(ภาคต่อ) ปลดล็อกปมในชีวิต ! ของเคสสายรุกที่เคยเสียความมั่นใจเพราะฝ่ายรับใหญ่กว่า ล่าสุดเปลี่ยนตลาดใหม่ ไปโฟกัสคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องขนาด และพร้อมเดินหน้าหาความสัมพันธ์ใหม่

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

(ภาคต่อ) ปลดล็อกปมในชีวิต ! ของเคสสายรุกที่เคยเสียความมั่นใจเพราะฝ่ายรับใหญ่กว่า ล่าสุดเปลี่ยนตลาดใหม่ ไปโฟกัสคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องขนาด และพร้อมเดินหน้าหาความสัมพันธ์ใหม่

20 เม.ย. 2026

(ภาคต่อ) ปลดล็อกปมในชีวิต !

ของเคสสายรุกที่เคยเสียความมั่นใจเพราะฝ่ายรับใหญ่กว่า

ล่าสุดเปลี่ยนตลาดใหม่ ไปโฟกัสคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องขนาด

และพร้อมเดินหน้าหาความสัมพันธ์ใหม่

         'คุณบ๊อบ' (นามสมมติ) อายุ 20 ปี สายที่ 9  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวที่เคยเข้ามาเล่าในรายการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองเป็นสายรุก แต่มักเจอรับที่ใหญ่กว่า จนเสียความมั่นใจ กลายเป็นปมชีวิต 

         ความคืบหน้าล่าสุด 'คุณบ๊อบ (นามสมมติ)' ได้เล่าว่า "ตอนนี้ผมเองก็ได้เปลี่ยนไปโฟกัสกับคนที่ไม่ได้สนเรื่องขนาดมากกว่า และหลังจากที่ได้รับคำปรึกษา ก็ลองเปลี่ยนกลุ่มตลาด ไปทางคนที่อยากไปเจอกันในสถานที่ใหม่ ๆ ได้รู้จัก และชอบก่อนในหลาย ๆ เรื่องก่อน ค่อยไปถึงเรื่องบนเตียง และจากที่อ่านคอมเมนต์จากทางบ้านก็เห็นด้วยที่ว่าถ้าเราอยู่ในตลาดแบบนี้การที่เขาจะสนใจแค่ขนาดของเรามันก็ไม่แปลก"

         'ดีเจต้นหอม' ได้พูดให้กำลังใจต่อว่า ‘เห็นมั้ยว่าการที่เรากล้าเปิดใจถาม ทำให้ไม่ต้องเก็บความกังวลไว้คนเดียว และก็ได้เห็นความคิดเห็นของคนอื่น ๆ อีกว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติมากเลย’

         ปิดท้ายด้วย 'ดีเจเผือก' ฝากไว้ว่า ‘ไม่ต้องรีบ ปล่อยไปตามจังหวะชีวิตครับ’

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin 

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

นักศึกษาท้อใจ โทรเล่าความรู้สึกเหมือนโดนอาจารย์ใช้อำนาจข่ม ขายหนังสือเรียนหลายร้อย แต่เรามีข้อจำกัดเรื่องเงิน ต้องส่งตัวเองเรียน ไปขออาจารย์ถ่ายแบบฝึกหัดแล้วส่งออนไลน์พร้อมเพื่อนคนอื่นได้ไหม? อาจารย์บอก ไม่ได้ มันจะละเมิดลิขสิทธิ์ สุดท้ายต้องจำใจจ่ายเงิน

20 พ.ย. 2023

นักศึกษาท้อใจ โทรเล่าความรู้สึกเหมือนโดนอาจารย์ใช้อำนาจข่ม ขายหนังสือเรียนหลายร้อย แต่เรามีข้อจำกัดเรื่องเงิน ต้องส่งตัวเองเรียน ไปขออาจารย์ถ่ายแบบฝึกหัดแล้วส่งออนไลน์พร้อมเพื่อนคนอื่นได้ไหม? อาจารย์บอก ไม่ได้ มันจะละเมิดลิขสิทธิ์ สุดท้ายต้องจำใจจ่ายเงิน

“คุณแซ่บ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (15 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม กับปัญหาที่รู้สึกเหมือนโดนอำนาจข่มทางการเรียน โดย “คุณแซ่บ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ล่าสุด เปิดเทอม 2 ซึ่งในแต่ละรายวิชาก็เหมือนจะให้เราได้เลือกซื้อหนังสือ ใครจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้ แล้วมันก็มีอยู่วิชานึงที่เรารู้สึกว่าเราไม่ซื้อก็ได้ เราหารกับเพื่อนเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่เคยเรียนมา เรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนึงไม่ได้ใช้ขนาดนั้นเพราะเหมือนที่อาจารย์สอนก็มีสไลด์ให้ แล้วมันมีอยู่วิชานึงอาจารย์ก็ให้ลงชื่อคนที่ซื้อหนังสือ เพราะว่าเขาจะนับจำนวน หนูไม่ได้ลงชื่อเพราะหนูหารกับเพื่อนเลยเขียนเป็นชื่อเพื่อนลงไป ทีนี้พอส่งกระดาษรายชื่อไป อาจารย์เขาเหมือนเห็นว่าที่ช่องชื่อหนูไม่มีการลงชื่อ อาจารย์เลยเรียกให้หนูไปคุยหน้าห้อง แต่ที่หน้าห้องก็มีเพื่อน ๆ นั่งอยู่ แล้วอาจารย์เขาก็บอกว่า ‘หนูแน่ใจหรอว่าหนูจะไม่ซื้อหนังสือ ตัวนี้จะเปิดเรียนเป็นเทอมสุดท้ายแล้วนะ’ ก็คือปีหน้าเขาจะปรับหลักสูตรอะไรแบบนี้ จะไม่ซื้อจริง ๆ หรอ หนูก็เลยตอบไปว่า ‘จริงค่ะ อยากลดค่าใช้จ่าย’ อาจารย์ก็เลยถามว่า ‘แล้วถ้าอาจารย์ให้ทำแบบฝึกหัดจะทำยังไง’ หนูเลยตอบว่า ‘ก็คงให้เพื่อนถ่ายหน้าแบบฝึกหัดมาให้ แล้วหนูจะเขียนคำตอบในโทรศัพท์แล้วค่อยส่งผ่านระบบแทนอะไรแบบนี้’ แล้วอาจารย์เขาก็บอกมาว่า ‘ถ้าอย่างนั้นมันจะติดเรื่องลิขสิทธิ์นะ หนูต้องเขียนหนังสือขออนุญาตอาจารย์’ เขาบอกว่าถ่ายรูปแล้วเขียนคำตอบลงกระดาษแล้วก็ส่งอาจารย์เขาอีกที เขาก็จะให้เขียนหนังสือแล้วก็จะเซ็นต์เก็บเป็นหลักฐานเอาไว้ แล้วทีนี้หนูก็เหมือนถามอาจารย์ว่ายังมีเพื่อนอีกหลายคนที่ไม่เอา ทำไมอาจารย์ไม่เรียกมาทีเดียวอาจารย์ เขาก็ตอบว่ามันเหมือนเช็คชื่อยังไม่ถึง หนูก็เลยบอกว่าโอเคค่ะ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าหนูจะเอาหนังสือของญาติมาส่งอาจารย์ แล้วทีนี้หนูก็ไปนั่งที่พอซักพักอาจารย์เขาก็ปล่อยกลับให้กลับได้เลย หนูก็สงสัยว่าทำไมเขาไม่เห็นเรียกคนอื่นเลย แล้วหนูก็เอาเรื่องนี้มาปรึกษาที่บ้าน เพราะว่าในความรู้สึกหนู อาจารย์เขาเหมือนถามย้ำซ้ำ ๆ ว่า ‘จะไม่ซื้อจริงหรอ ถ้าแบบเกรดไม่ดีจะทำยังไง’ ในความรู้สึกหนูเหมือนกับว่าถ้าไม่ซื้อหนังสือ เกรดหนูจะไม่ดี ที่บ้านก็เลยบอกว่าให้ซื้อไปเถอะลูก ให้มันจบ ๆ ไป เพราะว่าในตอนมัธยม หนูมีปัญหาอะไรแบบนี้แล้ว คือให้ลงชื่อเรียนพิเศษ แต่ว่าหนูไม่ได้ลงเรียน ทีนี้อาจารย์ที่เขาสอนพิเศษเหมือนเขาขายคอร์สพร้อมข้อสอบย่อย ที่จะเอาไปออกข้อสอบนักเรียนทั่วไป เหมือนนักเรียนที่เขาเรียน จะรู้แนวข้อสอบอยู่แล้ว แล้วห้องที่ไม่ได้เรียนก็ต้องมานั่งลุ้นเอาว่าจะออกอะไร ในความรู้สึกส่วนตัวหนูรู้สึกเหมือนมีอคติกับบุคลากรที่ทำแบบนี้ มันไม่ดี หนูอยากพูด มันรู้สึกอึดอัดมากเลย เหมือนหนูรู้ว่ามันผิด แต่ก็ต้องยอม หนูก็เลยอยากถามพวกพี่ ๆ ว่า ‘ถ้าสมมติเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ สายการทำงานแบบนี้ เจอแบบนี้ในสังคม เราควรจะปรับตัวยังไง จะตั้งรับยังไงดีคะ ?’ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็วันนึงที่เราออกมาเราอย่าเป็นคนแบบนั้น เราคือเด็กรุ่นใหม่แล้ว เราก็คือมองแล้วจำไว้เลยว่านี่คือคนในยุคนี้ คนที่มันทุจริตเล็ก ๆ น้อย ๆ พอรวมกันแล้วมันกลายเป็นฟันเฟืองที่ยิ่งใหญ่ แล้วถ้าเกิดคนพวกนี้ที่ทุจริตไปอยู่ในจุดที่มีอำนาจสูงสุด มันก็จะทำความฉิบหายได้เยอะมาก เราเติบโตมาแล้ว อย่าเป็นอย่างงั้น หนูจะใช้ชีวิตยังไง ก็คงใช้ชีวิตตามน้ำ ซื้อก็ซื้อเพื่อตัดปัญหา เหมือนไม้ซี่ที่งัดไม้ซุงไม่ไหว’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มองไปรอบ ๆ ตัว ก็เห็นการโกงกันซึ่ง ๆ หน้าเยอะเลย พี่ไม่สามารถจะบอกให้แซ่บไปต่อสู้ความถูกต้องอะไร เพราะว่ารู้สึกแย่เหมือนกันที่เราจะบอกเด็กคนนึงไม่ได้ว่าแบบ งั้นหนูก็สู้เพื่อความถูกต้องสิ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าสู้ ร้องเรียนอะไรก็ไม่ได้ดีขึ้นมา แซ่บลองมองออกไปนอกมหาลัยมันมีอะไรที่ไม่โปร่งใสเต็มไปหมด คำถามคือแล้วเราคิดยังไง คือคนเจนพี่ฝากความหวังไว้ให้คน GEN Z นะ ว่าเด็กที่กำลังตาม ๆ มา มันเติบโตมาพร้อมกับตรรกะชีวิตอีกแบบนึง พี่มองขึ้นไป GEN ก่อนหน้าพี่มันแก้อะไรไม่ได้แล้ว รุ่นพี่ก็ยังไม่ได้เป็นรุ่นที่คิดได้เหมือนรุ่นใหม่ ๆ รุ่นพี่ก็ยังอยู่ในรุ่นปรับตัว คนที่ปรับได้เหมือนเราก็มี คนที่มันยังอยู่กับชุดความคิดเดิม ๆ ก็มี ซึ่งมันไม่โปร่งใสเต็มไปหมด พวกพี่ก็ไม่ได้พอใจ พี่ถึงให้คำแนะนำกับแซ่บไม่ได้ว่าให้สู้เพื่อความถูกต้องสิ เพราะสู้ไปก็เท่านั้น’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พอฟังเสียงแซ่บเหมือนแซ่บจะผิดหวัง เดี๋ยวจะเฟล พี่แค่รู้สึกว่ามันมีครูที่เป็นแบบคนนี้หนึ่งคน แต่พี่ก็เชื่อว่าอาจารย์ท่านอื่น ๆ ก็ไม่เป็นแบบนี้กับแซ่บ มันก็ต้องมีอาจารย์ดี ๆ ด้วย แต่ถูกต้องแล้วที่หนูรู้สึกผิด พี่เห็นด้วย แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว แล้วเราจะทำยังไงกับตัวเองต่อ ไม่อยากให้ตัวเองหมดหวังสิ้นหวัง หมดกำลังใจ ก็ต้องบอกตัวเองเลยว่าเราจะไม่เป็นคนแบบนั้นเหมือนที่เคยพูดกัน เราก็จะไม่ทำแบบนี้กับคนอื่น เพราะตอนนี้เราควบคุมมันได้ แต่ตอนนั้นเราควบคุมไม่ได้เพราะอาจารย์นั่นมันเป็นคนแบบนั้น ในกลุ่มอาจารย์ที่เยอะ ๆ นางก็เป็นคนนิสัยแบบนั้น แต่เอาจริงมันอาจมีเหตุผลเบื้องหลัง บางคนเขาเสนอว่าแบบ คณะอาจเสนอมาว่าแบบช่วยหน่อยเว้ย ดันหนังสือขายหน่อย อะไรอย่างงี้เพราะเราก็ไม่รู้เบื้องหลังรู้ดีเทลละเอียดขนาดนั้น ตัวแซ่บเองก็ไม่รู้ มันก็เป็นไปได้หมดเลย ที่จะทำให้คน ๆ นึงตัดสินใจทำอะไรลงไป อย่างที่เราเห็นในข่าว เราไม่รู้ว่าคน ๆ นั้นเขาเจออะไรมาหรืออะไอย่างนี้ด้วย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัว ครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”

04 ก.ค. 2025

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัว ครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัวครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”ทั้งๆที่หนูทำมาตลอด หนูเลยเปิดใจไปคุยกับผู้ชายอีกคน ที่มาเป็นที่ปรึกษาหัวใจให้กับหนูจนตอนนี้เริ่มรู้สึกดีต่อกันและกัน เขาอยากได้สถานะจากหนูแล้ว แต่หนูก็ยังไม่ได้เลิกกับแฟน เพราะคิดว่าแฟนไม่ได้ผิดอะไรถ้าหนูคบกับเขาต่อครอบครัวเขาก็ไม่ชอบหนูอยู่ดี หนูจะเลือกทางไหนดี ?? “คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจก็อตจิ - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวแฟนไม่ชอบเรา โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บีกับแฟนคบกันมาประมาณ 8 – 9 ปี ครอบครัวเขาโอเคกับเรามาทุก ๆ อย่างในระยะเวลาที่คบกัน แต่มามีช่วงหนึ่ง คือ วันนั้นเหมือนที่บ้านเขาน่าจะพูดอะไรกับเขามา เขามีเกริ่น ๆ กับบีมาประมาณว่า “ไม่ช่วยอะไรที่บ้านเลยหรอ” แต่ตัวบีเองก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่บีตงิดใจว่ “เอ๊ะ มันผิดสังเกตจัง” ในตอนนั้น บีจึงได้ไปดูในโทรศัพท์เขา ซึ่งโทรศัพท์เขาสามารถบันทึกเสียงการโทรเข้า – ออกได้ ทำให้บีได้เปิดฟังสายของแม่และน้องสาวเขา และได้ยินมาคำนึงประมาณว่า “ตอนที่อยู่ที่บ้านเขา เราไม่เคยช่วยอะไรที่บ้านเขาเลย’ แต่บีก็ไม่ได้อะไร เพราะบีรู้อยู่แล้วว่าความในใจเขาคืออะไร ปกติบีจะช่วยบ้านเขาทุกอย่าง แล้วพอวันหนึ่งที่บีไปเปิดบันทึกเสียงในโทรศัพท์เขา คือบีก็เปลี่ยนไป จากที่เคยทำทุกอย่างก็ไม่ทำ แม่เขาตำนิบีตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่บีช่วยเขาทำทุกอย่าง เขาน่าจะพูดไม่จริงกับลูกชายเขา จึงทำให้บีคิดว่า “เอ๋ ถ้าเกิดว่าจากที่เราเคยทำ ทำแล้วมันไม่ได้ดีอะ โอเค เราก็ไม่ทำเนอะ” บีได้บอกกับแฟนไปว่า “บีขอกลับไปทำบริหารธุรกิจ เพราะว่าตอนนี้ธุรกิจบีมีปัญหา” แต่จริง ๆ แล้วความจริงไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่บีอ้างไปแบบนี้ เพื่อที่จะได้กลับไปอยู่กับตัวเองก่อน คราวนี้เขาจึงมองว่าเราเปลี่ยนไป เช่น เราไม่กลับบ้านกับเขาเหมือนเดิม จริง ๆ แล้วบีกับเขายังไม่ได้แต่งงานกัน แต่ว่าไปอยู่บ้านเขาก่อนหน้านี้ช่วงระยะเวลา 3 เดือน เพราะว่าประจวบเหมาะกับแม่เขาป่วยพักฟื้นที่บ้านพอดี บีจึงได้ไปช่วยทางบ้านเขาในช่วงนั้น ทั้งงานบ้าน และอื่น ๆ ในบ้านเขาเลย กระทั่งเดินทางมาถึงจุดพีคคือ บีกับมาอยู่กับตัวเองประมาณหนึ่งอาทิตย์ แล้วดันมีคน ๆ หนึ่งเข้ามาในชีวิต ซึ่งคนนี้เขาก็รู้ว่าบีเริ่มมีปัญหากับแฟน เพราะเขาเป็นเพื่อนในแอป ๆ หนึ่งของบี และเขาก็รู้เรื่องที่บีกับแฟนไม่ได้แต่งงานกัน เหมือนเขาแอบดูเราอยู่ห่าง ๆ ตลอด จากนั้นเขาคนนี้เหมือนมาจีบบี มาหาบีที่ที่ทำงาน เขามาทำให้บีรู้สึกดี มาเป็นที่ปรึกษาได้ทุกอย่าง ทำให้บีรู้สึกดีกับเขา แต่ตอนนี้ติดตรงที่บีกับแฟนยังไม่ได้เลิกกัน พอเขาเข้ามา บีเหมือนอยู่ตรงกลาง บีจึงเริ่มถอยห่างกับเขา ตอนนี้บีสับสนว่าเราจะเอายังไงกับชีวิตตัวเองดี จริง ๆ ตอนนี้บีกับแฟนยังคงคุยกันตามปกติผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งถ้ามีไปออกงานแต่ง งานบวช หรืองานเลี้ยงที่ทำงานเขา บียังคงมีไปด้วยกันบ้าง แต่ทำเพราะหน้าที่เฉย ๆ ซึ่งถ้าถามว่าคนเก่าผิดตรงไหน บีคิดว่า ถ้าในวันหนึ่งต้องให้เขาเลือก บีคิดไว้เลยว่า ยังไงเขาคงต้องเลือกครอบครัวเขาก่อนอยู่แล้ว ไม่ได้เลือกบี ส่วนคนใหม่บีก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเลือกเราไหมเพราะ อย่างแรกคือบีกับเขาพึ่งคุยกัน แล้วมันรู้สึกดีแค่นั้นเลย และตอนนี้บางทีบีก็อยากไปกับคนใหม่ แต่บางทีก็คิดว่าคนเก่าก็ไม่ได้มีนอกใจหรืออะไร บีเลยสงสัยว่าถ้าบีทำแบบนี้ บีจะผิดกับเขาไหม และคำถามของบีคือ ถ้าบีไม่เลือกใครสักคนแล้วกลับมาอยู่กับตัวเอง บีจะเห็นแก่ตัวไหม’ โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจก็อตจิ - ดีเจต้นหอม) ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘บีอยากเลิกกับคนเก่า แต่คนใหม่เข้ามาในจังหวะที่พอดีที่เรากำลังรู้สึกว่าเบื่อหน่าย แต่ที่เข้ามาใหม่ก็ยังไม่ถูกใจหรอก เพียงแค่ว่าไม่อยากอยู่คนเดียว อยากให้ทำเป็นสเต็ปก่อน เคลียร์ไปทีละคน ถ้ารู้ว่าคนเก่าเราไม่เอาแล้ว เราควรหาเหตุผลเคลียร์คนเก่าก่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องนอกใจ แค่มีความรู้สึกว่าวันนี้เราไม่อยากอยู่ในฐานะนี้ ก็แค่แยกกัน ใครที่ไม่ใช่แน่ ๆ ก่อนแค่เคลียร์ออกไป และสุดท้ายคำถามที่ว่า “มันจะเห็นแก่ตัวไหม” คนเรามันก็ต้องรักตัวเองไหม ใครจะอยากทนอยู่ในบ้านที่เขาไม่ได้ต้อนรับเรา และในจังหวะที่เรายังศึกษา ยังคุย ยังเลือกหากันอยู่ ก็คงไม่แปลกที่เราจะทำเพื่อตัวเอง แต่ว่าการเห็นแก่ตัวแบบนี้ ถ้าจะทำให้มันแฟร์คือ อย่าไปเลี้ยงไข้ใครไว้ ถ้าคนใหม่ยังไม่ใช่ก็ไม่ควรไปให้ความหวังกับเขาว่า “เดี๋ยวฉันจะมาเป็นแฟนเธอ” ไม่งั้นจะกลับกลายเป็นว่าเราจะทำไม่ดีกับทั้งผู้ชายถึงสองคน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

จะบอกแม่ดีไหม? อายุ 30 แล้วแต่แม่ไม่อยากให้มีอะไรกับแฟน ห้ามมาตลอดตั้งแต่เราคบกับคนเก่า เคยบอกไปว่ามีอะไรกันแล้ว แม่ก็ปรี๊ดแตก เลยต้องเลิกกันไป และเราคบคนใหม่ได้ 1 ปี กลัวว่าแม่จะกดดันจนต้องเลิกกับคนใหม่อีก เพราะตอนนี้เราท้องกับคนใหม่ได้ 5 เดือนแล้ว…

28 ก.พ. 2025

จะบอกแม่ดีไหม? อายุ 30 แล้วแต่แม่ไม่อยากให้มีอะไรกับแฟน ห้ามมาตลอดตั้งแต่เราคบกับคนเก่า เคยบอกไปว่ามีอะไรกันแล้ว แม่ก็ปรี๊ดแตก เลยต้องเลิกกันไป และเราคบคนใหม่ได้ 1 ปี กลัวว่าแม่จะกดดันจนต้องเลิกกับคนใหม่อีก เพราะตอนนี้เราท้องกับคนใหม่ได้ 5 เดือนแล้ว…

“คุณเตย (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [26 ก.พ. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอั๋น - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาแม่ไม่ยอมให้เรามีอะไรกับแฟน แต่ตอนนี้เราท้องได้ 5 เดือนแล้ว โดย “คุณเตย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ปัจจุบันหนูคบกับแฟนคนนี้มาได้ประมาณ 1 ปี แต่ก่อนที่จะคบกัน ก็รู้จักกันมาหลายปีแล้ว และตอนนี้หนูก็ท้องได้ 5 เดือน รู้ตัวว่าท้องมาตั้งแต่เดือนแรก แต่ปัญหาของหนูคือไม่กล้าที่จะบอกแม่ว่าท้อง ต้องเกริ่นก่อนว่า หนูกับแม่อยู่ด้วยกัน 2 คน แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่เลิกกับพ่อแล้ว แต่พ่อก็รับผิดชอบเรื่องเงิน ซัพพอร์ตให้ทุกอย่าง ตั้งแต่เล็กจนเรียนจบ หนูเป็นคนที่อยู่ในกรอบมาตลอด ไม่เคยเที่ยวกลางคืน ไม่เคยกินเหล้า เรียนจบด้วยดี ไม่เคยนอกลู่นอกทาง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีประเด็น คือ หนูมีแฟน ซึ่งตอนนี้เป็นแฟนเก่าไปแล้ว หนูจำเป็นที่จะต้องย้ายจังหวัดเพื่อมาทำงานกับเขา ด้วยรายได้และอะไรหลายๆ อย่างทำให้หนูต้องแยกจากแม่ เราสองคนก็เลยตัดสินใจจัดงานหมั้น เพื่อไม่ให้แม่ขายหน้า เพราะแม่ก็แคร์สังคมรอบข้างเยอะอยู่ และคุยกับแฟนเก่าว่า หลังจากนี้จะเก็บตังแล้วค่อยแต่งงานกัน ในระหว่างนั้นหนูก็อยู่บ้านแฟน แล้วแม่ก็สั่งห้ามว่า ให้แยกห้องกันนอน ห้ามมีอะไรกัน ห้ามยุ่งกันเด็ดขาด แม่จะโทรมาถามทุกวันว่า มีอะไรกันหรือยัง? มันก็เลยกลายเป็นปมของหนูมาตลอด ที่ผ่านมาหนูโกหกแม่ตลอดว่า แยกกันอยู่ เพื่อเป็นความสบายใจของหนูและแม่ จนถึงจุดหนึ่งที่หนูตัดสินใจบอกแม่ เพราะไม่อยากโกหกแล้ว บอกแม่ไปว่า หนูมีอะไรกับเขาแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาคือ แม่ปรี๊ดแตก ตามมาโวยวายถึงบ้าน แล้วบอกว่า ‘ทำไมเป็นคนแบบนี้ ไปให้เขาเอาฟรีๆ ใจง่ายจัง’ หลังจากนั้นก็โดนสั่งห้ามอีก แต่หนูก็โกหกมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายหนูก็เลิกกับแฟนเก่าไป สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะแม่ พอเราเริ่มมาคบกับแฟนคนปัจจุบัน เราบอกเขาหมดทุกอย่างเลยว่า ‘แม่หนูเป็นแบบนี้ รับได้ไหม’ แต่ก็ไม่ได้บอกลึกขนาดนั้น แล้วก่อนที่หนูกับแฟนจะคบกัน หนูเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับแฟนเก่าให้เขาฟัง ตอนนั้นแฟนก็พูดว่า ‘ถ้าแม่เธอเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ เขาก็จะขอเฟดออกมาก่อน’ พอมาคบกันจริงๆ เหมือนเขาได้สัมผัสสิ่งที่หนูคุยโทรศัพท์กับแม่ ทุกครั้งที่คุยหนูก็มีความเครียด จิตตกทุกครั้ง แฟนหนูก็เลยบอกว่า ถ้าแม่เธอเป็นแบบนี้ แม่หนูพี่ไม่ยุ่งนะ จัดการเอาเอง แต่พอเจอกันเขาก็ดูแลแม่ปกติ พอรู้ว่าท้องเราทั้งสองคนก็คุยกันว่ายังไม่ได้มีเงินมากพอที่จะจัดงานแต่งกัน เลยคิดว่าเอาเงินตรงนั้นไปเลี้ยงลูกดีกว่า แต่เราก็เคยคุยกันตั้งแต่คบแล้วว่า จะอยู่กันแบบนี้ ช่วยเหลือซัพพอร์ตกัน ทุกครั้งที่แม่โทรมาก็จะพูดเรื่องว่า มีญาติที่ท้องก่อนแต่งนะ เขาไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้ จะมีประเด็นนี้ตลอด ไม่เคยโทรมาถามเลยว่า สบายดีไหม ทำงานเป็นยังไง เหนื่อยไหม ไม่มีถามเลย ถามแต่ว่าพี่เขาเป็นยังไง มีอะไรกันหรือยัง ส่วนใหญ่เป็นประโยค พอเป็นแบบนี้มาเรื่อยๆ จนหนูเครียดสะสม หนูพยายามที่จะบอกหลายครั้ง แต่ว่าทุกครั้งที่คุยกัน บทสนทนาก็จะเป็นแบบนี้ มันเลยกลายเป็นความกดดัน และก่อนที่หนูจะโทรมาปรึกษา หนูก็ได้ไปปรึกษาเพื่อนสนิท พี่ๆ ที่รู้จักกัน และคนรอบตัว ก็แนะนำว่าไม่ต้องบอกเลยดีกว่า ให้ปิดไปเลย หนูก็เลยไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงดี เพราะถ้าบอกความจริงก็กลัวว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ มันเลยเป็นความหนักใจของหนู ตอนนี้แม่อยู่กับญาติ อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว เขาก็ซัพพอร์ตกัน ตั้งแต่เรียนจบมา หนูไม่เคยขอเงิน ไม่เคยรบกวนแม่เลย ออกมาทำงานด้วยตัวเอง แล้วก็ส่งเงินกลับไปให้เขา นอกจากเรื่องนี้แล้วแม่ก็มีชอบมาแซะ มาเหน็บหนูบ้าง เช่น บางทีหนูลงรูปในเฟซบุ๊กแล้วมันโป๊นิดหน่อย เขาก็จะแบบว่า ทำไมน่าเกลียดจัง หนูก็เคยคิดว่าจะให้แม่ไปพบจิตแพทย์ดีไหม แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะพูดเรื่องนี้ หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า จะตัดสินใจบอกดีไหมหรือว่าไม่บอกดี ถ้าบอกจะเป็นไปในแนวทางไหน?’ เริ่มที่ “ดีเจอั๋น” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับตัวพี่เอง พี่อยู่กับความจริงเสมอ ถ้าต้องเลือก พี่คิดว่าไม่บอกวันนี้ เราก็ต้องบอกสักวันอยู่ดี สักวันหนึ่งความจริงก็ต้องปรากฏ คุณเตยก็รักแม่ เพราะถ้าไม่รักก็ไม่มีคำถามแบบในวันนี้หรอก ถ้าเป็นพี่ พี่จะโทรไปบอกว่า ‘แม่รู้แล้วใช่ไหม หนูอยู่กับเขามาตั้งนานแล้ว และคิดว่าวันเสาร์นี้จะไปจดทะเบียนสมรสกันแล้วนะ ก็มาบอกแม่เฉยๆ แล้วก็จะมีลูกด้วยกัน เพราะว่าสามสิบแล้ว ถ้าอายุเลยไปกว่านี้อาจจะมีลูกยากแล้วมีปัญหาสุขภาพตามมาด้วย’ แล้วก็วางไปเลย ให้แม่เขาได้ไปคิดต่อ แล้วประเด็นที่เราบอกว่า แฟนเคยพูดว่าจะเฟดออกไปถ้าแม่เรื่องเยอะขึ้น เราก็ต้องบอกเขาว่า เธอต้องจับมือฉันแน่นๆ พูดให้ทีเล่นทีจริง มันจะได้เป็นเรื่องน่ารักไป แต่บอกให้เขารู้ว่า I need your Big support แค่นั้นเอง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เชียร์ไปทางว่าต้องบอก ยิ่งบอกเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี เพราะว่ายังไงก็ตาม มันไม่มีทางปิดมิดอยู่แล้ว เขาต้องรู้ในสักวันอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้เป็นห่วงสุดคือเตย ถ้าเตยบอกแล้ว เตยจะสามารถจัดการสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้ไหม และพี่มั่นใจว่ารีแอคของแม่จะต้องรุนแรงมากแน่ๆ เราก็ต้องค่อยๆ รับมือไป เต็มที่คือแม่เขาอาจจะตัดแม่ตัดลูกไปเลย ในมุมที่เราเคยพบเคยเห็น ช่วงแรกจะโกรธมาก สักพักก็อยากจะเห็นหน้าหลาน คือตอนนี้พี่เป็นห่วงเตยที่สุด เพราะแม่มีอิทธิพลกับเตยมาก แม้ว่าเตยจะไม่ได้อยู่กับเขามาตั้งนานแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำทุกอย่างมันส่งผลกับเตยจริงๆ แล้วมันเป็นปมกับเตยด้วยซ้ำ กลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีกกับแฟนคนนี้ และมันก็ต้องแยกกันเป็นเรื่องๆ กับแฟนเตยก็ต้องคุยกับเขาให้ชัดเจน เราต้องกุมมือกันไปโดยที่มีเด็กอีกคนหนึ่งที่จะไปสร้างครอบครัวด้วยกัน มันต้องแข็งแรงกันทั้งคู่ และสุดท้ายถ้าเตยตัดสินใจที่จะบอก เตยต้องแข็งแรงมาก ต้องตั้งรับและตั้งสติมากๆ พี่เชียร์ไปในทางบอก แต่บอกตอนไหน บอกเมื่อไหร่ พี่ฟันธงให้เตยไม่ได้ เพราะเตยเองที่ต้องบอกตัวเองว่า เตยพร้อมขนาดไหน สำหรับแรงกระแทกที่มันจะเกิดขึ้น’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็คงจะเป็นคำตอบในทางเดียวกัน แต่เตยต้องเข้าใจก่อนว่า 1 แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว คุณแม่เองอาจจะรู้สึกว่าตัวเองก็ผิดพลาดในการเลือกคู่ และหนูยิ่งเป็นลูกคนเดียว และเป็นลูกสาวด้วย คุณแม่ก็จะเข้มเป็นพิเศษ เพราะไม่อยากให้ลูกเจ็บเหมือนที่แม่เจ็บ แต่ทำไมไม่รู้ พี่มีความรู้สึกว่าแม่รู้อยู่แล้ว เพียงแต่แค่เขาใช้วิธีการไซโค แต่พอมาถึงตรงนี้ ถ้าหนูมั่นใจว่าแฟนหนูคนนี้ หนูเลือกถูก งั้นวันนี้เราก็คือครอบครัวเดียวกัน เราคือทีมเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่หนูกลัวสารพัดอย่างเราต้องคุยกัน ไม่อย่างงั้นมันจะกลายเป็นว่าเหมือนหนูสู้อยู่คนเดียว ถ้าเกิดหนูบอกแฟนว่า ‘เฮ้ยเธอ เรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่ฉันรับมือยากและฉันจะบอกแม่ว่าเราชัดเจนในการเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ฉะนั้นครอบครัวเรา เราต้องเดินหน้าไปด้วยกัน’ และพี่รู้สึกว่าการโกหกหรือบอกไม่หมด มาบอกทีหลังพังกว่าอยู่แล้ว แม่จะยิ่งรู้สึกว่า นี่อุตส่าห์หลอกแม่มาได้ขนาดนี้เลย สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าแม่จะเป็นยังไง เราต้องยอมรับว่าเราเปลี่ยนแม่ไม่ได้แน่นอน เขาเป็นคนแบบนี้ เขามีความเชื่อแบบนี้ มีความคิดแบบนี้ เมื่อเปลี่ยนเขาไม่ได้ น้องต้องมีวิธีการดีล และที่น้องกลัวไม่ใช่แค่ที่แม่โวยวาย เพราะพี่รู้สึกว่าหนูเอาประสบการณ์ครั้งเก่า ที่พอแม่โวยวายแล้วแฟนทิ้ง มันก็เลยกลัวว่าจะเกิดขึ้นเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่น้องลองมองย้อนกลับไป การที่แฟนเก่าทิ้งอาจจะไม่ใช่แค่เพราะแม่อย่างเดียว แต่วิธีการแก้ปัญหาของหนูคืออะไร กับการดีลกับปัญหานั้นยังไงมากกว่า เป็นพี่ พี่จะคุยกับสามีก่อน เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน บางครอบครัว สามีเขาTake Action มากกว่านี้อีก ตัวพี่เองก็เคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ที่แม่ไม่ยอมรับคนที่จะเข้ามาในครอบครัว นอกจากคนกลางที่ต้องเป็นคนลุยแล้ว อีกคนหนึ่งก็ต้องจับมือกันให้แน่นมาก และตอนนี้กลัวอะไรที่สุด ทำตรงนั้นก่อน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 23 เพิ่งเริ่มงานที่ใหม่ได้ 1 เดือนกว่าๆ แต่ตลอด 1 เดือนกว่าๆที่ผ่านมา เจอคำถามจากหัวหน้าทุกวันว่า... “อายุ 23 ทำไมยังให้พ่อแม่มารับ มาส่ง” แล้วเขาก็ส่งแผนผังเดินรถเมล์มาให้ แต่ที่บ้านหนูเขาสบายใจ ที่จะมารับส่งหนูแบบนี้ทุกวันมากกว่า จะทำยังไงดี?

23 พ.ค. 2025

หนูอายุ 23 เพิ่งเริ่มงานที่ใหม่ได้ 1 เดือนกว่าๆ แต่ตลอด 1 เดือนกว่าๆที่ผ่านมา เจอคำถามจากหัวหน้าทุกวันว่า... “อายุ 23 ทำไมยังให้พ่อแม่มารับ มาส่ง” แล้วเขาก็ส่งแผนผังเดินรถเมล์มาให้ แต่ที่บ้านหนูเขาสบายใจ ที่จะมารับส่งหนูแบบนี้ทุกวันมากกว่า จะทำยังไงดี?

หนูอายุ 23 เพิ่งเริ่มงานที่ใหม่ได้ 1 เดือนกว่าๆ แต่ตลอด 1 เดือนกว่าๆที่ผ่านมา เจอคำถามจากหัวหน้าทุกวันว่า...“อายุ 23 ทำไมยังให้พ่อแม่มารับ มาส่ง” แล้วเขาก็ส่งแผนผังเดินรถเมล์มาให้ แต่ที่บ้านหนูเขาสบายใจที่จะมารับส่งหนูแบบนี้ทุกวันมากกว่า จะทำยังไงดี? หัวหน้าเช็คถามทุกวันเลยว่า วันนี้มายังไง กลับยังไงทำไมยังไม่ช่วยเหลือตัวเองอีก ลูกพี่อายุเท่าๆหนูก็ทำได้แล้ว ตอนนี้หนูอึดอัด และ เบื่อกับคำถามเดิมๆในทุกๆวันถ้าจะโกหกว่านั่งรถเมล์มา เขาก็คงจะถามซอกแซกอีก กลัวว่าตัวเองจะโป๊ะแล้วตอบคำถามเขาไม่ได้ “คุณส้ม (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี เป็นสายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาพี่ที่ทำงานตกใจที่คุณแม่ยังรับ-ส่งหนูไปทำงาน โดย “คุณส้ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเพิ่งเข้าทำงานออฟฟิศที่นึง ในแผนกที่เข้าไปทำจะมีพี่หัวหน้าหนู 1 คน ซึ่งเขาเป็นผู้ชายอายุประมาณ 50 ปี แล้วห้องทำงานก็มีแค่หนูกับพี่เขาในห้องแค่ 2 คน เรื่องเกิดตั้งแต่วันแรกที่หนูเข้าไปทำงานเลย พี่เขาก็เข้ามาคุยด้วยว่า บ้านหนูอยู่แถวไหน แล้วมาทำงานยังไง หนูก็ตอบเขาไปว่า อ่อ คุณแม่หนูมาส่งค่ะ แล้วคุณแม่ก็จะมารอรับ เพราะปกติที่บ้านจะค่อนข้างหวง จะชอบไปรับ-ส่งตลอด แต่พอหนูตอบไปแบบนั้น พี่เขาก็ตกใจและถามหนูว่า เราอายุเท่าไรนะ? ทำไมยังให้แม่ไปรับ-ส่ง แล้วเขาก็บ่นหนูว่า ทำแบบนี้ไม่ได้นะ เราโตแล้ว เราต้องหัดเดินทางเองบ้างนะ หนูก็ไม่รู้จะตอบยังไง ก็เลยตอบ ค่ะๆ แล้วก็ยิ้มตอบไป พอช่วงบ่ายของวันนั้น พี่เขาก็ส่งรูปสายรถเมล์มาให้หนูดูว่า รถเมล์สายนี้มันผ่านแถวบ้านหนู แล้วมันมาถึงออฟฟิศได้เลยนะ หนูก็ไม่รู้จะตอบยังไง ก็เลยเออ ออตามเขาไปว่า จริงหรอคะ? หนูก็คิดในใจว่าหนูก็คงไม่ได้ขึ้นรถเมล์อยู่แล้ว เพราะหนูไม่เคยขึ้นรถเมล์เลย ตอนนี้หนูทำงานมาได้เดือนกว่าๆแล้ว แต่พี่เขาจะถามหนูแทบทุกเช้าเลยว่า วันนี้มาทำงานยังไงลูก? หรือ วันนี้ลองขึ้นรถเมล์หรือยัง? จริงๆเขาแนะนำวิธีการเดินทางอื่นด้วย ทั้งขึ้นรถ ลงเรือ แล้วทุกเช้าหนูก็จะตอบเขาเหมือนเดิมว่า วันนี้แม่มาส่งค่ะ บางวันเขาก็จะรับฟังเฉยๆ แต่บางวันเขาก็บ่นเราเลยว่า ทำไมไม่ลองเดินทางเอง ทำไมไม่ลองขึ้นรถเมล์ ลองดูมั้ยพรุ่งนี้ เขาชวนหนูคุยทั้งวันเลย เวลาหนูนั่งทำงานอยู่ เขาจะชอบเดินมาถามว่า เป็นยังไงบ้าง เย็นนี้กลับยังไง พรุ่งนี้กินข้าวอะไร เพราะแม่หนูจะทำข้าวกล่องมาให้ด้วยทุกวัน เขาจะชอบมาดูข้าวกล่องหนูว่าวันนี้แม่ทำอะไรมาให้กิน เขาบอกว่าลูกเขาอายุเท่าๆกับหนู หนูก็เคยตอบเขาไปแล้วว่า คุณแม่หนูเขาชอบมารับ-ส่งจริงๆ หนูไม่สามารถเดินทางแบบอื่นได้ ยกเว้นบางวันที่รีบมากๆ คุณแม่ก็จะให้ขึ้น BTS บ้าง เขาก็รู้แล้วว่าที่บ้านหนูมารับ-ส่งได้ หนูไม่ได้บังคับแม่ แต่เขาก็ยังถามหนูอยู่ทุกเช้า ที่หนูโทรมาวันนี้ คือ หนูไม่ได้อยากเปลี่ยนคำถามเขา แต่อยากเปลี่ยนคำตอบของตัวเองมากกว่า หนูไม่อยากโกหกเขาด้วย บางทีก็อยากจะตอบปัดๆไปว่า อ่อวันนี้เดินทางเอง แต่ด้วยความพี่เขาน่าจะถามต่ออีกเยอะ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรจะตอบยังไงดีให้เขาเลิกถามเรื่องนี้กับหนูไปเลย?’ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ลองบอกหัวหน้าไปว่า คุณแม่มีปมกับการขึ้นรถเมล์ การขึ้นรถเมล์ของคุณแม่คือไม่ได้เลย มันเป็นสิ่งที่คุณแม่ไม่อนุญาตให้ส้มทำ ส้มเคยอยากลองแล้วแต่ส้มทำไม่ได้จริงๆ’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อาจจะต้องใช้วิธีอ้างคุณแม่ไปเลยว่า นี่คือช่วงเวลาที่แม่เขาชอบที่สุด ได้คุยกัน ได้ส่งลูก เขาว่างแล้วเขาก็อยากดูแลลูก เคยบอกว่าจะขึ้นรถเมล์แล้ว แม่เขาร้องไห้เลย พี่ไม่ต้องถามหนูแล้วนะ หนูจะร้องไห้เลย หรือบอกไปว่า หนูเคยบอกให้แม่ไม่มาส่งแล้ว แต่มันเป็นอย่างเดียวที่แม่อยากทำเพื่อลูกอยู่’ และสุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่ามันก็อาจจะเป็นการแสดงออกซึ่งความห่วงใยอย่างนึง ถ้าหนูมองเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ดีที่หัวหน้าพูดคุยกับลูกน้อง เพราะถ้าเขาไม่คุยเลย แสดงว่าเราถูกเขม่นอยู่นะ พี่ไม่อยากให้หนูรู้สึกถึงขั้นว่า หนูรู้สึกไปหมดกับสิ่งที่เขาถาม หรือเราอาจจะชิงถามเขาไปก่อนว่า พี่กินข้าวหรือยัง หรืออาจจะคุยเรื่องงานไปเลยก็ได้ มันอยู่ที่ความรู้สึกของเรามากกว่า เพราะไม่งั้นหนูเองที่ดันไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาถาม ทั้งที่มันอาจจะเป็นการชวนคุยเฉยๆ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-