คุณยายป่วยหนักมาก ท่านอาการแย่ลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นไม่ได้สามารถเคี้ยวอาหารเองได้ เห็นท่านทรมานแบบนี้ เราเลยคิดว่า ไม่อยากให้คุณยายอยู่บนโลกใบนี้ต่อแล้ว เราคิดแบบนี้ มันผิดมั้ยคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คุณยายป่วยหนักมาก ท่านอาการแย่ลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นไม่ได้สามารถเคี้ยวอาหารเองได้ เห็นท่านทรมานแบบนี้ เราเลยคิดว่า ไม่อยากให้คุณยายอยู่บนโลกใบนี้ต่อแล้ว เราคิดแบบนี้ มันผิดมั้ยคะ?

26 มิ.ย. 2026

คุณยายป่วยหนักมาก ท่านอาการแย่ลงเรื่อย ๆ 

ถึงขั้นไม่ได้สามารถเคี้ยวอาหารเองได้

เห็นท่านทรมานแบบนี้ เราเลยคิดว่า

ไม่อยากให้คุณยายอยู่บนโลกใบนี้ต่อแล้ว

เราคิดแบบนี้ มันผิดมั้ยคะ? 

      ‘คุณบี’ (นามสมมติ) สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษาจาก ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจพี่อ้อย และ หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เรื่องความรู้สึกที่ติดอยู่ในใจว่าเธอนั้นผิดหรือไม่ ที่คิดว่าไม่อยากให้คุณยายอยู่บนโลกใบนี้แล้ว 

      ‘คุณบี’ อายุ 25 ปี เล่าว่า เธอเติบโตมากับคุณยาย ท่านเป็นคนเก่ง ฉลาด และเคยได้ทุนเล่าเรียนหลวง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณยายก็อายุมากขึ้น สุขภาพก็อ่อนแอลงจนเดินไม่ไหว จากที่เคยไปเดินเที่ยวด้วยกันบ่อย ๆ คุณยายก็เปลี่ยนมานั่งรถเข็นแทน 

      เมื่อ 2 ปีที่ผ่าน ท่านก็เริ่มป่วยเป็นอัลไซเมอร์ อาการทางสมองทรุดหนักลงไปอีกหลังจากถูกคอลเซ็นเตอร์หลอกเงินไป 2 แสนบาท อาการของท่านทรุดลงจนทำให้ล้มบ่อยมากขึ้นกว่าเดิม เพราะท่านได้ยินเสียงแว่วว่ามีคนเรียกจึงเดินออกไปแบบไม่ได้ใช้ไม้เท้า

      จนกระทั่งเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ท่านกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งก่อนหน้านี้คุณยายเคยบอกเสมอว่าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์แบบเพื่อน ๆ ของท่าน และสั่งไว้ชัดเจนว่า “ถ้าเป็นอะไรไป อย่าเอาสายมาเจาะ อย่ามายุ่งกับร่างกายของฉัน” แต่พออาการทางสมองแย่ลงจนถึงขั้นเคี้ยวและกลืนอาหารไม่ได้ หมอจึงแนะนำให้ใส่ท่ออาหารทางจมูก ซึ่งในวันที่ใส่ท่ออาหารก็มีเลือดพุ่งย้อนออกมา ทั้งนี้ คุณยายยังมีอาการน้ำท่วมปอดทำให้ต้องเจาะเลือดทุกวัน และยังต้องพักรักษาตัวอยู่ในห้องพิเศษที่มีเวลาเข้าเยี่ยมจำกัด ทำให้เมื่อคุณยายตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบใคร ท่านก็ตัดพ้อว่าไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ ท่านเลย นอกจากนี้ท่านยังเคยบอกไว้ด้วยว่า อยากให้หยุดการรักษาท่านได้แล้ว 

      เมื่อคุณบีเข้าไปเยี่ยมคุณยายก็เห็นว่าร่างกายของท่านดูทรมาน มือบวม เท้าบวม และไม่มีแรงขยับร่างกาย เธอคิดว่าคุณยายต้องทรมานเป็นอย่างมาก และคิดว่าหากเป็นท่าน ท่านคงไม่อยากให้ตัวเองมีสภาพแบบนี้อย่างแน่นอน นั่นทำให้เธอคิดต่อว่า เธออยากให้ท่านจากไปอย่างสงบตามที่ท่านเคยบอกกับเธอไว้ 

      และถึงแม้ในตอนนี้คุณยายจะจากไปได้ 2 สัปดาห์แล้ว แต่คุณบีก็รู้สึกผิดที่มีความคิดเช่นนั้น เธอจึงอยากถามทุกคนว่า เธอผิดหรือไม่ที่คิดอยากให้คุณยายจากไป 

      ทางด้านเหล่าดีเจและคุณหมอก็ให้คำปรึกษาและยืนยันว่าสิ่งที่คุณบีคิดนั้นไม่ผิดอะไรเลย โดยเริ่มจาก ‘ดีเจเผือก’ ที่ให้มุมมองว่า “ในสถานการณ์นั้นทุกคนย่อมตัดสินใจในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดอยู่แล้ว การที่คุณบีรู้สึกแบบนี้มันไม่ผิดเลย เพราะเราได้สัมผัสและดูแลท่านในจุดที่คนอื่นไม่ได้เห็น แต่ก็ใจเขาใจเรา คนอื่น (ญาติคนอื่น) ก็มีวิธีคิดที่อยากจะให้คุณยายดีขึ้นในแบบของเขา เพราะฉะนั้นแล้ว สำหรับพี่ ความคิดของบีไม่ได้ผิดอะไรเลย”

      ต่อด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ที่เสริมต่อว่า “ตัวพี่เองก็ค่อนข้างที่จะมีความคิดเหมือนกับคุณบี อีกทั้งคุณยายก็ได้แสดงเจตจำนงของตัวเองไว้ชัดเจนแล้ว โรคนี้มันกัดกินจนท่านไม่ใช่ท่านคนเดิม การที่คุณบีอยากให้ท่านสบายและไม่อยากเห็นท่านทรมานจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร”

      ต่อด้วย ‘ดีเจพี่อ้อย’ ที่เสริมต่อและพูดถึงเรื่อง Living Will (หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตที่บุคคลได้แสดงถึงรูปแบบหรือแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่ตนต้องการไว้ล่วงหน้า) มาประกอบอีกว่า “บางทีในช่วงลมหายใจสุดท้ายของชีวิตมันเป็นการตัดสินใจของคนอื่นทั้งหมด ดังนั้นการยื้อชีวิตต้องดูว่าตอนที่ท่านอยู่ท่านมีความสุขมั้ย การที่คุณบีคิดแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราสั่งไม่ให้ท่านอยู่ต่อบนโลกนี้ แต่ทุกอย่างมันเป็นไปตามกระบวนการของร่างกาย”

      และสุดท้ายปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ ว่า “มีคนที่มีความรู้สึกแบบนี้และมาระบายเยอะมาก ความรู้สึกนี้มาจากความรักและไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่อยู่ที่ว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อไปมากกว่า ขอให้คุณบีใช้ชีวิตให้มีความสุข และทำในสิ่งที่คุณยายอยากให้ทำ ซึ่งตัวหมอเองก็เชื่อว่าคุณยายมองลงมาก็จะต้องรับรู้และภูมิใจในตัวคุณบีอย่างแน่นอน”

      ปิดท้ายด้วยดีเจทุกคนก็ช่วยกันเสริมว่า หลังจากนี้ก็ไม่อยากให้คุณบีต้องมารู้สึกแย่กับตัวเองแล้ว

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ทุกครั้งที่ผมมีแฟน ผมรักแฟนของผมมาก แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสผมก็จะนัดไปมีอะไรกับคนอื่น โดยที่แฟนไม่รู้เลย เพราะผมคิดว่าถ้าแฟนไม่รู้ก็ไม่ผิดรึเปล่า แต่ทุกคนที่ผมนอนกับเขาผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เพราะผมรักแฟนของผมคนเดียว

13 มี.ค. 2025

ทุกครั้งที่ผมมีแฟน ผมรักแฟนของผมมาก แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสผมก็จะนัดไปมีอะไรกับคนอื่น โดยที่แฟนไม่รู้เลย เพราะผมคิดว่าถ้าแฟนไม่รู้ก็ไม่ผิดรึเปล่า แต่ทุกคนที่ผมนอนกับเขาผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เพราะผมรักแฟนของผมคนเดียว

ทุกครั้งที่ผมมีแฟน ผมรักแฟนของผมมาก แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสผมก็จะนัดไปมีอะไรกับคนอื่นโดยที่แฟนไม่รู้เลย เพราะผมคิดว่าถ้าแฟนไม่รู้ก็ไม่ผิดรึเปล่าแต่ทุกคนที่ผมนอนกับเขาผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลยเพราะผมรักแฟนของผมคนเดียว อยากหยุดพฤติกรรมนี้ ควรจะเริ่มจากอะไรดีครับ? “คุณนัท (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 มีนาคม 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจอ๋อง – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหามีแฟนอยู่แล้ว แต่ยังไปมีอะไรกับคนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส โดย “คุณนัท (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมมีแฟนเป็นผู้ชาย ตั้งแต่แฟนคนแรก ก็เป็นแฟนที่ผมรักมาก เพราะมันเป็นรักแรก ทุกอย่างก็อาจจะจับผิด จับถูก แต่ทุกครั้งเลยที่ผมมีแฟน ถ้ามีโอกาสผมก็จะนัดเจอกับคนอื่นหรือว่ามีเซ็กส์กับคนอื่นทุกครั้ง ถ้าโดนจับได้ แล้วแฟนให้อภัย ผมก็ยังเลือกที่จะรักแฟนต่อ แต่แฟนคนแรกไม่ได้โชคดี เพราะเขารับไม่ได้เลยเลิกกันไป พอมาแฟนคนที่สอง ผมก็รักมาก ยังรู้สึก appreciate กับแฟนเสมอ แต่ทุกครั้งที่มีโอกาส ผมก็จะนัดกับคนอื่น ไม่ใช่แค่นัดมีเซ็กซ์อย่างเดียว แต่จะนัดเจอหาเพื่อนทานข้าว นัดแฮงค์เอ้าท์กัน แต่ว่าที่นัดกันไม่ใช่เพื่อนของผม ผมจะหาคนแปลกหน้าคนอื่น และเป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ จนกระทั้งถึงแฟนคนปัจจุบัน ที่คบกันได้จะ 3 ปีแล้ว ช่วงแรกๆ ที่คุยกันเหมือนความสัมพันธ์มันยังไม่ชัดเจน เราก็รู้สึกฟรีสไตล์อยู่แล้ว จะเจอใครก็ได้ และตั้งแต่แฟนคนแรกจนถึงคนนี้ มันไม่เกี่ยวกับช่วงเวลา ถึงจะเป็นการจีบกันตั้งแต่เดือนแรกๆ ผมก็จะสามารถไปมีอะไรกับคนอื่นได้ ผมไม่มีช่วงโปรโมชั่นเลย ผมจะคุยกับเขาบอกฝันดี อะไรเสร็จ พอมีเวลา ผมก็จะไปดื่ม ไปกับคนอื่น ยกเว้นตอนคบกับแฟนคนแรก ผมยังรู้สึกแบบไม่กล้าทำ และจะมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมลองทำ มันรู้สึกตื่นเต้น ตั้งแต่นั้นมามันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมทำแบบนั้น ทุกวันนี้ผมก็ยังอยู่กับแฟน เขาจะไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านเขากับคอนโดผม แฟนไม่รู้เลยว่าผมไปมีอะไรกับคนอื่น เขาก็เคยจับได้ 1 ครั้ง แล้วเขาก็ให้อภัย และอีก 1 ครั้ง คือเกือบจะจับได้ แต่ผมก็บอกไปว่านั้นเป็นเพื่อนผมจริงๆ เพราะตอนที่จับได้ตอนนั้นคือการไป แฮงค์เอ้าท์ แต่ตัวผมเวลาที่มีโอกาส ไม่ว่าแฟนจะกลับบ้านหรืออยู่ห่างกัน ผมก็จะมีเพื่อนที่แฮงค์เอ้าท์หรือว่ามีเซ็กส์กันได้ และก็ไม่ใช่คนเดิม เวลาที่ผมจะปรึกษาเพื่อน หรือคนรอบตัว เพื่อนก็จะเป็นสไตล์ประมาณว่า ไม่ได้เบลม ไม่ได้ห้ามอะไร ก็จะกลางๆ ผมเลยไม่ได้มองมุมอื่นว่าจะมีคนที่รู้สึกแบบนี้ไหม แล้วผมอยากรู้ว่า จะเริ่มจากอะไร ถ้าเราไม่อยากทำแบบนี้แล้ว แล้วเหตุผลอะไรที่เราต้องไม่ทำแล้ว การที่ผมเหงาแล้วนัดกับคนอื่นตลอด อยากเจอคนอื่น หรือว่ามีเซ็กส์ ผมรู้สึกว่าถ้าแฟนจับไม่ได้มันก็ดูไม่ได้มีอะไร ด้วยความที่ผมรู้ว่าเขาจะจับผมได้ด้วยอะไร และก็คำพูดอะไรที่เขาจะยอมใจอ่อน แต่ผมก็ยังไม่ได้นึกภาพวันนั้นว่าเขาจะจับได้ แล้วเลิกกับผมเลยหรือเปล่า แล้วเรื่องเซ็กส์กับแฟน แรกๆ มันก็บ่อย แต่พอมาหลังๆ ก็ยังมีอยู่ มันก็ไม่แย่ แฟนก็ไม่ได้รู้สึกว่าผมทำแย่ และผมก็ยังแฮปปี้ทุกครั้งที่มีอะไรกับเขาอยู่ แต่ก็ไม่ได้บ่อยครั้งเหมือนเมื่อก่อน ด้วยความที่แฟนผมก็งานยุ่ง ยิ่งตอนทำงานต่างคนก็ต่างยุ่ง คือ เลิกงานมามันก็เหนื่อย แต่ว่าบางครั้ง สมมติว่าผมไปเจอคนอื่นมาแล้ว หรือว่าไปทำกับคนอื่นมาแล้ว พอกลับมามันก็ไม่ได้อยากจะมีอะไรกับเขา เพราะว่าเราก็เหนื่อยแล้ว ซึ่งผมก็เปิดเผยตัวแฟนกับที่บ้านอยู่แล้ว คือผมก็อยากมีแฟน อยากไปไหนมาไหน แล้วมีแบบว่าคนนี้นะ คือแฟนเรา อะไรแบบนี้ และผมก็รักแฟนมาก เพราะทุกครั้งผมไม่เคยคิดที่จะหนีคนนี้ไปคบกับใคร ที่เคยไปเจอกันเลย ต้องบอกว่าจริงๆ ผมรู้สึกเหงาทุกครั้งที่อยู่คนเดียว เพราะมันก็จะมีบางอย่างที่ผมขาดไปในตอนเด็ก เรื่องปมในตอนเด็ก คือ ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนขี้น้อยใจ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ผมเป็นลูกคนสุดท้อง ซึ่งผมเป็นลูกคนเดียวที่พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยง เนื่องจากช่วงที่ผมเกินเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี พ่อกับแม่ต้องทำงานหนักมาก ผมเป็นคนเดียวที่ถูกจ้างเลี้ยงและอยู่ห่างไกลจากคุณพ่อคุณแม่ แบบกินนอนอยู่กับคนที่เลี้ยง ทุกคนนี้ก็ยังติดต่อกับคนที่เลี้ยงผมอยู่และสนิทกับเขามาก แต่บางทีผมก็รู้สึกว่า ผมน้อยใจที่พอไปเปิดรูปตอนเด็กๆ จะมีรูปที่พ่อแม่อยู่กับพี่สาวพี่ชายทุกรูปเลย และตอนที่ผมเป็นเด็ก ก็ไม่มีรูปผมเลย ซึ่งน้อยมากๆ พอเทียบกับพี่สาวพี่ชาย เช่น ตอนที่พี่ๆ รับบัณฑิตจะมีรูปคู่ตลอด และคือ พี่สาวคนกลางเขาจะได้รับความเป็นห่วงจากครอบครัวมาก หรือว่าผมคิดไปเอง ผมก็ไม่แน่ใจ ซึ่งต่างจากผมเลย มันเป็นคนรู้สึกด้วยที่ตอนเด็กๆ ผมรู้ว่านี่คือ พ่อกับแม่นะ แต่ผมไม่ได้นอนกับพวกเขาเลย รู้แค่ว่าตอนเย็นเขาก็จะมารับผมกลับบ้าน มันเลยยังรู้สึกน้อยใจจนถึงทุกวันนี้ ผมก็พยายามคิดว่ามันเกี่ยวกันหรือเปล่า แต่พอมาจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังแอบรู้สึกว่า ถ้าสมมติว่าเขาจับได้ อาจจะไปกันไม่รอดแล้ว และตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็แล้วแต่ ผมจะโรแมนติกมาก ทำทุกอย่างให้เขา จากใจจริงๆ ไม่ใช่ทำเพื่อกลบความผิด แต่เวลาที่เขาไม่อยู่ เขากลับบ้านหลายวันอะไรแบบนี้ ผมก็ไม่อยากอยู่คนเดียว แต่ถ้าเกิดแฟนผมไปมีอะไรกับคนอื่น ผมว่าผมก็คงไม่โอเค แล้วคิดว่าเขาก็คงจะไม่ทำ ผมอยากจะปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า ถ้าผมจะหยุด ผมควรจะเริ่มจากอะไรดี และการหยุดของผมเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ใช่ไหมครับ?’ เริ่มที่ “ดีเจอ๋อง” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘หลังจากนี้ ถ้าเราเหงาและอยากไปมีอะไรกับคนอื่น ลองเปลี่ยนไปทำในสิ่งที่เราชอบและมีคุณค่าในชีวิตแทนดีไหม?’เพราะบางครั้ง ความเหงาอาจมาจากความไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกดีไม่พอ หรือไม่สามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างสบายใจ จึงพยายามหาคนอื่นมาช่วยเติมเต็มให้รู้สึกว่ามีค่าและได้รับความสนใจ แต่จริง ๆ แล้วคุณค่าในตัวเองไม่ได้ขึ้นอยู่กับการได้รับความสนใจจากคนอื่น เราสามารถเติมเต็มตัวเองได้ด้วยสิ่งที่มีความหมายในชีวิต และที่สำคัญ อย่าลืมนึกถึงแฟนของเราด้วย อย่ามัวแต่พยายามทำให้คนอื่นมีความสุขจนลืมใส่ใจคนที่อยู่ข้าง ๆ’ ต่อมา “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คำว่าแฟนต้องแฟร์ มันมีคู่หลาย ๆ คู่นะที่รักกันแล้วก็ไปมีอะไรกับคนอื่นได้ แต่อันนั้นต้องเกิดภายใต้เงื่อนไขว่า ทุกฝ่ายต้องรู้ แต่อันนี้น้องปิดบังแฟน พี่กลับรู้สึกว่าถ้ามีแฟนแล้วเอาไว้หลอก อย่างงั้นก่อนจะเลิกมีเซ็กพล้ำเพื่อ พี่ว่าน้องเลิกกับแฟนก่อนดีกว่า คำว่าแฟนไม่ได้เป็นเครื่องประดับ ว่ามีคนนี้เป็นแฟนแล้วจบ แต่การเป็นแฟนคือการที่เรารับผิดชอบความรู้สึกซึ่งกันและกัน ทั้งต่อหน้าและรับหลัง คนทุกคนอยากได้ความจริงใจ อย่าเอาความหลายใจไปแลกกับความรัก เพราะมันแลกกันไม่ได้’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คำถามที่นัทโทรมาถามว่า “การหยุดเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องดีใช่ไหม?” ถ้าจุดเริ่มต้นคือคำถามนี้ ว่าอะไรดีหรือไม่ดี นั่นถือว่าหนักเลยนะ… เพราะคนเราจะหยุดบางอย่างได้เพราะสองเหตุผลหลัก ๆ คือ เราคิดได้ และ หยุดเพื่อใครสักคน แต่ถ้านัททำไม่ได้สักอย่าง การหยุดอาจไม่ใช่คำตอบของนัทก็ได้ ลองตกลงกับตัวเองให้ดีว่าต้องการอะไรจริง ๆ”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมือง มาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพส ตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่

30 มิ.ย. 2025

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมือง มาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพส ตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่

พ่อหนู เขาชอบเอาเฟซบุ๊กของแม่ไปเล่น แล้วโพสอะไรที่เสี่ยงโดนทัวร์ลง เอาสถานการณ์บ้านเมืองมาทำเป็นเรื่องตลก บอกพ่อแล้ว แต่พ่อให้เหตุผลว่า เฟซบุ๊กแม่เพื่อนเยอะ พ่อก็เลยอยากโพสตอนนี้หนูเป็นห่วงแม่ว่า ถ้าพ่อยังทำต่ออีกเรื่อยๆ อนาคตอาจจะเกิดกระทบต่อแม่ได้เรื่องนี้ปรึกษาพี่ชายแล้ว พี่ชายบอกว่า ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับพ่อ ปล่อยให้เขาทำไปแต่หนูเห็นโพสแล้วก็อดเป็นห่วงแม่ไม่ได้ “คุณก้าน (นามสมมติ)” สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาพ่อเอาเฟซบุ๊กแม่มาโพสต์สุ่มเสี่ยง โดย “คุณก้าน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘พ่อชอบเอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์เล่น แล้วโพสต์ล่าสุดจริง ๆ มันเป็นเหมือนโพสต์ตลก แต่หนูรู้สึกว่ามันสุ่มเสี่ยง เพราะมันเกี่ยวกับบ้านเมือง หนูเลยค่อนข้างเป็นห่วงแม่ เพราะมันไม่ใช่แนวที่แม่จะทำ ปกติแม่ลงแต่เรื่องผ้าปัก หนูจึงถามพ่อ เขาให้เหตุผลมาว่า “เขาเพื่อนในเฟสน้อย อยากให้แม่ลองโพสต์อะไรออกสื่อบ้าง” ซึ่งตอนโพสต์แม่น่าจะรู้ เพราะเหมือนก่อนหน้านี้ พ่อได้เอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์เกี่ยวกับเรื่องไปเที่ยว ในส่วนนี้หนูไม่ติดอะไร ตอนแรกที่เห็น หนูคิดว่าพ่อโพสต์ จึงไม่ได้อะไร เพราะปกติพ่อเขาเป็นคนตลก แต่จะเจ้าอารมณ์หน่อย แล้วหนูพึ่งมาเห็นว่าเป็นเฟซบุ๊กแม่ที่โพสต์ หนูจึงทักไปถามพ่อว่า “ทำไมไม่เอาเฟซบุ๊กตัวเองโพสต์ มันไม่ควรหรือเปล่า ทำไมถึงเอาเฟซบุ๊กแม่ไปโพสต์แบบนั้น” พ่อจึงตอบกลับแนวประชด ๆ กวน ๆ มาประมาณว่า “พ่อก็โพสต์ไปแบบขำ ๆ อย่าซีเรียส ใครไม่โอเคก็เรื่องของเขา” แต่กลายเป็นว่าตัวของหนูเองที่ไม่โอเค จึงพูดกับพ่อไปว่า “ลูกไม่โอเค คือ ลูกต้องต้องไปจัดการตัวเองใช่ไหม” พ่อจึงตอบกลับมาว่า “ถูกต้อง” หนูยังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับแม่เลย เพราะเขาอยู่ด้วยกันสองคนที่ต่างจังหวัด ส่วนหนูอยู่กรุงเทพ พ่อเขาจะเป็นคนเอาโทรศัพท์ของแม่ไปเล่นเป็นเหมือนของตัวเองเลย ก่อนหน้านี้พ่อเขาไม่ได้โพสต์เชิงนี้ มีแต่โพสต์รูปไปเที่ยว, เช็คอิน แค่นั้นเลย แต่จะใช้เฟซบุ๊กแม่ลง อีกทั้งพ่อเขาจะเอาเฟซบุ๊กตัวเองไปเมนต์ในโพสที่ลงในเฟซบุ๊กแม่อีกที คือเจตนาของหนูคือหนูแค่เป็นห่วงแม่เฉย ๆ กลัวในอนาคตเผื่อพ่อไปทำอะไรมากกว่านี้มันจะมีปัญหา คือถ้าโพสต์ไปอยู่ในเฟซบุ๊กพ่อหนูจะไม่อะไรเลย รวมถึงจริง ๆ พ่อเขาเป็นข้าราชการเกษียณ หนูเลยค่อนข้างห่วงเขาด้วย’ โดยดีเจทั้งสาม (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘จริง ๆ พ่อเขาคงตั้งใจให้มันเป็น comedy แต่ว่าข้อความและแคปชั่น มันค่อนข้าง sensitive ซึ่งจริง ๆ หนูควรบอกเขาเรื่องนี้ อย่างแรกคือ ควรเริ่มต้นคุยกับแม่ก่อนว่า “แม่โอเคไหม กลัวไหม” ซึ่งถ้าแม่บอกกลับมาว่า “โอ๊ย แม่ชอบ แม่ก็ขำด้วยเนี่ย” แบบนี้ก้านจะทำอย่างไร คงทำได้เพียงแค่เตือนไปว่า “โพสต์อะไร ให้ระวัง ๆ หน่อย” หรืออาจจะต้องพูดบอกทั้งแม่และพ่อไปว่า“เรื่องนี้มันค่อนข้างเสี่ยงมาก หากมีคนไม่หวังดี เอาไป เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องไป อย่าไปเล่นเรื่องนี้ ข้อความมันแรงไปหน่อย ไปเล่นเรื่องอื่นแทน จริง ๆ มันแก้แค่ไม่กี่คำ แค่ดึงบางคำออกมันจะเซฟขึ้นเยอะ แต่นึกภาพออกนะว่าคนแก่ อาจจะอารมณ์ขันประมาณนี้ พี่แนะนำคือ เตือนพ่อได้ ซึ่งพ่ออาจจะเข้าใจ แต่เขาอาจจะตอบกวน ๆ กลับมา แต่ว่าอนาคตเขาอาจจะระวังขึ้น ถ้าเขาไม่ระวัง หากเขาโดนทัวร์ลงครั้งนึง เดี๋ยวเขาจะระวังขึ้นเอง อาจจะรีพอร์ต ลบโพสต์เฟซบุ๊กแม่ หรือไม่ก็ไปแก้ไขโพสต์ให้เป็น privacy ให้เห็นแค่ only me เลย เขาจับไม่ได้หรอก อีกทั้งหนูเองอยู่ไกลแม่ ไม่สามารถ control ได้ หนูอาจจะต้องสอนแม่อีกที มันสามารถจัดการได้คุณก้าน ลองคุยดูนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราเป็นทอม เคยเลิกกับแฟนคนนี้ไปครั้งนึง พอกลับมาคบกันอีกรอบ อยู่ๆ แฟนเราเปิดตัว แฟนผู้ชายอีกคนกับครอบครัวของเขา เราก็เลยอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ เวลาผู้ชายมานอนที่ห้องแฟน เราก็จะหลบออกไปอยู่ข้างนอก เราอยากทดสอบว่าผู้ชายคนใหม่ของแฟนจะดีจริงไหม?

23 ก.ย. 2025

เราเป็นทอม เคยเลิกกับแฟนคนนี้ไปครั้งนึง พอกลับมาคบกันอีกรอบ อยู่ๆ แฟนเราเปิดตัว แฟนผู้ชายอีกคนกับครอบครัวของเขา เราก็เลยอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ เวลาผู้ชายมานอนที่ห้องแฟน เราก็จะหลบออกไปอยู่ข้างนอก เราอยากทดสอบว่าผู้ชายคนใหม่ของแฟนจะดีจริงไหม?

เราเป็นทอม เคยเลิกกับแฟนคนนี้ไปครั้งนึง พอกลับมาคบกันอีกรอบ อยู่ๆ แฟนเราเปิดตัวแฟนผู้ชายอีกคนกับครอบครัวของเขา เราก็เลยอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ เวลาผู้ชายมานอนที่ห้องแฟนเราก็จะหลบออกไปอยู่ข้างนอก เราอยากทดสอบว่าผู้ชายคนใหม่ของแฟนจะดีจริงไหม?เลยสร้างแอคหลุมเป็นผู้หญิงสวยๆ ไปฟอลผู้ชายคนนั้น ปรากฎว่าผู้ชายคนใหม่ของแฟนเราทักแอคหลุมเรามา คุยกันมาเรื่อยๆ จนผู้ชายขอคอลด้วย เราก็จะต้องดัดเสียงเป็นผู้หญิงคุยกับเขาจนผู้ชายคนนั้นจริงจังกับแอคหลุมที่เราสร้างขึ้นมา พอเราเอาแชทนี้ไปให้แฟนดู แฟนก็เสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่แฟนเราก็เลือกที่จะ “ไม่ตัดใครเลย คบทั้งเราและผู้ชายคนนั้น” “คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี เป็นสายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [17 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องที่แฟนไปคบกับผู้ชายคนอื่นโดยที่ยังไม่เลิกกับเรา และยังพาไปเปิดตัวกับที่บ้านอีกด้วย โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนเราที่เป็นผู้หญิงพาผู้ชายไปเปิดตัวกับที่บ้านโดยที่เราก็ยังอยู่ด้วยกัน คือก่อนหน้านี้เราอยู่กันแล้วก็ห่างกันไปเพราะว่าเราไปทำงานต่างจังหวัด ในตอนนั้นคิดว่าเราเลิกกันแล้ว แต่สุดท้ายก็กลับมาคบกันเพราะเขานั้นอยากขอคืนดี ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งสองแล้วที่กลับมาคบกัน เรากับแฟนคบกันตอนมัธยมได้ 2 ปี และห่างกันไปสักพักจนได้กลับมาคบกันอีกเป็นระยะเวลาอีก 6 ปี เขาบอกว่าเราเป็นรักแรก ความสัมพันธ์เริ่มระหองระแหงในตอนที่สถานะทางการเงินของเราเปลี่ยนไป ก่อนหน้าที่ฐานะเราดีกว่านี้ แต่ด้วยเพราะช่วงโควิด ธุรกิจที่ทำก็เริ่มมีปัญหาก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนสายงาน ทำงานออนไลน์มากขึ้น รายได้ก็ไม่ได้ดีมากเท่าเมื่อก่อน แต่ตอนนี้กลับมาคบกับแฟน ฐานะการเงินเขาก็มั่นคงแล้วจากแต่ก่อนที่เขาก็ไม่ได้ทำงาน เขามีเงิน มีรถให้เราใช้ขับไปทำงาน แต่นั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุของปัญหาในความสัมพันธ์เราเพราะเหมือนคุณพ่อของเขาจะไม่ค่อยโอเค มีการเรียกเขาเข้าไปต่อว่าบ้างเป็นบางครั้งเรื่องที่อยากให้เขานั้นแต่งงาน ในขณะที่คุณแม่กับน้องเขาก็ยังโอเคกับเรา แต่เราก็จับได้ว่าเขามีคนอื่น ตอนนั้นเราทำงานขายของอยู่ต่างจังหวัดทุกวัน ก็จะไม่ค่อยมีเวลาให้ มีอยู่วันหนึ่งเขาอยากไปงานหนังสือในกรุงเทพฯ ตอนแรกเขาจะให้เราไปส่ง แต่เราไม่อยากไปเพราะตอนนั้นการค้าขายกำลังอยู่ในช่วงพีค ใจเราเลยไม่ค่อยอยากไป ซึ่งในตอนที่เขาไป เขาก็ไม่ได้ถ่ายรูปส่งมาบอกว่าไปกับใคร พอกลับมาจากงานหนังสือ เขาก็บอกกับเราว่าเพื่อนประสบอุบัติเหตุจึงต้องรีบออกไปดูกลางดึก เราก็ขับผ่านจุดที่รถชนกัน ก็เลยเห็นว่าเขาดูทรอม่ามากทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับเราเลย พอไปดูรูปข่าวอุบัติเหตุวันนั้นก็เห็นเขายืนอยู่เจ้าของรถที่ขับรถชนแต่ไม่ได้มีเพื่อนของเขาอยู่ ตอนนั้นเราก็เริ่มเอะใจแล้ว ต่อมา เขาบอกว่าจะกลับบ้านต่างจังหวัดวันเดียวแต่กลายเป็นเขาไปสามวัน และกลับมาถึงบ้านเร็วเกินไปจนทำให้รู้สึกแปลก ๆ แล้วอยู่ดี ๆ เขาก็หายไปทั้งวัน จนท้ายที่สุดเขาก็โป๊ะว่าเขากลับบ้านวันเดียวทั้งที่เขาบอกกับเราว่าไปสามวัน อาทิตย์ถัดมา เราติดต่อเขาไม่ได้ เขาบอกว่าจะพาวิทยากรไปกินข้าวแต่การแต่งกายด้วยชุดไปรเวทที่เรารู้สึกว่ามันค่อนข้างจะไปรเวทเกินไปหน่อย เราก็เริ่มสงสัยแต่ก็เก็บเรื่องนั้นไว้ในใจจนมาถึงตอนเย็น เขาก็ไม่ได้กลับบ้าน บอกว่าจะนอนบ้านเพื่อน เราก็เลยโทรไป เขารับสายแต่ก็พูดคุยแค่แปปเดียวและพยายามจะตัดสาย เราก็เริ่มแปลกใจ สุดท้ายจึงตัดสินใจถามไปว่า “เธอมีคนอื่นใช่ไหม?” เขาเลยยอมรับว่าคุยกับคนอื่นอยู่คบกันแล้ว พอเรารู้ความจริงจากสถานะที่เป็นกัน แฟนเรากลับกลายเป็นคนอื่นไปเลย ผู้ชายคนนี้เคยคุยกับแฟนของเราเมื่อตอนที่เราห่างกันไป แต่ในตอนนั้นเขาบอกว่าไม่ได้ประทับใจในตัวผู้ชายคนนี้มากเท่าไหร่ ก็เลยห่างกันไป แต่อยู่ดี ๆ ผู้ชายคนนั้นก็กลับมาติดต่อกันอีก ความรู้สึกในตอนนั้นก็เหมือนการมีแฟนซ้อน เรากับเขาก็กลับมาทำทุกอย่างกันตามปกติ ส่วนแฟนกับผู้ชายก็ไม่ได้ห่างกัน คุยกันทุกคืนเหมือนเดิมแต่ฝั่งผู้ชายไม่ทราบเรื่องที่แฟนคบกับเรา กลายเป็นเหมือนว่าตอนนี้เราเป็นชู้เขา เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาเขากลับบ้านและพาผู้ชายคนนั้นไปด้วย เราก็ถามว่าเป็นยังไงบ้าง แฟนเราก็บอกว่าพ่อแม่ของเขาเนี่ยโอเคกับผู้ชายคนนี้ แต่ตัวเขาไม่ค่อยแน่ใจเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เขากับผู้ชายเจอกันได้ 5 สัปดาห์ ผู้ชายคนนั้นก็ขอเขาเป็นแฟน และประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชายก็พูดถึงเรื่องหมั้นจนกระทั่งในตอนนี้ก็บอกว่าจะให้พ่อแม่ไปวางสินสอดฝ่ายหญิงขอแต่งงาน ซึ่งมันเร็วมาก ตัวเราก็อยากรู้ว่าผู้ชายคนนั้นมันรักแฟนเราจริงไหม เราก็เลยเอาแอคหลุมที่เป็นรูปผู้หญิงไปส่องว่าเขาจะหวานกันแค่ไหน สรุปพอเราแอดไป ฝ่ายชายก็ทักมาจีบแอคหลุมของเรา มีวันหนึ่งเขากลับมาจากบ้าน อยู่ดี ๆ แฟนเราก็ทักมาบอกว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะต้องมานอนที่ห้อง แปลว่าเราจะต้องไปนอนห้องเพื่อน หนูก็เลยเอาแอคหลุมไปบอกกับฝ่ายชายว่า “ตอนนี้หนูอยู่ในเมืองนะ” หลังจากส่งไปประมาณ 40 นาที แฟนเราก็ทักมาบอกว่าพี่เขาไม่ได้นอนแล้วนะ เพราะเขาอยากเจอเรามาก ไปรอหน้าโรงแรมที่เราบอกอีก จนเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเราเลยเอาแชทนั้นให้เขาดูแล้วบอกว่า “เธอจะพาคนแบบนี้เข้าบ้านจริงหรอ” เขาก็เสียใจแต่ก็ไม่ได้เอาไปพูดเพราะเขาสงสารพ่อกับแม่ที่เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว เขาไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจ แต่เขาก็บอกกับเราว่าอย่ามาแทรกแซง อย่ามาคุยคนใหม่เขาได้ไหมซึ่งเราก็รับปากไป หลังจากนั้นแฟนเราก็เลยไปพูดเกริ่น ๆ กับผู้ชาย ว่าการแอบคุยกันก็เหมือนการนอกใจจนสุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็สารภาพกับแฟนเราว่ามีผู้หญิงแอดไอจีและก็ทักเขามา แต่เขาแค่คุยเหมือนน้อง ซึ่งก็คือเขาโกหก ถ้าในตอนนี้จริง ๆ ก็ยังรักเขาอยู่และเขาก็บอกว่ายังมีเยื่อใยให้เราอยู่ แต่กับฝั่งนู้นเขาก็จะดองกันแล้ว เราก็บอกไปว่า “เธอไม่ต้องเลือกเราก็ได้ แต่เธอจะแต่งกับคนแบบนี้จริง ๆ หรอ” เขาก็บอกว่า “ถ้าเขาไม่รักเรา เขาจะหาสินสอดเกือบล้านมาหมั้นเราทำไม” เลยอยากจะปรึกษาว่าเราควรทำยังไงดีคะ? ในเมื่อตอนนี้เรายังรักเขาอยู่’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก่อนอื่นผมอยากให้ทุกคนนึกสถานการณ์ตามด้วยว่าเขาเป็นแฟนกันตั้งแต่มัธยม สิ่งที่เกิดขึ้นมาจะยากต่อการตัดสินใจแค่ไหน เราต้องเอาตัวเองไปมองในแว่นเขาก่อน นี่คือคนที่เป็นห่วงเป็นใยมาครึ่งชีวิต ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ใครก็แล้วแต่พอแฟนเก่าเรากำลังจะไปอยู่ในบ้านเดียวกันกับคนที่เราก็รู้ ๆ อยู่ว่าไม่ได้ดีอะไร เราก็มีสิทธิที่จะแสดงความห่วงใยและบอกให้เขารู้นะ พี่ว่าถ้าพี่เป็นบี พี่จะบอกทุกอย่างที่รู้และนี่คือครั้งสุดท้าย แอคหลุมนั้นพี่ก็จะปิดแล้วก็จะไป ถือว่าที่เรารู้จักกันมา บีทำเต็มที่แล้วที่จะให้เขาเจอคนที่ดีกว่าเรา แต่ในเมื่อเขาปิดหูปิดตา และไม่ยอมที่จะเปิดรับความจริงที่เรารู้มาก็เป็นชีวิตของเขา เป็นพี่ พี่จะไปเพราะว่าการที่เราคบกันแบบนี้แล้วที่ทางบ้านไม่สนับสนุนบี มันไม่จบหรอกเรื่องนี้ อยู่ที่ว่ามันจะไปแยกกันช้าหรือเร็ว ณ ตอนนี้ 29-30 ปี เป็นวัยที่เขาต้องการใครสักคนมาเพื่อทำให้พ่อแม่สบายใจ มันเป็นอีก Stage หนึ่งของการตัดสินใจในชีวิตแล้ว บีแค่ต้องเจอคนที่เขาเข้าใจทั้งตัวเขาและครอบครัวเขา แค่นั้นเอง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘อยากให้บีรักตัวเองด้วย เข้าใจแหละว่าตอนนี้บีรักเขามาก จนยอมที่จะมองข้ามที่สิ่งที่เขาทำ มันก็อาจจะจริงที่เขายังรักบีอยู่ไม่มันไม่พอ เขาไม่ได้รักบีเท่ากับที่บีรักเขาเพราะว่ามันก็ชัดนะว่าเขามีคนอื่น และการมีคนอืนที่อยู่ ๆ เราก็เทิร์นไปเป็นน้อยเขาไปเฉยเลย ทั้งที่เราก็เป็นตัวจริงของเขามาตั้งแต่แรก พี่ว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่เหมือนกับที่บีรักเขาเลย สำหรับพี่การที่พ่อไม่ยอมยังไม่เท่ากับการที่เขาเป็นแบบนี้ พี่ว่าพฤติกรรมเขามันเสียดายความรักที่บีมีให้เขานะสำหรับพี่ เขามักง่ายไปหน่อย เขาไม่ดูแลความรู้สึกเราไปหน่อย เขาเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง พี่รู้สึกว่าพี่ฟังแล้วปวดหัว ยิ่งฟังก็ยิ่งปวดหัว แล้วบีตอนนี้นอนหลับไหม? กินข้าวลงไหม? ทำไมต้องให้ความรักทำร้ายตัวเองขนาดนี้ด้วย บางทีเวรกรรมหรือคนมันเลือกทางเดินชีวิต เราทำดีที่สุดแล้วเราก็ต้องปล่อยไปแบบนี้ เพราะไม่อย่างนั้นบีก็อาจจะต้องอยู่ในวังวนนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ ก็ถ้าวันนี้บีบอกว่าบียังรักเขาอยู่ พี่ก็อยากให้บีรักตัวเองด้วย’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ที่เขาพูดว่าเขารักบีไม่งั้นเขาไม่อยู่จนถึงตอนนี้หรอก พี่จะบอกว่า เขาไม่ได้รักบีขนาดนั้น เพราะถ้าเขารักบี เขาจะไม่ทำร้ายจิตใจบีโดยการบอกให้บีไปนอนที่อื่น ข้อดีของบีคือ บีทำให้เตียงนี้มันไม่ได้เหงาแค่นั้นแหละ เพราะถ้าผู้ชายคนนั้นมา เขายินดีจะใช้เตียงนั้นกับผู้ชายคนนั้นมากกว่าบี ก็อย่างที่ดีเจเติ้ลบอก มันไม่มีอะไรนอกจากคำว่ารักตัวเองจริง ๆ เขาพูดเองว่าอย่าแทรกแซงเขา ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้เลวขนาดไหนก็ตาม มันมีหลายคนที่สมัครใจเดินไปลงนรก บีควบคุมชีวิตใครไม่ได้และเขาเลือกแล้ว แต่พี่ก็เห็นด้วยกับดีเจเผือกนะ ความหวังดีสุดท้ายที่บีจะให้เขาได้คือการบอกความจริงทั้งหมด นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ดีที่สุดที่ฉันจะทำให้เธอ ส่วนเธอจะเดินหรือลุกขึ้นมาได้รึเปล่าขึ้นอยู่กับสติปัญญาของเธอ หลายคนเขารู้อยู่แล้วแต่เขาเต็มใจ นั่นคือชีวิตเขาไม่เกี่ยวกับเราแล้วบี เดินออกมาสวย ๆ เห็นคุณค่าในตัวเอง แม้ว่ามันจะยากแต่บีไม่มีทางเลือก เลือกได้แค่สองทางคือหนึ่ง เราออกไป กับสอง เราจะอยู่เป็นน้อยเขาจนกระทั่งวันหนึ่งเขาเขี่ยเราออกมาเอง อย่าให้ถึงวันนั้นเลย แล้วบีจะรู้เลยว่าทางเลือกที่สวยที่สุด คือการจำเป็นต้องเดินออกมาแม้ว่ามันจะต้องเจ็บปวดก็ตาม’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายกาวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย แถมยังเหนื่อยกับการกินยา จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?

26 มิ.ย. 2026

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย แถมยังเหนื่อยกับการกินยา จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปีไม่มีใครให้ปรึกษาเลยแถมยังเหนื่อยกับการกินยาจะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ? ‘คุณมีมี่’ ( นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก จึงอยากปรึกษาวิธีจัดการอารมณ์และความเครียดที่สะสมอยู่ ‘คุณมีมี่’ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการอารมณ์ของตนเอง เนื่องจากต้องทำงานในสายอาชีพที่ไม่ชอบ และต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยลักษณะงานจำเป็นต้องพบเจอและดูแลผู้คนหลากหลายประเภท คุณมี่ ยอมรับว่าหากสามารถเลือกได้ เธอจะไม่ทำอาชีพนี้ เพราะเป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุข ในแต่ละวันเธอรู้สึกทรมาน และยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากครอบครัวอีกด้วย ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานในหน่วยงานรัฐ และทำงานมาได้ประมาณ 2 เดือน เธอเล่าว่าในอดีตเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่หลังจากป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ความรู้สึกสนใจหรือมีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ กลับลดลง แม้กระทั่งศิลปินหรือดาราที่เคยชื่นชอบก็ไม่สามารถทำให้รู้สึกอินหรือมีความสุขได้เหมือนเดิม แม้จะมีคนแนะนำให้ลองกลับไปทำสิ่งที่ชอบเมื่อรู้สึกเหนื่อย แต่ปัญหาของเธอคือไม่รู้สึกชอบอะไรอีกแล้ว ในปัจจุบันเธอรู้สึกว่าเข้ากับผู้คนได้ยากขึ้น ไม่อยากพบเจอคนจำนวนมาก ขณะที่งานที่ทำอยู่กลับเป็นงานที่ต้องพบปะผู้คนอยู่ตลอดเวลา เธออธิบายเพิ่มเติมว่า อาชีพที่ทำอยู่เป็นอาชีพที่ไม่สามารถเปิดเผยได้อย่างตรงไปตรงมาว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้เธอจะเคยบอกครอบครัวแล้วว่าไม่มีความสุขกับงานที่ถูกผลักดันให้ทำ แต่ก็มักได้รับคำตอบกลับมาว่าเป็นงานที่มั่นคงและมีความมั่นคงทางการเงิน แม้ในใจจะเข้าใจว่าครอบครัวหวังดี แต่เธอก็อยากให้คนในบ้านเปิดใจรับฟังความรู้สึกของเธอบ้าง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยมี Safe Zone ที่สามารถพูดคุยหรือระบายความรู้สึกได้อย่างแท้จริง และมักได้รับคำตอบจากคนที่ไม่เข้าใจโรคซึมเศร้า ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเธอเคยพูดกับคุณพ่อว่า “หนูเหนื่อย หนูไม่อยากกินยา” เนื่องจากเธอต้องรับประทานยาถึงวันละ 8 เม็ด อีกทั้งยังเป็นคนที่รับประทานยาเม็ดยากมาตั้งแต่เด็ก ต้องค่อย ๆ แบ่งยากิน เพราะมียาทั้งเม็ดใหญ่และเม็ดเล็กปะปนกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอต้องการสื่อในวันนั้นเป็นเพียงการระบายความเหนื่อยล้าและความรู้สึกท้อเท่านั้น แต่กลับได้รับคำตอบจากคุณพ่อว่า “กิน ๆ ไปเหอะ” คำตอบดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกว่าหลังจากเหนื่อยล้าจากการทำงานกลับมาแล้ว เธอไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยกับคนในครอบครัว รวมถึงแฟนของเธอเองด้วย คุณมี่เล่าว่า แฟนของเธอเคยพูดกับเธอว่า “อย่าเอาพลังลบมาใส่คนอื่น” จนทำให้เธอไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่าในแต่ละวันรู้สึกแย่หรือกำลังเผชิญอะไรอยู่ เพราะมองว่าอีกฝ่ายอาจไม่เข้าใจโรคซึมเศร้าเช่นเดียวกัน เธอยังเล่าว่า ปัญหาเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าของตนเองส่วนหนึ่งก็มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาภายในครอบครัว ขณะที่การรักษากับแพทย์ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าคุณหมอรับฟังเธอมากในช่วงแรกเท่านั้น และด้วยความที่คุณหมอค่อนข้างหัวโบราณ จึงไม่ค่อยเปิดรับมุมมองหรือความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่มากนัก หากไม่ติดเรื่องการถูกครอบครัวผลักดันให้ทำงานในสายอาชีพปัจจุบัน เธออยากทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เนื่องจากมีความสามารถด้านภาษาจีน สามารถทำหน้าที่ล่ามได้ และเคยมีโอกาสเดินทางไปประเทศจีนเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขและรู้สึกว่าเหมาะกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว แม้ว่าครอบครัวจะมีศักยภาพในการสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย แต่กลับไม่ยินยอมให้เธอไปใช้ชีวิตหรือทำงานในเส้นทางที่เธอสนใจ นอกจากนี้คุณมีมี่ยังเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว ขณะที่พี่น้องคนอื่น ๆ ต่างเคยถูกบังคับในลักษณะเดียวกัน แต่เลือกออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตนเอง ทำให้ภาระและความคาดหวังจากครอบครัวมาตกอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว สิ่งที่ทำกับพี่น้องคนอื่นไม่ได้ เธอกลับกลายเป็นผู้ที่ต้องรับแทนทั้งหมด สุดท้ายเธอจึงอยากปรึกษาว่า เธอควรเข้าหาผู้คนรอบตัวอย่างไร และควรจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกของตนเองอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ หลังจากได้ฟังเรื่องราว ‘หมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic)’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ซึมเศร้าเป็นเรื่องที่เจอบ่อย บางการศึกษาอาจจะ 5% - 10% ของคนทั่วไป ดังนั้นสูงมาก ข้อดีคือมันรักษาให้หายขาดได้ ของมี่จะเป็นอาการที่เรียกว่า Anhedonia ก็คือความสุขมันหายไป สิ่งที่เคยมีความสุขกลายเป็นไม่มีความสุขแล้ว จริง ๆ 4 ปี คนไข้ส่วนใหญ่ควรจะอาการดีจนเหมือนปกติ แต่อาจจะยังเรื้อรังอยู่ ไม่แน่ใจว่าทานยาครบหรือไปหาคุณหมอต่อเนื่องไหม อย่าเพิ่งกลัวคำว่า 8 เม็ด เพราะบางคน 8 เม็ดอาจจะเท่ากับ 2 เม็ดของอีกคนก็ได้ ถ้ารู้สึกว่ายาเยอะก็บอกคุณหมอไปเลยว่ารวบยาให้หนูได้ไหม ส่วนเรื่องงาน หลาย ๆ คนที่เจอปัญหาแบบนี้อาจจะไม่ใช่ไม่ชอบงานที่เราทำ เพียงแต่ตัวโรคมันหลอกเรา ต่อให้ไปทำอาชีพในฝัน บางทีก็จะผิดหวังเพราะตัวโรคหลอกว่าเราไม่ชอบอีก ดังนั้นก่อนที่จะเหมารวมว่าเราทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี อาจจะลองปรึกษาคุณหมอให้รักษาให้ดีก่อน เรื่องที่บ้านถ้าเทียบกับหลาย ๆ บ้านก็ถือว่าโอเค เพราะอย่างน้อยเขายอมไปหา แต่ด้วยความที่มันเป็นโรคที่จับต้องไม่ได้ น้องมี่อาจจะต้องบอกที่บ้านไปหลายรอบหน่อย หรือให้คุณหมอช่วยอัปเดต จะช่วยได้เยอะ” ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ เสริมว่า “จริง ๆ คนข้าง ๆ ยิ่งต้องเข้าใจมาก ๆ มันจะเเบ่งเบาความหนักไปได้เยอะเหมือนกัน เเนะนำให้รักษาเหมือนกัน ถ้ามี่อยากได้ใครสักคนที่พร้อมรับฟังเเล้วช่วยมี่ได้ ผมว่าการไปพบจิตเเพทย์ ถ้าเจอคุณหมอที่มันคลิ๊กกันมันจะกลายเป็น Safe Zone พาคนที่เราอยู่ด้วยใครก็ได้ ไปเป็นเพื่อนให้เขาเข้าใจด้วย เขาก็จะรู้วิธีรับมือ” ทางฝั่งของ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำเเนะนำว่า “ต่อให้มี่บอกมีภาวะจิตใจยังไงก็ตาม ยุคนี้โลกมันยากอยู่เเล้ว พี่อ้อยมั่นใจว่าไม่มีใครได้ทำงานตาม passion ของตัวเองได้ทั้งหมดหรอก มันก็จะมีงานที่ไม่ได้ชอบเท่าไหร่เเต่ต้องอยู่ เราก็ต้องพยายามหามุมน่ารักของมันให้เจอเท่านั้นเอง เข้าใจว่ามี่อยากไปทำงานกับคนจีน อาชีพที่มีอยู่เเรงกดดันขนาดนี้ หนูยังรู้สึกรับมือไม่ค่อยไหว คนจีนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม หนูอาจจะรู้สึกว่าโดนเเรงกระเเทกหนักขึ้นไปอีกก็ได้นะ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยกับคุณหมอ คือลองกลับไปดูเรื่องภาวะจิตใจก่อนดีมั้ย เพราะเท่าที่เคยรู้มายา 8 เม็ดมันลดลงได้ค่ะ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามดีขึ้น ยามันจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ในมุมจากที่ฟังเรื่องที่คุณพ่อบอกกิน ๆ ไปเถอะ เขาอาจจะอยากให้หายก็ได้นะ เพราะว่าสิ่งเดียวที่จะรักษาน้องได้คือยาที่คุณหมอให้กิน คุณพ่อคุณมี่อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องอย่างผู้เชี่ยวชาญ เขาอาจจะไม่รู้ต้องรับมือยังไง เเต่พี่ว่าเขาน่าจะหวังดีค่ะ” รายการพุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณมี่และทุกคนที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ขอให้ค่อย ๆ ดูแลตัวเองและเชื่อมั่นในกระบวนการรักษา เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ ที่พยายามในวันนี้ ล้วนมีความหมายเสมอ แล้วพรุ่งนี้จะค่อย ๆ สดใสขึ้นอย่างแน่นอนค่ะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-