กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ? หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ? หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน

27 ก.พ. 2026

กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว

แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม ?

หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ

ระหว่างความมั่นคงของงานประจำกับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน

           ‘คุณแพร (นามสมมติ)’ อายุ 24 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ’ และ ‘คุณหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังคิดจะลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือไม่

           โดย ‘คุณแพร (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ และกำลังอยู่ในขั้นตอนการรักษา หนูกินยาตามหมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้หนูทำงานประจำเป็นพนักงานต้อนรับมาได้เกือบ 2 ปีแล้วค่ะ หนูรู้สึกว่าการทำงานนี้ มันใช้แรงใจค่อนข้างมาก หนูรู้สึกเบื่อ ไม่อยากไปทำงานในทุก ๆ วัน

           เมื่อเดือนก่อนหนูได้คุยกับแม่ แม่ของหนูกำลังจะทำธุรกิจส่วนตัว แต่ยังลังเลว่าจะทำอะไร ระหว่างร้านอาหารกับร้านนวด หนูเองก็คิดว่าอยากจะลาออกจากงานประจำ แล้วไปช่วยแม่ทำธุรกิจ  แม่หนูเองก็เข้าใจและยอมรับในการตัดสินใจของหนู แม้ใจลึก ๆ เขาจะไม่สนับสนุนให้หนูลาออกก็ตาม เพราะธุรกิจมันเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง และก็ไม่รู้ว่าธุรกิจนั้น มันจะไปได้ดีหรือเปล่า แม่ก็เป็นห่วงหนู ส่วนตัวหนูเองก็ไม่มั่นใจว่าการลาออกในครั้งนี้มันจะดีหรือเปล่า

           การทำงานของหนูคือการนั่งเคาน์เตอร์และพูดคุยต้อนรับลูกค้า หนูได้เงินเดือนประมาณ 2 หมื่น ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ที่หนูเลือกมาทำงานตรงนี้ เพราะรู้สึกว่าหนูเก่งด้านภาษา และหวังว่าจะทำงานตรงนี้ได้ แม้มันจะไม่ใช่งานที่หนูอยากทำ หนูก็ไม่ชอบการที่ต้องมานั่งคุยกับใครสักคน ต้องมาแบกรับกับอารมณ์ของลูกค้าที่เข้ามา และต้องหาวิธีรับมือกับมันอยู่ตลอด หนูเลยคิดว่ามันอาจจะดีกว่า ถ้าหนูได้ไปช่วยงานให้กับธุรกิจของแม่

           ใจลึก ๆ หนูก็มีความกลัวว่าธุรกิจของแม่จะไปได้ดีหรือเปล่า หนูเองก็ไม่รู้ว่าถ้าหนูลาออกมาแล้ว ชีวิตหนูจะเป็นอย่างไร หนูควรจะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเส้นทางการทำงานของหนูดีคะ ระหว่างความมั่นคงของงานประจำ กับธุรกิจครอบครัวที่ไม่แน่นอน”

           เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเกลือ’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ในภาวะของการที่ต้องตัดสินใจ อยากให้ลองทำตาราง เขียนเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละงานที่เราลังเล เราก็จะรู้ว่าใจเราไปทางไหน ถ้าเป็นเรื่องของความมั่นคง เราก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าความมั่นคงในความหมายของเรานั้น คืออะไรบางครั้งงานประจำไม่ได้หมายความว่ามันจะมั่นคง

           การทำธุรกิจในครั้งนี้มันคือธุรกิจในครอบครัว เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะลองลงมือทำมันก่อนดูก่อนได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าเราชอบมันจริง ๆ ไหม อย่างน้อยถ้าลองแล้วเราไม่ชอบ เราก็ทำงานประจำต่อไปตามเดิมได้ ในการทำงาน ความสุขคือสิ่งสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วถ้าเราไม่มีความสุขในการทำงาน เราก็จะทำสิ่งนั้นออกมาได้ไม่ดี”

           ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเราโฟกัสเพียงแต่ความมั่นคง แล้วทำให้เราทรมาณกับการทำงานประจำที่เราทำอยู่ ก็ลองมาทำงานกับแม่ดูก่อน แต่เราต้องมั่นใจว่าถ้าเราทิ้งงานตรงนั้น แล้วรายได้เราจะเป็นอย่างไร เราต้องคิดว่าเราต้องใช้จ่ายประมาณไหน 

           บางครั้งงานประจำที่ทำอยู่ อาจจะไม่เพียงพอสำหรับชีวิตระยะยาวของเรา เราอาจจะต้องมองหาเส้นทางในการทำงานอื่น ๆ ร่วมด้วย ในขณะเดียวกัน ถ้าเรารู้ตัวว่าเรามีความสามารถทางด้านอะไร เราก็เอามันมาต่อยอด หางานที่ตรงตามความถนัดของเรา”

           ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การที่เราจะทิ้งงานที่เราทำอยู่ เพื่อไปทำตามความฝัน มันมีความเสี่ยง ถ้าเราไม่ชอบงานที่เราทำอยู่ตอนนี้ ลองหางานประจำที่อื่นดูก่อน แล้วทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย ส่วนงานประจำที่เราไม่ชอบทำ ก็ลองเปลี่ยน ในเมื่อเงินยังเป็นปัจจัยสำคัญ ลองหาทางเลือกอื่น ให้ทำงานควบคู่กันไปได้ ถ้าวันหนึ่งธุรกิจมันไปได้ดี เราก็ค่อยไปเต็มที่กับตรงนั้น”

           ปิดท้ายด้วย ‘คุณหมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การเป็นโรคซึมเศร้า แล้วกินยาตรงตามที่หมอสั่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ทุกคนมีสิทธิ์หายขาดจากโรคนี้ได้ ส่วนเรื่องการทำงาน ปัญหานี้เป็นเรื่องที่มีคนมาปรึกษาคุณหมอเยอะมาก ๆ

           อย่างแรก อยากให้เราเช็คสภาพการเงินของเรา เพราะเราต้องดูว่าเรามีความพร้อมแค่ไหน ดูเงิน ดูหนี้สิน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เริ่มจากการทำบัญชีส่วนตัว รายรับรายจ่ายก่อนเริ่มทำธุรกิจ ก่อนที่เราจะเลือกอะไร เราต้องดู ว่าเรามีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจนั้นหรือไม่

           ก่อนที่จะลงมือทำอะไร เราควรศึกษามันให้เข้าใจก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้รายละเอียดทั้งหมดของงานที่เราสนใจ ซึ่งมันจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเรานั้นชอบอะไร ถ้าเราไม่ลองทำความเข้าใจกับตัวเราเองก่อน

           และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือเราทำงานกับแม่ได้หรือไม่ และเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคุยกับแม่ให้ชัดเจน ว่าเราจะไปทำงานกับเขาในสถานะอะไร”

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงาน เป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่ แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ

27 ก.ย. 2024

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงาน เป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่ แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงานเป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ พอหนูทวงไป สองสามีภรรยานั้นบอกว่า "จะฟ้องหนูในฐานคบชู้" “คุณตาล (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมือที่ 3 โดย “คุณตาล (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟน ซึ่งฝ่ายชายเป็นหัวหน้าที่เคยทำงานอยู่ด้วยกัน เเล้วทีนี้เขาได้เข้ามาจีบ จีบกันไปมา ๆ ศึกษาดูใจกันประมาณ 2 เดือน ก็เลยตัดสินใจคบกับเขา ตอนนั้นยังไม่ได้ทราบว่าฝั่งผู้ชายมีภรรยาอยู่แล้ว เพราะเขาก็ประกาศปาว ๆ ที่ทำงานว่าโสด ไม่มีครอบครัวใด ๆ ทั้งสิ้น ตอนเเรกหนูไม่ทราบว่าเขาจดทะเบียนสมรส มารู้หลัง ๆ ก็คือตอนที่จะตัดความสัมพันธ์กับเขาเเบบจริงจัง เเล้วพอคบกับเขามาซักพักนึง เขาก็คุยเหมือนเรื่องจะไปออกรถกับบ้านเขา เขาก็กลับบ้านของเขาบ่อย ๆ เราก็ไม่ได้ติดใจอะไร เราก็ทำงานของเราอยู่ปกติ พอซักพักนึง มันมีสายโทรเข้ามาในระหว่างที่เขากลับมา พอผู้หญิงโทรเข้ามา เขาก็บอกว่า “ไม่รู้หรอว่าฝั่งผู้ชายเขามีครอบครัวอยู่เเล้ว” เราก็ช็อค เลยจะพยายามตัดความสัมพันธ์ตั้งเเต่ตอนนั้น ช่วงเเรกก็ไม่ได้กลับมาบ้านตัวเอง พยายามหนีไปนอนที่อื่น ไปเช่าโรงเเรมบ้าง ไปนอนบ้านเเม่บ้าง เเต่ก็ได้ยินข่าวว่าเขาตามมา เหมือนจะตามง้อ ก็เป็นอีหรอบเดิมก็เลยยอมคุยกับเขา ฟังเรื่องราวเขาก่อน เพราะเหมือนต้องทำงานด้วยกันอยู่เเล้ว เวลาไปทำงานมันต้องเจอกันอยู่เเล้ว เเต่ตอนเย็นก็พยายามไม่กลับไปที่ที่เราอยู่คนเดียว ไม่ให้เขาคุยกับเรา 2 ต่อ 2 ได้ มันก็มีช่วงที่เขาให้เพื่อนที่ทำงานมาคุยกับเรา ประมาณว่า “ขอคุยหน่อย มีเรื่องต้องเคลียร์ เราเข้าใจผิด” เราก็เลย อ่ะถ้างั้นก็ลองฟังดูว่าเรื่องเป็นอะไรยังไง เขาก็มาอีหรอบประมาณว่า “จะเลิกกันนั่นนู่นนี่โน่น” ตามสเต็ปผู้ชาย เหมือนพยายามง้อเรากลับไป เราก็เลยใจอ่อนเเล้วก็เชื่อคำพูดเขาด้วย ช่วงที่อยู่ด้วยกันมา ช่วงที่ตัดสินใจกับเขาต่อ ฝั่งผู้หญิงภรรยาเขาก็ไม่ได้โทรมา ก็เลยคิดว่าสงสัยเป็นเรื่องจริง ฝั่งผู้หญิงน่าจะไม่ยอมจบรึเปล่า? จนมีวันนึงที่เขาก็มาอยู่บ้านของหนู เเล้วก็มีผู้หญิงโทรมาถามว่า “ยังอยู่ด้วยกันหรอ?” ผู้ชายเลยส่งข้อความในโทรศัพท์ของหนูไปประมาณว่า “ก็คุยกันเเล้วไงว่าเลิกกันเเล้ว” หนูก็เลยเข้าใจว่าเลิกกันเเล้วจริง ๆ เเต่ทีนี้ตั้งเเต่รู้มา ก็พยายามที่จะปลีกตัวเเละตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด เเต่มันมีเรื่องเงิน เรื่องทอง ซึ่งตอนนั้นข่าวลือที่ว่าหนูคบกับเขามันก็เริ่มเเพร่กระจายในหมู่หัวหน้างานของเขา พอหัวหน้างานของเขารู้ รู้จากภรรยาของเขาที่โทรไปบอก โทรไปแจ้งฝั่งหัวหน้างาน เขาก็โดนเรียกเขาเข้าไปคุยว่าให้หยุดพฤติกรรมแบบนี้ซะ เขาก็เหมือนไม่ยอมรับ บ่ายเบี่ยงไป พอไม่ยอมรับปุ๊บ เหมือนหนูมันอายไปแล้ว มันทำงานไม่ได้ เพราะหนูก็เสื่อมเสียชื่อเสียงในตรงนี้ไปด้วย ก็เลยตัดสินใจที่จะลาออก บวกกับมีปัญหาเรื่องงานนิดหน่อย พอลาออกปุ๊บเขาก็ลาออกตาม หนูไม่เคยเช็คโซเชียลเขาเลย ปกติเป็นคนทำงานก็คือทำงาน หลุดอยู่ในโลกงาน สนใจเเต่ชีวิตตัวเอง ชีวิตครอบครัว กับผู้ชายพูดตรง ๆ ว่าไม่ได้โฟกัสเลย พอหลุดเข้ามาก็เป็นแบบนี้เลย เเล้วมันไม่ได้เป็นเเค่เคสเขา ปกติคบเพื่อนผู้ชายเยอะอยู่เเล้ว พอมีข่าวนี้หลุดรอดไป เหมือนฝั่งเเฟนของเพื่อนผู้ชายเขาก็ไม่ไว้ใจเรา ถึงขั้นโทรมาที่ทำงานใหม่ว่าทำไมต้องไปกินข้าวตอนกลางคืนกับเพื่อนผู้ชายที่เป็นเเฟนเขา หนูก็คุยกับฝั่งผู้หญิงเเล้วเขาก็บอกว่า “อ่าว เเล้วคุณออกจากที่ทำงานเก่าเพราะอะไร” หนูก็โมโหละบอกว่า “อย่าเอาความผิดพลาดครั้งเดียวของชีวิตชั้น มาตัดสินชีวิตคนทั้งชีวิต” เลยทำให้หนูรู้สึกว่าครั้งเดียวมันเสียไปหมดเเม้กระทั่งเพื่อนที่คบมาประมาณ 4-5 ปี ระหว่างที่ลาออกตามฝั่งผู้ชายเขาก็ไม่ได้หางานจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนหนูได้งานทำมาเเล้ว พอได้งานทำมาเเล้วฝั่งเขาก็มายืมเงินหนูตั้งเเต่ช่วงเเรก ๆ ยืมเป็นเรทไม่เยอะ ไม่ถึงหมื่น พอหลัง ๆ มาหลังจากที่ลาออกมา ไม่มีงานทำ เขาก็เลยโทรมายืมหนูอีกเรื่อย ๆ หนูก็สงสาร เพราะเขาส่งเเมสเสจพูดเหมือนไม่มีเงินกินข้าว เเล้วก็ไม่มีเงินค่ารถนั่นนี่โน่นของเขาเต็มไปหมด หนูก็เลยช่วยเขาไป พอนานเข้า ๆ หนูเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ละ เพราะว่าตอนที่เขามาหาที่ต่างจังหวัด พอเขากลับไปก็บอกว่าไม่อยู่กับฝั่งภรรยาเขาเเล้วนะ เเต่อาจจะต้องคุยกันเรื่องลูกไรงี้ เขากับฝั่งนู้นเขาก็บอกอยู่บ้านเดียวกันเเต่คนละชั้น ที่ฝั่งนู้นย้ายออกไม่ได้เพราะเกี่ยวติดพันธ์เรื่องลูก หนูก็เลยคิดประมาณว่าถ้าอย่างงั้น หนูเลยคุยกับเขาเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเขาจะยืมเงินจะคืนได้เมื่อไหร่อะไรยังไง เเล้วมันก็มีช็อตนึงที่เขายืมเงินหนูไปเยอะมาก ซึ่งทำให้หนูเดือดร้อน พอเดือดร้อนหนูก็ทักไปถามเขา หนูโมโหมากเพราะหนูเพิ่งมารู้ว่าเขาไปเที่ยวกับภรรยาะขาที่ต่างประเทศ เเละหนูพยายามโทรมาผู้ชาย เเต่เขาปิดเครื่องไปแล้ว หนูก็เลยทักไปหาภรรยาเขาว่า “เห็นผู้ชายคนนี้มั้ย พอดีหนูติดต่อเขาไม่ได้ หนูต้องการให้เขาโอนเงินคืนจำนวนนี้ที่คุยกันไว้” ฝั่งผู้หญิงก็พิมพ์ด่าหนูฉ่ำมาก ประมาณว่า “ก็ให้ยืมเอง ก็ไปทวงกับเขาเองสิ จะมายุ่งอะไรกับชั้น ชั้นบอกชั้นเตือนเธอเเล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็นยังไง” เเต่ทั้งที่เขาอยู่ด้วยกัน หนูก็เลยไม่ได้อ่านอะไรเยอะ หนูก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเเละบอกว่า “ดูเเลกันดี ๆ นะคะ แต่ถ้าติดต่อกันได้ก็รบกวนบอกผู้ชายโอนเงินคืนหนูหน่อย หนูมีธุระต้องใช้” พอเขากลับมาจากไปเที่ยวซักประมาณอาทิตย์นึงเขาก็ติดต่อกลับมา หนูก็เลยถามว่า “สรุปจะเอายังไง จะโอนคืนมั้ย” เขาก็บอก “โอนคืนเเต่ต้องขึ้นมาเอา ผมอยากเจอคุณครั้งสุดท้าย” หนูก็เลยยอมไปเจอเขาเเต่ก็ยังไม่ได้คืนเหมือนเดิม เพราะตอนไปเจอเขาก็มาง้อหนูอีก อ้างว่าที่ไปเที่ยวก็เพราะลูก ซึ่งตอนนั้นหนูก็ใจอ่อน เเล้วก็กลับไปคุยกับเขาเรื่อย ๆ ละมันเหมือนเราโง่ซ้ำซอก กลับไปอีหรอบเดิม มันมีหลายช็อตที่เขาทะเลาะกันกับภรรยาว่า “ก็ผมไม่ได้เลือกคุณตั้งเเต่เเรกไง เเล้วผมก็ไม่ได้ให้ความหวังคุณ ที่อยู่กับคุณก็เพราะลูก อยากทำให้ครอบครัวมันเป็นพ่อแม่เเละลูก เเต่ถ้าผมไปให้ความหวังคุณผมก็ขอโทษ” เขาก็พูดกับภรรยาเขาประมาณนี้ เเต่ตอนนี้หนูกับเขาตัดสัมพันธ์เหมือนไม่ได้คุยกันซักระยะนึง หลายเดือนเเล้ว หนูก็เลยทักไปทวงเขาใหม่ พอไปทวงเขาใหม่เขาก็เหมือนประมาณว่าไม่ยอม จะให้ภรรยาเขาฟ้องชู้หนูกลับมา หนูก็บอกเขาว่าถ้ายังไม่มีความคืบหน้าอะไรใด ๆ หนูจะขอดำเนินทางกฎหมายนะ เพราะหนูก็ไม่ยอมแล้ว ห็ขู่เขาไป เเต่ที่จริงในใจหนูไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก ในใจก็รู้สึกผิดต่อภรรยาของเขาด้วย ก็เลยคิดว่าอีเงินก้อนนี้อ่ะเหมือนจะให้เขาไปเลย ตอนนี้หนูปรึกษาฝั่งทนาย เขาก็บอกว่ามันไม่เหี่ยวกัน เราก็พยามตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด ก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้งสามคนว่า หนูควรจะปล่อยไปเลยดีมั้ย หรือว่าหนูควรต้องทำยังไงดี?’ ซึ่งดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม) ก็ได้ให้คำปรึกษาว่าไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ยกให้เขาไปเลย ก็ถ้าฟ้องก็ต้องจ่ายมากกว่ายอดที่จะได้คืน โอกาสได้คืนคือต้องไปฟ้องร้องอย่างเดียวโดยที่เราไม่รู้ด้วยว่าจะชนะมั้ยด้วยซ้ำ เราเจออย่างงี้มันก็เเค้น เเต่ถ้าเราเดินสู้ต่อไปอ่ะมีโอกาสชนะมั้ยมันยากไง ถ้าเเพ้กลายเป็นเเค้นหนักคูณ 2 เข้าไปอีก เงินที่เสียไปเสียดายมั้ย เสียดาย เข้าใจเลย เเต่มันคือค่าโง่ที่ต้องจ่าย โง่มากจ่ายมาก โง่น้อยจ่ายน้อย เขามาเอาหลายรอบเเปลว่าครั้งเเรกก็เข็ด จนมีครั้งต่อไป ๆ ฉะนั้นพี่รู้สึกว่าเงินที่เสียไป ซื้อผู้ชายเลว ๆ ให้ออกไปจากชีวิตยกให้มันไป คุ้มกว่าไปฟ้องร้องมัน ถ้ามองอีกมุมคือเป็นบทเรียนให้ชีวิต เเละจำสิ่งนี้ไว้เป็นบทเรียน ต่อให้คบใคร เรื่องเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ครั้งหน้าให้ระวัง คิดซะว่าบทเรียนนี้ทำบุญเเละก็ซื้อประสบการณ์ให้ตัวเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย แถมยังเหนื่อยกับการกินยา จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?

26 มิ.ย. 2026

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย แถมยังเหนื่อยกับการกินยา จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปีไม่มีใครให้ปรึกษาเลยแถมยังเหนื่อยกับการกินยาจะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ? ‘คุณมีมี่’ ( นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก จึงอยากปรึกษาวิธีจัดการอารมณ์และความเครียดที่สะสมอยู่ ‘คุณมีมี่’ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการอารมณ์ของตนเอง เนื่องจากต้องทำงานในสายอาชีพที่ไม่ชอบ และต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยลักษณะงานจำเป็นต้องพบเจอและดูแลผู้คนหลากหลายประเภท คุณมี่ ยอมรับว่าหากสามารถเลือกได้ เธอจะไม่ทำอาชีพนี้ เพราะเป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุข ในแต่ละวันเธอรู้สึกทรมาน และยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากครอบครัวอีกด้วย ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานในหน่วยงานรัฐ และทำงานมาได้ประมาณ 2 เดือน เธอเล่าว่าในอดีตเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่หลังจากป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ความรู้สึกสนใจหรือมีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ กลับลดลง แม้กระทั่งศิลปินหรือดาราที่เคยชื่นชอบก็ไม่สามารถทำให้รู้สึกอินหรือมีความสุขได้เหมือนเดิม แม้จะมีคนแนะนำให้ลองกลับไปทำสิ่งที่ชอบเมื่อรู้สึกเหนื่อย แต่ปัญหาของเธอคือไม่รู้สึกชอบอะไรอีกแล้ว ในปัจจุบันเธอรู้สึกว่าเข้ากับผู้คนได้ยากขึ้น ไม่อยากพบเจอคนจำนวนมาก ขณะที่งานที่ทำอยู่กลับเป็นงานที่ต้องพบปะผู้คนอยู่ตลอดเวลา เธออธิบายเพิ่มเติมว่า อาชีพที่ทำอยู่เป็นอาชีพที่ไม่สามารถเปิดเผยได้อย่างตรงไปตรงมาว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้เธอจะเคยบอกครอบครัวแล้วว่าไม่มีความสุขกับงานที่ถูกผลักดันให้ทำ แต่ก็มักได้รับคำตอบกลับมาว่าเป็นงานที่มั่นคงและมีความมั่นคงทางการเงิน แม้ในใจจะเข้าใจว่าครอบครัวหวังดี แต่เธอก็อยากให้คนในบ้านเปิดใจรับฟังความรู้สึกของเธอบ้าง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยมี Safe Zone ที่สามารถพูดคุยหรือระบายความรู้สึกได้อย่างแท้จริง และมักได้รับคำตอบจากคนที่ไม่เข้าใจโรคซึมเศร้า ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเธอเคยพูดกับคุณพ่อว่า “หนูเหนื่อย หนูไม่อยากกินยา” เนื่องจากเธอต้องรับประทานยาถึงวันละ 8 เม็ด อีกทั้งยังเป็นคนที่รับประทานยาเม็ดยากมาตั้งแต่เด็ก ต้องค่อย ๆ แบ่งยากิน เพราะมียาทั้งเม็ดใหญ่และเม็ดเล็กปะปนกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอต้องการสื่อในวันนั้นเป็นเพียงการระบายความเหนื่อยล้าและความรู้สึกท้อเท่านั้น แต่กลับได้รับคำตอบจากคุณพ่อว่า “กิน ๆ ไปเหอะ” คำตอบดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกว่าหลังจากเหนื่อยล้าจากการทำงานกลับมาแล้ว เธอไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยกับคนในครอบครัว รวมถึงแฟนของเธอเองด้วย คุณมี่เล่าว่า แฟนของเธอเคยพูดกับเธอว่า “อย่าเอาพลังลบมาใส่คนอื่น” จนทำให้เธอไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่าในแต่ละวันรู้สึกแย่หรือกำลังเผชิญอะไรอยู่ เพราะมองว่าอีกฝ่ายอาจไม่เข้าใจโรคซึมเศร้าเช่นเดียวกัน เธอยังเล่าว่า ปัญหาเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าของตนเองส่วนหนึ่งก็มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาภายในครอบครัว ขณะที่การรักษากับแพทย์ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าคุณหมอรับฟังเธอมากในช่วงแรกเท่านั้น และด้วยความที่คุณหมอค่อนข้างหัวโบราณ จึงไม่ค่อยเปิดรับมุมมองหรือความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่มากนัก หากไม่ติดเรื่องการถูกครอบครัวผลักดันให้ทำงานในสายอาชีพปัจจุบัน เธออยากทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เนื่องจากมีความสามารถด้านภาษาจีน สามารถทำหน้าที่ล่ามได้ และเคยมีโอกาสเดินทางไปประเทศจีนเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขและรู้สึกว่าเหมาะกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว แม้ว่าครอบครัวจะมีศักยภาพในการสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย แต่กลับไม่ยินยอมให้เธอไปใช้ชีวิตหรือทำงานในเส้นทางที่เธอสนใจ นอกจากนี้คุณมีมี่ยังเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว ขณะที่พี่น้องคนอื่น ๆ ต่างเคยถูกบังคับในลักษณะเดียวกัน แต่เลือกออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตนเอง ทำให้ภาระและความคาดหวังจากครอบครัวมาตกอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว สิ่งที่ทำกับพี่น้องคนอื่นไม่ได้ เธอกลับกลายเป็นผู้ที่ต้องรับแทนทั้งหมด สุดท้ายเธอจึงอยากปรึกษาว่า เธอควรเข้าหาผู้คนรอบตัวอย่างไร และควรจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกของตนเองอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ หลังจากได้ฟังเรื่องราว ‘หมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic)’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ซึมเศร้าเป็นเรื่องที่เจอบ่อย บางการศึกษาอาจจะ 5% - 10% ของคนทั่วไป ดังนั้นสูงมาก ข้อดีคือมันรักษาให้หายขาดได้ ของมี่จะเป็นอาการที่เรียกว่า Anhedonia ก็คือความสุขมันหายไป สิ่งที่เคยมีความสุขกลายเป็นไม่มีความสุขแล้ว จริง ๆ 4 ปี คนไข้ส่วนใหญ่ควรจะอาการดีจนเหมือนปกติ แต่อาจจะยังเรื้อรังอยู่ ไม่แน่ใจว่าทานยาครบหรือไปหาคุณหมอต่อเนื่องไหม อย่าเพิ่งกลัวคำว่า 8 เม็ด เพราะบางคน 8 เม็ดอาจจะเท่ากับ 2 เม็ดของอีกคนก็ได้ ถ้ารู้สึกว่ายาเยอะก็บอกคุณหมอไปเลยว่ารวบยาให้หนูได้ไหม ส่วนเรื่องงาน หลาย ๆ คนที่เจอปัญหาแบบนี้อาจจะไม่ใช่ไม่ชอบงานที่เราทำ เพียงแต่ตัวโรคมันหลอกเรา ต่อให้ไปทำอาชีพในฝัน บางทีก็จะผิดหวังเพราะตัวโรคหลอกว่าเราไม่ชอบอีก ดังนั้นก่อนที่จะเหมารวมว่าเราทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี อาจจะลองปรึกษาคุณหมอให้รักษาให้ดีก่อน เรื่องที่บ้านถ้าเทียบกับหลาย ๆ บ้านก็ถือว่าโอเค เพราะอย่างน้อยเขายอมไปหา แต่ด้วยความที่มันเป็นโรคที่จับต้องไม่ได้ น้องมี่อาจจะต้องบอกที่บ้านไปหลายรอบหน่อย หรือให้คุณหมอช่วยอัปเดต จะช่วยได้เยอะ” ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ เสริมว่า “จริง ๆ คนข้าง ๆ ยิ่งต้องเข้าใจมาก ๆ มันจะเเบ่งเบาความหนักไปได้เยอะเหมือนกัน เเนะนำให้รักษาเหมือนกัน ถ้ามี่อยากได้ใครสักคนที่พร้อมรับฟังเเล้วช่วยมี่ได้ ผมว่าการไปพบจิตเเพทย์ ถ้าเจอคุณหมอที่มันคลิ๊กกันมันจะกลายเป็น Safe Zone พาคนที่เราอยู่ด้วยใครก็ได้ ไปเป็นเพื่อนให้เขาเข้าใจด้วย เขาก็จะรู้วิธีรับมือ” ทางฝั่งของ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำเเนะนำว่า “ต่อให้มี่บอกมีภาวะจิตใจยังไงก็ตาม ยุคนี้โลกมันยากอยู่เเล้ว พี่อ้อยมั่นใจว่าไม่มีใครได้ทำงานตาม passion ของตัวเองได้ทั้งหมดหรอก มันก็จะมีงานที่ไม่ได้ชอบเท่าไหร่เเต่ต้องอยู่ เราก็ต้องพยายามหามุมน่ารักของมันให้เจอเท่านั้นเอง เข้าใจว่ามี่อยากไปทำงานกับคนจีน อาชีพที่มีอยู่เเรงกดดันขนาดนี้ หนูยังรู้สึกรับมือไม่ค่อยไหว คนจีนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม หนูอาจจะรู้สึกว่าโดนเเรงกระเเทกหนักขึ้นไปอีกก็ได้นะ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยกับคุณหมอ คือลองกลับไปดูเรื่องภาวะจิตใจก่อนดีมั้ย เพราะเท่าที่เคยรู้มายา 8 เม็ดมันลดลงได้ค่ะ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามดีขึ้น ยามันจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ในมุมจากที่ฟังเรื่องที่คุณพ่อบอกกิน ๆ ไปเถอะ เขาอาจจะอยากให้หายก็ได้นะ เพราะว่าสิ่งเดียวที่จะรักษาน้องได้คือยาที่คุณหมอให้กิน คุณพ่อคุณมี่อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องอย่างผู้เชี่ยวชาญ เขาอาจจะไม่รู้ต้องรับมือยังไง เเต่พี่ว่าเขาน่าจะหวังดีค่ะ” รายการพุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณมี่และทุกคนที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ขอให้ค่อย ๆ ดูแลตัวเองและเชื่อมั่นในกระบวนการรักษา เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ ที่พยายามในวันนี้ ล้วนมีความหมายเสมอ แล้วพรุ่งนี้จะค่อย ๆ สดใสขึ้นอย่างแน่นอนค่ะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สิ่งที่หนูเจอจาก HR บริษัท! เอาเงินค่าคอม ค่าOT พูดให้พนักงานคนอื่นฟัง ได้เยอะขนาดนี้ แบ่งเพื่อนๆบ้าง เคยเรียกไปรับเงินที่ห้องยื่นซองให้แล้วพูดว่าเมื่อคืนทำดีมากป๋าให้ค่าตัว พีคสุดงานประกาศรางวัลพนง. หัวหน้าชมเราบนเวทีเขาตะโกน“โกหกทั้งนั้น!”

02 พ.ค. 2025

สิ่งที่หนูเจอจาก HR บริษัท! เอาเงินค่าคอม ค่าOT พูดให้พนักงานคนอื่นฟัง ได้เยอะขนาดนี้ แบ่งเพื่อนๆบ้าง เคยเรียกไปรับเงินที่ห้องยื่นซองให้แล้วพูดว่าเมื่อคืนทำดีมากป๋าให้ค่าตัว พีคสุดงานประกาศรางวัลพนง. หัวหน้าชมเราบนเวทีเขาตะโกน“โกหกทั้งนั้น!”

สิ่งที่หนูเจอจาก HR บริษัท! เอาเงินค่าคอม ค่าOT พูดให้พนักงานคนอื่นฟัง ได้เยอะขนาดนี้แบ่งเพื่อนๆบ้าง เคยเรียกไปรับเงินที่ห้องยื่นซองให้แล้วพูดว่าเมื่อคืนทำดีมากป๋าให้ค่าตัวพีคสุดงานประกาศรางวัลพนง. หัวหน้าชมเราบนเวทีเขาตะโกน“โกหกทั้งนั้น!” HR ทำแบบนี้ควรปรึกษาใครแทนคะ? “คุณหนู(นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 เมษายน 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจพี่อ้อย” เกี่ยวกับปัญหารุ่นพี่ที่ทำงานไม่ให้เกียรติกัน โดย “คุณหนู (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูอายุ 23 ปี งานนี้เป็นงานเเรกที่หนูได้ทำหลังจากเรียนจบ เเต่ก็ได้มีปัญหากับพี่ฝ่าย HR ที่บริษัท เขาค่อนข้างที่จะพูดจา Sexual Harassment กับหนูตลอดเวลา ในตอนเเรกๆเขาก็ทักทายกับหนูดี ครั้งเเรกที่เขาพูดจาเเบบนั้นคือตอนที่หนูต้องไปรับเงินจากเขา พอรับเงิน เขาก็พูดกับหนูว่า เมื่อคืนทำดีมาก อะ ป๋าให้ค่าตัว เขาพูดเเบบนี้ในที่สาธารณะ เเล้วอีก 2 วันต่อมาหนูก็เอาเงินทอนไปให้เขา เเล้วเขาก็พูดอีกครั้งว่า เอาไปเถอะ ค่าตัวหนู ในเหตุการณ์ต่อมา คือ เขาพูดเรื่องเงินเดือนของหนูต่อหน้าทุกคน เพราะว่าหนูก็ได้ค่าคอม ค่าทำ OT ค่อนข้างพอสมควร เเล้วเขาก็พูดว่า ทำไมไม่เเบ่งให้คนอื่นบ้าง เอามาเเบ่งให้พี่บ้างสิ อีกครั้งนึงก็คื อ ตอนที่หนูต้องขึ้นไปเอาเอกสารกับเขา เขาก็พูดเเซวเล่นว่า เออนี่เอาใบลาออกให้มันหน่อยสิ อยากให้มันลาออกละ มันไม่สวย หนูก็เลยตอบไปว่า อ้าวพี่อย่าพูดเเบบนี้นะ หนูต่อยเป็นนะ เขาก็ตอบว่า มึงมาต่อยสิ เดี๋ยวกูต่อยท้อง หนูก็ตอบไปอีกว่า อ้าวพี่ นี่มันข่มขู่พนักงานเเล้ว เเต่หนูก็ตกใจกับสิ่งที่เขาตอบมาอีกว่า กูไม่ได้ข่มขู่ กูจะข่มขืนด้วย เเละหนูไม่เคยได้ยินว่าคนอื่นโดนเเบบนี้เหมือนกับหนูบ้างไหม เเต่อีกเหตุการณ์นึงที่ทำให้หนูรู้สึกว่าทนไม่ไหวเเล้ว คือ ตอนที่หนูได้รับรางวัลนึง ที่เป็นเหมือนกับความภาคภูมิใจของหนู ตอนที่หัวหน้ากำลังชมหนูอยู่บนเวที HR คนนั้นก็ตะโกนขึ้นมาว่า โห่ๆ ไม่จริง ซึ่งครั้งนี้หนูก็ได้เเสดงสีหน้าออกไปชัดเจนเลยว่าไม่พอใจ ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ เเละพอหนูลงจากเวทีมา เขาก็เดินเข้ามาพูดอีกว่า โห่ไม่จริงเลย โกหกทั้งนั้น หนูเลยถามเขากลับไปเลยว่า พี่พูดว่ายังไงนะ เขาก็ตอบว่า ป่าว ไม่มีอะไร พี่พูดกับคนอื่น เเต่ก็มีเเบบยิบย่อยอีก ประมาณว่าอีกครั้งที่หนูขึ้นไปเอาเอกสาร เขาก็ทักหนูว่า อุ้ย สิวขึ้นหรอ เเฟนไม่พาไปเที่ยวหรอ หรือบางครั้งที่หนูต้องรบกวนให้พี่เขาส่งเอกสารให้ เขาก็จะพูดว่า พี่ไม่ส่งให้คนมีผัวหรอกนะ เป็นเเบบนี้ตลอดที่หนูต้องเจอเขา ซึ่งหนูก็ได้เเจ้งหัวหน้าของหนูไปเเล้ว เเต่หัวหน้าหนูบอกว่า เพราะหนูเป็นคนน่ารัก น่าเอ็นดู เขาเลยเเซว เเกล้งเล่น หัวหน้าหนูเขาเป็นคนต่างชาติ เลยคิดว่าอาจจะสื่อสารไม่ตรงกันรึป่าว จนอีกครั้งนึงที่หนูไม่ไหวจริงๆ หนูเลยร้องไห้ บอกหัวหน้าไปเลย พอหัวหน้าได้ไปคุย เขาก็เดินมาหาหนู เเล้วเขาก็พูดว่า ไหนใครทำน้องสาวพี่ร้องไห้เนี่ย หลังจากครั้งนั้นเขาก็ไม่เคยที่จะเเซวหนูอีกเลย เเต่กับตัวหนู มันทำให้บรรยากาศในการทำงานของหนูเสียไปเลย หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า ถ้าหนูต้องเจอกับเหตุการณ์เเบบนี้อีก หนูควรที่จะปกป้องตัวเองยังไงคะ? หรือเป็นเพราะหนูยังเด็กหนู เลยยังไม่กล้าที่จะพูดรึป่าว?’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตัวพี่ก็ไม่ได้รู้จักกับเขาเนอะ เเต่การที่เขาเเสดงออกเเบบนี้ เขาเหมือนกับเเบบโลกยุคเก่าเขาอยากที่จะเล่นกับใคร เขาก็ใช้วิธีที่คนยุคใหม่ไม่ทำกัน ก็ถ้าหนูคิดว่าอยากจะออกจากที่นี้ หนูก็ควรสร้างอะไรบางอย่างทิ้งไว้ก่อนออกก็ได้ เพื่อจะทำให้เขารู้ว่า เขาไม่ควรที่จะเล่นเเบบนี้ บางทีเราอาจจะไม่ต้องรักษาน้ำใจกับคนที่ไม่มีมารยาท เช่นบางทีมีคนมาทำเเบบนี้ พี่ก็จะยิ้มน้อยๆให้เขารู้ว่าเราไม่ได้ตลกกับเขาด้วยนะ หรือบางทีเขาก็อาจจะมาง้อหนูเเล้ว ด้วยการมาคุยเเบบนั้นเเต่เขาอาจจะสื่อสารไม่เก่ง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เห็นด้วยกับพี่เผือกนะตรงเรื่องการเเสดงออก เเต่ว่าการที่หนูจะออกเพราะ อีตาลุงนี้คนเดียวพี่ว่าก็ไม่ควร ควรจะให้หัวหน้าได้รับรู้ดีกว่าว่า ระหว่างที่จะต้องเสียพนักงานดีเด่นไป กับเพราะHr คนเดียว เเต่รู้สึกว่าการที่คุณหนูจัดการกับปัญหานี้ ถือว่าถูกต้องเเล้ว เเล้วพี่ก็คิดว่าเขาก็รู้เเล้วในตอนนี้ว่าเขาไม่สามารถเล่นเเบบนี้ได้ ถ้าบริษัทจัดการเเล้วด้วย พี่ว่าตอนนี้ทุกอย่างก็โอเคเเล้ว’ สุดท้าย “ดีเจพี่อ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ ที่ทำงานเลือกได้ เเต่เพื่อนร่วมงานเลือกยากมาก เเละพี่ก็รู้สึกว่าหนูให้ค่ากับคนๆนี้มากเกินไป หรือถ้าหนูย้ายออกจากที่นี้ หนูมั่นใจได้ไงว่าหนูจะไม่เจอกับเพื่อนร่วมงานเเบบนี้อีก พี่เลยไม่อยากให้หนูต้องหนีไปตลอดชีวิต เเละพี่ก็เคยเจอประโยคนึงมาว่า เราเลือกคนที่เข้ามาในชีวิตไม่ได้ เเต่เราเลือกวางเขาไว้ตรงไหนในชีวิตได้ เหมือนกับว่าการที่เขา ทำเเบบนี้กับเรา ก็เหมือนกับเขาประจานตัวเองในที่สาธารณเหมือนกัน หรือหนูก็สามารถเเอบอัดเสียง เพื่อไปฟ้องกับหัวหน้าได้ เเละ อย่าให้ปากของใครมีค่า จนมาทำร้ายความรู้สึกของเราได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไป ซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่ หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ?

19 ก.พ. 2026

หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไป ซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่ หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ?

หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไปซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ? ‘คุณเชอร์รี่’ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษากับ 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกลือ' เกี่ยวกับเรื่องที่เธอนั้นไปต่อขนตามา แต่แฟนไม่ชอบที่ขนตาของเธอนั้นมันจึ้งเกินไป ‘คุณเชอร์รี่’ ได้เล่าว่า โดยปกติเธอก็แต่งหน้า ดัดขนตา ปัดมาสคาร่าไปทำงานเป็นประจำทุกวัน จนเธอเริ่มรู้สึกกังวลใจ ว่าหากต้องล้างเครื่องสำอางทุกวัน จะเสี่ยงทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอยขึ้นได้ เธอจึงแก้ไขปัญหาด้วยการไปติดขนตาแม่เหล็ก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้ชีวิต และความสุขของคนรักสวยรักงามอย่างเธอ แต่เมื่อแฟนของเธอได้เห็นว่าเธอนั้นไปติดขนตาแม่เหล็กมา ก็ได้บอกว่า “มันหนาเกินไป ดูไม่เป็นธรรมชาติ” ซึ่งส่วนตัวคุณเชอร์รี่กลับไม่เห็นด้วย เพราะเธอรู้สึกว่า เวลาที่ถ่ายรูปออกมา ขนตาของเธอมันจึ้งมาก และส่วนตัวเธอนั้นก็ชอบ และมั่นใจกับการที่ติดขนตาแม่เหล็กเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป แฟนของเธอเริ่มพูดแซวหนักขึ้น เธอจึงได้เปลี่ยนจากการติดขนตาแม่เหล็ก เป็นการติดขนตาปลอมแบบก้านใสปกติ ซึ่งแฟนของเธอก็ยังไม่ถูกใจกับสิ่งนี้ และให้เหตุผลว่ามันดูไม่เป็นธรรมชาติอีกเช่นเคย เมื่อคุณเชอร์รี่ได้ยินเช่นนั้น จึงตัดสินใจไปลิฟติ้งขนตา (Eyelash Lifting) ซึ่งเป็นการดัดและยกโคนขนตาจริงให้งอนและเด้งขึ้น โดยขนตานี้จะอยู่ได้เป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งเมื่อแฟนของคุณเชอร์รี่เห็นก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี คุณเชอร์รี่เล่าว่า ในตอนแรกที่เธอไปลิฟติ้งขนตามาแล้วลงรูป แฟนของเธอก็ได้บอกว่า “ขนตาจึ้งมาก” ซึ่งเธอก็นึกว่าครั้งนี้เขาจะถูกใจในสิ่งที่เธอไปทำมา แต่เมื่อเธอได้เปิดเฟซไทม์ คุยโทรศัพท์กับแฟน เธอก็เห็นว่าสีหน้าของแฟนของเธอนั้นดูเซอร์ไพรส์มาก แต่แววตาของแฟนของเธอกลับดูจ๋อยลงทันที เหมือนกับว่ากำลังผิดหวังกับบางสิ่งบางอย่างอยู่ คุณเชอร์รี่ก็แอบเสียใจ เนื่องจากการที่เธอตัดสินใจไปลิฟติ้งขนตามานั้น ก็เพราะอยากจะให้แฟนรู้สึกชอบมากขึ้น ซึ่งแฟนของคุณเชอร์รี่ก็ได้บอกว่า ชอบที่คุณเชอร์รี่แต่งหน้าเบา ๆ ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า พร้อมถามต่อว่า ขนตาที่ไปลิฟติ้งมานี้จะมีระยะเวลาอยู่ได้นานแค่ไหน คุณเชอร์รี่ก็ได้ตอบไปว่า สามารถอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน เมื่อแฟนของคุณเชอร์รี่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก พร้อมทั้งตั้งตารอที่จะให้ผ่าน 2 เดือนนี้ไป แต่ตัวของคุณเชอร์รี่กลับคิดหนัก เมื่อเธอมาคิดว่า อีก 2 เดือน จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีวันหยุดที่เธอกับแฟนจะต้องไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน ซึ่งตัวของเธอเองนั้นก็เป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามเหมือนอย่างคนปกติ แล้วเธอรู้สึกชื่นชอบในขนตาที่ได้ไปทำมาเป็นอย่างมาก หากถึงวันนั้นที่ขนตาของเธอจะหมดอายุการใช้งาน เธอคงจะรู้สึกไม่ดี และคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้น เธอคงอยากที่จะทำมันอีกครั้ง คุณเชอ์รี่จึงได้ปรึกษากับเหล่าดีเจทั้งสามว่า จะทำอย่างไรกับแฟนของเธอดี เพราะเธอคิดว่า หากถึงเทศกาลสงกรานต์ ที่เธอจะต้องไปเที่ยวต่างจังหวัด เธอก็อยากที่จะไปลิฟติ้งขนตาอีกครั้ง เพราะเธอรู้สึกว่าสิ่ง ๆ นี้มันคือความสุขของเธอ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ เหล่าดีเจทั้งสามก็ได้พูดให้กำลังใจ พร้อมทั้งสนับสนุนให้คุณเชอร์รี่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และมีความสุขต่อไป โดย 'ดีเจเกลือ' ก็ได้พูดเสริมขึ้นว่า “ความสุขของน้องคือการติดขนตาก็จริง แต่ความทุกข์ของน้องคือน้องอยากให้แฟนชอบ ความอยากนี่แหละ มันคือการอยากที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น ซึ่งมันยากมาก ความทุกข์ของเราที่เกิดขึ้น คือเรามักพยายามไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้ตามใจเรา” ซึ่งหลังจากที่ดีเจเกลือได้พูดจบ คุณเชอร์รี่ก็ได้ตอบเห็นด้วยในทันที เรียกได้ว่า สร้างเสียงหัวเราะ และความเอ็นดูให้กับเหล่าดีเจทั้งสามเป็นอย่างมากเลยทีเดียวเรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-