(ภาคต่อ) ปลดล็อกปมในชีวิต ! ของเคสสายรุกที่เคยเสียความมั่นใจเพราะฝ่ายรับใหญ่กว่า ล่าสุดเปลี่ยนตลาดใหม่ ไปโฟกัสคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องขนาด และพร้อมเดินหน้าหาความสัมพันธ์ใหม่

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

(ภาคต่อ) ปลดล็อกปมในชีวิต ! ของเคสสายรุกที่เคยเสียความมั่นใจเพราะฝ่ายรับใหญ่กว่า ล่าสุดเปลี่ยนตลาดใหม่ ไปโฟกัสคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องขนาด และพร้อมเดินหน้าหาความสัมพันธ์ใหม่

20 เม.ย. 2026

(ภาคต่อ) ปลดล็อกปมในชีวิต !

ของเคสสายรุกที่เคยเสียความมั่นใจเพราะฝ่ายรับใหญ่กว่า

ล่าสุดเปลี่ยนตลาดใหม่ ไปโฟกัสคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องขนาด

และพร้อมเดินหน้าหาความสัมพันธ์ใหม่

         'คุณบ๊อบ' (นามสมมติ) อายุ 20 ปี สายที่ 9  ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวที่เคยเข้ามาเล่าในรายการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองเป็นสายรุก แต่มักเจอรับที่ใหญ่กว่า จนเสียความมั่นใจ กลายเป็นปมชีวิต 

         ความคืบหน้าล่าสุด 'คุณบ๊อบ (นามสมมติ)' ได้เล่าว่า "ตอนนี้ผมเองก็ได้เปลี่ยนไปโฟกัสกับคนที่ไม่ได้สนเรื่องขนาดมากกว่า และหลังจากที่ได้รับคำปรึกษา ก็ลองเปลี่ยนกลุ่มตลาด ไปทางคนที่อยากไปเจอกันในสถานที่ใหม่ ๆ ได้รู้จัก และชอบก่อนในหลาย ๆ เรื่องก่อน ค่อยไปถึงเรื่องบนเตียง และจากที่อ่านคอมเมนต์จากทางบ้านก็เห็นด้วยที่ว่าถ้าเราอยู่ในตลาดแบบนี้การที่เขาจะสนใจแค่ขนาดของเรามันก็ไม่แปลก"

         'ดีเจต้นหอม' ได้พูดให้กำลังใจต่อว่า ‘เห็นมั้ยว่าการที่เรากล้าเปิดใจถาม ทำให้ไม่ต้องเก็บความกังวลไว้คนเดียว และก็ได้เห็นความคิดเห็นของคนอื่น ๆ อีกว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติมากเลย’

         ปิดท้ายด้วย 'ดีเจเผือก' ฝากไว้ว่า ‘ไม่ต้องรีบ ปล่อยไปตามจังหวะชีวิตครับ’

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin 

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อ หัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่า อย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่า

09 ธ.ค. 2024

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อ หัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่า อย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่า

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อหัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่าอย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่าแล้วจะสอบวิศวะให้ติดให้ได้ ตอนนี้เราสงสารลูกใจจะขาด ได้แต่รับฟังและทำตามที่เขาขอ “คุณผักกาด (นามสมมติ)” อายุ 38 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 ธ.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหาการโดนบูลลี่ โดย “คุณผักกาด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มจากที่ลูกชาย อายุ 17 ปี ด้วยความที่ลูกชายเป็นเด็กทุนจึงจำเป็นต้องย้ายเข้าไปอยู่หอพักของวิทยาลัยแห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ้านกับสถานศึกษาไม่ได้ไกลกันมาก สามารถไป-กลับได้ แต่ลูกชายต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของคุณแม่ เนื่องจากเราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกชายเลยตัดสินใจเลือกรับทุนการศึกษานี้ พอหลังจากย้ายเข้าไปปีแรกเขาก็โดนแกล้งเลย ไม่ใช่เป็นการรับน้องแต่คือน้องโดนเพื่อนรุ่นเดียวกันจับถอดเสื้อผ้า ถอดกางเกง หลังจากนั้นเขาก็โดนล้อเรื่องของสงวนมาตลอด ตัวน้องเองก็บอกกับเพื่อนมาตลอดว่าไม่ชอบนะแต่มันจะมีทั้งคนที่ฟังแล้วไม่ล้ออีก และก็จะมีหัวโจกที่ยังคงล้ออยู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนน้องมาเล่าให้ฟังว่า มันมีคนพยายามที่จะเปิดประตูห้องน้ำตอนที่น้องกำลังอาบน้ำอยู่ เพราะหอพักที่น้องอยู่มีลักษณะคล้ายอพาร์ทเม้นท์ 2 ห้องนอน มีห้องน้ำในตัว 1 ห้องนอนจะนอนได้ 2 คน ห้องที่ลูกชายพักก็จะอยู่ด้วยกัน 4 คน วันนั้นน้องอาบน้ำอยู่ ประตูห้องน้ำเป็นลูกบิดล็อคประตูไม่ใช่แบบกลอนล็อค เพื่อนใช้ส้อมพยายามงัดเปิดประตูเข้ามา 3 ครั้ง แล้วน้องก็บอกว่าตรงพัดลมดูดอากาศของห้องน้ำจะมีอะไรบางอย่างปิดอยู่ แต่ตอนน้องอาบน้ำก็ไม่ได้สังเกต จนน้องอาบน้ำเสร็จออกมาจากห้องน้ำ น้องเห็นว่าตรงนั้นมันเปิดออก พอลูกชายเล่าให้ฟังแล้ว เรารู้สึกกังวลว่า ลูกเราจะโดนถ่ายรูป ถ่ายคลิปไหม เพราะเด็ก ๆ จะมีกลุ่มส่วนตัวในแพลตฟอร์มนึงเพื่อคุยกัน ในกลุ่มนั้นก็จะชอบถ่ายรูปเพื่อน ๆ เวลานอนหลับอ้าปากบ้าง นอนกรนบ้าง เอาไปลงกันเป็นเรื่องโจ๊ก ซึ่งถ้ามันเป็นรูปลักษณะแบบนี้มันก็คงไม่โจ๊กหรอก พอน้องเห็นว่าตรงพัดลมดูอากาศเปิด น้องก็รู้สึกไม่โอเคก็เลยมาเล่าให้แม่ฟัง เราคิดว่าน้องน่าจะโดนหลาย ๆ อย่าง จริง ๆ ไม่ได้โดนทุกวัน น้องกับเพื่อน ๆ ยังคุยกันได้ แต่ก็จะมีการแกล้งแบบนี้ เราคิดว่าเขาน่าจะโดนแกล้งมาประมาณนึง จนทนไม่ไหวน้องตัดสินใจเล่าให้แม่ฟัง เพราะเขาจะไม่ค่อยเอาเรื่องอะไรมาเล่าให้แม่ฟังด้วยความที่อยู่กัน 2 คน เขาเห็นเรารับผิดชอบค่อนข้างเยอะ เขาจะไม่ค่อยเล่าอะไรถ้าไม่ซีเรียสจริง ๆ ตอนนี้ก็น้องโดนมาปีครึ่งแล้ว น้องก็ไม่อยากอะไรเลยนอกจากฟังเขาเล่า เขาเล่าให้ฟังแม่ก็อารมณ์เสียเพราะมันมาเกินไป จะมีเด็กประมาณ 3 - 4 คนที่โดนแบบนี้ พอเราฟังเขาเราก็อารมณ์ขึ้นปึ้ง เขาก็บอกว่า “แม่ หนูพูดกับใครไม่ได้เลยนอกจากแม่ หนูอยากให้แม่แค่รับฟัง” เราก็บอก “ย้ายไหม ย้ายเลย” คือถ้าเลือกย้ายโรงเรียน 1. ทุนที่เราได้รับทั้งหมดต้องจ่ายคืน 2. ที่นี่จะมีอะไรบางอย่างพิเศษกว่าที่อื่น ซึ่งถ้าจบจากที่นี่เขาจะมีสิทธิ์ได้เข้าในมหาลัยที่เขาอยากเข้า ซึ่งเรามองว่าเขาเก่งมากที่มองเป้าหมายแล้วเขาไม่หนี แต่เราก็มองว่ามันต้องอดทนขนาดนี้เลยเหรอ? ทั้งการเรียนก็หนักมาก หลาย ๆ อย่างที่เขาจะต้องทำอีกในเรื่องการเรียนอีก หลังเลิกเรียนคือช่วงเวลาที่จะได้พักผ่อน ทำการบ้าน เคลียร์งาน แต่กลับต้องมานั่งหวาดระแวง ซึ่งตอนแรกที่แม่รู้ แม่คิดว่าเราจะคุยกับผู้ปกครองของเด็กพวกนี้ เพราะเรามีไลน์กลุ่มกันเราก็คุยกับเขาได้ทุกเรื่อง ลูกก็บอกว่า “ไม่ได้สิแม่ มันก็ต้องถึงพวกนี้” ก็จะกลายเป็นว่าจะมี 2 อย่างที่เกิดขึ้น 1. โดนแกล้งหนักกว่าเดิม 2. โดนคว่ำบาตร ตัวน้องก็จะต้องทำโปรเจคซึ่งต้องทำเป็นกลุ่ม เด็กทุนก็ไม่ได้มีเยอะ ตัวเขาก็ไม่อยากย้ายโรงเรียนเขาบอกกับแม่ว่า “เขาไหว ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่ไหวเขาจะบอก” แต่คือเราเป็นแม่จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ตอนนี้มันก็ผ่านมาสัปดาห์นึงแล้วเราก็คอยถามตลอดว่า ทุกอย่างดีขึ้นไหม โอเคไหม ถ้ามีอะไรที่เขามารังแกให้อัดเสียงไว้หรืออัดคลิปไว้นะ วันนี้หนูอาจจะไม่อยากเอาเรื่องแม่เข้าใจแต่วันนึงถ้าหนูไม่ไหว ถ้าแม่ต้องไปงัดไม่ว่าจะโรงเรียนหรือผู้ปกครองแม่ก็อยากให้เขารู้ว่ามันไม่มีหรอก ลูกฉันเป็นคนดี บางครั้งเวลาไปส่งลูกแล้วแม่เจอก็อยากถอดหมวกกันน็อคฝาดหน้ามันเลย เอาตรง ๆ คือมึงไม่ต้องมายกมือไหว้กูหรอก ไม่ต้องมาเรียกกูว่าแม่เลยถ้าจะทำแบบนี้ ทุกครั้งก็จะเอาขนมไปฝากตลอดเพราะเด็กบางคนอยู่ต่างจังหวัด ต่อหน้าเราเขาอีกอย่าง ด้วยความที่มันอาจจะเป็นปมนึงของลูกด้วยเพราะเขามีโลกประจำตัวตั้งแต่เด็ก เขาเคยได้รับการฉายรังสีที่ศีรษะและอวัยวะเพศ แม่ไม่ทราบว่ามันจะมีผลทำให้ฮอร์โมนบางอย่างมันช้าลงไหม และเขาก็เป็นคนตัวสูงใหญ่มันก็เลยอาจจะดูไม่บาลานซ์ เขามีความรู้สึกไม่มั่นใจตัวเองอยู่แล้วมาเจอแบบนี้อีก แม่รู้สึกไม่โอเคมากแต่ไม่รู้จะยังไงสับสนไปหมดเพราะความฝันของลูกก็สำคัญ มันรู้สึกเหมือนเราล้มเหลวเราเป็นแม่เขาแต่เราปกป้องเขาไม่ได้ แม่ก็เลยอยากจะปรึกษาว่าแม่ควรจะทำออกไปเป็นการกระทำอย่างไร ควรจะคิดยังไง?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นหอมจะเลือกทำตามที่ลูกบอก เพราะว่าเขาประเมินสถานการณ์แล้วว่าเขารับมือกลับสิ่งตรงนี้ได้แค่ไหน สิ่งที่เขากังวลใจเขาก็ไม่อยากให้แม่เข้าไปยุ่งตรงนั้น ซึ่งการที่แม่เข้าไปยุ่งหรือทำให้สิ่งที่เขาไม่อยากให้ทำมันเป็นการเพิ่มปัญหาให้กับเขา ฉะนั้นวันเนี้ยสิ่งที่ทำได้คือคุยกับลูกให้เยอะ ๆ แล้วสังเกตว่าเราเป็นทีมเดียวกันนะ ถ้าสมมุติไม่ไหวแม่ก็ต้องเข้มแข็งให้ลูกเห็นว่า “เออ ลูกอยู่ทีมถ้าไม่ไหวยังไงบอกแม่เลยนะ แม่เอาออกได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลยนะลูก” แล้วลูกจะมีความรู้สึกฮึกเหิมว่ายังไหวอยู่อีกปีครึ่งแล้วแต่ลูกเลย ถ้าเกิดไม่ไหวบอกแม่ แม่เอาออกเลยแต่แม่จะทำตามลูกนะ ลูกให้ทำอะไรลูกบอกมาเลยลูกว่าไงว่างั้น เพราะเขาเป็นคนรับมือ แล้วเขาจะรู้สึกว่าโอเคมันอาจจะเฮิร์ทนิดนึงแต่ยังไหวอยู่ ให้เขาเป็นคนตัดสินใจแต่เราแค่แสดงเจตจำนงเลยว่า ซัพพอร์ท ไหวอยู่ไหมลูก ก็ทำให้บรรยากาศเวลาคุยกับเราแล้วไม่เครียด แต่ต้องไม่พูดด้วยความเครียด โมโห หรือแค้น เพราะเขาจะกังวลใจเข้าไปอีก ต้องทำให้เขาผ่อนคลายทำให้เขารู้สึกว่าทุกครั้งที่โทรหาแม่ลูกจะได้ความสบายใจกลับไปฉะนั้นแม่ก็ไม่ต้องเครียดเรื่องที่จะไฟต์รอคำสั่งจะเขาอย่างเดียวพอ แล้วเราก็เตรียมเรื่องเงินเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน แต่ทีนี้หอมเชื่อว่าเป้าหมายของลูกแข็งแรงพอที่เขาจะอดทน เราอาจจะพูดถึงอนาคตของเขาว่า อีกปีครึ่งแป๊บเดียว จะได้ไปอยู่มหาลัยที่ลูกต้องการแล้วนะ ให้เขารู้ว่าทุกปัญหามีแม่เสมอแม่จะอยู่เคียงข้างเสมอ’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เคสนี้ยากเหมือนกันเพราะผมก็ตอบไม่ได้ว่าควรทำยังไง เคยคิดเหมือนกันเราเพราะว่าเราจะอยากทำอย่างนึง แต่ลูกจะอยากให้เราทำอีกอย่าง เป็นคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากจะจัดการอะไรบ้างอย่างทันทีในวันรุ่งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้ลูก ความโกรธเกิดขึ้นแน่นอน เราอยากจะลุยแหละไม่ว่าเราจะได้คุยกับใครจะเป็นครูที่ไว้ใจได้สักคนพอที่ลูกเราจะไว้ใจที่สุด คิดว่าครูคนนี้เก็บความลับได้มากที่สุดแล้วค่อย ๆ แก้กันไปโดนที่มีครูรับรู้อยู่ช่วยกันคิดว่าเราจะช่วยปัญหายังไง ซึ่งมันมีหนทางมากมายที่เราจะเข้าไปคุยด้วยแต่สุดท้ายเราก็คงต้องฟังลูกเป็นหลักก่อน ถ้าลูกยืนยันมาก ๆ ว่าอย่าพึ่งทำอะไรในตอนนี้ อย่างนึงในความเป็นพ่อเป็นแม่เราที่ทำได้เราก็ต้องไว้ใจลูกเราเหมือนกันว่า เขายังรับมือได้แต่คำว่ารับมือได้ เราในฐานะพ่อแม่ก็ต้องระวังหลังให้ลูกเหมือนกันว่า คุณรับมือได้จริงหรือเปล่า หรือ คุณแค่พยายามบอกทุกคนและบอกตัวเองว่าคุณรับมือได้ คุณยังทนได้แต่จริง ๆ ข้างในทนไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าความถี่ในการเกิดขึ้นและความรุนแรงที่มันเกิดขึ้นมันขนาดไหน ถ้ามันเป็นการกลั่นแกล้งที่ลูกยังทนได้จริง ๆ โอเคเราหายใจลึก ๆ เราอาจจะต้องเป็นฝ่ายที่อดทนมากกว่าลูกแต่ว่าถ้าการแกล้งมันเกิดขึ้นแบบรุนแรงมากเกินไปหรือมันเริ่มล้ำเส้นที่ไม่ควรจะทนแล้ว การกระทำเราอาจจะต้องเปลี่ยนเพราะฉะนั้นการสื่อสารกับลูกมาก ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมากในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่แม่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดคือ ตอนนี้แม่คือ ปราการสุดท้าย เซฟโซนสุดท้ายของเขาแล้วอย่าเสียตรงนี้ไป ทำทุกอย่างให้เขายังเล่าให้เราฟังอยู่ อะไรก็ตามที่ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าถ้าทำออกไปแล้ว ลูกอาจจะไม่มาบอกอะไรเราอีกถ้ามันทำให้ทิศทางของแผนที่เขาวางไว้มันผิดหรือเขาไม่โอเค เราอาจจะเสียความเป็นเซฟโซนสุดท้ายไปตลอด เขากำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นมากการที่เขายังเลือกที่จะเล่าให้เขาฟังอยู่นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดมาก ๆ ณ ตอนนี้ในความเป็นพ่อเป็นแม่แค่ระวัง บอกเขาเลยว่า คนเรามันมีนะที่พูดว่าทนได้แต่จริง ๆ มันทนไม่ไหว ถ้ามันเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ให้บอกแล้วเราค่อย ๆ คิดว่าเราต้องทำอะไรบางอย่าง แต่ถ้า ณ วันนี้มันทนได้จริง ๆ แม่จะเคารพการตัดสินใจจะเชื่อใจทนกันอีกแค่ปีครึ่ง เพราะเท่าที่เราผ่านกันมาทั้งหมดสังคมเปลี่ยนทุก ๆ การเปลี่ยนสถานศึกษาจริง ๆ แม่ก็ผ่านมาแม่ก็คงจะรู้ว่าสังคมมันเปลี่ยนจริง ๆ กับการย้ายโรงเรียน ถ้าเราผ่านพ้นไปได้ทุกอย่างอาจจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นเพราะฉะนั้นเชื่อใจลูกให้มาก แต่ก็อย่าไว้ใจจนเราไม่ได้ปกป้องลูก’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล”ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คุณแม่ต้องสังเกตและต้องคอยระแวดระวังแบบมาก ๆ เลย เพราะว่าตอนนี้เรารู้ว่าเคสการแกล้งมันเกิดขึ้นแล้ว แต่เติ้ลก็ไม่แน่ใจนะว่าน้ำหนักการแกล้งมันไปถึงจุดที่มันเกินคำว่าแกล้งแบบเด็กผู้ชายเล่นกัน ไปถึงการบูลลี่ ไปถึงการทำร้ายร่างกายมันจะไปถึงไหนได้ สำหรับเติ้ลเห็นด้วยกับพี่หอมและเผือกว่า ถ้าลูกยังขอคุณแม่ว่าอย่าไปพูดแสดงว่า จะต้องมีบางอย่างที่เขาอาจจะลองทนก่อนหรืออะไรก็ตาม หรือเขาอยากจะให้เวลามันพิสูจน์ แต่ว่าถ้าเขาขอแล้วการที่จะเอาเขาอยู่เผื่อที่จะให้เขาเล่าเรื่องให้เราฟังตลอดก็ต้องทำตามที่เขาไว้ก่อน ซึ่งคุณแม่ก็ต้องย้ำเผื่อให้เขารู้ว่าการตัดสินใจที่เขายอมทนของเขาครั้งนี้จริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีความจำเป็นต้องทนเพื่ออะไร ถ้าเป็นลูกเติ้ลจะบอกลูกว่า ถ้าหนูต้องทนไม่มีความสุขเพื่อที่ว่าหนูจะไปโรงเรียนที่หวังว่า แม่จะประหยัดเงินหรือคิดว่าโรงเรียนนี้มันดีกับหนู หรือว่ามันต้องทนสิ่งนี้เพื่อที่จะได้อนาคตมาที่เรายังไม่รู้ว่ามันอะไร แต่ถ้าลูกจะต้องทนทุกข์ทรมานคือมันไม่จำเป็นนะสำหรับแม่ เพราะเราไม่อยากเห็นเขาไม่มีความสุข เราต้องทำให้เขาเห็นว่ามันไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรมาบังคับให้เขาจะต้องไม่มีความสุขเลยนะ แต่ถ้าเขาเลือกแบบนี้เราก็ต้องอยู่เป็น back support เขา สุดท้ายถ้าเรื่องที่คุณแม่รับฟังมันเริ่มไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆแล้วไม่จบ รู้สึกว่ามันเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนไปถึงทำร้ายร่างการเราต้องตัดสินใจพูดกับเขาว่า แม่ขอตัดสินใจไปคุยกับอาจารย์เผื่อที่จะให้เรื่องนี้มันจบ ซึ่งถ้ามันไม่จบแม่สัญญาว่าแม่จะยังอยู่ข้างหนูเพื่อทำให้หนูมีความสุขที่สุด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

13 มิ.ย. 2025

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทยไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้ลำดับชีวิตตัวเองไม่ถูกเลย จะบินไปทำงานหาเงิน ส่งมารักษาแม่หรือ จะอยู่กับแม่ที่ไทยเลยดี ใครที่มีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วยเล่าประสบการณ์ให้หนูฟังทีนะคะ “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา [11 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาชีวิต และคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด หนูทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มขายของ ส่วนคุณแม่เห็นว่าจริงจัง คุณแม่เลยคอยสนับสนุนในทุก ๆ เรื่อง คือหนูอยากทำเอง ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินหรืออะไร แค่เป็นคนชอบขายของ หนูทำจนแม่เห็นว่าได้เยอะ เลยช่วยเปิดร้านให้ หลังจากเรียนจบ หนูได้เข้ามาเปิดร้านในกรุงเทพ ตอนแรกคุณพ่อ คุณแม่ เขาก็อยู่ด้วยกันตามปกติ แต่พอหนูมาเปิดร้านที่กรุงเทพ แม่เขาก็ยอมเสียสละเวลาตรงนั้น เพื่อที่จะเข้ามาช่วยหนูทำงาน ปัจจุบันนี้หนูทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ไทยอยู่ ปกติหนูมีคุณแม่เป็นทุกอย่างในชีวิตเลย คือเวลาอยู่ต่างประเทศเวลามันจะไม่ตรงกันกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ไทย หนูก็จะเกรงใจ หนูเลยโทรหาแม่ ทุกเรื่องเลย แม้กระทั้งเรื่องเล็กน้อย แม่ก็จะเป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนทุก ๆ อย่างเลย ทีนี้ก่อนที่หนูจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ หนูเปิดร้าน 2 ที่ แต่ต้องเลิกกิจการ เพราะตลาดที่นั่นมันได้ปิดตัวลงกระทันหัน และทางตลาดเขาไม่ได้แจ้งอะไร แล้วทีนี้ของที่เปิดร้าน มันเลยไปอยู่ที่บ้านคุณแม่ จนตอนนี้บ้านโทรมมาก หนูก็เลยท้อ หลังจากนั้นหนูได้บอกเลิกแฟนที่คบกันมา 6 ปี ว่า “เราคงไม่ได้เจอกันแล้วแหละ เพราะว่าเดี๋ยวไปอยู่ต่างประเทศครั้งนี้ เราจะไม่กลับมาแล้ว” ซึ่งนี่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนจะไปอยู่ต่างประเทศเลย ตั้งใจไปตั้งตัวใหม่ที่นู้น จริง ๆ ตอนแรกแค่ไปเรียนก่อน มันช่วงที่ติดโควิดพอดี เลยมีโอกาสในเรื่องของวีซ่า เพราะว่ามันกลับไม่ได้ ซึ่งตอนที่ไป คือตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินให้ได้ไวที่สุด เพื่อที่จะแก้ไขที่เอาของไปไว้ที่บ้านคุณแม่ ทำให้บ้านคุณแม่โทรม วางแผนอนาคตไว้ว่าจะเคลียร์ของออกจากบ้านและทำให้เร็วที่สุด ทุกครั้งเวลาหนูโทรหาคุณแม่ หนูจะคุยแต่เรื่องคนอื่น เช่น เรื่องคุณยายที่อายุเยอะขึ้นแล้ว หรือคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ ไม่เคยคิดเลยว่าวันนึง คุณแม่จะป่วย จนกระทั่งหลังจากหนูย้ายไปต่างประเทศ คุณแม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดที่พึ่งสร้างเสร็จ ซึ่งจริง ๆ พวกหนูไม่เคยมีบ้านที่ต่างจังหวัดมาก่อน อาศัยอยู่ในโรงงาน เหตุเพราะมันมีปัญหาเรื่องในครอบครัวนิดหน่อย แต่ในที่สุดคุณแม่ก็ได้ย้ายกลับไปอยู่ หลังจากที่หนูแยกเขาออกมาจากพ่อตัวเองนานแล้ว เขาไม่ได้เลิกกันหรืออะไร มาวันหนึ่งอยู่ ๆ คุณแม่ก็เริ่มป่วย เริ่มไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไปหาหมอประมาณ 6 เดือน ทุก ๆ สองอาทิตย์ หมอบอกว่าแต่ว่า “คุณแม่เป็นคออักเสบ หลอดลมอักเสบ กรดไหลย้อน” และพอไป x-ray ปอด จึงเจอก้อนเนื้อประมาณ 2 เซนติเมตร แต่หมอบอกว่าไม่ใช่มะเร็ง พอเวลาผ่านไปแม่ก็ไอหนักขึ้น จึงได้ถามหมอไปว่า “ต้องมารักษาอีกไหม” หมอบอกว่า “หายแล้ว แค่ต้องกินน้ำอุ่น กินอะไรก็หายแล้ว” แต่คุณแม่ก็ยังไอไม่หยุด คุณพ่อเลยพาไปตรวจที่โรงบาลเอกชนและได้ฉีดสีที่ CT Scan จนเจอว่าก้อนเนื้อ 2 เซนติเมตรนั้นกลายเป็น 8 เซนติเมตร มันโตเร็วมาก ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จนได้ตรวจกับหมอคนที่ 4 เขาแจ้งว่า “ก้อนเนื้อนี้ เป็นมะเร็งแน่นอน” ซึ่งตอนนั้นหนูอยู่ต่างประเทศ และคุณแม่เป็นคนโทรมาบอก หนูจึงต้องบินกลับมา แต่แล้วปรากฏว่าคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 ลามไปที่คอ หนูเพิ่งรู้มาประมาณเดือนครึ่งเอง ตอนนี้หนูทำใจไม่ได้ หนูไม่แน่ใจว่าหนูควรจะวางแผนในชีวิตยังไงดี เพราะว่าใจนึงหนูก็อยากใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ เพื่อที่จะหาเงินได้เยอะ ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ และรีบกลับมาทำบ้านให้คุณแม่ตามคำสัญญา แต่เงินนั้นก็ต้องไปสู่การรักษาด้วย การรักษาตอนนี้ใช้สิทธิของรัฐบาลอยู่ แต่จะมียาบางตัวที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิการรักษา ซึ่งแค่เฉพาะยาเดือน ๆ นึง ตกประมาณ 200,000 – 400,000 บาทเลย ทางบ้านทุกคนก็ต้องช่วยกันหาเงินมารักษาคุณแม่อยู่ดี ถ้ามันถึงจุดนั้นขึ้นมา หนูไม่รู้จะโฟกัสกับอนาคตตัวเองเพื่อที่จะมารักษาคุณแม่ และทำบ้านให้แม่ตามคำสัญญาก่อนที่จะไปอยู่แล้วดี หนูไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต เพราะปกติหนูมีปัญหาอะไรที่นู้น หนูจะโทรหาคุณแม่ได้ทุกเรื่อง แต่พอตอนนี้คุณแม่เขาอยู่โรงพยาบาลใช้เครื่องช่วยหายใจมา 40 กว่าวัน แค่คิดว่าหลังจากนี้จะโทรหาเขาไม่ได้ตลอดไป หนูยิ่งไม่มี passion ในการใช้ชีวิต แบบคุณแม่เป็นคนที่เริ่มก้าวมาด้วยกันกับเรา หนูอยากให้เขาอยู่ในวันที่หนูประสบความสำเร็จแบบที่คิดไว้ด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้มันกะทันหันค่อนข้างมาก เพราะไม่ได้คิดไว้เลย คุณแม่ไม่ได้มีอาการหรืออะไรที่ดูเป็นไปได้ตั้งแต่แรกเลย’ หนูเลยอยากจะมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า “ตอนนี้หนูควรทำยังไง ควรจะกลับไปเมืองนอกหรืออยู่กับคุณแม่ ?” และ “ถ้าวันหนึ่งหนูต้องเสียคุณแม่ไปจริง ๆ หนูจะอยู่ยังไง ?” คือหนูมีกำลังใจและใช้ชีวิตได้ เพราะว่ามีความฝันที่อยากจะทำบ้านให้คุณแม่ทุก ๆ วัน โดยที่ไม่เคยรู้สึกท้อ ไม่เคยเศร้า หรืออะไรเลย แม่เปรียบเหมือนกำลังใจสำคัญ ถ้ามีเขาอยู่ ก็จะทำให้มีความสำเร็จ โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘การจากกันเป็นสัจธรรมของชีวิต มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้ายังมีหลายคนในครอบครัวที่ช่วยหาเงิน การตัดสินใจอยู่ที่ไทยในช่วงนี้ก็อาจจะไหว อย่างน้อยก็เป็นระยะสั้น ๆ เพื่อดูทิศทางการรักษาว่าจะเป็นไปทางด้านไหน ส่วนในเรื่องที่กังวลว่าจะอยู่ได้ไหม พี่ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี เพราะพี่ก็เคยเสียคุณแม่ไปกะทันหันจากโรคนี้เช่นกัน แต่อยากให้หนูค่อย ๆ ใช้เวลานี้ในการทำให้ตัวเองได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ยังไงวันนึงคนเราก็ต้องจากกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า อาจจะเกิดคำถามว่า “ทำไมเราต้องจากกันเร็ว” ซึ่งจากประสบการณ์ของพี่ การที่เรามานั่งหาคำตอบในเรื่องนี้ มัวแต่นั่งสมมติ ถ้าอย่างนู้น ถ้าอย่างนี้ พี่ว่ามันไม่ได้ทำให้เป็นประโยชน์อะไร พี่มองว่าใช้ช่วงเวลาที่เรายังอยู่ด้วยตรงนี้ให้ดีที่สุดด้วยเงื่อนไขที่บ้านเรามี ในชีวิตเราก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาเห็นอยู่ และเขาก็ภูมิใจในสิ่งนั้น ไม่แพ้คุณแม่ ยังมีใครอีกหลายคนที่มองเข้ามาแล้วเห็นว่า “เราทำได้นี่หน่า” แม้ว่าต่อให้ทุกวันนี้นึกย้อนกลับไปมันอาจจะมีเสียดายไปบ้าง แต่แล้วไง มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ชีวิตมันก็ดำเนินแบบนี้มาแล้ว ฉะนั้นค่อย ๆ ทำใจและค่อย ๆ เรียนรู้ ใช้ช่วงเวลานี้ให้มันมีคุณค่าดีกว่า ช่วงเวลานี้ที่เรายังพออยู่ใกล้ ๆ ได้ ก็อยู่กับท่านไปก่อน ถ้าทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้น ถึงค่อยบินกลับไปหาเงินส่งกลับมาก็ได้ สุดท้ายชีวิตมันยังมีปลายทางที่เราจะต้องค่อย ๆ เดินไป เราอาจจะไม่ได้เดินเร็วขนาดนั้น เราอาจจะเดินขั้น ๆ ให้มันช้าลง แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ หาสิ่งใหม่ ทั้งหมดทั้งมวล “จงทำเพื่อสร้างความภูมิใจให้ตัวเองเป็นหลัก” มันน่าจะดีกับชีวิตของหนู’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘คุณหนูต้องอยู่ในแบบที่ตัวเองจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดาย ถ้าวันนี้แม่ของคุณหนูไม่ได้อยู่อีกต่อไปแล้ว นั่นหมายถึง อะไรที่คุณหนูคิดว่าทำแล้วตัวเองรู้สึกไม่ติดค้าง พี่แนะนำให้ทำ เช่น การที่คุณหนูลังเลว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ จนคุณแม่รักษาหาย หรือจะกลับไปหาความฝันตัวเอง บางเรื่องเราเป็นมนุษย์เราไม่สามารถที่จะมีทุกอย่างหรือสำเร็จทุกอย่างได้ดั่งใจตัวเอง การที่คุณหนูกังวลว่าจะไม่มีแม่อยู่ ฉันไม่มีความฝันแล้ว อะไรที่เคยตั้งใจคือมีแม่อยู่ในนั้นทั้งหมด แต่พี่อยากจะถามคุณหนูว่า “แล้วตัวคุณหนูหล่ะ มันยังไม่มีอยู่หรอ ?” ถึงคุณแม่จะไม่อยู่แต่คุณหนูยังอยู่และยังคงมีความฝัน ทำไมถึงไม่เอาสิ่งนี้เป็นแรงผลักดันว่า “ถึงในวันที่แม่ไม่อยู่ แต่ฉันยังมีความฝันนะ และวันนึงฉันจะทำให้มันสำเร็จ” และพี่เชื่อว่าถ้าวันนั้นมันมาถึงจริง ๆ การที่คุณหนูทำบ้านนั้นสำเร็จและเอารูปคุณแม่ไปตั้งอยู่ในบ้านหลังนั้น และบอกกับแม่ว่า “แม่ หนูทำสำเร็จแล้ว ถึงแม่จะไม่ได้อยู่กับหนูแล้ว แต่แม่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ที่หนูตั้งใจทำมัน” ความรู้สึก ความรัก ทุกอย่างมันยังคงอยู่ตรงนั้น และถ้าวันนี้หนูรู้สึกว่าหนูได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นแบบที่หวัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณหนูก็จะภูมิใจในตัวเองว่าเคยทำเต็มที่ที่สุดแล้ว’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้าปัญหาเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหลัก ให้เลือกอยู่กับคุณแม่ เพราะเวลาเงินซื้อไม่ได้ ตอนนี้เวลาของคุณแม่เคาท์ดาวน์แล้ว แต่ถ้าเงินเป็นปัญหาหลัก แปลว่าทางเลือกของหนูก็ไม่ได้มีมากนัก ให้ตัดเรื่องการซ่อมบ้านไปเลย มันกดดันตัวหนู ไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยทำให้เรากดดัน อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่แม่ต้องการเห็นหรือต้องการจากหนู ไม่ใช่การซ่อมบ้าน เพราะตอนนี้แม่อยู่ในจุดที่เขารู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่กับหนูมันมีค่า และในมุมที่พี่เป็นแม่ ความห่วงลูก คือสิ่งที่แม่กังวลที่สุด ฉะนั้นถ้าอยากให้คุณแม่หมดห่วง ให้อยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตด้วยกัน ทำยังไงให้แม่รู้สึกว่า หนูจะอยู่ได้อย่างสบาย ถึงแม้ในวันนั้นอาจจะไม่มีแม่ และถ้าวันนึงไม่มีคุณแม่ อยากให้รู้ไว้ว่า “โลกเราเดินไปข้างหน้า สิ่งที่เราต้องเจอคือเส้นทางของสัจธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวไปข้างหน้า นั่นคือสิ่งที่เราต้องพบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว” ท้ายที่สุดแล้วหากยังรู้สึกนอยด์ตัวเอง ‘การนั่งสมาธิ’ จะสอนให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย แม้กระทั่งร่างกายของเรา’ สถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากมาก ๆ เป็นใครก็ทำใจได้ยาก แต่หวังว่าคุณหนูจะแข็งแรงโดยเร็วนะ เพราะตัวเราเป็นแหล่งกำลังใจที่สำคัญมาก ๆ ของคุณแม่เลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทุกคนคิดว่า "งานข้าราชการ" มั่นคงกันไหมครับ? ผมเป็นครูอัตราจ้างมาหลายปี แต่โดนคนรอบข้าง และ คนในครอบครัวดูถูกมาว่า "ทำงานมาหลายปี ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน"

16 ก.พ. 2024

ทุกคนคิดว่า "งานข้าราชการ" มั่นคงกันไหมครับ? ผมเป็นครูอัตราจ้างมาหลายปี แต่โดนคนรอบข้าง และ คนในครอบครัวดูถูกมาว่า "ทำงานมาหลายปี ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน"

ทุกคนคิดว่า "งานข้าราชการ" มั่นคงกันไหมครับ? ผมเป็นครูอัตราจ้างมาหลายปีแต่โดนคนรอบข้าง และ คนในครอบครัวดูถูกมาว่า "ทำงานมาหลายปี ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน"คนอื่นมีบ้าน มีรถกันหมดแล้ว ได้ยินบ่อยๆจนตอนนี้เริ่มท้อ คิดอยากเปลี่ยนอาชีพทั้งที่ยังรักการสอนอยู่ “คุณโอ (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 ก.พ 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับเรื่องการทำงานข้าราชการ โดย “คุณโอ(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมทำงานในสายข้าราชการมาประมาณ 5-6 ปี เมื่องช่วงปี 65 ผมตัดสินใจลาออก เพราะไม่ถูกกับผู้บริหาร เพราะผมเคยทำงานในตำแหน่งงานธุรการมาก่อน แล้วได้เลื่อนมาเป็นครูพิเศษสอน ผู้บริหารมักจะพูดกับผมประมาณว่า “เดี๋ยวให้ลงไปเป็นธุรการเหมือนเดิม” พูดแบบนี้กับผมทุกวัน และที่หนักสุดคือ เขาด่าผมว่า “โง่” ต่อหน้าเด็กนักเรียนกลางหน้าเสาธง จนทำให้ผมตัดสินใจลาออก และไปทำงานบริษัทเอกชนในกรุงเทพ 1-2 เดือนต่อมา ผมได้ข่าวว่าผู้บริหารคนนี้ลาออก คุณครูคนเก่าที่โรงเรียนนี้จึงโทรมาหาผม ถามว่า “ยังอยากกลับมาไหม” เพราะผลงานที่ผมทำให้กับโรงเรียนก็ได้มาตรฐาน คุณครูที่โรงเรียนก็เล็งเห็นเลยอยากให้ผมกลับไป ด้วยความที่ผมก็ทำงานสายข้าราชการมาโดยตลอด และรักในความเป็นครู ผมจึงตัดสินใจกลับไป ตอนที่ผมตัดสินใจลาออก จากบริษัทเอกชน ผมก็ได้ไปปรึกษากับหลายคน เริ่มจากคนในครอบครัว ครอบครัวของผมมีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 5 คน ผมเป็นคนสุดท้อง พี่ทุกคนต่างทำงานบริษัทเอกชนกันหมด ผมก็มีความคิดประมาณว่า “ต้องมีใครสักคนในครอบครัว เป็นข้าราชการ เพื่อจะได้รับสวัสดิการ” ผมก็เอาเหตุผลนี้ไปบอกกับครอบครัว แต่ครอบครัวก็ไม่เข้าใจ ผมพยายามหาหลาย ๆ เหตุผลมาอธิบาย เช่น “อยู่ไปก่อน เดี๋ยวก็ค่อยไล่สอบ ซึ่งไม่ใช่จะต้องเป็นครูอย่างเดียว งานข้าราชการไหนที่เปิดรับสมัครก็จะพยายามลงสอบให้ได้” พอผมอธิบายแบบนี้ไป ครอบครัวก็บอกว่า “ไหวหรอ เงินเดือนก็น้อย อยู่ได้ไม่นาน มีใต้โต๊ะบ้าง มีทุจริตบ้าง” ซึ่งผมก็บอกว่า “มันเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะทำตัวแบบไหน” และด้วยความที่ว่าอัตราเงินเดือนของผมตอนนี้ มันน้อยกว่าทุกคนในบ้าน เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปม ผมเลยไปปรึกษาเพื่อนที่ทำงานข้าราชการและทำงานเอกชน ผมถามคนที่ทำงานข้าราชการ เขาก็จะบอกข้อดีของการทำงานข้าราชการ ผมไปถามคนที่ทำงานเอกชน เขาก็จะบอกข้อดีของการทำงานเอกชน ย้อนกลับไปตอนที่ผมทำงานบริษัทเอกชน ผมก็ได้มีการเรียนต่อปริญญาโทด้วย พอตอนที่คุณครูที่โรงเรียนตามกลับไปทำงาน ผมก็ลาออกจากการเรียนปริญญาโท แล้วมาเรียนต่อป.บัณฑิต(วิชาชีพครู) และช่วงเดือนธันวาคมผมเรียนจบ ผมก็เลยมีความคิดว่า อยากลาออกแล้วกลับไปทำงานที่บริษัทเอกชนอีก เพราะว่าผมก็อายุ 26 ปี แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ขณะที่พวกพี่ ๆ มีทุกอย่างหมดแล้ว ผมอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่าผมควรจะเลือกทางไหนดี? สำหรับคนที่อายุเท่านี้ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่พี่รู้คือ ตอนนี้คุณโออยากเป็นครู หรืออะไรก็ได้ที่เป็นราชการ ถ้าเรามี Passion กับเรื่องอะไร ก็อยากให้ทำอันนั้น แต่มันจะมีประโยคที่คุณโอพูดว่า “ต้องมีใครสักคนในครอบครัว เป็นข้าราชการ เพื่อจะได้รับสวัสดิการ” ถ้าเป็นเหตุผลนี้พี่ไม่เห็นด้วย เพราะพี่คิดว่ามันไม่ได้เป็นหน้าที่ใครในครอบครัวที่จะมารับผิดชอบชีวิตคนอื่น คุณโอไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปทำงานข้าราชการ ถ้าคุณโอไม่อยากทำ แต่ถ้าคุณโออยากเป็นครูจริง ๆ เพราะรักในการสอนนักเรียน เป็นครูที่ดี อันนี้พี่เชียร์ให้ทำ แต่ต้องขยัน สอบบรรจุเป็นครูประจำให้ได้ เพราะครูอัตราจ้างยังไม่มั่นคง เงินเดือนก็ค่อนข้างน้อย และไม่อยากให้คุณโอเอาชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น คุณโออยากเห็นตัวเองเป็นอะไร และมีความสุขกับการทำอะไร อันนี้ต่างหากที่สำคัญ’ ต่อมา “ดีเจพี่อ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่มองว่าไม่ได้เกี่ยวกับข้าราชการหรือเอกชน พี่รู้สึกว่าชอบอะไร ทำสิ่งนั้น แต่ถ้ายังเป็นครูอัตราจ้างอยู่ ก็ไม่ได้สวัสดิการตามนั้น และถ้าคุณโอทำงานบริษัทเอกชน เรายังมีสวัสดิการเรื่องอื่น ๆ ที่เทียบกันแล้วก็อาจจะใกล้เคียงกับสิทธิ์ข้าราชการก็ได้ หรือแม้แต่พี่ ๆ ของคุณโอที่ทำงานบริษัทเอกชน ก็มีเงินเก็บ มีประกันชีวิต ถ้าเราคิดว่าจะต้องดูแลครอบครัว พี่น้องตั้งหลายคนก็ช่วยกัน เรื่องนี้ก็สามารถทำได้ ไม่อยากล็อกไว้แค่ว่า ตกลงเป็นข้าราชการหรือเอกชนเท่านั้น อันไหนถึงจะดี แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเราว่าเป็นงานที่ชอบ เป็นงานที่เรารัก และเป็นงานที่เราพร้อมจะพัฒนาตัวเอง ในที่สุดแล้วเราก็ต้องเลือกงานที่เราชอบก่อน ‘ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ครอบครัวน่าจะเข้าใจผิด เพราะหลายคนที่เลือกรับข้าราชการ ก็เพราะความมั่นคง เรื่องของรายได้ อาจจะสู้เอกชนไม่ได้ แต่ในระยะยาวมั่นคงกว่า เท่าที่พี่เคยคุยกับคนที่ทำอาชีพครู เขาก็บอกว่าครูเอกชน เงินดีจริง แต่เมื่อไหร่ที่คุณมาตรฐานตก หรือมีครูที่มีชื่อเสียงกว่า คุณมีสิทธิ์โดนแทนได้ทุกเมื่อ แต่การที่จะสอบครูข้าราชการมันยาก รับคนไม่เยอะ การที่คนจะไปเป็นครูอัตราจ้างก่อน เพื่อที่จะมีสนามสอบพิเศษ คุณโอต้องประเมินตัวเองก็ว่า อยากเป็นครูจริง ๆ และทำได้ดีในอาชีพครู ช่วงแรกก็คงต้องอดทนไปก่อน จนกว่าจะสอบบรรจุได้ และอยากจะส่งกำลังใจให้ เพราะหาคนที่มีใจรัก ที่อยากเป็นครูจริง ๆ หายาก แล้วผมก็อยากให้มีครูดี ๆ เยอะ ๆ เพราะการศึกษาไทยจะได้พัฒนาขึ้นไปอีก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ … ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง” ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว” จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก...

21 ส.ค. 2023

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ … ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง” ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว” จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก...

คุณพ่อ ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่สุดท้ายปฏิเสธการรักษาเพราะ…ไปใช้สิทธิประกันสังคม ครั้งแรกได้ยินพยาบาลบ่นใส่ “เบื่อตาแก่คนนี้จัง”ครั้งที่สอง ขอให้พาไปห้องน้ำหน่อยได้ไหม? พยาบาลบอก “ตายในห้องน้ำมาหลายคนแล้ว”จนครั้งนี้ เศร้าที่สุดคือ พ่อบอก เปลี่ยนผ้าอ้อมให้หน่อยนะครับ เจ้าหน้าที่บอก...“คนนี้ก็จะตาย คนนั้นก็จะเปลี่ยนผ้าอ้อม มาดูกันว่าใครจะตายก่อนกัน” “คุณปีใหม่ (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา(16ส.ค. 66)ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก -ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอมเกี่ยวกับปัญหาคุณพ่อเจอคำพูดที่ทำร้ายจิตใจจากบุคลากรทางการแพทย์จนไม่มีใจอยากรักษา โดย “คุณปีใหม่ (นามสมมติ)” เล่าว่า `พ่อป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐในตัวจังหวัดแห่งหนึ่ง หลังจากที่เข้าคีโมครบหกครั้งแล้ว พ่อมีสภาวะแทรกซ้อน ก็คือเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พ่อมีอาการปวดขาข้างขวาขึ้นมา แล้วทีนี้คุณหมอจะนัดพบทุกๆ 3 เดือน เพื่อตรวจเลือด แต่แกมีอาการปวดขาแล้วไม่ยอมไปหาหมอเลย ด้วยทางบ้านหนูก็ไม่ได้มีรถยนต์ ไม่ได้มีรถส่วนตัว เวลาที่จะไปหาหมอแต่ละทีจะลำบาก ก็ต้องไปรถโดยสารแทน แกเลยรอให้ถึงกำหนดนัดก่อน ถึงจะไปโรงพยาบาล แล้วกำหนดนัดอีกครั้งก็คือ กันยายนเลย แต่ด้วยอาการของแก มันปวดมาก จนนอนไม่ได้ ทานข้าวไม่ได้เป็นระยะเกือบเดือนเลย จนถึงสัปดาห์ที่แล้ว ก็เลยตัดสินใจจะเรียกรถฉุกเฉิน คือจะต้องไปหาหมอแล้วแกรอไม่ไหวแล้ว พอไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอตรวจอาการเบื้องต้นและด้วยพ่อมีโรคประจำตัว คุณหมอบอกว่า “จะต้องให้คุณหมอที่เป็นเจ้าของไข้มาดูอาการ และค่อยทำเรื่องส่งไปรักษากระดูก” คือต้องรอก่อน พอคุณหมอเจ้าของไข้มาถึงก็ให้พ่อนอนรอดูอาการที่ห้องรวมคนไข้ เบื้องต้นหนูได้แจ้งหมอไว้แล้วว่า พ่อไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้นะ เพราะคุณพ่อเดินไม่ได้จากอาการปวดขา เวลาที่แกปวดขาก็จะปวดตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาจนถึงเอว รวมไปถึงอวัยวะเพศและมีอาการร้อนมาจากข้างใน และด้วยตำแหน่งเตียงของพ่อจะอยู่ห่างจากห้องน้ำประมาณ 10 เมตร คืออยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง หนูก็เลยขอคุณหมออยู่เฝ้าพ่อได้ไหม คุณหมอแจ้งกลับมาว่า ตามปกติแล้วจะไม่ให้ญาติอยู่เฝ้า หนูกับแม่คุยกันว่าไม่เป็นไรถ้าหมอไม่ให้เฝ้า จะให้พ่อใส่แพมเพิสแทน ซึ่งแกไม่เคยใส่แพมเพิสมาก่อน คืนแรกที่ใส่แพมเพิสแกหนูคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร จนวันต่อมาหนูเลิกงานรีบไปหาพ่อเลย สิ่งที่หนูเจอคือ คุณพ่อมีอาการหน้าซีด ตัวสั่นเหมือนตกใจอยู่ตลอดเวลา หนูคิดว่าเป็นอาการจากที่แกไม่ได้กินข้าว หรือปวดขามากจนไม่ได้นอนหรือเปล่า ก็เลยถาม “พ่อวันนี้ปวดขาไหม” แกตอบไม่ค่อยปวดเท่าไหร่ แล้วก็เงียบไป ซึ่งปกติพ่อจะเป็นคนชอบชวนคุย เวลาถามกลายเป็นคนถามคำตอบคำ ซึ่งตามปกติเวลาเยี่ยมของโรงพยาบาลรัฐ เขาจะแบ่งเป็น 3 ช่วง เริ่มจาก 6 โมงเช้า - 8 โมง และช่วงเที่ยง – บ่ายโมง ช่วงสุดท้าย 5 โมง – 1 ทุ่ม พอใกล้หมดเวลาเยี่ยม พ่อก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าแชทไลน์กลุ่ม แล้วพิมพ์เล่าถึงเหตุการณ์แรกที่แกเจอว่า เมื่อคืนพ่อโดนพยาบาลดุ เพราะแกจะให้พยาบาลช่วยเปลี่ยนแพมเพิสให้ ด้วยความที่แกไม่เคยใส่แพมเพิสมาก่อน อาจจะมีอาการร้อนหรือปัสสาวะเต็มแล้ว แกเรียกพยาบาล 2-3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งก็เว้นระยะประมาณ 30 นาที พยาบาลก็รับรู้ ฟังที่พ่อพูดแล้วก็เดินหนีไป จนประมาณตี 3 - 4 คุณพ่อก็ถามอีกครั้งว่า “เปลี่ยนแพมเพิสให้หน่อยได้ไหมครับ มันเต็ม” พยาบาลก็ตอบกลับด้วยภาษาอีสาน แปลออกมาก็ความหมายประมาณ ฉันเบื่อตาแก่คนนี้จัง... เหตุการณ์ที่สอง ต่อเนื่องจากที่พยาบาลไม่ยอมเปลี่ยนแพมเพิสให้ แกก็พยายามที่จะลุกไปเข้าห้องน้ำเอง แต่ด้วยความที่แกไม่มีไม้เท้า ทำให้ขณะที่พยายามลุกก็เกิดเสียงดังที่เตียงขึ้น ทำให้พยาบาลหันมาเห็น แล้วถามว่า “ทำอะไร” พ่อก็บอกว่า“จะไปเข้าห้องน้ำครับ พาไปเข้าห้องน้ำได้ไหม” พยาบาลพูดประมาณว่า “ตายมาหลายคนแล้วนะอยู่ในห้องน้ำ” หนูคิดว่าเหมือนพยาบาลจะสื่อว่าเดี๋ยวลื่นอะไรประมาณนี้ จนเหตุการณ์ที่สามที่พ่อเจอคือ เตียงข้างๆเป็นผู้สูงอายุใกล้จะเสียชีวิตแล้ว พยาบาลก็มารุมดูกันที่เตียงแล้วมีคนยืนข้าง ๆเตียงของพ่อ พ่อก็เลยกระซิบบอก “คุณหมอครับ ผมรบกวนเปลี่ยนแพมเพิสให้หน่อยได้ไหม” ซึ่งคนที่ยืนอยู่เป็นบุรุษพยาบาล ตอบกลับพ่อว่า “เอ้า! คนนึงก็จะตาย อีกคนก็จะเปลี่ยนแพมเพิส มาดูกันว่าใครจะตายก่อนกัน” หลังจากนั้นพ่อโทรหาหนู แกขอกลับบ้าน หนูก็ถามแกเป็นอะไรหรือเปล่า เป็นเพราะเหตุการณ์ที่พิมพ์มาใช่ไหม หนูก็บอกแกไม่เป็นไรนะหนูจะคุยกับคุณหมอให้ว่าขอย้ายได้ไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เจอคุณหมอ พ่อเซ็นปฏิเสธ การรักษาเองทั้งหมด พอกลับบ้านมา พ่อเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน แกจะพูดเรื่องที่แกเจอย้ำๆ ซ้ำๆ ประมาณว่า พ่อจู้จี้เกินไปหรอ พ่อไปเป็นภาระให้เขาหรือเปล่า หรือเขาคิดว่าพ่อเป็นโรคจิตหรือเปล่า? หลังจากนั้นหนูก็โทรไปร้องเรียนกับทางโรงพยาบาล เขาก็แจ้งมาว่าตอนนี้พ่อมีอาการน่าเป็นห่วงนะ ยังไม่ได้ทำการรักษาอะไรเลย พ่อเซ็นยกเลิกทั้งหมดก่อน หนูบอกเหตุผลที่พ่อยกเลิกการรักษาว่าพ่อเจออะไรบ้าง ทางโรงพยาบาลก็บอก ถ้างั้นจะย้ายตึกให้ ญาติต้องดูแลคนไข้เอง แต่ตอนนี้พ่อไม่อยากรักษาแล้ว แกบอกว่า “ถ้าเกิดพ่อจะตาย ก็อย่าเอาพ่อไปที่นี่อีก” หนูอยากขอคำแนะนำวิธีหรือคำพูดยังไงดี ไม่ให้พ่อโทษแต่ตัวเอง... ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พูดไปเลยว่าพยาบาลคนนั้นคงเครียด อาจจะมีเรื่องเยอะแยะมากมาย คนอื่นๆก็โดนแบบนี้เหมือนกัน พ่อไม่ต้องไปสนใจ พูดให้พ่อรับรู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ได้เกิดจากพ่อ แต่มันเป็นเพราะตัวของพยาบาลคนนั้น เป็นเรื่องที่เราบังเอิญไปเจอคนแบบนี้ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เอาชื่อไป complain กับทางโรงพยาบาล ให้เขาได้รับรู้ว่าบุคคลนี้เป็นปัญหาของแผนกนั้นอยู่ แล้วพยายามบอกคุณพ่อว่า มันไม่ได้เป็นปัญหาที่พ่อ แต่มันเป็นปัญหาที่คน ลองยกตัวอย่างคนที่เขาดีๆ สุดท้ายไม่ใช่ความผิดของพ่อเลย อาการ ร่างกายที่จะดีขึ้นก็คือ จิตใจต้องดีขึ้นก่อน ถ้าจิตใจเราแข็งแรงเดี๋ยวอย่างอื่นก็จะตามมาครับ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูอยากให้คุณพ่อรักษาตัวเอง ไม่ใช่เพื่อใครเลย แต่เพื่อครอบครัวของเรา เพื่อคนที่เรารัก กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเกิดพ่อห่อเหี่ยว คนในบ้านก็จะห่อเหี่ยวตามนะ ขอให้พ่อกลับไปรักษาเราจะได้อยู่กับลูกหลานไปนาน ๆ ส่วนเรื่องพยาบาล พ่อไม่ผิดเลย ยายนั่นมันร้ายเอง คนอย่างยายนั่นต้องเจอคนแบบหนู...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-