เจอเพื่อนร่วมงาน TOXIC สังคมที่ทำงานไม่น่าอยู่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้หันมาศึกษาอ่านไพ่ เป็นแม่หมอ ไลฟ์ใน TIKTOK คนรีวิวกันว่าแม่น จนมีลูกค้าหลายคนจองคิว มีความคิดว่าจะออกจากงานประจำ มาเป็นหมอดูเต็มตัวเลยดีไหม? เพราะรายได้ที่ได้มามากกว่างานประจำที่ทำอีก

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

เจอเพื่อนร่วมงาน TOXIC สังคมที่ทำงานไม่น่าอยู่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้หันมาศึกษาอ่านไพ่ เป็นแม่หมอ ไลฟ์ใน TIKTOK คนรีวิวกันว่าแม่น จนมีลูกค้าหลายคนจองคิว มีความคิดว่าจะออกจากงานประจำ มาเป็นหมอดูเต็มตัวเลยดีไหม? เพราะรายได้ที่ได้มามากกว่างานประจำที่ทำอีก

13 มิ.ย. 2025

เจอเพื่อนร่วมงาน TOXIC สังคมที่ทำงานไม่น่าอยู่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้หันมาศึกษาอ่านไพ่

เป็นแม่หมอ ไลฟ์ใน TIKTOK คนรีวิวกันว่าแม่น จนมีลูกค้าหลายคนจองคิว มีความคิดว่าจะออกจากงานประจำ

มาเป็นหมอดูเต็มตัวเลยดีไหม? เพราะรายได้ที่ได้มามากกว่างานประจำที่ทำอีก แต่อีกใจก็กลัวว่าจะไม่มั่นคง

และไปได้ไม่ดี ทุกคนคิดว่ายังไงดีคะ??

                “คุณจีจี้ (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สองในรายการ ‘พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [11 มิ.ย. 68] โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเจอเรื่อง Toxic ในที่ทำงาน จึงจะลาออกไปรับดูดวง

                โดย “คุณจีจี้ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานที่นี่มาสามปี ตอนแรกก็แฮปปี้ดี แต่พอเกิดการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน ก็ทำให้ทำงานยากและลำบากขึ้นกว่าเดิม ตอนแรกทำงานก็ผ่านฉลุยแต่ หลัง ๆ เจอเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดี ส่งงานก็ใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะผ่าน เพราะเขาไม่ได้มาซัพพอร์ตเราในส่วนนี้เลย เคยมีการคุยกับเพื่อนในแผนกบ้างแล้ว เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน เพื่อนก็บอกว่าเขาเคยเอาเรื่องของหนูมาเล่าให้เพื่อนฟังด้วย

                จุดเริ่มต้นของการดูดวง หนูมีรุ่นพี่เป็นแม่หมอดูดวงคนนึง วันนั้นเขาชวนหนูไปซื้อไพ่สำรับใหม่แล้วเขาให้หนูเลือก หนูก็หลับตาเลือก ๆ ไป อันไหนเหมือนจะดึงเรา ก็เอาอันนั้นเลย หนูก็บอกรุ่นพี่ว่าหนูชอบอันนี้ แต่พอซื้อกลับมารุ่นพี่ก็โทรมาบอกว่าเขาอ่านไพ่สำรับนี้ไม่ออก หนูก็เลยตัดสินใจซื้อไพ่นี้มาเพื่อเรียนเองตามคู่มือที่มี เรียนไปได้สักพักหนูก็เริ่มขึ้นไลฟ์ใน TikTok แบบขำ ๆ จอย ๆ แต่คนดูก็บอกว่า ‘ทายแม่นนะ ลองทำจริงจังมั๊ย’ หนูก็เลยลองดูสักหน่อย แต่ก็ต้องหยุดไปเพราะปวดหัวกับที่ทำงานประจำ

                เมื่อเริ่มจับต้นชนปลายได้ หนูก็ลองคำนวณรายได้จากการดูดวงทั้งจากไลฟ์และทั้งส่วนตัวแล้ว ก็พบว่ามีจำนวนมากกว่างานที่ทำอยู่ด้วยซ้ำ แต่หนูยังไม่ได้ลงมือทำจริง หนูรับดูดวง 30 นาที 159 บาท  1 ชั่วโมง 259 บาท ถ้าในไลฟ์จะเป็นส่งของขวัญเพื่อดูดวง ซึ่งคนดูก็มีเข้ามาเรื่อย ๆ หนูยอมรับว่าตอนนี้หนูไม่สามารถทำงานควบกัน 2 อย่างได้ เพราะงานที่ทำส่งผลกับชีวิตหนู หนูไม่อยากเปิดไพ่ดูเพราะกลัวความ Toxic ออกมา แล้วก็ไม่อยากดูให้ตัวเองด้วยเพราะกลัวจะเข้าข้างตัวเองเกินไป ตอนนี้หนูแอบหางานใหม่อยู่ หนูก็เลยอยากถามว่าจะทำที่นี่ต่อไปดีมั๊ยหรือจะออกมาทำหมอดูแบบ Full Time ดี”

                ซึ่งดีเจทั้ง 3 คน (ดีเจเผือก-ดีเจต้นหอม-ดีเจเติ้ล) ได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ‘อย่าเพิ่งลาออกจากงานเลย อยากให้จีจี้ทำงานควบไปทั้ง 2 อย่างก่อน ถ้ายังไม่มั่นใจจริง ๆ อย่าเพิ่งเลือกทางใดทางหนึ่ง ค่อยเลือกตอนถึงเวลาที่จำเป็น หรืออีกทางคือลองหางานประจำใหม่ แล้วให้การดูดวงเป็นรายได้เสริม เพราะจากที่เล่ามาตอนนี้ยังมีความเสี่ยงมากเกินไปที่จะเลือกดูดวงอย่างเดียว การมีรายได้หลายทางก็นับเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่ง ลองพยายามให้มีงานหลักประจำก่อน แล้วทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าวันนึงเราจะแจ้งเกิดจากการดูดวงแล้วค่อยหันมาทำอย่างจริงจัง’

                ทั้งนี้ “ดีเจต้นหอม” ได้เสนอขั้นตอนการทำงานไว้ว่า ‘1. หางานประจำใหม่แล้วโฟกัสกับงานนี้ไปก่อน 2.ดูดวงเป็นรายได้เสริมในเวลาว่าง 3.หากแจ้งเกิดและมีชื่อเสียงจากการดูดวงให้เปลี่ยนมาโฟกัสเป็นการดูดวง 4.ลาออกจากงานประจำ’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ทุกความประสาทแดx อยู่ที่หัวหน้าคนนี้หมดแล้ว หนูทำงานที่นี่มา 3 ปี มีเรื่องให้ปวดหัวทุกวัน หัวหน้าคนนี้เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 40+ แล้ว เดี๋ยวจะเล่าสิ่งที่เขาเคยทำกับหนูให้ฟัง

25 ส.ค. 2025

ทุกความประสาทแดx อยู่ที่หัวหน้าคนนี้หมดแล้ว หนูทำงานที่นี่มา 3 ปี มีเรื่องให้ปวดหัวทุกวัน หัวหน้าคนนี้เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 40+ แล้ว เดี๋ยวจะเล่าสิ่งที่เขาเคยทำกับหนูให้ฟัง

ทุกความประสาทแดx อยู่ที่หัวหน้าคนนี้หมดแล้ว หนูทำงานที่นี่มา 3 ปี มีเรื่องให้ปวดหัวทุกวันหัวหน้าคนนี้เป็นผู้หญิง อายุประมาณ 40+ แล้ว เดี๋ยวจะเล่าสิ่งที่เขาเคยทำกับหนูให้ฟัง1.เราทำงาน back office ใส่กระโปรงเลยหัวเข่ามาเกือบจะถึงตาตุ่มแล้ว เขายังบอกว่าเราแต่งตัวโป๊2.เขาตามโซเชียลเรา แล้วจะคอยตอบสตอรี่เรา บอกว่าทำไมเราไปพาน้องที่ทำงานเที่ยว เสียคนหมด3.ไปเข้าห้องน้ำ เขาจับเวลาว่าไปเกิน 10 นาที ทำไมถึงไปนาน 4.เขาสั่งห้ามไม่ให้หนูคุยอะไรกับใครถ้าจะคุยกับเพื่อนร่วมงาน ให้แชทพิมพ์กันเท่านั้น เขาบอกว่าหนูไปชวนคนอื่นคุยอยู่นั่นแหละจริงๆยังมีอีกหลายอย่างที่เจอ แต่ก็ยังอดทนทำอยู่ เงินดี สังคมดี เพื่อนร่วมงานดีทุกคน ติดที่หัวหน้าคนนี้คนเดียว “คุณแนท (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [20 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาที่หัวหน้าชอบแซะและจับผิดเรื่องส่วนตัวและพฤติกรรมต่าง ๆ ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่มั่นใจในตัวเอง โดย “คุณแนท (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูทำงานอยู่ที่บริษัทหนึ่ง เป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป ตอนเข้าทำงานใหม่ ๆ หัวหน้าก็ขอเพิ่มเพื่อนทางโซเชียลมีเดีย หนูก็รับไว้ตามปกติ แต่หลังจากนั้นพี่เขามักจะตอบกลับสตอรี่ของหนูในลักษณะประชดประชันหรือแซะ เช่น เวลาหนูลงสตอรี่ตอนออกไปเที่ยวกลางคืน เขาจะตอบกลับมาว่า "ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเหรอ ไม่บาปเหรอ" หนูไม่รู้จะตอบยังไง เลยกดอีโมจิขำไป นอกจากนั้น เวลาเลิกงาน เขาก็มักจะชวนไปร้องคาราโอเกะหรือทานข้าวกัน วันหนึ่งหนูลงสตอรี่ตามปกติ ซึ่งในภาพมีเพื่อนที่แต่งตัวค่อนข้างเซ็กซี่ติดมาด้วย พี่เขาก็ตอบกลับมาว่า "นี่เธอพาเพื่อนใจแตกเหรอ พาไปที่อโคจรแบบนั้น" หนูรู้สึกไม่โอเคเลย เลยเอาข้อความให้เพื่อนดู ทุกคนก็บอกว่ามันเกินไปแล้ว พี่เขาเป็นคนที่พูดจาแรง ชอบแซะและติคนอื่นอยู่ตลอด โดยเฉพาะกับหนูที่เป็นลูกน้อง เหมือนจะโดนมากกว่าคนอื่น หนูเองก็ชอบเที่ยวบ้างในวันหยุด ซึ่งหนูมองว่าไม่ใช่เรื่องผิด และไม่เกี่ยวกับการทำงาน เรื่องไม่จบแค่นั้น ที่ออฟฟิศเขาก็มักจะพูดย้ำถึงเรื่องที่หนูไปเที่ยว เช่น "เห็นวันก่อนพาเพื่อนไปเที่ยวมา ใส่เสื้อโป๊มากเลย พาเพื่อนใจแตก" เขาติหนูทุกเรื่อง ทั้งที่การทำงานของหนูไม่ได้พบเจอลูกค้าเลย แต่เขากลับตำหนิการแต่งตัวของหนู มีอยู่วันหนึ่งหนูใส่เสื้อครอปสีดำ กับกางเกงยีนส์ขาสามส่วน ซึ่งพอหนูเป็นคนตัวเตี้ย กางเกงมันก็เกือบจะยาวถึงตาตุ่ม หนูก็มั่นใจเพราะคนอื่นในออฟฟิศก็แต่งแบบนี้ บางคนใส่กระโปรงสั้นกว่าหนูอีก แต่พอหนูมาถึงออฟฟิศ เขาเรียกหนูแล้วพูดว่า "แต่งตัวอะไรเนี่ย นี่กระโปรงหรือกางเกง?" แล้วก็สั่งให้หนูหมุนตัว หนูคิดว่าเขาจะชม เลยยอมหมุน แต่เขากลับพูดว่า "แต่งตัวตลกมาก" หนูหน้าเสียเลยกลับไปนั่งที่โต๊ะ พอเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็งงว่า "มันตลกตรงไหน?" แต่หัวหน้ากลับเดินมาหาอีกแล้วบอกว่า "เดี๋ยวน้องถ่ายรูปให้ manager ดูด้วยนะว่าใส่กางเกงขาสั้นมาทำงาน" หนูก็บอกว่า “มันไม่สั้นนะ มันเกือบถึงตาตุ่มแล้ว” เพื่อนก็ช่วยปกป้องว่ามันไม่ใช่กางเกงขาสั้นจริง ๆ เขาก็ยังจะให้ถ่าย หนูเลยปฏิเสธว่า “ไม่สะดวก” เขาก็เดินกลับโต๊ะตัวเองไป ทั้งที่บริษัทไม่มีนโยบายเรื่องการแต่งตัว ทุกคนแต่งตัวตามสบาย บางคนใส่สายเดี่ยวมาทำงานด้วยซ้ำ หลังจากนั้นมีการปรับระบบให้นั่งตามทีม หนูก็ต้องย้ายมานั่งกับหัวหน้า เขาไม่ยอมให้เพื่อนคุยกับหนูเลย ต่อให้คุยเรื่องงาน ก็ต้องพิมพ์คุยอย่างเดียว วันหนึ่งหนูไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งรู้ว่าเขาเป็นคนชอบจับผิด หนูก็เลยจับเวลาไว้เอง หนูใช้เวลาประมาณ 17 นาที เขาก็ทักแชตมาทันทีว่า "หายไปนานมาก ถ้าหัวหน้าถาม พี่ไม่รู้จะตอบยังไง" หนูก็ถามกลับว่า “ถ้าหนูจะเข้าห้องน้ำ ต้องขออนุญาตเหรอ?” เขาก็บอกว่า “ไม่ต้องหรอก แค่บอกพี่ไว้หน่อย” เขายังชอบจับผิดหนูว่าเล่นโทรศัพท์ในเวลางาน ทั้งที่ทั้งวันเขาก็นั่งไถโทรศัพท์ คลิกเมาส์ และคุยกับเพื่อน อีกวันหนึ่ง หนูเป็นกรดไหลย้อน ต้องยืนทำงาน แต่เพื่อนแถวนั้นหัวเราะเสียงดัง แล้วพี่เขาหันมามองหนู เข้าใจผิดว่าเป็นหนูหัวเราะ เลยทักมาว่าให้กลับไปนั่งที่ หนูก็บอกว่าหนูไม่ได้คุยแต่เขาก็บอกว่า "ไม่ต้องลุกไปไหนอีก" หนูเคยมีคนจากแผนกอื่นมาทาบทามให้ย้ายงาน ซึ่งพูดต่อหน้าหัวหน้าคนนี้เลย แต่หนูยังไม่กล้ารับปาก เพราะแผนกนั้นดูเป็นงานใหญ่ หนูกลัวจะรับไม่ไหว หนูทำงานที่นี่มา 3-4 ปีแล้ว หนูยังโอเคกับเงินเดือน การทำงาน และสังคมรอบตัว โดยรวมหนูแฮปปี้ ยกเว้นแต่กับหัวหน้าคนนี้ที่ทำให้หนูรู้สึกอึดอัดและเสียความมั่นใจ หนูเลยอยากขอคำแนะนำว่า หนูควรจัดการตัวเองยังไง เวลาหัวหน้าคนนี้ปล่อยพลังลบใส่หนู?’ ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ทำอะไรไม่ได้นอกจากตีมึนแล้วใส่หูฟังตลอดเวลา เขาพูดอะไรก็แกล้งไม่ได้ยิน ทำให้เขารู้ว่าเราไม่อยากยุ่งกับเขา ถ้าเขามายุ่งกับเราอีกก็บอกว่าหนูไม่ได้ฟังเพลง หนูแค่ไม่อยากฟังเสียงอย่างอื่น ให้เขารู้ว่างานเราก็เดิน ถ้าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดเราต้องเถียงกลับไปบ้าง’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าหนูทนไม่ไหวหนูก็พูดได้เลยว่าทนไม่ไหว คิดว่ามันเป็นเกมแล้วกัน ว่าแต่ละวันเราจะเจออะไรบ้าง เพื่อให้เรามีพลังทำงานต่อก่อนที่เราจะย้ายงาน เพื่อให้เราอยู่ให้ได้ มีผู้ฟังแนะนำมาว่าให้บล็อกโซเชียลเขาไปเลย ให้หวัหน้ารู้ว่าเขาจะคุกคามเราได้แค่ในออฟฟิศ ในเมื่อเราอยู่กับเขามาได้ 3 ปีแล้ว เราลองทำตัวดี แต่งตัวเรียบร้อย แล้วลองดูว่าเขาจะหาเรื่องอะไรมาด่าเราได้อีก ถ้าหนูคิดว่าไหวก็ทำไป แต่ถ้าไม่ไหวก็ย้ายแผนก ก่อนที่แนทจะไม่ไหวแล้วถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อย่าพยายามพูดว่าตัวเองโอเคทั้ง ๆ ที่จริง ๆ เราไม่โอเค บอกได้แค่ให้แนทหายใจลึก ๆ ตั้งสติ เพราะแนทก็ลองทำมาหมดทุกวิธีแล้ว เมื่อไหร่ที่เราพูดถึงเรื่องไหนแล้วเรามันทำให้เราร้องไห้ออกมา มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว ไม่รู้ที่ผ่านมาเจออะไรมาบ้าง แต่อยากให้ลองพบจิตแพทย์ดู อย่าให้ตัวเองต้องจมอยู่กับสถานการณ์แบบนี้เลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เพื่อนรักของหนูมีนิสัยชอบ กินข้าวต่อหนู บางทีหนูก็ไม่ชอบให้ใครมาแย่ง แล้วที่ผ่านๆมาจะมีผู้ชายหล่อ หน้าตาดี โปรไฟล์ดีๆเข้าหาหนูเยอะมาก เพื่อนบอก "ถ้าคนนี้มึงเลิกคุย กุขอได้ไหม?" ตอนแรกคิดว่าพูดเล่น...

09 เม.ย. 2024

เพื่อนรักของหนูมีนิสัยชอบ กินข้าวต่อหนู บางทีหนูก็ไม่ชอบให้ใครมาแย่ง แล้วที่ผ่านๆมาจะมีผู้ชายหล่อ หน้าตาดี โปรไฟล์ดีๆเข้าหาหนูเยอะมาก เพื่อนบอก "ถ้าคนนี้มึงเลิกคุย กุขอได้ไหม?" ตอนแรกคิดว่าพูดเล่น...

เพื่อนรักของหนูมีนิสัยชอบ กินข้าวต่อหนู บางทีหนูก็ไม่ชอบให้ใครมาแย่งแล้วที่ผ่านๆมาจะมีผู้ชายหล่อ หน้าตาดี โปรไฟล์ดีๆเข้าหาหนูเยอะมากเพื่อนบอก "ถ้าคนนี้มึงเลิกคุย กุขอได้ไหม?" ตอนแรกคิดว่าพูดเล่นแต่คนคุยเก่าของหนูแคปแชทเพื่อนมาให้ดูว่าเพื่อนหนูทักมาหาจริงๆ “คุณคะนิ้ง(นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 เม.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเพื่อนชอบกินของเหลือ ตั้งแต่ข้าว ขนม ไปจนถึงผู้ชาย! โดย ​“คุณคะนิ้ง(นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘หนูมีเพื่อนสนิท 1 คน นามสมมุติว่า ​“บี” ในแก๊งจะมี 4 คน แต่หนูสนิทกับบีที่สุด เรา 2 คนเป็นเพื่อนสนิทกันแต่เราจะแตกต่างกันมาก ๆ บีจะเป็นคนติดเที่ยว ติดร้านเหล้า แต่หนูจะเป็นคนไม่ชอบไปไหน ชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน สมัยมัธยมบีจะมีนิสัยนึงที่หนูรู้สึกว่าไม่โอเคเลยก็คือ เขาชอบมาแย่งข้าวหนูกิน ถ้าเป็นขนมแบบชิ้น ๆ เรายังจะแชร์กันได้ แต่บางทีมันเป็นข้าวในจานที่หนูทำมาจากห้อง พอเปิดกล่องมาปุ๊บ บีก็หันมาแล้วก็พูดว่า ขอกินบ้างดิคำนึง ซึ่งหนูยังไม่ได้กินเลย หนูก็เลยพูดอ้อม ๆ ไปว่า เออเนี่ย ความจริงกูอะไม่ชอบให้ใครมาแย่งข้าวกูกินนะ ค่อนข้างจะซีเรียส แต่เขาก็ไม่หยุด หนูก็ยอมเขา จนเราจบ ม.6 กันทั้งคู่ แล้วแยกย้ายกันไปเรียนมหาวิทยาลัยอื่น นาน ๆ ทีก็จะเจอกัน คราวนี้มันเป็นผลพวงต่อมาอีกเรื่องนึงคือ ด้วยความที่ตัวหนูเองมีคนเข้ามาเยอะมาก ๆ แล้วบีก็จะรู้ว่าหนูคุยกับใคร คบกับใคร รู้ตั้งแต่คุยยันเลิกคุย จะรู้กันทุกอย่าง ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาหาหนูโปรไฟล์ดีมาก บางคนก็หล่อ บางคนก็รวย บางคนก็ทั้งหล่อทั้งรวย บีก็จะพูดเสมอว่า หาให้บ้างได้ไหม อยากได้อะไรแบบนี้บ้าง กูเป็นเพื่อนมึง ทำไมกูไม่เคยได้อะไรแบบนี้เข้ามาบ้างเลย หนูก็เลยบอกว่า โอเค เดี๋ยวหาให้ละกัน คราวนี้มันมาถึงจุดที่เริ่มจะแตกหักคือ หนูได้ไปนัดเจอกับผู้ชายคนหนึ่ง แล้วบีก็ขอไปด้วย พอไปเจอคนคุยหนู บีก็มากระซิบข้างหูว่า ถ้าคนนี้มึงเลิกคุย กูขอได้ไหม? หนูก็คิดว่าบีคงพูดเล่นแหละ คงไม่มีเพื่อนคนไหนอยากทำแบบนี้หรอก พอหนูเลิกคุยกันคนนี้ คุยกับคนที่ 2 ก็นัดเจออีก บีก็เหมือนเดิมไปด้วยแล้วพูดว่า อุ้ย คนนี้หล่ออะ ถ้ามึงเลิกคุยกูขอได้ไหมเนี่ย หล่อจริง ๆ หนูก็คิดว่าเพื่อนหยอกเล่น จนผ่านไป 3-4 คน หนูก็ไม่ได้อะไร ด้วยความที่หนูเป็นคนเชื่อใจเพื่อน พอมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำ ๆ หนูก็มีพูดบ้างประปรายว่า มึงบ้าป่ะเนี่ย คือคุยต่อกูเนี่ยนะ บีก็ขำ จนมีวันหนึ่งคนคุยเก่าหนู เขาโทรมาแล้วส่งหลักฐานแชทมาว่า นิ้ง เพื่อนนิ้งทักมาหาพี่ เขามาขอคุยกับพี่นะ คือพี่ไม่รู้จะพูดยังไงดี พี่ก็ไม่อยากจะพูดทำร้ายจิตใจเขา อยากให้นิ้งจัดการคนของนิ้งเองนะ พี่อยากให้คุยกันเองเพราะเป็นเพื่อนกัน หนูก็ไปคุยกับเขาว่า มึงไปทักหาพี่เขาหรอ? เขาก็พูดว่า กูแค่ไปเต๊าะเล่น ๆ ก็ไม่มีอะไร หนูก็ไม่พอใจแหละแต่หนูก็ไม่ได้พูดอะไร หนูอยากรู้ว่า หนูควรจะพูดกับเพื่อนคนนี้ยังไง? ตอนนี้หนูยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ในอนาคตหนูอาจจะเลิกเป็นเพื่อนกัน หนูก็แค่อยากบอกให้เขาแก้นิสัยนี้แบบถาวร ไม่อยากให้เอานิสัยนี้ไปทำกับคนอื่นเพิ่ม ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่ต้องไปพูด เลิกคบก็คือเลิกคบ แต่ถ้าเพื่อนมาถามว่า ทำไมถึงเลิกคบ ก็บอกเหตุผลไปเลยว่า กูไม่ชอบมึงเรื่องนี้ กูก็เลยคิดว่ามึงกับกูอาจจะคนละเคมี ก็เลยเฟดแค่นั้น ส่วนเขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขาเพราะเลิกคบแล้ว’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘คือถามว่าสิ่งที่เพื่อนนิ้งทำ ที่เพื่อนบอกว่าถ้าไม่เป็นแฟนกันแล้ว ขอต่อนะ พี่รู้สึกว่าในบางคนที่เขาโอเคมันก็จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาสำหรับนิ้ง เพราะนิ้งไม่ชอบคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ อันนี้มองแบบใจกว้าง พี่ก็รู้สึกว่าถ้านิ้งไม่ชอบเรื่องนี้ ก็ต้องบอกเขาให้ชัด เรื่องแย่งข้าวกินพี่รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพื่อนที่สนิทกันจริง ๆ กินได้ไม่ติด ไม่ได้รู้สึกว่า 3 คำทำให้ชีวิตมีปัญหานะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ถ้าเขาไม่ได้กินของหนูจนหมด พี่ว่าหนูเป็นคนหวงของด้วยแหละ ตอนนี้พี่รู้สึกว่าเหมือนนิ้งตัดสินเพื่อนโดยการเอาตัวเองเลือกเขา บางอย่างถ้าเป็นเพื่อนสนิทกันมันต้องพูดกันตรง ๆ แล้วถ้าเขาไม่ทำ ก็บอกไปว่า ไม่ได้ ไม่ชอบแบบนี้ เราก็มีสิทธิ์ที่จะเลิกคบกับเขาได้ ก็ไม่ได้มีปัญหา นิ้งอย่าบอกว่า หนูไม่อยากเลิกคบใครก่อน หนูไม่อยากทำใครหล่นหาย พี่ว่าถ้าคุยกันแล้วมันไม่โอเค รู้สึกว่าไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับการกินข้าว หรือมายุ่งกับแฟนเก่าเลย ก็ต้องห่างอย่าทนสนิทกัน แล้วยังคงมีเรื่องอย่างนี้อยู่ในใจ พี่ว่ามัน Toxic ทั้งตัวหนูเองแล้วก็เขา แล้วเราก็บอกเขาด้วยความหวังดีแล้ว จากนั้นชีวิตเขาจะเป็นยังไงก็ปล่อยเขาไป เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเขา อย่าหวังดีขนาดนั้น ถ้าสุดท้ายแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าคงไม่ใช่เพื่อนสนิทอะไรขนาดนั้น สำหรับมาตรฐานของพี่ ถ้าเพื่อนสนิทมันคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ต้องมาลำบากมากมาย เท่าที่พี่ฟังมาทั้งหมดพี่รู้สึกว่า เราเป็นคนหวงของ หวงทุกอย่างในชีวิต และรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเพื่อน แล้วถ้าคนนี้มาคุยต่อคนเดียวกับเรา ฉันถือว่าเธอไม่ควรมาเสมอฉันได้ คนที่คุยกับฉันถ้าไม่หล่อก็รวย ไม่ก็ทั้งหล่อทั้งรวย คำนี้พี่เด้งตัวเองออกมาจากนิ้งเลย เพราะพี่รู้สึกว่านิ้งเหนือกว่าเพื่อน พี่ว่ามันอาจจะไม่ใช่หน้าที่เราที่จะไปเปลี่ยนแปลงชีวิตใครภายใน 1-2 ประโยค กาลเวลาจะค่อย ๆ สอนเขาเองว่า การที่เขาทำแบบนี้กับเพื่อน เพื่อนก็จะหนีเขาไปทีละคน แบบคะนิ้งคนหนึ่งละ ถ้าแก้ไม่หายกาลเวลาก็จะทำให้เขาไม่มีเพื่อนไปเรื่อย ๆ เอง โดยที่นิ้งไม่ต้องไปเป็นผู้เปลี่ยนชีวิตใคร แล้วตอนนี้ในเมื่อชีวิตมันพัดพาให้ห่าง ๆ กันไปแล้ว ถ้าพี่เป็นคะนิ้งก็รู้สึกว่า โชคดีแล้วล่ะ ปล่อยให้เขาได้ไปใช้ชีวิตแบบนี้กับคนอื่น โชคดีของเราแล้วที่เขาออกไปจากชีวิต ถ้ายิ่งเราเป็นคนที่ไม่กล้าตัดความสัมพันธ์กับใครก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ สุดท้ายถ้าเป็นเพื่อนสนิทก็คุยกันได้ แต่พี่ว่ามันเลยเวลาที่จะคุยแล้ว ถ้ามันห่างไปแล้วก็ช่างมัน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

สายสุดท้าย #พุธทอล์คพุธโทร ดีเจต้นหอมขอปรึกษาเอง! ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย? มันเป็นเรื่องที่หนูเคลียร์หมดแล้ว ชัดเจนไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน พิสูจน์หมดแล้วว่าหนูไม่ผิด ตอนนี้เจอลูกค้าแคนเซิลงาน โดนผลกระทบแบบนี้ แฟร์แล้วหรอคะ?

24 ต.ค. 2024

สายสุดท้าย #พุธทอล์คพุธโทร ดีเจต้นหอมขอปรึกษาเอง! ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย? มันเป็นเรื่องที่หนูเคลียร์หมดแล้ว ชัดเจนไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน พิสูจน์หมดแล้วว่าหนูไม่ผิด ตอนนี้เจอลูกค้าแคนเซิลงาน โดนผลกระทบแบบนี้ แฟร์แล้วหรอคะ?

สายสุดท้าย #พุธทอล์คพุธโทร ดีเจต้นหอมขอปรึกษาเอง! ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย?มันเป็นเรื่องที่หนูเคลียร์หมดแล้ว ชัดเจนไปแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน พิสูจน์หมดแล้วว่าหนูไม่ผิดตอนนี้เจอลูกค้าแคนเซิลงาน โดนผลกระทบแบบนี้ แฟร์แล้วหรอคะ?ต้นหอมขอพูดบ้างที่รายการแฉ GMM25 คืนนี้!! “ดีเจต้นหอม” สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 ต.ค.67] ได้ปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล’ ในรายการแบบสดๆ เกี่ยวกับปัญหาได้รับผลกระทบกับงานและเงิน โดย “ดีเจต้นหอม” ได้เล่าว่า ‘ลูกค้าแคนเซิลงานเรา กลัวไปทำภาพลักษณ์เเบรนด์เสียหาย ซึ่งเราไม่ได้เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ พิสูจน์เเล้วเรื่องนี้หนูไม่ได้ผิดเเต่ก็ได้รับผลกระทบจนต้องเสียงานเสียเงิน ก็ไม่ใช่ที่เราเป็นต้นเหตุเลย เราไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ต่อให้หนูเคลียร์เเล้วเเต่มันก็มีผลกระทบอยู่ดี เเล้วแบบนี้ใครต้องรับผิดชอบชีวิตหนู การงานการเงินหนู รายได้หนูที่จะเข้ามา นาน ๆ ทีหนูจะมีอีเว้นท์ซักทีนึง เเล้วเนี่ยพรีเซ็นเตอร์อีก 1 ตัวก็ยังลุ้นอยู่ว่าลูกค้าขอประชุมกันก่อนว่ายังไง เเล้วมันถูกพิสูจน์แล้วว่าหนูไม่ได้ผิด คนอื่นสร้างเรื่องขึ้นมา เเต่หนูได้รับผลกระทบ ก็เลยอยากจะปรึกษาพี่ๆดีเจทั้ง 2 คนว่าหนูโดนเเบบนี้มันแฟร์เเล้วหรอคะ?’ โดยเริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็เห็นใจ เป็นยุคที่ทำให้ทุกอย่างมันชัดเจน ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าคุณต้นหอมก็ตอบได้ค่อนข้างชัดเจน อาจจะต้องใช้ความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมถึงต้องภาวนาให้ลูกค้าเขาเชื่อมั่นด้วย เราก็คาดเดาไม่ได้เพราะลูกค้าอาจจะไม่ได้หมายถึงองค์รวมประชุม อาจจะหมายถึงคนที่สิทธิ์ในการตัดสินใจเพียงเเค่ 1-2 คนที่เขาติด อย่าไปเสียความมั่นใจในตัวเอง ถ้าของไหนเป็นของเรามันก็จะมา’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องมั่นใจในตัวเองว่าเราคือทองเเท้ ถ้าที่ชี้เเจงเมื่อ 5 ปีที่แล้วมันเหมือนในตอนนี้เเสดงว่ามันคือสัจจะ มันคือความจริง ระยะเวลามันจะพิสูจน์เอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พ่อหนูเป็นคนเจ้าชู้มาก มีเมียมาแล้ว 8 คน มีลูก 11 คน เพิ่งรู้ว่าพ่อยังมีเด็กเลี้ยงอีกคนนึง ปรากฏว่า เป็นเพื่อนสนิทหนูเอง พอจับได้ถึงรู้ว่า ที่ผ่านมา ที่เพื่อนกินหรู อยู่คอนโด เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ เป็นเงินจากพ่อเรา พีคสุด เจอแหวนพ่อที่ห้องเพื่อนด้วย

21 มิ.ย. 2024

พ่อหนูเป็นคนเจ้าชู้มาก มีเมียมาแล้ว 8 คน มีลูก 11 คน เพิ่งรู้ว่าพ่อยังมีเด็กเลี้ยงอีกคนนึง ปรากฏว่า เป็นเพื่อนสนิทหนูเอง พอจับได้ถึงรู้ว่า ที่ผ่านมา ที่เพื่อนกินหรู อยู่คอนโด เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ เป็นเงินจากพ่อเรา พีคสุด เจอแหวนพ่อที่ห้องเพื่อนด้วย

พ่อหนูเป็นคนเจ้าชู้มาก มีเมียมาแล้ว 8 คน มีลูก 11 คน เพิ่งรู้ว่าพ่อยังมีเด็กเลี้ยงอีกคนนึงปรากฏว่า เป็นเพื่อนสนิทหนูเอง พอจับได้ถึงรู้ว่า ที่ผ่านมา ที่เพื่อนกินหรูอยู่คอนโด เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ เป็นเงินจากพ่อเรา พีคสุด เจอแหวนพ่อที่ห้องเพื่อนด้วย “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 มิ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล – ดีเจเผือก’ เกี่ยวกับปัญหาพึ่งรู้ว่าเด็กเลี้ยงของพ่อเป็นเพื่อนสนิทเราสมัยมัธยม โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คุณพ่อเป็นคนที่เจ้าชู้ หน้าตาดี อายุยังไม่ถึง 50 ปี คุณพ่อเป็นคนมีเงิน ผ่านการแต่งงานมาทั้งหมด 8 ครั้ง และมีลูกทั้งหมด 10 คน ส่งเสียลูกทุกคน โดยคุณแม่ของหนูเป็นคนที่ 7 ส่วนตอนนี้คุณพ่ออยู่กับภรรยาคนที่ 8 ซึ่งหนูเรียนอยู่มหาลัยอาศัยอยู่กับคุณแม่ แต่หนูจะไปหาคุณพ่อบ่อยๆ เพราะสนิทกับคุณย่า และคุณพ่อก็จดทะเบียนกับภรรยาทุกคน ถ้าใครรับไม่ได้ก็จะหย่า เรื่องมันเกิดขึ้นตรงที่หนูมีเพื่อนสนิทตั้งแต่ประถมแต่อยู่คนละห้องกัน และก็มาสนิทกันอีกตอนมัธยม และเวลาหนูมีอะไรก็จะเล่าให้เขาฟัง รวมถึงเรื่องพ่อด้วย พอขึ้นมัธยมปลายเรารู้สึกว่าเขาดูมีเงินมากขึ้น ปกติเขาอยู่กับคุณแม่ 2 คน หนูก็ถามว่า “ไปทำอะไรมา ทำไมมี iPhone” มีอะไรหลายๆอย่างใช้ คือดูรวยมากกว่าเรา ซึ่งตอนนั้นเขายังยืมเงินหนูจ่ายค่าเทอมอยู่เลย เขาก็บอกว่า “แม่เขาได้ไปทำงานเป็นแม่บ้านของฝรั่ง นานๆกลับบ้านมาทีเลยส่งเงินมาให้” ส่วนตัวหนูไม่เคยพาเพื่อนผู้หญิงไปรู้จักคุณพ่อเลย และคุณพ่อก็จะไม่รู้จักเพื่อนผู้หญิงของเราสักคน เพราะเรารู้ว่าพ่อเราเป็นคนแบบนี้เผลอไม่ได้ ช่วงปิดเทอมหนูกลับมาที่บ้านต่างจังหวัด ซึ่งบ้านหนูและเพื่อนสนิทอยู่ใกล้กัน และเขาก็พยายามจะให้หนูไปบ้านเขาทั้งที่แม่เขาก็อยู่ ปกติเวลาหนูไปบ้านเขาก็จะทำกับข้าวและกินข้าวกับแม่เขา แต่วันนั้นเขาพยายามจะพูดให้หนูเข้าไปในห้องเขาให้ได้ ประมาณว่า “เห้ย เข้าไปห้องเรามั้ย เพิ่งติดโทรทัศน์ใหม่ ติดแอร์ใหม่” พอเข้าไปเราก็เจอแหวนคุณพ่อ ตอนแรกก็ไม่ได้สงสัย แต่แหวนของคุณพ่อจะสลักชื่อเอาไว้ คือชื่อเขา พอหนูเห็น หนูก็เบลอไปหมด และถามเขาว่า “นี่อะไร มึงไปเอาของพ่อกูมาได้ไง” เขาบอกว่า “เขาขอโทษ เขาไม่ได้ตั้งใจ” เหมือนตั้งใจให้หนูรู้ว่าเป็นเด็กเลี้ยงของพ่อ ทีนี้ก็ทะเลาะกันบ้านแตก ถึงขั้นลงมือกับเขา แต่ก็แค่ตบหน้า เพราะหนูโกรธมาก คือเป็นเพื่อนกันมา 10 ปี แต่มาทำกันแบบนี้ หนูถามเขาอีกว่า “ไปเจอพ่อได้ยังไง” เขาก็ได้แต่ร้องไห้และขอโทษ หนูเลยกลับบ้าน บล็อคแชท บล็อคทุกอย่างไป และไม่ได้สนใจเพื่อน หลังจากนั้นหนูก็กลับบ้านมาถามพ่อว่า “พ่อรู้มั้ยคนนี้เพื่อนหนูนะ” พ่อก็บอกว่า “พ่อไม่รู้ พ่อไม่เคยรู้มาก่อนเลย” และพ่อก็บอกว่า “พ่อไปเจอกับเพื่อนหนูที่บาร์ประจำของพ่อและเพื่อนพ่อ” ซึ่งหนูก็เชื่อ เพราะเคยเล่าให้เพื่อนฟังว่าพ่อจะมานั่งที่บาร์นี้บ่อยๆ เหมือนเขาพาตัวเองไปเจอพ่อหนูบ่อยๆ ตอนนี้หนูกลับมาที่กรุงเทพ เพื่อนหนูเขาก็พยายามจะโทรหา พยายามทักหาโดยเอาแอคหลุมทักมา แล้วก็พยายามติดต่อพ่อหนู เพราะพ่อฟังหนูและตัดเขาออก ไม่ได้เลี้ยงหรือส่งเสียอะไร แล้วก็มีเพื่อนมาบอกว่าเขาจะไม่เรียนต่อเพราะมหาลัยที่เรียนเป็นมหาลัยเอกชน เขาไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เขาเริ่มมีของใช้เริ่มรวยขึ้นมาตั้งแต่มัธยมปลาย แต่ตอนนั้นเขาก็ทำงานที่บาร์หลายๆที่ แถมมีแฟนเป็นผู้ชายมาตลอด เลยไม่รู้ว่าพ่อหนูส่งเสียเขาตั้งแต่ตอนไหน จนหนูไปถามพ่อ พ่อก็บอกว่า “ก็เลี้ยงมาตั้งแต่มัธยมปลาย” ประมาณเกือบ 4 ปี หนูจะต้องกลับบ้านไปหาคุณพ่อคุณยายบ่อยๆ เลยอยากปรึกษาพี่ๆดีเจว่า หนูจะทำยังไงเมื่อเจอหน้าเพื่อนคนนี้? เพราะบ้านก็อยู่ใกล้กัน น่าจะได้เจอกันแน่นอน และเขาก็ยังคงพยายามติดต่อเรากับพ่อมาตลอด แต่พอติดต่อไม่ได้ก็จะมารังควานหนู พอหนูไม่ตอบโต้ ก็ไปรังควานภรรยาคนปัจจุบันของพ่อ จนพ่อต้องทะเลาะกับภรรยา โดยการพยายามแสดงตัวตน’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เท่าที่ฟังมาดูเหมือนเอไม่อยากยุ่ง เพราะฉนั้นเวลาเจอหน้า เราก็ปฏิสัมพันธ์ หรือคุยกันให้น้อยที่สุด คือไม่จำเป็นต้องพยายามไม่มองหน้า พยายามไม่คุย เพราะมันจะทำให้เขายิ่งพิเศษขึ้นมา ถ้าเวลาเจอกันในกลุ่มเพื่อนเยอะๆแล้วจงใจไม่มองเขาคนเดียว จะกลายเป็นว่าเขาอาจจะดูมี Something ขึ้นมา แต่ถ้าเราทักทายแค่แบบ พยักหน้าให้ และไม่สนใจ ทักเหมือนคนเคยรู้จักและไม่สารสัมพันธ์อะไรต่อ ไม่ต้องไปให้ค่าอะไรเขามากมาย ก็อาจจะทำให้คนอื่นที่มาเห็นอาการของเราสองคน มันก็จะดูปกติ เอาแค่พอเป็นมารยาท’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าได้เจอกันจริงๆพี่จะเคลียร์เลยว่า พอแล้วไม่ต้องขยันส่งอะไรมาหากูอีกแล้ว เพราะที่กูเงียบไปคือไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกันอีกแล้ว สิ่งที่มึงทำคงไม่ต้อฝพูดแล้วว่ามันรุนแรงขนาดไหนในแง่ของความรู้สึก ถ้าเจอกันก็เมินๆกันไป หนูมีชีวิตของหนู แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าเทอม หรือเรื่องเงินอะไรของเขาเพราะนั่นก็คือชีวิตของเขา เขาต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้เห็นด้วยกับคำปรึกษากับทั้งดีเจเผือก และดีเจเติ้ล พร้อมให้คำแนะนำเพิ่มเติมให้บอกกับเพื่อนไปว่า “ออกไปจากชีวิตฉัน ฉันจะไม่คุยกับเธอแล้ว แล้วไม่ต้องมายุ่งกันอีก สิ่งที่มีงทำกูให้อภัยไม่ได้”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-