ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

13 มิ.ย. 2025

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย

ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4

อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน  ตอนนี้ลำดับชีวิตตัวเองไม่ถูกเลย จะบินไปทำงานหาเงิน ส่งมารักษาแม่

หรือ จะอยู่กับแม่ที่ไทยเลยดี ใครที่มีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วยเล่าประสบการณ์ให้หนูฟังทีนะคะ

                “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา [11 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาชีวิต และคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4

                โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด หนูทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มขายของ ส่วนคุณแม่เห็นว่าจริงจัง คุณแม่เลยคอยสนับสนุนในทุก ๆ เรื่อง คือหนูอยากทำเอง ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินหรืออะไร แค่เป็นคนชอบขายของ หนูทำจนแม่เห็นว่าได้เยอะ เลยช่วยเปิดร้านให้ หลังจากเรียนจบ หนูได้เข้ามาเปิดร้านในกรุงเทพ ตอนแรกคุณพ่อ คุณแม่ เขาก็อยู่ด้วยกันตามปกติ แต่พอหนูมาเปิดร้านที่กรุงเทพ แม่เขาก็ยอมเสียสละเวลาตรงนั้น เพื่อที่จะเข้ามาช่วยหนูทำงาน

                ปัจจุบันนี้หนูทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ไทยอยู่ ปกติหนูมีคุณแม่เป็นทุกอย่างในชีวิตเลย คือเวลาอยู่ต่างประเทศเวลามันจะไม่ตรงกันกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ไทย หนูก็จะเกรงใจ หนูเลยโทรหาแม่ ทุกเรื่องเลย แม้กระทั้งเรื่องเล็กน้อย แม่ก็จะเป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนทุก ๆ อย่างเลย ทีนี้ก่อนที่หนูจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ หนูเปิดร้าน 2 ที่ แต่ต้องเลิกกิจการ เพราะตลาดที่นั่นมันได้ปิดตัวลงกระทันหัน และทางตลาดเขาไม่ได้แจ้งอะไร แล้วทีนี้ของที่เปิดร้าน มันเลยไปอยู่ที่บ้านคุณแม่ จนตอนนี้บ้านโทรมมาก หนูก็เลยท้อ

                หลังจากนั้นหนูได้บอกเลิกแฟนที่คบกันมา 6 ปี ว่า “เราคงไม่ได้เจอกันแล้วแหละ เพราะว่าเดี๋ยวไปอยู่ต่างประเทศครั้งนี้ เราจะไม่กลับมาแล้ว” ซึ่งนี่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนจะไปอยู่ต่างประเทศเลย ตั้งใจไปตั้งตัวใหม่ที่นู้น จริง ๆ ตอนแรกแค่ไปเรียนก่อน มันช่วงที่ติดโควิดพอดี เลยมีโอกาสในเรื่องของวีซ่า เพราะว่ามันกลับไม่ได้ ซึ่งตอนที่ไป คือตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินให้ได้ไวที่สุด เพื่อที่จะแก้ไขที่เอาของไปไว้ที่บ้านคุณแม่ ทำให้บ้านคุณแม่โทรม วางแผนอนาคตไว้ว่าจะเคลียร์ของออกจากบ้านและทำให้เร็วที่สุด ทุกครั้งเวลาหนูโทรหาคุณแม่ หนูจะคุยแต่เรื่องคนอื่น เช่น เรื่องคุณยายที่อายุเยอะขึ้นแล้ว หรือคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ ไม่เคยคิดเลยว่าวันนึง คุณแม่จะป่วย

                จนกระทั่งหลังจากหนูย้ายไปต่างประเทศ คุณแม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดที่พึ่งสร้างเสร็จ ซึ่งจริง ๆ พวกหนูไม่เคยมีบ้านที่ต่างจังหวัดมาก่อน อาศัยอยู่ในโรงงาน เหตุเพราะมันมีปัญหาเรื่องในครอบครัวนิดหน่อย แต่ในที่สุดคุณแม่ก็ได้ย้ายกลับไปอยู่ หลังจากที่หนูแยกเขาออกมาจากพ่อตัวเองนานแล้ว เขาไม่ได้เลิกกันหรืออะไร  มาวันหนึ่งอยู่ ๆ คุณแม่ก็เริ่มป่วย เริ่มไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไปหาหมอประมาณ 6 เดือน ทุก ๆ สองอาทิตย์ หมอบอกว่าแต่ว่า “คุณแม่เป็นคออักเสบ หลอดลมอักเสบ กรดไหลย้อน” และพอไป x-ray ปอด จึงเจอก้อนเนื้อประมาณ 2 เซนติเมตร แต่หมอบอกว่าไม่ใช่มะเร็ง

                พอเวลาผ่านไปแม่ก็ไอหนักขึ้น จึงได้ถามหมอไปว่า “ต้องมารักษาอีกไหม” หมอบอกว่า “หายแล้ว แค่ต้องกินน้ำอุ่น กินอะไรก็หายแล้ว” แต่คุณแม่ก็ยังไอไม่หยุด คุณพ่อเลยพาไปตรวจที่โรงบาลเอกชนและได้ฉีดสีที่ CT Scan จนเจอว่าก้อนเนื้อ 2 เซนติเมตรนั้นกลายเป็น 8 เซนติเมตร มันโตเร็วมาก ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จนได้ตรวจกับหมอคนที่ 4 เขาแจ้งว่า “ก้อนเนื้อนี้ เป็นมะเร็งแน่นอน” ซึ่งตอนนั้นหนูอยู่ต่างประเทศ และคุณแม่เป็นคนโทรมาบอก หนูจึงต้องบินกลับมา

                แต่แล้วปรากฏว่าคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 ลามไปที่คอ หนูเพิ่งรู้มาประมาณเดือนครึ่งเอง ตอนนี้หนูทำใจไม่ได้ หนูไม่แน่ใจว่าหนูควรจะวางแผนในชีวิตยังไงดี เพราะว่าใจนึงหนูก็อยากใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ เพื่อที่จะหาเงินได้เยอะ ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ และรีบกลับมาทำบ้านให้คุณแม่ตามคำสัญญา แต่เงินนั้นก็ต้องไปสู่การรักษาด้วย การรักษาตอนนี้ใช้สิทธิของรัฐบาลอยู่ แต่จะมียาบางตัวที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิการรักษา ซึ่งแค่เฉพาะยาเดือน ๆ นึง ตกประมาณ 200,000 – 400,000 บาทเลย

                ทางบ้านทุกคนก็ต้องช่วยกันหาเงินมารักษาคุณแม่อยู่ดี ถ้ามันถึงจุดนั้นขึ้นมา หนูไม่รู้จะโฟกัสกับอนาคตตัวเองเพื่อที่จะมารักษาคุณแม่ และทำบ้านให้แม่ตามคำสัญญาก่อนที่จะไปอยู่แล้วดี หนูไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต เพราะปกติหนูมีปัญหาอะไรที่นู้น หนูจะโทรหาคุณแม่ได้ทุกเรื่อง แต่พอตอนนี้คุณแม่เขาอยู่โรงพยาบาลใช้เครื่องช่วยหายใจมา 40 กว่าวัน แค่คิดว่าหลังจากนี้จะโทรหาเขาไม่ได้ตลอดไป หนูยิ่งไม่มี passion ในการใช้ชีวิต แบบคุณแม่เป็นคนที่เริ่มก้าวมาด้วยกันกับเรา หนูอยากให้เขาอยู่ในวันที่หนูประสบความสำเร็จแบบที่คิดไว้ด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้มันกะทันหันค่อนข้างมาก เพราะไม่ได้คิดไว้เลย  คุณแม่ไม่ได้มีอาการหรืออะไรที่ดูเป็นไปได้ตั้งแต่แรกเลย’

                หนูเลยอยากจะมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า “ตอนนี้หนูควรทำยังไง ควรจะกลับไปเมืองนอกหรืออยู่กับคุณแม่ ?” และ “ถ้าวันหนึ่งหนูต้องเสียคุณแม่ไปจริง ๆ หนูจะอยู่ยังไง ?”  คือหนูมีกำลังใจและใช้ชีวิตได้ เพราะว่ามีความฝันที่อยากจะทำบ้านให้คุณแม่ทุก ๆ วัน โดยที่ไม่เคยรู้สึกท้อ ไม่เคยเศร้า หรืออะไรเลย แม่เปรียบเหมือนกำลังใจสำคัญ ถ้ามีเขาอยู่ ก็จะทำให้มีความสำเร็จ

                โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘การจากกันเป็นสัจธรรมของชีวิต มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ’

                ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้ายังมีหลายคนในครอบครัวที่ช่วยหาเงิน การตัดสินใจอยู่ที่ไทยในช่วงนี้ก็อาจจะไหว อย่างน้อยก็เป็นระยะสั้น ๆ เพื่อดูทิศทางการรักษาว่าจะเป็นไปทางด้านไหน

                ส่วนในเรื่องที่กังวลว่าจะอยู่ได้ไหม พี่ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี เพราะพี่ก็เคยเสียคุณแม่ไปกะทันหันจากโรคนี้เช่นกัน แต่อยากให้หนูค่อย ๆ ใช้เวลานี้ในการทำให้ตัวเองได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ยังไงวันนึงคนเราก็ต้องจากกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า อาจจะเกิดคำถามว่า “ทำไมเราต้องจากกันเร็ว” ซึ่งจากประสบการณ์ของพี่ การที่เรามานั่งหาคำตอบในเรื่องนี้ มัวแต่นั่งสมมติ ถ้าอย่างนู้น ถ้าอย่างนี้ พี่ว่ามันไม่ได้ทำให้เป็นประโยชน์อะไร พี่มองว่าใช้ช่วงเวลาที่เรายังอยู่ด้วยตรงนี้ให้ดีที่สุดด้วยเงื่อนไขที่บ้านเรามี ในชีวิตเราก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาเห็นอยู่ และเขาก็ภูมิใจในสิ่งนั้น ไม่แพ้คุณแม่ ยังมีใครอีกหลายคนที่มองเข้ามาแล้วเห็นว่า “เราทำได้นี่หน่า”

                แม้ว่าต่อให้ทุกวันนี้นึกย้อนกลับไปมันอาจจะมีเสียดายไปบ้าง แต่แล้วไง มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ชีวิตมันก็ดำเนินแบบนี้มาแล้ว ฉะนั้นค่อย ๆ ทำใจและค่อย ๆ เรียนรู้ ใช้ช่วงเวลานี้ให้มันมีคุณค่าดีกว่า ช่วงเวลานี้ที่เรายังพออยู่ใกล้ ๆ ได้ ก็อยู่กับท่านไปก่อน ถ้าทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้น ถึงค่อยบินกลับไปหาเงินส่งกลับมาก็ได้

                สุดท้ายชีวิตมันยังมีปลายทางที่เราจะต้องค่อย ๆ เดินไป เราอาจจะไม่ได้เดินเร็วขนาดนั้น เราอาจจะเดินขั้น ๆ ให้มันช้าลง แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ หาสิ่งใหม่ ทั้งหมดทั้งมวล “จงทำเพื่อสร้างความภูมิใจให้ตัวเองเป็นหลัก” มันน่าจะดีกับชีวิตของหนู’

                ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘คุณหนูต้องอยู่ในแบบที่ตัวเองจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดาย ถ้าวันนี้แม่ของคุณหนูไม่ได้อยู่อีกต่อไปแล้ว นั่นหมายถึง อะไรที่คุณหนูคิดว่าทำแล้วตัวเองรู้สึกไม่ติดค้าง พี่แนะนำให้ทำ เช่น การที่คุณหนูลังเลว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ จนคุณแม่รักษาหาย หรือจะกลับไปหาความฝันตัวเอง บางเรื่องเราเป็นมนุษย์เราไม่สามารถที่จะมีทุกอย่างหรือสำเร็จทุกอย่างได้ดั่งใจตัวเอง การที่คุณหนูกังวลว่าจะไม่มีแม่อยู่ ฉันไม่มีความฝันแล้ว อะไรที่เคยตั้งใจคือมีแม่อยู่ในนั้นทั้งหมด แต่พี่อยากจะถามคุณหนูว่า “แล้วตัวคุณหนูหล่ะ มันยังไม่มีอยู่หรอ ?”

                ถึงคุณแม่จะไม่อยู่แต่คุณหนูยังอยู่และยังคงมีความฝัน ทำไมถึงไม่เอาสิ่งนี้เป็นแรงผลักดันว่า “ถึงในวันที่แม่ไม่อยู่ แต่ฉันยังมีความฝันนะ และวันนึงฉันจะทำให้มันสำเร็จ” และพี่เชื่อว่าถ้าวันนั้นมันมาถึงจริง ๆ การที่คุณหนูทำบ้านนั้นสำเร็จและเอารูปคุณแม่ไปตั้งอยู่ในบ้านหลังนั้น และบอกกับแม่ว่า “แม่ หนูทำสำเร็จแล้ว ถึงแม่จะไม่ได้อยู่กับหนูแล้ว แต่แม่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ที่หนูตั้งใจทำมัน”

                ความรู้สึก ความรัก ทุกอย่างมันยังคงอยู่ตรงนั้น และถ้าวันนี้หนูรู้สึกว่าหนูได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นแบบที่หวัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณหนูก็จะภูมิใจในตัวเองว่าเคยทำเต็มที่ที่สุดแล้ว’

                และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้าปัญหาเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหลัก ให้เลือกอยู่กับคุณแม่ เพราะเวลาเงินซื้อไม่ได้ ตอนนี้เวลาของคุณแม่เคาท์ดาวน์แล้ว แต่ถ้าเงินเป็นปัญหาหลัก แปลว่าทางเลือกของหนูก็ไม่ได้มีมากนัก ให้ตัดเรื่องการซ่อมบ้านไปเลย มันกดดันตัวหนู ไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยทำให้เรากดดัน อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่แม่ต้องการเห็นหรือต้องการจากหนู ไม่ใช่การซ่อมบ้าน เพราะตอนนี้แม่อยู่ในจุดที่เขารู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่กับหนูมันมีค่า และในมุมที่พี่เป็นแม่ ความห่วงลูก คือสิ่งที่แม่กังวลที่สุด

                ฉะนั้นถ้าอยากให้คุณแม่หมดห่วง ให้อยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตด้วยกัน ทำยังไงให้แม่รู้สึกว่า หนูจะอยู่ได้อย่างสบาย ถึงแม้ในวันนั้นอาจจะไม่มีแม่ และถ้าวันนึงไม่มีคุณแม่ อยากให้รู้ไว้ว่า “โลกเราเดินไปข้างหน้า สิ่งที่เราต้องเจอคือเส้นทางของสัจธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวไปข้างหน้า นั่นคือสิ่งที่เราต้องพบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว”

                ท้ายที่สุดแล้วหากยังรู้สึกนอยด์ตัวเอง ‘การนั่งสมาธิ’ จะสอนให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย แม้กระทั่งร่างกายของเรา’ สถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากมาก ๆ เป็นใครก็ทำใจได้ยาก แต่หวังว่าคุณหนูจะแข็งแรงโดยเร็วนะ เพราะตัวเราเป็นแหล่งกำลังใจที่สำคัญมาก ๆ ของคุณแม่เลย’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูเดินกลับห้องหลังเลิกงานช่วงหลังสี่ทุ่ม บางวันก็เที่ยงคืน จะมีผู้ชายกลุ่มนึงนั่งดื่มเหล้าหน้าบ้าน เขาชอบมาแซว “น่ารักจังเลยน้องสาว มีแฟนหรือยังจ๊ะ ?? ถ้าพี่มีแฟนแบบนี้รักตายเลย” ที่ผ่านมาหนูรับมือด้วยการพยายามไม่ไปสนใจ แต่ปัญหาคือหลังๆมานี้

16 ก.ย. 2025

หนูเดินกลับห้องหลังเลิกงานช่วงหลังสี่ทุ่ม บางวันก็เที่ยงคืน จะมีผู้ชายกลุ่มนึงนั่งดื่มเหล้าหน้าบ้าน เขาชอบมาแซว “น่ารักจังเลยน้องสาว มีแฟนหรือยังจ๊ะ ?? ถ้าพี่มีแฟนแบบนี้รักตายเลย” ที่ผ่านมาหนูรับมือด้วยการพยายามไม่ไปสนใจ แต่ปัญหาคือหลังๆมานี้

หนูเดินกลับห้องหลังเลิกงานช่วงหลังสี่ทุ่ม บางวันก็เที่ยงคืน จะมีผู้ชายกลุ่มนึงนั่งดื่มเหล้าหน้าบ้านเขาชอบมาแซว “น่ารักจังเลยน้องสาว มีแฟนหรือยังจ๊ะ ?? ถ้าพี่มีแฟนแบบนี้รักตายเลย”ที่ผ่านมาหนูรับมือด้วยการพยายามไม่ไปสนใจ แต่ปัญหาคือหลังๆมานี้ จะมีคนนึงเขามาประชิดตัวเราเดินตามติดๆ แล้วหันไปคุยโม้กับเพื่อน ทำเหมือนเราเป็นแฟนเขาหนูรู้สึกไม่ปลอดภัย ซอยที่อยู่ก็เป็นทางเข้าออกทางเดียว ไม่อยากเจอปัญหานี้แล้ว หนูจะทำยังไงดี?? “คุณน้ำ (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [10 ส.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาโดนแซวจากกลุ่มผู้ชายที่ไม่รู้จักขณะที่เดินกลับห้องหลังเลิกงาน โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ทุกวันหลังเลิกงานจะต้องเดินผ่านซอยหนึ่งกลับบ้าน แล้วจะมีคนกลุ่มนึงชอบนั่งสังสรรค์กินดื่มกันทุกวันด้วยเสียงที่ดังมาก ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ตื่นเช้ามาเราต้องเดินออกไปซื้อของกินที่เซเว่นอยู่แล้ว เขาก็จะแซวว่าน่ารักจังเลย มีแฟนหรือยัง ขยันทำงานจังเลย มีแฟนแบบนี้รักตายเลย ทุกครั้งที่เขาเห็นหนูเวลาเดินผ่าน เราต้องเดินก้มหน้า เพราะเราไม่อยากเห็น ไม่อยากมอง รู้สึกกลัวไปแล้วว่าเขาจะพูด จะทักอะไรหรือเปล่า เราก็ไม่ได้สนใจตรงนี้เพราะเป็นแค่คำพูด ยังทำเป็นไม่สนใจได้ แต่ที่เป็นปัญหาก็คือเขามาประชิดตัวเราและเดินตาม และหันไปพูดกับเพื่อนว่า “กลับบ้านก่อนนะ กลับบ้านแล้วนะ” อารมณ์เหมือนแฟนมาแล้ว และเขามาเดินติดกับเราเลย เราก็ไม่พูดอะไร รีบเดินอย่างเดียว พอถึงที่พักก็รีบวิ่งเลย เพราะทางเดินกลับมันคั่นกันแค่คูหาเดียว และเป็นซอยที่เข้าออกทางเดียว เขานั่งรวมตัวกัน 7-8 คน ทุกวันเลยยกเว้นวันที่ฝนตก เขาอายุก็กลางคน ประมาณ 30 - 50 ปี เป็นแก๊งพวกชอบนั่งกินเหล้าหน้าบ้าน น้ำอยู่หอคนเดียว แต่ว่ามีแฟนมาหาเดือนหนึ่งก็ 4 - 5 ครั้ง เราเคยเดินมากับแฟนแต่พวกเขาน่าจะไม่เห็น เพราะบางทีเรากลับดึก ถ้าแฟนมา กลุ่มนั้นก็เลิกกินกันแล้ว เราก็บอกแฟนนะเพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ 2 แล้วและเราก็กลัว แฟนก็บอกว่าจะเคลียร์งานและมาหาเราพรุ่งนี้ ช่วงกลางคืนแก๊งนี้เขาก็จะนั่งถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ร้านค้าแถวนั้นก็จะปิดหมดแล้ว ในซอยก็เลยจะมีแต่คนกลุ่มนี้ที่นั่งอยู่ เราอยู่ที่ห้องเช่านี่มาได้ 4 - 5 ปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังไม่เคยคิดที่จะย้ายเพราะตึกที่อยู่ตอนนี้ก็ราคาสอดคล้องกับรายได้ของเรา แต่แก๊งนี้เขาก็อยู่มานานกว่าเราอีก เราเคยคุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าไม่เคยมีใครโดนแบบนี้ ปัญหาของน้ำวันนี้ที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนคือ เราจะรับมืออย่างไรดี? อยากได้ทางออกจากพี่ ๆ ดีเจทั้ง 3 คน’ เริ่มด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าพวกเขานั่งกันอยู่ตรงนั้น แล้วถึงขั้นเดินตามแบบนี้ค่อนข้างน่ากลัว ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเรา การเข้าออกซอยถ้ามันดึก หนูอาจจะเลี่ยงด้วยการไม่เดินเข้า หรือนั่งมอเตอร์ไซค์เข้ามา แบบนี้น่าจะเลี่ยงได้ เราไม่ต้องไปปะทะ ไม่ต้องไปอยู่ให้เขาทำจนเคยชิน จนรู้สึกว่าสามารถทำอะไรกับเราได้แบบไม่ขัดขืน หรือเราเปิดอกคุยกับเขาไปเลยว่า “ขอโทษนะคะ อย่าทำแบบนี้เลยหนูเป็นผู้หญิงคนเดียวแบบนี้มันตราย หนูไม่สบายใจเลย” การที่แฟนหนูมาพรุ่งนี้ เราอาจจะขอให้เขาอยู่หลายวันนิดนึง ให้ผู้ชายกลุ่มนั้นรู้ว่าหนูมีแฟนอยู่’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราคงต้องให้แฟนมาส่ง ถ้าเกิดเราอยู่คนเดียว ก่อนที่หนูจะเข้าไปคุยกับเขา อาจจะถามดีๆ เพื่อดูท่าทีและประเมินสถานการณ์ก่อน ถ้าเป็นคนดี เราก็พูดบอกไปว่า “หนูค่อนข้างไม่สบายใจเวลาเดินแล้วมีคนมาแซว ขอโทษจริงๆ นะคะ” แต่ถ้าคนกลุ่มนี้พูดไม่ดีเราก็หันหลังเดินกลับเลย คนพวกนี้สื่อสารด้วยไม่ได้ คุยช่วงหัวค่ำยังได้แต่ช่วงดึกไม่แนะนำ หลังจากนั้นก็เดินกับแฟนบ่อยๆ ธงสุดท้ายของเราคือการย้ายออก’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อันดับแรกเราต้องเลี่ยงเองก่อน นั่งมอเตอร์ไซค์ตรงเข้าไปเลย หรือเลี่ยงเดินผ่านเวลาที่เขานั่งกินเหล้า ถ้าเลี่ยงไม่ได้ แนะนำธงสุดท้ายคือการย้าย ถ้าเราต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ทุกวัน เอาส่วนต่างมาเทียบกันในแต่ละเดือนที่จะต้องจ่ายเพิ่ม 500 - 1,000 บาท หรือหาห้องดีๆ ที่ราคาใกล้เคียงกัน’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFung Fin

แม่บ้านที่ออฟฟิศ ทำหน้าที่แค่ “ทิ้งขยะ” อย่างอื่นไม่ยุ่ง พื้นบริษัทสกปรก ไมโครเวฟเปื้อน โต๊ะฝุ่นเกาะ จนแผนกเราต้องจัดเวรกันเอง พนักงาน 5 คนสลับกันทำคนละวัน แจ้ง HR แล้วก็ไม่เป็นผล ตอนนี้หัวหน้าลาออกไปแล้ว พวกหนูจะทำยังไงดีคะ?

31 ม.ค. 2025

แม่บ้านที่ออฟฟิศ ทำหน้าที่แค่ “ทิ้งขยะ” อย่างอื่นไม่ยุ่ง พื้นบริษัทสกปรก ไมโครเวฟเปื้อน โต๊ะฝุ่นเกาะ จนแผนกเราต้องจัดเวรกันเอง พนักงาน 5 คนสลับกันทำคนละวัน แจ้ง HR แล้วก็ไม่เป็นผล ตอนนี้หัวหน้าลาออกไปแล้ว พวกหนูจะทำยังไงดีคะ?

“คุณมด (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 ม.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแม่บ้านที่ทำงาน โดย “คุณมด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แม่บ้านที่ทำงานไม่ยอมทำความสะอาด จนปัจจุบันพวกหนูต้องกลายมาเป็นแม่บ้านเอง ต้องเกริ่นก่อนว่าตอนแรกจริง ๆ หนูจะทำงานอยู่ที่ตึกใหญ่ แต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องย้ายอยู่อีกตึกนึง ซึ่งตึกนั้นจะมีอยู่แค่ 2 ชั้น ประเด็นอยู่ที่ว่าตั้งแต่ที่ย้ายเข้าไปวันแรก คือห้องมันเป็นห้องที่รีโนเวทใหม่ แล้วชั้นนั้นจะมีคนอยู่แค่ 1 ห้อง ซึ่งหนูก็ย้ายเข้าไปในห้องที่รีโนเวทใหม่ มันก็จะมีฝุ่นเยอะ แต่ก่อนหน้านี้ก็มีพี่ที่ไม่ใช่แม่บ้าน เขาจะเข้าไปทำความสะอาดให้แล้ว เรารู้สึกว่าตั้งแต่วันแรกที่แจ้งว่าจะย้าย ก็ไม่เห็นมีความคืบหน้าว่าจะมีการทำความสะอาดเกิดขึ้น พอย้ายเข้าไปวันแรกสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราต้องทำความสะอาดกันเอง คือมันทนไม่ไหว เลยต้องกวาดพื้นกันก่อน วันนั้นก็คือไม่ได้คิดอะไร เราก็คิดว่าทำไปก่อนแล้วกัน ต่อมาหัวหน้าก็มีการไปแจ้งที่เจ้าหน้าที่บุคคลว่าต้องมีการทำความสะอาดนะ ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกหนูก็ต้องทำความสะอาดแล้วก็กวาดกันเองปกติ กิจวัตรประจำวันของแม่บ้านตึกนี้ก็คือเข้ามาแค่เก็บขยะ แต่จริง ๆ มันควรต้องมีแม่บ้านทำความสะอาด อย่างตึกเก่าแม่บ้านก็ดูแลอยู่ ตึกใหญ่ก็มีแม่บ้าน ส่วนตึกเล็กเขาก็จะแบ่งกันทำจากแม่บ้านตึกใหญ่ แต่ตึกเล็กก็มีแค่ 2 ชั้นประมาณ 5 ห้อง แต่แม่บ้านก็ไม่เคยทำความสะอาดเลย จนอาทิตย์นั้นพวกหนูทำความสะอาดกันเอง พอเข้าอาทิตย์ที่ 2 หนูก็สังเกตเห็น วันนั้นหนูเข้าทำงานเช้ามาก ประมาณช่วง 6 โมงเช้า หนูเห็นเขากวาดหนูก็ตกใจ เพราะมีแม่บ้านเข้ามากวาดทำความสะอาด ก็คิดว่าเขาก็น่าจะถูด้วยแหละ แต่พอหนูเปิดประตูเข้าไปปุ๊ป เขาก็เดินออกไปเลย แล้วก็บอกว่า มากวาดห้อง แค่นี้เลยแล้วก็ไม่มีการเข้ามาถูหรือมีการเช็ดโต๊ะอะไรเลย กวาดอย่างเดียว ตอนนี้ผ่านมาจะ 2 เดือนหนูเห็นเขาเข้ามากวาดให้หนูแค่ครั้งเดียวก็คือ 2 สัปดาห์ก่อนนั้น จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ พวกหนูต้องใช้วิธีการจัดเวรประจำวันกันเอง เหมือนโรงเรียนประถม โดนที่หัวหน้าไม่ต้องทำเพราะตอนนั้นพวกหนูมีกันอยู่ 6 คน ลูกน้องก็ 5 คน ทำกันคนละวัน จริง ๆ หัวหน้าเขาก็มีการส่งแบบฟอร์มทุกเดือนอยู่แล้ว ตอนที่หนูย้ายเข้าไปเมื่อเดือนธันวาคมก็คือทางเจ้าหน้าที่บุคคล เขาก็มีการส่งมาให้หัวหน้างานประเมินแล้ว ว่าแม่บ้านทำความสะอาดไหม? ต้องการเปลี่ยนอะไรไหม? หัวหน้าก็แจ้งไปแล้ว แต่ก็ไม่มีการดำเนินงานอะไรต่อ ก็เลยไม่รู้ว่าเราจะต้องทำยังไงต่อ ซึ่งพอเดือนถัดมาหัวหน้าหนูก็ออก ตอนนี้อยู่กันแค่ 5 คน แต่ก็ยังแบ่งเวรกันทำอยู่ทุกวัน หนูก็มองว่าจริง ๆ มันก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บุคคล จน 2 วันที่ผ่านมาหนูทนไหวก็เลยพยายามโกหกแจ้งไปว่า ทำของกินตก ขอที่ตักของ ไม้กวาด เขาก็บอกหนูว่าอยู่ตรงนั้น หยิบได้เลย เขาไม่เคยบอกเลยว่าเดี๋ยวป้าขึ้นไปเก็บให้นะ ไม่มีเลย ต่างจากแม่บ้านคนเดิมที่อยู่ตึกเก่ามาก หนูพยายามทำทุกอย่างให้เขารู้แต่ เขาก็ไม่ทำให้หนูเลย หนูเลยอยากจะปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า มีวิธีพูดกับแม่บ้านที่ออฟฟิศยังไงดี?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่ารวมกันให้คำแนะนำได้เลยเพราะว่าการพูดก็คือสื่อสารแบบตรงไปตรงมาเลยว่า ตอนนี้มันสกปรกแล้วเขาไม่มาช่วยทำความสะอาด อีกอย่าง HR ต้องเป็นฝ่านชนให้เราอยู่แล้ว คนแก้ปัญหานี้ให้เราคือ HR’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่รู้สึกว่าจำนวนแม่บ้านพอหรือเปล่า หรืองานที่เขาได้รับมอบหมายเนี่ย เขาให้ดูตึกนี้หรือเปล่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง การที่เขาไม่ดูหรือเขาไม่ทำหรือเขาไม่ไหว เพราะฉะนั้น HR ควรมาจัดการ ถ่ายรูปแล้วก็ไปคุยกับ HR เลย จริงไม่ต้องถามว่าต้องคุยว่าอะไร เพราะเขาเป็น HR เขาต้องทำเรื่องพวกนี้เองอยู่แล้วไม่ต้องรอให้เราเขาไปอ้อนวอนด้วยประโยคอะไรด้วยซ้ำ เขาจ้างมาเป็น HR เพื่อให้มาทำตรงนี้แหละ นัดคุยกับ HR นะเอารูปไปให้เขาดู’สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปล่อยหนูให้มันกัดสายไฟให้หมด แล้วก็บอกแม่บ้านไม่ทำเอง คอมพังหมดแล้ว มันกัดหมดแล้วเราไม่ต้องยุ่ง พี่ว่า HR มันแก้ไขได้นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ นิสัยส่วนตัว ชอบผูกมิตร เลยซื้อของกินไปฝากพี่ๆรปภ. แต่เอาให้คนนึง อีกคนก็แซวว่า มีสาวเอาข้าวมาให้ด้วย ทั้งๆที่เราบอกว่า "แบ่งๆกันกินได้เลยนะคะ" หลังจากนั้นโดนแซวทุกครั้งที่เข้าออกคอนโด จนรู้สึกอึดอัด

15 ก.ค. 2024

ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ นิสัยส่วนตัว ชอบผูกมิตร เลยซื้อของกินไปฝากพี่ๆรปภ. แต่เอาให้คนนึง อีกคนก็แซวว่า มีสาวเอาข้าวมาให้ด้วย ทั้งๆที่เราบอกว่า "แบ่งๆกันกินได้เลยนะคะ" หลังจากนั้นโดนแซวทุกครั้งที่เข้าออกคอนโด จนรู้สึกอึดอัด

ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ นิสัยส่วนตัว ชอบผูกมิตร เลยซื้อของกินไปฝากพี่ๆรปภ.แต่เอาให้คนนึง อีกคนก็แซวว่า มีสาวเอาข้าวมาให้ด้วย ทั้งๆที่เราบอกว่า"แบ่งๆกันกินได้เลยนะคะ" หลังจากนั้นโดนแซวทุกครั้งที่เข้าออกคอนโดจนรู้สึกอึดอัด ถ้าแจ้งนิติ จะมีผลอะไรกับเราในอนาคตไหมคะ หนูกลัว “คุณต.น. (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ [10 ก.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับที่มีปัญหากับรปภ.ที่คอนโด เพราะเขาชอบแซว โดย “คุณต.น. (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูพึ่งย้ายมาอยู่คอนโดใหม่นี้ได้ 2 เดือน ซึ่งนิสัยส่วนตัวหนูเป็นคนชอบผูกมิตร หนูเลยชอบซื้อของไปฝากพี่รปภ.อยู่บ่อย ๆ เพราะพี่ ๆ เค้าดูแลเรา หนูก็อยากทำดีด้วย ตอนที่เอาของไปฝากก็จะมีพี่รปภ.ประมาณ 2 คน หลัก ๆ จะเป็นพี่รปภ.ตัวเล็ก แต่พักหลัง ๆ จะมีพี่รปภ.ตัวใหญ่ เขาชอบเดินไปแซวพี่รปภ.ตัวเล็กประมาณว่า “มีสาวซื้อของมาฝาก” ซึ่งหนูเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบโดนแซว จนหลัง ๆ มันเริ่มหนักขึ้น คือ หนูแค่เดินผ่านทักทายพี่รปภ.ตัวเล็ก เค้าก็จะเริ่มแซวแล้ว มีครั้งหนึ่งแปลกมาก หนูเอารถไปจอดที่ข้างตึก พี่รปภ.ตัวใหญ่ก็มาโบกรถให้ พอหนูลงจากรถเค้าก็ถามหนูว่าหนูเป็นลูกบ้านรึเปล่า มีสติ๊กเกอร์คอนโดมั้ย ทั้ง ๆ ที่เค้าก็เคยแซวหนู หนักสุดคือตอนหนูลงไปเอาข้าว พี่รปภ.ตัวใหญ่ที่เปิดประตูกระจกให้ลูกบ้านคนอื่นอยู่ พอเห็นหนูเขาก็ปิดใส่ หนูเลย หนูอยากถามพวกพี่ๆดีเจว่า หนูควรจัดปัญหายังไง? ถ้าหนูไปแจ้งนิติมันจะมีผลต่ออนาคตรึเปล่า? หรือหนูควรจัดการความคิดยังไงดี?’ โดย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่ยังหาเหตุผลไม่เจอเลยว่ารปภ.ตัวใหญ่เขาจะมาวุ่นวายอะไร และไม่ชอบอะไร หรือว่าหนูให้ของฝากไม่ทั่วถึงหรอ แต่พี่ว่ามันต้องมีสาเหตุที่คน ๆ หนึ่งจะไม่ชอบเรา ถ้าสมมติการซื้อของไปฝากให้รปภ.แล้วมีปัญหาขนาดนี้พี่ว่าไม่ต้องให้ และถ้าปัญหานี้มันทำให้หนูหงุดหงิดใจ และไม่ชอบกับการที่ต้องไปแล้ว แล้วไปเผชิญกับคนเหล่านี้ไม่ต้องซื้ออะไรไปฝาก และวางตัวห่าง ถ้าเราทักละมีปัญหาก็ไม่ต้องทัก’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘รายงานไปเลยว่าเขาพูดแบบนี้ บอกนิติไปเลย เค้าจะจัดการเอง หนูต้องยุติเรื่องซื้อของฝาก เพราะถ้าเอาจริง ๆ เค้าก็ไม่ทักกันด้วยซ้ำ นอกจากจะมีเรื่องให้ช่วยเหลือ’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บอกนิติว่าให้ดูแลพฤติกรรม เราอยู่เหนือกว่าเค้าเราเป็นลูกบ้าน เค้าต้องดูแลเทคแคร์เรา และหนูต้องวางตัวใหม่’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมแต่งงานกับแฟนมา 10 ปี ล่าสุดแฟนผมเปลี่ยนไป สารภาพ มีผู้ชายอีกคน ผมดูแลเค้าอย่างดีมาตลอด สุดท้ายเค้าเอากระเป๋าแบรนด์เนม ทองคำ ไปจำนำแล้วเอาเงินไปให้ผู้ชายอีกคน ตอนนี้เค้าขอหย่ากับผม อยากลองไปคบผู้ชายอีกคนก่อน แต่ขออยู่บ้านเดิม ให้ผมเลี้ยงดูเค้าเหมือนเดิม

19 ม.ค. 2024

ผมแต่งงานกับแฟนมา 10 ปี ล่าสุดแฟนผมเปลี่ยนไป สารภาพ มีผู้ชายอีกคน ผมดูแลเค้าอย่างดีมาตลอด สุดท้ายเค้าเอากระเป๋าแบรนด์เนม ทองคำ ไปจำนำแล้วเอาเงินไปให้ผู้ชายอีกคน ตอนนี้เค้าขอหย่ากับผม อยากลองไปคบผู้ชายอีกคนก่อน แต่ขออยู่บ้านเดิม ให้ผมเลี้ยงดูเค้าเหมือนเดิม

“คุณโอ (นามสมมติ)” อายุ 36 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [17 มกราคม 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาที่ภรรยาขอหย่าไปอยู่กับผู้ชายอื่น แต่ยังอยากเป็นแม่ของลูกอยู่ โดย “คุณโอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ผมแต่งงานกับภรรยามา 10 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน ทุกเทศกาลวันหยุดยาว ผมก็จะพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศเสมอ เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาได้พาครอบครัวไปเคาท์ดาวที่ญี่ปุ่น พอกลับจากญี่ปุ่น ผมจับได้ว่าภรรยาแอบไปคุยกับผู้ชายคนอื่น ผมถามถึงสาเหตุ กลับได้คำตอบว่า ‘หมดรักผมแล้ว รักผู้ชายคนใหม่มากกว่า’ เพราะที่ผ่านมาภรรยารู้สึกเจ็บปวดที่อยู่กับผม เพราะเขารู้สึกเหมือนผมไปบงการชีวิต และพูดหักน้ำใจภรรยาอยู่บ่อย ๆ หลังจากที่จับได้ ภรรยาก็บอกอีกว่า ‘ทั้งทองและกระเป๋าแบรนด์เนม เอาไปจำนำเพื่อเอาเงินไปให้ผู้ชายคนใหม่ยืม’ ฝั่งผู้ชายคนใหม่ก็รู้ว่าภรรยามีครอบครัวอยู่แล้ว ผมเป็นห่วง กลัวว่าภรรยาจะโดนหลอก จึงขอประชุมสายกัน 3 คน ผมขอให้ผู้ชายคนใหม่คืนเงิน สิ้นเดือนมกราคมนี้ เพื่อแลกกับการจะไปฟ้องร้อง เป็นสิ่งที่ภรรยาขอไว้ว่าถ้าไม่ฟ้องผู้ชายคนใหม่ ก็อาจกลับไปเป็นครอบครัวเหมือนเดิม พอจบการสนทนา ผมก็แอบโทรศัพท์ไปหาผู้ชายคนใหม่อีกครั้ง เพื่อยื่นข้อเสนออีกว่า ‘เงินที่ยืมไปจะไม่เอาคืน แต่ให้แลกกับการบอกความจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้น’ ผู้ชายคนใหม่ ก็เล่าให้ฟังว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ วีดิโอคอลกันไปจนถึงเรื่อง Sex แล้ว พอรู้แบบนี้ผมยิ่งกลัวว่าภรรยาตัวเองจะถูกแบล็คเมล์ ผมก็เลยดาวน์โหลดข้อมูลการสนทนาและรูปภาพทางแชทมาเก็บไว้ ตอนแรกยังไม่กล้าเปิดดู จนล่าสุดเปิดดู ก็ปรากฏว่ามีรูปภาพตามที่คิดไว้จริง ซึ่งผมกับภรรยาเคยเดินทางไปที่อำเภอ 1 ครั้งแล้ว เพื่อจดทะเบียนหย่า แต่ผมร้องไห้ ขอร้องว่าไม่อยากหย่า เพราะ พ่อ-แม่ ของผมก็หย่ากัน เลยไม่อยากให้ครอบครัวตัวเองเป็นแบบนั้นอีก ก่อนหน้านี้ 2 วัน ก่อนที่จะโทรมาหาทางรายการ ภรรยาบอกกับผมว่า ‘รักลูก และก็ยังรักผู้ชายคนใหม่ด้วย เราหย่ากัน แต่ยังขออยู่เป็นครอบครัวได้ไหม’ ไม่ได้เป็น สามี-ภรรยา เป็นแค่ พ่อ-แม่ของลูก “คุณโอ” จึงโทรมาปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับดีเจทั้ง 3 คน จะทำยังไง? งานนี้ “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้าเป็นพี่คงไม่พยายาม ไม่ฝืน ในสิ่งที่มันจะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ภรรยาเลือกทุกอย่างไว้แล้ว เหลือแค่คุณโอยอมรับความจริง และปล่อยไป การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัวครั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ หนึ่งลูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สองก็ต้องถามภรรยาให้แน่ว่า ถ้าไปแล้วดีกว่าเรา ยังทำใจได้ แต่ถ้าไปแล้วยังเอาของที่คุณโอซื้อให้ไปจำนำแล้วเอาเงินไปให้ผู้ชายคนนั้น มันเป็นทางเลือกที่ดีกว่าตอนนี้จริง ๆ หรอ’ “ดีเจเติ้ล” ให้คำแนะนำว่า ‘สเตปแรก คุณโอต้องยอมรับให้ได้ว่า ภรรยาเขาไม่ได้รักคุณโอแล้ว จะด้วยระหว่างทางที่คุณโอได้ทำผิดพลาดอะไรกับภรรยา หรือที่จริงแล้วเป็นแค่ข้ออ้างที่จะไปรักผู้ชายคนใหม่ คุณโอต้องผ่านสเตปนี้ไปให้ได้ก่อน ถึงจะไปสเตปสอง คือการอยู่ด้วยกันแบบ พ่อ-แม่ ของลูก สิ่งที่คุณโอเคยบอกว่า พ่อ-แม่ เลิกกันและไม่อยากให้ครอบครัวตัวเองเป็นแบบนั้น ถ้าคุณโอยังฝืน รู้ทั้งรู้ว่าภรรยาไม่รัก แต่รั้งไว้เพื่อให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ พี่เติ้ลว่ามันผิด เหมือนว่าหนึ่งการมีเป้าหมายแบบนั้น กระทำแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้ครอบครัวดีขึ้น สองเราคิดว่าเราหลอกว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ลูกก็คงรู้ แบบนี้มันแย่กว่าครอบครัวที่แตกซะอีก หรือสเตปต่อไป ถ้าอยากทำให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แต่ พ่อ-แม่ ไม่ได้รักกันแล้วก็ทำได้นะ แต่ไม่อยากให้คุณโอ ส่งเสียหรือดูแลภรรยาแบบเกินไป ในเมื่อภรรยาเลือกคนใหม่แล้ว ภรรยาก็ต้องดูแลตัวเองและเขาก็ต้องทำหน้าที่แม่ของลูก ตามที่เขาอยากจะเป็น จะมาใช้ข้ออ้างว่าเป็นแม่ของลูก แล้วคุณโอต้องมารับผิดชอบทุกอย่าง ให้เงินให้ทอง แบบนี้ไม่ได้’ “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำว่า ‘ความจริงเจ็บปวดเสมอ เวลาเราเลิกกัน มันมีคนบาดเจ็บ คนที่บาดเจ็บคือคนที่ยังไม่มีคนใหม่ ถ้าเขารักลูกมากพอ เขาจะไม่มีคนอื่น เขาจะรักษาครอบครัวไว้มากกว่านี้ การที่ภรรยายังเลือกอยู่กับคุณโอ แล้วอ้างความเป็นแม่ เขายังรักสบายอยู่ ในเมื่อสถานะ สามี-ภรรยา สิ้นสุดแล้ว เราไม่ควรรับผิดชอบภรรยาเก่า คุณโอกับเขาแยกกันอยู่ถึงเวลาก็มาดูแลลูก ถ้าเขาทำหน้าที่แม่ได้ไม่ดี เงินที่เคยให้ภรรยา เอามาจ้างคนดี ๆ เลี้ยงลูกคุณโอ สิ่งที่ไม่ให้ทำคือ เลี้ยงดูปูเสื่อ ถ้าผู้ชายคนใหม่สุภาพบุรุษจริง เขาจะไม่เอาเงินผู้หญิง ถ้าสุภาพบุรุษจริง คุณโอที่เป็นสามีโทรศัพท์ไปหาเขา ผู้ชายดี ๆ เขาเลิกยุ่งไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคุณโอต้องสงสารตัวเอง ทำหน้าที่ พ่อ-แม่ เท่านั้น สามี-ภรรยามันจบแล้ว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-