แฟนทำงานร่วมกับทอม ความใกล้ชิดของเขาทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่แฟนก็บอกว่ามองเพื่อนทอมคนนั้นเป็นแค่ผู้ชายคนนึง ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยคำว่าเพื่อน

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

แฟนทำงานร่วมกับทอม ความใกล้ชิดของเขาทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่แฟนก็บอกว่ามองเพื่อนทอมคนนั้นเป็นแค่ผู้ชายคนนึง ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยคำว่าเพื่อน

06 ก.พ. 2026

แฟนทำงานร่วมกับทอม

ความใกล้ชิดของเขาทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ

แต่แฟนก็บอกว่ามองเพื่อนทอมคนนั้นเป็นแค่ผู้ชายคนนึง

ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยคำว่าเพื่อน


 

          ‘คุณจูลี่’ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนทำงานร่วมกับทอม แต่การกระทำบางอย่างของทั้งคู่ดูมีอะไรมากกว่าที่คิด

          ‘คุณจูลี่’ ได้เล่าว่า เธอนั้นได้คบกับแฟนหนุ่มมาเป็นเวลา 3 ปี และกำลังจะเข้าปีที่ 4 ในปีนี้ โดยแฟนไม่เคยมีประวัติการนอกใจ แฟนหนุ่มของคุณจูลี่นั้นเป็นคนที่ใจเย็น และจิตใจดี ทำให้มีเพื่อนเยอะ และเนื่องจากแฟนทำงานเป็นฟรีแลนซ์ ทำโปรดักชั่นเป็นของตัวเอง จึงทำให้เวลารับงานก็ต้องมีทีมเพื่อน ๆ ไปด้วย เวลาออกจากบ้านไปทำงานก็จะต้องออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับฟ้าก็มืด

          เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เธอได้ตามแฟนไปทำงาน เป็นการไปดูโลเคชั่นที่ต่างจังหวัด โดยมีทีมไปทั้งหมด 5 คน ประกอบไปด้วย คุณจูลี่ แฟนของคุณจูลี่ เพื่อนของแฟนคุณจูลี่ที่เป็นผู้ชาย 2 คน และเพื่อนของแฟนคุณจู่ลี่ที่เป็นทอม 1 คน ซึ่งเวลาที่คุณจูลี่ตามแฟนไปทำงานทีไรก็มักจะเจอกับเพื่อนทอมคนนี้อยู่เสมอ และในช่วงนี้ที่ได้รับโปรเจกต์ใหญ่มาทำ แฟนของคุณจูลี่ก็มักจะติดต่อคุยงานกับเพื่อนทอมคนนั้นบ่อยกว่าปกติ เวลามีงานอะไรก็ตาม แฟนของคุณจูลี่ก็มักจะให้เพื่อนทอมคนนี้มาช่วยเป็นคนแรก ๆ เสมอ ในระหว่างวันแฟนของคุณจูลี่ก็จะส่งแชทให้กับเพื่อนทอมคนนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่คุณจูลี่ก็ได้บอกว่า แฟนของเธอนั้นก็ไม่ได้ปิดบังอะไรสามารถให้เปิดดูแชทได้เสมอ 

          คุณจูลี่ยังได้เล่าต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ไปดูโลเคชั่น เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คุณจูลี่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ โดยคุณจูลี่ได้เล่าว่า มีช่วงที่คนในทีมเล่นมุกกันอย่างสนุกสนาน แฟนของคุณจูลี่ก็ไปจับหัวเพื่อนทอมให้หงายลง คล้ายว่าหยอกเล่นกัน ตัวคุณจูลี่ที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามนั้นก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้คุณจูลี่รู้สึกตกใจและเกิดความไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะไม่ต้องการทำให้เสียบรรยากาศ เนื่องจากตรงนั้นมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก

          นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ทำให้คุณจูลี่รู้สึกไม่สบายใจ ระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งพักเบรก นั่งกินขนมกันอยู่นั้น ก็ได้มีพี่ผู้ชายในทีมถามเรื่องงานแต่งของเธอขึ้นมา สักพักเพื่อนทอมคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ทำงานได้เงินมา มึงก็เอาไปลงกับกล้อง เอาไปลงกับอุปกรณ์จนหมดแหละกว่าจะได้แต่ง” พูดแบบนี้ซ้ำสองครั้ง เมื่อกลับกรุงเทพแต่ละคนก็ได้แยกย้ายกันกลับไปยังบ้านของตัวเอง คุณจูลี่ก็ได้ไปกินข้าวกับแฟน จึงได้คุยกันว่าไม่โอเคกับการกระทำในเหตุการณ์นั้น แต่แฟนของคุณจูลี่ก็ได้ตอบกลับมาว่า ตนนั้นจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรแบบนั้นไปตอนไหน พร้อมบอกว่าไม่เคยมองเพื่อนทอมคนนั้นเป็นผู้หญิงเลยสักครั้ง แล้วก็ได้แซวคุณจูลี่กลับว่าเธอหึงเขาหรอแล้วก็ขำขึ้นมาหลังจากแซว

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ทำให้คุณจูลี่ต้องการปรึกษากับเหล่าดีเจว่าหากครั้งหน้าที่เธอตามแฟนไปทำงาน ควรพูดกับแฟนแบบไหนดีให้แฟนคิดเรื่องนี้ได้ อีกทั้งยังรู้สึกว่าเขาสนิทกันมากเกินไปจนไม่มีเวลาแบ่งมาให้เธอ

          หลังจากฟังเรื่องราวของคุณจูลี่จบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก ‘ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย’ ที่ได้กล่าวว่า “หนูก็แค่วางตัวเป็นแฟนที่น่ารักตามปกติ เพราะหนูเป็นแฟน และเขาเป็นเพื่อนแค่นั้น เข้าใจความรู้สึกของจูลี่นะ แต่ใด ๆ ทั้งหมดต้องมองด้วยภาพรวม จูลี่อาจจะไปโฟกัสที่เป็นจุดเล็ก ๆ บนผืนผ้าขนาดใหญ่ แต่ก็ไปแหกจนมันใหญ่จนมันหนักกับตัวเรา แต่อยากให้มองภาพรวม ๆ ทั้งหมด แล้วก็ไม่ต้องไปนั่งจับผิด ความเป็นจริงอาจจะไม่ได้ไปขนาดนั้นก็ได้”

          ต่อมา ‘ดีเจเผือก’ ได้กล่าวว่า “เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรในเชิงนั้นเลย แต่บางครั้งคนเราอยู่ด้วยกันมันไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความผิดหรือถูก หรือด้วยเหตุผลเสมอไป ทั้งหมดทั้งมวล ก็ระวังเรื่องการวางตัวนิดนึง เราแค่ทำให้อีกฝ่ายสบายใจ อีกฝ่ายมีความสุข ถ้าเราจะพอยอมให้กันได้บ้างบางเรื่อง มันก็จะอยู่รอดกันไปจนแก่จนเฒ่า คนเรามันก็ต้องมีมุมงี่เง่าบ้างแหละสักนิดสักหน่อย”

          สุดท้าย ‘ดีเจต้นหอม’ ได้กล่าวว่า “เพื่อนแฟนก็ต้องวางตัวดี ๆ ด้วย ละประโยคที่เพื่อนแฟนพูดว่า “มึงก็เอาเงินไปซื้อกล้องแล้วก็ไม่ได้แต่งสักที” เหมือนเขาเข้าข้างเรามั้ย แบบว่าอยากให้รีบแต่ง แต่เรารู้สึกไม่ชอบเขาไปแล้ว เราไม่ต้องตามไปที่ทำงาน ไม่ต้องไปเห็น เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขา จากข้อมูลที่พี่ฟังนะ เรื่องทั้งหมดนี้สำหรับพี่ไม่สามารถมองว่าแฟนผิดได้เลย เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ถ้าจูลี่คิดจะจับ จูลี่ต้องมีหลักฐานมากกว่านี้ แต่การจับต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่งั้นเราจะกระวนกระวายใจอยู่คนเดียว แล้วการทนทุกข์ของจูลี่จะมีผลต่อความสัมพันธ์กับแฟน แต่ถ้าสมมติมีอะไรจริง ๆ มันจะมีหลักฐานมากกว่านี้ ถ้าเรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีข้อดีมาก ทำไมถึงไม่อยากรักษาความสัมพันนี้ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้แม้ไม่ได้ลึกมาก แต่ก็สะกิดให้เป็นแผลถลอกได้นะ มันจะดีกว่ามั้ยถ้าเราให้เกียรติในการทำงานเขา คนเราสามารถอยู่ด้วยกันโดยไม่ทะเลาะกันได้นะ ถ้าเราเข้าใจกันและกัน ความเข้าใจสำคัญที่สุดจูลี่”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้ชายมาทั้งชีวิต ผมก็พยายามปฏิเสธใจของตัวเองอยู่เสมอ แต่ตอนนี้อยากเปิดตัวว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงครับ แต่ผมกลัวสายตาที่ทุกคนมองมา

10 เม.ย. 2026

ผมอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้ชายมาทั้งชีวิต ผมก็พยายามปฏิเสธใจของตัวเองอยู่เสมอ แต่ตอนนี้อยากเปิดตัวว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงครับ แต่ผมกลัวสายตาที่ทุกคนมองมา

ผมอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้ชายมาทั้งชีวิตผมก็พยายามปฏิเสธใจของตัวเองอยู่เสมอแต่ตอนนี้อยากเปิดตัวว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงครับแต่ผมกลัวสายตาที่ทุกคนมองมา ‘คุณสุดหล่อ (นามสมมติ)’ อายุ 20 ปลาย สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 เมษายน 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนให้กับกลุ่มเพื่อนได้รับรู้ โดย ‘คุณสุดหล่อ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ทุกวันนี้เหมือนผมไม่ได้มีชีวิตเป็นของตัวเองเลย เพราะว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิง แต่ผมกลับอยู่ในสังคมของการทำงานที่มีแต่ผู้ชาย ทำให้ผมต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้กับตัวเอง และไม่กล้าที่จะบอกใคร ผมเองก็อยากที่จะไปบอกเพื่อนผู้หญิง ที่ผมสนิทกันมามากกว่า 10 ปีแล้ว แต่สุดท้ายผมก็ไม่มีโอกาสได้บอกเธอไปในสิ่งที่ผมเป็น ที่ผ่านมาสมัยเรียนผมก็มีคนคุยเป็นผู้หญิงมาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คบกัน เพราะเป็นผมเองที่ออกห่างจากอีกฝ่ายเอง ในบางครั้งผมก็รู้สึกดีกับผู้หญิงคนนั้น และมีความรู้สึกที่อยากจะลองคบกัน แต่ผมเองก็อยากให้เขารู้เงื่อนไขเหมือนกัน ว่าตัวผมนั้นมีความชอบแบบไหน ผมเพิ่งจะมาแน่ใจ และรู้ตัวเองในตอนที่มีอายุประมาณ 15 - 16 ปี ว่าผมชอบผู้ชาย ในตอนที่ผมยังเด็ก ส่วนตัวผมเป็นคนที่มีเพื่อนผู้หญิงเยอะ รวมทั้งยังมีพี่สาวอีกด้วย ทำให้ผมกลายเป็นคนที่สดใส ร่าเริง แต่เมื่อผมได้เป็นตัวเองแบบนี้แล้ว ผมกลับโดนเรียกว่า ‘ตุ๊ด’ ผมจึงเลือกที่จะออกห่างจากเพื่อนผู้หญิง และหยุดการเป็นตัวเองไปตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็พยายามปฏิเสธใจของตัวเองอยู่เสมอ เพราะผมก็ไม่ได้อยากเป็นตุ๊ด ผมเคยแอบชอบเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นเพื่อนสนิท ด้วยความที่ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าผมชอบผู้ชายในเวลาที่ผมโพสต์ข้อความถึงเรื่องความรัก เขาก็มักจะถามผมอยู่เสมอว่าหมายถึงผู้หญิงคนไหน เราทั้งสองเล่นถึงเนื้อถึงตัวกันตลอด แม้เขาจะไม่ได้คิดอะไร แต่มันมีหนึ่งคนที่คิด ซึ่งคนคนนั้นคือผม ในตอนที่ผมได้เข้ามาทำงานในสังคมใหม่ ผมได้แต่คิดว่าผมจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่สักที แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะในสังคมที่ผมอยู่มีแต่ผู้ชาย ผมเองก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยว่าผมชอบผู้ชาย เพื่อน ๆ ที่ทำงานก็มักถามผมอยู่เสมอว่าเมื่อไหร่ผมจะมีแฟน ส่วนตัวผมเคยเล่นแอปหาคู่ และได้มีโอกาสได้คุยผู้ชาย มันเหมือนเป็นการลองใจตัวเอง ทุกอย่างมันก็เหมือนจะดีนะครับ แต่สุดท้ายแล้ว เราก็เข้ากันไม่ได้ เขาเป็นคนที่เปิดเผย 100 % แต่ผมกลับเป็นคนที่ปกปิด ผมทำเหมือนกับว่า เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เพราะผมกลัวสายตาคนอื่นจะมองว่าเรานั้นไม่ดี ผมก็รู้สึกว่าชีวิตมันต้องปลดล็อคสักที จะได้ใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ผมกลัว ผมไม่รู้ว่าสังคมที่ทำงาน และเพื่อนของผมที่คบกันมามากกว่า 10 ปี เขาจะคิดยังไงกับเรื่องนี้ ผมกลัวว่าเขาจะคิดว่าผมชอบเขาหรือเปล่า หรือพวกเขายังสบายใจ ที่จะคบกับผมอยู่ไหม ผมอยากเปิดเผยตัวตน ว่าผมนั้นมีความชอบอย่างไร แต่ผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของผมกับเพื่อน หรือที่ทำงานมันต้องเปลี่ยนไป ผมรู้ว่าผมจะต้องเสียบางอย่างไป แต่ผมยังไม่พร้อม สำหรับเพื่อนผู้ชายของผม บางครั้ง เขามักจะแสดงทัศนะคติบางอย่างเกี่ยวกับ LGBTQ ที่ทำให้เราไม่สบายใจ ทำให้เราได้เห็นความคิดบางอย่างที่ทำให้เรากลัว ที่ผมอยากบอกเรื่องนี้ให้เพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงของผมได้รับรู้ เพราะผมอยากมีใครสักคน ที่คอยซัพพอร์ต แม้ว่าเพื่อนผู้หญิงคนนี้จะเคยชอบเพื่อนผู้ชายคนเดียวกับผมก็ตาม ชีวิตของผมในตอนนี้ เหมือนไม่รู้จะไปทางไหนดี แล้วถ้าวันนี้ผมเปิดตัวไปว่าผมชอบผู้ชาย แล้วเรื่องสมัยเรียน ในตอนที่ผมเคยบอกว่าคบกับคนคนหนึ่ง หรือเพ้อเรื่องความรัก จะมีคนรู้ไหม ว่าผมหมายถึงเพื่อนผู้ชายคนนั้น ทุกคนจะคิดยังไงกับผม แล้วสายตาที่คนรอบข้างเขาจะมองผมอย่างไร ผมควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไรดี กับการเป็นตัวเอง” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “เราไม่จำเป็นที่จะต้องสื่อสารเรื่องนี้กับใคร เรายังสามารถใช้ชีวิตของตนเองได้โดยที่มีความสุข เราไม่จำเป็นที่จะต้องบอก หรือพูดเรื่องนี้กับใครเลย ถ้าใจเราไม่ได้รู้สึกอยากที่จะบอก แต่การที่เราอยากจะบอกใครสักคน เราคงต้องถามตัวเองว่าอยากจะบอกเพราะอะไร หรืออยากมีใครสักคนที่คอยรับฟัง ถ้าเรามั่นใจแล้วว่าเขาคนนั้น คือคนที่เราเชื่อใจได้ ก็พูดออกไป ถ้าหากพูดไปแล้วเขายอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้ ก็พูดมันออกไป แต่ถ้าเราตัดสินใจพูดไปแล้ว ผลลัพธ์มันกลับออกมาไม่เป็นเหมือนกับในสิ่งที่เราคิด หรือเอาเรื่องของเราไปพูดให้คนอื่นฟัง ก็อยากให้เราทำใจยอมรับมัน สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะเป็นการคัดกรองเพื่อนให้ชีวิต มันคือสิ่งที่เขาเลือกและเราก็เลือกเหมือนกัน อย่าให้สภาพแวดล้อมบีบบังคับเรา ทำอะไรที่ตัวเองมีความสุข แล้วไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ดีแล้ว” ทางด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “สำหรับเราคิดว่าถ้าเพื่อนสนิทกันจริง ๆ เราคงรู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง ที่ผ่านมาเราก็เห็นเพื่อนที่เพิ่งเปิดตัวตอนที่มีเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และเราก็ยังสามารถเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม กาลเวลา และชีวิตมันจะคัดกรองคนในชีวิตเรา อย่าไปกลัวที่เราจะเสียใครออกไปจากชีวิต แต่จงเข้าใจว่าชีวิตมันคัดคนที่ไม่ใช่ออกไปอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวตนของตัวเองมาเก็บซ่อนเอาไว้ เพื่อที่จะรักษาคนที่ไม่ใช่เพื่อนแท้ของเรา ถ้าคนคนนั้นเขาเป็นเพื่อนเราจริง ๆ เรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาของเราแน่นอน สังคมผู้ชายมันไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้ามันไม่ใช่มันก็แค่แยกย้ายกันไป เราก็จะได้ชีวิตที่เรานั้นไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ สักที และเราก็จะได้เจอเพื่อนที่เราไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวตนของตัวเองตั้งแต่แรก อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง ยึดการเป็นตัวเองไว้ เรื่องนี้เราไม่ได้ผิดอะไรเลย และถ้าบอกไปแล้วเขาไม่โอเค ปัญหามันอยู่ที่ทัศนะคติของคนคนนั้น มันไม่ใช่ปัญหาของเรา ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมีความสุข ให้ความสำคัญกับใจตัวเองให้มากขึ้น” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “อยากแนะนำวิธีการบอกเพื่อนให้กับคุณสุดหล่อ คือ การนัดเพื่อนออกมาดื่มด้วยกัน แล้วเริ่มบอกเขาว่าเรามีเรื่องอยากจะบอก พูดกับเขาไปตรง ๆ ว่าเราเพิ่งรู้ตัวว่าชอบผู้ชาย และวันนี้ที่นัดทุกคนมา เพราะทุกคนคือคนที่เราแคร์มากที่สุด และอยากจะถามทุกคนว่ารู้สึกยังไง อยากจะคบกับเราต่อไหม เป็นการวัดใจเพื่อนเราไปเลย ทุกวันนี้เราเล่นโซเชียล หรือทำอะไร เราจะเห็น LGBTQ อยู่ในทุกบทบาทอยู่แล้ว และสังคมของเรา ทุกวันนี้ ยอมรับพวกเขามากขึ้น เขาไม่ได้แตกต่างอะไรกับเราเลย และเราก็มีความเข้าใจเขามากขึ้น บางทีเรื่องที่เราเคยมองว่ามันใหญ่ สักวันมันอาจจะเล็กไปเลย ถ้าไม่อยากบอก ก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขต่อไป แต่ถ้าอยากบอกก็ลองหาโอกาสบอกดู”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตอนนี้เรากับสามี มีลูกอายุ 2 ขวบกันแล้วค่ะ เขาเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี หน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ตั้งแต่ก่อนคบกัน เขาสัญญาว่าจะเลิกบุหรี่ จนคบกัน ก็สัญญาว่าจะเลิก ก็ยังไม่เลิก จนแต่งงานกันบอกว่าจะเลิกสูบ ก็ยัง

15 ส.ค. 2025

ตอนนี้เรากับสามี มีลูกอายุ 2 ขวบกันแล้วค่ะ เขาเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี หน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ตั้งแต่ก่อนคบกัน เขาสัญญาว่าจะเลิกบุหรี่ จนคบกัน ก็สัญญาว่าจะเลิก ก็ยังไม่เลิก จนแต่งงานกันบอกว่าจะเลิกสูบ ก็ยัง

ตอนนี้เรากับสามี มีลูกอายุ 2 ขวบกันแล้วค่ะ เขาเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี หน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ตั้งแต่ก่อนคบกัน เขาสัญญาว่าจะเลิกบุหรี่ จนคบกัน ก็สัญญาว่าจะเลิก ก็ยังไม่เลิกจนแต่งงานกันบอกว่าจะเลิกสูบ ก็ยัง มาถึงตอนนี้บอกว่ามีลูกแล้วจะเลิกสูบ ก็เหมือนเดิมเขาแอบไปสูบในห้องน้ำ แอบสูบที่ทำงาน เราไม่ชอบคนสูบบุหรี่เลย สุขภาพก็เสียด้วยถ้าจะหย่ากับสามีเพราะเหตุผลนี้ จะแรงไปไหม?แต่ใจก็ยังรักเขาอยู่ แค่อยากให้สามีเลิกได้จริงๆจังๆสักที “คุณเพลง (นามสมมติ)” อายุ 27 ปีเป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [13 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจอ๋อง - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาที่สามีไม่สามารถเลิกบุหรี่สักที กลัวมันจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพสามีและลูก โดย “คุณเพลง (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘แฟนของเราสัญญาว่าจะเลิกสูบบุหรี่ตั้งแต่ประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มีลูก เราขอให้เขาลดหรือเลิกสูบตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มคบกัน เขาก็รับปากว่าจะเลิก แต่จนถึงตอนนี้เรามีลูกด้วยกันแล้ว ลูกอายุ 2 ขวบ เขาก็ยังไม่สามารถเลิกได้ ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา เขาเป็นพ่อที่ดี สามีที่ดีในหลาย ๆ ด้าน ยกเว้นแค่เรื่องเดียวคือบุหรี่ เขาเปลี่ยนจากสูบบุหรี่มวนมาเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ถึงจะไม่สูบต่อหน้าลูกหรือเราโดยตรง แต่เขาก็จะแอบไปสูบในห้องน้ำ ซึ่งเราเคยจับได้เพราะไปเจอบุหรี่ในกระเป๋า ที่ผ่านมาเราเลือกเงียบ ไม่พูดถึง แต่ในใจก็รู้สึกอึดอัด เพราะเรื่องนี้เราเคยคุยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่เรารู้ว่าตั้งครรภ์ เราเคยขอร้องอย่างจริงจัง เราพยายามเข้าใจว่าเขาสูบมานานตั้งแต่วัยรุ่น การจะเลิกคงจะยาก เขาเองก็อาจจะเครียดเพราะเป็นหัวหน้าครอบครัว ที่ต้องรับผิดชอบหลายเรื่องในบ้าน แต่ในมุมของเรา เราไม่เห็นประโยชน์อะไรจากบุหรี่เลยโดยเฉพาะกับสุขภาพของเขา และเรายังห่วงลูกมาก ๆ กลัวผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง รวมถึงในอนาคต กลัวว่าถ้าลูกไปเจอสังคมที่มีคนสูบบุหรี่ แล้วเขาจะสอนลูกได้ยังไง ในเมื่อเขาเองยังทำไม่ได้ เรามีงานที่มั่นคงต่อให้เลิกกัน เราก็ยังสามารถเลี้ยงดูลูกได้ เลยอยากรู้ว่าการหย่าเพราะเรื่องบุหรี่จะรุนแรงเกินไปไหมสำหรับเขาและอนาคตเด็กคนหนึ่ง?’ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ปัจจุบันเด็กไม่จำเป็นต้องมีพ่อมีแม่ เดี๋ยวนี้เราใช้แค่คำว่ามีผู้ปกครองหรือคนที่ดูแลเขาได้อย่างดีก็พอแล้ว ถ้ามันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเราการหย่าจะไม่ถือว่ารุนแรงไป แต่น่าเสียดายที่เขาเป็นพ่อที่ดีและเป็นสามีที่ดี เพราะฉะนั้นลองแก้ไขดูก่อน วิธีแก้คือยื่นคำขาด บอกว่าเราจะแยกกันอยู่ เพื่อที่จะกดดันเขา แล้วถ้าวันไหนเขาพร้อมค่อยให้เขามาทำหน้าที่พ่อ เพราะคนจะเลิกบุหรี่ต้องเลิกด้วยตัวเอง ลองดูว่าวิธีไหนจะเหมาะกับเรา แล้วถ้าปัญหานี้แก้ไม่ได้จริง ๆ การเลิกกันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เขาควรจะได้รู้ว่าปัญหามันจริงจังขนาดไหน มันจะนำไปสู่การเลิกกันมากกว่าการที่อยู่ดี ๆ หย่ากันเลย ผมไม่ได้ปกป้องคนสูบบุหรี่นะ แต่อยากให้คิดอีกมุมด้วยว่าบางทีการที่มีพ่อที่สูบบุหรี่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะสูบบุหรี่ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปคิดว่าลูกจะเป็นยังไง ต่อให้คุณเพลงหย่ามันก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าลูกคุณเพลงจะไม่สูบบุหรี่ แต่เท่าที่ได้ฟังก็เสียดายที่ต้องจะเลิกรากันไปด้วยปัญหานี้ที่มันสามารถแก้ไขกันได้ ด้วยการเลิกสูบบุหรี่ ก็ต้องถามคุณเพลงกลับว่าทั้งคู่ยังอยากอยู่ด้วยกันไหม ถ้าอยากอยู่ด้วยกันก็ทำให้เขารู้ว่าปัญหานี้มันจริงจังแค่ไหน ผมรู้สึกว่าการสูบบุหรี่มันลำบากกับการใช้ชีวิต สูบเสร็จก็ต้องล้างมือ แปรงฟัน บางทีก็ต้องถึงขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็อยากให้เขาหาเหตุที่ทำให้เลิกบุหรี่ให้ได้ ไม่เพื่อครอบครัวก็เพื่อตัวเอง อย่าไปเลิกเอาในวันที่หมอบอกให้เลิกแล้ว ตอนนั้นสุขภาพมันคงไม่ไหวแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจอ๋อง” ได้ให้คำคำปรึกษาว่า ‘ไม่ติดที่คุณเพลงจะมีความรู้สึกอยากหย่าเพราะเรื่องนี้ ถ้าตัวสามีเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นเรื่องไร้สาระ อันนี้น่าจะไปต่อได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขามองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยแบบนั้นคือยาก คนสูบบุหรี่มันต้องมีอะไรในใจ สิ่งที่อยากให้คุณเพลงทำคืออยู่ข้าง ๆ เขา เราใช้ทุกวิธีแล้ว งั้นก็ทำให้เขาเห็นว่าถ้ายังเลิกไม่ได้ไม่เป็นไร เราก็จะอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ แล้วหาให้ได้ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาต้องไปสูบบุหรี่คืออะไรอ๋องเคยสูบบุหรี่มาเป็น 10 ปี แต่เลิกได้ด้วยการหักดิบ วันแรกที่อ๋องเลิกบุหรี่อ๋องไปเจอว่าสารในบุหรี่มันอยู่ในร่างกายเราแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้นเอง แสดงว่าหลังจากนั้นที่ทำให้คนเราติดมันอยู่ที่นิสัยเราล้วน ๆ เลย มันก็เป็นความรับผิดชอบเราส่วนหนึ่ง ที่ตอนเป็นแฟนกันเราก็ไม่เลิกกับเขาแล้วไปแต่งงานกับเขาเอง ดังนั้นวันนี้อยากให้ลองจับมือแล้วสู้ไปด้วยกันก่อน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา20.00 – 23.00น. ทางรายการวิทยุEFM94และAppAtimeFung Fin

สามีเสียชีวิตไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อน จู่ ๆ น้องสาวสามีทักมาขอรหัสผ่าน Account Social Media โดยให้เหตุผลว่าจะเอาไปเล่นต่อ แต่เรารู้สึกไม่สบายใจ

13 มี.ค. 2026

สามีเสียชีวิตไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อน จู่ ๆ น้องสาวสามีทักมาขอรหัสผ่าน Account Social Media โดยให้เหตุผลว่าจะเอาไปเล่นต่อ แต่เรารู้สึกไม่สบายใจ

สามีเสียชีวิตไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อนจู่ ๆ น้องสาวสามีทักมาขอรหัสผ่าน Account Social Mediaโดยให้เหตุผลว่าจะเอาไปเล่นต่อ แต่เรารู้สึกไม่สบายใจ ‘คุณจอย’ (นามสมมติ) อายุ 42 ปี เป็นสายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวที่สร้างความไม่สบายใจให้ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' ได้ฟัง เกี่ยวกับการที่น้องสาวของสามีขอรหัสผ่าน Social Media ของสามี โดยให้เหตุผลว่าจะนำไปเล่นต่อเอง! ‘คุณจอย’ เล่าว่า สามีของเธอเสียชีวิตไปเมื่อครึ่งปีที่แล้ว จู่ ๆ น้องสาวสามีก็ได้ทักมาขอรหัสผ่าน Social Media ของสามี โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนบอกเพียงแค่ว่าจะขอเข้าไปเก็บรูปของพี่ชายเพื่อที่จะนำไปทำเป็นอัลบั้มให้กับพ่อแม่ และจะนำ Account นี้ไปเล่นต่อ ซึ่งตัวคุณจอยนั้นก็ไม่เคยรู้รหัสผ่านของสามีเช่นกัน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของสามี เธออยากให้การจากไปของสามีนั้นไม่คงเหลือการเคลื่อนไหวใด ๆ อีก ต้องการให้จบไปอย่างเงียบ ๆ จึงได้ปฏิเสธน้องสาวของสามีไป คุณจอยเล่าเพิ่มเติมว่า ที่เธอนั้นสามารถใช้ Social Media ของสามีได้ เพราะเข้าจากโทรศัพท์สามีโดยตรง ในบางทีเธอก็จะเข้าไปเช็กข้อความที่มีคนทักเข้ามา และเธอก็จะคอยแจ้งกลับไปว่าสามีนั้นเสียแล้ว แต่มาวันหนึ่ง เธอก็ได้พบว่ารหัสผ่านนั้นเปลี่ยนไป และเปลี่ยนจากการต้องขออนุญาตแท็กก่อนที่จะแท็กได้ เป็นเปิดให้สามารถแท็กและโพสต์ลงได้โดยไม่ต้องขออนุญาตอีกต่อไป ทั้งหมดนี้ทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าน้องสาวของสามีสามารถเข้า Log in เข้าได้แล้ว นอกจากนี้น้องสาวของสามียังชอบโพสต์ลงถึงสามีในโพสต์ของตัวเอง และแท็กสามีอยู่บ่อย ๆ จนทำให้เธอที่มาเห็นก็รู้สึกไม่สบายใจ และอีกเหตุผลที่ทำให้คุณจอยรู้สึกไม่ดีนั่นก็เพราะย้อนกลับไปตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่ เขาป่วยเป็นมะเร็งนอนอยู่ที่โรงพยาบาล เธอเล่าว่าไม่เห็นว่าจะมีญาติพี่น้องคนไหนที่จะมาช่วยเธอดูแลสามีสักคน แม้จะมีผ่านเข้ามาเยี่ยมบ้างก็ตาม สิ่งนี้ทำให้คุณจอยเกิดความสงสัยว่า แล้วทำไมถึงเพิ่งมาคิดถึงในตอนที่สามีได้จากไปแล้ว คุณจอยยังเล่าอีกว่า เคยได้ยินจากสามีมาว่า น้องสาวชอบพูดถึงเธอในทางที่ไม่ดี ในตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่และป่วยเป็นมะเร็ง น้องสาวสามีก็จะชอบพูดว่ากับสามีว่า “ไปคบกับคนใหม่ เขาได้มาช่วยจ่ายเงินบ้างไหม?” แต่สามีของคุณจอยก็ไม่อยากรบกวน หรือมาพูดอะไรกับคุณจอยในเรื่องนี้ต่อ เพราะคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาส่วนตัวของตัวเขา เขาจึงอยากที่จะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองมากกว่า หลังจากที่ได้เล่าจบ คุณจอยก็ได้ปรึกษากับเหล่าดีเจว่า เธอนั้นควรจะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้ดีควรพูดตรง ๆ กับน้องสาวสามีหรือควรปล่อยไป แล้วหันมาจัดการความรู้สึกของตนเองดี หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เหล่าดีเจจึงได้เริ่มให้คำปรึกษาตามความคิดเห็นของแต่ละคน เริ่มต้นจาก ‘ดีเจต้นหอม’ โดยให้ความเห็นว่า “ให้เราโพสต์ใน Facebook ใน Account ของสามีเลยว่า ‘เราเป็นภรรยา และเพิ่งได้รหัสผ่านของสามีมา การจากไปครั้งนี้ก็อยากสร้างความทรงจำที่ดี วันนี้เราขอทำการปิด Account นี้ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำระหว่างเราสองคนนะคะ’ แล้วเราก็ปิดการอนุญาตให้แท็ก เปลี่ยนรหัสไปเลย แล้วถ้าน้องเขาจะขอรหัสออีก ก็บอกไปเลยว่า อย่าเลย ให้อยู่แบบนี้ดีกว่า ถ้าอยากได้รูปอะไรก็ไปแคปเอา หรือให้เราไปแคปให้เขาเองก็ได้ ถ้าอยากได้อะไรก็ให้บอกมา เพราะเรารู้สึกว่า ไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหวใด ๆ แล้ว ส่วนตัวพี่รู้สึกว่า เรายังไม่ควรไปพูดเปิด ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไรเยอะเกินไป รู้สึกว่าเราแค่แจ้งก็เป็นอันรับทราบกันแล้วก็พอ แต่ถ้าเขายังมาวุ่นวายกับเราอยู่ เราก็สามารถพูดตรง ๆ ได้เลย” ต่อมาที่ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้ความเห็นว่า “พี่ว่าคุณจอยก็มีสิทธิ์ทำและดูแลทุกอย่างใน Account ของสามีนะ เพราะเป็นของสามีเราที่จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายแล้ว แต่ถ้าคุณจอยทำแล้วมันมีปัญหา คุณจอยก็ต้องใจแข็งนะ คือพี่รู้สึกว่า สิ่งเกิดขึ้นนี้มันแปลกตรงที่เหมือนไม่ใช่พี่น้องที่สนิทกัน เพราะตอนสามีของคุณจอยป่วย เขาก็ไม่ได้มาดูแล ถ้าคุณจอยไม่ได้มีปัญหากับเขา แล้วเขาไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตเรา ลองทำแบบที่พี่หอมบอก พี่ว่าก็เป็นทางเลือกที่ดี” สุดท้าย ‘ดีเจเผือก’ ก็ได้ออกความเห็นว่า “เท่าที่ฟังมาก็รู้สึกว่าก็เป็นไปได้ที่พอหลังจากสามีเสียไปแล้ว เขาจะคิดถึงพี่ชาย หรือเขาจะรู้สึกอะไรขึ้นมา แล้วการที่เขาโพสต์อะไรบางอย่าง แล้วมันขึ้นอยู่ในฟีดของพี่ชายเขา พยายามคิดแบบใส ๆ โลกสวยเลย คือเขาอาจจะคิดว่า นี่คือหนึ่งช่องทางในการเชื่อมโยงตัวเขากับพี่ชายที่เสียไปแล้ว คิดว่าเป็นไปได้ที่เขาจะคิดแบบนี้ ส่วนเรื่องราวก่อนที่สามีจะเสีย พี่รู้สึกว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นมันอาจจะเยอะมาก แต่วันนั้นก็ส่วนของวันนั้น ถามว่าแล้วมันสร้างผลเสียอะไรอีกมั้ย นอกจากความรำคาญใจ ถ้าเขามาโพสต์แทนใน Account ของสามีเลย สำหรับพี่ พี่ไม่เห็นด้วย แต่นี่คือแค่การแท็ก เขาไม่ได้เข้ามาเล่น Account ของสามี พี่ก็รู้สึกว่ามันยังไม่ได้หนักหนามากขนาดที่จะทำให้เราต้องไปนั่งคุยกัน ก็เลี่ยงที่เราอาจจะเบากว่า ถ้าเรารำคาญ เรากดซ่อนได้ โดยไม่ต้องบล็อก หรือเสียความสัมพันธ์ ถ้าเรายังไม่พร้อมก็ไม่ต้องไปเห็นมัน ลองพิจารณาดูก่อนว่ามันเป็นเพราะความบาดหมางตั้งแต่เรื่องก่อนหน้านี้หรือป่าว ที่ทำให้เรามองเขาไม่ดีไปแล้ว สุดท้ายแล้วถ้าเราจะไม่เอาคนนี้ไว้ในชีวิตแล้วก็ไม่ผิด เพราะเขาไม่ได้มีผลอะไรในชีวิตเราแล้ว แค่ลองแยกปัญหาให้ถูก ว่าจริง ๆ แล้วเราคิดยังไงอยู่กันแน่”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมหยุดใส่ใจการใช้เงินของคนอื่นไม่ได้!! ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เวลาผมเห็นเพื่อน หรือ คนรอบตัว ซื้อของที่แพงกว่าในราคา Online มา ผมจะหงุดหงิดมาก จะหยุดนิสัยนี้ยังไงดี?

14 พ.ย. 2025

ผมหยุดใส่ใจการใช้เงินของคนอื่นไม่ได้!! ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เวลาผมเห็นเพื่อน หรือ คนรอบตัว ซื้อของที่แพงกว่าในราคา Online มา ผมจะหงุดหงิดมาก จะหยุดนิสัยนี้ยังไงดี?

ผมหยุดใส่ใจการใช้เงินของคนอื่นไม่ได้!!ทำยังไงดีครับ ผมเป็นคนทำงาน หาเงินเองตั้งแต่เด็กๆจนเป็นคิดที่ประหยัดเรื่องการใช้เงินมากๆปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เวลาผมเห็นเพื่อน หรือ คนรอบตัวซื้อของที่แพงกว่าในราคา Online มา ผมจะหงุดหงิดมากเคยโกรธเพื่อนถึงขั้นไม่คุยไปเลย ผมแค่รู้สึกว่าออนไลน์ก็มีของแบบเดียวกัน ในราคาที่ถูกกว่าหรือบางครั้งผมก็หงุดหงิดตัวเองที่ซื้อของออนไลน์แพงกว่าของหน้าร้าน จะหยุดนิสัยนี้ยังไงดี? “คุณนุ” (นามสมมติ) อายุ 18 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (12 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับการชอบใส่ใจเรื่องการเงินของคนอื่น อยากให้เพื่อนซื้อของในราคาถูก แต่พูดบ่อยจนเพื่อนโมโห โดย “คุณนุ” (นามสมมติ) ได้เล่าว่า ‘ผมเป็นคนที่ทำพาร์ทไทม์มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยทำให้ผมรู้คุณค่าของเงิน แต่ในบางที ผมก็ชอบใส่ใจการใช้เงินของคนรอบข้างมาก ผมเป็นคนที่ชอบชอปปิ้งออนไลน์ เลยทำให้ผมรู้ถึงต้นทุนของสินค้าในชิ้นนั้น ผมเลยไม่ซื้อสินค้าร้านข้างนอกเลย เวลาผมรู้ว่าคนรอบตัวซื้อของ ผมจะชอบบอกเขาว่าทำไมไม่ซื้อออนไลน์ จนบางทีทำให้คนรอบตัวโมโห เพราะผมชอบบ่น บางทีผมก็หงุดหงิดจนไม่อยากคุยกับเพื่อนเลย ส่วนใหญ่ของที่ผมชอบซื้อจะเป็นพวกครีม เครื่องสำอางค์ ผมเป็นหนักขนาดที่ว่า ขนมห่อเล็ก ๆ ขายตามร้าน ห่อละ 5 บาท ผมก็กดได้มา 1 บาท เลยซื้อมาเป็นยกแพ็ค นิสัยนี้ผมจะเป็นเฉพาะกับเพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ ปัญหาของนุวันที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนคือ ทำยังยังให้ผมเลิกนิสัยแบบนี้? ที่ชอบไปวุ่นวายเรื่องการใช้เงินของคนอื่นดีครับ’ เริ่มด้วย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การซื้อของออนไลน์และซื้อของหน้าร้าน มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ถ้าเขาซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ สิ่งที่ออนไลน์ทำไม่ได้ คือได้สินค้า ณ ตอนนั้นเลย สองคือ ได้ความมั่นใจ เมื่อของชิ้นนี้อยู่ในร้านสะดวกซื้อที่มีมาตรฐาน แปลว่าของชิ้นนี้ได้รับการการันตี มั่นใจได้ว่าเป็นของแท้แน่นอน สามคือ ได้เห็นสินค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ออนไลน์บางครั้งซื้อเสื้อผ้ามาไม่ตรงปก ซื้อรองเท้ามาใส่ไม่ได้ มีปัญหาที่ก่อให้เกิดขึ้นได้ คิดซะว่าเขาอาจจะยอมจ่ายแพงกว่า เพราะเหตุผลเหล่านี้ เราอย่าเอาราคาอย่างเดียวเป็นที่ตั้ง ให้มองว่าความสุขของคนเราต่างกัน แต่เราสามารถเตือนเพื่อนได้ อันนี้ถูกกว่าก็แนะนำให้ไปดู พูดครั้งเดียวแล้วจบ ที่เหลือเป็นการใช้ชีวิตของเขา’ ต่อด้วย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันเป็นเรื่องของสารในสมองที่มันหลั่งออกมา ถ้ารู้ตัวว่าเราเริ่มหงุดหงิด ให้หายใจเข้าลึก ๆ แล้วบอกว่า เงินเขา..เงินเขา… ทำให้สมองค่อย ๆ รับรู้ไปทีละนิด เราต้องลดการที่ไปวุ่นวายกับคนอื่นลง ค่อย ๆ ตัดที่ไม่เกี่ยวกับเรา กังวลแค่เงินเราพอ และลองไปศึกษาเรื่องโดพามีล จะฝึกร่างกายยังไง ให้โดพามีลอยู่ในที่ ๆ ควร’ ปิดท้ายด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ที่ง่ายสุดต่อชีวิตเลยนะ ใครสะดวกแบบไหนเอาแบบนั้นเลย นุพูดบอกเขาได้นะ เพียงแต่ไม่ควรไปโมโหถ้าเขาไม่ทำตาม เพราะเขาเลือกในสิ่งที่เขาสะดวก นุทำแบบนี้ก็จะมีเงินเก็บ เพราะซื้อของที่ถูกกว่าเขา เขาทำแบบนั้นถึงเงินจะไม่เหลือ แต่เขาก็จะมีความสุขในแบบของเขา ถ้าจะให้ง่ายก็คือ ลองไปหาเพื่อน หรือ คนใกล้ตัวที่เขาต้องการสิ่งนี้ อันนี้มันจะมีค่ามาก ๆ ถ้าคนนี้ความคิดไม่ตรงกับเรา เราก็แค่ไม่ต้องไปวุ่นวายกับเขา’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFungFin

album
efm
-

-