หนูต้องสะดุ้งตื่นตี 3 ทุกวัน เพราะลุงบ้านตรงข้ามเปิดเสียงพระสวดดังลั่น เคยบอกให้ลุงเบาเสียงแล้ว แต่ลุงบอกว่าลำโพงไม่มีปุ่มเบาเสียง หนูจะทำยังไงดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูต้องสะดุ้งตื่นตี 3 ทุกวัน เพราะลุงบ้านตรงข้ามเปิดเสียงพระสวดดังลั่น เคยบอกให้ลุงเบาเสียงแล้ว แต่ลุงบอกว่าลำโพงไม่มีปุ่มเบาเสียง หนูจะทำยังไงดีคะ?

23 ม.ค. 2026

หนูต้องสะดุ้งตื่นตี 3 ทุกวัน

เพราะลุงบ้านตรงข้ามเปิดเสียงพระสวดดังลั่น

เคยบอกให้ลุงเบาเสียงแล้ว

แต่ลุงบอกว่าลำโพงไม่มีปุ่มเบาเสียง

หนูจะทำยังไงดีคะ?

         ‘คุณแก้วตา (นามสมมติ)’ อายุ 30 ปี สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องข้างบ้านเปิดบทสวดเสียงดังในเวลาตี 3 แทบทุกวัน ควรจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี

         โดย ‘คุณแก้วตา (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “คุณลุงตรงข้ามบ้าน เปิดเสียงพระสวดผ่านลำโพง ในช่วงเวลาตีสามครึ่งของทุกวันเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบทสวดดี ๆ แต่บางครั้งก็มีบทสวดศพด้วย

         บ้านของหนูกับบ้านของคุณลุงไม่ได้อยู่ติดกัน บ้านของคุณลุงอยู่ฝั่งตรงข้าม ห่างกันแค่ถนนเส้นเดียว ในระแวกบ้านส่วนใหญ่เป็นพี่น้องของคุณลุงทั้งหมด มีบ้านที่ไม่ใช่ญาติของเขาเพียงแค่ 3 หลัง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบ้านของหนู บ้านอีกสองหลังเป็นคนมีอายุ เขาก็อยู่ที่นี่มานานแล้ว ส่วนบ้านของหนูเพิ่งย้ายมาได้ 3 - 4 ปี แต่เสียงเริ่มดังเมื่อ 2 ปีหลังที่ผ่านมา

         ห้องของหนูคือห้องที่ได้รับเสียงรบกวนน้อยที่สุด แต่ส่วนตัวถ้าได้ยินเสียงดังแล้วตื่นขึ้นมา หนูจะนอนต่อไม่ได้เลย ส่วนห้องของพ่อกับแม่ได้ยินเสียงชัดมาก เตี่ย (พ่อ) ถึงกับต้องเดินลงมานอนโซฟาทุกวัน พี่สาวก็เคยไปคุยขอให้คุณลุงเบาเสียงลง แต่คุณลุงกลับตอบมาว่า ลำโพงที่ลุงเปิด มันไม่มีปุ่มลดเสียง มันมีแค่เปิดกับปิด

         นอกจากนี้หนูก็เคยโทรหาสายตรวจหลายครั้งจนเกรงใจ เขาก็ทำได้แค่ตักเตือน จนวันหนึ่ง หนูทนไม่ไหวแล้ว เลยอัดคลิปเสียงส่งไปให้ตำรวจ เขาก็บอกเดี๋ยวจะประสานเรื่องกับอบต.ให้ แต่สุดท้ายมันก็เหมือนเดิม แม่หนูบอกให้ปล่อยมันไป ไม่ต้องไปโฟกัส แต่จะไม่สนใจได้ยังไงในเมื่อมันได้ยินชัด และเสียงดังมากจริง ๆ

         อีกหนึ่งข้อมูลที่เคยได้ยินมาคือ คุณลุงเคยบวชมาแล้วสองครั้ง พอกลับมาที่บ้าน หนูไม่แน่ใจว่าลุงอยากฟังเสียงพระสวดหรือเปล่า หรือยังอินกับการอยู่วัด แต่เขาก็ไม่ควรทำให้คนอื่นเดือดร้อน มันเป็นมลพิษทางเสียง หนูต้องทำยังไงดีคะ ?”

         เริ่มที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “แจ้งความไปเรื่อย ๆ ไปจนกว่าเสียงจะเงียบ หรือซื้อลำโพงให้เขาไปเลย แล้วบอกวิธีการใช้ให้คุณลุงเข้าใจ พร้อมกับบอกคุณลุงว่าให้เบาเสียงลง ไม่งั้นตำรวจจะมาจับ เสียเงินแค่ไม่กี่ร้อย แลกกับชีวิตการนอนของเรา”

         ด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้พูดเสริมว่า “ถ้าวิธีแรกใช้ไม่ได้ผล ก็ให้สังคมพิพากษาเขา แต่ให้ลองเจรจากับเขาดี ๆ ก่อน ทำตามทีละขั้นตอน อย่างแรกให้คุยกันให้เข้าใจ จากนั้นก็เปลี่ยนลำโพงให้เขา ถ้ายังไม่ได้ผล ก็ไปอบต.”

         ด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้แนะนำว่า “ให้ลองประสานกับทางอบต.ไปก่อน เอาคลิปเสียงไปเปิดให้เขาฟัง หรือลองเปิดเพลง EDM เอาให้ดังกว่า ถ้าลุงเปิดหนูก็เปิด”

         สุดท้ายดีเจทั้งสามคนได้เสนอวิธีการแก้ปัญหาให้เพิ่มเติมว่า “หรือลองอ้างพระ อ้างเจ้าไหม ให้เจ้าอาวาสมาเตือนว่า การเปิดบทสวดเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าทำให้คนอื่นเดือดร้อน โยมบาปนะ ถ้าไม่ได้ผล ลองเป็นผีเลย จ้างเอ็กตร้ามาก็ได้ ให้เขาปลอมตัวเป็นพระ เป็นผี เอามาหลาย ๆ คน อย่าไปยอมเขา เพราะเราจะเสียสุขภาพจิต”

  มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

พี่ชายผมมีลูก 2 คน แต่กลายเป็นผมที่ต้องมาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในอนาคตก็จะให้ผมส่งเรียนอีก ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผมเลย จะคุยกับพี่ชายยังไงดีครับ?

12 ก.พ. 2026

พี่ชายผมมีลูก 2 คน แต่กลายเป็นผมที่ต้องมาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในอนาคตก็จะให้ผมส่งเรียนอีก ผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผมเลย จะคุยกับพี่ชายยังไงดีครับ?

พี่ชายผมมีลูก 2 คนแต่กลายเป็นผมที่ต้องมาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆในอนาคตก็จะให้ผมส่งเรียนอีกผมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผมเลยจะคุยกับพี่ชายยังไงดีครับ? ‘คุณบอส (นามสมมติ)’ อายุ 31 ปี สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่พี่ชายมีลูกแต่คุณบอสกลับต้องมาช่วยดูแลรับผิดชอบเด็กเป็นประจำ โดย ‘คุณบอส (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ตอนนี้ผมออกมาซื้อบ้านอยู่กับแฟน ไม่ได้อาศัยอยู่กับที่บ้านแล้ว ที่บ้านของผมจะมีพ่อ แม่ พี่ชาย และพี่สะใภ้อยู่ด้วยกัน พี่ชายมีลูกทั้งหมด 2 คน ปกติผมจะส่งเงินให้พ่อกับแม่เป็นประจำทุกอาทิตย์ ครั้งละ 3000 - 4000 บาท พี่ชายก็มักจะมีปัญหาเรื่องเงินอยู่บ่อย ๆ เขาจะขอยืมเงินของผมผ่านแม่ บางครั้งก็มีการทักมาขอยืมเงินกับผมเอง แต่ผมมองว่ามันคือการขอ มากกว่าการยืม เพราะเขาไม่เคยคืนเงินผมเลย ก่อนหน้านี้ สมัยผมเรียนอยู่มหาลัย ผมก็ไม่ได้อยู่กับที่บ้าน เนื่องจากต้องมาเรียนที่ต่างจังหวัด ส่วนเรื่องเงินผมก็แทบจะไม่ได้ขอที่บ้านเลย จนผมเรียนจบ แม่ก็เริ่มเกริ่นกับผมว่า แม่ทำงานไม่ไหวแล้ว ผมก็เต็มใจที่จะส่งเงินให้ ในตอนนั้นพี่ชายของผมได้มีลูกคนแรก ทั้งที่ยังไม่มีอาชีพที่มั่นคง ผมเองก็ไม่ค่อยพอใจที่เขามีลูกโดยไม่พร้อม ผ่านมาระยะหนึ่ง พี่ชายผมเริ่มขอยืมเงินมากขึ้น เพราะมีปัญหาเรื่องลูกของเขา บางครั้งก็เรื่องเรียน บางครั้งก็เรื่องเข้าโรงพยาบาล หลังจากนั้นเขาก็มีลูกคนที่ 2 ผมก็ยิ่งไม่พอใจมากยิ่งขึ้น แต่ผมเองก็ไม่กล้าที่จะพูดตรง ๆ กับเขา ด้วยอายุที่ห่างกันมาก ผมกลัวครอบครัวจะผิดใจกัน กลัวทำให้พวกเขาเสียใจ จนมีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมฉุดคิดขึ้นมาได้ คือตอนที่แม่ของผมพูดว่า พอหลานโตก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว เดี๋ยวผมก็ส่งเงินให้เรียนเอง ทำให้ผมคิดว่า เขาไม่ใช่ลูกผม ผมต้องรับผิดชอบชีวิตเขาขนาดนั้นเลยหรอครับ พ่อแม่ของผมก็เลี้ยงดูพี่ชายมาแบบตามใจ อยากได้อะไรก็ให้ ส่วนผมก็ต้องรับของต่อจากพี่มาตลอด ภรรยาของพี่ชาย ตอนแรกเขาก็ว่างงาน เป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูก ผมคิดว่าเขาควรมีอาชีพที่มั่นคง ผมเลยให้เงินแม่ไปประมาณหนึ่งแสนบาท ให้แม่ช่วยจัดการเปิดร้านขายอาหารให้พี่ชาย และภรรยาของเขาช่วยกันดูแล ส่วนเงินที่ได้ผมก็ให้เขาไปจัดการกันเองได้เลย แต่สุดท้ายเงินมันก็ไม่พออยู่ดี ทุกครั้งที่เขาขอเงินผมจะคิดว่าจะมีลูกเพื่ออะไร ถ้าตัวเองยังไม่พร้อมขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าจะบอกพี่ชายไปตรง ๆ เลยดีไหม ว่าต่อไปนี้ผมจะช่วยดูแลเรื่องเงินให้พ่อกับแม่แค่สองคน หรือมีวิธีอื่นที่ทำให้ผมกับพี่ชายไม่ผิดใจกันไหมครับ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “พูดไปตรง ๆ กับเขาได้เลย คนเราควรรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ถ้าเราช่วยเหลือคนเหล่านี้ เขาก็จะไม่ได้เรียนรู้ความลำบาก อยากให้เขาได้ลองเรียนรู้ ลองเจอกับความลำบากดูสักครั้ง เพราะฉะนั้นสนับสนุนให้คุยกันตรง ๆ หรือถ้าไม่กล้า ก็ฝากแม่ไปบอกก็ได้” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “เข้าใจความรู้สึก ทำไมเราต้องมารับผิดชอบชีวิตเขาด้วย ยิ่งกรณีที่มีลูกคนแรกโดยที่ไม่พร้อม แล้วยังมีคนที่สองเพิ่มมาอีก แปลว่าเขาตัดสินใจยอมรับความเสี่ยงแล้ว เขาก็ต้องรับผิดชอบเอง พูดไปตรง ๆ ว่าเราก็มีส่วนที่เรารับผิดชอบในชีวิต เงินที่ให้นั่นคือเงินเรา การที่เราส่งเงินให้พ่อแม่ มันเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ให้หลานกับพี่ชายก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำให้กัน ถ้าเราไม่แสดงจุดยืนของเราว่าเราช่วยเหลือเขาได้มากเท่าไหร่ เขาจะมองเราเป็นที่พึ่งพาไปตลอด ถ้าพูดแล้วผิดใจ เป็นเขาเองที่ต้องรับผิดชอบความรู้สึกตัวเองไม่ใช่เรา” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “การคุยกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าไม่กล้าพูดตรง ๆ ก็ลองใช้วิธีการโกหกดู เรียกทุกคนมาคุยแล้วบอกว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ทุกคนต้องพึ่งพาตนเอง พี่ชายต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองและครอบครัวให้ได้ จะหวังพึ่งพากันไม่ได้แล้ว เขาเองจะได้รู้สึกกังวลใจ มีความตระหนักเรื่องการมีลูกเพิ่มด้วย ให้ทุกคนได้วางแผนชีวิตกันถูก ให้เขาได้คิดบ้าง ไม่ใช่แค่เราที่กังวลใจอยู่ฝ่ายเดียว การมีลูกมันเรื่องใหญ่มาก เรื่องแบบนี้มันคุยกันได้”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

23 ม.ค. 2026

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกัน แฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่ม ผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่า อยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ?

คบกับแฟนมา 6-7 ปี แต่งานใหม่ของผมทำให้เวลาว่างเราไม่ตรงกันแฟนต้องการมีเวลาร่วมกันเพิ่มผมไม่อยากเปลี่ยนงาน เพราะเงินเดือนที่นี่ดีกว่าอยากให้แฟนเข้าใจว่าความก้าวหน้าในอาชีพ ก็มีผลต่ออนาคตที่จะมีร่วมกัน ควรทำอย่างไรดี ? ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก-ดีเจ-ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาเวลาไม่ตรงกับแฟน ทำให้แฟนน้อยใจ แต่ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนงาน ‘คุณวิทย์ (นามสมมุติ)’ อายุ 35 ปี ปัจจุบันมีแฟนอายุ 31 ปี คบกันมา 6-7 ปี ยังไม่แต่งงาน แต่อาศัยอยู่ด้วยกัน เจอหน้ากันทุกวัน มาถึงช่วงเดือนตุลาคมปี 68 ที่ผ่านมา คุณวิทย์ได้เปลี่ยนงานใหม่ ก่อนหน้านี้ทำงานเวลาออฟฟิศทั่วไป ที่ลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนไม่เพียงพอ ในส่วนของงานใหม่นี้ ก็ได้ปรึกษากับแฟนแล้วว่าที่นี่เงินดีกว่า แต่ต้องเข้างานเป็นกะ คุณวิทย์คุยกับแฟนไว้ว่า อยากทำที่นี่ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี เพราะก่อนหน้าได้มีการเปลี่ยนงานบ่อยมาก จึงกลัวจะกระทบต่อประวัติการทำงาน แต่เมื่อต้องย้ายเวลาเข้า - ออกงาน จึงทำให้เกิดปัญหาไม่เข้าใจกันกับแฟน ช่วงหลังปีใหม่ แฟนเริ่มน้อยใจหนักขึ้น มีการโทรมาเหวี่ยงใส่คุณวิทย์ว่า เธอไม่โอเค กับการที่ตื่นมาไม่ได้เจอหน้ากับบ่อย ๆ เหมือนเคย ซึ่งเธอบอกว่าเข้าใจในเรื่องการทำงานของคุณวิทย์ แต่ใจเธอยอมรับไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นเองคุณวิทย์ ก็ยังคงทำงานอยู่ จึงทำได้แค่ฟัง แต่เมื่อกลับถึงบ้าน แฟนกลับเงียบใส่ ทำให้ไม่ได้พูดคุยเคลียร์ใจกัน ปกติแล้ว คุณวิทย์เป็นคนใช้เงินค่อนข้างเก่งมาก จึงโอนเงินให้แฟนเป็นคนจัดสรรเงินให้ แต่วันถัดมา แฟนกลับโอนเงินคืนคุณวิทย์ และพูดว่าจะไม่ทำให้อีกแล้ว จากนั้นคุณวิทย์ก็โทรตาม แต่ก็ไม่รับสาย จึงเปลี่ยนไปส่งข้อความ แต่ก็ได้คำตอบมาตามเดิมว่า เธอไม่ชอบที่เวลาทำงานของคุณวิทย์เปลี่ยนไป จนไม่มีเวลาร่วมกัน สิ่งที่เธอต้องการคืออยากให้วันเสาร์-อาทิตย์เราได้เจอกันเหมือนเดิม กลับมาก็เจอหน้ากันไม่นาน แล้วหลังจากนั้นอีกคนก็ออกไปทำงาน และเป็นแบบนี้อยู่บ่อย ๆ อาจมีบางวันหยุดของคุณวิทย์บ้าง ที่ตอนเที่ยงคุณวิทย์จะขับรถไปที่ทำงานแฟนเพื่อทานมื้อเที่ยงด้วยกัน หรือตอนเย็นไปรับจากที่ทำงาน และทานอาหารเย็นด้วยกัน ล่าสุดได้มีการพูดคุยกันเพิ่มเติมแล้ว แต่กลัวว่าแฟนจะกลับไปน้อยใจอีก เพราะเมื่อก่อนคุณวิทย์เคยสัญญาว่าจะทำงานเก็บเงินไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน แต่ทำไม่ได้สักที และทุกเสาร์-อาทิตย์เราไปเที่ยวด้วยกันตลอดแต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว จึงอยากปรึกษาขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้แฟนเข้าใจ เรื่องที่ไม่อยากเปลี่ยนงาน อยากทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพและมีอนาคตที่ดีร่วมกัน เริ่มที่ ‘ดีเจต้นหอม’ แนะนำให้บอกแฟนไปว่า “เดี๋ยวจะหางานใหม่ ที่เวลาตรงกันให้ และมีเงินดีด้วย วันนี้เราต้องพึ่งงานตรงนี้ก่อน ไม่มีใครอยากเลิกงานตี 2 ทุกวันหรอก แต่เอาเป็นว่า ถ้ามันมีงานที่ดี และเงินดีกว่า เราก็จะเปลี่ยนให้ ขอให้อดทนไปด้วยกัน ให้เธอสบายใจได้ว่าเราก็พยายามที่จะหาทางออก หรือถามตรง ๆ เลยว่า อยากให้คุณวิทย์ทำอะไร แต่ไม่ต้องห่วงนะ เราไม่ได้จะทำที่นี่ไปตลอดอยู่แล้ว แค่ต้องอดทนหน่อย” ต่อด้วย ‘ดีเจเผือก’ พูดว่า “แล้วในวัย 31 นี้ เขาก็น่าจะพอเข้าใจโลก แต่เมื่อคุณทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงาน อยู่ด้วยกันมานาน แต่ยังไม่ขยับขยายและไม่มั่นคงเท่าไหร่ กรณีแบบนี้ทำให้หลาย ๆ คู่เกิดคำถามต่อกันว่า ใช่ ไม่ใช่ ไปต่อหรือไม่ไปต่อ อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ มันพาลให้เป็นปัญหาได้มาก แนะนำให้คุณวิทย์สร้างความมั่นใจให้เขาว่าในวันนี้อาจจะมีบ้างที่ยังแบ่งเวลาให้มากไม่ได้ แต่อยากให้มั่นใจว่าในอนาคตที่เขาต้องรอคอย มันจะมาถึงเมื่อไหร่ อยากให้ลองคุยให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่รอให้พร้อม แต่ไม่รู้ว่าพร้อมคือเมื่อไหร่ ลองยื่นอนาคตที่ชัดเจนให้เขาดู ถ้าเขากลับเริ่มไม่มั่นใจ ก็ลองโทรมาปรึกษากันใหม่” สุดท้ายตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ เสริมว่า “พี่เข้าใจแฟนคุณวิทย์ คนเราคงมีอารมณ์น้อยใจโกรธกัน เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เข้าใจในมุมคุณวิทย์ที่อยากจะมีอนาคตมีเงินที่มากขึ้น และยังพยายามที่จะชดเชยเวลาด้วยการไปกินข้าวกลางวัน ไปรับแฟนจากที่ทำงานด้วย พี่อยากให้คุณวิทย์คุยกับแฟนในมุมเหตุผลว่าทั้งหมดนี้เราทำไปทำไม บางครั้งเมื่อเงื่อนไขของชีวิตคู่ มันถูกเปลี่ยนเพื่อเป้าหมายของสองคน มันอาจจะต้องอดทนและยอม เพื่อให้มันไปถึงเป้าหมายได้” มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนผมเคยไปกินข้าว กับคนที่เขาเคยคอลเสียวด้วย ผมเลยเอาจีพีเอสไปติด เพราะว่าระแวงเขามาก! ตอนนี้ไม่ได้ติดแล้วครับ เพราะเราจะมา Set Zero ด้วยกันใหม่

09 ม.ค. 2026

แฟนผมเคยไปกินข้าว กับคนที่เขาเคยคอลเสียวด้วย ผมเลยเอาจีพีเอสไปติด เพราะว่าระแวงเขามาก! ตอนนี้ไม่ได้ติดแล้วครับ เพราะเราจะมา Set Zero ด้วยกันใหม่

แฟนผมเคยไปกินข้าว กับคนที่เขาเคยคอลเสียวด้วยผมเลยเอาจีพีเอสไปติด เพราะว่าระแวงเขามาก!ตอนนี้ไม่ได้ติดแล้วครับ เพราะเราจะมา Set Zero ด้วยกันใหม่ คุณบี (นามสมมติ) สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (7 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวกับ ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องที่คุณเอ (แฟน) ได้แอบไปกินข้าวกับรุ่นน้องที่เคยคอลเสียวกัน แต่ตัวคุณบีไม่โอเคกับเรื่องนี้ จึงได้ทำการติด GPS ไว้ที่รถคุณเอ คุณเอไม่พอใจมาก จึงโทรเข้ามาขอคำปรึกษาในรายการเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาติดตามเรื่องราวก่อนหน้าได้ที่ ล่าสุด คุณบี (นามสมมติ) ได้โทรเข้ามาอัปเดตว่า "แฟนเขามาสารภาพกับผม ตั้งแต่วันที่ผมจับได้ ผมก็ไปด่าเขาว่าทำไมทำแบบนี้ แล้วก็บอกเลิกเขาไป เขาก็เล่าว่าแค่ไปกินข้าว ผมก็เลยให้โอกาสเขา แล้วบอกว่าครั้งนี้จะเป็นโอกาสสุดท้าย ปัจจุบันผมก็จะมีไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนบ้าง แต่เป็นร้านนั่งชิล ผมจะชอบเป็นแนวนี้ แต่เขาก็เริ่มจะออกไปกับเพื่อนเขาบ้าง เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยได้ไป แต่เขาอยากเรียนรู้ว่าจะเป็นยังไง เขาก็เริ่มออกไปกับกลุ่มเพื่อนเขา ผมก็ปล่อย ไม่ได้ห้าม แต่ถ้ามีเรื่องเมื่อไหร่ผมก็จบ ส่วน GPS นั้น ผมเอาออกตั้งแต่วันที่เขามาบอกผมแล้ว เพราะผมคิดว่าถ้าเขาไม่ชอบ ผมก็เอาออก ก่อนหน้านั้นมันร้าวจนเกือบจะแตกแล้ว ผมก็คิดว่าถ้าเรามานั่งระแวง มันก็ไม่มีความสุขสำหรับเราด้วย ผมไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องมานั่งคิดว่า เขาไปไหนกับใครหรือเปล่า ผมก็คือปล่อยวางไปเลย แต่ถ้ามีเหตุการณ์อื่นในอนาคต ถ้าเขากล้าจะทำอีก ผมก็จะปล่อย ไม่เสียดายด้วย เพราะผมทำเต็มที่แล้ว" หลังจากที่ดีเจทั้งสามได้ฟังเรื่องราวก็เบาใจ และหวังว่าทั้งคุณเอและคุณบีจะครองรักได้อย่างมีความสุขอีกครั้งเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เรายื่นคำขาด! แฟนต้องมาขอภายในปีหน้า ..ไม่งั้น เลิก! l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

19 ธ.ค. 2025

เรายื่นคำขาด! แฟนต้องมาขอภายในปีหน้า ..ไม่งั้น เลิก! l พุธทอล์คพุธโทร 17 ธันวาคม 68

“คุณบี (นามสมมติ)” อายุ 32 ปี เป็นสายแรก ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (17 ธันวาคม 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหายื่นคำขาดให้แฟนมาขอแต่งงานภายในครึ่งปีหน้า เราทำมากเกินไปมั้ยคะ? “คุณบี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมานาน 11 ปีแล้ว แฟนอายุ 30 เป็นคนเจ้าชู้ คุยกับคนอื่นไปเรื่อย ๆ แต่ทุกครั้งที่หนูจับได้ เขาก็จะหยุดคุย แล้วเลือกกลับมาอยู่กับหนูตลอด พอคบกันเข้าสู่ปีที่ 8 หนูเริ่มถามเขาตรง ๆ ว่า “มีแพลนจะแต่งงานบ้างไหม” เพราะหนูรู้สึกว่าหนูอยากแต่ง แต่ไม่ได้อยากจัดงานใหญ่โตอะไร แค่อยากให้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายได้นั่งกินข้าวด้วยกันแลกแหวนง่าย ๆ ให้รู้ว่าเราเป็นสามีภรรยากันแล้วก็พอได้ ช่วงแรกเขาก็ตอบว่า “เดี๋ยวจะแต่ง” แต่หลังจากนั้นก็เงียบไป พอมาช่วงหลัง ๆ เขาก็บอกว่า “ยังไม่พร้อม อยากมีเงินเก็บมากกว่านี้ก่อน” แต่ปัญหาคือ.. เราทำธุรกิจร่วมกัน รายได้ก็ใกล้เคียงกัน เราอยู่บ้านเดียวกัน ใช้ชีวิตเหมือนสามีภรรยามานานแล้ว ในมุมของเขา หนูก็พยายามเข้าใจ คิดว่ามันอาจเป็นเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นผู้ชาย ที่เขาอยากมีมากกว่านี้ก่อนจะมาขอหนูแต่งงาน แต่สิ่งที่หนูอยากได้ มันไม่ได้ใหญ่โตเลย หนูก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาต้องจ่ายทุกอย่างคนเดียวด้วย พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็มีถามบ้างว่าเมื่อไหร่จะแต่ง แม่ฝั่งหนูเองยังบอกเลยว่า ไม่ต้องเอาสินสอดก็ได้ เพราะเห็นว่าเราสู้ทำธุรกิจมาด้วยกันตลอด แต่พอคบกันนานขึ้น หนูเริ่มรู้สึกว่าเราสองคนเหมือนเพื่อนสนิทมากกว่าคนรัก หนูแอบคิดว่าถ้าเราได้เปลี่ยนสถานะอะไรบางอย่าง ความรู้สึกมันอาจจะดีขึ้นแต่เขาก็ยังไม่ขยับอะไรเลย หนูเริ่มถามตัวเองว่าหรือจริง ๆ แล้ว…เรากำลังมองปลายทางไม่เหมือนกัน ทุกครั้งที่หนูคุยเรื่องแต่งงาน หนูจะรู้สึกว่าอาการเขาไม่ค่อยดี หนูเลยถามว่าโอเคไหม แล้วคำตอบที่ได้กลับมาคือเขาบอกว่า “ใจนึงก็อยากปล่อยหนูไปให้ไปเจอคนที่ดีกว่า” หนูก็เลยบอกเขาว่า ถ้ายังรักกัน เราก็จับมือกันนะ ลองกลับมาใส่ใจกันใหม่ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้ เพราะหนูก็รู้สึกว่าเรายังรักกันอยู่แค่ภาพของการแต่งงาน…เราไม่เหมือนกัน จนวันนึงมีเพื่อนพูดกับหนูว่า “สรุปแล้ว เขาเป็นคนรัก หรือเป็นแค่เพื่อนร่วมงานของหนู?” ประโยคนี้ทำให้หนูกลับมาคิดหนักมากว่า ชีวิตคู่ของหนูตอนนี้มันคืออะไรกันแน่ หนูเลยอยากถามพี่ ๆ ว่ามันจะผิดไหมคะ…ถ้าหนูตั้งเส้นตายให้ตัวเอง ว่าถ้าภายในครึ่งปีหน้า เขายังไม่ขอหนูแต่งงาน หนูจะเลือกเดินออกมาจากความสัมพันธ์นี้’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เข้าใจมาก ๆ เพราะตัวเองก็เคยผ่านจุดนี้มาเหมือนกัน บางความสัมพันธ์มันไม่ได้จบเพราะไม่รักนะ แต่มันจบเพราะเรามองปลายทางไม่เหมือนกัน ถ้าบีคิดจะตั้งเส้นตาย มันไม่ใช่เรื่องผิดเลย แต่อยากให้ลองคุยให้ชัด ๆ ไปเลยว่า สรุปแล้วปลายทางของเราตรงกันไหม ถ้ามันตรงกัน การรอก็ยังพอมีความหมาย แต่ถ้ารอไปแล้วสุดท้ายปลายทางไม่เหมือนกัน การเดินออกมาก็อาจจะดีกว่า’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘ตรง ๆ เลยว่า คบกันมา 11 ปี มันนานมากแล้ว ถ้าเป็นหอม จะไม่เลือกอยู่รอ เพราะมันเสียเวลา การที่เราถามเรื่องแต่งงาน แปลว่าเรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไร แต่ถ้าเขายังไม่ตอบให้ชัด มันก็แปลว่าเขายังไม่ตัดสินใจเลือกเรา ถ้าเขาไม่ได้อยากมีเราอยู่ในชีวิต ก็ควรพูดตรง ๆ จะได้ไม่ต้องรอกันไปเรื่อย ๆ แล้วก็ต้องเผื่อใจไว้ด้วย เพราะคำตอบที่ได้ อาจจะเป็นการเลิกกันก็ได้ เขาอาจรักเรา แต่ถ้าเป้าหมายชีวิตมันไม่ตรงกัน ยังไงก็ไปต่อกันไม่ได้’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ตัวเองก็เคยคิดเหมือนกันว่าไม่จำเป็นต้องแต่งงาน แต่พอแฟนอยากแต่ง ก็เลือกตกลงเพราะในเมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย อยากให้บีกลับไปถามตัวเองกับเขาให้ชัดว่าเขาลังเลอะไร หรือจริง ๆ แล้วในใจเขาอาจไม่ได้เห็นภาพว่าจะอยู่กับเรายาว ๆ ยิ่งพื้นฐานเขาเป็นคนเจ้าชู้ บีก็อาจไม่ใช่คนสุดท้ายที่เขาจะหยุดด้วย สุดท้ายแล้ว บีต้องคุยกับเขาให้ได้คำตอบจริง ๆ เพราะคำตอบนั้นแหละ จะบอกเองว่าเราควรรอ หรือควรพอแค่นี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-