ผมคบกับแฟนได้ 18 วัน แพลนจะไปเคาท์ดาวน์ที่ร้านแฟน แต่แฟนบอกหุ้นส่วนที่ร้านเป็นแฟนเก่า พอแฟนเก่ารู้ว่าผมจะไป เค้าไม่ยอม ฝากแฟนมาบอกว่าถ้าผมไปจะทำให้ร้านสะดุด เขาไม่โอเค ผมก็ให้แฟนไปคุยอีกรอบ เค้าก็บอกว่ามาได้ แต่แฟนผมห้ามมาโต๊ะผม ผมงงเลยว่าจะทำยังไงต่อ?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมคบกับแฟนได้ 18 วัน แพลนจะไปเคาท์ดาวน์ที่ร้านแฟน แต่แฟนบอกหุ้นส่วนที่ร้านเป็นแฟนเก่า พอแฟนเก่ารู้ว่าผมจะไป เค้าไม่ยอม ฝากแฟนมาบอกว่าถ้าผมไปจะทำให้ร้านสะดุด เขาไม่โอเค ผมก็ให้แฟนไปคุยอีกรอบ เค้าก็บอกว่ามาได้ แต่แฟนผมห้ามมาโต๊ะผม ผมงงเลยว่าจะทำยังไงต่อ?

20 ธ.ค. 2024

            “คุณแม็ก (นามสมมติ)” อายุ 33 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [18 ธ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์

            โดย “คุณแม็ก (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องความลำบากใจระหว่างผมกับแฟน เราสองคนพึ่งเริ่มคบกันได้ 18 วัน แต่ก่อนหน้านี้คุยกันมาประมาณ 3 เดือน เราไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ เพราะเราอยู่คนละจังหวัดกัน แฟนผมมีธุรกิจที่บ้านอยู่แล้วแต่ช่วงปลายปี เขามักจะรวมหุ้นกับเพื่อนเปิดลานเบียร์ ซึ่งในช่วงที่เราตกลงคบกันเขา เขาบอกกับผมว่า หนึ่งในหุ้นส่วนของเขาคือแฟนเก่าของเขาด้วย แต่เขาก็บอกผมว่าเลิกกันไปนานแล้ว ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน เป็นแค่พี่น้องหุ้นส่วนกัน ผมก็โอเคเพราะเขายืนยันว่าไม่น่าจะมีทางกลับไปได้ ถ้ากลับไปก็คงไม่เลิกกันตั้งแต่แรก เขาให้เหตุผลกับผมว่าปีนึงก็คุยกันแค่ช่วงที่มาทำร้านด้วยกัน ไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีกนอกจากตอนที่ทำร้าน ซึ่งช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นวันหยุด เราได้ไปที่ร้านเพื่อไปหาแฟน แล้วตอนไปเราได้บังเอิญเจอกับแฟนเก่าเขา แต่เราไม่ได้แสดงตัวว่าเราคือคนใหม่ ด้วยความที่แฟนเรามันก็คงทำให้รู้ว่าคนนี้คือคนใหม่ เพราะว่าแฟนจะเดินเวียนมาโต๊ะเราบ่อย ๆ โต๊ะที่ผมนั่งก็จะมีเพื่อนผมด้วย เหตุการณ์วันนั้นก็ไม่มีอะไรปกติทุกอย่างแต่ก็จะมีหุ้นส่วนเขาเดินมาดูโต๊ะเราบ่อย เดินผ่านโต๊ะเราบ่อย จากที่เราสังเกตเห็น

            หลังจากวันนั้นเราก็กลับบ้านมาทำงานปกติ เราก็ได้คุยกันกับแฟนว่าวันเคาท์ดาวน์จะไปเคาท์ดาวน์กันที่ร้านเขา ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะได้ไปเจอกับแฟนเก่าเขา เพราะเขาก็ไม่น่าจะไปไหนได้ต้องอยู่ดูแลร้าน พอจากวันนั้นเขามาบอกผมว่า พี่เขากลับมาเหมือนจะมาง้อเขา มาชวนไปกินข้าว ชวนไปห้อง เราก็เลยถามเขาว่าแล้วยังไง เขาก็บอกว่ารู้สึกอึดอัดทำไมต้องมาทำแบบนี้ พอรู้ว่าผมเป็นใคร แล้วทำไมต้องมาทำแบบนี้อีก ผมก็เลยบอกเขาไปว่า ถ้าคุณไม่โอเค คุณก็บอกเขาไปตรง ๆ เราเป็นใคร ยังไงเราก็ไม่โอเคที่เป็นแบบนี้ เขาก็บอกกับเราว่า อยากบอก แต่หุ้นส่วนแฟนเก่าเขาเป็นคนที่แยกแยะไม่ได้ระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว คือถ้าบอกหุ้นส่วนก็จะงอแง วุ่นวายไม่ทำงาน ด้วยความที่เขารู้จักกันมาก่อนเขาก็รู้นิสัยกัน แล้วผมก็บอกแล้วจะให้ทำยังไง ถ้าไม่บอกมันก็จะเป็นคาราคาซังแบบนี้ เขาก็บอกว่า ทนหน่อยได้ไหม เดี๋ยวขอเวลาแป๊บนึง เดือนหน้าก็หมดร้านแล้ว เขาบอกผมว่าจะบอกตอนที่มันใกล้ ๆ จะเสร็จเรื่องร้าน ผมพยายามให้เขาไม่ทำแบบนี้ ผมก็ถามเขาว่าทนไหวเหรอ เขาบอกได้ทนไหว เราก็โอเคปล่อยเขาไปช่วงนึง

            จนผ่านไปประมาณ 3 วัน เป็นวันที่เขานัดจะมาหาเรา เพราะอีกวันร้านจะหยุด ช่วงประมาณ 1 ทุ่มเขาทักมาบอกว่า วันนี้น่าจะไปหาดึกหน่อย เพราะหุ้นส่วนบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย เราก็เลยบอกว่า เรื่องกูแน่ ๆ แหละ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องอื่น เราก็เลยปล่อยเขาคุยกันไป เราก็ไม่ได้ถามอะไรเขา จนเขาทักมาบอกว่าคุยเสร็จแล้ว กำลังจะไปหาที่บ้าน พอเขามาถึงบ้าน อาบน้ำทำอะไรเสร็จ เราก็เลยถามเขาว่าสรุปที่คุยกันว่ายังไง เขาก็บอกเราว่าที่เรานัดกันจะไปเคาท์ดาวน์ที่ร้านเขายกเลิกก่อนได้ไหม เพราะเขาไม่อยากให้เสียงาน หุ้นส่วนบอกว่า ถ้าเธอมา พี่เขาจะทำใจไม่ได้ แต่ผมก็ยืนยันที่จะไป เขาก็เลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวจะไปคุยใหม่ พอเสร็จหลังจากนั้นเขาก็กลับไปทำงานปกติ 2 - 3 วัน เขาก็มาบอกผมว่า ไปคุยมาแล้ว พี่เขาบอกว่าจะมาก็มา แต่แฟนผมอะอย่ามานั่งที่โต๊ะผมบ่อยนะ ต้องทำงาน ผมเลยสงสัยถามเขาไปว่า หุ้นส่วนต้องทำอะไรบ้างถ้าเธอไม่ทำเดี๋ยวกูไปช่วยทำเองก็ได้ ผมก็เลยอยากจะมาปรึกษาพี่ ๆ ว่าเราควรไปไหมมันจะทำให้แฟนเราอึดอัดมาไปไหม?’

            ซึ่งเริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ไม่แนะนำให้เปลี่ยนร้านนะ แต่พี่แนะนำให้เปลี่ยนแฟน ไม่มีคำว่าไปหรือไม่ไปคือการที่จะเดินมาบอกว่า เฮ้ยเธอต้องไปร้านนี้ได้ป่ะ เพราะแฟนเก่าไม่โอเค ถามหน่อยไอ่นั้นเป็นใครแล้วกูเป็นใครก่อนตอนนี้ ชั่งน้ำหนักก่อนใช่กูมา 18 วันกูเดินออกได้นะ ตอนนี้แม็กต้องไปสืบข้อมูล แม็กได้ข้อมูลไม่ครบแล้วล่ะกับเรื่องแฟนเก่าคนเนี้ย การที่แฟนเก่าเลิกมา 2 ปีแล้วนาน ๆ เราเจออกันทีเราจะมาเจอกันแค่ทำร้าน ขอโทษนะแค่ทำร้านปีนึงแปลว่ามันไม่ได้มีการติดต่ออะไรกันมาแล้ว อยู่ ๆ อีนี่จะมาหวงก้างขึ้นมาไม่ใช่ตลอดระยะเวลา 2 ปี ถ้าเลิกกัน 2 ปีจริง ๆ นะยังติดต่อกันอยู่แล้วเป็นแนวทางที่ไม่ใช่เพื่อรตัดขาด แฟนเก่ายังมีความหวังมาโดนตลอดแต่แม็กตอนนี้เลือกแคร์ผิดคน ทีนี้คือโทษเขาไม่ได้นะแม็กเธอมาแค่ 18 วัน สิ่งที่พี่อยากให้แม็กรู้คือน้ำหนักความสำคัญของตัวแม็กตอนนี้ แล้วคือการไปไปได้นะแต่ไม่ได้เต็มใจให้ไปคือการจัดการของคนกลางไม่ดีซึ่งพี่ไม่รู้ว่า คนกลางจัดการไม่ดีหรือคนกลางมันแคร์ตรงนั้นอยู่มันไม่ใช่เรื่องของการทำงาน แฟนเก่ามันเป็นแฟนเก่าจริงหรือเปล่าตอนนี้มันเหมือนมันไม่ใช่แฟนเก่าเท่าที่ฟัง ถ้ายังจะเอาคนนี้แม็กต้องยื่นคำขาดต้องวีนไปเลยว่า ทำไมถึงไม่ให้เราไปทำไมถึงไม่ให้ความสำคัญกับเราแล้วมันต้องเด็ดขาดกับแฟนเก่าไม่ใช่แบบ ไปก็ได้เดี๋ยวถามแฟนเก่าก่อนนะว่าให้เธอมาหรือเปล่า สถานะกูเป็นใคร ต้องตัดสินใตตั้งแต่ตอนนั้นต้องเคลียร์กับแฟนเก่าไม่ให้เรื่องแบบนี้มาถึงเรานะ ต้อง Protect ความรู้สึกเรา เราคือคนปัจจุบันเธอเอาไง ลองถามอึดอัดป่ะกับการที่มีเราอยู่เพราะถ้าเธอรู้สึกว่าอยากให้เราอยู่ตรงเนี้ยเธอทำอะไรให้เรารู้สึกอุ่นใจหน่อยได้ไหม เธอทำอะไรให้เรารู้สึกว่าที่ตรงเนี้ยคุ้มค่ากับการที่เราจะอยู่ตอนนี้เราไม่มั่นใจเลย คนกลางต้องหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวมากกว่านี้’

            ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่า 18 วันนี้มีแต่สถานการณ์ประหลาดมาหมดเลย พี่ว่ามันอาจจะไม่ได้เลิกกันแบบตัดขาดเพราะถ้าตัดขาดไม่น่าจะเป็นแบบนี้นะอยู่ ๆ จะมาหึงเหรอไม่มีสิทธิ์ มันแปลก ๆ หมดเลยแต่พี่เชียร์ให้แม็กไปเพราะ ถ้าแม็กไปวันปีใหม่เนี้ยแม็กก็จะได้รู้แหละว่าตัวเองสำคัญขนาดไหนกับเขา มันอาจจะเคลียร์เลยก็ได้ว่าจริง ๆ แล้วมึงยังลืมเขาคนนั้นหรอก มึงอย่าเอากูมาแบบขัดตาทับขั้นเวลาเลย มึงไปอยู่กับเราเถอะ มันไม่ใช่แค่ข้ออ้างว่าเราต้องทำธุรกิจร่วมกันแล้วแต่อันนี้คือมันแคร์เขาค่ะ เชียร์ให้ไปจะได้รู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง อาจจะได้คำตอบคืนนั้นแหละจะได้กลับมาตั้งหน้าตั้งตาเป็น doctor’

            สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเสริมอีกว่า ‘พี่ติดอยู่ขั้นตอนเดียวที่มาบอกเราว่า อีกฝ่ายมาขอคืนดีซึ่งเราทำอะไรไม่ได้เพราะถ้าทำไปแล้วเจาอาจจะงอแงแล้วไม่หุ้นด้วย อันนี้แปลกมากคือมันผิดอะ ถ้าเป็นพี่ก็จะรู้สึกว่าอ้าวอย่างงี้มึงให้ความสำคัญกับใครมากกว่าวะ ถ้าสมมุติแฟนเก่าซึ่งจริงตามที่อ้างเลิกกันมา 2 ปีแล้ว เป็นคนงี่เง่า แล้วจะมาขอคืนดีอะ คนที่แฟนแม็กควรจะห่วงความรู้สึกมากที่สุดคือเรา ที่พึ่งคบกันได้ 18 วัน เขาควรจะปกป้องเรากลับกลายเป็นว่าเขาเลือกที่จะปกป้องความรู้สึกของฝั่งนั้น เป็นพี่พี่น้อยใจตรงนี้ จริง ๆ ถ้าจะเลือกคนที่ไม่มีเหตุผลและงี่เง่าในวงจรนี้ควรจะเป็นแฟนเก่าแล้วควรจะจัดการกับอีนั่น ไม่ใช่มากันเราออก การลำดับความสำคัญหรือแบบความงี่เงาของเขามันเบอร์ไหนวะ ถ้าถามว่าไปหรือไม่ไป คือไปแล้วจะรู้เลยแน่นอนว่าสถานการณ์เป็นยังไงอันนี้จริง แต่ถ้าเป็นชีวิตจริงผมก็อาจจะไม่ไปก็ได้นะ หมายถึงว่าฉันก็มีเชิงของฉัน ศักดิ์ศรีของฉันเหมือนกันไม่อยากให้ไปก็ไม่ไปก็ได้แล้วก้ไม่ต้องโทรตามแล้วกันก็อย่ามารู้แล้วกันว่าเคาท์ดาวน์ไปไหน’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงาน เป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่ แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ

27 ก.ย. 2024

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงาน เป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่ แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงานเป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ พอหนูทวงไป สองสามีภรรยานั้นบอกว่า "จะฟ้องหนูในฐานคบชู้" “คุณตาล (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมือที่ 3 โดย “คุณตาล (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟน ซึ่งฝ่ายชายเป็นหัวหน้าที่เคยทำงานอยู่ด้วยกัน เเล้วทีนี้เขาได้เข้ามาจีบ จีบกันไปมา ๆ ศึกษาดูใจกันประมาณ 2 เดือน ก็เลยตัดสินใจคบกับเขา ตอนนั้นยังไม่ได้ทราบว่าฝั่งผู้ชายมีภรรยาอยู่แล้ว เพราะเขาก็ประกาศปาว ๆ ที่ทำงานว่าโสด ไม่มีครอบครัวใด ๆ ทั้งสิ้น ตอนเเรกหนูไม่ทราบว่าเขาจดทะเบียนสมรส มารู้หลัง ๆ ก็คือตอนที่จะตัดความสัมพันธ์กับเขาเเบบจริงจัง เเล้วพอคบกับเขามาซักพักนึง เขาก็คุยเหมือนเรื่องจะไปออกรถกับบ้านเขา เขาก็กลับบ้านของเขาบ่อย ๆ เราก็ไม่ได้ติดใจอะไร เราก็ทำงานของเราอยู่ปกติ พอซักพักนึง มันมีสายโทรเข้ามาในระหว่างที่เขากลับมา พอผู้หญิงโทรเข้ามา เขาก็บอกว่า “ไม่รู้หรอว่าฝั่งผู้ชายเขามีครอบครัวอยู่เเล้ว” เราก็ช็อค เลยจะพยายามตัดความสัมพันธ์ตั้งเเต่ตอนนั้น ช่วงเเรกก็ไม่ได้กลับมาบ้านตัวเอง พยายามหนีไปนอนที่อื่น ไปเช่าโรงเเรมบ้าง ไปนอนบ้านเเม่บ้าง เเต่ก็ได้ยินข่าวว่าเขาตามมา เหมือนจะตามง้อ ก็เป็นอีหรอบเดิมก็เลยยอมคุยกับเขา ฟังเรื่องราวเขาก่อน เพราะเหมือนต้องทำงานด้วยกันอยู่เเล้ว เวลาไปทำงานมันต้องเจอกันอยู่เเล้ว เเต่ตอนเย็นก็พยายามไม่กลับไปที่ที่เราอยู่คนเดียว ไม่ให้เขาคุยกับเรา 2 ต่อ 2 ได้ มันก็มีช่วงที่เขาให้เพื่อนที่ทำงานมาคุยกับเรา ประมาณว่า “ขอคุยหน่อย มีเรื่องต้องเคลียร์ เราเข้าใจผิด” เราก็เลย อ่ะถ้างั้นก็ลองฟังดูว่าเรื่องเป็นอะไรยังไง เขาก็มาอีหรอบประมาณว่า “จะเลิกกันนั่นนู่นนี่โน่น” ตามสเต็ปผู้ชาย เหมือนพยายามง้อเรากลับไป เราก็เลยใจอ่อนเเล้วก็เชื่อคำพูดเขาด้วย ช่วงที่อยู่ด้วยกันมา ช่วงที่ตัดสินใจกับเขาต่อ ฝั่งผู้หญิงภรรยาเขาก็ไม่ได้โทรมา ก็เลยคิดว่าสงสัยเป็นเรื่องจริง ฝั่งผู้หญิงน่าจะไม่ยอมจบรึเปล่า? จนมีวันนึงที่เขาก็มาอยู่บ้านของหนู เเล้วก็มีผู้หญิงโทรมาถามว่า “ยังอยู่ด้วยกันหรอ?” ผู้ชายเลยส่งข้อความในโทรศัพท์ของหนูไปประมาณว่า “ก็คุยกันเเล้วไงว่าเลิกกันเเล้ว” หนูก็เลยเข้าใจว่าเลิกกันเเล้วจริง ๆ เเต่ทีนี้ตั้งเเต่รู้มา ก็พยายามที่จะปลีกตัวเเละตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด เเต่มันมีเรื่องเงิน เรื่องทอง ซึ่งตอนนั้นข่าวลือที่ว่าหนูคบกับเขามันก็เริ่มเเพร่กระจายในหมู่หัวหน้างานของเขา พอหัวหน้างานของเขารู้ รู้จากภรรยาของเขาที่โทรไปบอก โทรไปแจ้งฝั่งหัวหน้างาน เขาก็โดนเรียกเขาเข้าไปคุยว่าให้หยุดพฤติกรรมแบบนี้ซะ เขาก็เหมือนไม่ยอมรับ บ่ายเบี่ยงไป พอไม่ยอมรับปุ๊บ เหมือนหนูมันอายไปแล้ว มันทำงานไม่ได้ เพราะหนูก็เสื่อมเสียชื่อเสียงในตรงนี้ไปด้วย ก็เลยตัดสินใจที่จะลาออก บวกกับมีปัญหาเรื่องงานนิดหน่อย พอลาออกปุ๊บเขาก็ลาออกตาม หนูไม่เคยเช็คโซเชียลเขาเลย ปกติเป็นคนทำงานก็คือทำงาน หลุดอยู่ในโลกงาน สนใจเเต่ชีวิตตัวเอง ชีวิตครอบครัว กับผู้ชายพูดตรง ๆ ว่าไม่ได้โฟกัสเลย พอหลุดเข้ามาก็เป็นแบบนี้เลย เเล้วมันไม่ได้เป็นเเค่เคสเขา ปกติคบเพื่อนผู้ชายเยอะอยู่เเล้ว พอมีข่าวนี้หลุดรอดไป เหมือนฝั่งเเฟนของเพื่อนผู้ชายเขาก็ไม่ไว้ใจเรา ถึงขั้นโทรมาที่ทำงานใหม่ว่าทำไมต้องไปกินข้าวตอนกลางคืนกับเพื่อนผู้ชายที่เป็นเเฟนเขา หนูก็คุยกับฝั่งผู้หญิงเเล้วเขาก็บอกว่า “อ่าว เเล้วคุณออกจากที่ทำงานเก่าเพราะอะไร” หนูก็โมโหละบอกว่า “อย่าเอาความผิดพลาดครั้งเดียวของชีวิตชั้น มาตัดสินชีวิตคนทั้งชีวิต” เลยทำให้หนูรู้สึกว่าครั้งเดียวมันเสียไปหมดเเม้กระทั่งเพื่อนที่คบมาประมาณ 4-5 ปี ระหว่างที่ลาออกตามฝั่งผู้ชายเขาก็ไม่ได้หางานจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนหนูได้งานทำมาเเล้ว พอได้งานทำมาเเล้วฝั่งเขาก็มายืมเงินหนูตั้งเเต่ช่วงเเรก ๆ ยืมเป็นเรทไม่เยอะ ไม่ถึงหมื่น พอหลัง ๆ มาหลังจากที่ลาออกมา ไม่มีงานทำ เขาก็เลยโทรมายืมหนูอีกเรื่อย ๆ หนูก็สงสาร เพราะเขาส่งเเมสเสจพูดเหมือนไม่มีเงินกินข้าว เเล้วก็ไม่มีเงินค่ารถนั่นนี่โน่นของเขาเต็มไปหมด หนูก็เลยช่วยเขาไป พอนานเข้า ๆ หนูเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ละ เพราะว่าตอนที่เขามาหาที่ต่างจังหวัด พอเขากลับไปก็บอกว่าไม่อยู่กับฝั่งภรรยาเขาเเล้วนะ เเต่อาจจะต้องคุยกันเรื่องลูกไรงี้ เขากับฝั่งนู้นเขาก็บอกอยู่บ้านเดียวกันเเต่คนละชั้น ที่ฝั่งนู้นย้ายออกไม่ได้เพราะเกี่ยวติดพันธ์เรื่องลูก หนูก็เลยคิดประมาณว่าถ้าอย่างงั้น หนูเลยคุยกับเขาเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเขาจะยืมเงินจะคืนได้เมื่อไหร่อะไรยังไง เเล้วมันก็มีช็อตนึงที่เขายืมเงินหนูไปเยอะมาก ซึ่งทำให้หนูเดือดร้อน พอเดือดร้อนหนูก็ทักไปถามเขา หนูโมโหมากเพราะหนูเพิ่งมารู้ว่าเขาไปเที่ยวกับภรรยาะขาที่ต่างประเทศ เเละหนูพยายามโทรมาผู้ชาย เเต่เขาปิดเครื่องไปแล้ว หนูก็เลยทักไปหาภรรยาเขาว่า “เห็นผู้ชายคนนี้มั้ย พอดีหนูติดต่อเขาไม่ได้ หนูต้องการให้เขาโอนเงินคืนจำนวนนี้ที่คุยกันไว้” ฝั่งผู้หญิงก็พิมพ์ด่าหนูฉ่ำมาก ประมาณว่า “ก็ให้ยืมเอง ก็ไปทวงกับเขาเองสิ จะมายุ่งอะไรกับชั้น ชั้นบอกชั้นเตือนเธอเเล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็นยังไง” เเต่ทั้งที่เขาอยู่ด้วยกัน หนูก็เลยไม่ได้อ่านอะไรเยอะ หนูก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเเละบอกว่า “ดูเเลกันดี ๆ นะคะ แต่ถ้าติดต่อกันได้ก็รบกวนบอกผู้ชายโอนเงินคืนหนูหน่อย หนูมีธุระต้องใช้” พอเขากลับมาจากไปเที่ยวซักประมาณอาทิตย์นึงเขาก็ติดต่อกลับมา หนูก็เลยถามว่า “สรุปจะเอายังไง จะโอนคืนมั้ย” เขาก็บอก “โอนคืนเเต่ต้องขึ้นมาเอา ผมอยากเจอคุณครั้งสุดท้าย” หนูก็เลยยอมไปเจอเขาเเต่ก็ยังไม่ได้คืนเหมือนเดิม เพราะตอนไปเจอเขาก็มาง้อหนูอีก อ้างว่าที่ไปเที่ยวก็เพราะลูก ซึ่งตอนนั้นหนูก็ใจอ่อน เเล้วก็กลับไปคุยกับเขาเรื่อย ๆ ละมันเหมือนเราโง่ซ้ำซอก กลับไปอีหรอบเดิม มันมีหลายช็อตที่เขาทะเลาะกันกับภรรยาว่า “ก็ผมไม่ได้เลือกคุณตั้งเเต่เเรกไง เเล้วผมก็ไม่ได้ให้ความหวังคุณ ที่อยู่กับคุณก็เพราะลูก อยากทำให้ครอบครัวมันเป็นพ่อแม่เเละลูก เเต่ถ้าผมไปให้ความหวังคุณผมก็ขอโทษ” เขาก็พูดกับภรรยาเขาประมาณนี้ เเต่ตอนนี้หนูกับเขาตัดสัมพันธ์เหมือนไม่ได้คุยกันซักระยะนึง หลายเดือนเเล้ว หนูก็เลยทักไปทวงเขาใหม่ พอไปทวงเขาใหม่เขาก็เหมือนประมาณว่าไม่ยอม จะให้ภรรยาเขาฟ้องชู้หนูกลับมา หนูก็บอกเขาว่าถ้ายังไม่มีความคืบหน้าอะไรใด ๆ หนูจะขอดำเนินทางกฎหมายนะ เพราะหนูก็ไม่ยอมแล้ว ห็ขู่เขาไป เเต่ที่จริงในใจหนูไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก ในใจก็รู้สึกผิดต่อภรรยาของเขาด้วย ก็เลยคิดว่าอีเงินก้อนนี้อ่ะเหมือนจะให้เขาไปเลย ตอนนี้หนูปรึกษาฝั่งทนาย เขาก็บอกว่ามันไม่เหี่ยวกัน เราก็พยามตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด ก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้งสามคนว่า หนูควรจะปล่อยไปเลยดีมั้ย หรือว่าหนูควรต้องทำยังไงดี?’ ซึ่งดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม) ก็ได้ให้คำปรึกษาว่าไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ยกให้เขาไปเลย ก็ถ้าฟ้องก็ต้องจ่ายมากกว่ายอดที่จะได้คืน โอกาสได้คืนคือต้องไปฟ้องร้องอย่างเดียวโดยที่เราไม่รู้ด้วยว่าจะชนะมั้ยด้วยซ้ำ เราเจออย่างงี้มันก็เเค้น เเต่ถ้าเราเดินสู้ต่อไปอ่ะมีโอกาสชนะมั้ยมันยากไง ถ้าเเพ้กลายเป็นเเค้นหนักคูณ 2 เข้าไปอีก เงินที่เสียไปเสียดายมั้ย เสียดาย เข้าใจเลย เเต่มันคือค่าโง่ที่ต้องจ่าย โง่มากจ่ายมาก โง่น้อยจ่ายน้อย เขามาเอาหลายรอบเเปลว่าครั้งเเรกก็เข็ด จนมีครั้งต่อไป ๆ ฉะนั้นพี่รู้สึกว่าเงินที่เสียไป ซื้อผู้ชายเลว ๆ ให้ออกไปจากชีวิตยกให้มันไป คุ้มกว่าไปฟ้องร้องมัน ถ้ามองอีกมุมคือเป็นบทเรียนให้ชีวิต เเละจำสิ่งนี้ไว้เป็นบทเรียน ต่อให้คบใคร เรื่องเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ครั้งหน้าให้ระวัง คิดซะว่าบทเรียนนี้ทำบุญเเละก็ซื้อประสบการณ์ให้ตัวเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เรามีเพื่อน 2 คนที่คบกันมา 10 กว่าปี แล้วก็มีแฟนที่คบกันมา 7-8 ปี หลังๆพอเพื่อนนัด เราเทเพื่อนไป 2-3 ครั้งแล้ว เพราะต้องไปเจอ ไปอยู่กับแฟน จนตอนนี้เพื่อนสนิท ค่อยๆเฟดหายไปจากเรา เราอยากได้วิธีบาลานซ์ความสัมพันธ์ ระหว่าง เพื่อน กับ แฟน จังเลยค่ะ

09 ธ.ค. 2024

เรามีเพื่อน 2 คนที่คบกันมา 10 กว่าปี แล้วก็มีแฟนที่คบกันมา 7-8 ปี หลังๆพอเพื่อนนัด เราเทเพื่อนไป 2-3 ครั้งแล้ว เพราะต้องไปเจอ ไปอยู่กับแฟน จนตอนนี้เพื่อนสนิท ค่อยๆเฟดหายไปจากเรา เราอยากได้วิธีบาลานซ์ความสัมพันธ์ ระหว่าง เพื่อน กับ แฟน จังเลยค่ะ

“คุณหวาน (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่สองในรายการ ‘พุธทอล์ค พุธโทร’ เมื่อคือวันพุธที่ [4 ธ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแฟน โดย “คุณหวาน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิทกับแฟน หวานมีเพื่อนสนิทอยู่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้หญิง ในกลุ่มจะมีอยู่สามคน เราอะคบกับเพื่อนกลุ่มนี้มาตั้งแต่มัธยม เลยสนิทกันมาก คุยกันทุกอย่าง คุยกันแทบทุกวัน จากตอนนั้นถึงตอนนี้ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว และจะมีช่วงขึ้นมหาวิทยาลัย แต่ละคนก็เรียนมหาลัยคน จึงใช้วิธีการคอลคุยกัน ถ้าวันว่างก็จะมาเจอกัน เราจะปรึกษาปัญหาชีวิตกันทุกอย่าง แต่ปัญหามันเริ่มจากที่หวานมีแฟน และหวานก็คบกับแฟนคนนี้มาตลอดระหว่างที่มีเพื่อนกลุ่มนี้ จนตอนนี้คบกันมาเข้าปีที่ 7-8 แล้ว ก็คือไม่ได้มีปัญหาอะไรกับแฟนเลย คบกับแฟนปกติดีทุกอย่าง แต่ว่ามันจะมีช่วงเวลาที่เรานัดเพื่อน แล้วทีนี้บางครั้งมันมีเหตุให้ต้องยกเลิกนัดของเพื่อน แล้วไปกับแฟน มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง จนครั้งล่าสุดเรานัดกัน แต่หวานยกเลิก เพราะว่าแฟนหวานไปทำงานต่างจังหวัด ไม่ได้กลับมานาน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขากลับมากรุงเทพฯพอดี ถ้าได้ไปเจอ ก็จะไม่ได้เจอแฟนอีกเป็นอาทิตย์ หวานก็เลยขอยกเลิกนัดเพื่อน จริงๆก็คือขอเลื่อนเป็นวันอื่น แต่เพื่อนไม่ว่าง เพื่อนก็เลยไปกันสองคน หลังจากเหตุการณ์วันนั้น หวานก็รู้สึกว่าในกลุ่ม หวานจะมีกลุ่มไว้คุยกันสามคนกับเพื่อน ในกลุ่มจะคุยกันในเรื่องต่างๆ เรื่องนู้น เรื่องนี้อยู่ตลอด แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์วันนั้น ในกลุ่มคือเงียบมาก ไม่มีการเคลื่อนไหว หรือพูดคุยอะไรกันเลย เลยรู้สึกว่ามันแปลกๆ หวานก็ได้ทักเพื่อนคนหนึ่งไปก่อน สมมติว่าชื่อ ‘เอ’ หวานก็ทักเอไปว่า ‘บีเป็นอะไรหรือเปล่ามันเงียบๆไปนะ’ เอก็ตอบว่า ‘มึงอะชอบเทนัด พวกกูนัดมึงก็ไม่อยากจะมา ถ้ากูคุยแล้วกูนัดมึง มึงก็เทกูอีก’ หวานก็เลยอธิบายไปว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นเพราะอะไร เพื่อนก็ได้บอกกลับมาว่าเข้าใจ หลังจากนั้น หวานก็ทักไปหาบี เพื่อที่จะให้บีเข้าใจตรงกัน บีก็บอกว่าบีอะไม่ได้โกรธนะ แต่บีพูดมาประโยคหนึ่งว่า ‘ชีวิตของหวานตอนนี้ ไม่ได้ต้องการออกมาเจอพวกเขาเหมือนเดิมแล้ว’ ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้คือเราไปไหนไปกัน ดึกขนาดไหน ตีหนึ่งตีสองไปหมด แต่ด้วยความที่หวานมีแฟน ก็เลยต้องแบ่งเวลา การจะไปข้างนอกแล้วกลับดึกๆมันก็เลยทำไม่ได้แล้ว เพราะมันมีคนที่รอหวานกลับบ้านเหมือนกัน และก็อยากจะมีเวลากับแฟนด้วย คือหวานไม่ได้อยู่กับแฟนทุกวัน หวานต้องแบ่งให้เวลากับที่บ้านด้วย แฟนด้วย เพื่อนด้วย หวานเลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า ถ้าเป็นพี่ๆจะมีวิธีการจัดการปัญหา เกี่ยวกับการบาลานซ์เวลาระหว่างเพื่อนสนิทกับแฟนยังไง? แล้วหวานควรจะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้? คือหวานพยายามทักไปบอกเพื่อนแล้ว เพื่อนบอกว่าไม่ได้โกรธ แต่ตอนนี้ทุกอย่างคือไม่เหมือนเดิมเลย ความสัมพันธ์ตอนนี้คือไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนนี้หวาน 28 เดี๋ยวซัก 30 กว่าหวานจะชิว แล้วหวานก็จะอยู่กับแฟน พี่เคยมีเพื่อนเป็นชะนีล้วนจากมหาวิทยาลัย สนิทกันมาก เจอกันทุกวัน ไปนอนค้างด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันเกือบทุกอาทิตย์ แต่พอเพื่อนมีแฟน พี่ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวให้ได้ เคยผ่านช่วงงอนมาแล้ว เคยด่ากันจนถึงขนาดออกกลุ่มมาแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเพื่อนกันจนถึงทุกวันนี้ และยังไปกินข้าวกัน แต่ว่าเหลือแค่สามเดือนครั้งแล้วตอนนี้ จากกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เจอกันได้ทุกอาทิตย์ แต่เราก็ไม่ได้โกรธอะไรกันแล้ว ทุกวันนี้ตอนอายุ 43 ความสัมพันธ์ ความรัก มันยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เข้มข้นแบบเมื่อก่อนแล้ว เมื่อต่างคนต่างมีคู่ชีวิต เขาจะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น พี่ว่ามันเกิดขึ้นได้และเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ เราก็ต้องเข้าใจเพื่อนว่าเขามีสิทธิที่จะรู้สึกแบบนั้น มันต้องยอมเป็นไปตามเงื่อนไขของชีวิตตัวเอง ความสำคัญมันไม่เหมือนกันอีกต่อไปแล้ว’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่ามันเป็นไปตามวัย อย่างตอนอายุ 15 มีแฟนแล้วเพื่อนบอกให้เลือกกับแฟน พี่ก็เลิกเลยนะ กับแฟนคนแรกโดยที่ไม่ได้ทะเลาะกัน คือเพื่อนต้องมาก่อนตอนนั้น พอเราโตมาเลยรู้ว่ามันก็ไม่ใช่เพื่อนที่ดี แต่เราเสียผู้ชายที่ดีไปแล้ว หลังจากโตมากขึ้น เพื่อนก็ต้องรู้ว่าผู้ชายสำคัญ เพราะเวลาที่มึงมีแฟน กูก็จะไม่ห้ามมีสักคำ ต่อให้มึงนัดกับกูว่าจะออกมา แต่อยู่ ๆ ผู้ชายโทรตาม กูก็จะบอกว่าโอเคไปหาผู้ชายก่อน เพื่อนมาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเพื่อนไม่เข้าใจเปลี่ยนเพื่อน พี่รู้สึกว่าอายุ 28 แล้วมันไม่ใช่เด็กแล้ว มันต้องรู้ว่าผู้ชายสำคัญมากแค่ไหน เวลาเรามีแฟนเราอยากอยู่กับแฟนอยู่แล้ว เพื่อนมีหน้าที่ซัพพอร์ตเรา สมมติว่า อะวันนี้ฉันมีผู้ชายนะ ต้องคุยกับเพื่อนให้เข้าใจเลยว่า เธอฉันมีผู้ชาย ฉันอยู่กับผู้ชายก่อนนะ เดี๋ยวฉันกลับมาหาเธอ เธอโอเคไหม ถ้าเขาไม่โอเคเปลี่ยนเพื่อนเลย หาเพื่อนผู้หญิงที่มันแมน ๆ มันจะเข้าใจเรื่องนี้ เดี๋ยวกูกลับมาเองวันที่ผู้ชายเลิกกับกู มึงมีหน้าที่ซัพพอร์ต มีหน้าที่ฉีดยากู ต่อให้วันนี้กูทะเลาะกับแฟน แล้ววันหน้ากูไปดีกัน มึงก็ต้องกินอาหารหมาเพื่อกู นี่คือเพื่อน! ความรักให้ไปแล้วมันไม่ต้องมีเงื่อนไข แค่เห็นกูมีความสุข มึงก็มีความสุข หาเพื่อนแบบนี้’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เราไม่ได้จะสร้างครอบครัวกับเพื่อน อันนี้คือสิ่งที่จะบอก ในตอนอายุ 28 วงเพื่อนมันยังสำคัญแหละ แต่นี้แหละคือช่วงเริ่มต้นของการออกไปสร้างครอบครัว แล้วก็ค่อยๆ ห่างจากวงเพื่อน แค่อยู่ในระยะปรับตัวกันเท่านั้นเอง เพื่อนก็ยังไม่เคยเจอสถานการณ์นี้ เราก็ยังไม่เคยเจอสถานการณ์นี้ เมื่อก่อนบ้านพี่คือที่รวมตัวของแก๊งเพื่อนเลย แล้วพอการเข้ามาของลูกจ๋า(ภรรยาดีเจเผือก) ตัวแปรสำคัญที่สุด เขาจะนอนไม่ได้ถ้ามีเสียงคุยกันอยู่หน้าห้อง เพื่อนก็ค่อย ๆ หาย แต่ข้อดีของฝั่งผู้ชายคือมันไม่งอนกัน มันเข้าใจ กำลังจะบอกว่าถ้ากลุ่มสามคนนี้ไม่เข้าใจ แล้วมันต้องเลิกคบกัน อย่าไปคิดมาก ก็แปลว่ามันหมดเวลาที่จะเป็นเพื่อนกันแค่นั้นเอง ชีวิตมันก็ไหลไปตามขั้นตอนของมัน ถ้ามันจะงอนกันในวันนี้ เดี๋ยวมันก็จะกลับมาเจอกัน ในวันที่แต่ละคนมีครอบครัว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

13 มิ.ย. 2025

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทย ไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4 อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้

ชีวิตหนูกำลังจะไปได้ดี มีแฟน มีบ้าน ทำธุรกิจที่ต่างประเทศ แพลนพาครอบครัวที่ไทยไปใช้ชีวิตด้วยกันที่นั่นแล้ว แต่ไม่นานมานี้ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 4อยู่ในระยะแพร่กระจายแล้ว ตอนนี้เหมือนทุกอย่างที่แพลนไว้ พังลงไปหมดเลย หนูทำใจไม่ได้ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้ลำดับชีวิตตัวเองไม่ถูกเลย จะบินไปทำงานหาเงิน ส่งมารักษาแม่หรือ จะอยู่กับแม่ที่ไทยเลยดี ใครที่มีคนใกล้ชิดเป็นมะเร็งแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วยเล่าประสบการณ์ให้หนูฟังทีนะคะ “คุณหนู (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา [11 มิ.ย 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาชีวิต และคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 โดย “คุณหนู (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘บ้านหนูอยู่ต่างจังหวัด หนูทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มขายของ ส่วนคุณแม่เห็นว่าจริงจัง คุณแม่เลยคอยสนับสนุนในทุก ๆ เรื่อง คือหนูอยากทำเอง ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินหรืออะไร แค่เป็นคนชอบขายของ หนูทำจนแม่เห็นว่าได้เยอะ เลยช่วยเปิดร้านให้ หลังจากเรียนจบ หนูได้เข้ามาเปิดร้านในกรุงเทพ ตอนแรกคุณพ่อ คุณแม่ เขาก็อยู่ด้วยกันตามปกติ แต่พอหนูมาเปิดร้านที่กรุงเทพ แม่เขาก็ยอมเสียสละเวลาตรงนั้น เพื่อที่จะเข้ามาช่วยหนูทำงาน ปัจจุบันนี้หนูทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ไทยอยู่ ปกติหนูมีคุณแม่เป็นทุกอย่างในชีวิตเลย คือเวลาอยู่ต่างประเทศเวลามันจะไม่ตรงกันกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ไทย หนูก็จะเกรงใจ หนูเลยโทรหาแม่ ทุกเรื่องเลย แม้กระทั้งเรื่องเล็กน้อย แม่ก็จะเป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนทุก ๆ อย่างเลย ทีนี้ก่อนที่หนูจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศ หนูเปิดร้าน 2 ที่ แต่ต้องเลิกกิจการ เพราะตลาดที่นั่นมันได้ปิดตัวลงกระทันหัน และทางตลาดเขาไม่ได้แจ้งอะไร แล้วทีนี้ของที่เปิดร้าน มันเลยไปอยู่ที่บ้านคุณแม่ จนตอนนี้บ้านโทรมมาก หนูก็เลยท้อ หลังจากนั้นหนูได้บอกเลิกแฟนที่คบกันมา 6 ปี ว่า “เราคงไม่ได้เจอกันแล้วแหละ เพราะว่าเดี๋ยวไปอยู่ต่างประเทศครั้งนี้ เราจะไม่กลับมาแล้ว” ซึ่งนี่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ก่อนจะไปอยู่ต่างประเทศเลย ตั้งใจไปตั้งตัวใหม่ที่นู้น จริง ๆ ตอนแรกแค่ไปเรียนก่อน มันช่วงที่ติดโควิดพอดี เลยมีโอกาสในเรื่องของวีซ่า เพราะว่ามันกลับไม่ได้ ซึ่งตอนที่ไป คือตั้งใจว่าทำงานเก็บเงินให้ได้ไวที่สุด เพื่อที่จะแก้ไขที่เอาของไปไว้ที่บ้านคุณแม่ ทำให้บ้านคุณแม่โทรม วางแผนอนาคตไว้ว่าจะเคลียร์ของออกจากบ้านและทำให้เร็วที่สุด ทุกครั้งเวลาหนูโทรหาคุณแม่ หนูจะคุยแต่เรื่องคนอื่น เช่น เรื่องคุณยายที่อายุเยอะขึ้นแล้ว หรือคุณพ่อที่เป็นโรคหัวใจ ไม่เคยคิดเลยว่าวันนึง คุณแม่จะป่วย จนกระทั่งหลังจากหนูย้ายไปต่างประเทศ คุณแม่ได้ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดที่พึ่งสร้างเสร็จ ซึ่งจริง ๆ พวกหนูไม่เคยมีบ้านที่ต่างจังหวัดมาก่อน อาศัยอยู่ในโรงงาน เหตุเพราะมันมีปัญหาเรื่องในครอบครัวนิดหน่อย แต่ในที่สุดคุณแม่ก็ได้ย้ายกลับไปอยู่ หลังจากที่หนูแยกเขาออกมาจากพ่อตัวเองนานแล้ว เขาไม่ได้เลิกกันหรืออะไร มาวันหนึ่งอยู่ ๆ คุณแม่ก็เริ่มป่วย เริ่มไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไปหาหมอประมาณ 6 เดือน ทุก ๆ สองอาทิตย์ หมอบอกว่าแต่ว่า “คุณแม่เป็นคออักเสบ หลอดลมอักเสบ กรดไหลย้อน” และพอไป x-ray ปอด จึงเจอก้อนเนื้อประมาณ 2 เซนติเมตร แต่หมอบอกว่าไม่ใช่มะเร็ง พอเวลาผ่านไปแม่ก็ไอหนักขึ้น จึงได้ถามหมอไปว่า “ต้องมารักษาอีกไหม” หมอบอกว่า “หายแล้ว แค่ต้องกินน้ำอุ่น กินอะไรก็หายแล้ว” แต่คุณแม่ก็ยังไอไม่หยุด คุณพ่อเลยพาไปตรวจที่โรงบาลเอกชนและได้ฉีดสีที่ CT Scan จนเจอว่าก้อนเนื้อ 2 เซนติเมตรนั้นกลายเป็น 8 เซนติเมตร มันโตเร็วมาก ในระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จนได้ตรวจกับหมอคนที่ 4 เขาแจ้งว่า “ก้อนเนื้อนี้ เป็นมะเร็งแน่นอน” ซึ่งตอนนั้นหนูอยู่ต่างประเทศ และคุณแม่เป็นคนโทรมาบอก หนูจึงต้องบินกลับมา แต่แล้วปรากฏว่าคุณแม่เป็นมะเร็งระยะที่ 4 ลามไปที่คอ หนูเพิ่งรู้มาประมาณเดือนครึ่งเอง ตอนนี้หนูทำใจไม่ได้ หนูไม่แน่ใจว่าหนูควรจะวางแผนในชีวิตยังไงดี เพราะว่าใจนึงหนูก็อยากใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ เพื่อที่จะหาเงินได้เยอะ ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ และรีบกลับมาทำบ้านให้คุณแม่ตามคำสัญญา แต่เงินนั้นก็ต้องไปสู่การรักษาด้วย การรักษาตอนนี้ใช้สิทธิของรัฐบาลอยู่ แต่จะมียาบางตัวที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิการรักษา ซึ่งแค่เฉพาะยาเดือน ๆ นึง ตกประมาณ 200,000 – 400,000 บาทเลย ทางบ้านทุกคนก็ต้องช่วยกันหาเงินมารักษาคุณแม่อยู่ดี ถ้ามันถึงจุดนั้นขึ้นมา หนูไม่รู้จะโฟกัสกับอนาคตตัวเองเพื่อที่จะมารักษาคุณแม่ และทำบ้านให้แม่ตามคำสัญญาก่อนที่จะไปอยู่แล้วดี หนูไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต เพราะปกติหนูมีปัญหาอะไรที่นู้น หนูจะโทรหาคุณแม่ได้ทุกเรื่อง แต่พอตอนนี้คุณแม่เขาอยู่โรงพยาบาลใช้เครื่องช่วยหายใจมา 40 กว่าวัน แค่คิดว่าหลังจากนี้จะโทรหาเขาไม่ได้ตลอดไป หนูยิ่งไม่มี passion ในการใช้ชีวิต แบบคุณแม่เป็นคนที่เริ่มก้าวมาด้วยกันกับเรา หนูอยากให้เขาอยู่ในวันที่หนูประสบความสำเร็จแบบที่คิดไว้ด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้มันกะทันหันค่อนข้างมาก เพราะไม่ได้คิดไว้เลย คุณแม่ไม่ได้มีอาการหรืออะไรที่ดูเป็นไปได้ตั้งแต่แรกเลย’ หนูเลยอยากจะมาปรึกษาดีเจทั้งสามคนว่า “ตอนนี้หนูควรทำยังไง ควรจะกลับไปเมืองนอกหรืออยู่กับคุณแม่ ?” และ “ถ้าวันหนึ่งหนูต้องเสียคุณแม่ไปจริง ๆ หนูจะอยู่ยังไง ?” คือหนูมีกำลังใจและใช้ชีวิตได้ เพราะว่ามีความฝันที่อยากจะทำบ้านให้คุณแม่ทุก ๆ วัน โดยที่ไม่เคยรู้สึกท้อ ไม่เคยเศร้า หรืออะไรเลย แม่เปรียบเหมือนกำลังใจสำคัญ ถ้ามีเขาอยู่ ก็จะทำให้มีความสำเร็จ โดยดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม) ได้ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘การจากกันเป็นสัจธรรมของชีวิต มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ’ ทางด้าน “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้ายังมีหลายคนในครอบครัวที่ช่วยหาเงิน การตัดสินใจอยู่ที่ไทยในช่วงนี้ก็อาจจะไหว อย่างน้อยก็เป็นระยะสั้น ๆ เพื่อดูทิศทางการรักษาว่าจะเป็นไปทางด้านไหน ส่วนในเรื่องที่กังวลว่าจะอยู่ได้ไหม พี่ไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี เพราะพี่ก็เคยเสียคุณแม่ไปกะทันหันจากโรคนี้เช่นกัน แต่อยากให้หนูค่อย ๆ ใช้เวลานี้ในการทำให้ตัวเองได้เข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ยังไงวันนึงคนเราก็ต้องจากกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า อาจจะเกิดคำถามว่า “ทำไมเราต้องจากกันเร็ว” ซึ่งจากประสบการณ์ของพี่ การที่เรามานั่งหาคำตอบในเรื่องนี้ มัวแต่นั่งสมมติ ถ้าอย่างนู้น ถ้าอย่างนี้ พี่ว่ามันไม่ได้ทำให้เป็นประโยชน์อะไร พี่มองว่าใช้ช่วงเวลาที่เรายังอยู่ด้วยตรงนี้ให้ดีที่สุดด้วยเงื่อนไขที่บ้านเรามี ในชีวิตเราก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาเห็นอยู่ และเขาก็ภูมิใจในสิ่งนั้น ไม่แพ้คุณแม่ ยังมีใครอีกหลายคนที่มองเข้ามาแล้วเห็นว่า “เราทำได้นี่หน่า” แม้ว่าต่อให้ทุกวันนี้นึกย้อนกลับไปมันอาจจะมีเสียดายไปบ้าง แต่แล้วไง มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ชีวิตมันก็ดำเนินแบบนี้มาแล้ว ฉะนั้นค่อย ๆ ทำใจและค่อย ๆ เรียนรู้ ใช้ช่วงเวลานี้ให้มันมีคุณค่าดีกว่า ช่วงเวลานี้ที่เรายังพออยู่ใกล้ ๆ ได้ ก็อยู่กับท่านไปก่อน ถ้าทุกอย่างมันเริ่มดีขึ้น ถึงค่อยบินกลับไปหาเงินส่งกลับมาก็ได้ สุดท้ายชีวิตมันยังมีปลายทางที่เราจะต้องค่อย ๆ เดินไป เราอาจจะไม่ได้เดินเร็วขนาดนั้น เราอาจจะเดินขั้น ๆ ให้มันช้าลง แต่เราก็ยังคงเดินต่อไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ หาสิ่งใหม่ ทั้งหมดทั้งมวล “จงทำเพื่อสร้างความภูมิใจให้ตัวเองเป็นหลัก” มันน่าจะดีกับชีวิตของหนู’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘คุณหนูต้องอยู่ในแบบที่ตัวเองจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดาย ถ้าวันนี้แม่ของคุณหนูไม่ได้อยู่อีกต่อไปแล้ว นั่นหมายถึง อะไรที่คุณหนูคิดว่าทำแล้วตัวเองรู้สึกไม่ติดค้าง พี่แนะนำให้ทำ เช่น การที่คุณหนูลังเลว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ จนคุณแม่รักษาหาย หรือจะกลับไปหาความฝันตัวเอง บางเรื่องเราเป็นมนุษย์เราไม่สามารถที่จะมีทุกอย่างหรือสำเร็จทุกอย่างได้ดั่งใจตัวเอง การที่คุณหนูกังวลว่าจะไม่มีแม่อยู่ ฉันไม่มีความฝันแล้ว อะไรที่เคยตั้งใจคือมีแม่อยู่ในนั้นทั้งหมด แต่พี่อยากจะถามคุณหนูว่า “แล้วตัวคุณหนูหล่ะ มันยังไม่มีอยู่หรอ ?” ถึงคุณแม่จะไม่อยู่แต่คุณหนูยังอยู่และยังคงมีความฝัน ทำไมถึงไม่เอาสิ่งนี้เป็นแรงผลักดันว่า “ถึงในวันที่แม่ไม่อยู่ แต่ฉันยังมีความฝันนะ และวันนึงฉันจะทำให้มันสำเร็จ” และพี่เชื่อว่าถ้าวันนั้นมันมาถึงจริง ๆ การที่คุณหนูทำบ้านนั้นสำเร็จและเอารูปคุณแม่ไปตั้งอยู่ในบ้านหลังนั้น และบอกกับแม่ว่า “แม่ หนูทำสำเร็จแล้ว ถึงแม่จะไม่ได้อยู่กับหนูแล้ว แต่แม่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ที่หนูตั้งใจทำมัน” ความรู้สึก ความรัก ทุกอย่างมันยังคงอยู่ตรงนั้น และถ้าวันนี้หนูรู้สึกว่าหนูได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นแบบที่หวัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณหนูก็จะภูมิใจในตัวเองว่าเคยทำเต็มที่ที่สุดแล้ว’ และสุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมอีกว่า ‘ถ้าปัญหาเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหลัก ให้เลือกอยู่กับคุณแม่ เพราะเวลาเงินซื้อไม่ได้ ตอนนี้เวลาของคุณแม่เคาท์ดาวน์แล้ว แต่ถ้าเงินเป็นปัญหาหลัก แปลว่าทางเลือกของหนูก็ไม่ได้มีมากนัก ให้ตัดเรื่องการซ่อมบ้านไปเลย มันกดดันตัวหนู ไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยทำให้เรากดดัน อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่แม่ต้องการเห็นหรือต้องการจากหนู ไม่ใช่การซ่อมบ้าน เพราะตอนนี้แม่อยู่ในจุดที่เขารู้สึกว่าเวลาที่ได้อยู่กับหนูมันมีค่า และในมุมที่พี่เป็นแม่ ความห่วงลูก คือสิ่งที่แม่กังวลที่สุด ฉะนั้นถ้าอยากให้คุณแม่หมดห่วง ให้อยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตด้วยกัน ทำยังไงให้แม่รู้สึกว่า หนูจะอยู่ได้อย่างสบาย ถึงแม้ในวันนั้นอาจจะไม่มีแม่ และถ้าวันนึงไม่มีคุณแม่ อยากให้รู้ไว้ว่า “โลกเราเดินไปข้างหน้า สิ่งที่เราต้องเจอคือเส้นทางของสัจธรรม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวไปข้างหน้า นั่นคือสิ่งที่เราต้องพบเจออย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว” ท้ายที่สุดแล้วหากยังรู้สึกนอยด์ตัวเอง ‘การนั่งสมาธิ’ จะสอนให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย แม้กระทั่งร่างกายของเรา’ สถานการณ์ตอนนี้มันยากลำบากมาก ๆ เป็นใครก็ทำใจได้ยาก แต่หวังว่าคุณหนูจะแข็งแรงโดยเร็วนะ เพราะตัวเราเป็นแหล่งกำลังใจที่สำคัญมาก ๆ ของคุณแม่เลย’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเดินกลับห้องหลังเลิกงานช่วงหลังสี่ทุ่ม บางวันก็เที่ยงคืน จะมีผู้ชายกลุ่มนึงนั่งดื่มเหล้าหน้าบ้าน เขาชอบมาแซว “น่ารักจังเลยน้องสาว มีแฟนหรือยังจ๊ะ ?? ถ้าพี่มีแฟนแบบนี้รักตายเลย” ที่ผ่านมาหนูรับมือด้วยการพยายามไม่ไปสนใจ แต่ปัญหาคือหลังๆมานี้

16 ก.ย. 2025

หนูเดินกลับห้องหลังเลิกงานช่วงหลังสี่ทุ่ม บางวันก็เที่ยงคืน จะมีผู้ชายกลุ่มนึงนั่งดื่มเหล้าหน้าบ้าน เขาชอบมาแซว “น่ารักจังเลยน้องสาว มีแฟนหรือยังจ๊ะ ?? ถ้าพี่มีแฟนแบบนี้รักตายเลย” ที่ผ่านมาหนูรับมือด้วยการพยายามไม่ไปสนใจ แต่ปัญหาคือหลังๆมานี้

หนูเดินกลับห้องหลังเลิกงานช่วงหลังสี่ทุ่ม บางวันก็เที่ยงคืน จะมีผู้ชายกลุ่มนึงนั่งดื่มเหล้าหน้าบ้านเขาชอบมาแซว “น่ารักจังเลยน้องสาว มีแฟนหรือยังจ๊ะ ?? ถ้าพี่มีแฟนแบบนี้รักตายเลย”ที่ผ่านมาหนูรับมือด้วยการพยายามไม่ไปสนใจ แต่ปัญหาคือหลังๆมานี้ จะมีคนนึงเขามาประชิดตัวเราเดินตามติดๆ แล้วหันไปคุยโม้กับเพื่อน ทำเหมือนเราเป็นแฟนเขาหนูรู้สึกไม่ปลอดภัย ซอยที่อยู่ก็เป็นทางเข้าออกทางเดียว ไม่อยากเจอปัญหานี้แล้ว หนูจะทำยังไงดี?? “คุณน้ำ (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [10 ส.ค 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาโดนแซวจากกลุ่มผู้ชายที่ไม่รู้จักขณะที่เดินกลับห้องหลังเลิกงาน โดย “คุณน้ำ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ทุกวันหลังเลิกงานจะต้องเดินผ่านซอยหนึ่งกลับบ้าน แล้วจะมีคนกลุ่มนึงชอบนั่งสังสรรค์กินดื่มกันทุกวันด้วยเสียงที่ดังมาก ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ตื่นเช้ามาเราต้องเดินออกไปซื้อของกินที่เซเว่นอยู่แล้ว เขาก็จะแซวว่าน่ารักจังเลย มีแฟนหรือยัง ขยันทำงานจังเลย มีแฟนแบบนี้รักตายเลย ทุกครั้งที่เขาเห็นหนูเวลาเดินผ่าน เราต้องเดินก้มหน้า เพราะเราไม่อยากเห็น ไม่อยากมอง รู้สึกกลัวไปแล้วว่าเขาจะพูด จะทักอะไรหรือเปล่า เราก็ไม่ได้สนใจตรงนี้เพราะเป็นแค่คำพูด ยังทำเป็นไม่สนใจได้ แต่ที่เป็นปัญหาก็คือเขามาประชิดตัวเราและเดินตาม และหันไปพูดกับเพื่อนว่า “กลับบ้านก่อนนะ กลับบ้านแล้วนะ” อารมณ์เหมือนแฟนมาแล้ว และเขามาเดินติดกับเราเลย เราก็ไม่พูดอะไร รีบเดินอย่างเดียว พอถึงที่พักก็รีบวิ่งเลย เพราะทางเดินกลับมันคั่นกันแค่คูหาเดียว และเป็นซอยที่เข้าออกทางเดียว เขานั่งรวมตัวกัน 7-8 คน ทุกวันเลยยกเว้นวันที่ฝนตก เขาอายุก็กลางคน ประมาณ 30 - 50 ปี เป็นแก๊งพวกชอบนั่งกินเหล้าหน้าบ้าน น้ำอยู่หอคนเดียว แต่ว่ามีแฟนมาหาเดือนหนึ่งก็ 4 - 5 ครั้ง เราเคยเดินมากับแฟนแต่พวกเขาน่าจะไม่เห็น เพราะบางทีเรากลับดึก ถ้าแฟนมา กลุ่มนั้นก็เลิกกินกันแล้ว เราก็บอกแฟนนะเพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ 2 แล้วและเราก็กลัว แฟนก็บอกว่าจะเคลียร์งานและมาหาเราพรุ่งนี้ ช่วงกลางคืนแก๊งนี้เขาก็จะนั่งถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ร้านค้าแถวนั้นก็จะปิดหมดแล้ว ในซอยก็เลยจะมีแต่คนกลุ่มนี้ที่นั่งอยู่ เราอยู่ที่ห้องเช่านี่มาได้ 4 - 5 ปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังไม่เคยคิดที่จะย้ายเพราะตึกที่อยู่ตอนนี้ก็ราคาสอดคล้องกับรายได้ของเรา แต่แก๊งนี้เขาก็อยู่มานานกว่าเราอีก เราเคยคุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าไม่เคยมีใครโดนแบบนี้ ปัญหาของน้ำวันนี้ที่อยากจะปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนคือ เราจะรับมืออย่างไรดี? อยากได้ทางออกจากพี่ ๆ ดีเจทั้ง 3 คน’ เริ่มด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าพวกเขานั่งกันอยู่ตรงนั้น แล้วถึงขั้นเดินตามแบบนี้ค่อนข้างน่ากลัว ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเรา การเข้าออกซอยถ้ามันดึก หนูอาจจะเลี่ยงด้วยการไม่เดินเข้า หรือนั่งมอเตอร์ไซค์เข้ามา แบบนี้น่าจะเลี่ยงได้ เราไม่ต้องไปปะทะ ไม่ต้องไปอยู่ให้เขาทำจนเคยชิน จนรู้สึกว่าสามารถทำอะไรกับเราได้แบบไม่ขัดขืน หรือเราเปิดอกคุยกับเขาไปเลยว่า “ขอโทษนะคะ อย่าทำแบบนี้เลยหนูเป็นผู้หญิงคนเดียวแบบนี้มันตราย หนูไม่สบายใจเลย” การที่แฟนหนูมาพรุ่งนี้ เราอาจจะขอให้เขาอยู่หลายวันนิดนึง ให้ผู้ชายกลุ่มนั้นรู้ว่าหนูมีแฟนอยู่’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราคงต้องให้แฟนมาส่ง ถ้าเกิดเราอยู่คนเดียว ก่อนที่หนูจะเข้าไปคุยกับเขา อาจจะถามดีๆ เพื่อดูท่าทีและประเมินสถานการณ์ก่อน ถ้าเป็นคนดี เราก็พูดบอกไปว่า “หนูค่อนข้างไม่สบายใจเวลาเดินแล้วมีคนมาแซว ขอโทษจริงๆ นะคะ” แต่ถ้าคนกลุ่มนี้พูดไม่ดีเราก็หันหลังเดินกลับเลย คนพวกนี้สื่อสารด้วยไม่ได้ คุยช่วงหัวค่ำยังได้แต่ช่วงดึกไม่แนะนำ หลังจากนั้นก็เดินกับแฟนบ่อยๆ ธงสุดท้ายของเราคือการย้ายออก’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘อันดับแรกเราต้องเลี่ยงเองก่อน นั่งมอเตอร์ไซค์ตรงเข้าไปเลย หรือเลี่ยงเดินผ่านเวลาที่เขานั่งกินเหล้า ถ้าเลี่ยงไม่ได้ แนะนำธงสุดท้ายคือการย้าย ถ้าเราต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ทุกวัน เอาส่วนต่างมาเทียบกันในแต่ละเดือนที่จะต้องจ่ายเพิ่ม 500 - 1,000 บาท หรือหาห้องดีๆ ที่ราคาใกล้เคียงกัน’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFung Fin

album
efm
-

-