เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย แถมยังเหนื่อยกับการกินยา จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย แถมยังเหนื่อยกับการกินยา จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?

26 มิ.ย. 2026

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี

ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย

แถมยังเหนื่อยกับการกินยา

จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?


       ‘คุณมีมี่’ ( นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก จึงอยากปรึกษาวิธีจัดการอารมณ์และความเครียดที่สะสมอยู่

       ‘คุณมีมี่’ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการอารมณ์ของตนเอง เนื่องจากต้องทำงานในสายอาชีพที่ไม่ชอบ และต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยลักษณะงานจำเป็นต้องพบเจอและดูแลผู้คนหลากหลายประเภท คุณมี่ ยอมรับว่าหากสามารถเลือกได้ เธอจะไม่ทำอาชีพนี้ เพราะเป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุข ในแต่ละวันเธอรู้สึกทรมาน และยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากครอบครัวอีกด้วย ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานในหน่วยงานรัฐ และทำงานมาได้ประมาณ 2 เดือน

       เธอเล่าว่าในอดีตเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่หลังจากป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ความรู้สึกสนใจหรือมีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ กลับลดลง แม้กระทั่งศิลปินหรือดาราที่เคยชื่นชอบก็ไม่สามารถทำให้รู้สึกอินหรือมีความสุขได้เหมือนเดิม แม้จะมีคนแนะนำให้ลองกลับไปทำสิ่งที่ชอบเมื่อรู้สึกเหนื่อย แต่ปัญหาของเธอคือไม่รู้สึกชอบอะไรอีกแล้ว ในปัจจุบันเธอรู้สึกว่าเข้ากับผู้คนได้ยากขึ้น ไม่อยากพบเจอคนจำนวนมาก ขณะที่งานที่ทำอยู่กลับเป็นงานที่ต้องพบปะผู้คนอยู่ตลอดเวลา เธออธิบายเพิ่มเติมว่า อาชีพที่ทำอยู่เป็นอาชีพที่ไม่สามารถเปิดเผยได้อย่างตรงไปตรงมาว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้เธอจะเคยบอกครอบครัวแล้วว่าไม่มีความสุขกับงานที่ถูกผลักดันให้ทำ แต่ก็มักได้รับคำตอบกลับมาว่าเป็นงานที่มั่นคงและมีความมั่นคงทางการเงิน

       แม้ในใจจะเข้าใจว่าครอบครัวหวังดี แต่เธอก็อยากให้คนในบ้านเปิดใจรับฟังความรู้สึกของเธอบ้าง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยมี Safe Zone ที่สามารถพูดคุยหรือระบายความรู้สึกได้อย่างแท้จริง และมักได้รับคำตอบจากคนที่ไม่เข้าใจโรคซึมเศร้า ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเธอเคยพูดกับคุณพ่อว่า “หนูเหนื่อย หนูไม่อยากกินยา” เนื่องจากเธอต้องรับประทานยาถึงวันละ 8 เม็ด อีกทั้งยังเป็นคนที่รับประทานยาเม็ดยากมาตั้งแต่เด็ก ต้องค่อย ๆ แบ่งยากิน เพราะมียาทั้งเม็ดใหญ่และเม็ดเล็กปะปนกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอต้องการสื่อในวันนั้นเป็นเพียงการระบายความเหนื่อยล้าและความรู้สึกท้อเท่านั้น แต่กลับได้รับคำตอบจากคุณพ่อว่า “กิน ๆ ไปเหอะ” คำตอบดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกว่าหลังจากเหนื่อยล้าจากการทำงานกลับมาแล้ว เธอไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยกับคนในครอบครัว รวมถึงแฟนของเธอเองด้วย

       คุณมี่เล่าว่า แฟนของเธอเคยพูดกับเธอว่า “อย่าเอาพลังลบมาใส่คนอื่น” จนทำให้เธอไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่าในแต่ละวันรู้สึกแย่หรือกำลังเผชิญอะไรอยู่ เพราะมองว่าอีกฝ่ายอาจไม่เข้าใจโรคซึมเศร้าเช่นเดียวกัน เธอยังเล่าว่า ปัญหาเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าของตนเองส่วนหนึ่งก็มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาภายในครอบครัว ขณะที่การรักษากับแพทย์ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าคุณหมอรับฟังเธอมากในช่วงแรกเท่านั้น และด้วยความที่คุณหมอค่อนข้างหัวโบราณ จึงไม่ค่อยเปิดรับมุมมองหรือความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่มากนัก

       หากไม่ติดเรื่องการถูกครอบครัวผลักดันให้ทำงานในสายอาชีพปัจจุบัน เธออยากทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เนื่องจากมีความสามารถด้านภาษาจีน สามารถทำหน้าที่ล่ามได้ และเคยมีโอกาสเดินทางไปประเทศจีนเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขและรู้สึกว่าเหมาะกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว แม้ว่าครอบครัวจะมีศักยภาพในการสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย แต่กลับไม่ยินยอมให้เธอไปใช้ชีวิตหรือทำงานในเส้นทางที่เธอสนใจ 

       นอกจากนี้คุณมีมี่ยังเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว ขณะที่พี่น้องคนอื่น ๆ ต่างเคยถูกบังคับในลักษณะเดียวกัน แต่เลือกออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตนเอง ทำให้ภาระและความคาดหวังจากครอบครัวมาตกอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว สิ่งที่ทำกับพี่น้องคนอื่นไม่ได้ เธอกลับกลายเป็นผู้ที่ต้องรับแทนทั้งหมด

       สุดท้ายเธอจึงอยากปรึกษาว่า เธอควรเข้าหาผู้คนรอบตัวอย่างไร และควรจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกของตนเองอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้

       หลังจากได้ฟังเรื่องราว ‘หมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic)’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ซึมเศร้าเป็นเรื่องที่เจอบ่อย บางการศึกษาอาจจะ 5% - 10% ของคนทั่วไป ดังนั้นสูงมาก ข้อดีคือมันรักษาให้หายขาดได้ ของมี่จะเป็นอาการที่เรียกว่า Anhedonia ก็คือความสุขมันหายไป สิ่งที่เคยมีความสุขกลายเป็นไม่มีความสุขแล้ว

       จริง ๆ 4 ปี คนไข้ส่วนใหญ่ควรจะอาการดีจนเหมือนปกติ แต่อาจจะยังเรื้อรังอยู่ ไม่แน่ใจว่าทานยาครบหรือไปหาคุณหมอต่อเนื่องไหม อย่าเพิ่งกลัวคำว่า 8 เม็ด เพราะบางคน 8 เม็ดอาจจะเท่ากับ 2 เม็ดของอีกคนก็ได้ ถ้ารู้สึกว่ายาเยอะก็บอกคุณหมอไปเลยว่ารวบยาให้หนูได้ไหม

       ส่วนเรื่องงาน หลาย ๆ คนที่เจอปัญหาแบบนี้อาจจะไม่ใช่ไม่ชอบงานที่เราทำ เพียงแต่ตัวโรคมันหลอกเรา ต่อให้ไปทำอาชีพในฝัน บางทีก็จะผิดหวังเพราะตัวโรคหลอกว่าเราไม่ชอบอีก ดังนั้นก่อนที่จะเหมารวมว่าเราทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี อาจจะลองปรึกษาคุณหมอให้รักษาให้ดีก่อน 

       เรื่องที่บ้านถ้าเทียบกับหลาย ๆ บ้านก็ถือว่าโอเค เพราะอย่างน้อยเขายอมไปหา แต่ด้วยความที่มันเป็นโรคที่จับต้องไม่ได้ น้องมี่อาจจะต้องบอกที่บ้านไปหลายรอบหน่อย หรือให้คุณหมอช่วยอัปเดต จะช่วยได้เยอะ”

       ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ เสริมว่า “จริง ๆ คนข้าง ๆ ยิ่งต้องเข้าใจมาก ๆ มันจะเเบ่งเบาความหนักไปได้เยอะเหมือนกัน เเนะนำให้รักษาเหมือนกัน ถ้ามี่อยากได้ใครสักคนที่พร้อมรับฟังเเล้วช่วยมี่ได้ ผมว่าการไปพบจิตเเพทย์ ถ้าเจอคุณหมอที่มันคลิ๊กกันมันจะกลายเป็น Safe Zone พาคนที่เราอยู่ด้วยใครก็ได้ ไปเป็นเพื่อนให้เขาเข้าใจด้วย เขาก็จะรู้วิธีรับมือ”

       ทางฝั่งของ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำเเนะนำว่า “ต่อให้มี่บอกมีภาวะจิตใจยังไงก็ตาม ยุคนี้โลกมันยากอยู่เเล้ว พี่อ้อยมั่นใจว่าไม่มีใครได้ทำงานตาม passion ของตัวเองได้ทั้งหมดหรอก มันก็จะมีงานที่ไม่ได้ชอบเท่าไหร่เเต่ต้องอยู่ เราก็ต้องพยายามหามุมน่ารักของมันให้เจอเท่านั้นเอง เข้าใจว่ามี่อยากไปทำงานกับคนจีน อาชีพที่มีอยู่เเรงกดดันขนาดนี้ หนูยังรู้สึกรับมือไม่ค่อยไหว คนจีนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม หนูอาจจะรู้สึกว่าโดนเเรงกระเเทกหนักขึ้นไปอีกก็ได้นะ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยกับคุณหมอ คือลองกลับไปดูเรื่องภาวะจิตใจก่อนดีมั้ย เพราะเท่าที่เคยรู้มายา 8 เม็ดมันลดลงได้ค่ะ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามดีขึ้น ยามันจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ”

       ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ในมุมจากที่ฟังเรื่องที่คุณพ่อบอกกิน ๆ ไปเถอะ เขาอาจจะอยากให้หายก็ได้นะ เพราะว่าสิ่งเดียวที่จะรักษาน้องได้คือยาที่คุณหมอให้กิน คุณพ่อคุณมี่อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องอย่างผู้เชี่ยวชาญ เขาอาจจะไม่รู้ต้องรับมือยังไง เเต่พี่ว่าเขาน่าจะหวังดีค่ะ”

       รายการพุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณมี่และทุกคนที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ขอให้ค่อย ๆ ดูแลตัวเองและเชื่อมั่นในกระบวนการรักษา เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ ที่พยายามในวันนี้ ล้วนมีความหมายเสมอ แล้วพรุ่งนี้จะค่อย ๆ สดใสขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เรียนอยู่ห้อง King แล้วครูถามว่าใครจะเรียนต่อสายไหน แต่พอหนูยกมือตอบ เรียนสายอาชีพ เพื่อนหนูที่เรียนเก่งๆในห้องคนนึง พูดขึ้นมาว่า เรียนสายอาชีพ คือ “คนชั้นต่ำ” หนูได้ยินแบบนั้นแล้วเฟลไปเลย เก็บมาคิดมากถึงตอนนี้ พี่ๆคิดเห็นยังไงกันบ้างคะ?

21 ก.พ. 2025

เรียนอยู่ห้อง King แล้วครูถามว่าใครจะเรียนต่อสายไหน แต่พอหนูยกมือตอบ เรียนสายอาชีพ เพื่อนหนูที่เรียนเก่งๆในห้องคนนึง พูดขึ้นมาว่า เรียนสายอาชีพ คือ “คนชั้นต่ำ” หนูได้ยินแบบนั้นแล้วเฟลไปเลย เก็บมาคิดมากถึงตอนนี้ พี่ๆคิดเห็นยังไงกันบ้างคะ?

“คุณจิน (นามสมมติ)” อายุ 15 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [19 ก.พ. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการเลือกเรียนต่อสายอาชีพ โดย “คุณจิน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกำลังเครียดมาก เพราะเพื่อนในห้องพูดใส่ว่า “พวกชั้นต่ำ” แค่เพราะหนูเลือกจะไปเรียนสายอาชีพ จริง ๆ เพื่อนคนนี้เป็นคนที่ชอบเหน็บแนมคนอื่นอยู่แล้ว ทุกคนในห้องรู้ดีว่าเขาเรียนเก่ง ดีทุกอย่าง แต่สิ่งที่เขาไม่มีคือ มารยาท ตอนนี้หนูใกล้จะจบ ม.3 แล้ว ก็จะมีครูประจำชั้นถามว่า มีใครจะไปเรียนสายอาชีพบ้าง? หนูเป็นคนเดียวทั้งห้องที่ยกมือขึ้น ซึ่งต้องบอกก่อนว่าหนูอยู่ห้องคิง ส่วนใหญ่เพื่อน ๆ จะไปต่อ ม.ปลายโรงเรียนดัง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนก็คงแปลกใจว่าทำไมหนูถึงเลือกเส้นทางนี้ พอครูเห็นว่ามีหนูคนเดียวที่ยกมือ ครูก็ไม่ได้ว่าอะไร แนะนำดีมากด้วยซ้ำ แต่ก็พูดว่า สายอาชีพไม่ได้ใบปริญญานะ มันจะได้ใบอนุปริญญา ถ้าอยากได้ปริญญาต้องไปเรียนต่ออีกสองปี แล้วทันทีที่ครูพูดจบ เพื่อนคนนั้นก็สวนขึ้นมาเสียงดังว่า ก็มันต่ำไง ก็คือพวกชั้นต่ำไง ตอนนั้นในใจหนูก็สงสัยว่าใครพูด หนูหันไปมอง แล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นเพื่อนคนนั้น คำพูดนั้นทำให้หนูรู้สึกแย่มาก โคตรนอย ทำให้หนูพูดอะไรไม่ออก แต่สิ่งที่ทำให้หนูดีใจมากที่สุดคือครูสวนกลับแทนหนูว่า เธอนั่นแหละที่ชั้นต่ำ เรียนเก่ง บ้านรวยก็จริง แต่ไม่มีมารยาทเลย ตอนนั้นบอกเลยว่าสะใจ แต่ถึงอย่างนั้น ในใจหนูก็ยังนอยอยู่ว่าหนูผิดเหรอที่เลือกเรียนสายอาชีพ ในสายตาเพื่อน หนูคือ “พวกชั้นต่ำ” จริง ๆ เหรอ? ส่วนเหตุผลที่หนูเลือกเรียนสายอาชีพเพราะที่บ้านหนูไม่ได้มีกำลังพอจะส่งเรียนสูง ๆ และหนูเองก็ไม่ได้คิดจะเข้ามหาลัยแต่แรก หนูแค่เลือกเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองที่สุด แต่พอเห็นสายตาเพื่อนทั้งห้องที่มองมา ตอนนั้นมันก็อดคิดไม่ได้ว่า พวกเขาจะมองเรายังไง? บางคนก็ยังมาถามซ้ำว่า คิดดีแล้วเหรอที่จะไปเรียนสายอาชีพ? หนูอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า หนูเลือกผิดรึเปล่าที่มาทางนี้ และในสายตาเพื่อน เราคือพวกชั้นต่ำจริงหรอ? เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องการเรียนสายอาชีพ พี่ว่าในทุกวันนี้เรียนในสิ่งที่ชอบไปเลย ใบปริญญามันก็สำคัญแต่ว่าถ้ามันมีเป้าหมายที่แข็งแรงแล้ว เราสามารถไปทางนั้นได้เลย ทีนี้เพื่อนที่มองว่าชั้นต่ำ พี่ว่ามันน่าจะมีคนเดียว แต่คนอื่นที่ถามเพราะถามด้วยความห่วงใย แต่ถ้าวันนี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากหาเงิน ก็ไม่ต้องแคร์ ส่วนเพื่อนคนนั้น การที่โดนอาจารย์แก้ต่างให้เรา มันเจ็บกว่านะ เพราะการต่ำโดยทัศนคติ มันคือต่ำที่สุดแล้ว เราแค่รู้จักตัวเราดีก็พอ และชีวิตในอนาคตจะเจออะไรอีกเยอะ’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเรื่องเพื่อนด่าว่าชั้นต่ำไม่สำคัญเลย วันนี้ลองตั้งเข็มทิศชีวิตใหม่ มองอนาคตตัวเอง เรื่องทุนการศึกษามหาวิทยาลัยก็มีสำหรับคนที่ขาดแคลน ต้องถามตัวเองว่าอยากทำงานอะไร การเลือกเรียนคอมพิวเตอร์ธุรกิจแค่เพราะเรียนมาตอนมัธยม พี่ไม่แน่ใจว่าถูกเลือกที่ถูกหรือเปล่า สายอาชีพบางอันมีทักษะติดตัวมากกว่า แต่ก็อยากให้เปิดโอกาสมหาวิทยาลัยด้วย เพราะสามารถขอทุนได้ อย่ายึดติดกับสายอาชีพหรือสามัญ แค่หาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนเลือกเรียน’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าทุกคนคงเห็นเหมือนกันว่า มีแค่คนนั้นที่มองว่าการเรียนสายอาชีพมันเป็นเรื่องชั้นต่ำ เพราะพี่รู้สึกว่าเรียนอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายปลายทางมันไม่ได้วัดกันแค่ใบปริญญาเท่านั้น สำหรับพี่นะ แต่สิ่งที่สำคัญคือการตั้งใจ ไปให้ได้ ไปให้รอด แล้วไปให้สุด ส่วนเพื่อนคนที่บอกว่าเรียนสายอาชีพชั้นต่ำก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่นั่งเครื่องบินแล้วดูถูกคนเดินถนน คนที่คิดแบบนั้นแล้วพูดออกมาด้วยความไม่กรั่นกรองก็คือเรียลชั้น G ของแท้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ไปทำงานที่ต่างประเทศอยู่กับแฟน แรกๆไม่มีปัญหาอะไร มีน้องที่รู้จักมาเที่ยวหาเราที่บ้าน ตอนแรกปรึกษาเราว่า เขามีคนรู้จักที่มีลูก อายุเท่าๆลูกของพี่เลย แล้วสามีเขามีชู้ เราก็ให้คำปรึกษาไปไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้นอีก 1 อาทิตย์ น้องคนเดิมมาหาที่บ้าน

22 ก.ค. 2025

ไปทำงานที่ต่างประเทศอยู่กับแฟน แรกๆไม่มีปัญหาอะไร มีน้องที่รู้จักมาเที่ยวหาเราที่บ้าน ตอนแรกปรึกษาเราว่า เขามีคนรู้จักที่มีลูก อายุเท่าๆลูกของพี่เลย แล้วสามีเขามีชู้ เราก็ให้คำปรึกษาไปไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้นอีก 1 อาทิตย์ น้องคนเดิมมาหาที่บ้าน

ไปทำงานที่ต่างประเทศ อยู่กับแฟน แรกๆไม่มีปัญหาอะไร มีน้องที่รู้จักมาเที่ยวหาเราที่บ้านตอนแรกปรึกษาเราว่า เขามีคนรู้จักที่มีลูก อายุเท่าๆลูกของพี่เลย แล้วสามีเขามีชู้เราก็ให้คำปรึกษาไปไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้นอีก 1 อาทิตย์ น้องคนเดิมมาหาที่บ้านแล้วตัดสินใจบอกเราว่า เรื่องที่เคยปรึกษา คือเรื่องของพี่เองนะ สามีพี่มีอะไรกับน้องที่ทำงานเขาเพื่อนๆร่วมงานก็รู้ แต่ไม่มีใครกล้าพูด หลังจากนั้นเราก็สืบ และ รู้ว่าสามีไม่ได้นอกใจแค่คนเดียวแต่มีอะไรกับผู้หญิงอื่นอีก 4-5 คน โดยไม่ป้องกันเลย ตอนนี้เรารู้สึกรังเกียจตัวเองมากๆแต่ก็จำเป็นต้องอยู่กับเขาต่ออีก 2 ปี เพื่อรอเอาสัญชาติของลูกที่นั่นอยู่เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูก ทั้งๆที่หัวใจตัวเองเจ็บเหลือเกิน “คุณฟ้า (นามสมมติ)” สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [16 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจตู่ภพธร” เกี่ยวกับปัญหาจับได้ว่าสามีมีชู้ แต่ตอนนี้เราอยู่กับสามีที่ออสเตรเลีย โดย “คุณฟ้า (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูกับแฟนมีลูกกัน ลูกอายุประมาณ 4 ขวบ แฟนกับหนูอยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพราะอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ต่างประเทศด้วยเงินของทางครอบครัวฝ่ายหนู ซึ่งแฟนเป็นคนมาที่ต่างประเทศก่อน และตอนนี้กำลังหาโรงเรียนอยู่เพราะลูกต้องเข้าโรงเรียนปีหน้า หลังจากนั้นหนูก็รอวีซ่าประมาณ 6 เดือนถึงได้ตามไป ดำเนินชีวิตมาเรื่อย ๆ จน 3 ปีกว่า หนูเองทำงานพอได้ค่าขนมกรุบกริบเล็กน้อย พอจ่ายแค่ค่า nursery เฉย ๆ ส่วนแฟนก็ทำงานอยู่ร้านอาหารร้านหนึ่ง เขาเป็นคนที่ตั้งใจทำงานดีทุกอย่าง ตั้งใจเลี้ยงลูก เป็น Family Man ดูแลเรา ซึ่งสังคมแฟนในที่ทำงานเพื่อนเขาก็กลายเป็นเพื่อนเราด้วย และด้วยความที่อยู่ต่างประเทศจะเป็นการแชร์บ้านกันอยู่กับเพื่อนคนไทยด้วยกัน ซึ่งคนที่มาแชร์อยู่ด้วย มีบางคนที่ทำงานอยู่ที่เดียวกันกับสามีหนูด้วย จนอยู่มาวันหนึ่งน้อง ๆ ที่รู้จักได้มาเล่นกับเรา แล้วสักพักเขาก็เริ่มเกริ่น ๆ กับเรามาประมาณว่า “พี่หนูอยากมาปรึกษา คือหนูสนิทกับทั้งฝ่ายหญิงและชาย เขาเป็นครอบครัวที่มีลูกรุ่นราวคราวเดียวกันกับพี่แหละ แล้วหนูรู้มาว่าเขานอกใจแฟนเขา พวกหนูเคยเตือนไปแล้วรอบนึง เขาก็เลิกลากันไปแต่ก็ดันกลับไปคบกันอีก” ซึ่งเรื่องที่น้องเอามาปรึกษา เขาบอกหนูว่าเป็นเรื่องของคนอื่น แล้วยังปรึกษาหนูเพิ่มอีกว่า “หนูจะทำยังไงดี บอกผู้ชายก่อนดีไหมหรือควรบอกฝ่ายหญิงไปเลย ถ้าพวกหนูบอกไปแล้วพวกหนูจะเป็นหมาไหม” หนูเลยได้แต่ให้คำแนะนำน้องเขาไปว่า “เออ ถ้าเขาจดทะเบียนแล้วก็ฟ้องชู้กันไปหรือถ้าเขายังไม่จดทะเบียนอาจจะยากหน่อย ส่วนเรื่องหมาหรือไม่หมา เราไม่ต้องไปใส่ความเห็นอะไรว่าให้เขาเลิกหรือไม่เลิก แค่บอกรายละเอียดที่เรารู้ก็พอ ให้เขาไปจัดการเรื่องในครอบครัวของเขากันเอง” อยู่มาวันหนึ่งน้อง ๆ เขาก็ได้มาเฉลยกับหนูว่า “เรื่องที่พวกหนูปรึกษาพี่ไป จริง ๆ มันเป็นเรื่องของพี่ และเขานอกใจตั้งแต่พี่ยังไม่มาที่นี่” แต่น้อง ๆ เขาก็จัดการให้เขาเลิกยุ่งกันแล้ว แต่ทีนี้น้อง ๆ ดันจับได้อีก เลยทนไม่ไหวเขาเลยอยากมาบอกหนู ที่ช็อคไปกว่านี้คือ คนที่เขานอกใจไปหาคือคนที่หนูรู้จักด้วย ซึ่งพอหนูรู้เรื่องนี้วันนั้นหนูก็รอให้เขากลับมาบ้านและได้ถามความจริงอย่างตรงไปตรงมาเลย ตอนแรกเขาก็เงียบ ไม่ได้ตอบอะไร แต่หนูก็เค้นเขาไปเรื่อย ๆ ว่า “นอกใจกัน มีอะไรกันไหม” จนเขายอมรับออกมาว่าเขานอกใจและเคยมีอะไรกันด้วยจริง ๆ หลังจากที่หนูรู้เรื่องนี้หนูก็ให้โอกาสเขาพูดอีกครั้งว่า “ตั้งแต่ที่มาเหยียบออสเตรเลียมีอะไรอีกไหมที่จะพูด” แต่เขาก็ไม่ยอมพูด บอกแค่ว่ามีแค่นี้ แต่น้อง ๆ ก็ยังมาบอกเพิ่มอีกว่า “พี่ มันไม่ใช่แค่นั้น ไม่ใช่แค่คนนี้คนเดียว” และตั้งแต่แฟนหนูมาเหยียบออสเตรเลียอาทิตย์แรก เขาก็ไปมีคนอื่นเลย และเท่าที่หนูดูมาจากหลักฐานก็ประมาณ 4-5 คนเลย จริง ๆ เรื่องนี้พึ่งเกิดมาประมาณ 4-5 วันมานี้ ตอนนี้หนูยังคงปล่อยเบลออยู่ คือหนูไม่โอเคนั่นแหละ แต่หนูไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี หนูยังตัดสินใจไม่ได้เพราะว่าเงินที่ฝ่ายครอบครัวหนูให้มาไม่ได้แปลว่าเขาจะให้หนูเลย มันเป็นเงินที่หนูยืมครอบครัวมา ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปี หนูคิดว่าเงินที่ยืมมาน่าจะเป็นจำนวนเงินล้านกว่าบาทแล้ว และไม่ได้ใช้หนี้เลยเพราะว่ายังอยู่ในช่วงของวีซ่านักเรียน เราต้องเอาไปจ่ายค่าเทอม และสิ่งที่หนูอยากปรึกษาคือ หนูจะอยู่ต่อดีไหมเพื่อให้ลูกหนูได้วีซ่า’ โดย “ดีเจตู่ภพธร” ได้ให้คำว่าปรึกษาว่า ‘ใจผมถ้าด้วยความที่เราเป็นแม่แล้ว ให้เอาลูกก่อน เอาลูกเป็นหลัก เรามีเป้าหมายของเราแล้ว เราอย่าให้คน ๆ นึงมาทำลายการที่เราจะสร้างโอกาสให้กับลูก และเรื่องความช้ำใจพี่ตู่มองว่า ความช้ำใจอยู่ที่ไหนมันก็ยังช้ำหรือเปล่า ถ้าในกรณีที่เราไม่ได้ทำงานก็อยากจะแนะนำแบบนี้ แต่ถ้าวิธีอื่นก็อาจจะแยกกันอยู่ แต่ว่าเวลาส่งข้อมูลเรื่องของการขอสัญชาติก็ทำส่งด้วยในฐานะที่เขาก็เป็นพ่อที่อยากให้ลูกได้สัญชาติด้วยเหมือนกัน คือผมไม่แน่ใจว่าจะมีวิธีไหนหรืออย่างไร แต่จากที่ฟังมันดูเหมือนกับว่ามันก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ง่ายสำหรับคุณฟ้า อยากให้อยู่แล้วใช้ชีวิตของเราด้วย เพราะสุดท้ายถ้าแยกกัน เราก็ตัวคนเดียว ไม่ว่าจะอยู่เมืองนอก อยู่ไทย หรืออยู่ที่ไหนบนโลกมันก็ยาก คุณฟ้าก็ต้องเป็น single mom อยู่ดี และผมมองว่าเรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณฟ้ามากกว่าด้วย’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาต่อว่า ‘ถ้าเอาสถานการณ์ตอนนี้ สำหรับพี่ พี่อยากให้ฟ้าทำอะไรที่จะทำให้ฟ้ามีความสุขมากกว่า พอนึกออกแหละว่าคนที่บอกว่า “เฮ้ย เลือกลูกก่อนสิวะ ทนหน่อยได้ไหม 2 ปี ให้ลูกได้วีซ่า” แต่สำหรับพี่พี่รู้สึกว่า มันจะไม่มีวิธีอื่นจริง ๆ ใช่ไหม เพื่อให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยที่เราไม่ต้องทนอยู่กับผู้ชายแบบนี้ ตอนนี้มันคือเรื่องมันพึ่งเกิด พี่ไม่รู้ว่าเขาเป็นยังไง มันขึ้นอยู่กับตัวฟ้าเองว่ารู้จักผู้ชายคนนี้มากแค่ไหน แต่เอาจริง ๆ พี่ว่าฟ้าก็คงไม่ได้รู้จักเขาจริง ๆ หรอก เพราะถ้ารู้จักเขาจริง ๆ ฟ้าน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาเป็นคนแบบนี้ พี่เลยอยากแนะนำให้ฟ้าลองดูวิธีอื่นก่อนไหม ถ้ายังไม่ต้องกลับ มันจะมีวิธีอื่นอีกไหมที่จะทำให้ชีวิตลูกของฟ้าดีขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องทนอยู่กับผู้ชายคนนี้ หรือไม่ก็อาจจะแยกกันอยู่เลย แต่ยังไงผู้ชายคนนั้นมันก็ต้องเลี้ยงลูกด้วยนะ เขาต้องมีความเป็นพ่อที่จะต้องรับผิดชอบลูกคนนี้อยู่ เพียงแต่ว่าไม่อยากให้เขาต้องมาเป็นหลักสำคัญในชีวิตเพียงแค่ฟ้าต้องการวีซ่าให้ลูกเฉย ๆ เพราะถ้าถึงฟ้าจะดูแลตัวเองได้ เลี้ยงลูกได้ แต่มันต้องเหนื่อยมาก ๆ เลยนะที่เมืองนอกในการที่ต้องเลี้ยงลูกไปด้วย ท้ายที่สุดถ้ามันไม่ได้จริง ๆ แล้วฟ้ายอมให้ตัวเองทุกข์ระทมตอนนี้เพื่ออนาคตของลูก พี่ก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตมันจะดีจริงไหม จะโอเคหรือเปล่า เพราะว่าฟ้าคิดไว้แล้วว่าลูกจะดีถ้าอยู่ที่นู้น และแน่นอนอยู่แล้วมันดีกว่าเมืองไทยจริง ๆ พวกสวัสดิการต่าง ๆ เพียงแต่พี่ไม่แน่ใจว่า ถ้าฟ้าต้องแลกความสุขของชีวิตตอนนี้เพื่อให้ลูก มันจะดีไหม เพราะมันก็เป็นอนาคตที่ค่อนข้างไกลเหมือนกัน พี่ไม่ได้อยากจะบอกให้ฟ้าทิ้งเลย แต่ฟ้าต้องถามตัวเองดี ๆ เพราะมันพึ่งเกิดขึ้น และต้องดูปัจจัยหลัก ๆ อย่างแฟนคุณฟ้าด้วยว่าเขาเป็นคนยังไง มั่นใจได้ใช่ไหม และถ้าสมติดูแล้วว่าผู้ชายคนนี้ยังรับผิดชอบลูกอยู่ ก็น่าจะไปแตะในเรื่องของเงินได้ด้วย เพราะอย่างน้อยฟ้าต้องใช้เงินในการเลี้ยงดูลูก’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘โอเคแยกห้องนอน แต่ต้องคุยกันว่าสถานะตอนนี้เราจะเป็นแค่พ่อและแม่ ไม่ใช่สามีภรรยาแล้ว เธออยากมีใครเธอมีเลย ฉันจะมีใครเรื่องของฉันนะ เพราะมันคือความ รับผิดชอบลูก เป้าหมายของเราคือแค่ต้องการสัญชาติให้กับลูก ฉะนั้นเธอใช้ชีวิตแบบนี้ เราจะใช้ชีวิตแบบนี้นะ และพี่รู้สึกว่าฟ้าจะต้องหางานทำแล้วจ้างคนเลี้ยงลูกหรือถ้าจ้างไม่ไหว อาจจะต้องรอปีหน้า ต้องคุยกับเขาว่าเราจะ support อะไรซึ่งกันและกันบ้าง เขาต้องรับผิดชอบดูแลอะไรบ้าง และระหว่างนี้หนูหาสามีใหม่รอเลย ถ้าหนูอยากได้สัญชาติ มันจะเร็วกว่าด้วย และสมมติถ้าเราทนไม่ได้แล้วให้เอาลูกกลับไทยเลย ช่างสัญชาติไปเลย ปัดแอปหาคู่เลย มันไม่ได้ปิดกั้นขนาดนั้น สุดท้ายก็คืออยากให้คุยกันเลยในฐานะพ่อแม่ว่าจะรับผิดชอบลูกอย่างไร จะรับผิดชอบไปถึงเมื่อไหร่ แต่ยังไงฟ้าต้องเตรียมแผน B ของตัวเองไว้ด้วยนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อีก 1 เดือน หนูก็จะคลอดลูกแล้ว แต่แฟนกลับบ้านดึกทุกวัน บอกว่าเล่นเกมกับเพื่อน บางวันก็กลับเร็ว แต่ก็พาเพื่อนมาเล่นเกมที่บ้านด้วย ทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ วันปีใหม่ที่ผ่านมา แฟนก็ทิ้งให้เราอยู่คนเดียว หนูอยากเป็นคนแรกที่แฟนเลือกบ้างค่ะ

16 ม.ค. 2026

อีก 1 เดือน หนูก็จะคลอดลูกแล้ว แต่แฟนกลับบ้านดึกทุกวัน บอกว่าเล่นเกมกับเพื่อน บางวันก็กลับเร็ว แต่ก็พาเพื่อนมาเล่นเกมที่บ้านด้วย ทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ วันปีใหม่ที่ผ่านมา แฟนก็ทิ้งให้เราอยู่คนเดียว หนูอยากเป็นคนแรกที่แฟนเลือกบ้างค่ะ

อีก 1 เดือน หนูก็จะคลอดลูกแล้วแต่แฟนกลับบ้านดึกทุกวัน บอกว่าเล่นเกมกับเพื่อนบางวันก็กลับเร็ว แต่ก็พาเพื่อนมาเล่นเกมที่บ้านด้วยทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอวันปีใหม่ที่ผ่านมา แฟนก็ทิ้งให้เราอยู่คนเดียวหนูอยากเป็นคนแรกที่แฟนเลือกบ้างค่ะ ‘คุณเอ (นามสมมติ)’ อายุ 23 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ( 14 มกราคม 2569 ) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวกับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจก๊อตจิ – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนเลือกเพื่อนมากกว่าเรา ในขณะที่เราท้อง 8 เดือน ตัวคุณเอ จึงเกิดความน้อยใจ และอยากให้ตนเป็นตัวเลือกแรกของแฟนบ้าง ‘คุณเอ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า ในตอนแรกที่คบหากับแฟนหนุ่มอายุ 21 ปี ทั้งสองไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน ซึ่งบ้านของทั้งสองก็อยู่ไม่ได้ห่างกันมาก จึงทำให้ไปมาหาสู่กันได้บ่อย ๆ แต่วันหนึ่งได้พลาดท้อง พ่อและแม่ของคุณเอก็ได้ให้ทั้งคู่แต่งงานและย้ายมาอยู่ด้วยกัน 2 คน ทางด้านแฟนของคุณเอ เมื่อทราบว่าคุณเอกำลังตั้งท้องก็ดีใจเป็นอย่างมาก แต่ในความรู้สึกของคุณเอ คือฝ่ายชายยังไม่มีความพร้อมในการเป็นพ่อ ไม่ว่าจะเป็นช่วงแรก ที่คุณเอมีอาการแพ้ท้องหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่กว่าฝ่ายชายจะมารับ ตัวคุณเอที่นั่งรออยู่ก็ได้อ้วกออกมาเป็นเลือด ผ่านมาเรื่อย ๆ กลายเป็นว่าฝ่ายชายกลับบ้านดึกขึ้น โดยให้เหตุผลว่านั่งเล่นอยู่กับเพื่อนที่ทำงานหลังเวลาเลิกงาน หากวันไหนที่ไม่ได้กลับบ้านดึก ก็จะเอาเพื่อนเข้ามาในบ้าน เล่นเกมบ้าง สูบบุหรี่บ้าง จนทำให้คุณเอที่กำลังตั้งท้อง 8 เดือนไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งทั้งคู่เคยคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันแล้ว แต่ฝ่ายชายก็ปรับแก้ให้ได้แค่ระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม จึงทำให้คุณเอเริ่มมีความคิดที่อยากจะกลับไปอยู่กับพ่อและแม่ แต่อีกใจก็คิดว่า หรือจะลองอยู่กับแฟน ดูแลกันไปก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยกลับบ้าน แล้วเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว คุณเอรู้สึกว่าเรื่องนี้ตัดสินใจยาก เพราะหากตนย้ายกลับไปที่บ้าน ก็จะต้องเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เพราะปัจจุบันพอใจในสิ่งที่ได้รับแล้ว ทั้งรูปแบบการทำงานและเงินเดือน ในตอนแรกทั้งสองได้วางแผนกันไว้ว่า เมื่อลูกออกมาจะให้แม่ของฝ่ายชายที่ตอนนี้ไม่ได้ทำงาน เป็นคนช่วยเลี้ยงดูให้ หลังจากเลิกงาน ทั้งสองคนก็จะกลับมาดูแลต่อ คุณเอได้เล่าเพิ่มเติมว่าแฟนหนุ่มในพาร์ทอื่น ๆ ในการคบหากันนั้น ฝ่ายชายสามารถทำได้ดี แต่ในพาร์ทปัญหาที่เจอในตอนนี้ ถือเป็นพาร์ทใหญ่ที่คุณเอไม่โอเค อย่างเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา ฝ่ายชายก็ได้ทิ้งให้คุณเออยู่ห้องเพียงคนเดียว แล้วก็ออกไปเคาท์ดาวน์ข้ามปีกับเพื่อน หลังจากฟังเรื่องราวของคุณเอจบ เหล่าดีเจก็ได้พูดให้กำลังใจคุณเอด้วยความเป็นห่วงและให้คำแนะนำที่อยู่บนบรรทัดฐานของความเป็นจริง โดยเริ่มจาก ‘ดีเจก๊อตจิ’ ที่ได้กล่าวว่า “ตอนนี้แฟนหนูเหมือนหนีปัญหา ยังไม่มีวุฒิภาวะของการเป็นพ่อ ไม่มีวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำ พี่กลัวว่าถ้าหนูทำตามแผนแล้วแฟนจะหายไปเลย พี่ว่า 50/50 หนูควรเตรียมใจไว้ก่อนเลย เพราะหนูเคยแก้ปัญหาเหล่านั้นมาเยอะมากแล้ว เช่น เรื่องบุหรี่ เรื่องไม่ให้พักผ่อน เรื่องไม่ดูแลช่วงปีใหม่ หนูเตรียมแผนไว้ ถูกต้องแล้ว มันคือหน้าที่ของหนูแหละ ว่าต้องไปคุยกับเขาตรง ๆ เพราะทำอะไรไม่ได้ และถือเป็นว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้น ” ต่อมา ‘ดีเจเผือก’ ได้กล่าวว่า “นี่คือปัญหาอย่างเบาที่สุดสำหรับการที่ท้องไม่พร้อม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อตอนที่ลูกคลอดออกมา เดี๋ยวลูกคลอดออกมา งานเราก็ยังต้องทำ คนเป็นแม่ เราก็ยังต้องดูลูกเล็ก มันเป็นช่วงที่หนักหนาที่สุด ยังไม่พร้อมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันพร้อมเลย ส่วนเขา เราก็ได้แต่หวังว่าเขาจะพร้อมขึ้นมาในวันที่โตขึ้น เพราะอายุเพิ่ง 21 ปีเอง แน่นอนว่าคนท้องสัญชาตญาณความเป็นแม่มันสูงกว่าอยู่แล้ว แต่คนเป็นพ่อมันไม่ได้อุ้มท้อง สายสะดือไม่ได้เชื่อมกัน ถ้าใจไม่พร้อมจะเป็นพ่อ ยากมากที่เขาจะใส่ใจ การมีลูกคือการเสียสละชีวิตส่วนตัวไปตลอดกาล พร้อมก่อน ถึงจะมี เวลามีเรื่องอะไรแบบนี้พี่จะคิด Worst case ไว้ก่อน คิดไว้ว่าถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเราจะยังไงกันต่อ ถ้า Worst case แล้วเรายังมีทางออก ก็ยังหายใจโล่งได้เปลาะหนึ่ง เอต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดทั้งแม่และลูก” สุดท้าย ‘ดีเจต้นหอม’ ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า “เราเลือกคนผิดแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงของการแก้ไข เรียกเขามาคุยตรง ๆ เลยว่าตอนนี้ 8 เดือนแล้ว สเต็ปต่อไปเด็กจะเกิดมาแล้วต้องสลับกันเลี้ยง พร้อมที่จะเสียสละมั้ย ถ้าเขาบอกว่าพร้อม งั้นคุณเริ่มก่อนเลย เรื่องบุหรี่ ขอดูการเสียสละของเขาหน่อย แล้วหลังจากนี้เอก็ประเมินเลยว่าที่เขาบอกว่าเสียสละได้ เขาทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าทำไม่ได้เราไปแผน B เลย เพราะถ้าคนมีสามัญสำนึกเขาจะไม่สูบบุหรี่หรอก เพราะเขาก็รู้ว่าบุหรี่ทำร้ายเด็ก เข้าแผน B เลย กลับไปอยู่บ้าน แล้วเป็น Single Mom”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แต่งงานมา 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการมีเซ็กซ์กับสามี ซึ่งเราไม่มีประสบการณ์กันทั้งคู่เลยกังวลและกลัวมาก แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ควรทำอย่างไรดีคะ ?

27 ก.พ. 2026

แต่งงานมา 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการมีเซ็กซ์กับสามี ซึ่งเราไม่มีประสบการณ์กันทั้งคู่เลยกังวลและกลัวมาก แต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ควรทำอย่างไรดีคะ ?

แต่งงานมา 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการมีเซ็กซ์กับสามีซึ่งเราไม่มีประสบการณ์กันทั้งคู่เลยกังวลและกลัวมากแต่ก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ควรทำอย่างไรดีคะ ? ‘คุณของขวัญ (นามสมมุติ)’ สายแรก ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มกราคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจต้นหอม-ดีเจเติ้ล-ดีเจเกลือ' และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เรื่อง จะมีวิธีก้าวข้ามความกลัวในการมีเพศสัมพันธ์อย่างไร ‘คุณของขวัญ (นามสมมุติ)’ อายุ 32 ปี ได้เล่าว่า เล่าว่าเธอคบหากับแฟนมา 4-5 ปี ในรูปแบบความสัมพันธ์ทางไกล ก่อนจะย้ายมาอยู่ด้วยกันปี 2563 และแต่งงานเมื่อปีที่แล้ว โดยที่มีความตั้งใจว่าจะมีเพศสัมพันธ์หลังการแต่งงานเท่านั้น เพราะแม่ของคุณของขวัญมักสอนอยู่ตลอดว่าต้องเก็บครั้งแรกไว้ให้สามี แต่เธอเป็นแฟนรายการ ฟังรายการพุธทอล์คพุธโทรมาตลอด และได้นำคำแนะนำไปปรับใช้ ที่ว่า ชีวิตคู่ควรจะลองกันไปทุก ๆ ด้าน จะได้รู้ว่าเราสามารถเข้ากันได้มั้ย ในตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่า แฟนคนนี้จะเป็นสามีของเธอในอนาคต จึงตัดสินใจที่จะบอกแฟนว่า เรามาทดลองทำครั้งแรกกันเถอะ แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริง มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะทั้งเธอและแฟน ก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์กันทั้งคู่ ทุกอย่างจึงดูเก้ ๆ กัง ๆ แล้วเธอมีความรู้สึกเจ็บ ไม่สามารถฝืนทำกิจกรรมต่อได้ จึงหยุดไป โดยที่ยังไม่มีการสอดใส่ ครั้งที่ 2 เธอและแฟน ตัดสินใจลองใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้ดีกว่าครั้งแรก แต่ก็เกิดเหตุที่ทำให้เธอและแฟนกังวลใจ นั่นคือมีเลือดออกปริมาณมาก ขณะกำลังดำเนินกิจกรรมทางเพศ ทำให้ทั้งคู่ตกใจและหยุดกิจกรรมไป หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีอะไรกันอีกเลย เมื่อไม่กี่วันก่อน เป็นวันครบรอบแต่งงาน 1 ปี ก็ได้เริ่มลองใหม่อีกครั้ง เพราะมีความรู้สึกว่า เมื่อตอนนี้เราแต่งงานแล้ว เรื่องนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคู่ แต่มันก็ยังไม่สำเร็จเหมือนเดิม ไม่สามารถสอดใส่ได้ เธอเคยช่วยตัวเอง และสำเร็จแค่ภายนอกเท่านั้น ความพยายามที่ไม่สำเร็จซ้ำ ๆ ยังส่งผลให้สามีเริ่มขาดความมั่นใจ สามีของเธอพูดกับเธอว่า “ยิ่งมันไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ ความมั่นใจก็ยิ่งน้อยลง” ตัวคุณของขวัญเองก็เคยไปตรวจภายในแล้ว แต่ผลตรวจก็ออกมาปกติ ซึ่งความรู้สึกจริง ๆ แล้ว เธอก็ไม่ได้มีความต้องการทางเพศสักเท่าไหร่ แต่อาจจะด้วยระยะเวลาที่คบกันมานาน จนกลายเป็นเพื่อนกันได้ สนิทกันมาก หรืออายุของเธอ หรืออาจเพราะความกลัว เธอรู้ว่าเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งที่แฟน หรือเพศชายต้องการ แต่เมื่อเธอให้ไม่ได้เพราะกลัว มันจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตมั้ย หรือจริง ๆ มันอาจจะเกิดขึ้นแล้วก็ได้ จึงอยากปรึกษาพี่ๆ กับคุณหมอว่า ควรก้าวข้ามไปยังไง เพื่อให้ชีวิตคู่มันสมบูรณ์ เริ่มด้วย 'ดีเจต้นหอม' แนะนำว่า "เท่าที่ฟัง มองว่าปัญหาส่วนใหญ่น่าจะเกิดจากสภาพจิตใจล้วน ๆ โดยมีความกังวลสูงมาก เนื่องจากทั้งคู่เป็นมือใหม่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อาจจะยังไม่ต้องสำเร็จโดยการสอดใส่ในครั้งแรกก็ได้ ใช้วิธีอื่นไปก่อน เน้นการเล้าโลมเป็นพิเศษ และสิ่งสำคัญคือการรู้จักจุดที่ทำให้เกิดความสุขทางเพศ (จุดฟิน) ซึ่งสำหรับผู้หญิง ควรสำรวจร่างกายตนเองว่าจุดใดบ้างที่สามารถช่วยให้ไปถึงจุดสุดยอดได้ ถ้าเกิดพยายามแล้วไม่ได้จริง ๆ ท้ายที่สุด อย่ากังวลว่า ถ้าเราไม่มีเซ็กซ์กันเลย เราจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ชีวิตคู่อยู่ที่ความพอใจ ถ้าคุณสองคนพอใจกับสิ่งนี้มันสามารถไปต่อได้" ตามด้วย 'ดีเจเติ้ล' ให้คำปรึกษาว่า "พี่เองก็เคยเป็น ที่มีความกังวล ไม่มั่นใจ มันสามารถเป็นได้ พี่ว่าทุกคนเคยเป็น และเห็นด้วยกับดีเจต้นหอมที่แนะนำว่า ควรเริ่มต้นด้วยการเล้าโลมและผ่อนคลายก่อนเป็นอันดับแรก โดยย้ำว่าเจลหล่อลื่นมีความสำคัญ และพี่ขอแชร์จากเรื่องส่วนตัว พี่ก็เคยที่ไม่โอเคเลยกับการเป็นรับเพราะมันเจ็บมาก แต่พอเรารู้ และมีประสบการณ์แล้ว มันจะทำได้ จะกลายเป็นความรู้สึกที่ดีได้’ 'ดีเจต้นหอม' เสริมอีกว่า "ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่สามารถสอดใส่ได้สำเร็จแล้ว คือการฟินไม่เป็น ซึ่งผู้หญิงถึง 33% ที่ฟินไม่เป็น ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่กับสามีได้อย่างมีความสุข" และต่อด้วย 'ดีเจเกลือ' พูดว่า "ในมุมมองของผม เมื่อเราจะทำกิจกรรมทางเพศแล้วเกิดความตื่นเต้น ความหวาดกลัว หรือความตกใจ จะส่งผลให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ จนไม่สามารถสอดใส่เข้าไปได้ สิ่งที่ผมอยากช่วยคุณของขวัญคือการปรับเปลี่ยนความคิด (Mindset) เพราะยิ่งเราวิตกกังวลก็จะยิ่งเพิ่มความกลัว จึงอยากให้เปลี่ยนมุมมองว่า หากวันนี้เราพยายามแล้วไม่สำเร็จอีก ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยเริ่มใหม่ เปรียบเสมือนกับการเล่นกีฬา ที่เมื่อวันนี้เราเล่นแพ้ ก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราเล่นใหม่ อะไรที่ไม่เวิร์คก็ให้ปล่อยผ่านไป แล้วค่อยเริ่มต้นใหม่ในครั้งต่อไป ทุกอย่างมันพังได้ ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกครั้ง แต่ถ้าพยายามแล้วยังไม่เวิร์คแนะนำให้ไปพบนักจิตวิทยาแล้วบำบัด จะช่วยได้เยอะเลยในการปรับทัศนคติของเรา" ปิดท้ายด้วย 'คุณหมอท้อป' พูดว่า "จริง ๆ แล้ว คนที่มีปัญหาเหมือนคุณของขวัญก็เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส หรือเป็นแฟนกัน มันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ปัญหาเหล่านี้ก็คงเกิดเพราะมีความกังวลที่ค่อนข้างเยอะ อย่าเอาหนังผู้ใหญ่มาเป็นบรรทัดฐาน การที่คุณของขวัญได้ไปตรวจภายในกับคุณหมอเพื่อตรวจเช็กว่าเป็นปกติมั้ยนั้นถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เรื่องที่สองคือการกังวลจนหดเกร็ง ซึ่งวิธีการแก้ก็ขึ้นอยู่กับบุคคล และเรื่องของขนาดเพศชายบางทีถ้าเป็นขนาดใหญ่มากก็อาจจะเข้ายาก ฉนั้นถ้ามีปัญหาแบบนี้ไม่ต้องอาย ให้ปรึกษาคุณหมอได้เลย คุณหมอก็จะได้แนะนำว่า ต้องทำยังไง ตามที่ดีเจเกลือแนะนำเรื่องการปรับมายเซตนี่ถูกต้อง เพราะเซ็กซ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เท่านั้น และไม่ใช่ทั้งหมดของความสัมพันธ์ คุณไม่ควรต้องรู้สึกผิดใด ๆ ทั้งสิ้น ควรมีการเล้าโลม (Foreplay) อย่างเพียงพอโดยไม่ต้องเร่งรีบในการสอดใส่ เพราะความสุขทางเพศสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลาย อย่าฝืนและอย่ากดดันตนเอง เพราะถ้าหากเรากดดันจนรู้สึกว่าการมีเพศสัมพันธ์คือ 'บทลงโทษ' นั่นจะนำไปสู่ปัญหาที่แท้จริงในภายหลังได้"เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-