนไม่มีแล้ว ทำไมถึงจะช่วยกันไม่ได้ อย่าตัวเล็กขนาดนี้เลยในการมีแฟน ต้องคุยกันได้ทุกเรื่อง และในทางกลับกัน เวลาเขามีปัญหาเรื่องเงินเขายังมาขอคุณม่อนได้ ทำไมเราจะขอเขาไม่ได้ อย่าเอาสถานะที่เขามองว่าเราอยู่สูงกว่าเขามาบีบตัวเองขนาดนั้น วันไหนไม่มีก็ต้องบอกกันไปตามตรง หรือวันไหนเราอยากให้เขาทำมาหากินมากขึ้นก็บอกเขา อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว และจากที่คุณม่อนเล่าว่าเขาต้องไปยืมเงินเพื่อมาเดท พี่มองว่าถ้าการมีแฟนทำให้ชีวิตลำบากขนาดนั้น ก็แยกย้ายกันไปทำมาหากิน และค่อยกลับมาหากันในวันที่ดีขึ้นดีกว่า"เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมอายุ 26 ตั้งใจทำงาน ลงทุนเก็บเงินไปเรื่อยๆ แพลนใช้เงินตอนอายุ 30 กว่าๆ แบบสบาย แต่เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ตอนกลับคู่อื่นเขามีรถใช้กันหมดแล้ว คู่ผมนั่ง Taxi จนรู้สึกกดดันตัวเองที่ยังไม่มีอะไรแบบคนอื่นเลยนอกจากเงินในบัญชี 7 หลัก

29 เม.ย. 2024

ผมอายุ 26 ตั้งใจทำงาน ลงทุนเก็บเงินไปเรื่อยๆ แพลนใช้เงินตอนอายุ 30 กว่าๆ แบบสบาย แต่เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ตอนกลับคู่อื่นเขามีรถใช้กันหมดแล้ว คู่ผมนั่ง Taxi จนรู้สึกกดดันตัวเองที่ยังไม่มีอะไรแบบคนอื่นเลยนอกจากเงินในบัญชี 7 หลัก

“คุณที (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [24 เม.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจพี่อ้อย - ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหาอยากจะมีเงินเก็บเยอะๆ แต่เห็นคนอื่นมีรถ เลยรู้สึกกดดันว่าต้องมีบ้าง... โดย ​“คุณที (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ต้องขอท้าวความก่อนว่า ผมมาจากครอบครัวที่ฐานะทางการเงินไม่ดีเท่าไหร่ จะพูดว่าไม่ดีเลยก็ได้ พอได้เริ่มมีงานทำ ฐานะทางการเงินก็ค่อยๆดีขึ้น แต่ว่าผมก็ยังฝังใจกับความจนที่เจอมาอยู่ พอทำงานหาเงินได้ ก็ตั้งตาตั้งหน้าเก็บเงิน มีเอาไปลงทุนบ้าง เพราะหวังว่าสักวันนึงจะได้มีความมั่นคงทางการเงิน ทำยังไงก็ได้ให้ตัวผมออกห่างจากความจนให้ได้มากที่สุด ซึ่งผมคบกันแฟนคนนึง มาได้ประมาณ 2 - 3 ปี แฟนคนนี้เป็นแฟนที่ผมรู้สึกว่าดีที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยคบใครมาเลย แต่ก็จะมีบางเรื่องที่ทำให้เราสองคนเถียงกันได้ตลอด คือ เรื่องการใช้เงิน ผมกับแฟนมีรายได้จากการทำงานใกล้เคียงกัน เวลาใช้เงินผมจะเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างตึงนิดนึง ส่วนแฟนก็จะใช้เงินแบบหย่อนกว่าผมหน่อย พูดง่ายๆเลยก็คือ เรายังหาตรงกลางที่ลงตัวไม่ค่อยเจอ แต่ผมกับแฟนก็พยายามปรับตัวเข้าหากันตลอด ผมจะเป็นคนที่วางแผนเรื่องการใช้เงินให้เขา เช่น เดือนนี้เก็บเท่านี้ดีมั้ย ช็อปปิ้งประมาณนี้นะ จะได้มีเงินเก็บบ้าง จนมีอยู่วันหนึ่ง ผมไปนัดสังสรรค์กับเพื่อนๆ โดยที่เพื่อนๆก็พาแฟนไป ตัวผมเองก็พาแฟนไปด้วยเหมือนกัน ทีนี้ตอนกลับบ้าน เพื่อนๆ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปขึ้นรถของตัวเอง มีแค่ผมกับแฟนที่เดินออกไปปากซอยเพื่อเรียกรถแท็กซี่ ตอนนั้นผมก็รู้สึกเขินๆอยู่นิดนึง เพื่อนๆ 4 - 5 คู่ เขามีรถส่วนตัวกันหมด แต่ผมไม่มี แฟนผมก็พูดประมาณว่า ทำไมเราไม่มีเหมือนคนอื่นบ้าง คนอื่นเขามีรถกันหมดเลย ผมก็พยายามอธิบายให้เขาฟังว่า ช่วงนี้อยากสร้างเนื้อสร้างตัวก่อน ถ้ามีเงินแล้ว รถจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เข้าใจความรู้สึกเขา เพราะตอนนั้นผมก็เขินเหมือนกัน เวลาที่เรามีเป้าหมายชีวิตแบบนี้ มันอาจจะไม่ได้เหมือนกับคนอื่น ผมอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า ผมควรจะมีความคิดแบบไหนที่จะไม่ให้โดนสังคมภายนอกกดดันว่า ต้องมีแบบนู้น มีแบบนี้ในเวลาอายุเท่านี้ อาจจะแนะนำความคิดทั้งตัวผมเองแล้วก็แฟนผมด้วยก็ได้ ทำยังไงให้ไม่รู้สึกว่าโดนสังคมภายนอกกดดัน? โดย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ส่วนใหญ่ความกดดันนั้น เราก็เป็นคนเอามาใส่ตัวเราเองทั้งนั้น เพื่อนก็ไม่ได้ถามคุณทีว่า ทำไมไม่มีรถล่ะ ซื้อรถสิ ก็ไม่มีใครบอกรึป่าว แต่คนที่มองรถที่ขับออกไป แล้วก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ก็เป็นตัวเราเอง ที่คุณทีรู้สึกเป็นส่วนน้อยเพราะว่า มันทำยากเพราะคนสมัยนี้ก็วัตถุนิยม มีนู่นมีนี่ แต่คนที่คิดได้อย่างคุณที มีวิธีการดำเนินชีวิตที่ชัดเจน คุณทีอาจจะรู้สึกว่าน้อย แต่มันไม่ได้แปลว่าดีหรือไม่ดี ถ้าเรามีวิธีคิดแล้วมันพิสูจน์ได้จริง ณ ตอนนี้เราไม่ได้มีรถแต่เราก็ใช้ชีวิตอยู่ได้ แล้วเงินเก็บเราก็เพิ่มพูนมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าจะทำยังไง มีวิธีคิดยังไง เพื่อให้ปัจจัยอื่นๆในสังคมไม่มากดดันเรา เราก็ต้องไม่ไปเอามันมากดดันตัวเอง ในเคสของคุณที คือ การเอาสิ่งนั้นๆ มากดดันตัวเอง โดยที่ปัจจัยภายนอกมันไม่ได้มากดดันคุณทีเท่าไหร่ คุณทีต้องคิดว่ารถคันหนึ่ง กับ เป้าหมายที่คุณวางไว้อันไหนสำคัญกว่า โลกยุคนี้ถูกดำเนินด้วยสื่อโซเชียล มันทำให้ชีวิตของคนอื่น มามีผลต่อชีวิตของเรามากมาย ซึ่งมันเป็นกันทั้งโลก แล้วถ้าคุณทีจะเป็นหนึ่งในคนที่ไม่เป็นแบบนั้น ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ แล้วก็ให้เวลามันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งต่างๆที่เราตั้งใจอดออมเก็บเงิน สุดท้ายแล้วมันออกดอกออกผลในอนาคต’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คุณทีพึ่งอายุ 26 เอง การที่ยังไม่มีรถในวัยนี้ พวกพี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่พี่เผือกพูดก็ถูก ตอนนี้โลกมันมีการแข่งขันกันมาก เปิดโซเชียลมาก็เจอคนโชว์ไลฟสไตล์ชีวิตที่มีความสุข ซึ่งบางทีเราก็เคยได้ยินที่เขาพูดกันว่า ไม่มีใครโชว์ความทุกข์ของตัวเองให้คนอื่นเห็นหรอก เขาเลือกด้านที่ดีให้คนอื่นเห็นอยู่แล้ว ซึ่งมันก็อาจจะมีผลที่ทำให้คนต้องแข่งขันกัน แต่ทุกวันนี้พี่ว่าคนเขาเคารพความเป็นแบบปัจเจกของคนมากกว่า มันไม่ได้มาตัดสินว่า คุณมีอายุเท่านี้ คุณจะต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ความคิดแบบนี้มันเคยมีในสมัยพวกพี่ ต้องทำงานมีเงิน มีบ้าน รับราชการ เหมือนโลกทุกวันนี้มันหลากหลายมาก แล้วคนก็เคารพกันมากขึ้นด้วย คุณจะทำอะไรมันคือสิทธิ์ของคุณ ถึงคุณจะไม่ได้ทำงานสำเร็จ และถึงคุณจะมีอาชีพเล็กๆ แต่คุณมีความสุข นั่นก็คือสิทธิ์ของคุณ หรือคุณจะเป็นนักธุรกิจยิ่งใหญ่ มันก็คือสิทธิ์ของคุณทั้งหมด เพียงแต่คุณมีความสุขรึป่าวกับสิ่งที่คุณเป็น แค่นั้นเอง และที่คุณทีบอกว่า ผมเขินที่จะต้องไปเรียกรถแท็กซี่ พี่จะให้ดูพี่เป็นตัวอย่าง พี่ต้องบอกยามให้เรียกรถแท็กซี่ให้ในทุกวันที่พี่มาจัดรายการ เพื่อนพี่ทุกคน ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม มีรถกันหมด ส่วนพี่เดินข้ามถนนไปเรียกรถหน้าตึกแกรมมี่กลับบ้าน แต่พี่ก็รู้สึกว่าพี่ไม่ได้จะเขินอะไรนะ เพราะนั่นมันคือวิถีที่เราเลือกแล้ว พี่ก็มีความสุขกับสิ่งที่พี่เลือกแบบนี้ เพราะงั้นถ้าคุณทีเลือกที่จะเก็บเงิน ซึ่งมันก็เป็นวิธีที่ดีต่อชีวิตคุณทีด้วย คุณทีต้องไม่ทำให้อะไรเหล่านี้มาทำให้เราแบบไขว้เขว เพราะสิ่งที่คุณทีคิดและทำมาตลอด เรื่องที่เลือกจะเก็บเงิน ต้องภูมิใจในตัวเองมากๆเลยนะ ตอนที่พี่อายุเท่าคุณทีเงินในบัญชีพี่ติดลบ แต่คุณทีมีเงินเยอะขนาดนี้ แล้วทำไมปล่อยให้เรื่องแค่ว่า เราไม่มีรถ เราต้องไปเรียกรถแท็กซี่มากวนใจ พี่ว่าคุณทีต้องแข็งแกร่งกว่านี้ และพี่ไม่อยากให้คุณทีคิดแบบนั้น ให้เลือกว่าเรามีความสุขแบบไหนดีกว่า’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ความสุขไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีอะไร มันอยู่ที่ว่าเรารู้สึกยังไงกับสิ่งที่เรามีมากกว่า ทุกคนมีสไตล์ และมีความสุขเป็นของตัวเอง คนอื่นถือแบรนด์เนม ถ้าคุณไม่ได้ถือแบรด์เนม ก็ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ คนมีเงินเยอะแยะมากมาย ที่ไม่ได้เอาเงินไปซื้อแบรนด์เนม แต่เขาอาจจะเอาเงินของเขาลงกับการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นความสุขของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน พี่ว่ามันหมดยุคแห่งการที่บอกว่า มีรถ ถือว่าคือมีชีวิตที่ดี หรือแสดงให้เห็นว่าเพราะสถานะทางการเงินดีถึงมีรถได้ แต่พี่ไม่รู้สึกแบบนั้น เพราะฉะนั้นวันนี้ การที่คุณทีบอกว่า โดนสังคมกดดัน พี่ว่าไม่ใช่ คุณทีต่างหากที่กดดันตัวเองและเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสังคม ทุกคนมีมาตรฐานเป็นของตัวเอง และบางทีชีวิตคนอื่นมองอยู่ไกลๆยังไงก็สวย พออยู่ด้วยอาจจะเป็นอีกแบบ พี่รู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นคือ เราต่างหากที่กำลังด้อยค่าชีวิตของเราเองอยู่ สมมติว่าคุณทีไปไหนกับแฟน แล้วแฟนถามว่า เมื่อไหร่เราจะมีรถเหมือนกับคนอื่นเขาบ้างนะ บางคนเขามองชีวิตของคุณทีคือ ดูสิเขาได้เดินกลับบ้านกับแฟนอ่ะ เห็นมั้ยทุกคนมีมุมน่าอิจฉา และมุมที่น่าสงสารของตัวเองที่แตกต่างกันไป เรามัวแต่ไปมองมุมน่าอิจฉาของคนอื่นใหญ่โต แล้วเห็นน่าสงสารของตัวเองใหญ่กว่า ทั้งหมดอยู่ที่วิธีคิด และสังคมที่คุณทีบอกก็ไม่ใช่สังคมทั้งหมดด้วยนะ คุณทีไปเห็นในกลุ่มเพื่อนเท่านั้น แล้วก็คิดว่านี่คือสังคมในกลุ่มใหญ่ พี่คิดว่าชีวิตของคนเรามันง่ายแค่ว่า คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงให้พอเถอะ คุณจะได้มีแรงในการหาเงิน แต่ถ้าวันนี้สุขภาพไม่แข็งแรง มีเงินแต่ต้องเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาโรงพยาบาล ก็ไม่คุ้มกับชีวิตที่ต้องเหนื่อยมาก่อนหน้านี้ พี่ว่าความสุขของเรามันง่ายแค่นี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-