เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่น แต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่น แต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?

28 พ.ย. 2025

เราเพิ่งฟ้องหย่าสามี เพราะสามีมีผู้หญิงอื่น
เรากอดลูกสาว 8 ขวบร้องไห้ตลอด ตอนนี้เริ่มดีขึ้นแล้ว
แต่อยากจะได้วิธีการสอนลูกยังไงให้ไม่เกลียดพ่อตัวเองดีคะ?
พ่อเขาก็ยังมีแวะมาเจอลูก มาทำหน้าที่พ่ออยู่
จะทำให้ลูกเข้าใจยังไงดีว่าพ่อและแม่
จะไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมกันแน่นอน

                “คุณน้ำชา (นามสมมติ)” อายุ 37 ปี เป็นสายแรก ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (26 พฤศจิกายน 2568) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องขอวิธีสอนลูกไม่ให้ลูกเกลียดพ่อ และให้เข้าใจว่าพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว

                “คุณน้ำชา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘อยากมาปรึกษาเรื่องวิธีการสอนลูกที่ไม่ให้เขาเกลียดพ่อ คือเราเพิ่งหย่ากับสามี ลูกเราอายุ 8 ขวบ พอจบเรื่องหย่าแล้วลูกก็อยู่กับเรา แต่ว่าฝ่ายพ่อต้องส่งค่าเลี้ยงดูให้เราทุกเดือนตามคำสั่งของศาล แต่จริง ๆ แล้วลูกเขาไม่ได้เกลียดพ่อ เพียงแต่ว่าตอนที่เกิดเรื่อง เราก็เล่าให้ลูกฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ พ่อกับแม่ไม่ได้รักกันแล้ว พ่อไปรักคนผู้หญิงคนอื่น เขาก็ได้รับรู้ในวัยที่เขาควรจะรู้แล้ว

                แต่บางครั้งเขาก็จะถามว่า “พ่อไปไหน ทำไมพ่อไม่กลับ” แรก ๆ เราก็บอกไปว่าพ่อเขาไปทำงาน จนหลัง ๆ มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา เราก็เลยบอกไปว่ามันเกิดเรื่องนิดนึงนะ พ่อกับแม่ไม่ได้รักกันแล้ว พ่อเผลอไปรักผู้หญิงคนอื่น มันก็เลยทำให้เราต้องห่างกัน ในช่วงนั้นคือทรมานมาก ๆ เราร้องไห้และกอดไปกับลูก เราบอกกับเขาว่าพ่อเขาทำผิดและแม่ก็ไม่สามารถให้อภัยพ่อได้ คือเรื่องมันรุนแรงมากจนไปถึงชั้นศาล ไปถึงการฟ้องร้อง แต่ ณ วันนี้ สถานะทุกอย่างมันก็จบลงเหลือเแค่การเป็นพ่อเป็นแม่ให้ลูก ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้ดูแลลูกอยู่แล้ว เขามีหน้าที่แค่โอนเงินรายเดือนมาให้ หลังจากเกิดเรื่องเขาก็เจอลูกแค่ประมาณ 2-3 ครั้งในวันพิเศษต่าง ๆ อย่างวันเกิดลูก เราก็ไม่ได้กีดกันเลย แต่เรารู้อยู่แล้วว่าตัวเขาคงไม่ได้อยากที่จะมาหาลูก

                ลูกยังเคยมีคำถามว่า “พ่อจะไม่มีโอกาสกลับมานอนที่เตียงนี้แล้วใช่ไหม” เราก็ร้องไห้ แต่เราก็บอกไปว่า “ถ้าอยากไปนอนบ้านพ่อ ลูกก็ไปได้นะ” เวลาเขาเจอพ่อ เขาก็ดีใจตามประสาเด็กที่ไม่ค่อยได้เจอพ่อ เหมือนว่าเขาวางพ่อไว้เป็นฮีโร่ของเขา เป็นคนที่เขาคิดถึง เป็นคนที่เขาอยากเจอ เวลาเขาไปเที่ยวกับพ่อแล้วเราถามว่าเป็นยังไง เขาก็จะตอบกลาง ๆ เซฟพ่อของเขา คือลูกเราเขาเป็นคนที่เซฟทุก ๆ คน จะไม่พูดว่าร้ายใครเลย แต่ตอนอยู่ด้วยกัน พ่อกลับไม่ได้เลือกครอบครัวเป็น Priority หลัก ก็ไม่ได้สนใจลูกเท่าไหร่

คือเราไม่อยากสอนให้ลูกเกลียดพ่ออยู่แล้ว แต่ในอีกทางคือลูกก็จะอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ไม่ได้ สรุปแล้วสิ่งที่เราทำมันโอเคแล้วหรือเปล่า’

                เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ผมค่อนข้างเป็นคนที่คุยกับลูกด้วยเหตุผลอยู่แล้ว ถ้าเราสังเกตว่าลูกของเรา เขาเป็นคนที่สามารถเข้าใจในเหตุและผลที่เราเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟังได้ ถ้าสิ่งที่เราพยายามอธิบายแล้วเขาเข้าใจว่า พ่อไปชอบผู้หญิงคนอื่นนะ แต่พ่อก็ยังเป็นพ่ออยู่ ซึ่งผมว่าอันนี้ซับซ้อนที่สุดแล้ว ถ้าลูกสาวของคุณน้ำชาเข้าใจมันในระดับหนึ่งได้ ถ้าเป็นผม ผมจะคุยด้วยเหตุและผลและพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าความสัมพันธ์ในแบบผู้ใหญ่ มันจะเริ่มซับซ้อนขึ้นอย่างไรบ้าง ความรักที่มีให้กันวันหนึ่งจะหมดลง ผมจะค่อย ๆ อธิบายให้กับลูกฟัง โดยที่ผมจะไม่พยายามไปชี้นำว่าเขาต้องรักพ่อนะ เขาต้องเกลียดพ่อนะ แต่เลือกวิธีที่จะถามและฟังว่าเขารู้สึกอย่างไรมากกว่า แล้วเราก็ปรับจากตรงนั้น เขาจะเข้าใจมากหรือน้อยไม่รู้แต่ดีกว่าผมไม่ได้สื่อสารออกไป เราฟังว่าเขารู้สึกบวกหรือลบ เต็มสิบเขายังรักพ่อเท่าไหร่ แล้วเราค่อยเดินหน้ากันต่อด้วยพื้นฐานตรงนั้นมากกว่า

และผมยังเชื่อว่าถ้าเป็นบ้านที่ใช้เวลากับการอ่านหนังสือด้วยกัน มันจะมีหนังสือนิทานที่เล่าเกี่ยวกับครอบครัว อาจจะเป็นครอบครัวสัตว์ชนิดหนึ่งที่ครอบครัวไม่สมบูรณ์ ผมว่ามันอาจจะเป็นสื่อกลางที่ทำให้เรามีภาพมาเปรียบเทียบให้เด็กเข้าใจได้’

                ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเสริมว่า ‘พี่จะค่อย ๆ ให้ลูกรับรู้และก็อยู่กับความจริงที่ว่าจากนี้พ่อกับแม่จะไม่เหมือนเดิม ชีวิตเขาจะต้องเปลี่ยน แต่ว่ามันจะไม่มีวันที่พ่อกับแม่จะไปอยู่ด้วยกันแบบเดิม มันต้องใช้เวลาให้เขายอมรับตรงนี้ให้ได้ แรก ๆ เขาก็จะงงแหละ แต่ว่าสักพักเขาจะเข้าใจและอยู่กับมันได้ เพราะชีวิตเขาก็จะชินไปเอง ซึ่งมันต้องใช้เวลา

ส่วนเรื่องที่ว่าจะพูดยังไงไม่ให้เขาเกลียดพ่อ พี่ว่ามันไม่จำเป็นต้องไปพูดว่า “อย่าไปเกลียดพ่อนะ” พี่แค่รู้สึกว่าอธิบายให้เขาเข้าใจว่าพ่อกับแม่จากที่เคยรักกัน ตอนนี้มันมีบางอย่างที่ทำให้เราไม่ได้รักกันอีกต่อไปแล้ว โดยที่สถานะความเป็นพ่อเป็นแม่มันยังคงอยู่ สำหรับพี่ พี่ก็จะบอกเขาว่า สิ่งที่พ่อมีปัญหากับแม่ มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่พ่อทำกับหนู เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่หนูมีต่อพ่อถ้ามันเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นต่อไป หนูไม่ต้องไปโกรธเขาเพราะหนูรักแม่ มันไม่เกี่ยวกัน และที่สำคัญคือหนูจะรู้สึกอย่างไรกับเขาต่อจากนี้ไป ขึ้นอยู่กับว่าพ่อเป็นพ่อหนูอย่างไรด้วยเหมือนกัน

และสุดท้ายพี่ว่าน้ำชาต้องไม่พยายามพูดซ้ำ ๆ ในสิ่งที่พ่อทำกับเราในอดีตอีก เพราะว่าวันนี้มันจบแล้ว การไม่พูดถึงมันอีกคือสิ่งที่ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ให้ลูกตัดสินตามสิ่งที่เขาเห็น มันต้องขึ้นอยู่กับว่าน้ำชาต้องรู้ด้วยว่าลูกเป็นเด็กที่เข้าใจง่ายขนาดไหน บางอย่างต้องอธิบายละเอียดหรือยกตัวอย่างเปรียบเทียบอะไรให้เขาเห็นภาพหน่อย’

                สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ปัญหาของผู้ใหญ่อย่าไปยัดใส่ลูก ถ้ารักลูก ปัญหาสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกคิดมาก ลูกจะรักหรือเกลียดพ่อมาจากการกระทำของพ่อที่เขาเห็นเอง เขาอาจจะไม่ดีกับเราแต่ตอนเขาอยู่กับลูกเขาอาจจะเป็นพ่อที่ดีก็ได้ ให้ลูกตัดสินใจเองว่าเขาจะรักหรือเขาจะเกลียดพ่อก็ด้วยการกระทำของพ่อเขา

ส่วนปัญหาของผู้ใหญ่ให้เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ มันใหญ่เกินไปสำหรับเด็ก วันหนึ่งถ้าพ่อไม่รักลูก พ่อไม่มาหาลูก เด็กจะตัดสินใจได้เอง เขาจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เขาอยู่ในช่วงปรับตัว ถ้าเรารู้สึกว่าการปรับตัวมันทำให้เขารู้สึกว่ามันยาก ลองหากิจกรรมหรือความสุขอื่น ๆ มาทดแทนให้เขา’

 เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

งานเลี้ยงบริษัทอนุญาตให้พาลูกมาได้ รู้ตัวอีกที ลูกหัวหน้าอุ้มลูกเราแล้วปล่อย จนล้มที่พื้น เรารีบวิ่งไปพูดดีๆว่า "น้องหนัก อุ้มไม่ไหวหรอกค่ะ" คืนนั้นหัวหน้าเรียกไปคุยที่ห้อง "ดุลูกพี่ทำไม ถ้าลูกพี่เป็นอะไร พี่เอาตายเลยนะ"

10 พ.ค. 2024

งานเลี้ยงบริษัทอนุญาตให้พาลูกมาได้ รู้ตัวอีกที ลูกหัวหน้าอุ้มลูกเราแล้วปล่อย จนล้มที่พื้น เรารีบวิ่งไปพูดดีๆว่า "น้องหนัก อุ้มไม่ไหวหรอกค่ะ" คืนนั้นหัวหน้าเรียกไปคุยที่ห้อง "ดุลูกพี่ทำไม ถ้าลูกพี่เป็นอะไร พี่เอาตายเลยนะ"

งานเลี้ยงบริษัทอนุญาตให้พาลูกมาได้ รู้ตัวอีกที ลูกหัวหน้าอุ้มลูกเราแล้วปล่อยจนล้มที่พื้น เรารีบวิ่งไปพูดดีๆว่า "น้องหนัก อุ้มไม่ไหวหรอกค่ะ"คืนนั้นหัวหน้าเรียกไปคุยที่ห้อง "ดุลูกพี่ทำไม ถ้าลูกพี่เป็นอะไร พี่เอาตายเลยนะ"ได้ยินแบบนี้เสียใจมากเจอหน้าเขายังต้องไหว้ไหมคะ? “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 32 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [8 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่เหตุเกิดจากลูกหัวหน้า โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานอยู่สำนักราชการแห่งหนึ่ง พึ่งเข้ามาทำงานได้ประมาณ 8 เดือน แล้วที่นี้ทางสำนักเขาจะทริปให้พนักงานไปเที่ยว และทางสำนักก็อนุญาติให้พาครอบครัว หรือ พาลูกไปด้วยก็ได้ หนูก็เลยพาลูกที่อายุ 4 ขวบไปด้วย ทริปนี้ก็จะมีลูกๆพนักงานไปกันเยอะ จากนั้นลูกของหนูก็ไปเล่นกับลูกหัวหน้าใหญ่ อายุของลูกเขาคือ 10 ขวบ เด็กๆก็เล่นๆกันไป แล้วที่นี้ก็เกิดอุบัติเหตุ คือลูกหัวหน้าเขาอุ้มลูกหนู เหมือนจะอุ้มไม่ไหว และสะดุดล้มอีก ตัวของลูกหนูก็เลยฟาดไปกับขอบโซฟา คือไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น แต่ลูกของหนูตกใจ แล้วก็ร้องไห้หนักมากตามประสาเด็กเล็ก หนูก็เลยพูดกับลูกหัวหน้าใหญ่ว่า น้องตัวหนัก อุ้มไม่ไหวหรอก พูดด้วยน้ำเสียงปกติเลย พอตกดึกหัวหน้าใหญ่ก็เรียกหนูไปคุยเป็นการส่วนตัว แล้วเขาก็พูดออกมาว่า ได้ไปตะหวาดหรือไปดุอะไรลูกพี่มั้ย เพราะลูกพี่มาเล่าให้ว่าคุณอ่ะไปตะหวาดเขา หนูก็เลยตอบไปว่า หนูไม่ได้ตะหวาดค่ะ หนูพูดปกติ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เห็นว่าหนูพูดกับน้องด้วยน้ำเสียงปกติ เขาก็พูดต่อว่า ถ้าลูกพี่เป็นอะไรไป พี่เอาเราตายเลยนะ หนูก็เลยตอบกลับไปว่า ค่ะ หนูทราบค่ะ หนูไม่ได้ตะหวาดจริงๆ หนูพูดกับน้องเขาดีๆค่ะ เขาไม่ถามหนูสักเลยคำว่า ลูกหนูเป็นยังไงบ้าง เรื่องก็จบไป คือหนูมีน้องชายที่ทำงานอยู่ด้วยกัน พอหนูโดนเรียกไปต่อว่าเสร็จ หนูก็เดินเข้าไปในห้อง Party Room แล้วน้องชายก็เห็นหนูเดินมาเขาก็ถามว่า หัวหน้าเรียกไปทำไม หนูก็ตอบน้องชายไปว่า เขาเรียกไปว่า เขาหาว่าพี่ไปตะหวาดลูกเขา แต่จริงๆคือทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นเขาก็ได้ยินว่าพี่พูดว่าอะไรและน้ำเสียงแบบไหน พอหนูคุยกับน้องชายเสร็จหนูก็เลยขอพาลูกกลับห้อง แล้วทีนี้น้องชายก็มาเล่าให้ฟังหลังจากที่หนูพาลูกกลับห้องว่า เหมือนหัวหน้าจะเห็นว่า น้องชายของหนูแสดงอาการฉุนเฉียวฟึดฟัดอารมณ์ไม่ดี เขาก็เลยเรียกน้องชายหนูไปข้างหลังแล้วถามว่า มึงมีปัญหาอะไร!! แล้วก็พูดต่อด้วยว่า พี่มึงอ่ะชาวบ้าน!! น้องชายหนูก็ไม่พอใจที่ทำไมต้องพูดกับหนูว่าจะเอาตาย คือเขาไม่ถามสักคำว่าลูกพี่เป็นไงบ้าง แล้วมาด่าพี่ก็เหมือนด่าผม เหมือนโดนดูถูกกัน หนูกับน้องชายก็ร้องห่มร้องไห้ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็เดินมาปลอบ ประมาณว่า เอ่อไม่เป็นไรนะถ้าเขาจะเอามึงออกเพราะเรื่องแค่นี้ มันมีที่อื่นอีกเยอะแยะ แล้วก็มีหัวหน้าหนูที่เป็นรองหัวหน้าใหญ่คนนั้น เขาก็เข้ามาในห้องพักแล้วก็เดินมากอดหนู แล้วก็พูดว่า เข้าใจๆ พี่รู้ว่านิสัยเขาเป็นยังไง หนูก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะร้องไห้อย่างเดียว พอวันรุ่งขึ้นก็แยกย้ายกันกลับไม่ได้มีปัญหาอะไร ตอนนี้หัวหน้าใหญ่คนนั้นก็ไม่ได้มาทำงาน เพราะเขาลาพักผ่อน แล้วความรู้สึกของตัวหนูตอนนี้คือยังไม่โอเคมากๆ และพรุ่งนี้เขาจะกลับมาทำงานตามปกติ หนูก็คิดในใจว่า จะไหว้ดีมั้ยวะ? เพราะก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์นี้คือ หนูมองเขาน่ารักมาตลอด เขาเฟรนลี่ ไม่ถือตัว แต่พอมาเป็นแบบนี้หนูก็มองเขาเปลี่ยนไปเลย ซึ่งหนูก็พึ่งเข้ามาทำงานได้ 8 เดือน และหนูก็รู้สึกว่าคือ กูต้องออกหรอวะ? คิดวนแบบนี้ตลอดตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง ทุกคนในที่ทำงานก็ช่วยกันหาทางออก แต่ทีนี้หัวหน้ารองหนูก็อยู่ด้วย เขาก็เสนอว่า หรือยังไงดี จะให้เอาพวงมาลัยไปไหว้มั้ย หนูก็เลยตอบกลับไปว่า หนูไม่ทำนะที่จะให้เอาพวงมาลัยไปไหว้ เพราะหนูไม่ผิด แล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่หนูจะต้องเอาพวงมาลัยไปไหว้ หนูก็ไม่เคยพูดจาไม่ดีกับเขา พูดคะขาทุกคำ หนูก็งงว่าทำไมต้องเอาพวงมาลัยไปไหว้ ตอนแรกหนูจะถามพี่ๆดีเจว่า หนูลาออกดีมั้ย? แต่คิดไปคิดมา กว่าหนูจะเข้ามาทำงานที่นี่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายก็เลยตัดคำถามนี้ไป เพราะไหนจะสวัสดิการต่างๆของลูกอีก เอาเป็นว่าหนูอยากถามพี่ๆว่า ถ้าพรุ่งนี้หนูเจอเขา หนูจะไหว้เขาดีมั้ย ?’ งานนี้พี่ๆดีเจทั้ง 3 คนก็ได้ให้คำปรึกษา “คุณเอ (นามสมมติ)” พร้อมกันว่า ‘ไหว้ครับ/ค่ะ’ โดย “ดีเจเผือก” เป็นคนแรกที่ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่รู้นะสำหรับผมอ่ะ เคารพ ไม่เคารพไม่รู้ เราสามารถไหว้ได้นะ แต่สำหรับในใจผมอ่ะ คนต่อหน้าคนนี้เราเคารพแค่ไหน อันนี้คืออีกเรื่องหนึ่งนะ การไหว้สำหรับพี่มันเป็นเหมือนการ Say Hello อ่ะ มันเป็นแค่เครื่องมือ แล้วก็การสวัสดีครับ ของเรามันไม่ได้แปลว่า เราเคารพคนนั้นมาน้อยแค่ไหน สำหรับผมก็เลยไหว้ได้ ไหว้ตามมารยาท’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คือเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำ มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกนะ แต่เราไม่รู้ว่าเขากลับมาทำงานแล้วมันจะยังไงต่อ เขาอาจจะไม่ได้สนใจอะไรแล้วก็ได้ สำหรับเขาเรื่องลูก คงจะเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะมันสามารถทำให้เขาขึ้นได้ขนาดนี้ ซึ่งมันก็มีแบบนี้จริงๆนะ เรื่องลูกคือใหญ่บึ้ม แต่เขาก็เป็นคนที่ไม่มีวุฒิภาวะจริงๆ พี่ไม่ได้เข้าข้างนะ แต่แค่รู้สึกว่า คุณเออย่าพึ่งคิดไปถึงขนาดนั้นว่า ต้องลาออก ต้องนั่นนู่นนี่ แต่การที่เราจะไม่ไหว้ เขาอาจจะหันมาเล็งเราเลยก็ได้ พี่ว่าต้องรอดูสถานการณ์ก่อน ตอนนี้อย่าพึ่งฟังธงว่าเขาจะยังไงกับเรา พี่ขออวยพรให้เขาไม่อะไรกับคุณเอต่อ แต่คุณเอไหว้ไปแล้ว แล้วเขาไม่รับไหว้ อันนี้ค่อยโทรมาใหม่’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ไหว้ ถ้าไม่ไหว้ฉิบหายแน่คนแบบนี้ การไหว้มันเป็นการเอาตัวรอดของเราอ่ะ เขาอาจจะไม่ได้สนใจอะไรแล้ว เพราะได้โชว์พาวไปแล้ว ไหว้แล้วก็ต่างคนต่างทำงาน แต่การที่ไม่ไหว้อาจจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เขาอาจจะแสดงแสนยานุภาพอีกก็ได้ ไหว้ไปเลย ไหว้แบบปกติ ไหว้เพื่อเอาตัวรอด ส่วนเด็กก็ช่างมัน เด็กมันก็ไม่รู้เรื่องหรอก โทษเด็กก็ไม่ได้ อวยพรให้ลูกเขาโตมาดีๆเถอะ เพราะเขามีพ่อแม่แบบนี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่าง ตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม

17 มี.ค. 2025

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่าง ตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม

หนูเพิ่งโดนแฟนบอกเลิก รู้เหตุผลมาจากเพื่อนของเขาอีกที เขาบอกว่าเราเป็นแฟนที่ไม่ค่อยเอาใจใส่ไม่ค่อยถามเขาว่าเหนื่อยไหม? ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน หนูก็ให้ความรักเขาเต็มที่แล้ว ปกติดีทุกอย่างตอนนี้อยากเดินหน้าง้อเขากลับมาในความสัมพันธ์เดิม แต่เขาไม่เปิดใจให้เราเข้าไปเลย “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [12 มี.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจอ๋อง – ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาโดนแฟนบอกเลิก เพราะเรื่องไม่ค่อยใส่ใจเขาพูดกับเพื่อนว่า เราไม่ดูแล ไม่ถามเขาว่าเหนื่อยมั้ย? โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูเพิ่งรู้สาเหตุที่เลิกกับแฟน คือแฟนเพิ่งบอกเลิกเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่คบกัน เขาเป็นคนที่สม่ำเสมอมาก ช่วงก่อนเลิกกัน แฟนขายของออนไลน์กับหนู ทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกันตลอด ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน แต่วันหนึ่งเราคุยกันว่า รายได้ที่มีอยู่ตอนนี้พอหารสองแล้วไม่พอใช้ แฟนก็เลยกลับไปทำงานกับที่บ้าน แล้วทางบ้านแฟนก็ไปเคลียร์ที่เพื่อทำสวน ทำธุรกิจที่ต่างจังหวัดเพิ่มเติม เลยทำให้แฟนต้องเดินทางไป - กลับ 2 – 3 วันกลับมาที่ หรือมาหาดึก แต่ตอนเช้าต้องเดินทางต่อ ระหว่างนั้นทุกครั้งที่เขากลับมา เขาก็ยังมารับและไปส่งเราตอนเช้าเหมือนเดิม มันก็เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม จนวันหนึ่ง เขาก็มาบอกว่าขอไม่ไปรับเพราะรู้สึกเหนื่อย ถึงแม้เราจะน้อยใจ แต่ก็เข้าใจ และบอกเขาว่าไม่โกรธ ทำให้ 1-2 สัปดาห์ก่อนเลิกกัน เราไม่ได้เจอกันเลย แต่ยังคุยกันผ่านแชทและโทรหากันตลอด จนวันที่เราเลิกกัน วันนั้นหนูไปมูกับเพื่อน แล้วแฟนกลับมาพอดี เราก็เลยคุยกันว่า เดี๋ยววันนี้เค้าไปหานะ จะไปนอนที่บ้านเธอ หนูมาถึงบ้านเขาก่อน ซึ่งระหว่างทางก็คุยกันปกติ ไม่มีปัญหาอะไร เขายังถ่ายรูป ส่งรายงานหนูตลอด พอเขามาถึง เขากลับบ่นว่าโทรหาแล้วหนูไม่รับ ทำให้เขาเข้าบ้านไม่ได้ ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านั้นโทรศัพท์หนูตกจนหน้าจอแตก ทำให้บางครั้งสายที่โทรเข้ามา มันก็ไม่แจ้งเตือน แล้วพอเขาเข้าไปในบ้าน เขาก็มานอนนิ่ง ๆ บนพื้น ดูเหนื่อยมาก หนูเลยปล่อยให้เขานอนไปก่อน แต่หนูก็สังเกตเห็นว่าเขาทำหน้าแปลก ๆ เลยถามว่าเธอเป็นอะไร? ตอนแรกเขาบอกว่าไม่มีอะไร ช่างมันเถอะ แต่หนูดูออกว่าต้องมีอะไรแน่ๆ เลยถามเขาไปอีกว่าเป็นอะไร? แต่สุดท้ายเขาก็ยอมพูดว่า เขานอนมานานแล้ว ทำไมหนูไม่ถามเขาเลยว่าเหนื่อยไหม เป็นยังไงบ้าง? หนูก็พยายามง้อ แต่เขาเงียบ ไม่พูดอะไร และสีหน้าดูแปลกไป ตลอด 4 ปีที่คบกัน เขาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย แล้วอยู่ ๆ เขาก็ร้องไห้ และบอกว่า เขารู้สึกว่าตัวเองทำตามแผนที่เราคุยกันไว้ไม่ได้ เขาไม่พร้อม ไม่รู้เลยว่าถ้าย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วชีวิตจะเป็นยังไงต่อ ซึ่งช่วงต้นปีใหม่ เขาอยากให้หนูไปต่างจังหวัดด้วย แต่ความคิด ณ ตอนนั้น คือด้วยความที่หนูขายของอยู่ที่นี่ ฐานลูกค้าหนูอยู่ที่นี่ หนูก็เลยกลัวว่ามันจะเกิดปัญหาตามมา ถ้าจะไปอยู่ที่นู้น แล้วต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ พ่อแม่หนูเขาก็เป็นห่วง แต่เขาก็ไม่ได้ห้าม เขาบอกว่า ถ้าสุดท้ายเราจะอยู่กับเขา เขาเชื่อว่าเราโตแล้ว เราตัดสินใจได้ แก้ปัญหาได้อยู่แล้ว ถ้าอยากจะไปก็ไป หนูก็บอกเขาว่า ถ้าหนูไป เป็นไปได้ก็อยากทำอะไรให้มันถูกต้องก่อน เหมือนเขาเก็บเรื่องนี้เอาไปคิด แล้วเขาก็มาพูดกับเราแบบนั้น หนูก็บอกเขาว่า แผนมันเปลี่ยนได้นะ คือหนูคิดไว้อยู่แล้วว่าในอนาคตหนูก็คงไป แต่หนูก็ไม่เคยบอกเขาว่าหนูคิดจะไป หลังจากเลิกกัน 2-3 วัน หนูก็ไปถามเพื่อนเขาว่าเขาเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น เพราะเหตุผลที่เขาบอกหนูมันดูไม่ค่อยเมคเซ้นต์ แต่หนูก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องที่เขามีคนอื่น เพราะที่ผ่านมาเขาเป็นแฟนที่ดีมาก ไม่เคยมีเรื่องปิดบังเลย อยู่กับหนูตลอดเวลา ใส่ใจตลอดเวลา ไม่มีเรื่องผู้หญิงเลย หนูก็สงสัยว่ามันคงมีเหตุผลอื่นแหละ แล้วเพื่อนเขาก็เลยบอกว่า แฟนหนูก็ไปพูดว่ามันมีเรื่องนิสัยของหนูที่เขาไม่โอเค บางเรื่องเขาก็พูดนะ แต่บางเรื่องส่วนใหญ่เขาผิดเองที่ไม่ได้พูด หลักๆคือเขาบอกว่าหนูไม่ค่อยใส่ใจ ไม่ค่อยเทคแคร์เขา ซึ่งจริง ๆ ที่ผ่านมาหนูมองว่าหนูเทคแคร์แล้ว แต่หนูก็เข้าใจว่าภาษารักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การแสดงออกของหนู คือหนูให้เวลาเขา เวลามีอะไรเขาเป็นที่หนึ่งตลอด หนูทำอะไรคล้ายๆเขา ก็เลยคิดว่าที่ผ่านมามันดีมากตลอด ส่วนเรื่องนิสัยหนูเป็นคนพูดห้วน ๆ ไม่ค่อยอ้อน ในขณะที่แฟนเด็กกว่า จะมีความอ้อน บางครั้งเขาทำอะไรที่ทำตามอารมณ์มากกว่า และต้องการการดูแลมากกว่านี้ ผิดกับหนูที่หนูเป็นคนชอบวางแผน ชอบเตือนแฟนว่า ถ้าเธอทำแบบนี้ เกิดเหตุการณ์แบบนี้เธอจะทำยังไง? เหมือนเรายกตัวอย่างให้เขาฟัง แล้วเขาจะคิดว่าเราชอบคิดในแง่ร้ายไปก่อน ตอนที่หนูไปง้อ เขาบอกว่าเขาพอแล้ว และเขาไม่ได้รู้สึกรักหนูเหมือนเมื่อก่อน แต่ค่าใช้จ่ายที่เราหารกันปัจจุบัน รายรับ - รายจ่าย - รายได้ เรายังหารกันเหมือนเดิม แต่เขาบอกว่าเขาจะแบ่งให้แค่ช่วงแรกเท่านั้น ซึ่งหนูคิดว่าถ้าเรากลับมาคบกัน ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้อยู่แล้ว หนูรู้แล้วว่าเขาต้องการอะไร แล้วข้อเสียของหนูที่เขาไม่ชอบมันคืออะไร ที่ผ่านมาหนูก็เชื่อว่าหนูสามารถทำได้ เพราะหนูก็เคยเป็นคนแบบนั้นมาก่อน ทั้งขี้อ้อน พูดจาดี แต่พอเราโตขึ้น อะไรหลายๆอย่างมันทำให้หนูแข็งขึ้น แต่หนูอาจจะแข็งมากเกินไป หนูก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและแคร์เขามากขึ้น แต่ตอนนี้เขาใจแข็งมาก เขามองว่าเราเปลี่ยนนิสัยตรงนี้ไม่ได้หรอก หนูเลยอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า หนูควรวางตัวยังไงคะ? หนูพร้อมที่จะเป็นคนที่แคร์เขามากขึ้น อยากให้เขาเชื่อว่าหนูทำได้ เปลี่ยนเพื่อเขาได้’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เวลาโดนบอกเลิก ก็คงอยากทำทุกอย่างเพื่อง้อ เพื่อคืนดี ซึ่งเอมีสิทธิ์ง้อได้ แต่เขาจะคืนดีหรือเปล่าก็เป็นสิทธิ์ของเขานะ ซึ่งตอนนี้เราพยายามหาเหตุผลทุกอย่างมาอธิบายการเลิกกัน ซึ่งพี่บอกเลยว่าเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร แต่เอาเป็นว่า เขาไม่ได้อยากคบหาเราแล้วตอนนี้ อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น คนเราเวลาทะเลาะกัน ถ้าอยากที่จะคบหากันอยู่ มันจะหาวิธีแก้ ไม่ได้หาวิธีเลิก แต่สิ่งที่คนทุ่มเทในการง้อใครสักคนต้องเจอ คือเจอรีแอคที่ทำร้ายจิตใจกันแบบสุด ๆ คนนึงหวังที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่อีกคนไม่เอาแล้ว การแสดงออกมันจะตรงกันข้ามกันเลย มันจะยิ่งทำให้เราเจ็บนะ ต้องยอมรับความจริง และรอด้วยความเจ็บพอสมควร’ ต่อมา “ดีเจอ๋อง” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอต้องมีสติก่อน เพราะเขาพูดเองแล้วว่า เขาไม่รักเหมือนเดิม และกลับมาไม่ได้แล้ว นี่คือเคลียร์สุด ๆ เขาไม่ได้ต้องการเราในชีวิตอีกแล้ว พี่ว่าการปรับปรุงตัวเพื่อเขาอาจไม่เวิร์ค เพราะต่อให้เอเปลี่ยนยังไง เขาก็หมดรักไปแล้ว และคนหมดรักจะโทษเราแค่ไหนก็ได้ ถ้าถามพี่ เอควรมูฟออน หรือถ้ายังรักแล้วอยากง้อ ต้องตั้งลิมิตให้ตัวเอง แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ควรทำคือ รักตัวเอง ให้เวลาตัวเอง ตั้งสติ และก้าวออกมา’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ความเบื่อมันทำหน้าที่ทุกวัน เราต้องยอมรับ แต่ทำไมบางคนถึงรักกันได้นานเป็น 10 ปี? เพราะเขาคุยกัน มีอะไรบอกกัน แต่แฟนเอเลือกที่จะเงียบ แล้วไปพูดกับเพื่อนแทน มันแฟร์กับอีกคนไหม? แต่สิ่งที่พี่ห่วงตอนนี้คือ เอกำลังโทษตัวเองหมดทุกอย่าง ซึ่งมันไม่ใช่ คนเลิกกันไม่มีใครต้องรับผิดชอบความผิดแต่เพียงผู้เดียว สิทธิ์ในการขอโทษเป็นของเอ สิทธิ์ในการให้อภัยเป็นของเขา แต่เออย่าด้อยค่าตัวเอง คุณค่าของเราอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเลือกหรือไม่เลือก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูคบกับแฟนคนนึงได้ไม่นาน หนูเป็นคนติดสกินชิพมาก แต่แฟนหนูคนนี้ ไม่แตะเนื้อต้องตัวหนูเลย หนูลองใจหลายวิธี ล่าสุด จะข้ามถนน เตรียมมือรอแล้ว เขาไม่จับ ไม่จูงมือหนูเลย แต่ก็กันรถให้หนูเดินข้ามอยู่

04 ส.ค. 2025

หนูคบกับแฟนคนนึงได้ไม่นาน หนูเป็นคนติดสกินชิพมาก แต่แฟนหนูคนนี้ ไม่แตะเนื้อต้องตัวหนูเลย หนูลองใจหลายวิธี ล่าสุด จะข้ามถนน เตรียมมือรอแล้ว เขาไม่จับ ไม่จูงมือหนูเลย แต่ก็กันรถให้หนูเดินข้ามอยู่

“คุณรัน (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [30 ก.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาคบกับแฟนมาได้ประมาณ 4 เดือน ไปดูหนังด้วยกันก็แล้ว แต่ยังไม่เคยจับมือกันเลย โดย “คุณรัน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คุยกับเขามาตั้งแต่เดือนเมษาผ่านแอพหาคู่ แล้วก็ตกลงเป็นแฟนกัน แต่ปัญหาคือทุกวันนี้หนูกับเขายังไม่ได้จับมือกันเลย ไปเดทเดือนละสองสามครั้ง เวลาไปห้างก็เดินชิดกันแค่นิดเดียว แต่เขาบอกเราเลยว่าเขาเป็นคนไม่ชอบดูหนัง เขาเข้าไปดูแล้วชอบหลับ แต่เขาก็ไปดูเพราะรันอยากดูก็เลยมาดูด้วย แม้ว่าหนูจะเลือกที่นั่งท้ายแถวเลย เวลาที่ข้ามถนน หนูคิดว่าจะมีโมเมนต์เดินจูงมือข้ามถนน หนูก็เตรียมมือเอาไว้เลย หันมาอีกที อ้าว! เขาเดินข้ามไปแล้ว มีการดันเราเข้าไปข้างใน เวลาจุ๊บก็ส่งแค่ในแชท คือหนูไม่กล้าจับมือเขาก่อน หนูกลัวเขาจะตกใจ เขาเคยมีแฟนมาแค่คนเดียว หนูก็เคยมีแฟนแค่คนเดียว แต่แฟนเก่าหนูเขาจะเข้ามาจับก่อน อย่างตอนล่าสุดที่ไปกินข้าวด้วยกัน หนูก็อยากมีโมเมนต์ขอกำลังใจ แต่หนูก็ไม่กล้า เขาก็เหมือนจะเข้าหาหนูนะ แต่ก็ยึก ๆ ยัก ๆ ก็เลยเกิดคำถามว่า คบกันมาหลายเดือนแล้ว แต่แม้แต่มือก็ยังไม่กล้าจับควรจะทำยังไง?” โดย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเขินผมสนับสนุนให้จับมือกันในโรงหนังนะ เพราะมันมืด เกิดอะไรขึ้นก็มีแค่เราตรงนั้น’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เป็นแฟนแล้วก็ขอจับมือเลยไม่ว่าจะเป็น มือ ไหล่ แขน เล่นได้หมดให้ หรือเริ่มจากการเดิน ให้ดูว่าเวลาเดินเขากุมมือเราไหม ใช้เสียงอ้อนได้เลย ผู้หญิงก็ทำแบบนี้ได้เป็นเรื่องปกติ บางทีผู้ชายเขาอาจจะไม่กล้าเริ่มก่อน’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเวลาไปกินข้าว แล้วเขาลุกขึ้นไปก่อน ให้ลองยื่นมือให้เขาคว้าดู เพราะถ้าเราเขินก็ไม่มีวันได้จับมือนะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ทำงานกับหัวหน้าคนนี้มา 3-4 ปี เวลาทำงานเราไม่เคยสาย แต่หัวหน้าใหญ่นัดกินเลี้ยงพนักงานแต่ละฝ่ายที่บ้าน เป็นงานไม่ทางการ กิน ดื่ม กันชิลล์ๆ แผนกไหนไปก็ไป แต่วันงานเราไปงานเลทกว่าหัวหน้าแผนกเราไป 1 ชั่วโมง หัวหน้าแผนกเราโกรธมาก ไม่มองหน้า ไม่รับไหว้ ไม่โอเค

17 ต.ค. 2025

ทำงานกับหัวหน้าคนนี้มา 3-4 ปี เวลาทำงานเราไม่เคยสาย แต่หัวหน้าใหญ่นัดกินเลี้ยงพนักงานแต่ละฝ่ายที่บ้าน เป็นงานไม่ทางการ กิน ดื่ม กันชิลล์ๆ แผนกไหนไปก็ไป แต่วันงานเราไปงานเลทกว่าหัวหน้าแผนกเราไป 1 ชั่วโมง หัวหน้าแผนกเราโกรธมาก ไม่มองหน้า ไม่รับไหว้ ไม่โอเค

ทำงานกับหัวหน้าคนนี้มา 3-4 ปี เวลาทำงานเราไม่เคยสาย แต่หัวหน้าใหญ่นัดกินเลี้ยงพนักงานแต่ละฝ่ายที่บ้านเป็นงานไม่ทางการ กิน ดื่ม กันชิลล์ๆ แผนกไหนไปก็ไป แต่วันงานเราไปงานเลทกว่าหัวหน้าแผนกเราไป 1 ชั่วโมงหัวหน้าแผนกเราโกรธมาก ไม่มองหน้า ไม่รับไหว้ ไม่โอเค หัวหน้าแผนกรู้สึกเสียหน้ากับหัวหน้าใหญ่ ทั้งๆที่แผนกอื่นเขามากันไม่ครบ บางคนมาเลทกว่าหนูด้วยซ้ำ หนูไม่สบายใจเลยเปิดใจคุยกับหน้าหัวแผนกเรา หัวหน้าแผนกเราบอกว่า“ไม่ต้องมาขอโทษ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่จะไม่รับเรามาทำงานตั้งแต่แรกเลย”ทุกวันนี้เขายังไม่โอเคกับหนูเลย หนูจะรับมือยังไงดี?? “คุณใหม่ (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [8 ต.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องหัวหน้าที่ทำงานโกรธเพราะเราไปงานเลี้ยงสาย 1 ชั่วโมงจนถึงขั้นบอกว่าไม่น่ารับเราเข้าทำงานเลย “คุณใหม่ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานอยู่ในบริษัทเอกชน ทำงานวันจันทร์-วันศุกร์ แล้วทางหัวหน้าก็มาขอความร่วมมือว่าวันเสาร์จะมีงานเลี้ยงของบริษัท เลี้ยงกันแค่เฉพาะบางแผนก ไม่ใช่เนื่องในโอกาสพิเศษอะไรแต่ก็อยากให้ไปกันทุกคนและหัวหน้าก็มีการนัดเวลาให้มากัน ซึ่งตัวหนูเองไม่ได้ตั้งใจจะไปสายแต่ด้วย Accident ต่าง ๆ ทั้งฝนตก น้ำท่วมและรถติด ทำให้หนูไปสายประมาณ 1 ชั่วโมงจากเวลาที่หัวหน้าอยากให้ไป แล้วทีนี้เราก็รู้ตัวว่าผิดเลยไปขอโทษ แต่เขาก็โกรธมาก ๆ จนไม่รับไหว้ ไม่คุยด้วย ไม่ออกมากินเลี้ยงด้วยกันแต่หนูก็เข้าใจว่า เออ เราก็ผิดแหละ พอวันจันทร์หนูไปทำงานปกติ หนูก็ยกมือไหว้เขาแต่เขาก็ยังไม่รับไหว้อยู่อีก ก็เลยทำให้หนูรู้สึกว่า เราผิดขนาดนั้นเลยเหรอ? หนูก็เลยใช้วิธีส่งข้อความไปขอโทษเขา เขาก็อ่านแต่ไม่ตอบ พอมาตอนเย็นหนูโทรไปเพราะอยากเคลียร์ใจ แต่เขาก็ตอบกลับมาว่าไม่ได้รู้สึกอยากยกโทษให้ รู้สึกผิดหวังมาก ๆ ไม่โอเค ถึงขั้นที่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่รับหนูเข้าทำงาน เขาให้เหตุผลว่าเราไม่ได้ไปช่วยเขาเตรียมงานอยู่แล้ว ก็จะต้องไปเร็วนิดนึง ไม่อยากให้คนอื่นมองไม่ดีว่ามาเป็นแขกทำไมถึงสาย พอหนูอธิบายไปเขาก็บอกว่าอย่ามาโกหก บอกว่าหนูตั้งใจที่จะไปสาย ทั้งที่ตัวหนูกับหัวหน้าก็สนิทสนมกันในระดับหนึ่งและตั้งแต่ทำงานมาก็ไม่เคยเห็นเขาโกรธขนาดนี้ ทุกคนที่ไปช้ากว่าหนูก็โดนโกรธแบบเดียวกัน งานก็เป็นงานเลี้ยงปกติ ไปสร้างสรรค์กันไม่ได้มีลูกค้าพิเศษอะไร หนูเลยสงสัยว่าหนูผิดขนาดนั้นเลยเหรอคะ? แล้วหนูจะรับมือกับบรรยากาศน่าอึดอัดในที่ทำงานนี้ยังไง?’ เริ่มที่ “ดีเจอ้อย” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในที่สุดแล้ว ต่อให้เราตั้งคำถามไปก็เสียเวลา ทุกอย่างตอนนี้พี่รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลย ก็แค่ตอนนี้ทำในจุดของเราให้ดีที่สุดแล้วกัน วันนี้เราอาจจะไม่ได้บรรยากาศที่ดีเท่าไหร่เพราะมันมีเรื่องที่เราก็ยังงงอยู่เลยว่าทำไมต้องคุกกรุ่นขนาดนี้ และที่สำคัญก็คือบรรยากาศทั้งหมดมันไม่ได้โดนที่หนูคนเดียว เพราะเพื่อน ๆ ที่ไปสายในวันนั้นก็โดนเหมือนกัน พี่ว่าเขาก็ไม่ได้เป็นเจ้านายที่มีคุณสมบัติที่ดีนักในมุมนี้ เพราะพี่มีความรู้สึกว่าการเป็นผู้นำควรสร้างบรรยากาศในการทำงานให้ดี หรือแม้แต่เขาจะโกรธหนักขนาดนั้นก็ได้แต่เขาควรจะอธิบาย พี่รู้สึกว่าเขาดูโกรธเกินจริงไปมาก จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามทีแต่การเป็นหัวหน้าของเขาคือต้องสื่อสารให้เป็นและต้องรับฟัง เราควรจะเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใช่แสดงอาการแบบนี้ ปัญหาก็ไม่ได้แก้ ยังไม่ต้องไปถึงขั้นแก้ปัญหาเพราะปัญหาคืออะไรเรายังไม่รู้เลย แต่ถ้าสมมติว่าเราทำงานในจุดที่ดีที่สุด เราจะไปขอโทษอีกครั้งก็ได้ ขอโทษเป็นสิทธิ์ของเรา ให้อภัยไหมคือสิทธิ์ของเขา ถ้าเขายังแบกเรื่องนี้เอาไว้ ผ่านไป 3 เดือนหรือ 4 เดือน ก็ให้เขาแบกต่อไปเพราะถือว่าเราผ่านเรื่องราวนั้นมาแล้วและเราก็กลับไปแก้อดีตไม่ได้ แค่ครั้งต่อไป ถ้ามันจะเกิดก็ให้เป็นบทเรียนของเรา ไม่ไปสายได้ก็ดีหรือถ้าสายก็ต้องสื่อสาร อุปนิสัยใด ๆ ของเขาก็ตามที่เราไม่ชอบ หรืออุปนิสัยใดที่เพื่อนร่วมงานทำแล้วเราไม่ชอบ บอกตัวเองไปเลยว่า “เราเปลี่ยนเขาไม่ได้หรอก” ในเมื่อเปลี่ยนไม่ได้ก็เลือกตกลงกับเขายังไงให้ทรมานใจน้อยที่สุดก็แล้วกัน’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ก็รีแอคตามสถานการณ์ไปเลย ไม่ต้องไปค้นหาคำตอบแล้ว ไม่ต้องวอแวเรื่องขอโทษเขาอีก เราขอโทษไปแล้ว สถานการณ์มันจบไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ใหม่ต้องยอมทำตามคนอื่นที่เขาบอกว่าไม่ต้องไปสนใจ ตราบใดที่มันไม่ได้กระทบการทำงาน แต่ถ้าเขายังคงงี่เง่า เช่น ถามงานแล้วไม่ช่วยและมันเป็นสิ่งที่เขาต้องทำในฐานะหัวหน้าแล้วเขาไม่ทำ พี่ว่าถ้ามันเริ่มบานปลายไม่จบไม่สิ้นก็อาจจะต้องแจ้งฝ่ายอื่น ๆ เรื่องการทำงานของเขา เราก็ผิดที่ไปสายแต่มันไม่ใช่ความผิดพลาดที่จะต้องมาพูดจาไม่ดีใส่กันและทำตัวไม่เป็นหัวหน้าที่ดี เขาไม่มืออาชีพ พี่ว่าอันนี้ก็ล้ำเส้นไป’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ผมเชื่อว่าเมื่อเราพยายามหาเหตุผลเพื่ออธิบายอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเราหาไม่ได้นั่นแปลว่า “ช่างมันครับ” มันอาจจะไม่มีเหตุผลก็ได้ คนบางคนอาจจะใช้อารมณ์ขับเคลื่อน ก็ทำตัวมืออาชีพอย่างที่เราควรจะเป็น ถ้ามันไม่ได้กระทบการทำงานถึงขนาดที่ไปทำงานแล้วไม่มีความสุข ก็จงเป็นมืออาชีพต่อไป พิสูจน์ด้วยผลงาน สุดท้ายถ้าเขาไม่เลิกก็ให้เป็นทุกข์ของเขา ใช้ชีวิตตามปกติ อะไรที่ผิดปกติก็ให้อยู่กับความรู้สึกที่ผิดปกติไป’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา20.00 – 23.00น. ทางรายการวิทยุEFM94และAppAtimeFung Fin

album
efm
-

-