เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย แถมยังเหนื่อยกับการกินยา จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย แถมยังเหนื่อยกับการกินยา จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?

26 มิ.ย. 2026

เป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี

ไม่มีใครให้ปรึกษาเลย

แถมยังเหนื่อยกับการกินยา

จะปรับตัวและจัดการความรู้สึกตัวเองยังไงดีคะ?


       ‘คุณมีมี่’ ( นามสมมติ) เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย และ หมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)’ เกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก จึงอยากปรึกษาวิธีจัดการอารมณ์และความเครียดที่สะสมอยู่

       ‘คุณมีมี่’ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ได้โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการอารมณ์ของตนเอง เนื่องจากต้องทำงานในสายอาชีพที่ไม่ชอบ และต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยลักษณะงานจำเป็นต้องพบเจอและดูแลผู้คนหลากหลายประเภท คุณมี่ ยอมรับว่าหากสามารถเลือกได้ เธอจะไม่ทำอาชีพนี้ เพราะเป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุข ในแต่ละวันเธอรู้สึกทรมาน และยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากครอบครัวอีกด้วย ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานในหน่วยงานรัฐ และทำงานมาได้ประมาณ 2 เดือน

       เธอเล่าว่าในอดีตเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่หลังจากป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ความรู้สึกสนใจหรือมีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ กลับลดลง แม้กระทั่งศิลปินหรือดาราที่เคยชื่นชอบก็ไม่สามารถทำให้รู้สึกอินหรือมีความสุขได้เหมือนเดิม แม้จะมีคนแนะนำให้ลองกลับไปทำสิ่งที่ชอบเมื่อรู้สึกเหนื่อย แต่ปัญหาของเธอคือไม่รู้สึกชอบอะไรอีกแล้ว ในปัจจุบันเธอรู้สึกว่าเข้ากับผู้คนได้ยากขึ้น ไม่อยากพบเจอคนจำนวนมาก ขณะที่งานที่ทำอยู่กลับเป็นงานที่ต้องพบปะผู้คนอยู่ตลอดเวลา เธออธิบายเพิ่มเติมว่า อาชีพที่ทำอยู่เป็นอาชีพที่ไม่สามารถเปิดเผยได้อย่างตรงไปตรงมาว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้เธอจะเคยบอกครอบครัวแล้วว่าไม่มีความสุขกับงานที่ถูกผลักดันให้ทำ แต่ก็มักได้รับคำตอบกลับมาว่าเป็นงานที่มั่นคงและมีความมั่นคงทางการเงิน

       แม้ในใจจะเข้าใจว่าครอบครัวหวังดี แต่เธอก็อยากให้คนในบ้านเปิดใจรับฟังความรู้สึกของเธอบ้าง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยมี Safe Zone ที่สามารถพูดคุยหรือระบายความรู้สึกได้อย่างแท้จริง และมักได้รับคำตอบจากคนที่ไม่เข้าใจโรคซึมเศร้า ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเธอเคยพูดกับคุณพ่อว่า “หนูเหนื่อย หนูไม่อยากกินยา” เนื่องจากเธอต้องรับประทานยาถึงวันละ 8 เม็ด อีกทั้งยังเป็นคนที่รับประทานยาเม็ดยากมาตั้งแต่เด็ก ต้องค่อย ๆ แบ่งยากิน เพราะมียาทั้งเม็ดใหญ่และเม็ดเล็กปะปนกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เธอต้องการสื่อในวันนั้นเป็นเพียงการระบายความเหนื่อยล้าและความรู้สึกท้อเท่านั้น แต่กลับได้รับคำตอบจากคุณพ่อว่า “กิน ๆ ไปเหอะ” คำตอบดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกว่าหลังจากเหนื่อยล้าจากการทำงานกลับมาแล้ว เธอไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยกับคนในครอบครัว รวมถึงแฟนของเธอเองด้วย

       คุณมี่เล่าว่า แฟนของเธอเคยพูดกับเธอว่า “อย่าเอาพลังลบมาใส่คนอื่น” จนทำให้เธอไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่าในแต่ละวันรู้สึกแย่หรือกำลังเผชิญอะไรอยู่ เพราะมองว่าอีกฝ่ายอาจไม่เข้าใจโรคซึมเศร้าเช่นเดียวกัน เธอยังเล่าว่า ปัญหาเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าของตนเองส่วนหนึ่งก็มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาภายในครอบครัว ขณะที่การรักษากับแพทย์ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าคุณหมอรับฟังเธอมากในช่วงแรกเท่านั้น และด้วยความที่คุณหมอค่อนข้างหัวโบราณ จึงไม่ค่อยเปิดรับมุมมองหรือความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่มากนัก

       หากไม่ติดเรื่องการถูกครอบครัวผลักดันให้ทำงานในสายอาชีพปัจจุบัน เธออยากทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เนื่องจากมีความสามารถด้านภาษาจีน สามารถทำหน้าที่ล่ามได้ และเคยมีโอกาสเดินทางไปประเทศจีนเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขและรู้สึกว่าเหมาะกับสภาพแวดล้อมดังกล่าว แม้ว่าครอบครัวจะมีศักยภาพในการสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย แต่กลับไม่ยินยอมให้เธอไปใช้ชีวิตหรือทำงานในเส้นทางที่เธอสนใจ 

       นอกจากนี้คุณมีมี่ยังเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว ขณะที่พี่น้องคนอื่น ๆ ต่างเคยถูกบังคับในลักษณะเดียวกัน แต่เลือกออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตนเอง ทำให้ภาระและความคาดหวังจากครอบครัวมาตกอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว สิ่งที่ทำกับพี่น้องคนอื่นไม่ได้ เธอกลับกลายเป็นผู้ที่ต้องรับแทนทั้งหมด

       สุดท้ายเธอจึงอยากปรึกษาว่า เธอควรเข้าหาผู้คนรอบตัวอย่างไร และควรจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกของตนเองอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้

       หลังจากได้ฟังเรื่องราว ‘หมอท็อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center Clinic)’ ได้ให้คำแนะนำว่า “ซึมเศร้าเป็นเรื่องที่เจอบ่อย บางการศึกษาอาจจะ 5% - 10% ของคนทั่วไป ดังนั้นสูงมาก ข้อดีคือมันรักษาให้หายขาดได้ ของมี่จะเป็นอาการที่เรียกว่า Anhedonia ก็คือความสุขมันหายไป สิ่งที่เคยมีความสุขกลายเป็นไม่มีความสุขแล้ว

       จริง ๆ 4 ปี คนไข้ส่วนใหญ่ควรจะอาการดีจนเหมือนปกติ แต่อาจจะยังเรื้อรังอยู่ ไม่แน่ใจว่าทานยาครบหรือไปหาคุณหมอต่อเนื่องไหม อย่าเพิ่งกลัวคำว่า 8 เม็ด เพราะบางคน 8 เม็ดอาจจะเท่ากับ 2 เม็ดของอีกคนก็ได้ ถ้ารู้สึกว่ายาเยอะก็บอกคุณหมอไปเลยว่ารวบยาให้หนูได้ไหม

       ส่วนเรื่องงาน หลาย ๆ คนที่เจอปัญหาแบบนี้อาจจะไม่ใช่ไม่ชอบงานที่เราทำ เพียงแต่ตัวโรคมันหลอกเรา ต่อให้ไปทำอาชีพในฝัน บางทีก็จะผิดหวังเพราะตัวโรคหลอกว่าเราไม่ชอบอีก ดังนั้นก่อนที่จะเหมารวมว่าเราทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี อาจจะลองปรึกษาคุณหมอให้รักษาให้ดีก่อน 

       เรื่องที่บ้านถ้าเทียบกับหลาย ๆ บ้านก็ถือว่าโอเค เพราะอย่างน้อยเขายอมไปหา แต่ด้วยความที่มันเป็นโรคที่จับต้องไม่ได้ น้องมี่อาจจะต้องบอกที่บ้านไปหลายรอบหน่อย หรือให้คุณหมอช่วยอัปเดต จะช่วยได้เยอะ”

       ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ เสริมว่า “จริง ๆ คนข้าง ๆ ยิ่งต้องเข้าใจมาก ๆ มันจะเเบ่งเบาความหนักไปได้เยอะเหมือนกัน เเนะนำให้รักษาเหมือนกัน ถ้ามี่อยากได้ใครสักคนที่พร้อมรับฟังเเล้วช่วยมี่ได้ ผมว่าการไปพบจิตเเพทย์ ถ้าเจอคุณหมอที่มันคลิ๊กกันมันจะกลายเป็น Safe Zone พาคนที่เราอยู่ด้วยใครก็ได้ ไปเป็นเพื่อนให้เขาเข้าใจด้วย เขาก็จะรู้วิธีรับมือ”

       ทางฝั่งของ ‘ดีเจอ้อย’ ได้ให้คำเเนะนำว่า “ต่อให้มี่บอกมีภาวะจิตใจยังไงก็ตาม ยุคนี้โลกมันยากอยู่เเล้ว พี่อ้อยมั่นใจว่าไม่มีใครได้ทำงานตาม passion ของตัวเองได้ทั้งหมดหรอก มันก็จะมีงานที่ไม่ได้ชอบเท่าไหร่เเต่ต้องอยู่ เราก็ต้องพยายามหามุมน่ารักของมันให้เจอเท่านั้นเอง เข้าใจว่ามี่อยากไปทำงานกับคนจีน อาชีพที่มีอยู่เเรงกดดันขนาดนี้ หนูยังรู้สึกรับมือไม่ค่อยไหว คนจีนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม หนูอาจจะรู้สึกว่าโดนเเรงกระเเทกหนักขึ้นไปอีกก็ได้นะ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยกับคุณหมอ คือลองกลับไปดูเรื่องภาวะจิตใจก่อนดีมั้ย เพราะเท่าที่เคยรู้มายา 8 เม็ดมันลดลงได้ค่ะ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามดีขึ้น ยามันจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ”

       ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “ในมุมจากที่ฟังเรื่องที่คุณพ่อบอกกิน ๆ ไปเถอะ เขาอาจจะอยากให้หายก็ได้นะ เพราะว่าสิ่งเดียวที่จะรักษาน้องได้คือยาที่คุณหมอให้กิน คุณพ่อคุณมี่อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องอย่างผู้เชี่ยวชาญ เขาอาจจะไม่รู้ต้องรับมือยังไง เเต่พี่ว่าเขาน่าจะหวังดีค่ะ”

       รายการพุธทอล์คพุธโทร ขอเป็นกำลังใจให้คุณมี่และทุกคนที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ขอให้ค่อย ๆ ดูแลตัวเองและเชื่อมั่นในกระบวนการรักษา เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ ที่พยายามในวันนี้ ล้วนมีความหมายเสมอ แล้วพรุ่งนี้จะค่อย ๆ สดใสขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมาก หมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่า เพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า...

11 ก.ค. 2025

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมาก หมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่า เพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า...

หนูไปตรวจซีสที่รังไข่มา หมอบอกว่าเลือดของหนูมีเชื้อ HIV หนูตกใจมากหมอบอกว่าเชื้อน่าอยู่มาประมาณ 1-2 ปีแล้ว แสดงว่าหนูน่าจะติดมาจากแฟนเก่าเพราะเพิ่งคบแฟนมาไม่ถึงปี กะว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกแฟน แต่พีคกว่า หนูเพิ่งรู้ว่าแฟนที่คบอยู่มีคนที่เขาคบมาอยู่แล้ว 6-7 ปี เราเลยกลายเป็นคนที่มาทีหลัง ตอนนี้ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีมันช็อคไปทุกเรื่อง จะบอกแฟนดีไหมว่าเรามีเชื้อ HIV หรือเราต้องจัดการแฟนเรื่องที่โกหกเราเรื่องผู้หญิงคนนั้นก่อน สับสนไปหมดทุกอย่างเลย... “คุณจี (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [9 ก.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย” เกี่ยวกับปัญหาตรวจเจอว่าตัวเองติดเชื้อ HIV แต่ดันไปจับได้ว่าแฟนที่คบอยู่ เขามีแฟนอยู่แล้ว โดย “คุณจี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงเดือนที่แล้วหนูได้รับการผ่าตัด เพราะว่ามีอาการไข้ต่ำ ๆ ไม่ยอมหาย ฉีดยาก็ไม่หาย และน้ำหนักลดเร็วมาก หลังจากนั้นเลยได้ตรวจเลือด ซึ่งผลเลือดของหนูได้ออกมาและพบว่าตัวหนูมีเชื้อ HIV อยู่ จริง ๆ หนูเคยตรวจไปรอบนึงแล้ว แต่ว่าผลออกมาเป็นปกติ จึงได้เข้ารับการผ่าตัด และได้ทำการเจาะเลือดอีกรอบเพื่อนำไปตรวจเชิงลึกอีกหนึ่งครั้ง ก่อนหน้านี้หนูมีแฟนแต่ว่าได้เลิกรากันไปประมาณสองปีแล้ว และได้มามีแฟนใหม่ในช่วงเดือนมกราคม และในเรื่องการติดเชื้อนี้หนูยังไม่ได้นำไปบอกเขา ซึ่งตอนนี้หนูยังไม่ได้คุยกับใครสักคน เก็บไว้คนเดียวเลยตอนนี้ และที่ผ่านมาไม่เคยไปตรวจโรคนี้เลย เพิ่งจะมาตรวจครั้งนี้ครั้งแรก ตอนแรกหนูคิดว่าตัวเองจะมาติดกับคนปัจจุบันนี้ แต่พอได้ไปพบหมอเมื่อ 2-3วันที่ผ่านมา หนูเลยถามหมอไปว่า “บอกได้ไหมคะ ว่าหนูมีเชื้อมานานแค่ไหน มันพอจะบอกได้ไหม” หมอเขาก็ดูอาการ ดูค่าเลือดของเรา ซึ่งมันจะสามารถดูได้ว่าค่ำต่ำประมาณนี้คือเราติดมานานแค่ไหนแล้ว หากต่ำไม่เยอะ แสดงว่าเราพึ่งติด จนหมอได้นำผลมาบอกกับเราว่า “น่าจะประมาณ 1-2 ปีแล้ว” หนูเลยคิดว่าอาจจะติดมาจากคนเก่า เพราะมันเป็นคาบเกี่ยวที่หนูเลิกกับคนเก่าพอดี ซึ่งหนูไม่แน่ใจว่ากับคนเก่ามีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงไหม แต่ถ้าถามเรื่องป้องกัน หนูยอมรับว่ามีบ้าง ไม่มีบ้าง เพราะตอนนั้นเหมือนจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มีคุยเรื่องแต่งงาน ที่บ้านเขารับรู้ทั้งหมด แต่ก็ดันมามีปัญหาจนเลิกกันก่อน และเลิกกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว ส่วนคนปัจจุบันก็มีป้องกันบ้างบางครั้ง เพราะส่วนมากหนูจะทานยาคุม ช่วงที่ตรวจเจอหนูยังคงพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล เหมือนพอเรารู้เรื่องเลยทำให้ตัวเองเครียด ไม่ติดต่อใครเลย รวมถึงเขาด้วย จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นก็ทำให้ได้กลับมาเจอกัน แต่พอกลับมาเจอกัน ดันไปจับได้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว แค่เขากับแฟนเขาคนนั้นอยู่กันคนละที่ แต่หนูกับเขาทำงานที่เดียวกัน ซึ่งหนูคิดว่าเขาน่าจะนอกใจแฟนมาคบกับหนู และหนูเป็นคนที่มาทีหลังเพราะว่าเขาบอกกับหนูว่าเขาคบกันมาประมาณ 6-7 ปีแล้ว เขารับทราบแล้วด้วยว่าหนูรู้เรื่องนี้ จริง ๆ ที่ผ่านมามันไม่มีกลิ่นเรื่องนี้เลย พอได้รู้ ถ้าถามว่าหนูรับได้ไหม เอาจริง ๆ หนูรับไม่ได้ มันช็อคเหมือนกัน แล้วยิ่งมาช็อคเรื่องเชื้อ HIV อีก และหลังจากที่จับได้ ทำให้หนูยังไม่ได้คุยอะไรกันสักเรื่องเลย เรื่องที่หนูจะบอกก็ยังไม่ได้บอก เรื่องเขาตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไง คือตอนนี้ยังไม่ติดต่อกันเลย ต่างคนต่างเงียบ หนูเลยอยากมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า หนูไม่รู้จะไปต่อเรื่องไหนก่อนดี รู้สึกตันไปหมดเลยตอนนี้ แล้วไหน ๆ หนูก็จับได้แล้วว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว หนูควรจะบอกเรื่องเชื้อ HIV ไปเลยดีไหม หรือหนูควรจะออกมาเงียบ ๆ ไม่บอก ไม่อะไรไปเลย แต่หนูเองมีแอบคิดในใจว่าถ้าเขาไม่มีแฟนอยู่ แล้วคบกันแค่สองคนกับหนู หากเขารู้เรื่องนี้ เขาจะรับได้ไหม’ ซึ่ง ดีเจทั้งสามคน (ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล - ดีเจเสนาหอย) ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ไม่ต้องคิดอะไรที่เราไม่รู้คำตอบ เราไม่มีทางหาคำตอบนั้นได้ เพราะมันไม่ได้ขึ้นจริง อยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันว่าตอนนี้เขานอกใจ คือตอนนี้คุณจีมีหลายเรื่อง ฉะนั้นทุกอย่างมันจะมาปะมาปนกันหมดเลย ทำให้มันแคบที่สุด หนึ่งคือฉันจะทำสิ่งนี้ สองฉันจะทำอันนี้ เพื่อให้จีอยู่ในแกนที่ไม่ฟุ้งซ่าน ที่สำคัญสุดคือสุขภาพและสภาพจิตใจของคุณจี’ โดย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘อย่างแรกเคลียร์เรื่องนอกใจก่อน แล้วอันดับสองจึงมาคุยเรื่องเชื้อ HIV กัน สำหรับพี่ไม่ว่าคำตอบของเรื่องนอกใจจะเป็นยังไง แต่สุดท้ายเป็นพี่ พี่เลือกที่จะคุยกับเขา อยู่ดี เพราะพี่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันจะส่งผลต่อชีวิตเขาและไปต่อถึงภรรยา ถึงลูกของเขาที่ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้นเลย แน่นอนคุณจีไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องนี้เกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุ และก็ไม่รู้ว่ามันมาจากแฟนเก่าหรือแฟนคนนี้ แต่ว่าไม่ว่ายังไงตอนนี้คุณจีมีเชื้อนี้อยู่แล้วในตัว แล้วเชื้อนี้มันสามารถส่งผ่านกันได้เลย พี่ว่ามันควรต้องบอกกันในฐานะคนรัก หรือไม่ใช่คนที่รักกันแล้ว แต่เป็นในฐานะคนที่เคยรักกันก็ได้ คุณจีบอกเพื่อที่ต้องการจะควบคุมความเสียหายที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปถ้าเขาไม่รู้ พูดเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่วนแฟนคนเก่า ไม่ต้องพูดอะไร จัดการเรื่องแฟนคนปัจจุบันให้ชัดเจน’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ไม่ต้องตกใจกับ HIV เพราะโรคมะเร็งน่าตกใจที่สุดแล้วตอนนี้หรือกับเชื้อไวรัสอื่น ๆ HIV สามารถกินยาได้ มียารักษาแล้ว มันสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ แค่เราต้องรู้จักป้องกันและระวังให้คนอื่นด้วย พี่แนะนำอย่างนี้ โอเคเรื่องนอกใจให้ไปเคลียร์กัน ส่วนเรื่องผู้ชายให้ลองอย่างเชิงว่าเธอก่อนจากกันหน่ะ ไปตรวจเลือดให้หน่อยได้ไหม เพราะบางทีเขาอาจไม่ติด มันเป็นไปได้ที่เขาจะมีโอกาสไม่ติดก็ได้ และเพื่อไม่ให้ความลับของเรามันรั่วไหล กรณีที่เขาไม่ติดก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องให้เขารู้เรื่องของเราว่าติดหรือไม่ติด แค่บอกเพื่อความสบายใจก่อนแยกกัน ทำให้หน่อยได้ไหม ถ้าที่ผ่านมาเคยทำผิดต่อกัน ขอครั้งนี้ได้ไหม และถ้าเกิดเขาไปตรวจแล้วพบเชื้อ HIV เขาจะกลับมาพูดคุยกับเรา อย่างน้อยทั้งสองคนจะได้ช่วยกันในการรักษาตัว มีที่พึ่ง ที่คุย ที่ปรึกษาซึ่งกันและกัน และมันจะเป็นการป้องกันผู้หญิงอีกคนนึงด้วยเพราะพี่รู้สึกว่าถ้าผู้หญิงอีกคนนึงต้องติดเชื้ออีก โคตรน่าสงสารเพราะเขาไม่รู้เรื่องเลย แถมติดมาจากการที่แฟนนอกใจอีก จริง ๆ คุณจีไม่ผิดนะ แต่ในสามคนนี้ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นคนที่เจ็บที่สุดเลย’ สุดท้าย “ดีเจเสนาหอย” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ในตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องของมนุษยธรรมแล้วกัน มันไม่มีใครผิดใครถูกเพราะเราก็ไม่รู้ อีกคนอาจจะคบซ้อนหรืออะไร แต่ที่สำคัญตอนนี้คือผมว่าเป็นเรื่องสุขภาพ ถ้าเป็นพี่พี่ก็ยังอยากให้คุยกับคนแรกด้วยถ้าสมมติยังสามารถติดต่อได้ คือเราต้องบอกความจริงกับเขา เพราะระยะห่างมันดูใกล้เคียงเหมือนกัน แต่ถ้าติดต่อไม่ได้ไม่เป็นไร ส่วนอีกคนนึงก็พูดกันไปตามตรงเหมือนที่พี่หอมบอกว่าให้ตรวจเถอะ เพราะเราได้รับเชื้อมา แล้วในส่วนของเรื่องแฟนคบซ้อนก็ให้แยกไปเลย แต่ควรจะคุยกันในเรื่องนี้ให้ชัวร์ว่า โอเค เราจะจากกันด้วยดี’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลาง แล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียว คุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ

04 ต.ค. 2024

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลาง แล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียว คุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ

เพื่อนเก่าสมัยมัธยมในกลุ่ม มาบอกว่าจะเลิกคบกับอีกคน ผมก็เลยขอเป็นคนกลางแล้วเพื่อนคนนั้นก็แฉอีกคนให้ผมฟังว่าเขาบูลลี่ผมมาตลอด หลักฐานครบ เค้ามีกลุ่มแยกที่ไม่มีเราอยู่คนเดียวคุยลับหลังมา 3 ปี ผมเสียใจมากๆ เพิ่งรู้ว่าเพื่อนคนนั้นที่ขอยืมรถเรา แล้วพูดว่าโง่เนอะ ให้กูยืมด้วย “คุณเติร์ด (นามสมมติ)” อายุ 19 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [2 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อย’ เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนนินทาลับหลังเรา ทั้งที่ต่อหน้าเขาดีกับเรามาก โดย “คุณเติร์ด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เรื่องเกิดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว คือหนึ่งในเพื่อนกลุ่มเก่าตอนมัธยมโทรมาปรึกษาผมเรื่องเพื่อนอีกคนในกลุ่ม แบบมาบอกว่าเขานิสัยไม่ดีอะไรบ้าง อยากจะเลิกคบกับเขาทำยังไงบ้าง? ผมก็เลยให้คำปรึกษาว่า จะเลิกคบหรือไม่เลิกคบกัน ผมก็ขอเป็นคนกลางเพราะว่าเพื่อนคนที่เขาเล่ามาเขาก็ดีกับผมมาตลอด แต่ประเด็นคือว่าเพื่อนพูดว่า “เติร์ดกูไม่อยากเล่าให้มึงฟังนะ แต่เรื่องที่โดนนินทา คนที่โดนเยอะสุดคือเติร์ดนะ” แต่ผมไม่รู้ตัว คิดว่าเขาดีกับผมในกลุ่ม เพราะระยะเวลาที่คบกันมา 3 ปีเขาดีกับผมมาตลอดเลย จนผมไว้ใจเพื่อนคนนี้ที่สุดในกลุ่ม จนพอมาล่าสุด ผมมารู้ว่าเพื่อนที่ผมไว้ใจที่สุดกลับกลายเป็นว่าลับหลังผม ผมโดนเละที่สุดเลยในกลุ่ม ผมโดนเยอะมากๆ แล้วเพื่อนก็แคปหลักฐานทุกอย่างมาให้ผมดูหมดเลย เพราะเพื่อนมีแชทกลุ่ม ไม่ว่าผมจะอัปเดตชีวิตในโซเชียล หรือลงอะไร ผมจะโดนแคปลงในแชทกลุ่มที่ไม่มีผม ซึ่งเพื่อนคนอื่นก็เออ ออไปด้วย พอเขาจะแตกกันก็มาเล่าให้ผมฟังว่าจะเลิกคบกับคนนั้นแล้วนะ เพราะเขานิสัยไม่ดี แต่ที่ผ่านมาเขามีการมายืมเงิน ยืมมอเตอร์ไซค์ของผม พอผมให้ยืมเขาก็เอาไปพูดลับหลังว่าผมโง่ให้ยืมด้วย เพื่อนคนนั้นยังไม่รู้ว่าผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้วที่เขาเผาผม ตอนนี้เขาก็ยังทำเป็นดีกับผม ยังคุยกันปกติ ผมอยากถามพี่ๆว่า ควรคบเพื่อนคนนี้ต่อดีมั้ย? หรือควรตัดไปเลยเพราะผมก็รู้ความจริงหมดแล้วว่าที่ผ่านมามันก็ไม่ได้หวังดีกับเราจริงๆ’ ซึ่ง “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนแรกว่า ‘แน่นอนอยู่แล้วว่าพี่จะไม่คบคนกลุ่มนี้ แต่ชีวิตคนก็เป็นแบบนี้แหละ มองในแง่ดีคือมันก็เป็นภูมิคุ้มกันเรา เพราะว่าเติร์ดอาจจะได้เจอคนแบบนี้อีกก็ได้ เหมือนประสบการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียน ขนาดคนที่เราสนิทกันขนาดนี้มันยังพูดลับหลังกันได้ ซึ่งมันมีแบบนี้จริงๆบนโลกนี้ เราก็แค่ได้รู้ว่าคนๆนี้เป็นแบบนี้ ได้เรียนรู้ที่จะไว้ใจคน คนที่เราช่วยเหลือเขามาตลอด แล้วสิ่งที่มันทำคืออะไร แต่พี่ว่ายังไงก็ต้องตัด’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเป็นคนที่สองว่า ‘คนๆนี้ถ้ามันใช่แบบที่เติร์ดเล่ามาทั้งหมด คนแบบนี้มันเน่าตั้งแต่ข้างใน คนที่มันก่อร่างสร้างตัวมาเป็นคนที่มี attitude แบบนี้มันโตมายังไง พี่ว่ามันเลวทรามยิ่งกว่าเม้าท์ปากเสีย เพราะฉะนั้นคนแบบนี้เติร์ดไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรมันด้วยซ้ำ ถ้าเป็นพี่ พี่จะส่งแชทที่เพื่อนแคปมาให้ดูส่งให้มันไปเลย แล้วไม่ต้องคุยอะไรเลยก็ได้ ส่งเสร็จบล็อกไปเลยจบๆ หรือถ้าจะใส่กันสักชุดก็ได้ แค้นอะไรก็บอกไป คุยจบก็แยกย้ายกันเลย เป็นพี่ก็ไม่เอาไว้เหมือนกัน’ และสุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่อ้อยเคยอ่านเจอประโยคนึงว่า เราเลือกคนที่เราเจอไม่ได้ แต่เลือกว่าจะวางเขาไว้ตรงไหนในชีวิตได้ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เราจริงใจกับเขา เขาจะตลบหลังเราเมื่อไร แต่เมื่อเรารู้แล้ว เราเลือกวางเขาไว้ตรงไหนที่ไม่ต้องทำให้เราดีลกันอีกก็ได้ พี่ว่าบางทีมันไม่จำเป็น เดี๋ยวเติร์ดก็มีเพื่อนอีกหลายๆกลุ่ม อาจจะไปเจอแบบเดียวกันอีก หรือเป็นอีกแบบเลยก็ได้ ใดๆก็ตามเราอาจจะเสียใจ อาจจะเจ็บแค้น แต่ที่สุดแล้วการล้างแค้นที่สาสมที่สุดคือเขาคนนั้นต้องไม่มีผลอะไรต่อใจของเติร์ดอีกตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เติร์ดยังเจ็บปวดไปกับคนๆนั้น ถือว่าเติร์ดยังให้ความสำคัญกับคนๆนั้นอยู่นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เวลาซื้อข้าวเหนียวหมูทอดที่ร้าน หมูสามชั้นจะหมดเร็วมากกกก แต่เวลาจะถึงคิวหนู คนที่มาต่อคิวข้างหลังหนู เขาจะพูดขึ้นมาว่า “โอ๊ยยย หมูสามชั้นจะหมดแล้วอะ อยากกินอ่ะๆ” พอหนูได้ยินแบบนี้ หนูกลับเกรงใจ ไม่กล้าสั่งหมูสามชั้นเลย

21 พ.ย. 2025

เวลาซื้อข้าวเหนียวหมูทอดที่ร้าน หมูสามชั้นจะหมดเร็วมากกกก แต่เวลาจะถึงคิวหนู คนที่มาต่อคิวข้างหลังหนู เขาจะพูดขึ้นมาว่า “โอ๊ยยย หมูสามชั้นจะหมดแล้วอะ อยากกินอ่ะๆ” พอหนูได้ยินแบบนี้ หนูกลับเกรงใจ ไม่กล้าสั่งหมูสามชั้นเลย

เวลาซื้อข้าวเหนียวหมูทอดที่ร้าน หมูสามชั้นจะหมดเร็วมากกกกแต่เวลาจะถึงคิวหนู คนที่มาต่อคิวข้างหลังหนู เขาจะพูดขึ้นมาว่า“โอ๊ยยย หมูสามชั้นจะหมดแล้วอะ อยากกินอ่ะๆ”พอหนูได้ยินแบบนี้ หนูกลับเกรงใจ ไม่กล้าสั่งหมูสามชั้นเลยทั้งๆที่เป็นเมนูที่หนูอยากกินตั้งแต่แรกปัญหานี้เจอมาตั้งแต่สมัยเรียน จนทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่ถ้าเป็นทุกคนจะทำยังไงหรอคะ เวลาได้ยินคนข้างหลังพูดว่าอยากกินเมนูเดียวกับเรา จะสั่งเลย หรือ จะเก็บไว้ให้เขากินแทน “คุณนุ่น (นามสมมติ)” อายุ 24 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการอดกินเมนูที่ชอบเพราะคนข้างหลัง “คุณนุ่น (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องเกิดขึ้นช่วงที่อยู่ในมหาวิทยาลัยค่ะ จะมีร้านอาหารที่ขายเมนูข้าวเหนียวหมูห่อ ซึ่งเป็นร้านเดียวที่ขายดีที่สุดในมหาวิทยาลัย พวกเราจะกินเป็นอาหารเช้า ซึ่งข้าวเหนียวหมูห่อมีหลายเมนู ทั้งหมูสามชั้น หมูทอด หมูฝอย และหมูแดดเดียว แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ทุกครั้งที่หนูไปซื้อ ข้าวเหนียวหมูสามชั้นก็จะเหลือห่อสุดท้าย พอถึงคิวของหนู คนที่อยู่ข้างหลังมักจะพูดว่า ‘หมูสามชั้นจะหมดแล้วอ่า…’ เหมือนจงใจให้หนูได้ยิน ทำให้หนูไม่กล้าสั่งเมนูที่ชอบ สุดท้ายก็อดกินหมูสามชั้นทุกทีค่ะ ถ้าเจอสถานการณ์นี้อีก หนูควรจะสั่งไปเลย หรือจะยอมอดดีคะ?” เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ดีแล้วนะที่นุ่นใจดีขนาดนี้ แต่ถ้าเป็นพี่นะ พี่จะสั่งไปเลย จะทำหน้าตาเฉย ๆ ไม่สนใจ พี่จะไม่หันไปมองคนที่พูด ทำเป็นเนียน ๆ ไปแบบไม่ให้เขารู้ตัวเลยว่าเรากำลังได้ยิน’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘จริง ๆ นะ นุ่น มันเป็นสิทธิของหนู ถ้าหนูเป็นคนใจดี ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้าเป็นพี่ พี่จะหันไปบอกเลยว่า ‘ขอโทษนะคะ’ แล้วสั่งหมูสามชั้นไปเลย ถ้าเขาพูดว่า ‘จะหมดแล้วอ่า’ พี่ก็คงจะพูดว่า ‘ใช่ค่ะ หมดแล้วค่ะ เพราะจะสั่งนี่แหละ (หัวเราะ)’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘พี่เข้าใจเลยนะนุ่น ถ้าพี่เป็นคนข้างหลัง พี่จะรู้สึกดีใจมากที่เจอคนแบบนุ่น แต่ถ้าเป็นพี่นะ หมูทั้งหมดนี้สแกนจ่าย ซื้อหมดเลยค่ะ! (หัวเราะ) ถ้าหมูสามชั้นอยู่ในมือพี่แล้วก็จะใช้สิทธิเต็มที่ มันเป็นสิ่งที่เราจะได้รับ ไม่ได้แปลว่าเราใจร้าย แต่ควรที่จะเลือกคำปรึกษาของพี่เผือก คือถูกต้องที่สุด เราควรสั่งในสิ่งที่เราอยากจะกิน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมหยุดใส่ใจการใช้เงินของคนอื่นไม่ได้!! ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เวลาผมเห็นเพื่อน หรือ คนรอบตัว ซื้อของที่แพงกว่าในราคา Online มา ผมจะหงุดหงิดมาก จะหยุดนิสัยนี้ยังไงดี?

14 พ.ย. 2025

ผมหยุดใส่ใจการใช้เงินของคนอื่นไม่ได้!! ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เวลาผมเห็นเพื่อน หรือ คนรอบตัว ซื้อของที่แพงกว่าในราคา Online มา ผมจะหงุดหงิดมาก จะหยุดนิสัยนี้ยังไงดี?

ผมหยุดใส่ใจการใช้เงินของคนอื่นไม่ได้!!ทำยังไงดีครับ ผมเป็นคนทำงาน หาเงินเองตั้งแต่เด็กๆจนเป็นคิดที่ประหยัดเรื่องการใช้เงินมากๆปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เวลาผมเห็นเพื่อน หรือ คนรอบตัวซื้อของที่แพงกว่าในราคา Online มา ผมจะหงุดหงิดมากเคยโกรธเพื่อนถึงขั้นไม่คุยไปเลย ผมแค่รู้สึกว่าออนไลน์ก็มีของแบบเดียวกัน ในราคาที่ถูกกว่าหรือบางครั้งผมก็หงุดหงิดตัวเองที่ซื้อของออนไลน์แพงกว่าของหน้าร้าน จะหยุดนิสัยนี้ยังไงดี? “คุณนุ” (นามสมมติ) อายุ 18 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (12 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับการชอบใส่ใจเรื่องการเงินของคนอื่น อยากให้เพื่อนซื้อของในราคาถูก แต่พูดบ่อยจนเพื่อนโมโห โดย “คุณนุ” (นามสมมติ) ได้เล่าว่า ‘ผมเป็นคนที่ทำพาร์ทไทม์มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยทำให้ผมรู้คุณค่าของเงิน แต่ในบางที ผมก็ชอบใส่ใจการใช้เงินของคนรอบข้างมาก ผมเป็นคนที่ชอบชอปปิ้งออนไลน์ เลยทำให้ผมรู้ถึงต้นทุนของสินค้าในชิ้นนั้น ผมเลยไม่ซื้อสินค้าร้านข้างนอกเลย เวลาผมรู้ว่าคนรอบตัวซื้อของ ผมจะชอบบอกเขาว่าทำไมไม่ซื้อออนไลน์ จนบางทีทำให้คนรอบตัวโมโห เพราะผมชอบบ่น บางทีผมก็หงุดหงิดจนไม่อยากคุยกับเพื่อนเลย ส่วนใหญ่ของที่ผมชอบซื้อจะเป็นพวกครีม เครื่องสำอางค์ ผมเป็นหนักขนาดที่ว่า ขนมห่อเล็ก ๆ ขายตามร้าน ห่อละ 5 บาท ผมก็กดได้มา 1 บาท เลยซื้อมาเป็นยกแพ็ค นิสัยนี้ผมจะเป็นเฉพาะกับเพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ ปัญหาของนุวันที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนคือ ทำยังยังให้ผมเลิกนิสัยแบบนี้? ที่ชอบไปวุ่นวายเรื่องการใช้เงินของคนอื่นดีครับ’ เริ่มด้วย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การซื้อของออนไลน์และซื้อของหน้าร้าน มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ถ้าเขาซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ สิ่งที่ออนไลน์ทำไม่ได้ คือได้สินค้า ณ ตอนนั้นเลย สองคือ ได้ความมั่นใจ เมื่อของชิ้นนี้อยู่ในร้านสะดวกซื้อที่มีมาตรฐาน แปลว่าของชิ้นนี้ได้รับการการันตี มั่นใจได้ว่าเป็นของแท้แน่นอน สามคือ ได้เห็นสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ออนไลน์บางครั้งซื้อเสื้อผ้ามาไม่ตรงปก ซื้อรองเท้ามาใส่ไม่ได้ มีปัญหาที่ก่อให้เกิดขึ้นได้ คิดซะว่าเขาอาจจะยอมจ่ายแพงกว่า เพราะเหตุผลเหล่านี้ เราอย่าเอาราคาอย่างเดียวเป็นที่ตั้ง ให้มองว่าความสุขของคนเราต่างกัน แต่เราสามารถเตือนเพื่อนได้ อันนี้ถูกกว่าก็แนะนำให้ไปดู พูดครั้งเดียวแล้วจบ ที่เหลือเป็นการใช้ชีวิตของเขา’ ต่อด้วย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันเป็นเรื่องของสารในสมองที่มันหลั่งออกมา ถ้ารู้ตัวว่าเราเริ่มหงุดหงิด ให้หายใจเข้าลึก ๆ แล้วบอกว่า เงินเขา..เงินเขา… ทำให้สมองค่อย ๆ รับรู้ไปทีละนิด เราต้องลดการที่ไปวุ่นวายกับคนอื่นลง ค่อย ๆ ตัดที่ไม่เกี่ยวกับเรา กังวลแค่เงินเราพอ และลองไปศึกษาเรื่องโดพามีล จะฝึกร่างกายยังไง ให้โดพามีลอยู่ในที่ ๆ ควร’ ปิดท้ายด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่ง่ายสุดต่อชีวิตเลยนะ ใครสะดวกแบบไหนเอาแบบนั้นเลย นุพูดบอกเขาได้นะ เพียงแต่ไม่ควรไปโมโหถ้าเขาไม่ทำตาม เพราะเขาเลือกในสิ่งที่เขาสะดวก นุทำแบบนี้ก็จะมีเงินเก็บ เพราะซื้อของที่ถูกกว่าเขา เขาทำแบบนั้นถึงเงินจะไม่เหลือ แต่เขาก็จะมีความสุขในแบบของเขา ถ้าจะให้ง่ายก็คือ ลองไปหาเพื่อน หรือ คนใกล้ตัวที่เขาต้องการสิ่งนี้ อันนี้มันจะมีค่ามาก ๆ ถ้าคนนี้ความคิดไม่ตรงกับเรา เราก็แค่ไม่ต้องไปวุ่นวายกับเขา’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFungFin

album
♪efm
-

-