หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไป ซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่ หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไป ซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่ หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ?

19 ก.พ. 2026

หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไป

ซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่

หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ?

        ‘คุณเชอร์รี่’ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษากับ 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกลือ' เกี่ยวกับเรื่องที่เธอนั้นไปต่อขนตามา แต่แฟนไม่ชอบที่ขนตาของเธอนั้นมันจึ้งเกินไป

        ‘คุณเชอร์รี่’ ได้เล่าว่า โดยปกติเธอก็แต่งหน้า ดัดขนตา ปัดมาสคาร่าไปทำงานเป็นประจำทุกวัน จนเธอเริ่มรู้สึกกังวลใจ ว่าหากต้องล้างเครื่องสำอางทุกวัน จะเสี่ยงทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอยขึ้นได้ เธอจึงแก้ไขปัญหาด้วยการไปติดขนตาแม่เหล็ก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้ชีวิต และความสุขของคนรักสวยรักงามอย่างเธอ 

        แต่เมื่อแฟนของเธอได้เห็นว่าเธอนั้นไปติดขนตาแม่เหล็กมา ก็ได้บอกว่า “มันหนาเกินไป ดูไม่เป็นธรรมชาติ” ซึ่งส่วนตัวคุณเชอร์รี่กลับไม่เห็นด้วย เพราะเธอรู้สึกว่า เวลาที่ถ่ายรูปออกมา ขนตาของเธอมันจึ้งมาก และส่วนตัวเธอนั้นก็ชอบ และมั่นใจกับการที่ติดขนตาแม่เหล็กเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป แฟนของเธอเริ่มพูดแซวหนักขึ้น เธอจึงได้เปลี่ยนจากการติดขนตาแม่เหล็ก เป็นการติดขนตาปลอมแบบก้านใสปกติ ซึ่งแฟนของเธอก็ยังไม่ถูกใจกับสิ่งนี้ และให้เหตุผลว่ามันดูไม่เป็นธรรมชาติอีกเช่นเคย เมื่อคุณเชอร์รี่ได้ยินเช่นนั้น จึงตัดสินใจไปลิฟติ้งขนตา (Eyelash Lifting) ซึ่งเป็นการดัดและยกโคนขนตาจริงให้งอนและเด้งขึ้น โดยขนตานี้จะอยู่ได้เป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งเมื่อแฟนของคุณเชอร์รี่เห็นก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี 

        คุณเชอร์รี่เล่าว่า ในตอนแรกที่เธอไปลิฟติ้งขนตามาแล้วลงรูป แฟนของเธอก็ได้บอกว่า “ขนตาจึ้งมาก” ซึ่งเธอก็นึกว่าครั้งนี้เขาจะถูกใจในสิ่งที่เธอไปทำมา แต่เมื่อเธอได้เปิดเฟซไทม์ คุยโทรศัพท์กับแฟน เธอก็เห็นว่าสีหน้าของแฟนของเธอนั้นดูเซอร์ไพรส์มาก แต่แววตาของแฟนของเธอกลับดูจ๋อยลงทันที เหมือนกับว่ากำลังผิดหวังกับบางสิ่งบางอย่างอยู่ คุณเชอร์รี่ก็แอบเสียใจ เนื่องจากการที่เธอตัดสินใจไปลิฟติ้งขนตามานั้น ก็เพราะอยากจะให้แฟนรู้สึกชอบมากขึ้น

        ซึ่งแฟนของคุณเชอร์รี่ก็ได้บอกว่า ชอบที่คุณเชอร์รี่แต่งหน้าเบา ๆ ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า พร้อมถามต่อว่า ขนตาที่ไปลิฟติ้งมานี้จะมีระยะเวลาอยู่ได้นานแค่ไหน คุณเชอร์รี่ก็ได้ตอบไปว่า สามารถอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน เมื่อแฟนของคุณเชอร์รี่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก พร้อมทั้งตั้งตารอที่จะให้ผ่าน 2 เดือนนี้ไป แต่ตัวของคุณเชอร์รี่กลับคิดหนัก เมื่อเธอมาคิดว่า อีก 2 เดือน จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีวันหยุดที่เธอกับแฟนจะต้องไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน ซึ่งตัวของเธอเองนั้นก็เป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามเหมือนอย่างคนปกติ แล้วเธอรู้สึกชื่นชอบในขนตาที่ได้ไปทำมาเป็นอย่างมาก หากถึงวันนั้นที่ขนตาของเธอจะหมดอายุการใช้งาน เธอคงจะรู้สึกไม่ดี และคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้น เธอคงอยากที่จะทำมันอีกครั้ง

        คุณเชอ์รี่จึงได้ปรึกษากับเหล่าดีเจทั้งสามว่า จะทำอย่างไรกับแฟนของเธอดี เพราะเธอคิดว่า หากถึงเทศกาลสงกรานต์ ที่เธอจะต้องไปเที่ยวต่างจังหวัด เธอก็อยากที่จะไปลิฟติ้งขนตาอีกครั้ง เพราะเธอรู้สึกว่าสิ่ง ๆ นี้มันคือความสุขของเธอ

        หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ เหล่าดีเจทั้งสามก็ได้พูดให้กำลังใจ พร้อมทั้งสนับสนุนให้คุณเชอร์รี่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และมีความสุขต่อไป โดย 'ดีเจเกลือ' ก็ได้พูดเสริมขึ้นว่า “ความสุขของน้องคือการติดขนตาก็จริง แต่ความทุกข์ของน้องคือน้องอยากให้แฟนชอบ ความอยากนี่แหละ มันคือการอยากที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น ซึ่งมันยากมาก ความทุกข์ของเราที่เกิดขึ้น คือเรามักพยายามไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้ตามใจเรา” ซึ่งหลังจากที่ดีเจเกลือได้พูดจบ คุณเชอร์รี่ก็ได้ตอบเห็นด้วยในทันที เรียกได้ว่า สร้างเสียงหัวเราะ และความเอ็นดูให้กับเหล่าดีเจทั้งสามเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูโดนพี่ที่อยู่ชมรมเต้นลวนลาม แต่แฟนเขาทักมาข่มขู่ว่า “ถ้ายังทำอะไรแบบนี้อยู่ เดี๋ยวเจอกูนะ เจอกูแน่” หลังจากนั้น เวลาเลิกเรียนก็มีคนขับรถตาม คนเดินตามบ้าง จนหนูประสาทหลอน หนูไม่ไหว หนูแพนิค หนูหวาดระแวง หนูควรทำยังไงดีคะ?

08 พ.ย. 2024

หนูโดนพี่ที่อยู่ชมรมเต้นลวนลาม แต่แฟนเขาทักมาข่มขู่ว่า “ถ้ายังทำอะไรแบบนี้อยู่ เดี๋ยวเจอกูนะ เจอกูแน่” หลังจากนั้น เวลาเลิกเรียนก็มีคนขับรถตาม คนเดินตามบ้าง จนหนูประสาทหลอน หนูไม่ไหว หนูแพนิค หนูหวาดระแวง หนูควรทำยังไงดีคะ?

“คุณเม (นามสมมติ)” อายุ 16 สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 พ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหา การถูกลวนลามจากคนรู้จักในชมรม แล้วส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดย “คุณเม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า เดิมทีหนูเป็นคนชอบเต้นได้เข้ามาเรียน แล้วมันจะมีชมรมนึงที่รวมทุกสายชั้นทุกเพศทุกวัยชอบเต้นก็สามารถมาเข้าได้ หนูก็เลยเข้าไปอยู่ได้สักพักนึง แล้วทีนี้มันมีพี่คนนึงเขาบอกว่าเหมือนอยากจะเต้นวงผู้ชายบ้าง เขาก็เลยโพสต์หาในเพจของโรงเรียนว่าแบบมีใครสนใจไหม แล้วมีพี่ผู้ชายคนนึงทักมาแล้วเขาก็มาขอเข้า เขาดูเป็นคนที่แบบว่าหน้าตาคือโอเคเลยดูเป็นคนดีหล่อด้วยในระดับนึง ทุกคนก็เลยจะว่าชอบก็ชอบ แต่ว่าเขาคนนั้นก็มีแฟนแล้วด้วย แล้วทีนี้ก็คือมันมีวันนึงที่เราซ้อมกันอยู่ แล้วก็คือโรงเรียนหนูมันจะมีลิฟต์ พอซ้อมเสร็จหนูก็รอซ้อมทีมหญิงต่อ ซ้อมทีมหญิงเสร็จทุกคนก็จะแยกย้ายกลับบ้าน แต่ทางกลับก็คือมันต้องไปลงลิฟต์กันหนูเดินรั้งท้ายสุดเลย แล้วก็มีพี่ผู้ชายเขารั้งท้ายกับหนูก็คืออยู่หลังหนู เขาก็เหมือนเอามือมาจับก้นหนู แต่ว่าหนูหันไปแล้วก็แบบว่าเอ้ยอะไรอะพี่ แล้วเขาก็เฉย ๆ หนูก็เลยคิดว่าเขาน่าจะมือโดนหรือเปล่าอะไรแบบนี้ ก็เลยลงไปข้างล่าง ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับพี่เขาก็เลยถามหนูว่า ตอนนั้นก็มีหนูกับพี่เขาสองคนก็เลยถามว่าไปซื้อส้มตำเป็นเพื่อนพี่ได้ไหม หนูก็ไม่ได้คิดไรมาก หน้าตาเขาก็ดูเป็นคนดีหนูก็เลยบอกว่าโอเคค่ะได้เดี๋ยวหนูไปเป็นเพื่อน อันนี้ก็คือนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไป สั่งส้มตำปกติแล้วสักพักนึงเขาก็บอกว่าเดี๋ยวพาพี่ไปเอาของแป๊บนึงนะ หนูก็เลยตามเขาไปแต่ว่ามันเป็นเหมือนร้านที่ปิดอยู่ แล้วก็มันมีช่องเล็ก ๆ ให้เข้าไปหนูก็เดินตามเขาไป แล้วสักพักเขาก็เหมือนหันมาแล้วก็แบบจับหน้าอกหนูเลย แบบจับหน้าอกหนูแล้วก็บีบหน้าอกหนูเลย แล้วหนูก็เลยถามว่าพี่ทำอะไร เขาก็เลยบอกว่าพี่ชอบเรา พี่อยากได้เรามากเลย หนูก็บอกว่าหนูไม่โอเค คือพี่มีแฟนแล้ว หนูก็บอกตรง ๆ ว่าตอนนั้นหนูก็กลัวด้วย แล้วทีนี้ก็เลยพยายามเดินออกมาจากตรงนั้น แล้วพี่เขาก็เลยแบบเอามือหนู กระชากมือหนูแล้วก็ไปจับตรงเป้าของพี่เขา แล้วก็เลยถามว่า พี่พอจะได้ไหมขนาดพี่แบบโอเคไหม หนูก็เลยแบบเออพี่หนูไม่โอเคค่ะพี่ จนหนูพยายามเดินหนีหรือพยายามกลับมาเอารถที่โรงเรียน เพราะว่าหนูมีรถของหนูอยู่หนูก็พยายามกลับมาเอารถที่โรงเรียนหนูก็เดินมาเลย พี่เขาก็ขับรถตามมาแล้วก็แบบโอเคเดี๋ยวพี่ไปส่ง หนูก็ให้เขาไปส่ง ครั้งนี้เขาไปส่งที่โรงเรียนจริงๆ พี่เขาก็บอกว่าเรื่องนี้เก็บไว้เป็นความลับระหว่างเรานะ แต่หนูเป็นคนที่คิดมากด้วย หนูก็เลยไปปรึกษาพี่คนนึงที่เขาแบบเต้นเก่งมาก เขามีคนรู้จักเยอะ พี่เขาก็เอาไปโพสต์ในสตอรี่ ว่าถ้ายังอยากมีที่ยืนในสังคมเต้นอยู่ไหมแล้วเขาก็มาเห็น เขาก็ทักเข้าไปใน DM ไอจีของพี่เขาแล้วก็แบบเออเหมือนขอโทษ พี่เขาก็เลยให้ทักมาขอโทษหนูพอขอโทษหนูเสร็จ เรื่องก็จบเลยวันสองวัน หลังจากนั้นก็มีผู้หญิงคนนึงเขาทักมาพี่หนูในวงที่เป็นหัวหน้าวงที่เป็นผู้หญิง เขาก็ทักมาแล้วก็เชิงประมาณด่าลง ๆ ในกลุ่มว่าแบบไปทำอะไรกับผัวคนอื่นไว้ก็แบบรับหน่อยนะ แบบมารับความจริงหน่อย เขาก็ทักไปหาพี่หัวหน้าวงว่าแบบอยากจะให้หนูมาขอโทษ แต่พอหนูทักไปเขาก็แบบเหมือนด่าหนูอย่างเดียวจนไม่ฟัง หนูก็เลยบอกว่าถ้าไม่ฟังกันก็ไม่ต้องทักมา จะฟังเมื่อไหร่ค่อยทักมาจนพี่หัวหน้าวงเขาตั้งกลุ่มให้เลยแล้วเคลียร์กันในกลุ่ม หนูก็บอกว่าหนูโอเคหนูก็พยายามขอโทษที่หนูเอาไปบอกคนอื่นคือเขาโกรธที่หนูเอาไปบอกคนอื่น เขาด่าประมาณว่าทำอะไรไว้กับผัวคนอื่นหัดมารับเรื่องรับความจริงหน่อยนะ แล้วก่อนหน้านี้หนูเพิ่งมารู้เรื่องจากรุ่นพี่ที่เป็นหัวหน้าวงว่าเขาโทรมาบอกว่า เขาอยู่กับแฟนเขาเขาอยู่กับผัวเขาใช่ไหมค่ะ เขาก็เหมือนโทรมาแล้วผัวเขาก็แย้งว่าแบบไม่น้องมันมาอ่อยก่อน เหมือนพี่หัวหน้าวงเขาก็ได้ยินแต่พี่หัวหน้าวงเขาก็เข้าข้างหนูเขาก็แบบว่า ถ้าแฟนมันไม่คิดอะไรจริง ๆ มันไม่ไปทำกับน้องแบบนั้นหรอก หลังจากนั้นพี่ผู้หญิงเขาก็เหมือนทักมาขู่หนูว่า ถ้ายังอะไรแบบนี้อยู่ เดี๋ยวเจอกูนะ เจอกูแน่อะไรแบบนี้ ช่วงหลังจากนั้นมันก้มีคนขับรถตามมั่ง คนเดินตามบ้าง จนหนูประสาทหลอนจนหนูไม่ไหวหนูแพนิคเพราะว่าเดิมทีหนูก็เป็นซึมเศร้ากับแพนิคอยู่แล้วด้วย หนูก็เลยแบบไปกันใหญ่เลยหวาดระแวง หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ว่า หนูควรทำยังไงคะ? เพราะว่าหนูไปพบจิตแพทย์แล้วหนูก็แบบไม่ดีขึ้นเลยแถมยังได้ยามาเพิ่มด้วย! เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แนะนำให้พ่อแม่พาไปลงบันทึกประจำวัน แล้วก็อาจจะแบบขอเบอร์ที่ติดต่อคุณตำรวจว่า ถ้าสมมุติเรากำลังขับรถหลังจากเลิกเรียน แล้วถ้าเกิดเราเจออะไรแบบนี้ให้เราโทรหาเขาได้ไหม เพื่ออย่างน้อยมันจะได้อุ่นใจว่าก่อนที่มันจะทำอะไรเรา เรายังมีเวลาโทรหาคุณตำรวจหรือโทรหาใครสักคนนึงที่เป็นผู้ใหญ่ ที่พอรับรู้ว่าอีนี่มันมาแล้วนะอะไรอย่างงี้ แล้วก็ถ้าเกิดเขามีการข่มขู่อะไรอีก ต้องเก็บหลักฐานไว้ถ้าคราวหน้ามันมีอีก มีคนคำแนะนำว่ากลับดึกๆ พกอุปกรณ์ป้องกันตัวเอาไว้ด้วยจะได้อุ่นใจ แล้วพี่ก็จะบอกให้หนูสบายใจอย่างนึงว่า ด้วยความที่เขาอยู่โรงเรียนเดียวกับเราการที่เขาจะทำอะไรบุ่มบ่ามมันก็จะมีผลกับเขาตอนเรียนเหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่มันตีกันมันจะต่างโรงเรียนที่มันจะเอาเรื่องกันส่วนใหญ่จะต่างโรงเรียน แล้วถ้าโรงเรียนเดียวกัน ถ้ามันจะทำมันทำไปแล้ว ครั้งหน้าว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็คือว่าต้องเด็ดขาดในการไม่เข้าไปกับเขา เคสนี้ยังมองว่าโชคดีที่ผู้ชายยังไม่กล้าที่จะข่มขืน หรือซื้ออุปกรณืเพื่อป้องกันตัวเยอะแยะ ติดตัวไว้ พวงกุญแจสำหรับส่งสัญญาณเสียงขอความช่วยเหลือก็สามารถช่วยได้ให้คนร้ายมันรู้สึกตกใจ หรือ อะไรอื่นๆเมลองไปศึกษาดู ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ลองดูถ้าไม่อยากได้คนปรึกษาที่ไม่ใช่จิตแพทย์ก็ มีแบบที่เขาจะเป็นคนที่เคยถูกล่วงละเมิดคือจริง ๆ เราหาคนที่มีประสบการณ์คล้ายๆกัน มันอาจจะแชร์ความรู้สึกกันได้มากกว่าหมอที่เราไปคุยแล้วมันไม่ชอบ คือจริงๆแล้วจิตแพทย์มันก็เปลี่ยนคนได้แต่ว่าด้วยความที่อยู่ต่างจังหวัด การจะเข้าถึงจิตแพทย์ที่อาจจะดีๆ กรุงเทพมันก็ไม่ได้ง่ายบางคนก็ถูกจริตเรา บางคนให้คำแนะนำไม่ถูกก็ยิ่งหนัก ก็ถ้าอยู่ต่างจังหวัดแล้วจิตแพทย์มันหาไม่ได้ก็ลองทางเพจ มันมีคนที่เคยเป็นเหยื่อมาก่อนแล้วเขาก็ผ่านพ้นมาได้ มันมีวิธีที่จะจัดการกับความคิดตัวเองอยู่บ้าง ถ้าเรามีโอกาสได้คุยกับคนเหล่านั้นอาจจะดีขึ้น ลองหาพวกช่องทางเสิร์ช Google ดูก็ได้ เพจผู้หญิงที่ชื่อข้างกาย สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า เลี่ยงไปไหนที่เปลี่ยว ๆ คนเดียวสุ่มเสี่ยงทางไหนที่ไม่ใช่ทางปกติที่คนชุมชน หนูเลี่ยงดีกว่าช่วงนี้ แล้วก็ลองคุยกับนักจิตบำบัดพี่เห็นมีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ลองดูได้เผื่อเราลองหานักจิตบำบัดหรืออะไรที่เรารู้สึกว่า ถ้าคนแนะนำแล้วเราโอเค เราแบบอยากฟังอย่างที่เหมือนว่ามันดูถูกจริตกับเราที่เราสามารถทำได้ แต่มีอันนึงที่ฟังแล้วแบบเหมือนอยากจะให้ข้อคิดน้องเมย์นะ คือบางทีเราแบบเห็นคนคนนึงหน้าตาไว้ใจได้อะไรแบบนี้ บางทีเราแบบไปกับเขาสองต่อสองอาจจะต้องระวังตัวมากกว่านี้ เพราะว่าคือเอาจริงๆถ้าวันนั้นรู้สึกว่าเขาเป็นคนมาจับก้นเราแล้ว ก็ไม่ควรไปกับเขาแล้วแม้ว่าเราจะแบบใช่ไม่ใช่ แต่พี่รู้สึกว่าสัญชาตญาณมันไม่ควรไปกับเขาแล้วกับการที่เห็นว่าบ้านหลังนั้นต้องเดินเข้าไปในช่องลึก ๆ พี่ว่าเราต้องรู้สึกตัวแล้วว่าห้ามเขาไป หนูอาจจะต้องมีกลไกลป้องกันตัวเองมากกว่านี้ที่มันจะต้องรู้สึกว่ามันอันตรายนะมันดูสุ่มเสี่ยง คือสำหรับพี่รู้สึกว่าเขาบอกว่าเขาจะไปส่งเป็นพี่พี่ไม่ไปกับเขาแล้วนะ ตอนท้ายคือหลังจากเกิดเรื่องทั้งหมดแล้วเขาบอกว่าเดี๋ยวเขาจะไปส่งเป็นพี่พี่ไม่ไปกับเขาแล้ว แต่เมย์ยังตัดสินใจไปกับเขาอันนี้พี่ว่ามันเหมือนเอาตัวเองกลับไปอยู่กับเขาอีก มันก็เลยรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าอนาคตสถานการณ์มันแบบนี้อีกเมย์ต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้ ขอให้มันผ่านไปวันนี้หนูไม่เป็นไรก็ดีแล้วก็ระวังตัวไม่ให้มันสุ่มเสี่ยงแบบนั้นอีกเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin#พุธทอล์คพุธโทร #พุธทอล์คพุธโทรRECAP #ดีเจเผือก #ดีเจเติ้ล #ดีเจเผือก #EFM94

หนูสู้ไม่ไหวแล้ว... 15 ปีที่แล้วเคยคบแฟนคนนึง เวลาเราสองคน ทะเลาะกัน เขาจะชอบพูดว่า “ถ้าเลิกกัน ต้องมีคนใดคนนึงตาย” หนูเลยตอบไปว่า “หนูยังไม่อยากตาย ถ้าพี่จะตายเชิญตายไปก่อนเลย” หลังจากนั้น 3 วัน เขาฆ่าตัวตายจริงๆ นับจากวันที่เสียชีวิต ผ่านมาแล้ว 9 ปี...

02 มิ.ย. 2023

หนูสู้ไม่ไหวแล้ว... 15 ปีที่แล้วเคยคบแฟนคนนึง เวลาเราสองคน ทะเลาะกัน เขาจะชอบพูดว่า “ถ้าเลิกกัน ต้องมีคนใดคนนึงตาย” หนูเลยตอบไปว่า “หนูยังไม่อยากตาย ถ้าพี่จะตายเชิญตายไปก่อนเลย” หลังจากนั้น 3 วัน เขาฆ่าตัวตายจริงๆ นับจากวันที่เสียชีวิต ผ่านมาแล้ว 9 ปี...

“คุณบี (นามสมมติ)”อายุ 30 ปี สายแรกในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [31 พ.ค. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก - ดีเจเฟี๊ยต – ดีเจต้นหอมเกี่ยวกับปัญหาที่โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้แฟนฆ่าตัวตาย โดย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนคนนี้มา 15 ปีแล้ว เขาเป็นแฟนคนแรกของหนูด้วย คบกันมานานมาก เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่พูดจาไม่ค่อยดี พูดตรงๆ คบกับเขามาสักพักนึง ในช่วงมหาลัยหนูจะติดเที่ยว ติดเพื่อน แล้วก็จะทะเลาะกันบ่อยมาก พอทะเลาะกัน เขาก็พูดมาคำนึงว่า ถ้าเกิดจะเลิกกัน จะต้องมีคนใดคนนึงตาย ด้วยความที่เราเป็นคนปากไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยพูดออกไปว่า หนูยังไม่อยากตาย หนูยังอยากใช้ชีวิต ยังไม่พร้อมที่จะตายตอนนี้ ถ้าพี่อยากตาย พี่ไปตายก่อนเลย พอหลังจากนั้น 3 วัน หนูเพิ่งมารู้จากเพื่อนของเขาว่า เขาฆ่าตัวตายจริงๆ จากนั้นหนูก็ช็อคมาหลายปี รักษาซึมเศร้ามาตลอด หลังจากที่เขาตาย ทั้ง พ่อแม่ และญาติเขาก็จะทักมา โทรมา ด่าหนูตลอด บอกว่า หนูเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเขาตาย หนูก็รู้สึกผิดมาตลอด จนคิดว่าถ้าหนูเป็นฝ่ายไปแทนได้ หนูก็จะไป หลังจากนั้นหนูก็อยากใช้ชีวิต ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ จนไปเจอกับผู้ชายอีกคนนึงที่ดีมาก เขามาขอหนูแต่งงาน แต่กลับกลายเป็นหนูไม่กล้า หนูรู้สึกจมอยู่ตรงนี้นานมาก ก้าวออกไปไม่ได้ ไม่ได้ตอบรับไป หนูฟังรายการมาตลอด หนูรู้สึกว่าอยากจะคุยกับคนนอกบ้าง อยากฟังความคิดเห็น บางครั้งหนูยังคิดที่จะไม่อยากมีชีวิตอยู่เลย เพราะคำพูดที่หนูเคยพูดออกไป มันวนกลับมาในหัวหนูตลอดเลย หนูมีปรึกษาแพทย์ รักษาตามอาการ เขาก็พูดว่า เราต้องปล่อยวาง แต่หนูพยายามแล้วก็ไม่สามารถทำได้ ณ วันนั้นหนูไม่คิดว่าพี่เขาจะตายจริงๆ หนูพูดไปอย่างงั้น หนูพยายามอธิบายทางญาติฝั่งเขาแล้ว แต่เขาไม่ฟังเลย เขาพูดแค่ว่าหนูเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกเขาตาย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสีย หนูรู้สึกว่าเหมือนบางครั้งหนูก็ดีขึ้น บางครั้งหนูก็รู้สึกแย่ลงมากๆ ยิ่งหนูพยายามหนีจากครอบครัวเขาเท่าไหร่ เหมือนครอบครัวเขาพยายามตอบย้ำตลอดว่าหนูเป็นคนผิด พี่เขาจะพูดเสมอว่า ถ้าเลิกกัน จะต้องมีคนใดคนนึงตายไป พูดตลอด จนหนูถึงพูดคำนั้นไปว่ายังไม่พร้อมที่จะตายจริงๆ ตอนนี้รู้ไม่อยากฟังคำตอกย้ำใดๆแล้ว หนูอยากจะเดินไปข้างหน้าจริงๆ หนูตัดการติดต่อ พยายามหนีมาตลอด เปลี่ยนเบอร์ เปลี่ยนเฟซบุ๊กมาเป็นสิบๆรอบ แต่หนูยังไม่เคยสู้กลับใดๆกับญาติฝั่งนั้น มีครั้งนึงที่แม่เค้าเอาสเปรย์มาฉีดที่รถหนู เขียนว่า มึงทำให้ลูกกูต้องตาย ทำถึงขั้นนั้นเลย แต่หนูไม่ได้แจ้งความอะไรเลย แต่หนูก็รู้ว่าเป็นฝีมือของแม่เค้า ปัจจุบันเขายังมาระราน ตามมาที่ทำงาน จนหนูลาออกจากงานเลย หนูแค่อยากจะบอกว่าหนูไม่ได้อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้เลย เรื่องมันเป็นไปแล้ว หนูกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้เลย หนูควรจะทำยังไง ควรจะใช้ชีวิตยังไง? หนูจะต้องอยู่ต่อไปยังไง? เหมือนหนูต้องอยู่กับอดีตไปตลอดเวลา ตอนแรกหนูคิดว่าหนูกลัวเรื่องราวในอดีต แต่หนูคิดว่าหนูทำใจได้ระดับนึงแล้ว แต่ปัจจุบันนี้คิดว่าหนูกลัวครอบครัวของเขามากกว่า นับตั้งแต่วันที่เขาเสียญาติเค้าก็จะทักแชทมาด่า แอดเฟสมาด่าตลอด เพื่อนหนูก็แนะนำให้ด่ากลับไปเลย แต่หนูไม่กล้า พอได้ยินเสียงเขา หนูก็จะรีบกดวางสายไปเลย ตอนนี้หนูควรไปแจ้งความไหมคะ?’ สำหรับความคิดเห็นของ “ดีเจต้นหอม” แนะนำว่า ควรไปแจ้งความเพราะตอนนี้เราเป็นฝ่ายโดนระราน รังควานมาตลอด ทั้งฉีดสเปรย์รถ ทั้งตามไปที่ทำงาน เราควรไปแจ้งความไว้ “ดีเจเฟี๊ยต” เสริมว่า ควรจะหาคนที่คุยด้วยได้ มีอะไรก็ปรึกษาเขา เช่น เพื่อน หรือ นักจิตวิทยา เพราะถ้าไม่มีใครที่คอยช่วยคิด จะกลายเป็นเราที่อยู่คนเดียว จมอยู่กับเรื่องนั้นๆ อย่ากลัวว่าเราจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนรึเปล่า? ถ้าท้ายที่สุดถ้าเขาเดือนร้อน เขาก็แค่จะไม่ช่วย แต่ถ้าคนที่เราสนิทและไว้ใจ เราขอเขา แล้วเขาช่วย มันจะเป็นการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันมันแน่นขึ้น ชีวิตเราควรที่จะ Connect กับคนอื่น อยากจะให้ปรับตรงนี้ เพราะชีวิตควรจะมีใครสักคนที่คอยรับฟังเรา “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าต่อว่า “หนูอยากรู้ว่าหนูควรจะสู้กับเขาไหม? แล้วควรจะสู้กับเขายังไง? หนูรู้สึกยอมไม่ไหวแล้ว หนูเปลี่ยนโซเชียลมีเดียมาเยอะแล้ว เปลี่ยนงานมาเป็นสิบงานแล้ว หนูรู้สึกไม่ไหวแล้วจริงๆ” ด้าน “ดีเจเผือก” ให้ความเห็นว่า ถ้าตอนนี้มีคนใหม่ที่เข้ามาแล้ว เขาควรจะเป็นคนที่มาช่วยซัพพอร์ตเราเรื่องนี้ ช่วยเหลือเรา ลองเปิดใจคุยกับเขาดูไหม? เหมือนเขาจะเป็นหลัก คอยเป็นเซฟโซนให้เรา มันก็จะทำให้เราผ่านเรื่องนี้ไปด้วย โดยที่ไม่เก็บเรื่องนี้ไว้เพียงลำพังแบบที่ผ่านมา นอกจากนี้ “ดีเจเฟี๊ยต” ยังกล่าวเสริมว่า ดีเจเฟี๊ยตมองเรื่องนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ก้อนด้วยกัน อย่างแรกคือเรื่อง ‘สาเหตุการตายของเขา’ มีความรู้สึกว่าการที่คนเราจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองนั้น มักจะมีสาเหตุหลายๆอย่างประกอบกันด้วย บางทีเขาอาจจะมีภาวะซึมเศร้าร่วมอยู่ด้วย ถ้าเปรียบเทียบให้เห็น การที่เราใช้คำคำเดียวด่าคนอื่นๆ แต่ละคนก็จะมีปฏิกิริยาตอบรับไม่เหมือนกันเลย เผอิญว่าส่วนผสมของบีที่มีตอนนั้น กับส่วนผสมของเขาที่มีตอนนั้น มันบังเอิญเหมาะกันพอดี ถ้าถามพี่ว่าสาเหตุเดียวเลยมั้ยที่ทำให้เขาฆ่าตัวตาย คือ บี พี่ว่ายังไม่ใช่ สำหรับข้อที่สองคือ ‘การระรานของครอบครัวเขา’ ถ้าแรกๆ พี่พอเข้าใจว่าเป็นการสูญเสีย คือปกติแล้วมันจะมีระดับของการสูญเสีย หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่ผ่านมาแล้ว เขายังไม่ผ่านตรงนั้นมาได้เลย รู้สึกว่าครอบครัวเขาก็ยังไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ ถ้ามองในมุมนี้ บ้านเขาก็ค่อนข้างน่าสงสารทั้งบ้าน เพราะเขาไม่สามารถก้าวต่อไปได้เลย เลยเลือกที่จะเอาเราเป็นสาเหตุว่าทำให้ลูกเขาตาย ณ วันนั้น บีไม่ได้ถือมีดบังคับเขาว่า ต้องตายสิ ตายเลย บีก็ไม่ได้ทำ ดังนั้นมันก็ค่อนข้างไม่แฟร์สำหรับบีเลย ถ้าผ่านมาขนาดนี้แล้วยังโทษเรา ขอกล่าวเสริมว่าการที่ใครไม่สมหวังในความรัก ไม่ควรจะจดชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะมันส่งผลต่อคนอื่นไปหมด กระทบกันไปหมด เพราะฉะนั้นในส่วนที่ครอบครัวเขามาระรานเรา ให้เราคิดว่าเรากำลังรับมือกับคนที่อยู่ในสภาวะไม่ปกติ ควรสงสารเขาด้วยซ้ำ คิดว่าอาจจะต้องไปบำบัดกันทั้งครอบครัวด้วย สำหรับข้อที่สาม คือประเด็นที่บี “โทษตัวเองว่าไม่ดีพอ เลยทำให้ไม่กล้าเริ่มต้นใหม่กับใคร” ผิดไม่ผิดอยากไร อยากให้ดูที่เจตนา คราวหน้าอยากจะให้บีทบทวนตัวเองในเรื่องของท่าทีในการแสดงออก สุดท้ายก็อยากจะมองว่า หยุดที่จะหนีได้แล้ว อย่างน้อยไปแจ้งความไว้สำหรับกรณีที่ เขามาทำให้ข้าวของเราเสียหาย หรือ เกิดคดีความ การแจ้งความไว้ก็อาจจะมาช่วยตรงนี้ได้ อยากจะให้บีมองว่าที่ผ่านมา เราเป็นฝ่ายเสียหายมาเยอะแล้ว เราควรป้องกันตัวเองไว้ก่อน สิ่งสำคัญคือ ให้อภัยตัวเองด้วย คนนั้นในอดีต กับเราในปัจจุบันที่อายุเท่านี้แล้ว เราคือคนละคนกันแล้ว ณ วันนี้ เรียนรู้ และ เติบโตไปได้แล้ว ก่อนวางสาย “คุณบี (นามสมมติ)” ได้บอกว่า หนูจะสู้นะคะ และถ้าหนูทำได้หนูจะติดต่อทีมงานมา หนูจะสู้ต่อไป ขอบคุณมากๆเลยนะคะ...เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 27 อาสาลาออกจากงาน มาดูแลคุณปู่ที่ป่วย คุณปู่หนูเส้นเลือดในสมองแตก หนูดูแลสุดความสามารถ แต่หนูไม่รู้ว่าตลอดระยะเวลาเกือบเดือน ที่คุณปู่พูดไม่ได้ แต่เอามือเกาๆแขนตลอด คืออาการแพ้ยาของปู่ จนอาการลุกลาม สุดท้ายคุณปู่หนู จากไปด้วยโรคมะเร็งปอด

09 ก.ย. 2025

หนูอายุ 27 อาสาลาออกจากงาน มาดูแลคุณปู่ที่ป่วย คุณปู่หนูเส้นเลือดในสมองแตก หนูดูแลสุดความสามารถ แต่หนูไม่รู้ว่าตลอดระยะเวลาเกือบเดือน ที่คุณปู่พูดไม่ได้ แต่เอามือเกาๆแขนตลอด คืออาการแพ้ยาของปู่ จนอาการลุกลาม สุดท้ายคุณปู่หนู จากไปด้วยโรคมะเร็งปอด

หนูอายุ 27 อาสาลาออกจากงาน มาดูแลคุณปู่ที่ป่วย คุณปู่หนูเส้นเลือดในสมองแตกหนูดูแลสุดความสามารถ แต่หนูไม่รู้ว่าตลอดระยะเวลาเกือบเดือน ที่คุณปู่พูดไม่ได้แต่เอามือเกาๆแขนตลอด คืออาการแพ้ยาของปู่ จนอาการลุกลาม สุดท้ายคุณปู่หนูจากไปด้วยโรคมะเร็งปอด ตอนปู่มีชีวิต หนูพูดจาไม่ดีใส่ ดุใส่ปู่ตลอด เพราะไม่เข้าใจพอตอนนี้ปู่จากไปแล้วหนูกลับมาโทษตัวเองตลอดว่าทำได้ไม่ดีพอ ทุกครั้งที่หนูนึกถึงปู่หนูอยากจะมีความสุข หนูไม่อยากจมอยู่กับความรู้สึกผิดแบบนี้ ทำยังไงดีคะ? “คุณพี (นามสมมติ)” อายุ 27 สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [3 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจเกลือ” เกี่ยวกับปัญหาความรู้สึกผิดในใจที่มีต่อคุณปู่ที่เสียไปแล้ว โดย “คุณพี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คุณปู่ของหนูได้เสียไปแล้ว ท่านเป็นเส้นเรื่องในสมองแตก ท่านอายุ 80 ปีแล้ว ที่บ้านเลยเลือกที่จะไม่ผ่า เพราะกลัวท่านจะเจ็บ ทรมาน เลยเลือกที่จะรักษาตามอาการ กลายเป็นว่าท่านกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีกที่ข้างขวา พูดไม่ได้ บ้านหนูเลยส่งไปอยู่ศูนย์ที่ไว้สำหรับดูแลผู้ป่วยที่มีลักษณะแบบนี้ อยู่ไปได้ประมาณเดือนนึง น้ำหนักคุณปู่ลงมาถึงสิบโล ทางนั้นเขาก็ไม่ได้แจ้งว่าให้ท่านทานอะไร ก็เลยพากลับมาดูแลที่บ้าน หนูลาออกจากงานมาเป็นคนดูแลหลัก หลังจากนั้น ก็พาท่านไปทำกายภาพ ไปตรวจคลินิก หมอเขาให้ยาทานมา แต่ผ่านไปหนึ่งเดือน คุณปู่แพ้ยานั้น หนูเลยรู้สึกผิดเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ทั้งๆที่เราเป็นคนดูแลเขา เราดูไม่ออกเลยว่า ท่านแพ้ยา พอท่านเกามากขึ้น ก็คิดว่าผิวท่านบางแก่แล้ว พอมาดูดีๆ มันมีผื่นเยอะเกินไป เลยได้ไปตรวจ คุณปู่กลายเป็นโรคผิวหนังอย่างรุนแรงมากมาตลอดสองปีเต็มๆ ท่านเคยเกาจนเลือดออกทั้งตัว หนูกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย เพราะคุณปู่ดื้อมากๆ ไม่เคยทำตามที่บอกเลย คุณปู่ก็ต้องสวมปลอกมือ เพื่อกันไม่ให้เกาอีก แต่กลายเป็นว่าดื้อหนักขึ้นเพราะพยายามจะแกะออก ที่บ้านก็เริ่มรู้ว่า หนูพูดไม่ดี ทำให้ทำร้ายจิตใจท่าน เขาก็ส่งคุณปู่ไปที่ศูนย์อีกครั้ง แต่ครั้งนั้น ที่นั่นก็ดูแลไม่ดี ทำให้คุณปู่มีแผลกดทับ ไม่เช็ดตัว รักแร้เลยส่งกลิ่นเหม็นออกมา หนูเลยขอโทษที่บ้าน และขอโอกาส เพื่อที่จะดูแลท่านอีกรอบ หนูพูดจากับท่านดีขึ้น ไม่โมโหใส่ รอบนี้ที่ท่านกลับมา มีฝีขึ้นที่รักแร้จนต้องผ่า ขึ้นๆซ้ำถึงสามรอบ มีโรคแทรกซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นน้ำท่วมปอด หมอเลยดูดออก เอาเลือดไปตรวจ เลยได้รู้ว่าท่านเป็นมะเร็งปอดอีก คุณหมอไม่ได้ให้ทำคีโม เพราะอายุมากแล้ว เลยได้รักษาแบบประคับประคอง จนท้ายที่สุด วันที่ยี่สิบเจ็ด คุณปู่หายใจครืดคราด หัวใจเต้นดังมากๆ พอหนูวัดเครื่องชีพจรของท่านตอนช่วงตีสาม ก็เกินร้อย เลยตื่นเช้ามาวัดอีกรอบ ก็ยังสูงอยู่ จึงให้ที่บ้านพาไปโรงพยาบาล คุณหมอบอกว่า ข้างในไหวแล้ว เลยให้คุณปู่ไปอยู่ในห้องผู้ป่วยระยะสุดท้าย งดน้ำ งดอาหาร จะอยู่ได้ไม่เกินสองถึงสามวัน แต่ท่านสู้มากๆ อยู่ได้ถึงห้าวัน โดยที่ไม่กินข้าวกินน้ำ และวันที่หนึ่งมิถุนา คุณปู่ก็ได้จากไป ที่บ้านเขาไม่ได้ว่าอะไรหนู แต่เรารู้สึกกับตัวเองว่าที่ผ่านมา ทำได้ไม่ดี ทำไมถึงไม่รู้ว่าท่านแพ้อะไร ทำไมหนูถึงอารมณ์เสียใส่ท่าน ทั้งที่คุณปู่ก็ป่วยอยู่ หนูอยากขอโทษเขา เพราะทุกครั้งที่หนูอารมณ์ไม่ดี ท่านก็ยิ้มให้เราตลอด ทั้งที่ก็พูดไม่ได้ ข้างในหนูยังคงรู้สึกผิดต่อท่าน ถึงแม้ว่าคุณปู่จะจากไปแล้วก็ตาม วันที่ยี่สิบเจ็ดตอนตีสาม ที่วัดชีพจรรอบแรก ถ้าหนูพาท่านไปโรงพยาบาลตั้งแต่แรก ท่านจะไม่ตายใช่มั้ย หนูอยากได้กำลังใจจากพวกพี่ อยากเปลี่ยนความคิดเวลาที่คิดถึงคุณปู่ ให้ไม่รู้สึกผิด’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่จะแชร์ในมุมที่เราพึ่งสูญเสียคนรัก เพราะเมื่อวันศุกร์ทีผ่านมาาพี่พึ่งจะเสียคุณพ่อไป การที่เขาเสียมันดีกว่าการที่เขาจะต้องนอนทรมานอยู่บนเตียง การสูญเสียครั้งนี้สำหรับพี่ พี่คิดว่ามันดีกับเขา เพราะฉะนั้นแม้ว่าเขาจะจากไป มันเป็นเรื่องที่จะต้องเสียใจ แต่เขาไปสบายแล้ว ถ้าเขายังจะต้องอยู่ ความทรมานของตัวเขาเองที่เป็นหลักสำคัญ และการที่เขาจากไปแบบที่เขาเห็นว่าพีเป็นคนดูแลเขาในวาระสุดท้าย ไม่มีอะไรที่พี่จะต้องรู้สึกติดค้าง พียังเป็นคนปกติ เป็นเด็กวัย 27 ปี ที่ต้องมาดูแลคนป่วย การดูแลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องแข็งแรงทั้งร่างกาย และจิตใจ อย่างน้อยพีก็รู้สึกตัว และพยายามแก้ไขมัน พีอยากนึกถึงเขาแล้วยิ้มออกมา พีก็นึงถึงรอยยิ้มที่เขายิ้มให้พี คุณปู่เขารักหลานคนนี้ ไม่มีอะไรต้องติดค้าง ต้องเสียใจ สิ่งที่พีทำ ดีที่สุดเท่าที่จะทำให้ได้แล้ว’ ต่อมา “ดีเจเกลือ” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราต้องตระหนักรู้ในตัวเองให้ได้ว่า เราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว สำหรับคนที่เรารัก ยังไงใจของเรา ก็จะรู้สึกว่า มันยังคงน้อยไปอยู่ดี แต่สุดท้ายสิ่งที่เราต้องมองให้เห็นคือ เรามีความปรารถนาดีต่อคุณปู่ของเรา การที่คนเราอยู่ด้วยกัน มันไม่มีทางสมบูรณ์หรอก มันมีทั้งความสุข การทะเลาะกัน เมื่อเวลาผ่านไป มันจะกลายเป็นอดีต อยู่ที่ตัวเราจะเลือกสิ่งไหนมาจดจำไว้ เราเลือกได้ อยู่ที่การเปลี่ยนมุมมอง ถ้ามันเกินเดือนนึง ให้ปรึกษา นักจิตวิทยา’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกเสริมว่า ‘ในชีวิตคนเรา เราทั้งทำไม่ดีกับคนอื่น และทำดีกับคนอื่นเสมอ ให้ดูที่เจตนาของเรา ที่อยากจะช่วยเหลือเขา พีทำดีที่สุดแล้ว ขอบคุณที่พีมาแชร์เรื่องนี้ มันทำให้คนอื่นอาจจะหันไปดูแลคนรักมากขึ้น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางhttps://www.youtube.com/watch?v=5P-zvY_YXRIt=1sใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ยอมเป็น FWB ของแฟนเก่า เพราะอยากอยู่ในสถานะไหนก็ได้ขอแค่ได้อยู่ในชีวิตเขา แต่ความจริงแล้วหนูไม่ได้ต้องการแค่ร่างกาย แต่อยากได้ใจเขาคืนมาด้วยค่ะ

31 ก.ค. 2026

ยอมเป็น FWB ของแฟนเก่า เพราะอยากอยู่ในสถานะไหนก็ได้ขอแค่ได้อยู่ในชีวิตเขา แต่ความจริงแล้วหนูไม่ได้ต้องการแค่ร่างกาย แต่อยากได้ใจเขาคืนมาด้วยค่ะ

ยอมเป็น FWB ของแฟนเก่าเพราะอยากอยู่ในสถานะไหนก็ได้ขอแค่ได้อยู่ในชีวิตเขาแต่ความจริงแล้วหนูไม่ได้ต้องการแค่ร่างกายแต่อยากได้ใจเขาคืนมาด้วยค่ะ ‘คุณฟ้า (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 กรกฏาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีอ้อม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย' เกี่ยวกับเรื่องที่เธอนั้นยอมเป็น FWB แฟนเก่า แต่ก็ยังรักและอยากให้เขากลับมาเป็นแฟนกันเหมือนเดิม ‘คุณฟ้า (นามสมมุติ)’ อายุ 23 ปี เล่าว่าเธอคบกับแฟนมาครึ่งปี ซึ่งเป็นแฟนคนแรกที่คบจริงจัง ต้องเลิกกันทั้งที่เธอยังรักเขาอยู่ แต่เขากลับไม่ได้คิดเหมือนกัน หลังจากเลิกกัน ทั้งคู่ยังคงมีสัมพันธ์ทางกายกัน ทำให้เธอได้รู้ว่าเธอไม่ได้ต้องการเพียงร่างกาย แต่ต้องการหัวใจเขาคืนมาด้วย คุณฟ้าได้เปิดใจคุยกับเขาว่าเธอยังรักเขาอยู่ และอยากให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่อีกฝ่ายกลับบล็อกเธอไป ปัจจุบันนี้เขามีความสัมพันธ์เชิง FWB กับคนอื่น ด้านคุณฟ้าเองก็ยังคงพยายามที่กลับไปอยู่ในชีวิตเขาอีกครั้ง คุณฟ้าเล่าว่า ได้รู้จักกับแฟนคนนี้ผ่านแอปหาคู่ ซึ่งเขามีอายุน้อยกว่าคุณฟ้า 2 ปี เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในช่วง 3 เดือนแรกที่คบกันเป็นแบบ Long distance relationship อยู่ห่างกันประมาณ 200 กิโลเมตร ได้เจอกันประมาณอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งในช่วงนั้นคุณฟ้ารู้สึกว่าเป็นสัมพันธ์ที่ดี เข้ากันได้ดีมาก ราบรื่นดีไปเสียทุกอย่าง จนคุณฟ้ารู้สึกรักผู้ชายคนนี้มาก ๆ ด้วยทั้งทัศนคติ ความคิด คำพูดของเขาที่โตกว่าช่วงวัย หลังจากนั้น แฟนก็เปิดเทอมเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ ด้านคุณฟ้าเองก็ย้ายเข้ามาหางานในกรุงเทพเพื่อที่จะได้อยู่กับเขา ตามที่คุยกันไว้ หลังจากที่ลองเข้ามาอยู่ด้วยกันได้เพียงเดือนเดียว เธอได้พบปัญหาหลาย ๆ อย่าง ได้รู้ว่าทั้งคู่โตกันมาคนละแบบ ความคิดต่างกัน พอได้มาอยู่ด้วยกันจากความสัมพันธ์ที่เคยดีมาก ๆ กลับเริ่มมีการทะเลาะผิดใจกัน ในมุมของคุณฟ้าคิดว่ามันปกติมากกับการที่ต้องปรับเข้าหากัน มีการทะเลาะ มีปากเสียงกันบ้างในช่วงแรกของการใช้ชีวิตร่วมกัน แต่แฟนกลับคิดว่าการย้ายมาอยู่ด้วยกัน ความสัมพันธ์ควรจะดีขึ้น รักกันยิ่งขึ้น พอไม่เหมือนที่คิดเขาดูจะผิดหวัง จากความสัมพันธ์ที่เคยรักกันมาก กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างจืดจางลง หลังจากนั้นคุณฟ้าได้งานในกรุงเทพ ระยะทางค่อนข้างห่างจากหอที่มหาวิทยาลัยของแฟน จึงย้ายออกมาอยู่หอตัวเอง กลับไปเจอกันเพียงอาทิตย์ละครั้งเหมือนเดิม คุณฟ้าคิดว่าทุกอย่างคงจะดีขึ้น มีระยะห่างกันบ้างเหมือนช่วงแรกที่คบกัน แต่ครั้งนี้ทั้งคู่ยังคงทะเลาะ มีปัญหากันเหมือนเดิม เรื่องเกิดล่าสุดคือช่วงวันช่วงครบรอบ ในวันนั้นทั้งคู่มีความสุขกันมาก แฟนมาหาคุณฟ้าพาไปดินเนอร์ กะหนุงกะหนิงตามประสาคู่รัก ไม่มีสัญญาณที่จะเลิกกัน จนกระทั่งวันถัดมามีปากเสียงกัน เพราะคุณฟ้านัดแฟนไปเที่ยวห้างแห่งหนึ่ง และเธออยากกินชาบูซึ่งราคาค่อนข้างสูง ด้วยที่เขาเป็นเด็กมหาวิทยาลัยทำให้จ่ายไม่ไหว เธอจึงเสนอที่จะออกให้ แต่เขาก็ปฏิเสธ จากนั้นทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะแยกย้ายกัน คุณฟ้าไปกินชาบูคนเดียว ด้านแฟนหนุ่มไปรอรถเมล์เพื่อกลับบ้าน ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เธอก็ทักไปถามแฟนว่า เขาถึงหอหรือยัง สรุปว่าเขายังไม่ได้ขึ้นรถเมล์ คุณฟ้าจึงรีบวิ่งไปหาเพื่อรอรถเป็นเพื่อน ด้วยความซุ่มซ่ามเธอจึงสะดุดล้มและกระทบกับแผลเก่าที่เคยขาหักทำให้เจ็บมาก แต่เธอก็ดั้นด้นที่จะไปหาแฟนเพราะกลัวรถมาก่อนแล้วจะไม่ได้เจอกัน เมื่อเห็นว่าเขาเหนื่อยล้าจากการที่รอรถมาเป็นเวลานาน คุณฟ้าทักแฟนด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “รอรถเป็นอย่างไรบ้าง” แฟนกลับหันมาพูดนิ่ง ๆ ใส่ว่า “อย่าเสียงดังได้ไหม” คุณฟ้าเข้าใจว่าเขาอาจจะเหนื่อย จึงยืนพัดให้เขาขณะที่ตัวเองเหงื่อท่วม ระหว่างนั้นคุณฟ้าก็บ่นเรื่องที่ล้ม แต่เขากลับนั่งเล่นโทรศัพท์ ไม่ได้ท่าทีเป็นห่วงเลย ถัดมาคุณฟ้าได้เสนอให้แฟนไปนอนห้องเธอก่อนในคืนนี้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรอรถเมล์เพราะกว่ารถจะมาก็นาน และกว่าจะถึงที่พักเขาก็อีกเป็นชั่วโมงเลย แฟนก็ปฏิเสธบอกว่าเหนื่อยต้องการจะกลับห้องไปนอน ด้วยความน้อยใจเธอจึงได้บอกเลิกเพื่อประชดเขา ซึ่งปกติเคยพูดกันอย่างนี้อยู่แล้ว ผ่านไปไม่ถึงวันก็จะกลับมาคืนดีกัน แต่ครั้งนี้ต่างกันออกไปเพราะแฟนพิมพ์กลับมาหาคุณฟ้าว่า “อยากจะเลิกเหมือนกัน” จนผ่านไป 3 วัน เขาก็ยังไม่ติดต่อมา ไม่มีสัญญาณของการง้อเหมือนอย่างเคย คุณฟ้าเป็นฝ่ายที่ทนไม่ไหวและทักไปหาเขาว่า “ขอโทษนะ ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ ที่บอกเลิกไปไม่ได้อยากจะเลิกจริง ๆ แค่อยากให้เธอรู้สึกกับสิ่งที่เธอทำกับเค้า อยากให้เธอ Realize ในสิ่งที่เธอทำกับเค้า” หลักจากเลิกกันคุณฟ้าก็พยายามที่จะทักไปง้ออยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่อยากที่จะกลับมาเลย ด้านคุณฟ้าอยากเจอตัวแฟน เธอคิดว่าคงดีกว่าง้อด้วยแชต จึงเสนอเรื่องสัมพันธ์ทางกายเพื่อให้ได้เจอกัน เพราะเขาค่อนข้างจะชอบเรื่องนี้ จากนั้นเขาก็รับปากที่จะเจอ หลังจากกลับมามีสัมพันธ์ทางกายกันได้ประมาณ 2 อาทิตย์ มีอยู่คืนหนึ่งหลังจากเสร็จกิจ คุณฟ้านอนร้องไห้กอดเขา และเปิดใจพูดไปว่า “จริง ๆ แล้วยังรัก พอมีโอกาสไหมให้กลับมา” เขาตอบว่า “มีโอกาส” คุณฟ้าจึงร้องขอให้เขาตัดคนอื่นที่คุยจากแอปหาคู่ออกไปจากชีวิต ยังไม่ต้องกลับมามีสถานะกันก็ได้ เพียงแค่เธอไม่ต้องการให้มีคนอื่นในความสัมพันธ์ ในคืนนั้นเขาได้ลบแอปหาคู่เพื่อให้เธอสบายใจว่าจะไม่คุยกับคนอื่น แต่วันถัดมาเขากลับทักมาบอกว่า "เค้าคิดว่าที่เลิกกันดีแล้ว" จากนั้นเขาก็ได้บล็อกคุณฟ้าไป เรื่องราวที่เล่ามานั้นเพิ่งมาได้อาทิตย์เดียวเท่านั้น คุณฟ้าเล่าเสริมว่า ในช่วงที่คบกันเธอค่อนข้างปล่อยตัว จึงคาดว่าอาจเพราะเหตุนี้ด้วยที่ทำให้เขาอยากเลิก จึงอยากพยายามพัฒนาตัวเองให้สวยขึ้นเผื่อวันหนึ่งกลับไปง้อแล้วเขาจะหันกลับมามองคุณฟ้าบ้าง คุณฟ้าตั้งคำถามว่า ในตอนนี้ยังรู้สึกรักเขามาก ควรรอเขาไหม หรือควรใช้ชีวิตต่อไปโดยที่ไม่รอเขาแล้ว แล้วหากเลือกที่จะไม่รอเขาควรเปลี่ยน Mindset อย่างไรให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้ เพราะสำหรับเธอเรื่องนี้หนักมาก ๆ หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเสนาหอย’ กล่าวว่า "จากที่ฟังมองว่าในความสัมพันธ์นี้คุณฟ้าจะเหนื่อย การที่เรารักใครคนหนึ่งแล้วจะต้องอดทน ต้องเปลี่ยน ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้ปรับเข้าหากันเลย เราจะเหนื่อยมาก และคุณฟ้าอาจไม่ใช่คนเดียวสำหรับเขา เขาอาจมีคนอื่นที่รู้สึกสบายใจกว่าที่จะอยู่ด้วยกัน ในเรื่องความรักความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายต้องเท่า ๆ กัน หากต้องเปลี่ยนเพื่อให้ใครมาชอบ เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะชอบไปอีกนานแค่ไหน ถ้าเราไปจากเขาได้ ในอนาคตอาจมีใครสักคนที่ทำให้คุณฟ้ามีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องพยายาม การที่ต้องใช้ความพยายามเพื่อความรักหากมันไม่ใช่ เราจะเสียดายเวลานั้นมาก" นอกจากนี้ ดีเจเสนาหอยยังได้แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวเพิ่มเติมว่า "พี่เองก็เคยทำทุกอย่าง เปลี่ยนตัวเองทุกสิ่งเพื่อให้เขาหันมารัก แต่ในท้ายที่สุดเขาไม่รัก เราจะเหนื่อยมาก ลองคิดดี ๆ ว่าเรายอมจะเป็นอะไรก็ได้ในชีวิตเขาจริง ๆ หรือเปล่า ความรักต้องทำให้เรามีความสุขไม่ใช่เราต้องทำเพื่อใครฝ่ายเดียว" ถัดมาที่ ‘ดีเจอ้อม’ กล่าวว่า "ไม่ว่าคุณฟ้าจะกลับไปคบคนเดิมหรือเริ่มต้นใหม่กับใครก็อยากจะให้เปลี่ยนอย่างหนึ่งนั่นคือ ‘เมื่อทะเลาะกันบอกเลิกเพื่อประชด’ ดีเจอ้อมอยากให้หยุดเพราะสิ่งนี้ไม่ปกติ อย่าทำให้สิ่งผิดปกติเป็นเรื่องปกติเพียงแค่เพราะใคร ๆ เขาก็ทำ ไม่ชอบอะไรจงบอกเขาว่าไปไม่ชอบ แต่ไม่ใช่การเอาแต่ใจหรือบอกพร่ำเพรื่อ" และดีเจอ้อมถามคุณฟ้ากลับว่าหากมีคนนำเนื้อเรื่องแบบเดียวกันมาปรึกษา คุณฟ้าจะให้คำปรึกษาอย่างไร คุณฟ้าตอบว่า "คงแนะนำให้เขากลับมารักตัวเอง ใช้ชีวิตตัวเองต่อไปโดยไม่ต้องยึดติดกับผู้ชายคนนั้น ตั้งใจใช้ชีวิตให้ดี การพัฒนาตัวเองก็ทำเพื่อตัวเองไม่ใช่คนอื่น ตั้งใจดูแลตัวเอง นำความรักที่เคยให้ผู้ชายคนนั้นกลับมาให้ตัวเอง" ดีเจอ้อมเสริมต่อว่า พอคุณฟ้าเป็นที่ปรึกษาให้คนอื่น ก็คิดได้ทุกอย่างเลย เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อมองเรื่องของคนอื่นทุกอย่างจะง่ายเสมอ ดีเจอ้อมอยากให้คุณฟ้ารักตัวเอง เมื่อรักใครแรก ๆ ก็จะถอนตัวออกมายากมาก แต่คุณฟ้าจะทำได้ในสักวัน และดีเจอ้อมยังกำลังใจให้คุณฟ้าอีกด้วย ถัดมาที่ ‘ดีเจเติ้ล’ กล่าวว่า "ความรักมันไม่ง่าย กว่าจะได้พบกับคนที่เข้ากันดีทุกอย่าง คนที่จะอยู่กับเราไปได้ตลอด รับข้อดีข้อเสียของกันและกันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จากกรณีของคุณฟ้าที่ได้รู้จักแฟนคนนี้จากแอปหาคู่ยิ่งยากขึ้นไปอีก สำหรับพี่มองว่าความต้องการของคุณฟ้าและแฟนไม่เท่ากัน รักของทั้งคู่ไม่เท่ากัน แรก ๆ ความสัมพันธ์ยังดีเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน และมองว่าแฟนอาจไม่ได้อยากจะมีความรักจริงจังเท่ากับที่คุณฟ้าทุ่มเทให้เขา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่คุณฟ้าทุ่มเทให้ความรัก เพียงแต่เขาอาจไม่ได้ต้องการขนาดนั้น ยิ่งในวันที่เขาไม่ได้ต้องการ การกระทำของเราจะยิ่งดูรุงรังสำหรับเขา การที่คุณฟ้าบอกว่าอยากกลับไปเพื่อที่จะเป็นอะไรก็ได้ในชีวิตเขา พี่มองว่าสามารถทำได้ แต่อย่าทำเลย เพราะเขาอาจไม่กลับมา ต่อให้กลับมาก็ไม่ยั่งยืน ในวันนั้นคุณฟ้าอาจรู้สึกแย่กว่าตอนนี้เสียอีก การยื้อเขาไว้ไม่มีประโยชน์ เอาเวลามารักตัวเองดีกว่า จากที่คุณฟ้าคาดว่าเขาเลิกเพราะไม่สวยหรือเปล่า นั่นคือการตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเองแล้ว ซึ่งพี่มองว่ามันไม่ใช่ เพียงแค่เขาไม่ชอบคนแบบคุณฟ้า เขาอาจแค่อยากเรียนหนังสือก่อน เจอกันเป็นครั้งคราวสนุกสนานกันเท่านั้น แต่หากจริงจังเขาอาจไม่ต้องการ ตอนนี้เรารู้ว่าเขาอยากเลิกและไม่ชอบพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำให้เรียนรู้จากสิ่งนี้ รักตัวเองให้มาก จากที่คุณฟ้าบอกว่าอยากดูแลตัวเองก็สามารถทำได้เลย และรอคนถัดไปเพื่อมีความรักครั้งใหม่ เอาสิ่งที่เคยผิดพลาดไปแก้ไขกับคนหน้า ในอนาคตหนูอาจโชคร้ายโดนเขาเทอยู่ดีแต่มันก็ไม่เป็นไร รอไปจนกว่าจะเจอคนนั้น เพียงแค่อย่าตั้งคำถามกับคุณค่าในตนเอง" นอกจากนี้ดีเจอ้อมยังเสริมว่า "อยากให้คุณฟ้ากลับมารักตัวเอง ไม่ว่าจะเจอกับใครอีกกี่คน คุณฟ้าจะมีความสุข และคุณฟ้าจะได้เจอความทุกข์นะ แต่จะมีสติกว่านี้ ไม่ใช่ยอมเป็นเบี้ยให้ใครก็แล้วแต่ เดี๋ยวเราจะไม่มีค่า คุณฟ้ามีค่านะ" ดีเจเติ้ลทิ้งท้ายไว้ว่า "ถ้าทรมานมาก ทนไม่ไหวจริง ๆ ก็เอาให้เต็มที่ และในสักวันหนึ่งคุณฟ้าจะรู้ตัวเองว่าควรพอ" ดีเจทั้งสามท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “คุณฟ้าจะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน” รายการพุธทอล์คพุธโทรขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คุณฟ้าเข้มแข็งขึ้น และมอบความรักให้กับตัวเองได้มากขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้ แม้ความรักครั้งนี้จะทำให้เจ็บปวดหัวใจ แต่ท้ายที่สุดแล้ว อาจจะมีแค่เราคนเดียวเท่านั้นที่ดูแลหัวใจของเราได้นะคะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
♪efm
-

-