HOLLYWOOD GOSSIP | EFM ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

HOLLYWOOD GOSSIP

[Review] Mean Girls (2024) แสบซ่าส์ในแบบมิวสิคัล สดใหม่แต่ก็ยังคงไวป์เดิม

15 ก.พ. 2024

[Review] Mean Girls (2024) แสบซ่าส์ในแบบมิวสิคัล สดใหม่แต่ก็ยังคงไวป์เดิม

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน หนังวัยรุ่นสุดแซ่บเรื่องหนึ่งค่อยๆกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 130 ล้านเหรียญฯ แม้ ณ เวลานั้นหนังจะดังพอประมาณ แต่เมื่อเวลาผ่านไป Mean Girls ค่อยๆกลายเป็นหนังคลาสสิกย่อมๆในกลุ่มแฟนหนัง ด้วยการถูกหยิบมาดูซ้ำ นำมาดัดแปลงใหม่ หรือถูกพูดถึงใน Pop Culture รูปแบบต่างๆ แม้แต่ศิลปินรุ่นหลังอย่าง Ariana Grande ยังเอาฉากจำใน Mean Girls มาล้อเลียนใน Music Video แต่แรงกระเพื่อมรอบใหม่ที่ปังจริงๆสำหรับ Mean Girls คือการที่หนังถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครเวทีมิวสิคัลในปี 2017 และจากความสำเร็จนั้นเอง ทำให้ พาราเมาต์ตัดสินใจ หยิบเวอร์ชั่นมิวสิคัลนี้ มาดัดแปลงเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์อีกครั้ง ทำให้เกิด Mean Girls ในฉบับปี 2024 ขึ้น ที่ไม่ได้รีเมกจากเวอร์ชั่นหนัง 2004 โดยตรง แต่ยึดเส้นเรื่องและบทเพลงจากเวอร์ชั่นละครเวทีนั่นเองMeans Girls ในยุคนี้ยังคงเล่าเรื่องราวของ เคดี้ เด็กสาวจากเคนย่าที่แอฟริกา ที่ย้ายตามแม่กลับมาที่สหรัฐฯ และได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายนอร์ธชอร์ สถานที่ซึ่งเธอต้องเผชิญกับรูปแบบสังคมและชนชั้นแบบที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน จากในเวอร์ชั่น 2004 ที่บทนี้เป็นของ ลินด์เซย์ โลแฮน ฉบับใหม่ได้ แองกัวรี่ ไรซ์ จาก Spider-Man : Homecoming มารับบทนำ ปะทะกับ เรเน่ แรปป์ จากซีรีส์ The Sex Live of College Girls มาในบทเรจิน่า จอร์จ ตัวแม่ตัวมัมหัวหน้าแก๊งพลาสติก ที่เดิมทีบทนี้แจ้งเกิดให้กับ ราเชล แมคอดัมส์ ซึ่ง เรเน่เอง เคยแสดงบทนี้มาก่อนในเวอร์ชั่นละครเวทีด้วย พร้อมกับนักแสดงอีกหลายคนที่เคยแสดงในฉบับมิวสิคัลมาแล้ว ก็กลับมาขึ้นจอภาพยนตร์ในเวอร์ชั่นนี้ ร่วมด้วย ทีน่า เฟย์ นักแสดงตลกเบอร์ใหญ่ที่นอกจากจะกลับมาเขียนบทหนัง Mean Girls อีกครั้ง เธอยังคงกลับมารับบทอาจารย์ในเวอร์ชั่นมิวสิคัลปี 2024 นี้อีกด้วยความพิเศษมากๆของ Mean Girls ในฉบับใหม่นี้ คือการที่หนังสามารถบาลานซ์ระหว่าง Mood Tone แบบเดิม และความเป็น Musical ซึ่งเพิ่มความสดใหม่ให้กับหนังได้สำเร็จ โดยรวมผู้ชมยังรู้สึกเหมือนดูหนัง Mean Girls ในฉบับที่คุ้นเคย มีความแสบซ่า มีความตลกร้ายกาจ จิกกัดสังคม ในแบบที่ 20 ปีก่อนเป็นเช่นไร เวอร์ชั่นใหม่นี้ก็เป็นอย่างนั้น อาจจะด้วยการที่ ทิน่า เฟย์ กลับมาเขียนบทเหมือนเดิม ทำให้ไวป์ของหนัง ยังคงมีอารมณ์ในแบบที่ชื่นชอบเหมือนเดิมไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน พอหนังปรับรูปแบบเป็น มิวสิคัลอย่างเต็มตัว ทุกครั้งที่เป็นฉากร้องเพลงเข้ามา ก็ทำให้ผู้ชมเหมือนดูหนังเรื่องใหม่ แต่ละเพลง แต่ฉากมิวสิคัล สามารถเพิ่มระดับความจัดจ้านให้กับหนังได้อย่างดี เหมือนยิ่งเสริมให้หนังทั้งเฟรชขึ้น ซ่าขึ้น และสดใหม่ขึ้นไปพร้อมๆกันไฮไลต์สำคัญคงหนีไม่พ้น ทีมนักแสดงนำ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดี เริ่มจาก เรเน่ แรปป์ ที่สามารถเป็น เรจิน่า ในเวอร์ชั่นของตัวเองได้ มีความแตกต่างจนรู้สึกไม่จำเป็นจะต้องไปเปรียบเทียบกับฉบับของ ราเชล แมคอดัมส์ เลย ในขณะที่ แองกัวรี่ ไรซ์ แม้พลังดาราของเธอจะไม่เทียบเท่า ลินด์เซย์ ในเวลานั้น แต่ เคดี้ในแบบของเธอ ก็ดูเรียบง่ายในแบบที่ควรจะเป็น จนหลายคนอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า เคดี้ ในฉบับนี้ ดูจะโดน เรจิน่า กลบมิด ต่างจากตอนปี 2004 ที่ทั้ง ลินด์เซย์ และราเชล มีพลังค่อนข้างสูสีกัน ในขณะที่ทีมนักแสดงสมทบรอบนี้ กูดูมีสีสันแทบทุกตัว และแต่ละคนก็มีซีนมิวสิคัลให้ได้ฉายแสงด้วย ซึ่งจุดนี้ ยิ่งทำให้หนังดูครบรอบด้านมากยิ่งขึ้นโดยรวม Mean Girls ฉบับหนังมิวสิคัลในปี 2024 ถือว่าออกมาค่อนข้างน่าพอใจ เป็นหนังในเวอร์ชั่นที่สดใหม่ขึ้น ทันสมัยขึ้น สามารถรักษาอารมณ์ความแสบสันของต้นฉบับไว้ได้ดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ในแง่ของมิวสิคัลก็ค่อนข้างลงตัวทั้งในแง่ของเพลงและการดีไซน์ฉาก พอจะทราบมาว่า ในฉบับหนังมีการตัดเพลง ออกไปหลายเพลงเพื่อให้กระชับขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะ Mean Girls ฉบับนี้ มีจังหวะการเล่าค่อนข้างดี แทบจะไม่มีฉากไหนที่รู้สึกว่าน่าเบื่อหรือควรตัดทิ้งเลย ใครที่เป็นแฟนคลับ Mean Girls อยู่แล้ว ก็ไม่ควรพลาด มาร่วมฉลองการครบรอบ 20 ปีของหนังด้วยเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันMean Girls เข้าฉาย 15 กุมภาพันธ์ ในโรงภาพยนตร์

[Review] Thanksgiving สาแก่ใจคอหนังไล่เชือด ฆาตกรโรคจิตกับคืนวันขอบคุณพระเจ้า

30 พ.ย. 2023

[Review] Thanksgiving สาแก่ใจคอหนังไล่เชือด ฆาตกรโรคจิตกับคืนวันขอบคุณพระเจ้า

จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าการลดราคาครั้งใหญ่ Black Friday ในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า กลายเป็นคืนแห่งเลือดในห้างสรรพสินค้าห้างหนึ่ง นี่คือไอเดียตั้งต้นของ Thanksgiving หนังสยองขวัญแนวเชือด ที่เป็นการกลับมาสู่หนังแนวนี้อีกครั้งของผู้กำกับ อีไล รอธ หลังแจ้งเกิดจากหนังสยองขวัญสายโหดอย่าง Cabin Fever และ Hostel แล้วก็วนไปกำกับหนังแนวอื่น ซึ่งเดิมทีไอเดียของ Thanksgiving เริ่มจากการทำตัวอย่างหนังปลอม ๆ ไปใส่ไว้ในหนังชื่อ Grindhouse (2007) จนต่อมา อีไล ได้พัฒนาบทหนัง จนกลายมาเป็นหนังใหญ่ในที่สุด ซึ่งหนังจากเขาเบนเข็มไปกำกับทั้งหนังแอ็กชัน หนังแฟนตาซี และหนังไซไฟ ก็ได้ฤกษ์ที่เขาจะกลับมาทำหนังที่แจ้งเกิดเขาอีกครั้งเสียทีThanksgiving เล่าเรื่องราวความสยองในคืนวันเทศกาลขอบคุณพระเจ้า เมื่อเกิดความโกลาหลขึ้นในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ที่ผู้คนพากันเหยียบกันตาย เพราะแย่งกันซื้อของลดราคา กลายเป็นฝันร้ายของเมืองพลีมัธนับจากนั้น แม้ผู้คนจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่เมื่อ 1 ปีผ่านไป ฝันร้ายก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อมีฆาตกรโรคจิตใส่หน้ากาก แต่งตัวเป็นผู้ก่อตั้งเมือง ออกมาไล่เชือดประชาชน ซึ่งทุกคนล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเหตุโศกนาฏกรรมเมื่อปีก่อน โดยเป้าหลักคือ เจสสิก้า หญิงสาวที่พ่อของเธอเป็นเจ้าของห้างที่เกิดเหตุร้าย แถมเธอยังอยู่ในเหตุการณ์คืนวันนั้น จึงกลายเป็นหน้าที่ของ เอริค (รับบทโดย แพทริค เดมพ์ซีย์ จาก Grey's Anatomy) นายอำเภอของเมืองที่จะต้องจัดการคนร้าย ก่อนที่เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง จะกลายเป็นคืนสยองอีกครั้ง!ใครที่เป็นแฟนหนังแนวนี้ Thanksgiving คือหนังที่น่าจะสาแก่ใจคอหนังไล่เชือดอยู่ไม่น้อย โดยรวมนี่คือหนังที่ค่อนข้างเดินตามรอยหนังแนวเดียวกันที่ฮิตในช่วงปลายยุค 90s ไล่ตั้งแต่ Scream, I Know What You Did Last Summer ไปจนถึงUrban Legend เรื่องราวของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ต้องเผชิญกับฆาตกรโรคจิตในหน้ากากปริศนาที่คอยตามไล่ฆ่า กับเหตุฝันร้ายในอดีตที่ตามหลอกหลอนพวกเขา โดยเหตุการณ์มักจะเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆเมืองนึง และฆาตกรก็มักจะเป็นตัวละครสักตัว โดยจะเฉลยปมเหตุการฆ่าในตอนท้าย สำหรับ Thanksgiving แล้ว มาในสูตรแบบเดียวกันนี้เลย แต่ทำออกมาได้อย่างสนุก มีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใส่มาอย่างน่าพอใจ ซึ่งปัจจุบันผู้ชมอาจจะไม่ค่อยได้เห็นหนังแนวนี้มากนัก เหมือน Thanksgivingสร้างมาให้หายคิดถึงกึ่ง ๆ Tribute ให้ด้วยซ้ำThanksgiving คือหนังที่สามารถนิยามได้ว่า “ฆ่ากันแบบเถิดเทิง” เพราะหนังมีองค์ประกอบที่ทำถึงมาก ๆ ในสองส่วน พาร์ทแรกคือความโหด ที่ Thanksgiving จัดเต็มความโหดแบบไม่ยั้ง ไม่ให้เสียชื่อ อีไล รอธ หลังจากหนังสยองหลายเรื่องกลัวไม่ได้ผู้ชมกลุ่มอายุน้อย เลยโหดแบบเบาๆเพื่อให้ได้เรต PG-13 แต่หนังเรื่องนี้ มุ่งหน้าสู่เรต R แบบไม่กลัว ทำให้ฉากฆ่า ฉากเชือด จัดเต็มทั้งเลือดและฉากอวัยวะขาดแบบสะใจคอหนังเชือด และอีกพาร์ทที่หนังทำได้ดีคือ อารมณ์ขัน หนังเต็มไปด้วยอารมณ์ตลกร้าย จนหลายครั้งตัวหนังเองก็เกือบจะเป็นหนังล้อเลียน Parody หนังแนวไล่เชือดอยู่ไม่กัน โดยเฉพาะพวกฉากฆ่าต่าง ๆ มีดีไซน์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ทำให้หนังยิ่งสนุกมากขึ้นสรุปแล้ว Thanksgiving คือหนังประเภท Teen-Slasher ที่แม้จะเดินตามสูตร แต่ก็ทำออกมาได้อย่างสนุกสนาน มีองค์ประกอบทั้งความโหดและอารมณ์ขันแบบจัดเต็ม เป็นความโหดที่บันเทิงใช้ได้เลย และสำหรับแฟนของ แพทริค เด็มพ์ซีย์ ก็ถือว่าค่อนข้างแปลกตา ที่เขามารับบทนำในหนังแนวนี้ หลังติดภาพเขาเป็นผู้ชายในฝันเจ้าสำอาง บทบาทนี้ก็ดูสดใหม่ดีสำหรับเขาอยู่เหมือนกัน ใครที่คิดถึงหนังไล่เชือดที่เต็มไปด้วยความเถิดเทิง ไม่ต้องเนี้ยบมาก ไม่ต้องฉลาดมาก เรื่องนี้คือตัวเลือกที่น่าสนใจThanksgiving คืนเดือดเชือดขาช็อป / เข้าฉาย 5 ธันวาคมนี้

[Review] The Hunger Games – The Ballad of Songbirds and Snakes : ต้นกำเนิดความอำมหิต หนังภาคก่อนหน้าที่ทั้งขนลุกและทรงพลัง

14 พ.ย. 2023

[Review] The Hunger Games – The Ballad of Songbirds and Snakes : ต้นกำเนิดความอำมหิต หนังภาคก่อนหน้าที่ทั้งขนลุกและทรงพลัง

จากความสำเร็จของหนังตระกูล The Hunger Games ทำให้ซูซาน คอลลินส์ ผู้เขียนหนังสือต้นฉบับ จรดปากกาเขียนนิยายเล่มใหม่อีกครั้ง แต่แทนที่จะเล่าเหตุการณ์ต่อจากเล่ม Mockingjay เธอตัดสินใจพาผู้อ่านย้อนกลับไป 64 ปีก่อนเล่มแรก และเล่าถึงต้นกำเนิดของชายที่ชื่อว่า “คอริโอเลนัส สโนว์” จากเด็กบ้านนอก เขากลายมาเป็นประธานาธิบดีผู้โหดเหี้ยมได้อย่างไร ในหนังสือเล่มที่ชื่อว่า “The Hunger Games – The Ballad of Songbirds and Snakes” และแน่นอนว่าทางไลอ้อนเกตส์ ก็ไม่พลาดที่จะหยิบหนังมาดัดแปลงสู่จอใหญ่อีกครั้ง และคงไม่มีใครคุมโปรเจกต์นี้ได้ดีเท่า ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ผู้กำกับที่ทำThe Hunger Games ภาค Catching Fire และ Mockingjay Part 1-2 มาแล้ว (สรุปคือ กำกับทุกภาคยกเว้นภาคแรก)The Ballad of Songbirds and Snakes นำแสดงโดย ทอม ไบลท์ นักแสดงหน้าใหม่ในบทสโนว์ เล่าเหตุการณ์ในการแข่งขันเกมล่าชีวิตครั้งที่ 10 สมัยที่ สโนว์ยังเป็นวัยหนุ่ม และเขาถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น เมนเทอร์ ให้กับผู้บรรณาการหญิงจากเขต 12 ซึ่งคือ ลูซี่ เกรย์ (รับบทโดย ราเชล เซกเกลอร์ จาก West Side Story) สาวน้อยหัวขบถที่หลงรักในเสียงเพลง สโนว์ต้องทำทุกทางเพื่อให้เด็กสาวของเขาชนะการแข่งขันรวมถึงชนะใจผู้ชมจากการถ่ายทอดสด เพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้ชนะในการแข่งขันไปด้วย แต่เกมครั้งนี้กติกาแตกต่างจากเดิม เมื่อ ดร.กอล (รับบทโดย ไวโอล่า เดวิส) ศาสตราจารย์ผู้เป็น เกมเมกเกอร์ พยายามสร้างกติกาใหม่ขึ้นมา เพื่อให้เกมทั้งเข้มข้นและอำมหิตมากขึ้น และเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันครั้งนี้ ได้หล่อหลอมให้ สโนว์ จากชายที่เป็นเด็กจิตใจดี คะแนนในห้องเรียนนำทุกคน กลายเป็นปีศาจ กลายเป็นผู้นำเผด็จการ อย่างที่ผู้ชมได้เคยสัมผัสตัวตนเขาไปแล้วในหนัง The Hunger Games ภาคก่อน ๆโดยรวม The Ballad of Songbirds and Snakes ยอดเยี่ยมในแง่ของการเล่าเรื่อง ตลอดทั้ง 2 ชั่วโมง เกือบ 40 นาทีของหนัง หนังสามารถตรึงอารมณ์ของคนดูได้อย่างอยู่หมัด แล้วสัมผัสได้ถึงความรู้สึกขนลุกตลอดเวลา หนังแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 3 พาร์ทอย่างชัดเจน และค่อย ๆ ไต่ระดับอารมณ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ดีมาก ๆ ซึ่งผู้กำกับ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ทำได้ คือการยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของ The Hunger Games ภาคก่อน ๆ แม้บรรยากาศจะเปลี่ยนไป ตัวละครจะไม่เหมือนเดิม แต่มันยังได้ฟีลความเป็น The Hunger Games อยู่ แม้ว่าจุดโฟกัสของหนังจะไม่เหมือนเดิม ภาคนี้แอร์ไทม์ในสนามแข่งขันอาจจะน้อยกว่าภาคก่อน ๆ เพราะไม่ได้โฟกัสที่ตัวละครซึ่งเป็นบรรณาการ แต่โฟกัสที่ สโนว์ ซึ่งเป็น เมนเทอร์ หนังจึงใช้เวลากับตรงนี้ค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ชมได้เห็นพัฒนาการของตัวละครนี้อย่างชัดเจน กับสิ่งที่เขาต้องเผชิญ การที่ชายคนนึงเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้ มันเป็นเพราะอะไรนอกจากการเล่าเรื่องที่สามารถตรึงคนดูได้อยู่หมัด สิ่งที่ทำให้ The Hunger Games ภาคใหม่นี้ สร้างอารมณ์ร่วมได้ตลอด คือการแสดงที่ไม่ธรรมดาแบบยกแผง ไล่ตั้งแต่ ทอม ไบลท์ ที่สอบผ่านเต็ม ๆ กับบทสโนว์ โดยเฉพาะในช่วงท้ายที่สีหน้าและแววตา ทำให้ผู้ชมเชื่อแบบหมดใจว่านี่คือ ว่าที่ ปธน.สโนว์ ที่เราเคยรู้จัก ในขณะที่ ราเชล เซกเกลอร์ ในบทลูซี่ เธอสามารถถ่ายทอดตัวละครที่มีมิติออกมาได้อย่างน่าค้นหา และเป็นอีกขั้วของสโนว์ได้อย่างพอเหมาะ ไฮไลต์มากๆคือการแสดงฉากร้องเพลงต่าง ๆ ซึ่งถ้าใครเคยดู West Side Story มาคงไม่สงสัยในความสามารถ ซึ่งเรื่องนี้ราเชลแสดงพลังนั้นออกมาอีกครั้ง และตรึงคนดูได้ทุกรอบ ส่วนที่เดือดสุด ๆ คือสองนักแสดงฝีมืออย่าง ไวโอล่า เดวิส ในบทเกมเมกเกอร์ และปีเตอร์ ดิงลาจ (จากGame of Thrones) ในบทผู้คิดค้นเกมล่าชีวิต สองคนนี้ตรึงผู้ชมได้อยู่หมัดในทุกวินาทีที่ปรากฏตัวบนจอ โดยเฉพาะไวโอล่าที่แสดงแบบ เหมือนเธอเอ็นจอยกับบทนี้มากๆ แต่ที่ผู้เขียนเซอร์ไพรสและชื่นชอบสุดคือ เจสัน ชวาร์ตแมน (นักแสดงขาประจำในหนัง เวส แอนเดอร์สัน) ในบทพิธีกร เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ ครั้งที่ 10 ที่ขโมยซีนได้ทุกรอบที่แกปรากฏตัว เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอด ไม่มีจังหวะที่แกปล่อยมุกแล้วผู้เขียนไม่ฮาเลยสรุปแล้ว The Hunger Games - The Ballad of Songbirds and Snakes ถือเป็นหนังในตระกูลนี้อีกภาคที่ทรงพลังมาก ๆ แม้จะมีความแตกต่างจาก 4 ภาคก่อน แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายแบบที่คุ้นเคย แต่ก็สร้างบรรยากาศใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ โดยเฉพาะในแง่ออกแบบงานสร้าง ซึ่งพอหนังเล่า 64 ปีก่อนภาคแรก เลยออกแบบฉาก เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ดูย้อนยุค มีความเรโทร ในขณะเดียวกันก็ต้องผสมผสานความเป็นโลกดิสโทเปียเข้าไป ทำให้ดูแปลกตาแต่น่าดึงดูดยิ่งนัก แล้วหนังเอาดีเทลเหล่านี้ เสริมเข้าไปในฉากต่าง ๆ ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับหนังมากขึ้นไปอีก นี่คือหนัง The Hunger Games อีกภาคที่ไม่ควรพลาด หรือแม้คุณจะไม่เคยดูภาคก่อน ๆมาก่อน ก็สามารถมาเอ็นจอย หรือเริ่มต้นที่ภาคนี้ได้ และถ้ามีโอกาสดูระบบ IMAX ขนาดยักษ์ของจอ ยิ่งเสริมอารมณ์ทั้งฉากแอ็กชั่นและฉากดราม่าได้อย่างดีเยี่ยม

[Review] The Marvels : ผนึกพลังสามสาวมาร์เวล หนังสั้นกระชับและสนุกกว่าภาคแรก

08 พ.ย. 2023

[Review] The Marvels : ผนึกพลังสามสาวมาร์เวล หนังสั้นกระชับและสนุกกว่าภาคแรก

นี่คือปีที่ไม่ง่ายนักสำหรับ Marvel Studio หลังไต่ระดับไปถึงจุดพีกสุดมาแล้วกับ Avengers : Endgame ดูเหมือนการสร้าง Saga ใหม่จะเจอทางขรุขระพอสมควร ผลงานต้นปีอย่าง Ant-Man and The Wasp : Quantumania แม้จะไม่ได้เจ๊ง แต่ก็เผชิญกับรายได้ที่น้อยกว่าที่คิด โดนถล่มเรื่อง CG ที่ไม่สมบูรณ์นัก และนักแสดงอย่าง โจนาธาน เมเจอร์ส ที่ถูกวางให้เป็นวายร้ายหลักเทียบเท่าธานอสหลังจากนี้ ก็เผชิญกับคดีฉาวในขณะที่ Guardians of the Galaxy Vol.3 แม้จะกวาดทั้งคำชมและรายได้ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ นี่คือผลงานของ เจมส์ กันน์ ผู้กำกับที่หลังจากนี้เขาคือหัวเรือใหญ่ของ DC ค่ายคู่แข่งตลอดกาล นำมาสู่ The Marvels ที่กำลังจะเข้าฉาย ซึ่งได้รับแรงกระทบไปเต็ม ๆ ทั้งประเด็นการถ่ายซ่อม การเลื่อนฉาย ไปจนถึงยอดขายล่วงหน้าที่ไม่เข้าเป้า นั่นทำให้หลายฝ่ายต่างกังวลใจว่า The Marvels จะออกหัวหรือก้อย ซึ่งวันนี้เรายินดีที่จะแจ้งให้แฟน ๆ ทราบว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่แย่เลยแม้แต่น้อย..แต่ก็ไม่ใช่หนังที่จะมากู้สถานการณ์ลบของมาร์เวลแต่อย่างไรThe Marvels คือหนังที่ถูกวางให้เป็นภาคต่อของ Captain Marvel ในขณะที่ก็เหมือนจะเป็นภาคต่อของซีรีส์ Ms.Marvelเช่นกัน รวมถึงมีตัวละครสำคัญจากซีรีส์ WandaVision เล่าเรื่องราวของ คารอล หรือกัปตันมาร์เวล (รับบทโดย บรี ลาห์สัน)ที่ต้องปวดหัวกับการที่อยู่ดีๆ เธอก็วาร์ปสลับที่อยู่กับ โมนิก้า แรบโบ้ และ กมลา ข่าน หรือมิสมาร์เวล ทุกครั้งที่เธอทั้ง 3 คนปล่อยพลังพร้อมกัน พวกเธอจะสลับโลเคชั่นกันทันที ทำให้ต้องรวมตัวกันเพื่อไขปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอกันแน่ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ ดาร์เบน ผู้นำของ ครี ที่พยายามตามหากำไลวิเศษที่มีพลังมหาศาล หลังเธอค้นพบข้างนึงแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าอีกข้างอยู่ที่ กมลา หรือมิสมาร์เวลนั่นเอง ซึ่งตามหากำไลดังกล่าวเพื่อใช้พลังในการทำลายล้างหลายพิภพเพื่อดึงทรัพยากรไปยังอาณาจักรของเธอ กลายเป็นภารกิจหลักของ คารอล, โมนิก้า และกมลา ที่ต้องร่วมทีมกันเป็น เดอะมาร์เวล เพื่อปกป้องจักรวาลโดยรวม The Marvels อาจจะไม่ใช่หนังจุดเปลี่ยนสำคัญของ MCU แต่ก็ไม่ใช่งานที่จะดึงหนังจักรวาลนี้กลายเป็นขาลงอย่างที่หลายคนกล่าวถึง ข้อดีที่ชัดเจนมากๆของหนังเรื่องนี้ ลำดับแรกคือ สนุกกว่าภาคแรก ใครที่เคยผิดหวังกับหนังเดี่ยวของCaptain Marvel หนังภาคนี้สามารถให้ความบันเทิงได้มากกว่า และส่วนสำคัญมาจากการเดินเรื่องที่กระชับฉับไว ด้วยความยาว 1.45 ชั่วโมง ซึ่งสั้นที่สุดแล้วในบรรดาหนัง MCU ทำให้หนังไม่เสียเวลากับการเล่าเรื่องอะไรที่ไม่จำเป็น กระโดดเข้าฉากสำคัญแบบทันที ไม่มีจุดไหนที่ทำให้หนังดูย้วยหรือยืดยาวเกินจำเป็นเลยแม้แต่น้อย แต่มันก็อาจกลายเป็นข้อเสียสำคัญขาจร เมื่อหนังไม่ได้ใช้เวลาในการปูแบ็คกราวน์ตัวละคร กมลาหรือโมนิก้าเลย สำหรับใครที่อาจจะไม่ได้ตามซีรีส์Ms.Marvel หรือ WandaVision มา ก็อาจต้องจูนในหัวเล็กน้อยว่าสองตัวละครนี้คือใคร มาจากไหน แล้วอยู่ดีๆมาแท็กทีมเป็น The Marvels ได้อย่างไรสิ่งที่โอบอุ้มให้ The Marvels กลายเป็นหนังที่เดินเรื่องน่าติดตาม ต้องยกเครดิตให้สองตัวละครหลักที่มาใหม่อย่าง 'โมนิก้า แรมโบ้' กับ 'กมลา ข่าน' ซึ่งตัวละครแรกมอบหัวใจให้กับหนัง ทำให้แบ็คกราวน์สตอรี่ของ คารอลดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย ในขณะที่กมลา คือตัวละครที่มาเพื่อมอบรอยยิ้มให้กับหนังอย่างแท้จริง ถ้าตัดตัวละครนี้และครอบครัวเธอออกไป The Marvels จะกลายเป็นหนังที่จืดชืดมาก นี่คือครอบครัวที่เพิ่มเข้ามาสร้างเสียงหัวเราะและความสุข ทำให้หนังดูมีชีวิตชีวามากกว่าภาคแรกอย่างชัดเจน ในขณะที่ตัว กัปตันมาร์เวล เอง ภาคนี้ยังถือว่าทรงๆ ไม่ได้มีอะไรทำให้ชอบตัวละครนี้มากขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรทำให้ไม่ชอบเธอได้ ในขณะที่ พัคซอจุน แม้บทจะไม่เยอะมากนัก แต่เชื่อว่าแฟนคลับจะจำไม่ลืมกับบทของเขาแน่ๆ เพราะมีอะไรให้จำเยอะมาก ในแง่ตัวละครจุดบอดเดียวของหนังคือ ดาร์เบน ตัวร้ายที่ไม่ได้น่าจดจำอะไร อาจจะกลายเป็นหนึ่งใน Villian ของมาร์เวลที่คนลืมไวที่สุดโดยรวม 'The Marvels' ถือเป็นหนังป็อปคอร์นที่ดูสนุก ดูเพลิน สอบผ่านในแง่โปรดักชั่นซึ่งค่อนข้างดูดี แม้จะไม่ใช่หนังกู้สถานการณ์ให้กับมาร์เวลสตูดิโอ แต่หนังก็ไม่ได้ฉุดให้สถานการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้ พูดง่ายๆคือ The Marvels ก็เหมือนกับหนังมาร์เวลทั่วๆไป และตัวหนังเองก็ไม่ได้มีหมุดหมายสำคัญอะไรมากนักด้วยใน MCU เหมือนเป็นหนังที่เชื่อมหนังกับซีรีส์ ต่อไปยังเรื่องราวต่อไป ซึ่งถ้าพลาดไป ก็อาจจะไม่ได้พลาดอะไรด้วยซ้ำ คงต้องไปลุ้นกันต่อกับ Deadpool 3 และCaptain America 4 ที่จะพาจักรวาล MCU เข้าสู่โหมดกราฟขึ้นได้หรือไม่ แฟนมาร์เวลคงต้องเอาใจช่วยกันต่อไปแบบยาว ๆ

[Review] Killers of the Flower Moon : มหากาพย์อาชญากรรมในหนังเอพิกตัวเต็งออสการ์

17 ต.ค. 2023

[Review] Killers of the Flower Moon : มหากาพย์อาชญากรรมในหนังเอพิกตัวเต็งออสการ์

ดูเหมือนไม่มีอะไรจะหยุดลุงมาร์ตี้ได้ง่าย ๆ ผู้กำกับชั้นครู มาร์ติน สกอร์เซซี (จาก Taxi Driver, Goodfellas) ในวัย 80 ปี กลับมาพร้อมกับผลงานที่อาจเรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซอีกครั้ง หลังตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนมีผลงานที่ได้รับการยกย่องมาตลอด ผลงานล่าสุดคือ Killers of the Flower Moon หนังเอพิกอาชญากรรมที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับแฟนหนังมาตั้งแต่ช่วงกลางปี หลังเปิดตัวไปในเทศกาลหนังเมืองคานส์และกวาดคะแนนนักวิจารณ์ด้านบวกไปอย่างท่วมท้น มากถึง 98% จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes รวมถึงสร้างความตื่นตะลึงกับแฟนหนังอีกครั้งในความบ้าพลัง ด้วยความยาวหนังมากถึง 3 ชั่วโมง 26 นาที แทบจะยาวเท่ากับ The Irishman ผลงานชิ้นก่อนเลย แต่ความแตกต่างคือ แฟนหนังทั่วโลกต้องดู The Irishman ใน Netflix สามารถมีเวลาพักไปเข้าห้องน้ำได้ แต่กับ Killers of the Flower Moon แม้จะสร้างโดยบริษัทสตรีมมิ่งอีกเครืออย่าง Apple TV+ แต่ได้จับมือกับพันธมิตรอย่าง Paramount Pictures ทำให้หนังเรื่องนี้ ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ผู้ชมได้ดูในจอใหญ่ในแบบที่ควรจะเป็น ดังนั้น เตรียมวางแผนการเข้าห้องน้ำก่อนดูกันให้ดีKillers of the Flower Moon สร้างจากหนังสือของ เดวิด แกรนน์ ที่หยิบเอาเรื่องจริงอันอัปยศมาถ่ายทอด เล่าเรื่องราวของ ออเซจ อินเดียนแดงชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอเมริกา จากการที่พวกเขาขุดเจาะจนพบน้ำมัน ทำให้พวกเขาร่ำรวยมหาศาล และดึงดูดให้คนขาวเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อตักตวงผลประโยชน์ และเมื่อสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเริ่มมีชาวอินเดียนล้มตายอย่างเป็นปริศนา เอฟบีไอจึงเข้ามา เพื่อเริ่มสะสางคดีสุดอำมหิตเหล่านี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป โดยหนังเป็นผลงานการร่วมงานกันครั้งที่ 6 แล้วของ มาร์ติน กับพระเอกคู่บุญอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในบทออเนสต์ ทหารผ่านศึกที่เข้ามาอาศัยในเมืองนี้ และตกหลุมรักกับ มอลลี่ สาวชาวอินเดียนผู้มีฐานะ โดยโศกนาฏกรรมเริ่มเกิดขึ้นรอบๆตัวเธอ เมื่อสมาชิกในครอบครัวของเธอ เริ่มเสียชีวิตทีละคน โดยนอกจาก ลีโอนาร์โด แล้ว หนังยังเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของ มาร์ติน กับ โรเบิร์ต เดอนีโร หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วถึง 9 ครั้ง นับตั้งแต่ Mean Street ในปี 1973 และนี่คือครั้งที่ 10 !นี่คือหนังดราม่าอาชญากรรม ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนังระดับเอพิก จากหลายๆปัจจัย ทั้งความยิ่งใหญ่ของงานสร้างที่ Apple TV+ ทุ่มไปมากถึง 200 ล้านเหรียญฯ, ความยาวของหนังที่ยาวมากถึง 206 นาที และสเกลการเล่าเรื่องที่กินเวลายาวนานหลายปี เกี่ยวพันกับชีวิตคนมากมาย Killers of the Flower Moon จึงกลายเป็นหนัง Epic Crime ซึ่งดูจะเข้ามือ มาร์ติน สกอร์เซซี มากเป็นพิเศษ เพราะหนังประเภทที่สร้างชื่อให้กับแกมาตลอด คือหนังแนวอาชญากรรม โดยมาร์ติน ใช้เวลา 3.30ชั่วโมงในการเล่าอย่างคุ้มค่า ค่อยๆพาผู้ชมเข้าสู่โลกของชนเผ่าออเซจ ที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ค่อยๆพาไปรู้จักกับสังคมของคนขาวที่เข้ามาในพื้นที่นี้เพราะหวังผลประโยชน์ ค่อยๆ ทำความรู้จักตัวละคร ออเนสต์, มอลลี่ และที่สำคัญอีกตัวคือ วิลเลี่ยม เฮล ของ โรเบิร์ต เดอนีโร ลุงของออเนสต์ คนขาวผู้มีอิทธิพลเหนือทุกคนในพื้นที่แห่งนี้ หนังใช้เวลาช่วงแรกในการ Set Up เรื่อง ก่อนที่จะค่อยๆพาผู้ชมเข้าสู่โลกแห่งความโลภ ความเลวร้าย อันน่าขยะแขยง จนนำไปสู่ชั่วโมงสุดท้าย ที่บีบหัวใจผู้ชมแทบทุกวินาที จนแทบไม่มีนาทีไหนที่หนังดูจะน่าเบื่อเลย มาร์ตินสามารถรักษา Pacing ในการเล่าที่แม้จะดูเหมือนนิ่ง แต่ชวนระทึกได้ตลอดนอกจากฝีมือการกำกับชั้นครูของ มาร์ติน สกอร์เซซี แล้ว องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Killers of the Flower Moon เป็นหนังอาชญากรรมระดับมหากาพย์ ยังมีทั้งงานโปรดักชั่น ที่ดูยิ่งใหญ่ เนรมิตเมืองเล็กๆเมืองนึงให้ออกมาสมจริงเท่าที่สุดที่จะเป็นได้ และใช้มุมกล้องช่วยถ่ายทอดความรู้สึกให้สัมผัสได้ถึงความเอพิกมากที่สุด เสริมด้วยดนตรีประกอบ ที่เหมือนจะนิ่งแต่เร้าใจลึกๆในแทบทุกฉาก ผู้ชมจะกลิ่นอายของความเป็นชนเผ่าตลอดทั้งเรื่อง และหัวใจสำคัญของหนัง อยู่ที่การแสดงของ 3 นักแสดงนำ เริ่มจาก ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่ถ่ายทอดบทของออเนสต์ออกมาได้อย่างซับซ้อน สำหรับตัวละครนี้ อาจจะยังบอกไม่ได้ว่าเล่นยากอย่างไร แต่ถือว่าเป็นหนึ่งในบทที่ยากที่สุดบทนึงเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังที่มีความซับซ้อนและสับสนในอารมณ์ค่อนข้างสูง ค่อนข้างแน่นอนว่าแล้ว ลีโอนาร์โด อาจกลับไปชิงออสการ์อีกครั้งในต้นปีหน้า ส่วน โรเบิร์ต เดอนีโร สามารถถ่ายทอดบทอันน่าเกรงขามได้อย่างทรงพลังแบบที่เขาทำได้ดีมาโดยตลอด แต่ที่ชวนตื่นตะลึงที่สุดคือ ลิลี่ แกลดสโตน นักแสดงหญิงในวัย 37 ปีในบทหญิงชาวอินเดียนคนรักของพระเอก เธอสามารถถ่ายทอดบทนี้ได้อย่างถึงอารมณ์ โดยเฉพาะเคมีกับลีโอนาร์โด ในช่วงหลังๆคือพลังทำลายล้างสูงมากKillers of the Flower Moon คือหนังที่พูดถึงความรักและความโลภได้อย่างชวนขนลุก สามารถถ่ายทอดถึงความน่ารังเกียจของคนที่เก็บซ่อนอยู่ได้อย่างถึงขั้ว ระหว่างชมเหมือนผู้ชมจะค่อยๆถูกดูดเข้าไปในโลกของอาชญากรรมที่เต็มไปด้วยความโสมม จากองค์ประกอบทั้งหมดส่งให้นี่คือหนังมหากาพย์อาชญากรรมอีกเรื่องที่ค่อนข้างลงตัวและทรงพลังสุดของ มาร์ติน สกอร์เซซี สมคำร่ำลือ ซึ่งต้องไปลุ้นกันต่อบนเวทีออสการ์ต้นปีหน้า เพราะนาทีนี้ ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า สองตัวเต็งสำคัญในรางวัลใหญ่ๆคือ Oppenheimer ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน และหนังเรื่องนี้ของ Martin Scorsese แต่ใครจะคว้าชัยไป คงต้องติดตามกันแบบยาวๆชมตัวอย่าง Killers of the Flower Moon เข้าฉาย 19 ตุลาคมในโรงภาพยนตร์ขอบคุณภาพจาก : UIP Thailand

[Review] The Creator : หนังไซไฟสุดยูนีก มาพร้อมกับวิชวลโลกอนาคตแบบไทย ๆ สุดตื่นตา

27 ก.ย. 2023

[Review] The Creator : หนังไซไฟสุดยูนีก มาพร้อมกับวิชวลโลกอนาคตแบบไทย ๆ สุดตื่นตา

สร้างความฮือฮาในกลุ่มแฟนหนังชาวไทยตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างแรกออกมาแล้ว สำหรับ The Creator หนังไซไฟแอ็กชันผลงานล่าสุดของ กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ธ ผู้กำกับจาก Godzilla และ Rogue One หนังภาคแยกของ Star Wars ที่ไม่ว่าจะทำหนังเรื่องไหน ก็กวาดคำชมมาโดยตลอด นับตั้งแต่หนังแจ้งเกิดอย่าง Monsters หนังไซไฟทุนต่ำที่ทำออกมาเหนือกว่าหนังฟอร์มใหญ่หลายต่อหลายเรื่อง การกลับมาครั้งนี้ ดึงความสนใจของแฟนหนังวิทยาศาสตร์ได้ตั้งแต่แรก ด้วยงานภาพที่แปลกตา เพราะ 80% ของหนังถ่ายทำในประเทศไทย ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด และเมื่อถูกนำไปดีไซน์ใส่ไว้ในหนังโลกอนาคตยิ่งดูมีความสดใหม่มากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ตัวหนังเองยังมีทีมงานและนักแสดงชาวไทย รวมแสดงฝีมือทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเพียบ จนกลายเป็นอีกหนึ่งหนัง “ควรดู” สำหรับคนไทยอยู่ไม่น้อยThe Creator เล่าถึงโลกอนาคตอันใกล้ ที่หุ่นยนต์เอไอถูกประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อทำงานให้กับมนุษย์ แต่ฝันร้ายครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น เมื่อเอไอได้จุดระเบิดนิวเคลียร์ ทำลายแอลเอ ทำให้โลกตะวันตกประกาศกวาดล้างหุ่นยนต์อย่างสิ้นซาก มีเพียงโลกฝั่งตะวันออกในดินแดนที่เรียกว่านิวเอเชีย ยังคงพัฒนาหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง ฝั่งตะวันตกจึงส่ง โจชัว (รับบทโดย จอห์น เดวิด วอชิงตัน จาก Tenet) ทหารหนุ่มร่วมทีมภารกิจเพื่อตามล่าหาอาวุธร้ายแรงที่ซุกซ่อนอยู่ในนิวเอเชีย ที่อาจทำให้พวกเขาชนะสงครามระหว่าง มนุษย์กับเอไอได้ แต่โจชัว กลับช็อกเพื่อพบว่าปลายทางนั้น กลายเป็นหุ่นในร่างเด็กน้อยคนหนึ่ง หรืออนาคตของโลกทั้งใบ จะขึ้นอยู่กับความเป็นอยู่ของเด็กคนนี้ ?เชื่อว่า พล็อตที่เกี่ยวกับมนุษย์และเอไออาจไม่ใช่เรื่องใหม่ ฮอลลีวูดมีการสร้างหนังที่มีธีมคล้ายกันนี้มามากมาย นับตั้งแต่หนังอย่าง The Terminator แต่สำหรับ The Creator ก็ยังมีเอกลักษณ์มากพอ ทั้งในแง่ของวิชวลและพล็อต จนทำให้หนังมีความ Unique และเป็นที่จดจำได้ โดยเฉพาะการผสมผสานสิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามในหลาย ๆ อย่าง เริ่มตั้งแต่งาน Production Design หนังมีความเป็นไซไฟโลกอนาคต แต่ก็มีกลิ่นอายแบบ Dystopia หรือโลกที่ล่มสลายอยู่ในนั้น หลังหลายเมืองผ่านการโดนทำลายล้างของนิวเคลียร์ ทำให้เกือบทุกซีน ผู้ชมจะเห็นภาพความล้ำสมัยของอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ในเฟรมเดียวกับภาพความเสื่อมโทรม ความล้าสมัย ภาพของหุ่นยนต์ที่อยู่ท่ามกลางทุ่งนา ดูจะเป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นนักในหนังเรื่องไหน แต่เห็นในหนังเรื่องนี้ ทำให้ฉากส่วนใหญ่ของ The Creator ค่อนข้างโดดเด่น และเป็นที่จดจำ หากตัดภาพนิ่งซีนนั้น ๆ มา เชื่อว่าจะบอกได้ทันทีว่าคือ The Creatorส่วนอื่นที่มีการผสมผสานขั้วตรงข้ามที่ชัดเจน คือ คาแรกเตอร์ตัวละคร ที่มีภาพคนและวัฒนธรรมแบบตะวันตกและตะวันออก ผสานเข้าด้วยกัน สิ่งเชื่อมโยงกับธีมของหนัง ที่แม้จะเป็นวิทยาศาสตร์ แต่แก่นหนังจริง ๆ กลับเป็นเรื่องของความเชื่อ ศาสนา และความเป็นความตาย ตัวหนังเองมีการตั้งคำถามถึงการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และการดับสูญ ซึ่งหนังถ่ายทอดจุดนี้ได้อย่างลึกซึ้งกว่าที่คาด ทำให้นอกจากผูชมจะสนุกไปพล็อตหนัง ติดตามการเดินเรื่องแล้ว ยังมีอีกหลายปมที่หนังตั้งคำถาม และปล่อยให้คนดูได้คิดตาม ทำให้ The Creator ไม่ใช่หนังไซไฟที่ดูเอาเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่ยังทิ้งอะไรไว้ให้กับผู้ชมอีกพอสมควร หลังจากเดินออกมาจากโรงแล้วสำหรับแฟนหนังชาวไทย การดู The Creator อาจเพิ่มเลเวลความสนุกขึ้นกว่าประเทศอื่น ด้วยการดู Easter Egg ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโลเคชั่น ที่ชวนนึกตามว่า สถานที่ดังกล่าวคือที่ไหน ฉากไหนคือประเทศไทยบ้าง รวมถึงเหล่าตัวละครแวดล้อม ก็ล้วนพูดภาษาไทยเกือบทั้งหมด ทำให้คนไทยอาจจะเข้าใจหลาย ๆ บทสนทนามากกว่าคนดูประเทศอื่นในโลก (บางซีนก็ไม่แปลด้วยซ้ำ มีแต่คนไทยที่เก็ตว่าชาวบ้านคุยอะไรกัน) ตรงนี้ก็เป็นส่วนเพิ่มอรรถรสเข้ามา โดยรวม The Creator ถือเป็นหนังไซไฟแอ็กชัน ที่มีความออริจินัลและเอกลักษณ์สูงมาก ทั้งดูสนุก น่าจดจำ และมีอะไรให้คิดเพียบ แฟนหนังไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาดชมตัวอย่าง The Creator ก่อนจะเข้าฉาย 28 กันยายนในโรงภาพยนตร์

Concrete Utopia ยิ่งกว่าหนังภัยพิบัติ จำลองประเทศเกิดใหม่ในอะพาร์ตเมนต์ตึกเดียว

29 ส.ค. 2023

Concrete Utopia ยิ่งกว่าหนังภัยพิบัติ จำลองประเทศเกิดใหม่ในอะพาร์ตเมนต์ตึกเดียว

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ทั้งเมืองเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่มีอะพาร์ตเมนต์หลังหนึ่งที่สามารถตั้งตระหง่านอยู่ได้ นี่คือพล็อตหลักของ Concrete Utopia หนังเกาหลีฟอร์มยักษ์ที่ต้นฉบับคือเว็บตูน สู่หนังใหญ่ที่ขนดารามาไว้แบบแน่นจอทั้ง อีบยองฮอน, พัคซอจุน และพัคโบยอง ซึ่งตัวหนังเองก็ทำรายได้อย่างสวยงามในเกาหลี หลังจากเข้าฉายใน 7 วันแรกก็มียอดผู้ชมมากถึง 2 ล้านคน จนกลายเป็นหนังเกาหลีที่มีผู้ชมซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรงเป็นอันดับ 3 ของปีนี้ เป็นรองเพียง The Roundup : No Way Out และ Smugglers เท่านั้น รวมไปถึงได้รับเลือกให้เข้าฉายในคืน Gala Night ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต และมีการขายสิทธิ์ในการฉายไปแล้วมากถึง 152 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่ สหมงคลฟิล์ม คว้าสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายมาได้Concrete Utopia เล่าถึงวินาทีแรกหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่กลางกรุงโซล ทำให้เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ เหลือเพียงซากปรักหักพัง ยกเว้นอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งที่อยู่รอดได้ ทำให้สถานที่แห่งนี้ กลายเป็นที่พำนักของทั้งผู้อยู่อาศัยเดิม และผู้รอดตายในบริเวณนั้น แต่เมื่อสิ่งประทังชีวิตเริ่มลดลง อาหารใกล้จะหมด พลังงานต่างๆไม่เหลือใช้ กลุ่มเจ้าบ้านจึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อเลือกผู้นำ โดยมี ยองทัก (รับบทโดย อีบยองฮอน) ชายหนุ่มที่เสียสละเพื่อส่วนรวมได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า มีมินซอง (รับบทโดย พักซอจุน) ข้าราชการหนุ่มเป็นหัวหน้าทีมรักษาความสงบ โดยมี มยองฮวา (รับบทโดย พักโบยอง)ภรรยาของเขาที่เป็นนางพยาบาลคอยดูแลอยู่ห่างๆ โดยเริ่มมีการตั้งกฏใหม่ขึ้นมา เมื่อเหล่าผู้อยู่อาศัยโหวตให้คนนอกตึกต้องออกไป ทำให้เกิดการปะทะครั้งแรก และกลุ่มคนนอกต้องไปเผชิญความหนาวเหน็บท่ามกลางซากเมือง การอยู่รอดคนผู้อยู่อาศัยเริ่มค่อยๆยากลำบากมากขึ้น เมื่อชาวตึกต้องทั้งรักษาฐานที่มั่นนี้ไว้ให้ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องออกไปสำรวจโลกภายนอก เพื่อหาอาหารมาประทังชีวิตแม้จะเริ่มต้นด้วยการเป็นหนังภัยพิบัติ จากฉากแผ่นดินไหวขนาดยักษ์ที่ไม่มีใครหนีพ้น นำไปสู่หนังเอาตัวรอด เรื่องราวของมนุษย์ที่ต้องอาศัยอยู่ให้ได้ท่ามกลางซากปรักหักพัง แต่แก่นแท้ของ Concrete Utopia คือหนังการเมืองแบบเต็มสูบ ทุกอณูของหนังเรื่องนี้ล้วนเล่าถึงการเมืองการปกครองและการแสวงหาอำนาจ อีกทั้งยังเล่าถึงสันดานดิบของมนุษย์เมืื่อถึงจุดที่ต้องเอาชีวิตรอด หลายคนก็ได้เผยด้านที่ทั้งน่ากลัวและอันตรายของตนออกมา หนังเรื่องนี้เหมืิอนเล่าถึงประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ โดยจำลองอะพาร์ตเมนต์หลังนี้เป็นอาณาเขตและผู้อยู่อาศัยคือประชาชน หนังค่อยๆฉายถึงภาพการก่อตั้งประเทศ การวางระบบการปกครอง การขึ้นสู่อำนาจของผู้นำ โดยแต่ละตัวละครก็เป็นตัวแทนของประชาชนที่มีมุมที่แตกต่างกัน บ้างก็เป็นประชาชนที่ยึดความเชื่อแบบเดิม บ้างก็ถูกปั่นหัวจนเชื่อตามผู้นำ บ้างก็เป็นคนชนชั้นสูงที่ตีสนิทกับผู้มีอำนาจทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ บ้างก็เป็นคนชายขอบที่ถูกมองข้าม มีกระทั่งคนต่างสัญชาติที่ถูกขับไล่ออกจากประเทศแห่งนี้ หนังทั้งเรื่องแทบจะจำลองภาพเหล่านี้อย่างชัดเจน ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไปยังจุดสูงสุดความน่าสนใจคือ เชื่อว่าผู้ชมจะได้เคยดูหนังแนวดิสโทเปียมามากมาย โดยเฉพาะฮอลลีวูด แต่ส่วนใหญ่เลือกจะเล่าถึงจุดล่มสลายของผู้ครองอำนาจ อย่างใน The Hunger Games หรือ Divergent เราจะเห็นภาพของสังคมที่มีระบบระเบียบในแบบของมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับ Concrete Utopia เลือกที่จะเล่าเรื่องราวตั้งแต่ DAY 1 ในวันแรกของการล่มสลายของสังคมแบบเดิม มันกลายมาเป็นสังคมแบบใหม่ได้อย่างไร ผู้นำขึ้นมาเป็นผู้ที่มีอำนาจได้อย่างไร ทำไมประชาชนจำนวนไม่น้อยถึงยอมให้คนๆนี้ ขึ้นมามีอำนาจจนเกิดระบบการปกครองแบบใหม่ขึ้นมาได้ หนังทั่วไปไม่ค่อยเล่าสเต็ปนี้เท่าไหร่นัก ทำให้หนังค่อนข้างมีความแตกต่างจากหนังดิสโทเปีย แม้ว่าพอดำเนินเรื่องไปซักพัก ผู้ชมอาจเดาเรื่องได้ไม่ยาก แต่นี่คือหนังที่เล่าโลกการปกครองของดิสโทเปีย ได้ในทุกสเต็ปทุกขั้นตอนแบบค่อนข้างครบถ้วน ทำให้เห็นภาพรวมได้ดีตั้งแต่ต้นจนจบโดยรวมแม้ว่า Concrete Utopia จะมีความเป็นหนังภัยพิบัติหรือหนังเอาตัวรอดอยู่พอสมควร แต่ถ้าดูผ่านมุมมองแบบการเมือง ก็น่าจะยิ่งได้อรรถรสมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสองตัวละครของ อีบยองฮอน และพักซอจุน ที่จะได้เห็นถึงพัฒนาการของสองตัวละครนี้แบบชัดเจนมากที่สุด ฉายภาพคนบางกลุ่มในสังคมได้อย่างชัดเจน หลายฉากจะเห็นถึงสันดานดิบของมนุษย์แบบไม่ประนีประนอม นี่น่าจะเป็นหนังอีกเรื่องที่หลังจากดูเสร็จแล้ว สามารถตั้งคำถามกับการกระทำของตัวละครได้ในหลายสถานการณ์ ถ้าหยิบนำมาถกเถียงต่อ น่าจะได้มุมมองที่หลากหลาย กับเหตุการณ์เดียวกัน เชื่อว่าผู้ชมแต่ละคน น่าจะคิดไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ทำให้นี่คือหนังที่สะท้อนสังคมได้อย่างสนใจชมตัวอย่าง Concrete Utopia เข้าฉาย 31 สิงหาคมในโรงภาพยนตร์

[REVIEW] ‘Meg 2 : The Trench’ ภาคต่อที่บันเทิงแบบปล่อยจอย อัดแน่นด้วยฉลามยักษ์ | GOSSIP GUN

03 ส.ค. 2023

[REVIEW] ‘Meg 2 : The Trench’ ภาคต่อที่บันเทิงแบบปล่อยจอย อัดแน่นด้วยฉลามยักษ์ | GOSSIP GUN

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน The Meg กลายเป็นหนังฉลามที่กวาดรายได้ไปแบบเหนือความคาดหมาย ด้วยรายได้ระดับ 500 ล้านเหรียญฯจากทั่วโลก อยู่ๆก็กลายเป็นหนังฉลามที่ทำเงินทั่วโลกสูงสุดตลอดกาลแซง Jaws ไปเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าถ้าจะเทียบกันจริงๆ โดยเอาค่าตั๋วมาดู ก็ยังคงแพ้ Jaws แต่ถ้านับแค่รายได้ ก็เลยชนะไปซะงั้น ทำให้โปรเจกต์ภาคต่อถูกอนุมัติในเวลาไม่นาน และที่น่าสนใจคือ กลายเป็นประเทศจีนที่เป็นประเทศที่ The Meg ภาคแรกทำเงินมากที่สุด ราวๆ 150 ล้านเหรียญฯ แซงอเมริกาที่ทำเงินไปแถวๆ 143 ล้าน จึงไม่แปลกใจเลยที่ภาคต่อนี้ ทางวอร์เนอร์เลยได้ไประดมทุน จับมือกับสตูดิโอในเมืองจีน แถมดึงพระเอกระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง อู๋จิง ที่ปรากฏตัวในหนังทำเงินถล่มทลายอย่าง Wolf Warrior 2, The Wandering Earth และ The Battle of Lake Changjin (ซึ่งล้วนอยู่ใน Top 10 หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของจีน) มาร่วมแสดงประกบ เจสัน สเตแธม พระเอกจากภาคแรกที่กลับมารับบทนำในภาคต่ออีกครั้งMeg 2 : The Trench เล่าเรื่องราวหลายปีจากภาคแรก กับการผจญภัยครั้งใหม่ของ โจนัส (รับบทโดย เจสัน สเตแธม) ที่นำทีมนักวิจัยลงไปสำรวจร่องสมุทรที่ลึกลงไปในมหาสมุทร สถานที่ซึ่งพวกเขาเจอกับเมกาโลดอน หรือฉลามยักษ์ดึกดำบรรพ์ในภาคแรก ไม่นานอันตรายก็เริ่มเข้าใกล้ เมื่อเมกาโลดอนที่พวกเขาขังเอาไว้เพื่อวิจัยกลับหลุดออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แถมยังมีเมกาโลดอนตัวอื่นโผล่ออกมา รวมถึงพวกเขากำลังจะได้พบกับ โครโนซอรัส สัตว์ลึกลับดึกดำบรรพ์ชนิดใหม่ที่ปรากฏอยู่ใต้ทะเล กลายเป็นจากภารกิจสำรวจใต้ทะเลลึก พวกเขาต้องเอาตัวรอดจากสิ่งมีชีวิตสุดอันตราย ที่ไม่ใช่แค่ทวีจำนวนมากขึ้น แต่เพิ่มความหลากหลายและอันตรายมากขึ้นด้วย หนังภาคนี้ได้ อู๋จิง มารับบทนำประกบกับ เจสัน ในบทจิวหมิง น้องชายของนางเอกจากภาคแรกโดยรวมภาคนี้ มันไปไกลกว่าแค่หนังฉลามแล้ว ดูจะเป็นหนังมอนสเตอร์ที่เน้นสัตว์ประหลาดจากใต้ทะเลลึกเสียมากกว่า จากภาคแรกที่เป็นหนังฉลามแบบติดเว่อร์นิดๆ เพราะเน้นไซส์ที่มโหฬารและที่มาจากดึกดำบรรพ์ แต่ภาคนี้เหมือนกำลังจะตั้งท่าขยายจักรวาลให้ใหญ่โตขึ้น นอกจากเมกาโลดอน ผู้ชมเลยจะได้เจอกับสัตว์ประหลาดจากใต้ทะเลอีกหลายตัว เหมือนกับผู้สร้างเตรียมจะขยายจักรวาลเป็น Sea-Monsterverse อะไรทำนองนั้น ซึ่งมันก็ช่วยทวีความน่าสนใจให้กับหนังมากขึ้นในอีก ในฐานะภาคต่อที่ทั้งขยายเส้นเรื่องและเพิ่มปริมาณเหล่ามอนสเตอร์ให้มากยิ่งขึ้น ใครที่ชอบหนังสัตว์ประหลาดน่าจะสนุกและคุ้มค่ากับการมาดูอยู่ไม่น้อยในขณะเดียวกันสิ่งที่แอบเปลี่ยนไปเล็กน้อยคือ Mood Tone ของหนัง ซึ่งแน่นอนว่ามันยังเป็นหนังแอ็กชันตื่นเต้น แต่ภาคนี้แอบปรับอารมณ์ให้ไม่โหดหรือซีเรียสเท่าเดิม เน้นให้หนังดูเป็นมิตรกับผู้ชมกลุ่มครอบครัวมากขึ้น ยกระดับความแฟนตาซีเพิ่มเข้าไปอีก แทนที่หนังจะขยับเข้าหาหนังสไตล์ Jaws แต่กลับขยับมาใกล้หนังแบบ Jurassic World เสียมากกว่า ซึ่งตรงนี้เองน่าจะเปิดโอกาสให้หนังทำเงินได้มากขึ้น รวมไปถึงเหมาะกับการเจาะตลาดจีนที่ภาคแรกกวาดเงินถล่มทลายไปแล้ว แต่แม้จะไม่ได้โหดเลือดสาดเท่าไหร่นัก แต่ฉากแอ็กชันต่างๆก็ยังทำออกมาได้ตื่นเต้น เร้าใจ และเว่อร์ขึ้นไปอีกสเต็ป เหมือนผู้สร้างจับทางได้แล้วว่าผู้ชมชอบสไตล์ไหน ก็จัดให้แบบนั้นอย่างไม่ยั้งสรุป Meg 2 : The Trench ถือเป็นหนังภาคต่อที่เข้าที่เข้าทางกว่าภาคแรก ยังคงความสนุกแบบดูเพลินได้ตลอดทั้งเรื่อง และทวีคูณหลายๆอย่างเข้าไป ทั้งในแง่ของสัตว์ประหลาด รวมถึงตัวละครฮีโร่ จากเดิมที่ภาคแรกเน้นความเท่ของ เจสัน สเตแธม ภาคนี้พอใส่ อู๋จิง เข้ามา เหมือนเจสันได้คู่หูมาร่วมแท็กทีม ยิ่งทำให้ฝั่งมนุษย์ดูน่าสนใจมากขึ้นไปอีก และไม่แน่อีกหน่อย อาจจะมีการต่อยอดสร้างเป็นภาคแยกฉบับจีนเลยก็เป็นอันได้ เพราะปกติหนังของ อู๋จิง ก็ทำเงินแบบถล่มทลายที่นั่นอยู่แล้ว อีกหน่อยเราคงได้เห็นหนังตระกูล Meg ที่มากขึี้นและหลากหลายขึ้นเป็นแน่แท้ชมตัวอย่าง Meg 2 : The Trench วันนี้ในโรงภาพยนตร์ภาพ : Warner Bros. Thailand

[REVIEW] ‘Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One’ รักษามาตรฐานหนังแอ็กชันชั้นเยี่ยม ลุ้นจนหายใจไม่ทั่วท้อง | GOSSIP GUN

12 ก.ค. 2023

[REVIEW] ‘Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One’ รักษามาตรฐานหนังแอ็กชันชั้นเยี่ยม ลุ้นจนหายใจไม่ทั่วท้อง | GOSSIP GUN

คงจะไม่เกินจริงนักที่จะกล่าวว่า Mission: Impossible คือหนึ่งในแฟรนไชส์หนังแอ็กชันบล็อกบัสเตอร์ที่ยอดเยี่ยมสุดในระยะหลัง หลังจากที่ภาค 4-6 ล้วนกวาดคะแนนบวกระดับ 90% อัปจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ล่าสุดหนังภาคที่ 7 อย่าง 'Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One' สามารถกวาดคำชมไปอย่างล้นหลาม คว้าคะแนนบวกได้ถึง 99% นอกจากจะสูงสุดในบรรดาทุกภาคของหนังชุด ผ่าปฏิบัติการสะท้านโลกแล้ว ยังถือว่าสูงสุดตลอดชีวิตการแสดงของ ทอม ครูซ อีกด้วย (สูงยิ่งกว่า Top Gun : Maverick ในปีก่อนที่ได้ 96%) ทำให้ทุกสายตาล้วนจับจ้องผลตอบรับของหนังภาคนี้ ซึ่งหลังจากดูจบแล้ว ก็สามารถการันตีได้ว่า ทุกกระแสบวกนั้นไม่เกินจริง หนังภาคใหม่นี้ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มหนังบล็อกบัสเตอร์มาตรฐานสูง ในระดับที่ภาคก่อนๆได้เซ็ตเอาไว้ด้วยความซับซ้อนของพล็อตทำให้หนัง Mission: Impossible ภาคใหม่ถูกวางโครงสร้างให้้เล่าต่อเนื่องกันสองภาค ประกอบไปด้วย Dead Reckoning Part One ที่เข้าฉายแล้ววันนี้ และ Part Two ที่จะตามออกมาในเดือนมิถุนายนปีหน้า ภารกิจใหม่ครั้งนี้ คือการที่ อีธาน ฮันต์ (รับบทโดย ทอม ครูซ) ต้องออกตามล่าหา กุญแจปริศนาสองดอก ที่เมื่อนำมาประกอบกันแล้ว มันจะสามารถไขสู่อาวุธลับปริศนา ที่เป็นอันตรายแก่โลกระดับสูงสุดได้ แต่ภารกิจนี้ไม่ง่าย อิลซ่า (รับบทโดย รีเบคก้า เฟอร์กูสัน) อดีต MI6 ที่เป็นมิตรสหายกับเขา และเธอกำลังถูกตามล่าโดยคนจากหลากหลายองค์กรทั่วโลกที่ต้องการกุญแจนี้เช่นกัน และเขาได้เข้าไปเกี่ยวพันกับ เกรซ (รับบทโดย ฮาร์ลีย์ แอตเวลล์ จาก Captain America) จอมโจรสาวที่ต้องการกุญแจสองดอกนี้ และอันตรายครั้งนี้เริ่มทวีมากขึ้น เมื่อ IMF ค้นพบว่า สิ่งที่เขากำลังจะต้องเผชิญ ไม่ใช่อาวุธธรรมดา แต่เป็นจักรกลอัจฉริยะที่ยากจะต่อกรด้วยณ จุดนี้ ถือว่าเป็นเรื่องยากมากๆที่ ทอม ครูซ จะสร้างหนังแล้วเอาชนะผลงานชิ้นก่อนๆของเขาได้ อย่าง Top Gun : Maverick ที่สนุกกลมกล่อม และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของหนังแอ็กชันบล็อกบัสเตอร์ หรืออย่าง Mission: Impossible ภาค 4-6 ที่สร้างฉากแอ็กชันได้ระทึกขั้นสุด จนกลายเป็นงานหินที่จะหาอะไรมาเหนือกว่าได้ สำหรับ 'Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One' อาจจะไม่ใช่หนังภาคที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า แต่ก็ยังคงรักษามาตรฐานที่สูงมากของแฟรนไชส์นี้ไว้ได้ ไฮไลต์หลักคงหนีไม่พ้นฉากแอ็กชัน ที่ยังคงระทึกในระดับที่ลุ้นจนแทบลืมหายใจ โดยเฉพาะฉากขับรถไล่ล่าตอนกลางเรื่อง และฉากบนรถไฟช่วงท้าย ซึ่งด้วยความบังเอิญ ดันไปคล้ายกับหนังแอ็กชันซัมเมอร์นี้ อย่าง Fast X ที่มีฉากขับรถไล่ล่าในกรุงโรมเหมือนกัน และ Indiana Jones ภาคล่าสุดที่ก็มีฉากไล่ล่ากันบนรถไฟในยุโรป แม้จะมีภาพรวมที่คล้ายกันบ้าง แต่ M:I-7 ก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่า สามารถทำได้เหนือกว่าทั้งในแง่ความมันส์และความระทึกสำหรับฉากแอ็กชัน ในภาคนี้ถือว่ายังคงทำได้อย่างดีเยี่ยม แต่ที่เหนือกว่าภาคก่อนๆ คือการสร้างบรรยากาศสุดกดดันและไม่น่าไว้วางใจในหนัง ด้วยการเลือกให้ภัยที่คุกคามโลกภาคนี้คือ "จักรกลอัจฉริยะ" เพราะมันเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก ยิ่งหนังมาฉายในช่วงเวลานี้ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศความคุกรุ่นได้ดีมาก ในช่วงเวลาที่โลกพึ่งพาความเป็นดิจิตอลและเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา แต่มันกลับเป็นภัยที่พุ่งกลับมาที่มนุษย์ โดยเฉพาะทีมของ อีธานที่ใช้อุปกรณ์สุดไฮเทคหลายอย่างในการเอาชนะตัวร้าย แต่ในภาคนี้ตัวร้ายที่แท้จริงกลับเป็นจักรกลอัจฉริยะ แล้วเขาจะเอาชนะได้อย่างไร ความกดดันที่หนังสร้างไว้ด้วยข้อแม้นี้ เลยยิ่งทำให้หนังตื่นเต้นและบีบคั้นอารมณ์มากยิ่งขึ้นแน่นอนว่า ทอม ครูซ ในบทอีธาน ฮันต์ ยังคงเป็นแกนหลักที่แข็งแรงมากๆสำหรับหนังแฟรนไชส์นี้ แต่สำหรับภาค Dead Reckoning Part One ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ กลับเป็นทีมนักแสดงหญิง ที่กินกันไม่ลง แต่ละคนล้วนมีซีนเด่น และมีเสน่ห์แบบไม่แพ้กัน เริ่มจาก รีเบคก้า เฟอร์กูสัน ที่อยู่กับ Mission: Impossible มาหลายภาค ภาคนี้ยังคงโชว์ให้เห็นถึงทั้งมุมเท่ห์ๆของเธอ และมุมที่เป็นมนุษย์สุดๆ ในขณะที่ วาเนสซ่า เคอร์บี้ (จากซีรีส์ The Crown) ในบทของนักธุรกิจในตลาดมืด ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวบนจอสามารถสะกดสายตาจากคนดูได้ตลอด มีความเป็นนางพญาแผ่กระจายเสมอ ส่วนสมาชิกใหม่ของภาคนี้ ไม่มีใครถูกกลบได้เลย เริ่มจาก ฮาร์ลี่ย์ แอตเวลล์ ที่มีเสน่ห์มากๆ และชวนให้เอาใจช่วยแบบสุดๆ รวมถึงเคมีของเธอกับครูซ เข้ากันได้อย่างดี แต่ที่เซอร์ไพรสสุดต้องยกให้ ปอม เคลเมนเทียฟ จาก Guardians of the Galaxy ที่พลิกมารับบทร้ายมาดดุ ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวนั้น เต็มไปด้วยความเท่ และชวนจ้องมอง ทำให้ Mission: Impossible ภาคนี้มีทีมนักแสดงหญิงที่แข็งแรงมากที่สุดภาคนึงเลยโดยรวม 'Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One' ถือเป็นอีกหนึ่งหนังแอ็กชันบล็อกบัสเตอร์ที่คุณภาพมาตรฐานสูงมาก ทั้งฉากแอ็กชันที่ถูกออกแบบมาอย่างดี ตรึงอารมณ์ ทั้งลุ้นทั้งหวาดเสียวทุกฉาก ในขณะที่แง่ของการเล่าเรื่องก็ยกระดับพล็อตให้เข้มข้นมากขึ้น เต็มไปด้วยความหวาดผวาตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะในช่วงแรก แม้อาจจะเล่าช้ากว่าภาคก่อนๆ แต่มันก็ถือเป็นการปูเรื่องที่ทำให้คนดูอินได้มากขึ้น ใครที่มีโอกาสดูในระบบ IMAX ไม่ควรพลาด เพราะสามารถเพิ่มศักยภาพความมันส์ให้กับหนังได้สุดๆ โดยเฉพาะฉากเสี่ยงตายซิ่งมอเตอร์ไซด์ลงผา พอดูบนจอยักษ์ ทำให้ลุ้นจนแทบลืมหายใจได้จริงๆชมตัวอย่าง Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One วันนี้ในโรงภาพยนตร์ภาพ : UIP Thailand

album

0
0.8
1