แฟนของหนูแอบไปคุยกับคนเก่าในแอคลับ เขายอมรับว่าเขาจดทะเบียนสมรสกับคนเก่าและตอนนี้ยังไม่ได้มีการหย่ากัน!! หนูควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้ดีคะ ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนของหนูแอบไปคุยกับคนเก่าในแอคลับ เขายอมรับว่าเขาจดทะเบียนสมรสกับคนเก่าและตอนนี้ยังไม่ได้มีการหย่ากัน!! หนูควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้ดีคะ ?

13 มี.ค. 2026

แฟนของหนูแอบไปคุยกับคนเก่าในแอคลับ

เขายอมรับว่าเขาจดทะเบียนสมรสกับคนเก่าและตอนนี้ยังไม่ได้มีการหย่ากัน!!

หนูควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้ดีคะ ?

       ‘คุณแตง (นามสมมติ)’ อายุ 24 ปี สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนยังไม่หย่ากับแฟนเก่า แถมยังแอบคุยกันในแอคลับอีกด้วย!!

       โดย ‘คุณแตง (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูกับแฟนคบกันมาได้ 1 ปีแล้ว ระหว่างที่เราคบกันก็มีปัญหากันบ้าง คือเรื่องที่แฟนของหนูแอบไปคุยกับคนเก่า จนวันหนึ่ง เขาก็ยอมรับว่าเขาจดทะเบียนสมรสกับคนเก่า และตอนนี้ยังไม่ได้มีการหย่ากัน หนูก็ถามเขานะคะ ว่าคิดจะหย่ากันบ้างไหม เขาก็รับปากกับหนู ว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้ภายในสิ้นปี 2568 แต่สุดท้ายเขาเองก็ไม่ไปหย่าตามที่พูด

       เมื่อไม่นานมานี้ หนูแอบเปิดโทรศัพท์ของแฟนเพื่อที่จะดูว่าเขาแอบมีคนอื่นอีกหรือเปล่า จนหนูได้เปิดเขาไปดูในแอคหลุมของเขา ปรากฏว่าหนูเห็นเขาคุยกับแฟนเก่าที่จดทะเบียนสมรสกัน ในแชตมีบทสนทนาเชิงชู้สาวเยอะมาก เช่น ฝ่ายหญิงถามแฟนหนูว่า จะไปหาเขาไหม เพราะแฟนใหม่ของฝ่ายหญิงไม่อยู่บ้าน ทั้งยังส่งรูปภาพหากัน พูดแทนกันว่าสามีภรรยา ทั้งที่เลิกกันไปแล้ว และต่างคนก็ต่างมีแฟนใหม่กันทั้งคู่ หนูรู้สึกเสียใจมาก

       ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีที่แล้ว เคยมีสายโทรศัพท์โทรเข้ามาหาแฟนของหนู ซึ่งหนูก็แอบได้ยินเสียงจากปลายสายถามเขาว่า "ถึงบ้านแล้วหรือยัง" แต่แฟนหนูตอบกลับเขาไปว่า "ตอนนี้ผมไม่สะดวกครับ" ก่อนจะรีบตัดสายไป หนูเองก็ถามเขานะคะว่าใครโทรมาหา เขาก็อ้างว่าเป็นคอลเซ็นเตอร์ ตอนนั้นเขาคงไม่รู้ว่าหนูได้ยินเสียงที่อยู่ในสาย หนูก็ทำได้แค่ปล่อยเรื่องไปนี้ และไม่ได้ถามอะไรต่อ เวลาผ่านไปได้ไม่นาน เรื่องนี้ยังคงค้างคาอยู่ในใจ จนทนไม่ไหว ต้องถามเขาไปตรง ๆ อีกครั้ง แต่เขาก็ยืนยันว่าเป็นคอลเซ็นเตอร์โทรมา รวมทั้งยังเปิดรูปให้ดูอีกด้วย ว่าเบอร์ที่โทรมานั้น เป็นเบอร์เลข 4 ตัว ซึ่งมันไม่ใช่เบอร์ของคนทั่วไป

       จนวันที่จับได้ว่าเขาแอบคุยกับแฟนเก่าในแอคหลุม หนูก็เข้าไปค้นสายโทรออกของเขา ทำให้หนูรู้ว่าเบอร์เลข 4 ตัวที่เขาอ้างว่าเป็นคอลเซ็นเตอร์นั้น ถูกเมมชื่อเป็นตัวเลขอยู่ในโทรศัพท์ ซึ่งเบอร์นั้นมันคือเบอร์ของแฟนเก่าเขา พวกเขาโทรหากัน เฟสไทม์หากัน เวลา 3 - 4 ทุ่มแทบจะทุกวัน มันเลยทำให้หนูรู้ว่า ทุกครั้งที่เขาบอกฝันดีหนู เขาเอาเวลาหลังจากนั้นไปคุยกับแฟนเก่าของเขาตลอดเลย

       หลังจากคืนนั้นที่หนูรู้ความจริงทั้งหมด หนูได้เปิดหน้าจอของแชตเขาค้างไว้ เพื่อต้องการที่จะให้เขาได้รู้ตัว แต่เขาก็ยังคงทำตัวปกติ หนูจึงคุยกับเขาไปตรง ๆ เขาก็ยังปฏิเสธ จนหนูยื่นคำขาดกับเขาไปว่าจะโทรไปหาผู้หญิงคนนั้นหากไม่ยอมรับ เขาก็บอกให้หนูโทรไปได้เลย ตอนนั้นหนูไม่โอเคมาก ๆ จนเขายอมขอโทษหนู และอ้างว่าเขาคุยกันแค่เรื่องหนี้สิน และเรื่องแมวเท่านั้น

       ตัวหนูเองก็ไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอก หนูก็ไม่เคยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพวกเขาต้องแอบคุยกัน อย่างน้อยให้หนูรู้ด้วยก็ยังดีกว่า แต่เขาก็ให้เหตุผลมาว่าไม่อยากให้หนูรู้เรื่อง เพราะกลัวหนูคิดมากแล้วไปหาเรื่องอีกฝ่าย หนูก็บอกเขาไปว่าถ้าเป็นแบบนี้ มันก็เหมือนนอกใจกันไปแล้ว และเขาก็ไม่ได้นอกใจไปหาคนใหม่ แต่กลับนอกใจไปหาคนเก่า แบบนี้มันทำให้หนูรู้สึกเจ็บกว่า เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้หนูได้บอกเลิกเขาไป แต่เขาก็ไม่ยอมเลิกกับหนู

       หลังจากนั้นหนูได้กดติดตามแอคหลุมของผู้หญิงคนนั้นไป พอผู้หญิงคนนั้นรู้เรื่อง เขาก็ทักมาหาแฟนหนูว่า ‘เธอเกมแล้วหรอ’ ก่อนที่เขาจะขอเบอร์หนูเพื่อที่จะโทรมาบอกว่ามันไม่มีอะไร หนูจึงพูดเรื่องหย่าไปตรง ๆ แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับบอกว่าไม่สะดวก เพราะต้องทำงานและเรียน ไม่มีเวลาว่าง อีกอย่างเขาก็ไม่รู้จะบอกแฟนใหม่ของเขายังไง เพราะแฟนใหม่ของเขาก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้ด้วย

       ในตอนนั้นเขาพูดกับหนูคำหนึ่ง ซึ่งมันทำให้หนูรู้สึกเจ็บมาก ๆ เขาบอกว่า ‘เรื่องนี้หนูไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะหนูเป็นแค่แฟนใหม่ของผู้ชายคนนั้น หนูเป็นคนอื่นในความสัมพันธ์ คนที่คบกันมาได้เพียงแค่ปีเดียว ก็ไม่ควรมายุ่ง’ หนูจึงบอกเขาไปตรง ๆ ว่าหนูรู้สึกไม่โอเคกับเรื่องนี้จริง ๆ  หนูเสียใจ รู้สึกเครียดตลอดเวลา หนูก็กลัวการฟ้องร้องในอนาคต หากพวกเขายังไม่ยอมหย่ากัน ผู้หญิงคนนั้นจึงยอมบอกว่า สิ้นปี 2569 นี้เขาจะเรียนจบ และจะหาเวลาไปทำเรื่องหย่าให้

       ความสัมพันธ์ของหนูกับแฟนในตอนนี้อยู่ในช่วงห่างกันค่ะ เราแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย เพราะแฟนเขาต้องไปเข้าฝึกอบรมอยู่ในค่ายแห่งหนึ่ง ไม่ค่อยมีเวลาคุยกันสักเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่วันละ 5 นาที ในความสัมพันธ์แบบนี้ หนูควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้ดีคะ

       เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเป็นพี่คงเลือกความสบายใจของตัวเองเป็นหลักมากกว่า อย่าเอาชีวิตของเราไปยึดติดไว้อยู่กับคนอื่น เราคงต้องถามตัวเองว่าเราโอเคกับการที่เขามีทะเบียนสมรสค้างอยู่หรือเปล่า มันมีผลแน่ ๆ ทั้งจิตใจและทางกฏหมาย เราคงไปคุยกับแฟนเก่าเขาไม่รู้เรื่องหรอก ยังไงก็มีปัญหาแน่ ๆ ตอนนี้เรายังอยู่ในสถานะชู้ในแง่ของกฏหมายอยู่ ถ้าแฟนของเราไม่เคลียร์ปัญหาเรื่องแฟนเก่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ยังไงก็ต้องเลิก”

       ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “มันไม่มีอะไรดีเลยในความสัมพันธ์แบบนี้ มันเป็นความตั้งใจที่เขาต้องการหลอกเรา ทุกอย่างที่เขาทำเพื่อที่จะหลอกเราไปคุยกับคนอื่น เราเชื่ออะไรเขาไม่ได้เลย คนรักกันมันต้องมีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน เขาสองคนทำสิ่งที่เป็นเหมือนการทำร้ายเราซ้ำ ๆ เขาตั้งใจทำให้เราเชื่อ และไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาทำ

       จริง ๆ แล้วการหย่า สามารถทำได้โดยไม่ต้องเจอกัน แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่ทำ อย่าเสียดายเวลาแค่ปีเดียว อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยมากไปกว่านี้ การที่เราจะมีแฟนสักคนในชีวิต มันต้องเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เราเสียใจ

       ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าฝ่ายหญิงเขากลัวว่าแฟนใหม่จะรู้เรื่องนี้จริง ๆ  เขาจะยิ่งรีบไปหย่า ประโยคที่เขาบอกว่าเราเป็นคนอื่น มันคือเรื่องจริง เขาสองคนคือคนของกันและกัน เขาสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง สำหรับเราความรักแค่หนึ่งปี มันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่กำลังหลงกัน

       ถ้าผู้ชายคนนี้เขารักเราจริง เขาจะพิสูจน์และทำให้เรามั่นใจในตัวเขา แต่การกระทำเขาทุกอย่าง มีความตั้งใจเพื่อที่จะหลอกเราทั้งหมด ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ตั้งใจจะรักเราเลย ทุกความตั้งใจของเขา คือการหลอกเรา นี่คือความตั้งใจเดียวของเขา กลับไปถามตัวเองว่า เราไม่สามารถหาใครสักคนหนึ่ง ที่เกิดมาเพื่อตั้งใจรักเราได้เลยจริง ๆ หรอ การที่เราอยู่คนเดียวมันไม่ได้แย่เสมอไป ดีกว่าการเปิดรับใครสักคนเข้ามาในชีวิต เพื่อให้เขาทำร้ายเรา

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คบกับรุ่นพี่ที่ทำงาน รู้ทีหลังเขามีลูกเมียอยู่แล้ว เราเลิกยุ่งทันที แต่ผู้ชายไม่ยอม ใช้มีดจี้คอเราที่ทำงาน จ้างนักสืบตามดูชีวิตเรา เราไปเดทกับผู้ชายคนใหม่ เขาตามมาที่ร้านลากเราออกไปตบหน้าร้าน ตอนนี้กลัวมาก ลาออกจากที่ทำงานมาแล้ว แต่ก็ยังกลัวเขาอยู่ดี

29 พ.ย. 2024

คบกับรุ่นพี่ที่ทำงาน รู้ทีหลังเขามีลูกเมียอยู่แล้ว เราเลิกยุ่งทันที แต่ผู้ชายไม่ยอม ใช้มีดจี้คอเราที่ทำงาน จ้างนักสืบตามดูชีวิตเรา เราไปเดทกับผู้ชายคนใหม่ เขาตามมาที่ร้านลากเราออกไปตบหน้าร้าน ตอนนี้กลัวมาก ลาออกจากที่ทำงานมาแล้ว แต่ก็ยังกลัวเขาอยู่ดี

คบกับรุ่นพี่ที่ทำงาน รู้ทีหลังเขามีลูกเมียอยู่แล้ว เราเลิกยุ่งทันที แต่ผู้ชายไม่ยอมใช้มีดจี้คอเราที่ทำงาน จ้างนักสืบตามดูชีวิตเรา เราไปเดทกับผู้ชายคนใหม่ เขาตามมาที่ร้านลากเราออกไปตบหน้าร้าน ตอนนี้กลัวมาก ลาออกจากที่ทำงานมาแล้ว แต่ก็ยังกลัวเขาอยู่ดี จะทำยังไงดีคะ? “คุณพิมพ์ (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [27 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจอั๋น – ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหาการโดนคุกคาม โดย “คุณพิมพ์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูได้เข้าไปทำงานที่บริษัทแห่งนึงแล้วไปชอบรุ่นพี่ที่ทำงานคนนึง ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าเรา พอเข้าไปทำงานก็ได้เริ่มมีการคุยกันเพราะเขาเป็นหัวหน้าแผนก แล้วเราก็ได้แลกไลน์กัน เราสองคนก็คุยกันมาเรื่อย ๆ จนผ่านไปประมาณ 1 ปีเราก็ตัดสินใจที่จะคบกัน ตลอดเวลาที่คบกันมันดีมาตลอด จนมาเข้าปีที่ 3 คือหนูมีช่องทางการติดต่อของเขาทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Instagram , Line หรือเบอร์โทรอะไรต่าง ๆ มีครบหมด เขาคงลงเปิดตัวเราหมดทุกช่องทาง แต่ประเด็น คือหนูดันไปเจอ Facebook ของเขาที่เป็นอีก Facebook นึง ซึ่ง Facebook นั้นเราไม่ได้เป็นเพื่อนกับเขา และเขาก็ไม่ได้เปิดโพสต์เป็นสาธารณะทั้งหมด หนูก็สงสัยเลยถามเขาไปวันนั้นว่า อันนี้คือ Facebook ที่เล่นอยู่ด้วยหรือเปล่าเพราะเราไม่ได้เป็นเพื่อน เขาก็บอกว่า อ๋อ อันนี้ไม่ได้เล่นแล้วเป็นบัญชีเก่า หนูก็สงสัยเพราะว่าเลื่อนดูโพสต์ เห็นมีผู้หญิงคนนึงที่กดหัวใจ ไม่ว่าเขาจะลงรูปอะไรก็กดหัวใจตลอด เราก็เลยเอา Facebook ตัวเองแอดไปแต่เขาไม่รับ มันก็ยิ่งคาใจเหมือนมันเป็นเซนส์ หนูก็เลยใช้เฟซบุ๊กของเพื่อนที่เป็นผู้ชายแอด Facebook นั้นไป ซึ่งเขารับหลังจากนั้นประมาณอาทิตย์นึง พอเขารับเสร็จเพื่อนก็เข้าไปส่องดูมันโป๊ะแตกเลย... คือเห็นทุกอย่าง เขาลงรูปคู่กับผู้หญิงอีกคนนึง ใช้ชีวิตด้วยกันทุกอย่าง ไปไหนเช็คอินตลอด แล้วที่จุกอกไปกว่านั้นคือเราไม่รู้ว่าเขามีลูก มีครอบครัวที่แต่งงานกันมาเป็น 10 ปีแล้ว เพราะว่าเพื่อนหนูแคปมาให้ดูว่า เฮ้ย เขาแท็กกันครบรอบแต่งงาน 10 ปีด้วยนะ ไทม์ไลน์คือมันถึงปัจจุบันเลย ที่หนูเห็นลงล่าสุดก็คือเดือนที่แล้ว ส่วน Facebook ที่เขาเปิดตัวหนู เขาก็ใช้หน้าเขา ชื่อเขาปกติเลย แล้วคือที่หนูไม่ได้เอ๊ะมาก่อน เพราะเขาใช้เวลาอยู่กับหนูทั้ง 24 ชั่วโมงเลยคืออยู่ด้วยกันตลอดเวลาไม่ได้แยกกัน แต่พอหนูรู้ว่าเขามีเบอร์ 1 ที่เป็นฝั่งหลวง ภรรยาของเขาอยู่ต่างจังหวัดแล้วเขาเข้ามาทำงานที่สมุทรปราการมันก็เลยทำให้แยกกัน ซึ่งเวลาที่เขามีดูงานต่างจังหวัด เขาก็จะกลับไปหาภรรยาเขา คือมันติดมาในใจหนูตลอดว่า เราก็ไม่ได้มาเพื่อที่จะแย่งเขามาตั้งแต่ทีแรกนะเพราะว่าเขาไม่ได้บอกเรา หนูถามเขาแล้ว ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่มีใครใช่ไหม? เพราะว่าเขาก็ไม่ใช่คนหน้าตาขี้เหร่ แล้วเขาเป็นหัวหน้า เขาก็ดูฮอตในออฟฟิศ แล้วเขาก็มีเรื่องผู้หญิงอยู่ตลอด ส่วนเรื่องของเราคนในออฟฟิศก็มีรู้คือฝั่งที่รู้จักกับภรรยาเขารู้แต่เขาไม่ได้มาพูดกับหนูว่า พี่คนนี้มีภรรยาแล้วนะ เพราะว่าเขากลัวว่าจะมีปัญหา ตอนอยู่ที่ออฟฟิศเราก็มีกุ๊กกิ๊กกันบ้างแต่ก็ไม่ได้เกินหน้าเกินตา คนทั่วไปก็รับรู้ว่าหนูเป็นแฟนกัน เพื่อนสนิทฝ่ายแผนกหนูก็จะรู้ว่าหนูคบกับพี่คนนี้นะ แต่เพื่อนก็ไม่รู้ว่าพี่เขามีเมียอยู่แล้ว พอหลังจากที่หนูรู้แล้ว หนูก็คุยกับเขาเลย แคปภาพที่เพื่อนส่งมา ส่งไปให้เขาดู แล้วถามเขาว่านี่คืออะไร? ทำไมไม่บอกเราว่ามีเบอร์ 1 อยู่แล้ว ทำไมถึงให้เราโง่มาตลอดเลยในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เขาก็บอกว่าเขาขอโทษ เขาไม่ได้ตั้งใจแต่เขาก็เสียหนูไปไม่ได้ หนูก็เลยบอกว่าหนูไม่โอเคเพราะหนูไม่ได้ต้องการมาเป็นที่ 1 หรือที่ 2 ของใคร หรือว่าเป็นตัวเลือกของใครว่าให้เรามาขึ้นชื่อว่าเมียน้อย หนูเลิกกับเขาแบบหนูตัดวันนั้นเลย บล็อกทุกช่องทาง ถามว่าใจหนูมันยังรักไหม? หนูรักเพราะว่ามัน 3 ปี มันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จนมันมีเหตุการณ์นึง คือเขามาง้อหนูแหละ หนูเข้าไปอุ่นของเวฟในครัวที่ออฟฟิศ เขาก็เดินตามเข้ามาตอนนั้นเป็นช่วงพักเที่ยง เขาก็มาพูดกับหนูว่า ไม่ไปได้ไหม ไม่มีคนใหม่ได้ไหม ไม่เลิกกับพี่ได้ไหม พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีหนูแต่พี่ก็ทิ้งเขาไม่ได้ เขาก็พูดคำนี้มา หนูก็เลยบอกว่า ทำไม่ได้หรอก หนูไม่อยากมาเป็นที่ 2 หรือว่าให้คนอื่นเขามามองในทางไม่ดี อีกอย่างหนึ่ง คือ คนของพี่เขามาก่อนหนูตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เหมือนเขาไม่พอใจตรงที่หนูบอกว่าขนาดตัวพี่ พี่ยังเลือกไม่ได้เลย แล้วจะให้หนูมานั่งเลือกพี่ หนูก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน มันมีมีดปอกผลไม้อยู่ในครัวแล้วเขาก็เอามาจี้ตรงคางหนู จี้แบบจิ้มเข้าไปเลยแล้วเขาก็พูดว่า ถ้าเขาเลิกกับหนูไป หนูก็ไม่มีทางมีความสุขได้ พอผ่านไปเป็นช่วงปลายปีพอดี หนูย้ายงานใหม่ หนูก็ย้ายตัวเองออกมา เฟดตัวออกมาทุกอย่าง ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกัน แต่เขาไม่จบ เขาให้คนตามคอยสืบเรื่องหนูอยู่ตลอดว่าหนูอยู่ที่ไหน หนูทำอะไร หนูเช่าคอนโดพักอยู่ไหน หนูอยู่กับใครเขาจะจ้างคนมาสืบตลอด บางทีให้คนมาตามตัวหนูตลอด ที่หนูรู้เพราะบางทีหนูกำลังเดินเข้าซอยคอนโด หนูก็เห็นผู้ชายคนนึงถ่ายรูป หนูก็รู้แล้วว่าเป็นเขาเพราะว่ามันไม่มีใครยุ่งกับหนูเลยตลอดระยะเวลาที่ตั้งแต่หนูบอกเลิกเขา เขาพยายามทำมาตลอดแต่ตอนแรกเขาทำเอง เขาตามเอง หนูย้ายเข้าไปอยู่คอนโดเพื่อน เขาก็ตามมาวุ่นวายกับเพื่อนหนูว่า เอาหนูมาอยู่เนี่ยไม่ได้รับอนุญาตนะ เขายังไม่ได้เลิกกับหนู หนูอยู่ในการปกครองของเขา แต่ตอนนี้มันไม่ได้เยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาก็พยายามส่งคนมาดูห่าง ๆ ว่าหนูทำอะไร อยู่ที่ไหน ล่าสุดที่เราเปิดใจคุยกับคนใหม่แล้วลองไปเดท ไปทานข้าว พอหลังจากทานข้าวเสร็จ เหมือนเขามาเจอเราที่ร้านนี้ แล้วเรานั่งเดทอยู่กับผู้ชายคนนึง เขาก็ไม่พอใจ เขาเดินเข้ามาในร้าน แล้วเขาก็ดึงกระชากหนูจากในร้าน คนเยอะมาก ออกไปหน้าร้านเพื่อที่จะออกไปถามว่า ผู้ชายคนนี้เป็นใคร หนูก็เลยบอกว่า เป็นคนใหม่ ซึ่งเราเลิกกันไปแล้วไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเป็นจะต้องมาทำแบบนี้ ทำแบบนี้ไม่ได้นะ มันอยู่กลางที่สาธารณะเลย จะมาทำอะไรแบบนี้ไม่ได้มันไม่ถูก ผู้ชายคนนั้นที่มาเดทกับหนู เขาก็เดินตามออกมา เขาก็ถามว่า มีเรื่องอะไรกัน เหมือนเขาไม่พอใจกับคำตอบ แล้วยิ่งผู้ชายคนนั้นเดินออกมาตามหนู เขาก็ตบหน้าหนูตรงนั้นเลย หนูก็เลยโอเค มันเริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว ผู้ชายคนนั้นเขาก็บอกว่ามันเริ่มไม่ปลอดภัย วันนั้นหลังจากที่เขากลับไป หนูก็เลยไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ หนูไม่รู้ว่าควรบอกเมียเขาดีไหม? เพราะมันมีช่วงนึงที่เมียเขาก็สงสัยเหมือนกันในตอนแรกตั้งแต่เขาคบหนู เขาก็พยายามให้น้องในออฟฟิศที่เป็นอีกฝ่ายนึงมาคอยตามสืบว่าเป็นใคร แต่หนูก็นั่งคิดว่าถ้าสมมุติเราไปบอกมันจะเหมือนกับว่าเราอยากแสดงตัวตนไหม? แล้วก็มีก่อนหน้านี้ประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้ว เขาโทรมาใช้เบอร์ใครไม่รู้โทรมาแล้วบอกกับหนูว่า คิดจะทำอะไรคิดให้ดีนะ อย่าคิดว่าจะมีความสุข อย่าคิดว่าชีวิตจะแฮปปี้ ถ้าพี่ไม่มีความสุข หนูก็ไม่มีทางมีความสุขได้ หนูออกมานานแล้วหนูไม่ได้ติดต่อกับเขานานแล้ว แต่หนูอยากจะถามวิธีจากพี่ๆดีเจว่า เราจะพยายามพูดยังไงกับเขาดี? ถ้าเขาโทรมาหรือเขาพยายามหาวิธีมาเจอกับเรา พยายามพูดบอกกับเขาให้หยุดการกระทำนี้สักที หนูใช้ชีวิตแบบหวาดระแวงตลอด เพราะกลัวว่าตัวเองจะโดนดักทำร้ายไหมในวันใดวันนึง?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่คิดว่าการพูดกับเขามันไม่มีประโยชน์ เพราะเราปล่อยมานานมากจนทำขนาดนี้แล้วพี่ว่าต้องเหมือนหาวิธีอื่นในการคุมไม่ให้เขาทำได้อย่างแจ้งตำรวจ ลงบันทึกประจำวันแจ้งว่าคนนี้คือคนที่เขามาคุกคาม เขามีประวัติการทำร้ายหนูมาแล้วก็พอจากนี้ไปสมมุติโทรมาก็ต้องอัดเสียงหรืออะไรก็ตาม ให้มันเป็นหลักฐานเก็บหลักฐานว่าเขามีพฤติกรรมแบบนี้ เพื่อที่มันจะได้แจ้งข้อหา ให้มีหลัดฐานมากที่สุดแล้วตำรวจจะได้ชาร์จตัวได้ คือรู้สึกว่าน้องพิมพ์ต้องคิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง พิมพ์ต้องบอกคนรอบข้างว่าตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือสมมุติว่าถ้าเขาสืบจากเพื่อนของเพื่อนต้องบอกเพื่อนของเพื่อนว่าตอนนี้ปัญหามันเป็นแบบนี้จะมาเปิดเผยไม่ได้ว่าพิมพ์ไปอยู่ไหนเพราะเขาสะกดรอยตามหรือพิมพ์ก็ต้องบอกคนที่คอนโดนิติว่าตอนนี้มันมีคน ๆ นี้ตามเราอยู่ อันนี้คือความปลอดภัยของหนูล้วน ๆ เพราะเขาป่วยแล้วเลยตอนนี้’ ต่อมา “ดีเจอั๋น” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเราก็ต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติแล้ว ก็คือในห้องเราก็ต้องมีกล้องวงจรปิด ในมุมที่ตรงจุดไหนมันสามารถเก็บภาพได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาโทรมาเราต้องบันทึกเสียง การแชทในทุกช่องทางเก็บทั้งหมดเราก็ลองตัดสินใจดูเนื่องจากว่าเหตุมันพึ่งเกิดภายใน 2 เดือนว่าที่เขาตบเรามันถือว่าเป็นชิ้นเป็นอันมาเลยที่เราสามารถดำเนินการได้ ซึ่งกล้องวงจรปิดหน้าร้านคือไปเอามาไว้ก่อนใช้ไม่ใช้ไม่รู้แต่ฉันถือไว้แล้ว แต่ว่าพวกนี้พี่ไม่แน่ใจว่ามันมีอายุความอะไรของมันมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าสมมุติว่าเราดำเนินคดีไว้ไม่ต้องตั้งใจว่าจะไปถึงตรงไหนก็ได้นะแต่สิ่งนั้นมันสามารถเป็นสิ่งที่เราไปยื่นให้ HR ของบริษัทเขาได้ ซึ่งเขาก็ต้องรู้ว่าชีวิตเขาก็มีต้นทุนนะ 1 เขามีครอบครัวมีเมียที่เขาก็ไม่อยากสูญเสียเพราะเขาบอกเองว่าเขาไม่อยากเสีย อันที่ 2 คือเขาคงไม่อยากจะเสียงานเพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเขามีคดีแล้วมันมีหลักฐานแล้วบอกได้ว่าทั้งหมดพร้อมส่งให้ HR ฉันฝากทั้งหมดนี้ไว้กับพ่อแม่ฉันแล้วอีกเซทนึงเพื่อนสนิทฉันทุกคนมีหมด ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นทุกคนส่งทันทีส่งถึง HR คุณส่งถึงบ้าน ติดต่อครอบครัวคุณ แล้วส่งถึงทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด’สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาเสริมอีกว่า ‘ให้เขารู้ว่าหนูไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนรับรู้เรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่ว่าเขาทำแบบนี้ หนูต้องสู้เพื่อตัวเองแล้วเรื่องนี้ เพราะเขาเห็นเรายอมมันก็เลยข่มขู่ไปเรื่อย ๆ ตีแล้วที่รู้ตอนนี้รู้ยิ่งเร็วยิ่งดีตอนนี้ต้องเอาตัวเองปลอดภัยต้องดูแลตัวเองมาก ๆ ต้องระวังมีเพื่อนอะไรก็บอกเพื่อนไว้ด้วย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนมา บ้านเขามีฐานะ แต่พอเลิกกันแล้ว หนูเอาของขวัญ 3 ชิ้นที่เขาเคยให้หนูไปขาย ปรากฏว่าเป็นแบรนด์เนมปลอมทั้งหมด ตอนคบกัน หนูซื้อทั้งทอง เสื้อลิขสิทธิ์แท้ให้เขา เจอแบบนี้เจ็บใจ ควรทำให้เขารู้ตัวไหมคะ ว่าอย่าสนับสนุนของปลอมและอย่าทำแบบนี้กับใครอีก!

10 ม.ค. 2025

คบกับแฟนมา บ้านเขามีฐานะ แต่พอเลิกกันแล้ว หนูเอาของขวัญ 3 ชิ้นที่เขาเคยให้หนูไปขาย ปรากฏว่าเป็นแบรนด์เนมปลอมทั้งหมด ตอนคบกัน หนูซื้อทั้งทอง เสื้อลิขสิทธิ์แท้ให้เขา เจอแบบนี้เจ็บใจ ควรทำให้เขารู้ตัวไหมคะ ว่าอย่าสนับสนุนของปลอมและอย่าทำแบบนี้กับใครอีก!

“คุณนา (นามสมมติ)” อายุ 21 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 ม.ค. 68) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนเก่าซื้อของแบรนด์เนมปลอมให้ โดย “คุณนา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนเก่าซื้อของแบรนด์เนมให้ แต่หนูพึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นของปลอม ของที่เขาซื้อให้ก็มี นาฬิกา สร้อย และกำไล ที่หนูรู้เพราะหนูเอากำไลกับสร้อยไปเช็ค แล้วเขาบอกว่ามันไม่ใช่ของแท้ คือแฟนเก่าหนูเขาอายุ 24 เริ่มจากที่เราทั้งคู่คุยกันประมาณ 4 เดือนเราเคยนัดเจอกันหลายครั้ง เราได้ตกลงคบกันในวันศริสต์มาส เขาซื้อของขวัญชิ้นแรกให้ ในวันที่เราตกลงคบกัน ซึ่งเป็นของขวัญวันคริสต์มาสไปด้วย ตอนนั้นเขาซื้อนาฬิกาชิ้นแรกให้หนู คือจริง ๆ ตอนนั้นหนูดูออกนิดนึงมันจะมีความเอ๊ะอยู่ แพคเกจ วัสดุมันดูแปลก ๆ แต่ไม่อยากมีปัญหา ด้วยความที่เขาให้เพราะว่าหนูกลัวเราทะเลาะกัน หนูก็เลยปล่อยผ่านไป หลังจากนั้นหนูก็ถ่ายลงสตอรี่ไอจีปกติ ผ่านไปสักพักนึงเพื่อนหนูก็ไปรับสารมาจากเพื่อนอีกคนนึงมีคนบอกว่า ‘นาฬิกาเนี่ยเป็นของปลอมนะ ไม่เคยเห็นผู้ชายพาเข้าช็อปแบรนด์เนมเลย ผู้ชายรวยเหรอ นารวยเหรอ’ ได้รับสารมาประมาณนี้ ก็เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยพอใจที่โดนคำพูดแบบนี้ หนูเลยไปเล่าให้เขาฟัง เขาก็ไม่พอใจ แต่เขาก็มีความมั่นใจว่ามันคือของแท้ วันต่อมาหนูก็เลยทักไปหาร้านที่รับซื้อแบรนด์เนมให้เขาเช็คนาฬิกา ซึ่งเขาก็บอกว่ามันไม่ใช่ของแท้ หนูก็เลยไปบอกเขา จนเป็นเรื่องขึ้นเราทั้งคู่ทะเลาะกัน เขาไม่พอใจที่หนูเอาไปเช็ค เขาบอกให้หนูปล่อยไป ไม่ต้องสนใจว่ามันเป็นของแท้หรือว่าของปลอม สุดท้ายเขาก็ทำเหมือนว่าความรู้สึกแย่ ๆ ทั้งหมดตกมาที่เขาทั้งหมด เพราะเขาเสียเงินไปแล้ว เขาซื้อมาจากร้านคนรู้จักพ่อ เขาเลยไม่อยากมีปัญหากระทบไปถึงผู้ใหญ่ แต่คือสิ่งที่หนูจะสื่อคือไม่อยากให้เขาไปซื้อซ้ำหรือโดนหลอกจากร้านนั้นอีก พอมาชิ้นที่ 2 ตอนนั้นหนูได้กำไลมาแล้ว แต่อันนี้ดูไม่ออก ก็มีเพื่อนมาบอกว่าแฟนหนูให้ของปลอม หนูก็เลยส่งใบเซอร์ของแบรนด์ไปให้ หนูเอาไปเช็คในเน็ตใบเซอร์มันก็เหมือนของจริง หนูก็เลยไม่ได้เอะใจ พอเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เราเลิกกันแล้ว หนูก็ไปรู้ว่าเขามีแฟนคนใหม่เป็นสาวสอง หนูก็เลยจะกำไลทิ้ง ก็เลยทักไปหาร้านที่รับซื้อแบรนด์เนม เขาก็บอกว่ามันเป็นของปลอม อีกร้านนึงเขาก็บอกว่าไม่รับซื้อ คือของทุกอย่างที่เขาให้หนู หนูเอาไปเช็คคือของปลอมหมดเลย ตอนแรก ๆ หนูก็โกรธ เพราะหนูให้เสื้อเขาไปตัวละ 4 – 5 พัน พอเขาให้นาฬิกาหนูมา หนูก็เลยรู้สึกต้องอัพราคาของที่จะให้ ก็เลยให้ทอง 1 สลึงให้เขาไป เขายังบอกกับหนูเลยว่าทองหนูเนี่ยแพงไม่เท่ากำไลที่เขาให้หรอก หนูอยากจะปรึกษาพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าเจอแบบนี้หนูควรจะปล่อยวาง หรือว่าทำให้เขารับรู้ว่าสิ่งที่เขาซื้อมามันเป็นของปลอมนะ แล้วเขาก็ใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าอยู่ที่อารมณ์ปัจจุบันว่ามันยังแค้นไหม มันเลิกกันด้วยดีไหม ถ้าเลิกกันด้วยดีแล้วอยากจะทำให้เขารู้ว่ากูไม่ได้โง่นะก็ส่งไปบอกได้ว่าฉันเช็คหมดแล้วนะว่ามันปลอม แต่ก็ไม่ได้จะมาอะไรหรอกแค่ให้รู้ไว้ แค่บอกให้เขารู้ว่ากูไม่ได้โง่ แต่ถ้ารู้สึกว่ามันแยกย้ายกันไปแล้วไม่ได้อยากจะก่อเวรก่อกรรมกันไปอีก ไม่อยากจะยุ่งไม่อยากจะเสียจิตเสียอะไรก็ถ้าจะไม่บอกมันก็เป็นสิทธิ์ของนาเหมือนกัน มันอยู่ที่ว่า ณ เวลานี้อารมณ์มันเป็นแบบไหนซึ่งจะทำยังไงก็ได้แล้วแต่ แต่ถ้าเป็นพี่พี่แค้นพี่ก็คงจะทักไปบอกแหละแต่ก็จะเลือกคำบอกแบบที่ว่าเราลอยตัวอยู่เหนือปัญหา บอกแบบมีฟอร์ม แต่เราคงพูดลำบากว่าเขารู้จริง ๆ หรือว่าเขาโดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีกมันก็คงฟันธงลำบากถึงแม้ว่าฟังดูเหมือนเขาจะรู้ก็ตาม เขาจะตั้งใจห็ตามเพราะฉะนั้นถึงบอกว่าถ้านาอยากจะแค่บอกว่า ฉันไม่ได้โง่ก็บอกเขาได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าอยากให้ตัวเองสบายใจพี่ว่าก็บอกได้ ในมุมที่ให้รู้ว่าเธอซื้อของปลอม ไม่ว่าเธอจะจงใจไม่จงใจแต่ว่าความจริงที่ฉันจะบอก 3 ชิ้นที่ฉันได้รับมันปลอมหมดเลยก็แจ้งให้ทราบแล้วฉันก็สบายใจว่า ฉันไม่ได้ถูกเธอหลอกนะ แค่นี้ก็แยกย้ายได้แต่ถ้าหวังว่าเขาจะเลิกซื้อของปลอมหวังว่าเขาไม่ทำแบบนี้กับคนอื่นพี่ว่าไม่จำเป็น เราไปเปลี่ยนทางเดินเขาไม่ได้หรอกเขาเลือกทางเดินแบบนั้น’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเสริมอีกว่า ‘เท่าที่ฟังรู้สึกว่านางตั้งใจ เพราถ้ารู้ว่ามันปลอมเขาต้องรู้สึกกับร้านมากกว่าจะมารู้สึกกับนา เขาต้องรู้สึกว่าโดนหลอกมากว่านี้ อันนี้มันเหมือนเขารู้ทั้งรู้ อีกอย่างที่พี่อยากให้มองอีกมุมนึงคือเขาไม่ได้มองว่าการใส่ของปลอมเป็นสิ่งผิดเพราะเขาใส่อยู่ แต่ถ้าสมมุติเขาทำอะไรบางอย่างให้เราแค้นนะ โพสต์ไอจี แต่มันต้องแค้นจริง ๆ นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ จะทำยังไงกันคะ? โกหกเพื่อนร่วมงานว่า ‘พ่อตาย’ สุดท้ายสืบรู้ว่า… วันนั้นเค้าแอบไปกดบัตรคอนเสิร์ต แล้วลาออกจากงานไปเลย ไม่ส่งต่องานใดๆ พีคสุด เค้าวางแผนมาตั้งนานแล้วว่าจะออก!!

10 มี.ค. 2023

เจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ จะทำยังไงกันคะ? โกหกเพื่อนร่วมงานว่า ‘พ่อตาย’ สุดท้ายสืบรู้ว่า… วันนั้นเค้าแอบไปกดบัตรคอนเสิร์ต แล้วลาออกจากงานไปเลย ไม่ส่งต่องานใดๆ พีคสุด เค้าวางแผนมาตั้งนานแล้วว่าจะออก!!

“คุณไข่หวาน (นามสมมุติ)” สายสุดท้ายในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (08/03/2023) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนร่วมงานมาโกหกใส่โดย “คุณไข่หวาน (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘พอดีว่าช่วงกลางเดือนที่แล้ว เพื่อนที่ทำงานเขาแจ้งว่าพ่อเขาเสีย แล้วเขาก็ลางานไป พอถึงสิ้นเดือน วันที่เงินเดือนออก เขาก็ออกจากกรุ๊ปไลน์ไปเลย แบบเขาออกจากงานไปเลย จนเราไปเจอในทวิตเตอร์ของเขาว่าพ่อเขาไม่ได้เสีย เพราะวันที่เขาบอกว่าพ่อเขาเสีย คือเขากดบัตรคอนเสิร์ตอยู่ ใช้ชีวิตปกติ เขามีแพลนจะลาออกอยู่แล้วด้วย แบบสิ้นเดือนนี้จะลาออกแล้ว แต่เขาก็ไปแบบไม่ได้ลา ไม่ได้บอกหัวหน้าอะไรเลยลักษณะงานที่เราทำมันเป็นโปรเจกต์ ต้องมีการพูดคุยกับลูกค้า แล้วเขาก็เป็นคนประสานงานกับลูกค้า ซึ่งเขาออกไปแบบไม่ได้ส่งต่องาน ไม่ได้รับผิดชอบตรงนี้เลย ไม่มีใครรู้ หัวหน้าก็ไม่รู้ ตอนแรกที่เขามาบอกว่าพ่อเขาเสีย เราก็เห็นใจเขาว่าแบบสูญเสีย แต่พอเรามารู้ทีหลัง คือเรา พี่ๆทุกคนในทีมและหัวหน้าก็พูดกันว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้หัวหน้าอยากให้เรื่องนี้จบแล้ว แต่หนูเห็นทวิตเตอร์เขาหนูอยากจะไปบอกกับเขาว่าแบบทำไมคุณถึงทำแบบนี้ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า การที่หนูจะไปทำแบบนี้มันจะเกินไปมั้ย? แล้วถ้าพี่ๆเจอเหตุการณ์แบบนี้จะรับมือกันยังไง?ทั้ง 3 ดีเจ ให้ความคิดเห็นว่า ‘มันเป็นนิสัย และความรับผิดชอบแต่ละบุคคล ถ้าเค้าทำแบบนี้ แสดงว่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง ซึ่งถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับดีเจทั้ง 3 คน ก็จะไม่เสียเวลาไปทวงถามความถูกต้อง มันไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป แต่ถ้าเป็นการทักไปถามเรื่องงานที่ค้างอยู่ก็ถามได้ เพราะเป็นเรื่องงานและถ้าส่วนตัวไม่ได้สนิทกับคนนี้ ก็ยิ่งต้องปล่อยไปเลย เพราะขนาดคนที่เป็นพ่อเค้ายังไม่แคร์เลยถึงขั้น โกหกว่าตายแล้วเค้าจะแคร์เราไหม? เค้าทำแบบไหน ก็จะได้แบบนั้น เราควรมองอีกมุม ดีด้วยซ้ำที่องค์กรเรา คนแบบนี้ได้ออกไปแล้ว ส่วนถ้าต้องสื่อสารกับลูกค้าก็แค่บอกว่า มีการเปลี่ยนตัวพนักงาน หรือคนรับผิดชอบ แล้วก็หาคนทำงานต่อท้ายที่สุดถ้าเค้าเป็นคนแบบนี้ ลักษณะแบบนี้ ไปทำงานที่ไหนก็จะไม่รอดหรอก ท่องไว้เลยว่า เค้าออกไปดีแล้วกับเราไม่ต้องไปตามด่า หรือต่อว่าอะไรเค้า มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำงานกับหัวหน้าคนนี้มา 3-4 ปี เวลาทำงานเราไม่เคยสาย แต่หัวหน้าใหญ่นัดกินเลี้ยงพนักงานแต่ละฝ่ายที่บ้าน เป็นงานไม่ทางการ กิน ดื่ม กันชิลล์ๆ แผนกไหนไปก็ไป แต่วันงานเราไปงานเลทกว่าหัวหน้าแผนกเราไป 1 ชั่วโมง หัวหน้าแผนกเราโกรธมาก ไม่มองหน้า ไม่รับไหว้ ไม่โอเค

17 ต.ค. 2025

ทำงานกับหัวหน้าคนนี้มา 3-4 ปี เวลาทำงานเราไม่เคยสาย แต่หัวหน้าใหญ่นัดกินเลี้ยงพนักงานแต่ละฝ่ายที่บ้าน เป็นงานไม่ทางการ กิน ดื่ม กันชิลล์ๆ แผนกไหนไปก็ไป แต่วันงานเราไปงานเลทกว่าหัวหน้าแผนกเราไป 1 ชั่วโมง หัวหน้าแผนกเราโกรธมาก ไม่มองหน้า ไม่รับไหว้ ไม่โอเค

ทำงานกับหัวหน้าคนนี้มา 3-4 ปี เวลาทำงานเราไม่เคยสาย แต่หัวหน้าใหญ่นัดกินเลี้ยงพนักงานแต่ละฝ่ายที่บ้านเป็นงานไม่ทางการ กิน ดื่ม กันชิลล์ๆ แผนกไหนไปก็ไป แต่วันงานเราไปงานเลทกว่าหัวหน้าแผนกเราไป 1 ชั่วโมงหัวหน้าแผนกเราโกรธมาก ไม่มองหน้า ไม่รับไหว้ ไม่โอเค หัวหน้าแผนกรู้สึกเสียหน้ากับหัวหน้าใหญ่ ทั้งๆที่แผนกอื่นเขามากันไม่ครบ บางคนมาเลทกว่าหนูด้วยซ้ำ หนูไม่สบายใจเลยเปิดใจคุยกับหน้าหัวแผนกเรา หัวหน้าแผนกเราบอกว่า“ไม่ต้องมาขอโทษ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่จะไม่รับเรามาทำงานตั้งแต่แรกเลย”ทุกวันนี้เขายังไม่โอเคกับหนูเลย หนูจะรับมือยังไงดี?? “คุณใหม่ (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [8 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องหัวหน้าที่ทำงานโกรธเพราะเราไปงานเลี้ยงสาย 1 ชั่วโมงจนถึงขั้นบอกว่าไม่น่ารับเราเข้าทำงานเลย “คุณใหม่ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานอยู่ในบริษัทเอกชน ทำงานวันจันทร์-วันศุกร์ แล้วทางหัวหน้าก็มาขอความร่วมมือว่าวันเสาร์จะมีงานเลี้ยงของบริษัท เลี้ยงกันแค่เฉพาะบางแผนก ไม่ใช่เนื่องในโอกาสพิเศษอะไรแต่ก็อยากให้ไปกันทุกคนและหัวหน้าก็มีการนัดเวลาให้มากัน ซึ่งตัวหนูเองไม่ได้ตั้งใจจะไปสายแต่ด้วย Accident ต่าง ๆ ทั้งฝนตก น้ำท่วมและรถติด ทำให้หนูไปสายประมาณ 1 ชั่วโมงจากเวลาที่หัวหน้าอยากให้ไป แล้วทีนี้เราก็รู้ตัวว่าผิดเลยไปขอโทษ แต่เขาก็โกรธมาก ๆ จนไม่รับไหว้ ไม่คุยด้วย ไม่ออกมากินเลี้ยงด้วยกันแต่หนูก็เข้าใจว่า เออ เราก็ผิดแหละ พอวันจันทร์หนูไปทำงานปกติ หนูก็ยกมือไหว้เขาแต่เขาก็ยังไม่รับไหว้อยู่อีก ก็เลยทำให้หนูรู้สึกว่า เราผิดขนาดนั้นเลยเหรอ? หนูก็เลยใช้วิธีส่งข้อความไปขอโทษเขา เขาก็อ่านแต่ไม่ตอบ พอมาตอนเย็นหนูโทรไปเพราะอยากเคลียร์ใจ แต่เขาก็ตอบกลับมาว่าไม่ได้รู้สึกอยากยกโทษให้ รู้สึกผิดหวังมาก ๆ ไม่โอเค ถึงขั้นที่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่รับหนูเข้าทำงาน เขาให้เหตุผลว่าเราไม่ได้ไปช่วยเขาเตรียมงานอยู่แล้ว ก็จะต้องไปเร็วนิดนึง ไม่อยากให้คนอื่นมองไม่ดีว่ามาเป็นแขกทำไมถึงสาย พอหนูอธิบายไปเขาก็บอกว่าอย่ามาโกหก บอกว่าหนูตั้งใจที่จะไปสาย ทั้งที่ตัวหนูกับหัวหน้าก็สนิทสนมกันในระดับหนึ่งและตั้งแต่ทำงานมาก็ไม่เคยเห็นเขาโกรธขนาดนี้ ทุกคนที่ไปช้ากว่าหนูก็โดนโกรธแบบเดียวกัน งานก็เป็นงานเลี้ยงปกติ ไปสร้างสรรค์กันไม่ได้มีลูกค้าพิเศษอะไร หนูเลยสงสัยว่าหนูผิดขนาดนั้นเลยเหรอคะ? แล้วหนูจะรับมือกับบรรยากาศน่าอึดอัดในที่ทำงานนี้ยังไง?’ เริ่มที่ “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในที่สุดแล้ว ต่อให้เราตั้งคำถามไปก็เสียเวลา ทุกอย่างตอนนี้พี่รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลย ก็แค่ตอนนี้ทำในจุดของเราให้ดีที่สุดแล้วกัน วันนี้เราอาจจะไม่ได้บรรยากาศที่ดีเท่าไหร่เพราะมันมีเรื่องที่เราก็ยังงงอยู่เลยว่าทำไมต้องคุกกรุ่นขนาดนี้ และที่สำคัญก็คือบรรยากาศทั้งหมดมันไม่ได้โดนที่หนูคนเดียว เพราะเพื่อน ๆ ที่ไปสายในวันนั้นก็โดนเหมือนกัน พี่ว่าเขาก็ไม่ได้เป็นเจ้านายที่มีคุณสมบัติที่ดีนักในมุมนี้ เพราะพี่มีความรู้สึกว่าการเป็นผู้นำควรสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ดี หรือแม้แต่เขาจะโกรธหนักขนาดนั้นก็ได้แต่เขาควรจะอธิบาย พี่รู้สึกว่าเขาดูโกรธเกินจริงไปมาก จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามทีแต่การเป็นหัวหน้าของเขาคือต้องสื่อสารให้เป็นและต้องรับฟัง เราควรจะเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใช่แสดงอาการแบบนี้ ปัญหาก็ไม่ได้แก้ ยังไม่ต้องไปถึงขั้นแก้ปัญหาเพราะปัญหาคืออะไรเรายังไม่รู้เลย แต่ถ้าสมมติว่าเราทำงานในจุดที่ดีที่สุด เราจะไปขอโทษอีกครั้งก็ได้ ขอโทษเป็นสิทธิ์ของเรา ให้อภัยไหมคือสิทธิ์ของเขา ถ้าเขายังแบกเรื่องนี้เอาไว้ ผ่านไป 3 เดือนหรือ 4 เดือน ก็ให้เขาแบกต่อไปเพราะถือว่าเราผ่านเรื่องราวนั้นมาแล้วและเราก็กลับไปแก้อดีตไม่ได้ แค่ครั้งต่อไป ถ้ามันจะเกิดก็ให้เป็นบทเรียนของเรา ไม่ไปสายได้ก็ดีหรือถ้าสายก็ต้องสื่อสาร อุปนิสัยใด ๆ ของเขาก็ตามที่เราไม่ชอบ หรืออุปนิสัยใดที่เพื่อนร่วมงานทำแล้วเราไม่ชอบ บอกตัวเองไปเลยว่า “เราเปลี่ยนเขาไม่ได้หรอก” ในเมื่อเปลี่ยนไม่ได้ก็เลือกตกลงกับเขายังไงให้ทรมานใจน้อยที่สุดก็แล้วกัน’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ก็รีแอคตามสถานการณ์ไปเลย ไม่ต้องไปค้นหาคำตอบแล้ว ไม่ต้องวอแวเรื่องขอโทษเขาอีก เราขอโทษไปแล้ว สถานการณ์มันจบไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ใหม่ต้องยอมทำตามคนอื่นที่เขาบอกว่าไม่ต้องไปสนใจ ตราบใดที่มันไม่ได้กระทบการทำงาน แต่ถ้าเขายังคงงี่เง่า เช่น ถามงานแล้วไม่ช่วยและมันเป็นสิ่งที่เขาต้องทำในฐานะหัวหน้าแล้วเขาไม่ทำ พี่ว่าถ้ามันเริ่มบานปลายไม่จบไม่สิ้นก็อาจจะต้องแจ้งฝ่ายอื่น ๆ เรื่องการทำงานของเขา เราก็ผิดที่ไปสายแต่มันไม่ใช่ความผิดพลาดที่จะต้องมาพูดจาไม่ดีใส่กันและทำตัวไม่เป็นหัวหน้าที่ดี เขาไม่มืออาชีพ พี่ว่าอันนี้ก็ล้ำเส้นไป’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ผมเชื่อว่าเมื่อเราพยายามหาเหตุผลเพื่ออธิบายอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเราหาไม่ได้นั่นแปลว่า “ช่างมันครับ” มันอาจจะไม่มีเหตุผลก็ได้ คนบางคนอาจจะใช้อารมณ์ขับเคลื่อน ก็ทำตัวมืออาชีพอย่างที่เราควรจะเป็น ถ้ามันไม่ได้กระทบการทำงานถึงขนาดที่ไปทำงานแล้วไม่มีความสุข ก็จงเป็นมืออาชีพต่อไป พิสูจน์ด้วยผลงาน สุดท้ายถ้าเขาไม่เลิกก็ให้เป็นทุกข์ของเขา ใช้ชีวิตตามปกติ อะไรที่ผิดปกติก็ให้อยู่กับความรู้สึกที่ผิดปกติไป’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา20.00 – 23.00น. ทางรายการวิทยุEFM94และAppAtimeFung Fin

album
efm
-

-