เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่น แต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่น แต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?

28 พ.ย. 2025

เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่น
เรากอดลูกสาว 8 ขวบร้องไห้ตลอด ตอนนี้เริ่มดีขึ้นแล้ว
แต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?
พ่อเขาก็ยังมีแวะมาเจอลูก มาทำหน้าที่พ่ออยู่
จะทำให้ลูกเข้าใจยังไงดีว่าพ่อและแม่
จะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมกันแน่นอน

                “คุณน้ำชา (นามสมมติ)” อายุ 37 ปี เป็นสายแรก ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องขอวิธีสอนลูกไม่ให้ลูกเกลียดพ่อ และให้เข้าใจว่าพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว

                “คุณน้ำชา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘อยากมาปรึกษาเรื่องวิธีการสอนลูกที่ไม่ให้เขาเกลียดพ่อ คือเราเพิ่งหย่ากับสามี ลูกเราอายุ 8 ขวบ พอจบเรื่องหย่าแล้วลูกก็อยู่กับเรา แต่ว่าฝ่ายพ่อต้องส่งค่าเลี้ยงดูให้เราทุกเดือนตามคำสั่งของศาล แต่จริง ๆ แล้วลูกเขาไม่ได้เกลียดพ่อ เพียงแต่ว่าตอนที่เกิดเรื่อง เราก็เล่าให้ลูกฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ พ่อกับแม่ไม่ได้รักกันแล้ว พ่อไปรักคนผู้หญิงคนอื่น เขาก็ได้รับรู้ในวัยที่เขาควรจะรู้แล้ว

                แต่บางครั้งเขาก็จะถามว่า “พ่อไปไหน ทำไมพ่อไม่กลับ” แรก ๆ เราก็บอกไปว่าพ่อเขาไปทำงาน จนหลัง ๆ มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา เราก็เลยบอกไปว่ามันเกิดเรื่องนิดนึงนะ พ่อกับแม่ไม่ได้รักกันแล้ว พ่อเผลอไปรักผู้หญิงคนอื่น มันก็เลยทำให้เราต้องห่างกัน ในช่วงนั้นคือทรมานมาก ๆ เราร้องไห้และกอดไปกับลูก เราบอกกับเขาว่าพ่อเขาทำผิดและแม่ก็ไม่สามารถให้อภัยพ่อได้ คือเรื่องมันรุนแรงมากจนไปถึงชั้นศาล ไปถึงการฟ้องร้อง แต่ ณ วันนี้ สถานะทุกอย่างมันก็จบลงเหลือเแค่การเป็นพ่อเป็นแม่ให้ลูก ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้ดูแลลูกอยู่แล้ว เขามีหน้าที่แค่โอนเงินรายเดือนมาให้ หลังจากเกิดเรื่องเขาก็เจอลูกแค่ประมาณ 2-3 ครั้งในวันพิเศษต่าง ๆ อย่างวันเกิดลูก เราก็ไม่ได้กีดกันเลย แต่เรารู้อยู่แล้วว่าตัวเขาคงไม่ได้อยากที่จะมาหาลูก

                ลูกยังเคยมีคำถามว่า “พ่อจะไม่มีโอกาสกลับมานอนที่เตียงนี้แล้วใช่ไหม” เราก็ร้องไห้ แต่เราก็บอกไปว่า “ถ้าอยากไปนอนบ้านพ่อ ลูกก็ไปได้นะ” เวลาเขาเจอพ่อ เขาก็ดีใจตามประสาเด็กที่ไม่ค่อยได้เจอพ่อ เหมือนว่าเขาวางพ่อไว้เป็นฮีโร่ของเขา เป็นคนที่เขาคิดถึง เป็นคนที่เขาอยากเจอ เวลาเขาไปเที่ยวกับพ่อแล้วเราถามว่าเป็นยังไง เขาก็จะตอบกลาง ๆ เซฟพ่อของเขา คือลูกเราเขาเป็นคนที่เซฟทุก ๆ คน จะไม่พูดว่าร้ายใครเลย แต่ตอนอยู่ด้วยกัน พ่อกลับไม่ได้เลือกครอบครัวเป็น Priority หลัก ก็ไม่ได้สนใจลูกเท่าไหร่

คือเราไม่อยากสอนให้ลูกเกลียดพ่ออยู่แล้ว แต่ในอีกทางคือลูกก็จะอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ไม่ได้ สรุปแล้วสิ่งที่เราทำมันโอเคแล้วหรือเปล่า’

                เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมค่อนข้างเป็นคนที่คุยกับลูกด้วยเหตุผลอยู่แล้ว ถ้าเราสังเกตว่าลูกของเรา เขาเป็นคนที่สามารถเข้าใจในเหตุและผลที่เราเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังได้ ถ้าสิ่งที่เราพยายามอธิบายแล้วเขาเข้าใจว่า พ่อไปชอบผู้หญิงคนอื่นนะ แต่พ่อก็ยังเป็นพ่ออยู่ ซึ่งผมว่าอันนี้ซับซ้อนที่สุดแล้ว ถ้าลูกสาวของคุณน้ำชาเข้าใจมันในระดับหนึ่งได้ ถ้าเป็นผม ผมจะคุยด้วยเหตุและผลและพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าความสัมพันธ์ในแบบผู้ใหญ่ มันจะเริ่มซับซ้อนขึ้นอย่างไรบ้าง ความรักที่มีให้กันวันหนึ่งจะหมดลง ผมจะค่อย ๆ อธิบายให้กับลูกฟัง โดยที่ผมจะไม่พยายามไปชี้นำว่าเขาต้องรักพ่อนะ เขาต้องเกลียดพ่อนะ แต่เลือกวิธีที่จะถามและฟังว่าเขารู้สึกอย่างไรมากกว่า แล้วเราก็ปรับจากตรงนั้น เขาจะเข้าใจมากหรือน้อยไม่รู้แต่ดีกว่าผมไม่ได้สื่อสารออกไป เราฟังว่าเขารู้สึกบวกหรือลบ เต็มสิบเขายังรักพ่อเท่าไหร่ แล้วเราค่อยเดินหน้ากันต่อด้วยพื้นฐานตรงนั้นมากกว่า

และผมยังเชื่อว่าถ้าเป็นบ้านที่ใช้เวลากับการอ่านหนังสือด้วยกัน มันจะมีหนังสือนิทานที่เล่าเกี่ยวกับครอบครัว อาจจะเป็นครอบครัวสัตว์ชนิดหนึ่งที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์ ผมว่ามันอาจจะเป็นสื่อกลางที่ทำให้เรามีภาพมาเปรียบเทียบให้เด็กเข้าใจได้’

                ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘พี่จะค่อย ๆ ให้ลูกรับรู้และก็อยู่กับความจริงที่ว่าจากนี้พ่อกับแม่จะไม่เหมือนเดิม ชีวิตเขาจะต้องเปลี่ยน แต่ว่ามันจะไม่มีวันที่พ่อกับแม่จะไปอยู่ด้วยกันแบบเดิม มันต้องใช้เวลาให้เขายอมรับตรงนี้ให้ได้ แรก ๆ เขาก็จะงงแหละ แต่ว่าสักพักเขาจะเข้าใจและอยู่กับมันได้ เพราะชีวิตเขาก็จะชินไปเอง ซึ่งมันต้องใช้เวลา

ส่วนเรื่องที่ว่าจะพูดยังไงไม่ให้เขาเกลียดพ่อ พี่ว่ามันไม่จำเป็นต้องไปพูดว่า “อย่าไปเกลียดพ่อนะ” พี่แค่รู้สึกว่าอธิบายให้เขาเข้าใจว่าพ่อกับแม่จากที่เคยรักกัน ตอนนี้มันมีบางอย่างที่ทำให้เราไม่ได้รักกันอีกต่อไปแล้ว โดยที่สถานะความเป็นพ่อเป็นแม่มันยังคงอยู่ สำหรับพี่ พี่ก็จะบอกเขาว่า สิ่งที่พ่อมีปัญหากับแม่ มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่พ่อทำกับหนู เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่หนูมีต่อพ่อถ้ามันเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นต่อไป หนูไม่ต้องไปโกรธเขาเพราะหนูรักแม่ มันไม่เกี่ยวกัน และที่สำคัญคือหนูจะรู้สึกอย่างไรกับเขาต่อจากนี้ไป ขึ้นอยู่กับว่าพ่อเป็นพ่อหนูอย่างไรด้วยเหมือนกัน

และสุดท้ายพี่ว่าน้ำชาต้องไม่พยายามพูดซ้ำ ๆ ในสิ่งที่พ่อทำกับเราในอดีตอีก เพราะว่าวันนี้มันจบแล้ว การไม่พูดถึงมันอีกคือสิ่งที่ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ให้ลูกตัดสินตามสิ่งที่เขาเห็น มันต้องขึ้นอยู่กับว่าน้ำชาต้องรู้ด้วยว่าลูกเป็นเด็กที่เข้าใจง่ายขนาดไหน บางอย่างต้องอธิบายละเอียดหรือยกตัวอย่างเปรียบเทียบอะไรให้เขาเห็นภาพหน่อย’

                สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ปัญหาของผู้ใหญ่อย่าไปยัดใส่ลูก ถ้ารักลูก ปัญหาสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกคิดมาก ลูกจะรักหรือเกลียดพ่อมาจากการกระทำของพ่อที่เขาเห็นเอง เขาอาจจะไม่ดีกับเราแต่ตอนเขาอยู่กับลูกเขาอาจจะเป็นพ่อที่ดีก็ได้ ให้ลูกตัดสินใจเองว่าเขาจะรักหรือเขาจะเกลียดพ่อก็ด้วยการกระทำของพ่อเขา

ส่วนปัญหาของผู้ใหญ่ให้เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ มันใหญ่เกินไปสำหรับเด็ก วันหนึ่งถ้าพ่อไม่รักลูก พ่อไม่มาหาลูก เด็กจะตัดสินใจได้เอง เขาจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เขาอยู่ในช่วงปรับตัว ถ้าเรารู้สึกว่าการปรับตัวมันทำให้เขารู้สึกว่ามันยาก ลองหากิจกรรมหรือความสุขอื่น ๆ มาทดแทนให้เขา’

 เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

โดนเพื่อนร่วมงานเกลียดตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน! เพราะเขาไปถาม HR ว่าเราเริ่มงานด้วยเรทที่สูงกว่าคนในแผนก ทำงานดีจนตอนนี้ผ่านโปรตั้งแต่ 2 เดือนครึ่ง ยิ่งโดนแซะหนักกว่าเดิม จะรับมือยังไงดี?

04 ธ.ค. 2023

โดนเพื่อนร่วมงานเกลียดตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน! เพราะเขาไปถาม HR ว่าเราเริ่มงานด้วยเรทที่สูงกว่าคนในแผนก ทำงานดีจนตอนนี้ผ่านโปรตั้งแต่ 2 เดือนครึ่ง ยิ่งโดนแซะหนักกว่าเดิม จะรับมือยังไงดี?

“คุณปาย (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (29 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม ว่าถูกเพื่อนร่วมงานไม่ชอบหน้า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน จนตอนนี้สถานการณ์เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ โดย “คุณปาย (นามสมมติ)” ได้เริ่มเล่าว่า ‘วันแรกที่เราเข้ามาทำงาน ก็มีพี่ในทีมมาเล่าให้ฟังว่า รุ่นพี่ที่ทำงานจับกลุ่มเม้าส์เรา ไม่ชอบเราตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน เพราะรู้ว่าเงินเดือนเราสูงกว่าพวกเขา เพราะก่อนที่เราจะเข้ามาทำงานที่นี่ พวกรุ่นพี่ไปถามกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) เกี่ยวกับเรื่องเงินเดือนของเรา มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด เพราะเงินเดือนเราสูงเทียบเท่ากับเขาที่ต้องทำงานถึง 3 ปีจึงจะมีเงินเดือนเท่าเรา เรายังรู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องจับกลุ่มเม้าส์เรา ทั้งที่เราก็มีวุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงานมาก่อน ตอนยื่นใบเสนอเงินเดือนกับทางหัวหน้างาน ก็เป็นที่น่าพอใจทั้งสองฝ่าย เราจึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นที่จับตามองของรุ่นพี่ที่ทำงาน ในช่วงแรก ๆ พี่ในทีมก็คอยมาบอกข่าวตลอด เราก็ทำงานมาเรื่อย ๆ จนเราก็ทำมาได้สักระยะประมาณสองเดือนครึ่ง หัวหน้าก็แจ้งว่าเราน่าจะผ่านโปรได้แล้ว จนเรื่องนี้ก็เป็นที่น่าจับตามองของพวกรุ่นพี่อีกครั้งเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีใครผ่านโปรเร็วขนาดนี้ บางคนก็ต้องยืดระยะเวลาออกไปอีกถึงจะผ่านโปร ช่วงแรก ๆ ก็มีพี่ในทีมก็คอยถามไถ่เราบ้าง เราก็คิดว่าเขาหวังดี จนเราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาแฟน แฟนก็คอยเตือนเราว่าที่เขาเข้ามา เขาเข้ามาเพราะหวังดีจริงมั๊ย หรือเพราะผลประโยชน์อื่น เราก็ตอบแฟนตลอดว่า “ ไม่รู้สิ ไม่ได้คิดอะไร ” แฟนก็มักจะเตือนว่านิสัยของแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง แต่พี่ในทีมคนนี้ก็จะบอกเราตลอดว่าเราโดนนินทาในกลุ่มว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ไม่ชอบเราต่าง ๆ นา ๆ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนสักครั้ง ตอนนี้เราก็ทำงานที่นี่มาเข้าเดือนที่ 6 แล้ว สถานการณ์ก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ เรารู้สึกว่าต่อหน้าทำอีกอย่าง แต่ลับหลังเรารู้ว่าเขาชอบนินทาเรา วันนึงหัวหน้ามอบหมายงานให้เรารับผิดชอบ พอเราทำงานชิ้นนี้เสร็จ มันก็เป็นที่น่าพอใจของหัวหน้า จนหัวหน้าเรียกทุกคนมารวมกัน และบอกว่างานของเราดีมาก อยากให้เอาเป็นแบบอย่าง จนคนในบริษัทบอกเราจะทำงานนี้ทำไม ทำให้คนอื่นดูไม่ดี เขาก็ชอบพูดเหน็บแนมเราตลอด “ถ้าคิดว่าเก่งมากก็มาทำแทนเลย เดี๋ยวจะลาออกให้” จนตอนนี้พี่ในทีมที่เคยเตือนเราก็ย้ายฝั่งไปอยู่ฝั่งนู้นแล้วเพราะเราก็เคยมีปัญหากัน เพราะเขาชอบพูดให้เราดูผิด จนเราขึ้นเสียงใส่เขาเพื่ออธิบาย เขาเลยไม่มาคุยกับเราอีกเลย จนตอนนี้เราก็ไม่มีเพื่อนคบเลยในที่ทำงาน หลังจากที่เราทะเลาะกับพี่ในทีมไปตอนนั้น ถึงตอนนี้ทุกคนในทีมเราก็เริ่มตีตัวออกห่างจากเรา พยายามไม่คุยกับเรา และเริ่มมาเยอะกับเรามากขึ้น จากงานที่เคยส่งมาแล้วผ่านตลอด แต่รอบนี้กลับกลายเป็นว่าไม่ผ่าน ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำเหมือนเดิมตลอด เขาให้คำตอบแค่ว่า “ไม่ได้ มันไม่ได้” จนเราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาหัวหน้าเขาก็บอกแค่ว่าทีมน่าจะลืมบอก เราเลยตัดสินใจกลับไปคุยกับทีมว่าถ้างานพลาด ให้รีบแจ้งเราเลยได้มั๊ย เรายินดีที่จะแก้ แต่ในระหว่างที่เรากำลังเจรจากับพี่ ๆ ในทีม เราก็รู้สึกว่าบรรยากาศก็ไม่ได้ชวนอยู่สักเท่าไหร่ ก็เลยแอบบันทึกเสียงในมือถือ ก่อนจะเดินออกไปเพราะเราอยากรู้ว่าเขาคุยกันเกี่ยวกับเรายังไง ปรากฏว่าสิ่งที่เขาคุยกันคือบอกว่า “เราขี้เกียจ ขึ้เกียจก็คือขี้เกียจ อย่าไปเล่นละครตบตาหัวหน้าว่าตัวเองขยัน” จริง ๆ เราก็อยากจะหักหน้าเขาเหมือนกันว่าอยากให้ทำได้เหมือนเรา ไม่ใช่ให้เราทำได้คนเดียว ตอนนี้เรารู้สึกอึดอัดที่เพื่อนร่วมงานชอบพูดเหน็บแนมข้ามหัวกันไปมา ไม่ต้องเป็นเพื่อนร่วมกันที่ดีกันก็ได้ แต่ขอทำงานโดยที่ไม่ต้องมาจิกกัดเราแบบนี้ เราอยากรู้วิธีการรับมือ เพราะเราไม่ได้สนใจเรื่องนินทาเราแล้ว แต่บางทีได้ยินมันก็รู้สึกโมโห เพราะเราไม่ได้ลาออกจากที่นี่ อยากทำงานที่นี่ เพราะงานมันโอเคกับเราแล้ว ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าถ้าเราไม่อยากได้ยินเสียงไหน เรามีวธีการจัดการกับมันอยู่ สำหรับพี่คงเลือกวิธีไม่กี่วิธี อย่างเช่น 1. คิดซะว่าหมาเห่าอยู่ตรงนั้น หรือว่าเช้า ๆ เสียงนกอีแร้งมาร้องอยู่ข้างบ้านไม่หยุด หาอะไรมาอุดหูซะ แก้ที่เรา 2. แก้ที่ความคิดของเรา ลองไม่สนใจเสียงเหล่านั้น ลองคิดซะว่าเป็นเสียงนกเสียงกา สุดท้ายแล้วพี่ค้นพบว่าเราไปอุดปากนกไม่ได้ อุดปากหมาที่มันเห่าไม่ได้ แต่ว่าเราอยู่ที่วิธีคิดเรามากกว่า ทำไปตามความสบายใจของเรา ความเป็นมืออาชีพของเรา เสียงด่าทอพี่เข้าใจนะว่ามันน่าลำคาญ แต่ว่าถ้าเทียบกันแล้วพี่อยากให้ปายอยู่มากกว่า แล้วให้พวกนั้นลาออก ทำงานให้เป็นมืออาชีพต่อไป ถ้าสุดท้ายมันมีอะไรตัดขัดเกี่ยวกับเรื่องงานก็บอกหัวหน้าว่าเราทำเต็มที่แล้ว เอาจริง ๆ ทางเลือกตอนนี้มันก็มีไม่มากก็คือ 1. ทนอยู่ต่อ 2. ลาออกไปเลย เพราะฉนั้นไม่ต้องใส่ใจ การจะรุ่งเรือง บางทีมันต้องมีอุปสรรคบ้าง เราทำงานให้หัวหน้าเห็น ให้บริษัทเห็น เป้าหมายเราคือตรงนั้น ระหว่างทางอย่าไปใส่ใจ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เพราะว่าปายรักงานนี้ ปายอยากทำงานนี้ เพราะปายเห็นความเจริญเติบโตของมัน และปายก็ยังมีเจ้านายที่พี่เชื่อว่าเขาก็อยู่ทีมปายนะ เพราะฉะนั้นพี่ว่าปายต้องอดทน อย่างที่พี่เผือกบอกว่าเห็นพวกเขาเป็นอุปสรรคขวากหนามที่จะขัดขวางให้เราไปถึงเป้าหมาย ซึ่งมันก็เป็นเป้าหมายของปายที่ชัดเจนด้วยนะ ซึ่งต่างจากพวกเขาที่ไม่มีแต่อนาคตเลย ถ้าหัวหน้าปายมีคุณสมบัติมากพอ วันนึงเขาก็จะเห็นสิ่งที่พวกนั่นทำเอง และคงจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้หัวฟน้าเขาก็รับรู้แล้วแหละว่าเพื่อนร่วมงานไม่ชอบเรา เขาก็ดูมีเป้าหมทยที่ชัดเจนให้ปายนะ ว่าปายมาที่บริษัทเพื่อทำงาน ไม่ได้มาหาเพื่อน ซึ่งปายไม่จำเป็นต้องสนใจด้วยซ้ำ หรือถ้าเราไม่ไหวกับเพื่อนร่วมงานพวกนั้นแล้ว เพราะมันส่งผลกับงาน พี่ว่าก็เปิดใจคุยกับหัวหน้าได้นะ เดี๋ยวหัวหน้าก็ต้องจัดการปัญหาตรงนี้เอง ปายสามารถรายงานปัญหาได้เลย ส่วนเสียงนกเสียงกาเล่านั้น วันนี้พี่จะให้ไป 2 ทางเลือกคือ 1. พยายามไม่สนใจ ไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะเราต้องเข้าใจว่าพวกเขาเป็นแบบนั้น หมาคือหมา จะไปห้ามหมาให้มันเห่าไม่ได้ พี่เข้าใจแหละว่ามันยาก พี่ไม่รู้หรอกนะว่าปายนิสัยยังไง แต่ถ้าเป็นพี่วันนึงถ้าทนไม่ไหว พี่จะหันไปแล้วพูดกับเขาเลยว่า ไม่ได้ให้มาชอบ ไม่ได้ให้มารัก ไม่ต้องมาเอ็นดูอะไรทั้งสิ้น เกลียดหรือด่าได้เลย แต่อย่ากระทบงาน ถ้ากระทบงานเมื่อไหร่ฟาดทันที! แต่ตอนี้เราก็ต้องทำได้แค่ทน ถ้าถึงเป้าหมายเมื่อไหร่ คนเหล่านั้นก็แค่วุ้น หรือเป็นแค่จุลินทรีย์เท่านั้นแหละ เพราะพี่เชื่อว่าถ้ามารไม่มี บารมีไม่เกิด ปิดจบที่ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ เราต้องเก็บหลักฐาน แล้วพร้อมต่อสู้ ปายต้องไม่ทนไปตลอด ไม่งั้นสภาพจิตปายเสียแน่นอน พวกนั้นต้องแบ่งไปบ้าง แต่ตัวแรง ๆ ไปเลย ให้รู้ว่าเราพร้อมบวก! อีกอย่างทำทีว่าคุยโทรศัพท์ให้พวกมันได้ยินไปเลยให้รู้ว่าเราสายตบ มัสันดานดิบที่ร้ายแรง! พี่ว่าทุกคนก็พูดมาหมดแล้วแหละ ซึ่งพี่ก็เห็นด้วยหมดเลย แต่ถ้าถึงจุดที่มันกระทบกับงานเมื่อไหร่ ให้ไปฟ้องเจ้านายแล้วเรียกคุยเลยทั้งห้อง แล้วบอกสาเหตุทุกอย่างไปว่าเกิดอะไรขึ้น และเหตุผลของเราว่าแค่ต้องการชีวิตการทำงานที่พาไปสู่เป้าหมายการทำงาน เรื่องส่วนตัวพวกเขาก็ควรที่จะเก็บไว้ในใจบ้าง ไม่ต้องฟ่นออกมา เพราะอาจจะทำให้เรา Toxic เพราะบริษัทไหนก็ตามที่ไม่ดูแลคนดี สักวันหนึ่งคนดีทั้งหมดก็จะลาออกหมด แล้วมันจะเหลือแต่พวก Toxic หรืออีกอย่างน้องก็พูดกับเขาไปตรง ๆ ไปเลยว่าการกระทำพวกพวกเขาเหล่านี้มัน Toxic จนทำให้เราหมดกำลังใจทำงาน เรามาทำงานในบริษัทนี้ก็เพราะอยากให้บริษัทมันเติบโต ตอนนแรกเราโคตรมีไฟเลย แต่ตอนนี้เราโคตรหมดไฟเลย เราทนเรื่องนี้มาสักพักนึงแล้ว แต่ก่อนที่เราจะพูดอย่างนั้น ปายก็ต้องมีหลักฐานนะว่าคนพวกนี้ทำให้งานของเราไม่ก้าวหน้า ให้เขารู้สึกว่าอารมณ์เราถึงที่สุดแล้วถึงออกมาพูดแบบนี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อ หัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่า อย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่า

09 ธ.ค. 2024

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อ หัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่า อย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่า

ลูกชายอายุ 17 ถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ แกล้ง แอบถ่ายตอนเข้าห้องน้ำ เอาไปส่งต่อหัวเราะกันในกลุ่มไลน์ หัวอกแม่อย่างเรา พร้อมลุย จัดการให้ได้ทุกอย่าง แต่ลูกชายขอไว้ว่าอย่าไปเอาเรื่องใคร หรือ บอกอาจารย์นะครับแม่ ผมจะตั้งใจเรียนอีก 1 ปีกว่าแล้วจะสอบวิศวะให้ติดให้ได้ ตอนนี้เราสงสารลูกใจจะขาด ได้แต่รับฟังและทำตามที่เขาขอ “คุณผักกาด (นามสมมติ)” อายุ 38 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 ธ.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล’ เกี่ยวกับปัญหาการโดนบูลลี่ โดย “คุณผักกาด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มจากที่ลูกชาย อายุ 17 ปี ด้วยความที่ลูกชายเป็นเด็กทุนจึงจำเป็นต้องย้ายเข้าไปอยู่หอพักของวิทยาลัยแห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ้านกับสถานศึกษาไม่ได้ไกลกันมาก สามารถไป-กลับได้ แต่ลูกชายต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของคุณแม่ เนื่องจากเราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ลูกชายเลยตัดสินใจเลือกรับทุนการศึกษานี้ พอหลังจากย้ายเข้าไปปีแรกเขาก็โดนแกล้งเลย ไม่ใช่เป็นการรับน้องแต่คือน้องโดนเพื่อนรุ่นเดียวกันจับถอดเสื้อผ้า ถอดกางเกง หลังจากนั้นเขาก็โดนล้อเรื่องของสงวนมาตลอด ตัวน้องเองก็บอกกับเพื่อนมาตลอดว่าไม่ชอบนะแต่มันจะมีทั้งคนที่ฟังแล้วไม่ล้ออีก และก็จะมีหัวโจกที่ยังคงล้ออยู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนน้องมาเล่าให้ฟังว่า มันมีคนพยายามที่จะเปิดประตูห้องน้ำตอนที่น้องกำลังอาบน้ำอยู่ เพราะหอพักที่น้องอยู่มีลักษณะคล้ายอพาร์ทเม้นท์ 2 ห้องนอน มีห้องน้ำในตัว 1 ห้องนอนจะนอนได้ 2 คน ห้องที่ลูกชายพักก็จะอยู่ด้วยกัน 4 คน วันนั้นน้องอาบน้ำอยู่ ประตูห้องน้ำเป็นลูกบิดล็อคประตูไม่ใช่แบบกลอนล็อค เพื่อนใช้ส้อมพยายามงัดเปิดประตูเข้ามา 3 ครั้ง แล้วน้องก็บอกว่าตรงพัดลมดูดอากาศของห้องน้ำจะมีอะไรบางอย่างปิดอยู่ แต่ตอนน้องอาบน้ำก็ไม่ได้สังเกต จนน้องอาบน้ำเสร็จออกมาจากห้องน้ำ น้องเห็นว่าตรงนั้นมันเปิดออก พอลูกชายเล่าให้ฟังแล้ว เรารู้สึกกังวลว่า ลูกเราจะโดนถ่ายรูป ถ่ายคลิปไหม เพราะเด็ก ๆ จะมีกลุ่มส่วนตัวในแพลตฟอร์มนึงเพื่อคุยกัน ในกลุ่มนั้นก็จะชอบถ่ายรูปเพื่อน ๆ เวลานอนหลับอ้าปากบ้าง นอนกรนบ้าง เอาไปลงกันเป็นเรื่องโจ๊ก ซึ่งถ้ามันเป็นรูปลักษณะแบบนี้มันก็คงไม่โจ๊กหรอก พอน้องเห็นว่าตรงพัดลมดูอากาศเปิด น้องก็รู้สึกไม่โอเคก็เลยมาเล่าให้แม่ฟัง เราคิดว่าน้องน่าจะโดนหลาย ๆ อย่าง จริง ๆ ไม่ได้โดนทุกวัน น้องกับเพื่อน ๆ ยังคุยกันได้ แต่ก็จะมีการแกล้งแบบนี้ เราคิดว่าเขาน่าจะโดนแกล้งมาประมาณนึง จนทนไม่ไหวน้องตัดสินใจเล่าให้แม่ฟัง เพราะเขาจะไม่ค่อยเอาเรื่องอะไรมาเล่าให้แม่ฟังด้วยความที่อยู่กัน 2 คน เขาเห็นเรารับผิดชอบค่อนข้างเยอะ เขาจะไม่ค่อยเล่าอะไรถ้าไม่ซีเรียสจริง ๆ ตอนนี้ก็น้องโดนมาปีครึ่งแล้ว น้องก็ไม่อยากอะไรเลยนอกจากฟังเขาเล่า เขาเล่าให้ฟังแม่ก็อารมณ์เสียเพราะมันมาเกินไป จะมีเด็กประมาณ 3 - 4 คนที่โดนแบบนี้ พอเราฟังเขาเราก็อารมณ์ขึ้นปึ้ง เขาก็บอกว่า “แม่ หนูพูดกับใครไม่ได้เลยนอกจากแม่ หนูอยากให้แม่แค่รับฟัง” เราก็บอก “ย้ายไหม ย้ายเลย” คือถ้าเลือกย้ายโรงเรียน 1. ทุนที่เราได้รับทั้งหมดต้องจ่ายคืน 2. ที่นี่จะมีอะไรบางอย่างพิเศษกว่าที่อื่น ซึ่งถ้าจบจากที่นี่เขาจะมีสิทธิ์ได้เข้าในมหาลัยที่เขาอยากเข้า ซึ่งเรามองว่าเขาเก่งมากที่มองเป้าหมายแล้วเขาไม่หนี แต่เราก็มองว่ามันต้องอดทนขนาดนี้เลยเหรอ? ทั้งการเรียนก็หนักมาก หลาย ๆ อย่างที่เขาจะต้องทำอีกในเรื่องการเรียนอีก หลังเลิกเรียนคือช่วงเวลาที่จะได้พักผ่อน ทำการบ้าน เคลียร์งาน แต่กลับต้องมานั่งหวาดระแวง ซึ่งตอนแรกที่แม่รู้ แม่คิดว่าเราจะคุยกับผู้ปกครองของเด็กพวกนี้ เพราะเรามีไลน์กลุ่มกันเราก็คุยกับเขาได้ทุกเรื่อง ลูกก็บอกว่า “ไม่ได้สิแม่ มันก็ต้องถึงพวกนี้” ก็จะกลายเป็นว่าจะมี 2 อย่างที่เกิดขึ้น 1. โดนแกล้งหนักกว่าเดิม 2. โดนคว่ำบาตร ตัวน้องก็จะต้องทำโปรเจคซึ่งต้องทำเป็นกลุ่ม เด็กทุนก็ไม่ได้มีเยอะ ตัวเขาก็ไม่อยากย้ายโรงเรียนเขาบอกกับแม่ว่า “เขาไหว ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่ไหวเขาจะบอก” แต่คือเราเป็นแม่จัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ตอนนี้มันก็ผ่านมาสัปดาห์นึงแล้วเราก็คอยถามตลอดว่า ทุกอย่างดีขึ้นไหม โอเคไหม ถ้ามีอะไรที่เขามารังแกให้อัดเสียงไว้หรืออัดคลิปไว้นะ วันนี้หนูอาจจะไม่อยากเอาเรื่องแม่เข้าใจแต่วันนึงถ้าหนูไม่ไหว ถ้าแม่ต้องไปงัดไม่ว่าจะโรงเรียนหรือผู้ปกครองแม่ก็อยากให้เขารู้ว่ามันไม่มีหรอก ลูกฉันเป็นคนดี บางครั้งเวลาไปส่งลูกแล้วแม่เจอก็อยากถอดหมวกกันน็อคฝาดหน้ามันเลย เอาตรง ๆ คือมึงไม่ต้องมายกมือไหว้กูหรอก ไม่ต้องมาเรียกกูว่าแม่เลยถ้าจะทำแบบนี้ ทุกครั้งก็จะเอาขนมไปฝากตลอดเพราะเด็กบางคนอยู่ต่างจังหวัด ต่อหน้าเราเขาอีกอย่าง ด้วยความที่มันอาจจะเป็นปมนึงของลูกด้วยเพราะเขามีโลกประจำตัวตั้งแต่เด็ก เขาเคยได้รับการฉายรังสีที่ศีรษะและอวัยวะเพศ แม่ไม่ทราบว่ามันจะมีผลทำให้ฮอร์โมนบางอย่างมันช้าลงไหม และเขาก็เป็นคนตัวสูงใหญ่มันก็เลยอาจจะดูไม่บาลานซ์ เขามีความรู้สึกไม่มั่นใจตัวเองอยู่แล้วมาเจอแบบนี้อีก แม่รู้สึกไม่โอเคมากแต่ไม่รู้จะยังไงสับสนไปหมดเพราะความฝันของลูกก็สำคัญ มันรู้สึกเหมือนเราล้มเหลวเราเป็นแม่เขาแต่เราปกป้องเขาไม่ได้ แม่ก็เลยอยากจะปรึกษาว่าแม่ควรจะทำออกไปเป็นการกระทำอย่างไร ควรจะคิดยังไง?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นหอมจะเลือกทำตามที่ลูกบอก เพราะว่าเขาประเมินสถานการณ์แล้วว่าเขารับมือกลับสิ่งตรงนี้ได้แค่ไหน สิ่งที่เขากังวลใจเขาก็ไม่อยากให้แม่เข้าไปยุ่งตรงนั้น ซึ่งการที่แม่เข้าไปยุ่งหรือทำให้สิ่งที่เขาไม่อยากให้ทำมันเป็นการเพิ่มปัญหาให้กับเขา ฉะนั้นวันเนี้ยสิ่งที่ทำได้คือคุยกับลูกให้เยอะ ๆ แล้วสังเกตว่าเราเป็นทีมเดียวกันนะ ถ้าสมมุติไม่ไหวแม่ก็ต้องเข้มแข็งให้ลูกเห็นว่า “เออ ลูกอยู่ทีมถ้าไม่ไหวยังไงบอกแม่เลยนะ แม่เอาออกได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลยนะลูก” แล้วลูกจะมีความรู้สึกฮึกเหิมว่ายังไหวอยู่อีกปีครึ่งแล้วแต่ลูกเลย ถ้าเกิดไม่ไหวบอกแม่ แม่เอาออกเลยแต่แม่จะทำตามลูกนะ ลูกให้ทำอะไรลูกบอกมาเลยลูกว่าไงว่างั้น เพราะเขาเป็นคนรับมือ แล้วเขาจะรู้สึกว่าโอเคมันอาจจะเฮิร์ทนิดนึงแต่ยังไหวอยู่ ให้เขาเป็นคนตัดสินใจแต่เราแค่แสดงเจตจำนงเลยว่า ซัพพอร์ท ไหวอยู่ไหมลูก ก็ทำให้บรรยากาศเวลาคุยกับเราแล้วไม่เครียด แต่ต้องไม่พูดด้วยความเครียด โมโห หรือแค้น เพราะเขาจะกังวลใจเข้าไปอีก ต้องทำให้เขาผ่อนคลายทำให้เขารู้สึกว่าทุกครั้งที่โทรหาแม่ลูกจะได้ความสบายใจกลับไปฉะนั้นแม่ก็ไม่ต้องเครียดเรื่องที่จะไฟต์รอคำสั่งจะเขาอย่างเดียวพอ แล้วเราก็เตรียมเรื่องเงินเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน แต่ทีนี้หอมเชื่อว่าเป้าหมายของลูกแข็งแรงพอที่เขาจะอดทน เราอาจจะพูดถึงอนาคตของเขาว่า อีกปีครึ่งแป๊บเดียว จะได้ไปอยู่มหาลัยที่ลูกต้องการแล้วนะ ให้เขารู้ว่าทุกปัญหามีแม่เสมอแม่จะอยู่เคียงข้างเสมอ’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เคสนี้ยากเหมือนกันเพราะผมก็ตอบไม่ได้ว่าควรทำยังไง เคยคิดเหมือนกันเราเพราะว่าเราจะอยากทำอย่างนึง แต่ลูกจะอยากให้เราทำอีกอย่าง เป็นคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากจะจัดการอะไรบ้างอย่างทันทีในวันรุ่งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้ลูก ความโกรธเกิดขึ้นแน่นอน เราอยากจะลุยแหละไม่ว่าเราจะได้คุยกับใครจะเป็นครูที่ไว้ใจได้สักคนพอที่ลูกเราจะไว้ใจที่สุด คิดว่าครูคนนี้เก็บความลับได้มากที่สุดแล้วค่อย ๆ แก้กันไปโดนที่มีครูรับรู้อยู่ช่วยกันคิดว่าเราจะช่วยปัญหายังไง ซึ่งมันมีหนทางมากมายที่เราจะเข้าไปคุยด้วยแต่สุดท้ายเราก็คงต้องฟังลูกเป็นหลักก่อน ถ้าลูกยืนยันมาก ๆ ว่าอย่าพึ่งทำอะไรในตอนนี้ อย่างนึงในความเป็นพ่อเป็นแม่เราที่ทำได้เราก็ต้องไว้ใจลูกเราเหมือนกันว่า เขายังรับมือได้แต่คำว่ารับมือได้ เราในฐานะพ่อแม่ก็ต้องระวังหลังให้ลูกเหมือนกันว่า คุณรับมือได้จริงหรือเปล่า หรือ คุณแค่พยายามบอกทุกคนและบอกตัวเองว่าคุณรับมือได้ คุณยังทนได้แต่จริง ๆ ข้างในทนไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าความถี่ในการเกิดขึ้นและความรุนแรงที่มันเกิดขึ้นมันขนาดไหน ถ้ามันเป็นการกลั่นแกล้งที่ลูกยังทนได้จริง ๆ โอเคเราหายใจลึก ๆ เราอาจจะต้องเป็นฝ่ายที่อดทนมากกว่าลูกแต่ว่าถ้าการแกล้งมันเกิดขึ้นแบบรุนแรงมากเกินไปหรือมันเริ่มล้ำเส้นที่ไม่ควรจะทนแล้ว การกระทำเราอาจจะต้องเปลี่ยนเพราะฉะนั้นการสื่อสารกับลูกมาก ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมากในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่แม่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดคือ ตอนนี้แม่คือ ปราการสุดท้าย เซฟโซนสุดท้ายของเขาแล้วอย่าเสียตรงนี้ไป ทำทุกอย่างให้เขายังเล่าให้เราฟังอยู่ อะไรก็ตามที่ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าถ้าทำออกไปแล้ว ลูกอาจจะไม่มาบอกอะไรเราอีกถ้ามันทำให้ทิศทางของแผนที่เขาวางไว้มันผิดหรือเขาไม่โอเค เราอาจจะเสียความเป็นเซฟโซนสุดท้ายไปตลอด เขากำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นมากการที่เขายังเลือกที่จะเล่าให้เขาฟังอยู่นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดมาก ๆ ณ ตอนนี้ในความเป็นพ่อเป็นแม่แค่ระวัง บอกเขาเลยว่า คนเรามันมีนะที่พูดว่าทนได้แต่จริง ๆ มันทนไม่ไหว ถ้ามันเป็นแบบนั้นเมื่อไหร่ให้บอกแล้วเราค่อย ๆ คิดว่าเราต้องทำอะไรบางอย่าง แต่ถ้า ณ วันนี้มันทนได้จริง ๆ แม่จะเคารพการตัดสินใจจะเชื่อใจทนกันอีกแค่ปีครึ่ง เพราะเท่าที่เราผ่านกันมาทั้งหมดสังคมเปลี่ยนทุก ๆ การเปลี่ยนสถานศึกษาจริง ๆ แม่ก็ผ่านมาแม่ก็คงจะรู้ว่าสังคมมันเปลี่ยนจริง ๆ กับการย้ายโรงเรียน ถ้าเราผ่านพ้นไปได้ทุกอย่างอาจจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นเพราะฉะนั้นเชื่อใจลูกให้มาก แต่ก็อย่าไว้ใจจนเราไม่ได้ปกป้องลูก’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล”ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คุณแม่ต้องสังเกตและต้องคอยระแวดระวังแบบมาก ๆ เลย เพราะว่าตอนนี้เรารู้ว่าเคสการแกล้งมันเกิดขึ้นแล้ว แต่เติ้ลก็ไม่แน่ใจนะว่าน้ำหนักการแกล้งมันไปถึงจุดที่มันเกินคำว่าแกล้งแบบเด็กผู้ชายเล่นกัน ไปถึงการบูลลี่ ไปถึงการทำร้ายร่างกายมันจะไปถึงไหนได้ สำหรับเติ้ลเห็นด้วยกับพี่หอมและเผือกว่า ถ้าลูกยังขอคุณแม่ว่าอย่าไปพูดแสดงว่า จะต้องมีบางอย่างที่เขาอาจจะลองทนก่อนหรืออะไรก็ตาม หรือเขาอยากจะให้เวลามันพิสูจน์ แต่ว่าถ้าเขาขอแล้วการที่จะเอาเขาอยู่เผื่อที่จะให้เขาเล่าเรื่องให้เราฟังตลอดก็ต้องทำตามที่เขาไว้ก่อน ซึ่งคุณแม่ก็ต้องย้ำเผื่อให้เขารู้ว่าการตัดสินใจที่เขายอมทนของเขาครั้งนี้จริง ๆ แล้วมันไม่ได้มีความจำเป็นต้องทนเพื่ออะไร ถ้าเป็นลูกเติ้ลจะบอกลูกว่า ถ้าหนูต้องทนไม่มีความสุขเพื่อที่ว่าหนูจะไปโรงเรียนที่หวังว่า แม่จะประหยัดเงินหรือคิดว่าโรงเรียนนี้มันดีกับหนู หรือว่ามันต้องทนสิ่งนี้เพื่อที่จะได้อนาคตมาที่เรายังไม่รู้ว่ามันอะไร แต่ถ้าลูกจะต้องทนทุกข์ทรมานคือมันไม่จำเป็นนะสำหรับแม่ เพราะเราไม่อยากเห็นเขาไม่มีความสุข เราต้องทำให้เขาเห็นว่ามันไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรมาบังคับให้เขาจะต้องไม่มีความสุขเลยนะ แต่ถ้าเขาเลือกแบบนี้เราก็ต้องอยู่เป็น back support เขา สุดท้ายถ้าเรื่องที่คุณแม่รับฟังมันเริ่มไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆแล้วไม่จบ รู้สึกว่ามันเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนไปถึงทำร้ายร่างการเราต้องตัดสินใจพูดกับเขาว่า แม่ขอตัดสินใจไปคุยกับอาจารย์เผื่อที่จะให้เรื่องนี้มันจบ ซึ่งถ้ามันไม่จบแม่สัญญาว่าแม่จะยังอยู่ข้างหนูเพื่อทำให้หนูมีความสุขที่สุด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แฟนทำงานร่วมกับทอม ความใกล้ชิดของเขาทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่แฟนก็บอกว่ามองเพื่อนทอมคนนั้นเป็นแค่ผู้ชายคนนึง ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยคำว่าเพื่อน

06 ก.พ. 2026

แฟนทำงานร่วมกับทอม ความใกล้ชิดของเขาทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่แฟนก็บอกว่ามองเพื่อนทอมคนนั้นเป็นแค่ผู้ชายคนนึง ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยคำว่าเพื่อน

แฟนทำงานร่วมกับทอมความใกล้ชิดของเขาทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจแต่แฟนก็บอกว่ามองเพื่อนทอมคนนั้นเป็นแค่ผู้ชายคนนึงไม่ได้คิดอะไรเกินเลยคำว่าเพื่อน ‘คุณจูลี่’ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (4 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่แฟนทำงานร่วมกับทอม แต่การกระทำบางอย่างของทั้งคู่ดูมีอะไรมากกว่าที่คิด ‘คุณจูลี่’ ได้เล่าว่า เธอนั้นได้คบกับแฟนหนุ่มมาเป็นเวลา 3 ปี และกำลังจะเข้าปีที่ 4 ในปีนี้ โดยแฟนไม่เคยมีประวัติการนอกใจ แฟนหนุ่มของคุณจูลี่นั้นเป็นคนที่ใจเย็น และจิตใจดี ทำให้มีเพื่อนเยอะ และเนื่องจากแฟนทำงานเป็นฟรีแลนซ์ ทำโปรดักชั่นเป็นของตัวเอง จึงทำให้เวลารับงานก็ต้องมีทีมเพื่อน ๆ ไปด้วย เวลาออกจากบ้านไปทำงานก็จะต้องออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับฟ้าก็มืด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เธอได้ตามแฟนไปทำงาน เป็นการไปดูโลเคชั่นที่ต่างจังหวัด โดยมีทีมไปทั้งหมด 5 คน ประกอบไปด้วย คุณจูลี่ แฟนของคุณจูลี่ เพื่อนของแฟนคุณจูลี่ที่เป็นผู้ชาย 2 คน และเพื่อนของแฟนคุณจู่ลี่ที่เป็นทอม 1 คน ซึ่งเวลาที่คุณจูลี่ตามแฟนไปทำงานทีไรก็มักจะเจอกับเพื่อนทอมคนนี้อยู่เสมอ และในช่วงนี้ที่ได้รับโปรเจกต์ใหญ่มาทำ แฟนของคุณจูลี่ก็มักจะติดต่อคุยงานกับเพื่อนทอมคนนั้นบ่อยกว่าปกติ เวลามีงานอะไรก็ตาม แฟนของคุณจูลี่ก็มักจะให้เพื่อนทอมคนนี้มาช่วยเป็นคนแรก ๆ เสมอ ในระหว่างวันแฟนของคุณจูลี่ก็จะส่งแชทให้กับเพื่อนทอมคนนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่คุณจูลี่ก็ได้บอกว่า แฟนของเธอนั้นก็ไม่ได้ปิดบังอะไรสามารถให้เปิดดูแชทได้เสมอ คุณจูลี่ยังได้เล่าต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ไปดูโลเคชั่น เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คุณจูลี่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ โดยคุณจูลี่ได้เล่าว่า มีช่วงที่คนในทีมเล่นมุกกันอย่างสนุกสนาน แฟนของคุณจูลี่ก็ไปจับหัวเพื่อนทอมให้หงายลง คล้ายว่าหยอกเล่นกัน ตัวคุณจูลี่ที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามนั้นก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดทำให้คุณจูลี่รู้สึกตกใจและเกิดความไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะไม่ต้องการทำให้เสียบรรยากาศ เนื่องจากตรงนั้นมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ทำให้คุณจูลี่รู้สึกไม่สบายใจ ระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งพักเบรก นั่งกินขนมกันอยู่นั้น ก็ได้มีพี่ผู้ชายในทีมถามเรื่องงานแต่งของเธอขึ้นมา สักพักเพื่อนทอมคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ทำงานได้เงินมา มึงก็เอาไปลงกับกล้อง เอาไปลงกับอุปกรณ์จนหมดแหละกว่าจะได้แต่ง” พูดแบบนี้ซ้ำสองครั้ง เมื่อกลับกรุงเทพแต่ละคนก็ได้แยกย้ายกันกลับไปยังบ้านของตัวเอง คุณจูลี่ก็ได้ไปกินข้าวกับแฟน จึงได้คุยกันว่าไม่โอเคกับการกระทำในเหตุการณ์นั้น แต่แฟนของคุณจูลี่ก็ได้ตอบกลับมาว่า ตนนั้นจำไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรแบบนั้นไปตอนไหน พร้อมบอกว่าไม่เคยมองเพื่อนทอมคนนั้นเป็นผู้หญิงเลยสักครั้ง แล้วก็ได้แซวคุณจูลี่กลับว่าเธอหึงเขาหรอแล้วก็ขำขึ้นมาหลังจากแซว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ทำให้คุณจูลี่ต้องการปรึกษากับเหล่าดีเจว่าหากครั้งหน้าที่เธอตามแฟนไปทำงาน ควรพูดกับแฟนแบบไหนดีให้แฟนคิดเรื่องนี้ได้ อีกทั้งยังรู้สึกว่าเขาสนิทกันมากเกินไปจนไม่มีเวลาแบ่งมาให้เธอ หลังจากฟังเรื่องราวของคุณจูลี่จบ เหล่าดีเจก็ได้เริ่มให้คำปรึกษา โดยเริ่มจาก ‘ดีเจกอล์ฟ เทยเที่ยวไทย’ ที่ได้กล่าวว่า “หนูก็แค่วางตัวเป็นแฟนที่น่ารักตามปกติ เพราะหนูเป็นแฟน และเขาเป็นเพื่อนแค่นั้น เข้าใจความรู้สึกของจูลี่นะ แต่ใด ๆ ทั้งหมดต้องมองด้วยภาพรวม จูลี่อาจจะไปโฟกัสที่เป็นจุดเล็ก ๆ บนผืนผ้าขนาดใหญ่ แต่ก็ไปแหกจนมันใหญ่จนมันหนักกับตัวเรา แต่อยากให้มองภาพรวม ๆ ทั้งหมด แล้วก็ไม่ต้องไปนั่งจับผิด ความเป็นจริงอาจจะไม่ได้ไปขนาดนั้นก็ได้” ต่อมา ‘ดีเจเผือก’ ได้กล่าวว่า “เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรในเชิงนั้นเลย แต่บางครั้งคนเราอยู่ด้วยกันมันไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความผิดหรือถูก หรือด้วยเหตุผลเสมอไป ทั้งหมดทั้งมวล ก็ระวังเรื่องการวางตัวนิดนึง เราแค่ทำให้อีกฝ่ายสบายใจ อีกฝ่ายมีความสุข ถ้าเราจะพอยอมให้กันได้บ้างบางเรื่อง มันก็จะอยู่รอดกันไปจนแก่จนเฒ่า คนเรามันก็ต้องมีมุมงี่เง่าบ้างแหละสักนิดสักหน่อย” สุดท้าย ‘ดีเจต้นหอม’ ได้กล่าวว่า “เพื่อนแฟนก็ต้องวางตัวดี ๆ ด้วย ละประโยคที่เพื่อนแฟนพูดว่า “มึงก็เอาเงินไปซื้อกล้องแล้วก็ไม่ได้แต่งสักที” เหมือนเขาเข้าข้างเรามั้ย แบบว่าอยากให้รีบแต่ง แต่เรารู้สึกไม่ชอบเขาไปแล้ว เราไม่ต้องตามไปที่ทำงาน ไม่ต้องไปเห็น เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขา จากข้อมูลที่พี่ฟังนะ เรื่องทั้งหมดนี้สำหรับพี่ไม่สามารถมองว่าแฟนผิดได้เลย เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ถ้าจูลี่คิดจะจับ จูลี่ต้องมีหลักฐานมากกว่านี้ แต่การจับต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ไม่งั้นเราจะกระวนกระวายใจอยู่คนเดียว แล้วการทนทุกข์ของจูลี่จะมีผลต่อความสัมพันธ์กับแฟน แต่ถ้าสมมติมีอะไรจริง ๆ มันจะมีหลักฐานมากกว่านี้ ถ้าเรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีข้อดีมาก ทำไมถึงไม่อยากรักษาความสัมพันนี้ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้แม้ไม่ได้ลึกมาก แต่ก็สะกิดให้เป็นแผลถลอกได้นะ มันจะดีกว่ามั้ยถ้าเราให้เกียรติในการทำงานเขา คนเราสามารถอยู่ด้วยกันโดยไม่ทะเลาะกันได้นะ ถ้าเราเข้าใจกันและกัน ความเข้าใจสำคัญที่สุดจูลี่”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ไม่มีความเป็นผู้นำ หรือ ขี้เกียจกันแน่?? สาวสุดหนักใจ... คบกับแฟนมา 4 ปี แฟนให้คำปรึกษาไม่ได้เลย เวลาปรึกษาเรื่องใหญ่ๆที่ต้องตัดสินใจ ชอบพูดคำว่า แล้วแต่เธอเลย ตอนนี้เขาลาออกจากงานประจำมาช่วยงานเรา แต่เที่ยงยังไม่ตื่น...

11 ส.ค. 2023

ไม่มีความเป็นผู้นำ หรือ ขี้เกียจกันแน่?? สาวสุดหนักใจ... คบกับแฟนมา 4 ปี แฟนให้คำปรึกษาไม่ได้เลย เวลาปรึกษาเรื่องใหญ่ๆที่ต้องตัดสินใจ ชอบพูดคำว่า แล้วแต่เธอเลย ตอนนี้เขาลาออกจากงานประจำมาช่วยงานเรา แต่เที่ยงยังไม่ตื่น...

ไม่มีความเป็นผู้นำ หรือ ขี้เกียจกันแน่?? สาวสุดหนักใจ... คบกับแฟนมา 4 ปีแฟนให้คำปรึกษาไม่ได้เลย เวลาปรึกษาเรื่องใหญ่ๆที่ต้องตัดสินใจชอบพูดคำว่า แล้วแต่เธอเลย ตอนนี้เขาลาออกจากงานประจำมาช่วยงานเราแต่เที่ยงยังไม่ตื่น และ ชอบมาขอเงินเรา อ้างว่า เงินไม่พอใช้ ขอยืมทีละนิดๆตอนนี้หนูอยากจะเลิก แต่ติดตรงที่มองหน้าเขาแล้วสงสาร ควรทำยังไงดี? “คุณแพท (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายแรกในรายการ“พุธทอล์ค พุธโทร” เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา[2ส.ค. 66]ได้โทรเข้ามาปรึกษาดีเจเผือก -ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอมเกี่ยวกับปัญหาแฟนไม่มีภาวะเป็นผู้นำ ไม่ขยันทำงานหาเงิน ไม่คิดสร้างอนาคตไปด้วยกันโดย “คุณแพท (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมา 4ปีแล้ว แฟนอายุเท่ากัน ยังไม่ได้แต่งงาน แต่อยู่ด้วยกัน คือ... แฟนหนูไม่มีความเป็นผู้นำเลย เวลาที่เราต้องตัดสินใจอะไรเรื่องใหญ่ๆ หนูจะปรึกษาเขาไม่ค่อยได้ เขาจะพูดแค่คำว่า แล้วแต่เรา ตอนที่ซื้อบ้านด้วยกัน หนูก็ถามเขาว่า เธอเราซื้อตรงนี้ดีไหม หรือว่าราคาอย่างนี้เธอโอเคไหม เขาก็จะตอบแล้วแต่เธอ หรือแม้แต่ภาระค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน เราตกลงกันตั้งแต่แรกแล้วว่า เราจะแยกเงินคนละกระเป๋า เราจะไม่ยุ่งกับเงินเขา เขาก็จะไม่มายุ่งกับเงินของเรา ช่วงแรก ๆมันได้ แต่ช่วงหลัง ๆมาเขาก็จะมาขอเรา ในแต่ละครั้งไม่เยอะมากแต่ระยะเวลา ถ้าทบรวมๆกันก็เยอะ ครั้งละ 10,000-8,000 บาท บางทีเขาก็จะบอกเงินไม่พอจ่ายค่างวดรถ ไม่พอจ่ายค่านู้นค่านี่ ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเขาเอง อย่างเช่น รถเป็นชื่อเขา แต่เราก็ใช้ด้วยกัน คือแพทจะทำงานอยู่ที่บ้าน เขาจะเป็นคนที่ใช้รถคนเดียว แพทก็จะไม่ค่อยได้ใช้ แต่รถออกเป็นชื่อเขาเพราะว่าชื่อแพทติดแบล็คลิสต์ออกรถไม่ได้ เขาจะมีขอจุกจิก บางทีก็ขอน้ำมันเติมค่ารถ 1,000-2,000 บาท ขอจุกขอจิกเราก็จะถามเขาว่า เงินเดือนเธอไม่พอหรอ? เขาก็จะบอกว่า ไม่พอ ไม่พอจริง ๆ แพททำงานอยู่ที่บ้าน เปิดเป็นร้านเบเกอรี่ แล้วทีนี้หลังๆมา ด้วยความที่เขาคิดว่าอยากมาช่วยเรา เขาก็ลาออกจากงานประจำ แต่เอาจริงๆ ร้านหนูเปิด 10 โมง เที่ยงเขายังไม่ตื่นเลย ตอนนี้เขาออกจากงานได้ 2 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีรายได้ หลักๆก็มาจากหนูกับคุณพ่อของหนู เพราะหนูก็ไปคุยกับคุณพ่อ คุณพ่อก็เลยให้เขามาทำงานกับพ่อ เพราะพ่อเปิดร้านขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้เขาไปเฝ้าร้านให้ แล้วพ่อก็ให้เงินเดือนกับเขาต่างหาก เขาก็ทำงานแต่ไม่ค่อยดี เหมือนที่เขาทำก็อาจจะเกรงใจพ่อหนูด้วย แต่พ่อจะชอบโทรมาบ่นว่า เขาชอบหนีไปเข้าห้องน้ำนาน ๆ ชอบไปสูบบุหรี่หลังร้านนาน ๆ พอไปทำงานกับคุณพ่อแล้ว เขาก็ยังมีปัญหาการเงินเหมือนเดิม ยังมาขอเงินหนูเหมือนเดิม แต่ไม่ได้เยอะเท่าเดิม คือก่อนหน้านี้หนูเคยแต่งงานมาแล้วครั้งนึง หนูมีลูกกับแฟนเก่า หนูก็เลยบอกเขาไปว่า เรามีลูกนะ การที่เราจะเอาใครสักคนเข้ามา ถ้าจะให้เรารับผิดชอบเธอด้วย รับผิดชอบลูกด้วยเราก็ไม่ไหว... แพทก็มีความรู้สึกอยากจะเลิกกับเขานะ แต่มันติดตรงที่เขาก็มีความดีของเขาอยู่ เขาไม่เคยนอกใจเรา แล้วเราสัมผัสได้ว่าเขาก็รักเรา เขาทำกับข้าวให้กิน ทำงานบ้านให้หนู เวลาที่หนูจะบอกเลิกเขา แล้วหันมองหน้าเขา มันก็เลยกลายเป็นสงสารเขา แต่มันก็ไม่ใช่ทุกวันที่เขาทำให้เรานะ ในสายตาเราก็นับว่าเขาเป็นคนขี้เกียจในระดับนึง แต่ในความรู้สึกก็ยังว่า...เหมือนเขาเป็นคนดีคนหนึ่งอยู่ เพราะไม่เคยโกหกเรา ไม่เคยไปเที่ยว หรือไม่เคยไปเมาเละเทะที่ไหน และหนูก็เคยบอกเขาให้ไปทำงานเพื่อหาเงิน แต่เขาก็ถามหนูกลับมาว่า จะให้เราไปทำอะไร? เขาก็ดูเหมือนจะรักลูกติดของหนูนะ อย่างเวลาไปเดินห้าง เขาก็จะบอก เห้ยเธอชุดนี้สวยจัง ซื้อแล้วก็ส่งไปให้ลูกไหม? ซึ่งลูกของหนูคุณแม่จะเป็นคนเลี้ยงให้อยู่ที่ต่างจังหวัด แต่เขาก็ไม่เคยถามเลยว่า เธอเดือนนี้ส่งเงินให้ลูกหรือยัง มีเงินพอส่งให้ลูกไหม? เขาไม่เคยถามแบบเป็นห่วง เป็นใย อย่างคำถามที่ว่า ลูกเป็นไงบ้าง ลูกเปิดเทอมหรือยัง ลูกปิดเรียนวันไหน เขาจะไม่เคยมีคำถามพวกนี้เลย เขาเคยเจอลูกของหนู ความสัมพันธ์ก็ปกติ เจอกันก็พาไปซื้อขนม อยากได้อะไรซื้อให้ ตอนนี้หนูกำลังอยากสร้างครอบครัว อยากได้คนที่แบบมาเป็นคู่คิด ซึ่งเขาเป็นคู่คิดให้หนูไม่ได้ เขาจะคอยต้านหนูตลอด สมมติถ้าบอกว่าอันนี้ได้นะ เขาก็จะแย้งขึ้นมาทันทีว่าอันนี้ไม่ได้ อย่างหนูเคยทำขนมออกมาชิ้นนึง คิดแล้วว่ามันต้องขายได้แหละ เขาก็จะสวนขึ้นมาทันทีเลยว่า มันขายไม่ได้หรอก ทั้ง ๆที่ยังไม่ได้ลองขายเลย แค่ทำออกมาชิมกัน มันก็เลยเหมือนเขามาบั่นทอน ปีแรกๆ เขาดีมาก คือทำงานตลอด OT ยันดึกดื่น เขาดูเป็นคนขยันมาก จนหนูรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เราฝากชีวิตได้แหละ ก็เลยตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันกับเขา จุดเปลี่ยนเขา เอาจริงๆแพทก็ไม่รู้ เพราะแพทก็ไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน อยู่ดีดีเขาก็เปลี่ยนไปเลย แพทยังเคยคุยกับเขาเลยว่า แพทรู้สึกว่าตอนนี้เขาไม่เหมือนคนเดิมคนนั้นเลยนะ เขาก็บอกว่า เราก็เป็นของเราแบบนี้แหละ เธอไม่สังเกตเอง เขาไม่ได้ทำให้เราเสียใจ แต่เขาก็ไม่ได้ซัพพอร์ตความรู้สึกเราเหมือนกัน เขาเป็นคนไม่ทำอะไรผิดร้ายแรง แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรดีด้วย ทนมาประมาณ2ปี ตั้งแต่เขาลาออกจากงาน เลยอยากถามว่า แพทอยากเลิกค่ะ แต่ตัดความสงสารที่มีต่อเขาไม่ได้ ควรทำยังไงดี? งานนี้ในความคิดเห็นของผู้ชายอย่าง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘จริงๆแล้วเคสอย่างคุณแพท น่าแปลกใจตรงมีประสบการณ์ความรักมาแล้ว พอเป็นความรักครั้งที่สอง การจะมีครอบครัวผมว่า ส่วนใหญ่มันจะทำให้เราตัดช้อยส์ง่ายขึ้น เมื่อตอนพ่อของลูกเลิกกันเพราะเขานอกใจ เขาไปมีผู้หญิงคนอื่น ทำให้คุณแพทมีปม พอคนนี้ไม่นอกใจเขาเลยได้คะแนนบวกเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นอันนี้เลยเป็นข้อเสียที่คุณแพทยังไม่เคยเจอ บวกกับข้อดีที่มันไปคลายปมของคุณแพทในความรักครั้งแรก เขาไม่มาซ้ำในแผลเดิม เราก็เลยรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้บวกมาก แต่จริงๆแล้วถ้าคุณแพทย์ยังรู้สึกสงสาร นั่นแปลว่าคุณแพทยังสงสารตัวเองไม่มากพอ เลยยังมีแรงไปสงสารเขาอยู่ ก็คงต้องทน ก็คือถ้าให้ผมบอกนะ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ก็ต้องทน ทนจนกว่าคุณแพทจะเริ่มสงสารตัวเองและครอบครัว ถึงเวลานั้นคุณแพทจะรู้ว่าควรทำอย่างไร จริงๆมันควรเป็นวัยและเวลาที่เราไม่อยากเสียเวลาแล้ว เราเคยผ่านความรักครั้งแรกมา แล้วมันก็ล้มเหลว ความรักครั้งที่สองมันควรจะชัดเจนขึ้น อะไรที่ไม่ใช่ไปให้เร็ว ไม่มาอารัมภบทให้วุ่นวาย ไม่มาดราม่ากันแบบไร้สาระ ไม่ใช่ก็แยกย้าย มันควรจะเป็นอย่างนั้น นั่นแปลว่าความสงสาร คุณแพทยังชั่งน้ำหนักแล้วรู้สึกยังทนกับข้อเสียของเขาได้ และข้อดีของเขายังชนะอยู่ หรือมันเสมอกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นผมก็ว่าเหลือเวลาไม่นานที่ความอดทนครั้งนี้มันจะหมดลง มันอาจจะเป็นฝางเส้นสุดท้ายก็ได้ ผมว่าคุณแพทไม่ต้องกังวล ถ้าความรู้สึกนี้ค่อย ๆก่อตัว เดี๋ยววันนึงมันก็จะชัดเจน อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมีวิธีจบเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน บางคนเตือนก่อน บางคนระเบิดบึ้มแล้วไปเลย คุณแพทเองก็เคยยื่นคำขาดมาหลายทีแล้ว แต่เขารู้ไหมว่าเขาอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างวิกฤต แล้วก็คุณแพทมีทางเลือกที่จะเลิก ไปต่อกันที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาต่อว่า ‘คุณแพท คือต้นหอมเวอร์ชั่นเก่า ที่ยังไม่ตรัสรู้ เพราะหอมเคยเป็น หอมเคยมีแฟนที่นอกใจ พอวันที่เรามีแฟนที่นอกใจ เราจะมีปมเลยหนึ่งอย่างว่า ครั้งหน้าขอแค่ข้อเดียว ขอคนที่ไม่นอกใจ พอแล้วเพราะว่ามันเจ็บกับสิ่งนี้มาก ขอคนที่ไม่นอกใจ แล้ววันนึงเจอผู้ชายที่ไม่นอกใจ แค่คำว่า ไม่นอกใจ เรากลายเป็นเราตกเป็นทาสคำนี้เลย ที่เหลือผู้ชายแม่งเห็นแก่ตัว ขี้เกียจ เอาเปรียบสารพัด แล้วอยู่ก็ไม่มีความสุข แต่เขาไม่นอกใจ คิดแบบนี้อยู่ จนไม่มีความสุข หรือเป็นที่ตัวเราเอง เราปรับเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง สุดท้ายคือ เราไม่ได้ต้องการแค่ไม่นอกใจ เรามีผู้ชายในแบบที่เราต้องการ และ ผู้ชายที่เราไม่ต้องการ ซึ่งเขามีสิ่งที่คุณแพทไม่ต้องการ เมื่อใครก็ตาม ที่ไปแตะสิ่งที่คุณแพทไม่ต้องการ แปลว่าคนนี้ไม่ใช่ คุณแพทกำลังอยู่กับจิ๊กซอว์ที่ไม่ใช่ ฉะนั้นวันนี้จะไปถามหาความสุขจากคนที่เขาไม่มีสิ่งนั้นให้คุณแพท คุณแพทก็จะอยู่ไม่มีความสุข คือเขาไม่ใช่ แล้วก็สิ่งที่คุณแพทบอก ลุกไปทำงานหรืออะไรก็ตาม เขาไม่ทำเพราะเขาไม่ใช่คนแบบนั้น เขาปรับเปลี่ยนไม่ได้ มันเป็นตัวเขาไปแล้ว แล้วคุณแพทก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทน แต่ในเมื่อมองหน้าเขา เห็นหน้าเขาแล้วสงสาร คุณแพทก็แค่ลองหันกระจก แล้วมองหน้าตัวเองดูบ้าง ฉันสงสารตัวเองอยู่หรือเปล่าทุกวันนี้ ที่ต้องทนอยู่กับคนแบบนี้ ถ้าแพทคิดว่าการเลิกกับเขามันยากที่สุด เดี๋ยวแพทจะทำใจไม่ได้ ไม่ใช่นะ หอมบอกเลยว่า ผู้ชายทรงแบบนี้ไล่ไม่ไป เพราะเขาอยู่สบายแล้ว อันนี้หนักกว่า ทำอย่าไงให้คนนี้ไปเถอะ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการทำอย่าไงให้เขาออกไปจากบ้าน อันนี้ยากมาก คนแบบนี้ไม่ออก และคนสุดท้ายของค่ำคืนนี้ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘งั้นพี่พูดในเชิงที่ว่า จะทำให้หนูเวลามาคิดแล้วสงสารเขาดีกว่านะ ว่าจะเอาความรู้สึกนี้ออกไปยังไงดีกว่าเนอะ พี่รู้สึกว่าอยากให้แพทถามตัวเองว่า ถ้าหนูจะมีคนรัก จะมีสามีหนูต้องการอะไรจากสถานะนี้ ต้องการคนที่เป็นผู้นำ ต้องการคนที่เป็นกำลังใจ ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบทั้งตัวเขาเองและครอบครัว หรือหนูต้องการแค่แบบทำกับข้าว คนดูแลบ้าน คนที่ไม่นอกใจ ซึ่งถ้าต้องการแค่นี้ หนูจ้างแม่บ้านดีดีสักคนก็ได้เลยนะ แล้วทำแบบFULL-TIME ไม่แบบ 3วันดี 4วันไข้ด้วย แต่เรากอดแม่บ้านไม่ได้ แสดงว่าหนูต้องการที่พึ่งทางใจ ที่จะให้ความรัก การดูแล ความรับผิดชอบ ซึ่งแสดงว่าในตัวผู้ชายคนนี้ มันไม่มี แล้วหนูต้องหาคนอื่นมาทำหน้าที่แทนเขา สำหรับพี่ คือ ก้อนที่เขาทำได้ ตอนนี้ที่หนูบอก ทำกับข้าว ดูแลบ้าน ไม่นอกใจ ก้อนนี้มันหาคนมาทำแทนเขาได้เลย มันแล้วแต่ว่า คนรักที่หนูต้องการจะมี หนูอยากให้เขาเป็นอะไรสำหรับหนูในตอนนี้ เท่านั้นเอง เพราะว่าถ้าหนูสงสารเขาไป แต่เขาไม่หยุดเอาเงิน มันสงสารตัวเองดีกว่าไหม เพราะแพทไม่ใช่คนที่มีฐานะร่ำรวยถูกไหม ที่แบบอยากได้เท่าไหร่ เปย์ เปย์ ขอแค่อยู่กับฉัน ไม่นอกใจฉัน ไม่ใช่อะ หนูก็ทำมาหากิน เขาที่ตอนนี้อายุ 30 แล้วอยู่จะทำงานเลย อย่างที่พี่บอก ผู้ชายคนนี้ยังรับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่ได้เลย แล้วเขาจะไปรับผิดชอบชีวิตใครได้ แล้วเขาไม่ใช่เด็กอายุ 15-16 ที่เหมือนกำลังเรียนรู้ชีวิตที่ต้องการอะไร ตอนนี้เขาอายุ 30 ที่มีหนูอยู่ข้าง ๆแล้ว ในฐานะสามีภรรยากัน ทุกครั้งถ้าจะสงสารเขา ลองคุยกับตัวเองว่าสิ่งที่เราเจอแบบนี้ถ้ามันต้องเจอไปอีก 5ปี 6ปี 7ปี ใครกันที่น่าสงสาร หนูตื่นมาทำขนม ตื่นมาทำมาหากินของหนู ในขณะที่เขานอนตื่นเที่ยง แล้วให้ไปทำงานไม่ทำ สำหรับพี่ตอนนี้นะ ถ้าพี่คิดไวๆ พี่จะบอกให้เขาไปทำงาน ถ้าเขาไม่ทำ พี่ก็บอกว่า งั้นเธอก็ไม่มีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับเงินแพทแล้วนะ แพทมีลูกต้องเลี้ยง แพทย์มีที่บ้านต้องดูแล เขาควรดูแลชีวิตตัวเองให้ได้ก่อนด้วยซ้ำในตอนนี้ ซึ่งถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ควรจะเก็บคนแบบนี้ไว้ในฐานะคนรักนะคะ หรือถ้าเขาบอกว่าเขาอยากอยู่ ก็มาเป็นคนงานที่บ้านไหมหละเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-