ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

13 มิ.ย. 2025

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย

ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4

อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน  ตอนนี้ลำดับชีวิตตัวเองไม่ถูกเลย จะบินไปทำงานหาเงิน ส่งมารักษาแม่

หรือ จะอยู่กับแม่ที่ไทยเลยดี ใครที่มีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วยเล่าประสบการณ์ให้หนูฟังทีนะคะ

                “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา [11 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาชีวิต และคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4

                โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด หนูทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มขายของ ส่วนคุณแม่เห็นว่าจริงจัง คุณแม่เลยคอยสนับสนุนในทุก ๆ เรื่อง คือหนูอยากทำเอง ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินหรืออะไร แค่เป็นคนชอบขายของ หนูทำจนแม่เห็นว่าได้เยอะ เลยช่วยเปิดร้านให้ หลังจากเรียนจบ หนูได้เข้ามาเปิดร้านในกรุงเทพ ตอนแรกคุณพ่อ คุณแม่ เขาก็อยู่ด้วยกันตามปกติ แต่พอหนูมาเปิดร้านที่กรุงเทพ แม่เขาก็ยอมเสียสละเวลาตรงนั้น เพื่อที่จะเข้ามาช่วยหนูทำงาน

                ปัจจุบันนี้หนูทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ไทยอยู่ ปกติหนูมีคุณแม่เป็นทุกอย่างในชีวิตเลย คือเวลาอยู่ต่างประเทศเวลามันจะไม่ตรงกันกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ไทย หนูก็จะเกรงใจ หนูเลยโทรหาแม่ ทุกเรื่องเลย แม้กระทั้งเรื่องเล็กน้อย แม่ก็จะเป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนทุก ๆ อย่างเลย ทีนี้ก่อนที่หนูจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ หนูเปิดร้าน 2 ที่ แต่ต้องเลิกกิจการ เพราะตลาดที่นั่นมันได้ปิดตัวลงกระทันหัน และทางตลาดเขาไม่ได้แจ้งอะไร แล้วทีนี้ของที่เปิดร้าน มันเลยไปอยู่ที่บ้านคุณแม่ จนตอนนี้บ้านโทรมมาก หนูก็เลยท้อ

                หลังจากนั้นหนูได้บอกเลิกแฟนที่คบกันมา 6 ปี ว่า “เราคงไม่ได้เจอกันแล้วแหละ เพราะว่าเดี๋ยวไปอยู่ต่างประเทศครั้งนี้ เราจะไม่กลับมาแล้ว” ซึ่งนี่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนจะไปอยู่ต่างประเทศเลย ตั้งใจไปตั้งตัวใหม่ที่นู้น จริง ๆ ตอนแรกแค่ไปเรียนก่อน มันช่วงที่ติดโควิดพอดี เลยมีโอกาสในเรื่องของวีซ่า เพราะว่ามันกลับไม่ได้ ซึ่งตอนที่ไป คือตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินให้ได้ไวที่สุด เพื่อที่จะแก้ไขที่เอาของไปไว้ที่บ้านคุณแม่ ทำให้บ้านคุณแม่โทรม วางแผนอนาคตไว้ว่าจะเคลียร์ของออกจากบ้านและทำให้เร็วที่สุด ทุกครั้งเวลาหนูโทรหาคุณแม่ หนูจะคุยแต่เรื่องคนอื่น เช่น เรื่องคุณยายที่อายุเยอะขึ้นแล้ว หรือคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ ไม่เคยคิดเลยว่าวันนึง คุณแม่จะป่วย

                จนกระทั่งหลังจากหนูย้ายไปต่างประเทศ คุณแม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดที่พึ่งสร้างเสร็จ ซึ่งจริง ๆ พวกหนูไม่เคยมีบ้านที่ต่างจังหวัดมาก่อน อาศัยอยู่ในโรงงาน เหตุเพราะมันมีปัญหาเรื่องในครอบครัวนิดหน่อย แต่ในที่สุดคุณแม่ก็ได้ย้ายกลับไปอยู่ หลังจากที่หนูแยกเขาออกมาจากพ่อตัวเองนานแล้ว เขาไม่ได้เลิกกันหรืออะไร  มาวันหนึ่งอยู่ ๆ คุณแม่ก็เริ่มป่วย เริ่มไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไปหาหมอประมาณ 6 เดือน ทุก ๆ สองอาทิตย์ หมอบอกว่าแต่ว่า “คุณแม่เป็นคออักเสบ หลอดลมอักเสบ กรดไหลย้อน” และพอไป x-ray ปอด จึงเจอก้อนเนื้อประมาณ 2 เซนติเมตร แต่หมอบอกว่าไม่ใช่มะเร็ง

                พอเวลาผ่านไปแม่ก็ไอหนักขึ้น จึงได้ถามหมอไปว่า “ต้องมารักษาอีกไหม” หมอบอกว่า “หายแล้ว แค่ต้องกินน้ำอุ่น กินอะไรก็หายแล้ว” แต่คุณแม่ก็ยังไอไม่หยุด คุณพ่อเลยพาไปตรวจที่โรงบาลเอกชนและได้ฉีดสีที่ CT Scan จนเจอว่าก้อนเนื้อ 2 เซนติเมตรนั้นกลายเป็น 8 เซนติเมตร มันโตเร็วมาก ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จนได้ตรวจกับหมอคนที่ 4 เขาแจ้งว่า “ก้อนเนื้อนี้ เป็นมะเร็งแน่นอน” ซึ่งตอนนั้นหนูอยู่ต่างประเทศ และคุณแม่เป็นคนโทรมาบอก หนูจึงต้องบินกลับมา

                แต่แล้วปรากฏว่าคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 ลามไปที่คอ หนูเพิ่งรู้มาประมาณเดือนครึ่งเอง ตอนนี้หนูทำใจไม่ได้ หนูไม่แน่ใจว่าหนูควรจะวางแผนในชีวิตยังไงดี เพราะว่าใจนึงหนูก็อยากใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ เพื่อที่จะหาเงินได้เยอะ ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ และรีบกลับมาทำบ้านให้คุณแม่ตามคำสัญญา แต่เงินนั้นก็ต้องไปสู่การรักษาด้วย การรักษาตอนนี้ใช้สิทธิของรัฐบาลอยู่ แต่จะมียาบางตัวที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิการรักษา ซึ่งแค่เฉพาะยาเดือน ๆ นึง ตกประมาณ 200,000 – 400,000 บาทเลย

                ทางบ้านทุกคนก็ต้องช่วยกันหาเงินมารักษาคุณแม่อยู่ดี ถ้ามันถึงจุดนั้นขึ้นมา หนูไม่รู้จะโฟกัสกับอนาคตตัวเองเพื่อที่จะมารักษาคุณแม่ และทำบ้านให้แม่ตามคำสัญญาก่อนที่จะไปอยู่แล้วดี หนูไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต เพราะปกติหนูมีปัญหาอะไรที่นู้น หนูจะโทรหาคุณแม่ได้ทุกเรื่อง แต่พอตอนนี้คุณแม่เขาอยู่โรงพยาบาลใช้เครื่องช่วยหายใจมา 40 กว่าวัน แค่คิดว่าหลังจากนี้จะโทรหาเขาไม่ได้ตลอดไป หนูยิ่งไม่มี passion ในการใช้ชีวิต แบบคุณแม่เป็นคนที่เริ่มก้าวมาด้วยกันกับเรา หนูอยากให้เขาอยู่ในวันที่หนูประสบความสำเร็จแบบที่คิดไว้ด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้มันกะทันหันค่อนข้างมาก เพราะไม่ได้คิดไว้เลย  คุณแม่ไม่ได้มีอาการหรืออะไรที่ดูเป็นไปได้ตั้งแต่แรกเลย’

                หนูเลยอยากจะมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า “ตอนนี้หนูควรทำยังไง ควรจะกลับไปเมืองนอกหรืออยู่กับคุณแม่ ?” และ “ถ้าวันหนึ่งหนูต้องเสียคุณแม่ไปจริง ๆ หนูจะอยู่ยังไง ?”  คือหนูมีกำลังใจและใช้ชีวิตได้ เพราะว่ามีความฝันที่อยากจะทำบ้านให้คุณแม่ทุก ๆ วัน โดยที่ไม่เคยรู้สึกท้อ ไม่เคยเศร้า หรืออะไรเลย แม่เปรียบเหมือนกำลังใจสำคัญ ถ้ามีเขาอยู่ ก็จะทำให้มีความสำเร็จ

                โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘การจากกันเป็นสัจธรรมของชีวิต มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ’

                ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้ายังมีหลายคนในครอบครัวที่ช่วยหาเงิน การตัดสินใจอยู่ที่ไทยในช่วงนี้ก็อาจจะไหว อย่างน้อยก็เป็นระยะสั้น ๆ เพื่อดูทิศทางการรักษาว่าจะเป็นไปทางด้านไหน

                ส่วนในเรื่องที่กังวลว่าจะอยู่ได้ไหม พี่ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี เพราะพี่ก็เคยเสียคุณแม่ไปกะทันหันจากโรคนี้เช่นกัน แต่อยากให้หนูค่อย ๆ ใช้เวลานี้ในการทำให้ตัวเองได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ยังไงวันนึงคนเราก็ต้องจากกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า อาจจะเกิดคำถามว่า “ทำไมเราต้องจากกันเร็ว” ซึ่งจากประสบการณ์ของพี่ การที่เรามานั่งหาคำตอบในเรื่องนี้ มัวแต่นั่งสมมติ ถ้าอย่างนู้น ถ้าอย่างนี้ พี่ว่ามันไม่ได้ทำให้เป็นประโยชน์อะไร พี่มองว่าใช้ช่วงเวลาที่เรายังอยู่ด้วยตรงนี้ให้ดีที่สุดด้วยเงื่อนไขที่บ้านเรามี ในชีวิตเราก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาเห็นอยู่ และเขาก็ภูมิใจในสิ่งนั้น ไม่แพ้คุณแม่ ยังมีใครอีกหลายคนที่มองเข้ามาแล้วเห็นว่า “เราทำได้นี่หน่า”

                แม้ว่าต่อให้ทุกวันนี้นึกย้อนกลับไปมันอาจจะมีเสียดายไปบ้าง แต่แล้วไง มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ชีวิตมันก็ดำเนินแบบนี้มาแล้ว ฉะนั้นค่อย ๆ ทำใจและค่อย ๆ เรียนรู้ ใช้ช่วงเวลานี้ให้มันมีคุณค่าดีกว่า ช่วงเวลานี้ที่เรายังพออยู่ใกล้ ๆ ได้ ก็อยู่กับท่านไปก่อน ถ้าทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้น ถึงค่อยบินกลับไปหาเงินส่งกลับมาก็ได้

                สุดท้ายชีวิตมันยังมีปลายทางที่เราจะต้องค่อย ๆ เดินไป เราอาจจะไม่ได้เดินเร็วขนาดนั้น เราอาจจะเดินขั้น ๆ ให้มันช้าลง แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ หาสิ่งใหม่ ทั้งหมดทั้งมวล “จงทำเพื่อสร้างความภูมิใจให้ตัวเองเป็นหลัก” มันน่าจะดีกับชีวิตของหนู’

                ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘คุณหนูต้องอยู่ในแบบที่ตัวเองจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดาย ถ้าวันนี้แม่ของคุณหนูไม่ได้อยู่อีกต่อไปแล้ว นั่นหมายถึง อะไรที่คุณหนูคิดว่าทำแล้วตัวเองรู้สึกไม่ติดค้าง พี่แนะนำให้ทำ เช่น การที่คุณหนูลังเลว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ จนคุณแม่รักษาหาย หรือจะกลับไปหาความฝันตัวเอง บางเรื่องเราเป็นมนุษย์เราไม่สามารถที่จะมีทุกอย่างหรือสำเร็จทุกอย่างได้ดั่งใจตัวเอง การที่คุณหนูกังวลว่าจะไม่มีแม่อยู่ ฉันไม่มีความฝันแล้ว อะไรที่เคยตั้งใจคือมีแม่อยู่ในนั้นทั้งหมด แต่พี่อยากจะถามคุณหนูว่า “แล้วตัวคุณหนูหล่ะ มันยังไม่มีอยู่หรอ ?”

                ถึงคุณแม่จะไม่อยู่แต่คุณหนูยังอยู่และยังคงมีความฝัน ทำไมถึงไม่เอาสิ่งนี้เป็นแรงผลักดันว่า “ถึงในวันที่แม่ไม่อยู่ แต่ฉันยังมีความฝันนะ และวันนึงฉันจะทำให้มันสำเร็จ” และพี่เชื่อว่าถ้าวันนั้นมันมาถึงจริง ๆ การที่คุณหนูทำบ้านนั้นสำเร็จและเอารูปคุณแม่ไปตั้งอยู่ในบ้านหลังนั้น และบอกกับแม่ว่า “แม่ หนูทำสำเร็จแล้ว ถึงแม่จะไม่ได้อยู่กับหนูแล้ว แต่แม่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ที่หนูตั้งใจทำมัน”

                ความรู้สึก ความรัก ทุกอย่างมันยังคงอยู่ตรงนั้น และถ้าวันนี้หนูรู้สึกว่าหนูได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นแบบที่หวัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณหนูก็จะภูมิใจในตัวเองว่าเคยทำเต็มที่ที่สุดแล้ว’

                และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้าปัญหาเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหลัก ให้เลือกอยู่กับคุณแม่ เพราะเวลาเงินซื้อไม่ได้ ตอนนี้เวลาของคุณแม่เคาท์ดาวน์แล้ว แต่ถ้าเงินเป็นปัญหาหลัก แปลว่าทางเลือกของหนูก็ไม่ได้มีมากนัก ให้ตัดเรื่องการซ่อมบ้านไปเลย มันกดดันตัวหนู ไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยทำให้เรากดดัน อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่แม่ต้องการเห็นหรือต้องการจากหนู ไม่ใช่การซ่อมบ้าน เพราะตอนนี้แม่อยู่ในจุดที่เขารู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่กับหนูมันมีค่า และในมุมที่พี่เป็นแม่ ความห่วงลูก คือสิ่งที่แม่กังวลที่สุด

                ฉะนั้นถ้าอยากให้คุณแม่หมดห่วง ให้อยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตด้วยกัน ทำยังไงให้แม่รู้สึกว่า หนูจะอยู่ได้อย่างสบาย ถึงแม้ในวันนั้นอาจจะไม่มีแม่ และถ้าวันนึงไม่มีคุณแม่ อยากให้รู้ไว้ว่า “โลกเราเดินไปข้างหน้า สิ่งที่เราต้องเจอคือเส้นทางของสัจธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวไปข้างหน้า นั่นคือสิ่งที่เราต้องพบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว”

                ท้ายที่สุดแล้วหากยังรู้สึกนอยด์ตัวเอง ‘การนั่งสมาธิ’ จะสอนให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย แม้กระทั่งร่างกายของเรา’ สถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากมาก ๆ เป็นใครก็ทำใจได้ยาก แต่หวังว่าคุณหนูจะแข็งแรงโดยเร็วนะ เพราะตัวเราเป็นแหล่งกำลังใจที่สำคัญมาก ๆ ของคุณแม่เลย’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัว ครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”

04 ก.ค. 2025

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัว ครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”

คบกับแฟนมา 10 ปี เพิ่งได้ฟังไฟล์เสียงบันทึกการโทรอัตโนมัติจากมือถือแฟนที่เขาคุยกับครอบครัวครอบครัวแฟนไม่ชอบเราเลย ด่าเราว่า ... “ไม่ช่วยทำอะไรให้บ้านแฟนเลย ไม่ดูแลยาย มาอยู่เฉยๆ”ทั้งๆที่หนูทำมาตลอด หนูเลยเปิดใจไปคุยกับผู้ชายอีกคน ที่มาเป็นที่ปรึกษาหัวใจให้กับหนูจนตอนนี้เริ่มรู้สึกดีต่อกันและกัน เขาอยากได้สถานะจากหนูแล้ว แต่หนูก็ยังไม่ได้เลิกกับแฟน เพราะคิดว่าแฟนไม่ได้ผิดอะไรถ้าหนูคบกับเขาต่อครอบครัวเขาก็ไม่ชอบหนูอยู่ดี หนูจะเลือกทางไหนดี ?? “คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจก็อตจิ - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวแฟนไม่ชอบเรา โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บีกับแฟนคบกันมาประมาณ 8 – 9 ปี ครอบครัวเขาโอเคกับเรามาทุก ๆ อย่างในระยะเวลาที่คบกัน แต่มามีช่วงหนึ่ง คือ วันนั้นเหมือนที่บ้านเขาน่าจะพูดอะไรกับเขามา เขามีเกริ่น ๆ กับบีมาประมาณว่า “ไม่ช่วยอะไรที่บ้านเลยหรอ” แต่ตัวบีเองก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขา แต่บีตงิดใจว่ “เอ๊ะ มันผิดสังเกตจัง” ในตอนนั้น บีจึงได้ไปดูในโทรศัพท์เขา ซึ่งโทรศัพท์เขาสามารถบันทึกเสียงการโทรเข้า – ออกได้ ทำให้บีได้เปิดฟังสายของแม่และน้องสาวเขา และได้ยินมาคำนึงประมาณว่า “ตอนที่อยู่ที่บ้านเขา เราไม่เคยช่วยอะไรที่บ้านเขาเลย’ แต่บีก็ไม่ได้อะไร เพราะบีรู้อยู่แล้วว่าความในใจเขาคืออะไร ปกติบีจะช่วยบ้านเขาทุกอย่าง แล้วพอวันหนึ่งที่บีไปเปิดบันทึกเสียงในโทรศัพท์เขา คือบีก็เปลี่ยนไป จากที่เคยทำทุกอย่างก็ไม่ทำ แม่เขาตำนิบีตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่บีช่วยเขาทำทุกอย่าง เขาน่าจะพูดไม่จริงกับลูกชายเขา จึงทำให้บีคิดว่า “เอ๋ ถ้าเกิดว่าจากที่เราเคยทำ ทำแล้วมันไม่ได้ดีอะ โอเค เราก็ไม่ทำเนอะ” บีได้บอกกับแฟนไปว่า “บีขอกลับไปทำบริหารธุรกิจ เพราะว่าตอนนี้ธุรกิจบีมีปัญหา” แต่จริง ๆ แล้วความจริงไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่บีอ้างไปแบบนี้ เพื่อที่จะได้กลับไปอยู่กับตัวเองก่อน คราวนี้เขาจึงมองว่าเราเปลี่ยนไป เช่น เราไม่กลับบ้านกับเขาเหมือนเดิม จริง ๆ แล้วบีกับเขายังไม่ได้แต่งงานกัน แต่ว่าไปอยู่บ้านเขาก่อนหน้านี้ช่วงระยะเวลา 3 เดือน เพราะว่าประจวบเหมาะกับแม่เขาป่วยพักฟื้นที่บ้านพอดี บีจึงได้ไปช่วยทางบ้านเขาในช่วงนั้น ทั้งงานบ้าน และอื่น ๆ ในบ้านเขาเลย กระทั่งเดินทางมาถึงจุดพีคคือ บีกับมาอยู่กับตัวเองประมาณหนึ่งอาทิตย์ แล้วดันมีคน ๆ หนึ่งเข้ามาในชีวิต ซึ่งคนนี้เขาก็รู้ว่าบีเริ่มมีปัญหากับแฟน เพราะเขาเป็นเพื่อนในแอป ๆ หนึ่งของบี และเขาก็รู้เรื่องที่บีกับแฟนไม่ได้แต่งงานกัน เหมือนเขาแอบดูเราอยู่ห่าง ๆ ตลอด จากนั้นเขาคนนี้เหมือนมาจีบบี มาหาบีที่ที่ทำงาน เขามาทำให้บีรู้สึกดี มาเป็นที่ปรึกษาได้ทุกอย่าง ทำให้บีรู้สึกดีกับเขา แต่ตอนนี้ติดตรงที่บีกับแฟนยังไม่ได้เลิกกัน พอเขาเข้ามา บีเหมือนอยู่ตรงกลาง บีจึงเริ่มถอยห่างกับเขา ตอนนี้บีสับสนว่าเราจะเอายังไงกับชีวิตตัวเองดี จริง ๆ ตอนนี้บีกับแฟนยังคงคุยกันตามปกติผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งถ้ามีไปออกงานแต่ง งานบวช หรืองานเลี้ยงที่ทำงานเขา บียังคงมีไปด้วยกันบ้าง แต่ทำเพราะหน้าที่เฉย ๆ ซึ่งถ้าถามว่าคนเก่าผิดตรงไหน บีคิดว่า ถ้าในวันหนึ่งต้องให้เขาเลือก บีคิดไว้เลยว่า ยังไงเขาคงต้องเลือกครอบครัวเขาก่อนอยู่แล้ว ไม่ได้เลือกบี ส่วนคนใหม่บีก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเลือกเราไหมเพราะ อย่างแรกคือบีกับเขาพึ่งคุยกัน แล้วมันรู้สึกดีแค่นั้นเลย และตอนนี้บางทีบีก็อยากไปกับคนใหม่ แต่บางทีก็คิดว่าคนเก่าก็ไม่ได้มีนอกใจหรืออะไร บีเลยสงสัยว่าถ้าบีทำแบบนี้ บีจะผิดกับเขาไหม และคำถามของบีคือ ถ้าบีไม่เลือกใครสักคนแล้วกลับมาอยู่กับตัวเอง บีจะเห็นแก่ตัวไหม’ โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจก็อตจิ - ดีเจต้นหอม) ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘บีอยากเลิกกับคนเก่า แต่คนใหม่เข้ามาในจังหวะที่พอดีที่เรากำลังรู้สึกว่าเบื่อหน่าย แต่ที่เข้ามาใหม่ก็ยังไม่ถูกใจหรอก เพียงแค่ว่าไม่อยากอยู่คนเดียว อยากให้ทำเป็นสเต็ปก่อน เคลียร์ไปทีละคน ถ้ารู้ว่าคนเก่าเราไม่เอาแล้ว เราควรหาเหตุผลเคลียร์คนเก่าก่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องนอกใจ แค่มีความรู้สึกว่าวันนี้เราไม่อยากอยู่ในฐานะนี้ ก็แค่แยกกัน ใครที่ไม่ใช่แน่ ๆ ก่อนแค่เคลียร์ออกไป และสุดท้ายคำถามที่ว่า “มันจะเห็นแก่ตัวไหม” คนเรามันก็ต้องรักตัวเองไหม ใครจะอยากทนอยู่ในบ้านที่เขาไม่ได้ต้อนรับเรา และในจังหวะที่เรายังศึกษา ยังคุย ยังเลือกหากันอยู่ ก็คงไม่แปลกที่เราจะทำเพื่อตัวเอง แต่ว่าการเห็นแก่ตัวแบบนี้ ถ้าจะทำให้มันแฟร์คือ อย่าไปเลี้ยงไข้ใครไว้ ถ้าคนใหม่ยังไม่ใช่ก็ไม่ควรไปให้ความหวังกับเขาว่า “เดี๋ยวฉันจะมาเป็นแฟนเธอ” ไม่งั้นจะกลับกลายเป็นว่าเราจะทำไม่ดีกับทั้งผู้ชายถึงสองคน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คนคุยมีสิทธิ์ไหมคะ? เราคุยกับผู้ชายคนนึงได้ 9 เดือนกว่า ทำทุกอย่างเหมือนแฟนเลย อาทิตย์นึงนอนกับเขา 5 วัน แต่เพิ่งมาเจอว่าห้องเขามีชุดชั้นในผู้หญิงในห้อง แต่ไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นอะไรกับเขา มีสิทธิ์ถามไหมคะว่าชุดชั้นในปริศนานั้นเป็นของใคร?

08 ก.ค. 2024

คนคุยมีสิทธิ์ไหมคะ? เราคุยกับผู้ชายคนนึงได้ 9 เดือนกว่า ทำทุกอย่างเหมือนแฟนเลย อาทิตย์นึงนอนกับเขา 5 วัน แต่เพิ่งมาเจอว่าห้องเขามีชุดชั้นในผู้หญิงในห้อง แต่ไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นอะไรกับเขา มีสิทธิ์ถามไหมคะว่าชุดชั้นในปริศนานั้นเป็นของใคร?

“คุณอาย (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่ห้าในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [3 ก.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเจอชุดชั้นในในห้องของคนคุย โดย “คุณอาย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘พอดีว่าหนูคุยกับผู้ชายคนหนึ่งที่เราไม่ได้ให้สถานะแฟนตั้งแต่แรกมา 9 เดือน และอาทิตย์นึงจะเจอกันประมาณ 5 วัน แต่เราทำทุกอย่างเหมือนแฟน แต่ไม่ได้เป็นแฟนกัน มีอยู่วันหนึ่งหนูไปเจอชุดชั้นในของคนอื่นที่ไม่ใช่ของหนูในคอนโดของเค้า และหนูเคยพูดกับเค้าว่าขอให้คุยกับหนูแค่คนเดียว ถ้าวันหนึ่งมีคนคุยคนอื่นแล้วให้บอก ซึ่งเค้าหัวเราะและไม่ได้พูดอะไร หนูก็อยากถามว่าหนูมีสิทธิ์ถามเค้าไหมว่าชุดชั้นในนั้นเป็นของใคร?’ โดย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ความคิดเห็นพี่พี่คิดว่าหนูควรถามไปเลย หนูมีสิทธิ์ถาม แล้วอยู่กับเค้า 9 เดือน ละอาทิตย์นึง 5 วันสะขนาดนั้นหนูก็ถามเรื่องสถานะไปด้วยเลย’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าถามได้เพราะเราก็คุยกับเค้ามา 9 เดือน และอยู่คอนโคเค้า 5 วันสะขนาดนั้น แต่ไม่ใช่ถามเชิงหึงหวงนะ แค่ถามว่ามันเป็นของใคร แล้วก็ดูว่าเค้าจะตอบยังไง’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถามได้เลย แต่ว่าอย่าคาดหวังคำตอบ เพราะเราไม่รู้หรอกว่ามันจริงหรือไม่จริง แต่มันก็จะได้วัดไปเลยถ้าเราสามารถจับอากัปกิริยาของคนเป็น แต่วิธีถามมันจะละม่อมขนาดไหน จะอ้อม ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เตรียมใจกับคำตอบไว้นิดนึง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อหนูเป็นคนเจ้าชู้มาก มีเมียมาแล้ว 8 คน มีลูก 11 คน เพิ่งรู้ว่าพ่อยังมีเด็กเลี้ยงอีกคนนึง ปรากฏว่า เป็นเพื่อนสนิทหนูเอง พอจับได้ถึงรู้ว่า ที่ผ่านมา ที่เพื่อนกินหรู อยู่คอนโด เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ เป็นเงินจากพ่อเรา พีคสุด เจอแหวนพ่อที่ห้องเพื่อนด้วย

21 มิ.ย. 2024

พ่อหนูเป็นคนเจ้าชู้มาก มีเมียมาแล้ว 8 คน มีลูก 11 คน เพิ่งรู้ว่าพ่อยังมีเด็กเลี้ยงอีกคนนึง ปรากฏว่า เป็นเพื่อนสนิทหนูเอง พอจับได้ถึงรู้ว่า ที่ผ่านมา ที่เพื่อนกินหรู อยู่คอนโด เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ เป็นเงินจากพ่อเรา พีคสุด เจอแหวนพ่อที่ห้องเพื่อนด้วย

พ่อหนูเป็นคนเจ้าชู้มาก มีเมียมาแล้ว 8 คน มีลูก 11 คน เพิ่งรู้ว่าพ่อยังมีเด็กเลี้ยงอีกคนนึงปรากฏว่า เป็นเพื่อนสนิทหนูเอง พอจับได้ถึงรู้ว่า ที่ผ่านมา ที่เพื่อนกินหรูอยู่คอนโด เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ เป็นเงินจากพ่อเรา พีคสุด เจอแหวนพ่อที่ห้องเพื่อนด้วย “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 มิ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเผือก’ เกี่ยวกับปัญหาพึ่งรู้ว่าเด็กเลี้ยงของพ่อเป็นเพื่อนสนิทเราสมัยมัธยม โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คุณพ่อเป็นคนที่เจ้าชู้ หน้าตาดี อายุยังไม่ถึง 50 ปี คุณพ่อเป็นคนมีเงิน ผ่านการแต่งงานมาทั้งหมด 8 ครั้ง และมีลูกทั้งหมด 10 คน ส่งเสียลูกทุกคน โดยคุณแม่ของหนูเป็นคนที่ 7 ส่วนตอนนี้คุณพ่ออยู่กับภรรยาคนที่ 8 ซึ่งหนูเรียนอยู่มหาลัยอาศัยอยู่กับคุณแม่ แต่หนูจะไปหาคุณพ่อบ่อยๆ เพราะสนิทกับคุณย่า และคุณพ่อก็จดทะเบียนกับภรรยาทุกคน ถ้าใครรับไม่ได้ก็จะหย่า เรื่องมันเกิดขึ้นตรงที่หนูมีเพื่อนสนิทตั้งแต่ประถมแต่อยู่คนละห้องกัน และก็มาสนิทกันอีกตอนมัธยม และเวลาหนูมีอะไรก็จะเล่าให้เขาฟัง รวมถึงเรื่องพ่อด้วย พอขึ้นมัธยมปลายเรารู้สึกว่าเขาดูมีเงินมากขึ้น ปกติเขาอยู่กับคุณแม่ 2 คน หนูก็ถามว่า “ไปทำอะไรมา ทำไมมี iPhone” มีอะไรหลายๆอย่างใช้ คือดูรวยมากกว่าเรา ซึ่งตอนนั้นเขายังยืมเงินหนูจ่ายค่าเทอมอยู่เลย เขาก็บอกว่า “แม่เขาได้ไปทำงานเป็นแม่บ้านของฝรั่ง นานๆกลับบ้านมาทีเลยส่งเงินมาให้” ส่วนตัวหนูไม่เคยพาเพื่อนผู้หญิงไปรู้จักคุณพ่อเลย และคุณพ่อก็จะไม่รู้จักเพื่อนผู้หญิงของเราสักคน เพราะเรารู้ว่าพ่อเราเป็นคนแบบนี้เผลอไม่ได้ ช่วงปิดเทอมหนูกลับมาที่บ้านต่างจังหวัด ซึ่งบ้านหนูและเพื่อนสนิทอยู่ใกล้กัน และเขาก็พยายามจะให้หนูไปบ้านเขาทั้งที่แม่เขาก็อยู่ ปกติเวลาหนูไปบ้านเขาก็จะทำกับข้าวและกินข้าวกับแม่เขา แต่วันนั้นเขาพยายามจะพูดให้หนูเข้าไปในห้องเขาให้ได้ ประมาณว่า “เห้ย เข้าไปห้องเรามั้ย เพิ่งติดโทรทัศน์ใหม่ ติดแอร์ใหม่” พอเข้าไปเราก็เจอแหวนคุณพ่อ ตอนแรกก็ไม่ได้สงสัย แต่แหวนของคุณพ่อจะสลักชื่อเอาไว้ คือชื่อเขา พอหนูเห็น หนูก็เบลอไปหมด และถามเขาว่า “นี่อะไร มึงไปเอาของพ่อกูมาได้ไง” เขาบอกว่า “เขาขอโทษ เขาไม่ได้ตั้งใจ” เหมือนตั้งใจให้หนูรู้ว่าเป็นเด็กเลี้ยงของพ่อ ทีนี้ก็ทะเลาะกันบ้านแตก ถึงขั้นลงมือกับเขา แต่ก็แค่ตบหน้า เพราะหนูโกรธมาก คือเป็นเพื่อนกันมา 10 ปี แต่มาทำกันแบบนี้ หนูถามเขาอีกว่า “ไปเจอพ่อได้ยังไง” เขาก็ได้แต่ร้องไห้และขอโทษ หนูเลยกลับบ้าน บล็อคแชท บล็อคทุกอย่างไป และไม่ได้สนใจเพื่อน หลังจากนั้นหนูก็กลับบ้านมาถามพ่อว่า “พ่อรู้มั้ยคนนี้เพื่อนหนูนะ” พ่อก็บอกว่า “พ่อไม่รู้ พ่อไม่เคยรู้มาก่อนเลย” และพ่อก็บอกว่า “พ่อไปเจอกับเพื่อนหนูที่บาร์ประจำของพ่อและเพื่อนพ่อ” ซึ่งหนูก็เชื่อ เพราะเคยเล่าให้เพื่อนฟังว่าพ่อจะมานั่งที่บาร์นี้บ่อยๆ เหมือนเขาพาตัวเองไปเจอพ่อหนูบ่อยๆ ตอนนี้หนูกลับมาที่กรุงเทพ เพื่อนหนูเขาก็พยายามจะโทรหา พยายามทักหาโดยเอาแอคหลุมทักมา แล้วก็พยายามติดต่อพ่อหนู เพราะพ่อฟังหนูและตัดเขาออก ไม่ได้เลี้ยงหรือส่งเสียอะไร แล้วก็มีเพื่อนมาบอกว่าเขาจะไม่เรียนต่อเพราะมหาลัยที่เรียนเป็นมหาลัยเอกชน เขาไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เขาเริ่มมีของใช้เริ่มรวยขึ้นมาตั้งแต่มัธยมปลาย แต่ตอนนั้นเขาก็ทำงานที่บาร์หลายๆที่ แถมมีแฟนเป็นผู้ชายมาตลอด เลยไม่รู้ว่าพ่อหนูส่งเสียเขาตั้งแต่ตอนไหน จนหนูไปถามพ่อ พ่อก็บอกว่า “ก็เลี้ยงมาตั้งแต่มัธยมปลาย” ประมาณเกือบ 4 ปี หนูจะต้องกลับบ้านไปหาคุณพ่อคุณยายบ่อยๆ เลยอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า หนูจะทำยังไงเมื่อเจอหน้าเพื่อนคนนี้? เพราะบ้านก็อยู่ใกล้กัน น่าจะได้เจอกันแน่นอน และเขาก็ยังคงพยายามติดต่อเรากับพ่อมาตลอด แต่พอติดต่อไม่ได้ก็จะมารังควานหนู พอหนูไม่ตอบโต้ ก็ไปรังควานภรรยาคนปัจจุบันของพ่อ จนพ่อต้องทะเลาะกับภรรยา โดยการพยายามแสดงตัวตน’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เท่าที่ฟังมาดูเหมือนเอไม่อยากยุ่ง เพราะฉนั้นเวลาเจอหน้า เราก็ปฏิสัมพันธ์ หรือคุยกันให้น้อยที่สุด คือไม่จำเป็นต้องพยายามไม่มองหน้า พยายามไม่คุย เพราะมันจะทำให้เขายิ่งพิเศษขึ้นมา ถ้าเวลาเจอกันในกลุ่มเพื่อนเยอะๆแล้วจงใจไม่มองเขาคนเดียว จะกลายเป็นว่าเขาอาจจะดูมี Something ขึ้นมา แต่ถ้าเราทักทายแค่แบบ พยักหน้าให้ และไม่สนใจ ทักเหมือนคนเคยรู้จักและไม่สารสัมพันธ์อะไรต่อ ไม่ต้องไปให้ค่าอะไรเขามากมาย ก็อาจจะทำให้คนอื่นที่มาเห็นอาการของเราสองคน มันก็จะดูปกติ เอาแค่พอเป็นมารยาท’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าได้เจอกันจริงๆพี่จะเคลียร์เลยว่า พอแล้วไม่ต้องขยันส่งอะไรมาหากูอีกแล้ว เพราะที่กูเงียบไปคือไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกันอีกแล้ว สิ่งที่มึงทำคงไม่ต้อฝพูดแล้วว่ามันรุนแรงขนาดไหนในแง่ของความรู้สึก ถ้าเจอกันก็เมินๆกันไป หนูมีชีวิตของหนู แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าเทอม หรือเรื่องเงินอะไรของเขาเพราะนั่นก็คือชีวิตของเขา เขาต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้เห็นด้วยกับคำปรึกษากับทั้งดีเจเผือก และดีเจเติ้ล พร้อมให้คำแนะนำเพิ่มเติมให้บอกกับเพื่อนไปว่า “ออกไปจากชีวิตฉัน ฉันจะไม่คุยกับเธอแล้ว แล้วไม่ต้องมายุ่งกันอีก สิ่งที่มีงทำกูให้อภัยไม่ได้”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูคบกับแฟนคนนึงได้ไม่นาน หนูเป็นคนติดสกินชิพมาก แต่แฟนหนูคนนี้ ไม่แตะเนื้อต้องตัวหนูเลย หนูลองใจหลายวิธี ล่าสุด จะข้ามถนน เตรียมมือรอแล้ว เขาไม่จับ ไม่จูงมือหนูเลย แต่ก็กันรถให้หนูเดินข้ามอยู่

04 ส.ค. 2025

หนูคบกับแฟนคนนึงได้ไม่นาน หนูเป็นคนติดสกินชิพมาก แต่แฟนหนูคนนี้ ไม่แตะเนื้อต้องตัวหนูเลย หนูลองใจหลายวิธี ล่าสุด จะข้ามถนน เตรียมมือรอแล้ว เขาไม่จับ ไม่จูงมือหนูเลย แต่ก็กันรถให้หนูเดินข้ามอยู่

“คุณรัน (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ก.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาคบกับแฟนมาได้ประมาณ 4 เดือน ไปดูหนังด้วยกันก็แล้ว แต่ยังไม่เคยจับมือกันเลย โดย “คุณรัน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คุยกับเขามาตั้งแต่เดือนเมษาผ่านแอพหาคู่ แล้วก็ตกลงเป็นแฟนกัน แต่ปัญหาคือทุกวันนี้หนูกับเขายังไม่ได้จับมือกันเลย ไปเดทเดือนละสองสามครั้ง เวลาไปห้างก็เดินชิดกันแค่นิดเดียว แต่เขาบอกเราเลยว่าเขาเป็นคนไม่ชอบดูหนัง เขาเข้าไปดูแล้วชอบหลับ แต่เขาก็ไปดูเพราะรันอยากดูก็เลยมาดูด้วย แม้ว่าหนูจะเลือกที่นั่งท้ายแถวเลย เวลาที่ข้ามถนน หนูคิดว่าจะมีโมเมนต์เดินจูงมือข้ามถนน หนูก็เตรียมมือเอาไว้เลย หันมาอีกที อ้าว! เขาเดินข้ามไปแล้ว มีการดันเราเข้าไปข้างใน เวลาจุ๊บก็ส่งแค่ในแชท คือหนูไม่กล้าจับมือเขาก่อน หนูกลัวเขาจะตกใจ เขาเคยมีแฟนมาแค่คนเดียว หนูก็เคยมีแฟนแค่คนเดียว แต่แฟนเก่าหนูเขาจะเข้ามาจับก่อน อย่างตอนล่าสุดที่ไปกินข้าวด้วยกัน หนูก็อยากมีโมเมนต์ขอกำลังใจ แต่หนูก็ไม่กล้า เขาก็เหมือนจะเข้าหาหนูนะ แต่ก็ยึก ๆ ยัก ๆ ก็เลยเกิดคำถามว่า คบกันมาหลายเดือนแล้ว แต่แม้แต่มือก็ยังไม่กล้าจับควรจะทำยังไง?” โดย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเขินผมสนับสนุนให้จับมือกันในโรงหนังนะ เพราะมันมืด เกิดอะไรขึ้นก็มีแค่เราตรงนั้น’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เป็นแฟนแล้วก็ขอจับมือเลยไม่ว่าจะเป็น มือ ไหล่ แขน เล่นได้หมดให้ หรือเริ่มจากการเดิน ให้ดูว่าเวลาเดินเขากุมมือเราไหม ใช้เสียงอ้อนได้เลย ผู้หญิงก็ทำแบบนี้ได้เป็นเรื่องปกติ บางทีผู้ชายเขาอาจจะไม่กล้าเริ่มก่อน’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเวลาไปกินข้าว แล้วเขาลุกขึ้นไปก่อน ให้ลองยื่นมือให้เขาคว้าดู เพราะถ้าเราเขินก็ไม่มีวันได้จับมือนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-