EFM FANDOM RECAP

EFM FANDOM RECAP

สำหรับทั้งคู่ไม่ต้องพูดเยอะ เพราะรู้มือกันสุด ๆ ! การันตีความรู้มือ รู้ใจของ ริวจิน – แพทจิ ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก จนได้มาเป็นพาร์ทเนอร์ พร้อมเสิร์ฟความน่ารักแบบ NATIVE แท้ 100%

21 ก.ย. 2026

สำหรับทั้งคู่ไม่ต้องพูดเยอะ เพราะรู้มือกันสุด ๆ ! การันตีความรู้มือ รู้ใจของ ริวจิน – แพทจิ ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก จนได้มาเป็นพาร์ทเนอร์ พร้อมเสิร์ฟความน่ารักแบบ NATIVE แท้ 100%

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 17 กันยายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ริวจิน - แพทจิ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... ทอรัก ถักรอนามปากกา : babydew แพรไหม หนุ่มอีสานช่างทอผ้าแห่งหมู่บ้านดอนซับไหม เติบโตมากับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาผ้าไหมของครอบครัว บ้านของเขาเปิดทั้งร้านขายผ้าไหมที่ทอด้วยมือและโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสทุ่งนา ธรรมชาติ อาหารพื้นบ้าน และวัฒนธรรมอีสานอย่างใกล้ชิด วันหนึ่ง ไม้โท หนุ่มเมืองกรุงที่เดินทางมาทำธุรกิจ รถกลับเสียระหว่างทางจนต้องเข้าพักที่โฮมสเตย์ของแพรไหม จากคนสองคนที่มาจากต่างโลก ไม้โทค่อย ๆ เรียนรู้วิถีชีวิตของดอนซับไหม ทั้งการเลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสี ทอผ้า รวมถึงประเพณีและความอบอุ่นของชุมชน ขณะที่ความใกล้ชิดของทั้งคู่ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรักที่คาดไม่ถึง หลังจากนั้นไม้โทจึงได้ชวนเพื่อน ๆ มาเพื่อพักผ่อนเเละสัมผัสบรรยากาศเหมือนที่ตัวเองได้รับ แต่เเล้วเมื่อไม้โทต้องกลับกรุงเทพฯ เพื่อสานต่องานธุรกิจ ทั้งสองจึงต้องแยกจากกัน แพรไหมยังคงทำงานทอผ้าต่อไป พร้อมถักทอความคิดถึงลงบนผืนผ้า และเฝ้ารอวันที่ไม้โทจะกลับมายังดอนซับไหมอีกครั้ง “ความฮักกะคือผืนผ้า กว่าจะถักทอเป็นผืนหนึ่ง ต้องใช้ทั้งเวลาและการรอคอย”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Stitch love into every moment.Pen Name : babydew Praemai, a young weaver from Don Sap Mai village in northeastern Thailand, was raised among his family’s generations-old silk-weaving knowledge and traditions. His family operates a handwoven silk shop and a homestay, giving visitors the chance to experience the rice fields, natural surroundings, local cuisine, and northeastern Thai culture firsthand. One day, Maitho, a Bangkok city boy traveling for business, has car trouble and finds himself staying at Praemai’s homestay. Though they come from entirely different worlds, Maitho gradually discovers the Don Sap Mai way of life—from raising silkworms and reeling silk to dyeing and weaving, along with the community’s traditions and heartfelt hospitality. As they grow closer, their unexpected bond blossoms into love. Later, Maitho brings his friends to visit so they can share the same welcoming atmosphere. But when business calls him back to Bangkok, the two are forced to part. Praemai carries on weaving, threading his longing into every piece of fabric as he waits for the day Maitho returns to Don Sap Mai. "Love is like a piece of fabric; it takes time and waiting to weave it into one."FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... love with me free Wi-Fiนามปากกา : mุก (มุก) "ไผ่" HR ขึ้นชื่อว่าเนี้ยบสุดๆ เจ้ากี้เจ้าการ ปากจัด พร้อมเถียงกลับทุกคนที่ขวางหน้า โดยเฉพาะ "โรม" หนุ่มไอทีสุดหล่อขวัญใจแผนกบัญชี เสื้อยืดกางเกงยีนส์มาทำงานที่ดูเหมือนจะปกติในทุกวัน แต่ดันไปขัดหูขัดตาไผ่ ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดคนสองคนที่ทำงานคนละแผนกถึงได้มีเรื่องปะทะคารมกันแทบทุกวัน บางครั้งเริ่มจากเรื่องเล็กน้อยอย่างการตอบอีเมล หรือบางทีก็เริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์ของไผ่ที่เกิดอาการเสียขึ้นมาอย่างกะทันหัน จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ทุกครั้งเมื่อคอมมีปัญหา คนที่เดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของไผ่จะเป็นโรมเสมอ ประโยคแรกที่ดังขึ้นก็มักไม่ใช่คำทักทาย แต่เป็น "ไหน วันนี้คอมเป็นไรอีกครับ คุณ HR" "ถ้ารู้จะเรียกมาปะ" โรมยกยิ้มมุมปาก ถ้าการยั่วโมโหไผ่คือกีฬา โรมคงได้เหรียญทองโอลิมปิกไป 5 สมัยแล้ว "ก็ปกติดีนะครับ คุณแกล้งผมปะ ชอบผมหรอ อยากเจอหน้าผมทุกวันอ่ะดิ" "เป็นบ้าปะ ก็เมื่อกี้มันเปิดไม่ติดอ่ะ ชั้นจะแกล้งคุณเพื่ออะไร เวลาชั้นเป็นเงินเป็นทอง เสียเวลาป่าว ๆ แค่เพราะจะมาแกล้งคุณ" "วันหลังก็ลองเสียบปลั๊กให้แน่น ๆ นะครับ อย่าเตะปลั๊กแบบเมื่อกี้อีกล่ะ" ว่าแต่แผนก IT คนตั้งเยอะแยะ ทำไมมีแค่โรมที่มาดูคอมให้ไผ่ล่ะ ?FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Love with me free Wi-FiPen Name : mุก l "Pai," the HR manager, has a reputation for being exacting, commanding, and razor-tongued. She is always prepared to argue with anyone who crosses her path, especially "Rome," the attractive IT specialist adored by the accounting team. Rome's standard t-shirt-and-jeans look gets under Pai's skin. No one can explain why these two employees from separate departments seem to butt heads nearly every day. Sometimes the conflict begins over something as minor as an email reply. Other times, Pai's computer suddenly crashes. By now, it has become an unspoken routine: whenever her computer acts up, Rome is the one who appears at her desk. He never starts with a hello. Instead, he asks, "So, what's wrong with your computer today, Mr. HR?" "If I knew, do you think I'd call you?" Rome says with a smirk. If irritating Pai were an Olympic event, Rome would already have five gold medals. "It seems to be working perfectly. Are you messing with me? Do you like me? Do you just want to look at my face every day?" "Are you out of your mind? It wouldn't even turn on a moment ago. Why would I mess with you? My time is money. I wouldn't waste it just to annoy you." "Next time, plug it in correctly. And don't kick the cord like that again." But hold on—there are plenty of people in the IT department. Why is Rome always the only one who comes to fix Pai's computer?FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ภาษารักษ์นามปากกา : veevaris เรื่องของ รักษ์ (แพทจิ) เด็กหนุ่มวัย 18 ปี มีความบกพร่องทางการได้ยิน เขาเพิ่งจบชั้นม.6 มาหมาด ๆ รักษ์มีเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่ประถมชื่อ ทิวเขา (ริวจิน) ถึงแม้รักษ์จะ ไม่ค่อยได้เล่นกับทิวเขาแบบเด็กคนอื่น แต่ทิวเขาก็มักจะหาของเล่นมาเล่นกับรักษ์อยู่เสมอ จนตอนนี้เขาทั้งสองอายุ 18 ปี ทิวเขาก็ยังคงมาชวนรักษ์ไปเตะบอลหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นอยู่เสมอ ทิวเขามีความเสมอต้นเสมอปลายมาตลอด สิ่งนี้มันทำให้รักษ์คิดกับทิวเขาเกินคำว่าเพื่อนไปมากแล้ว แต่ก็ไม่สามารถพูดออกไปได้เพราะกลัวผิดหวัง กลัวทิวเขาถูกมองไม่ดี รักษ์ยังคงคิดว่าเป็นเพื่อนกันแบบนี้ต่อไปคงดีกว่า แต่สำหรับทิวเขาแล้วเขารอให้รักษ์รู้ตัวและยอมรับกับความรู้สึกของเขาจริง ๆ เหมือนที่ทิวเขาเป็น ทิวเขายอมรับว่าชอบรักษ์ก่อน อาจเป็นเพราะว่าเอ็นดูเวลารักษ์ทำหน้างอแง หรือวีนเวลาที่ทิวเขาไม่ยอมทำตาม แต่ด้วยหลายปัจจัยจึงอยากให้เราทั้งคู่โตมากกว่านี้ โตพอที่จะดูแลกันและกันได้ดีมาก ๆ อยากใช้ชีวิตตามที่รักษ์ต้องการ นี่แหละภาษารักษ์FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Rak's languagePen Name : veevaris This is Rak’s (Patji’s) story, an 18-year-old boy with a hearing impairment who has recently finished high school. His closest friend is Tiwkhao (Ryujin), whom he has known since elementary school. Rak may not play with Tiwkhao the way other children do, but Tiwkhao has always made an effort to find toys and activities they can enjoy together. Even at 18, he still asks Rak to play soccer or join him in whatever else he has in mind. That unwavering presence has led Rak to develop feelings that reach beyond friendship. Still, he keeps them hidden, afraid of being rejected or receiving a hurtful response. To Rak, staying friends seems safer. Tiwkhao, however, is waiting for Rak to recognize and accept what he feels, because his own feelings are just as strong. He was the first to admit that he liked Rak—perhaps because he finds Rak especially adorable when he pouts or throws a tantrum whenever Tiwkhao refuses to give him what he wants. Even so, because of several circumstances, Tiwkhao wants them both to grow more mature, learn how to take better care of each other, and build their lives around Rak’s wishes. This is Rak’s language.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... Bake My Heart ขนมปังเวทมนตร์ของคุณคนเดียวนามปากกา : ฉลามวาฬ จะเป็นยังไง... ถ้าขนมปังที่คุณกินเข้าไปไม่ได้แค่ทำให้อิ่มท้อง แต่กลับมอบ “พลังวิเศษระยะสั้น” ตามอารมณ์ของคนอบ! แพทจิ เจ้าของร้านเบเกอรี่โฮมเมดไซส์มินิ หนุ่มน้อยน่ารัก ยิ้มสดใส มีความลับสุดป่วนเพราะความรู้สึกรุนแรงในใจขณะอบขนมมักกลืนลงไปในแป้งโดว์เสมอ ทว่าพลังนี้กลับส่งผลกลั่นแกล้งแค่คน ๆ เดียวเท่านั้น! แจ็กพอตจึงตกเป็นของ ริวจิน สถาปนิกสุดเนี๊ยบหน้าดุที่ไม่ชอบของหวาน แต่วันนั้นฉันรีบจนจำใจซื้อครัวซองต์ที่แพทอบ ตอนอารมณ์ “ตื่นสายอยากบินได้” ไปกิน กัดคำแรก ตัวเขาก็ลอยสูงจากพื้น 1 เมตร กลางแยกไฟแดง สถาปนิกคูล ๆ จึงต้องกลายเป็นลูกค้าประจำเพื่อมา “จับผิด” แต่ยิ่งกินยิ่งป่วน... คัพเค้กแอบมอง ทำตัวล่องหน 10 นาที ขนมปังกระเทียมใจฟู ได้ยินเสียงหมาแมวแถวนั้นนินทา ชูครีมระเบิดความเขิน ผมเปลี่ยนเป็นสีชมพูแถมมีหูแมวโผล่ เมื่อคุมพลังไม่ได้ ริวจินจึงต้องออกคำสั่งชวนหัวใจกระตุก “ถ้านายจะอบขนมตอนอารมณ์ไม่นิ่ง นายต้องเอามาให้ฉันกินคนเดียว” มาร่วมลุ้นไปกับเบเกอรี่เต๊าะเนียนๆ ของเชฟแสนน่ารัก คนหน้าดุจะทนความหวานนี้ได้นานแค่ไหน? แล้วทำไมพลังวิเศษถึงเกิดขึ้นแค่กับ ริวจิน คนเดียวเท่านั้นกันแน่FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Bake My HeartPen Name : ฉลามวาฬ What if the bread you ate did more than satisfy your hunger—what if it gave you a "short-term superpower" shaped by the baker’s mood? Patji, the owner of a tiny homemade bakery, is a cheerful young man with an adorable smile and a wildly troublesome secret: whatever powerful emotion he feels while baking is absorbed into the dough. Unfortunately, this strange ability affects only one person—and that unlucky winner is Ryujin, a precise, serious architect who has no interest in sweets. One day, circumstances force him to buy a croissant Patji made while feeling "sleepy and eager to fly." The moment Ryujin takes a bite, he rises a meter above the ground in the middle of a traffic light! Soon, the composed architect becomes a regular customer, determined to keep an eye on Patji’s unpredictable antics. Yet the more he eats, the more outrageous things become... Cupcakes make him peek, he turns invisible for 10 minutes, garlic bread fills him with happiness, he starts hearing dogs and cats gossip, and cream puffs make him blush as his hair turns pink and cat ears spring from his head. Unable to control these powers, Ryujin delivers a heart-stopping order: "If you’re going to bake while you’re in a bad mood, you have to give it only to me!" Step into this playful, smooth-talking bakery adventure! How long can this stern-faced cutie resist the sweetness? And why do these superpowers appear only when Ryujin eats them?FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... กฎข้อเดียวของรูมเมทนามปากกา : เม้วเม้ว วันแรกที่ย้ายมาอยู่ด้วยกัน แพทจิ แปะ “กฎของรูมเมท” ไว้หน้าตู้เย็น ห้ามแย่งของกิน ห้ามใช้ผ้าเช็ดตัวผิดผืน ห้ามเปิดแอร์ต่ำกว่า 24 องศา และห้ามเอาเสื้ออีกคนไปใส่โดยไม่ขอ ริวจิน อ่านข้อสุดท้าย ก่อนหันไปมองเสื้อตัวเองที่อยู่บนตัวแพทจิ “แล้วที่ใส่อยู่นี่?” “กฎเพิ่งเขียน เหตุเกิดก่อนกฎหมายมีผล” หลังจากนั้นกฎก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามความวุ่นวายของทั้งคู่ ห้ามกินไก่ทอดชิ้นสุดท้าย ห้ามแอบถ่ายตอนหลับ ห้ามกลับดึกโดยไม่บอก และห้ามซื้อกาแฟมาแก้วเดียว เพราะสุดท้ายก็ต้องแบ่งกันอยู่ดี จนคืนหนึ่ง ริวจินกลับถึงห้องแล้วพบกฎข้อใหม่ ลายมือเหมือนคนเขียนแล้วลบอยู่หลายรอบ ข้อ 11 ห้ามชอบรูมเมทตัวเอง ริวจินอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบปากกาขีดคำว่า “ห้าม” ทิ้ง แล้วเขียนเพิ่มว่า “ข้อนี้ทำผิดไปตั้งแต่วันแรกแล้ว” เช้าวันต่อมา มีลายมือแพทจิเพิ่มอยู่ข้างใต้ “ผู้ฝ่าฝืนปรับ 100 บาท แต่ถ้าผิดทั้งคู่ หารคนละครึ่ง :)” ริวจินจึงวางเงิน 200 บาทไว้หน้าตู้เย็น “ทำไมสองร้อย?” “จ่ายล่วงหน้า” “ล่วงหน้าอะไร?” ริวจินยิ้ม “กะว่าจะทำผิดทุกวัน”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… The golden rule of living with roommates.Pen Name : เม้วเม้ว On their very first day as roommates, Patji taped a list titled "Roommate Rules" to the refrigerator: Don’t argue over food, don’t grab the wrong towel, don’t set the AC below 24 degrees, and don’t wear each other’s clothes without permission. Ryujin read the final rule, then looked down at his shirt—the one Patji happened to be wearing. "What about the shirt I’m wearing right now?" "The rules were only just written. They took effect before anyone had a chance to enforce them." From then on, new rules appeared one after another, adding even more chaos to their lives. Don’t take the last piece of fried chicken, don’t secretly photograph the other person while they’re asleep, don’t come home late without letting anyone know, and don’t buy only one cup of coffee, because they’d end up sharing it anyway. One night, Ryujin came back to the room and discovered another rule. It was handwritten, with traces of having been erased and rewritten several times: Rule 11: No liking your roommate. Ryujin stared at it briefly, crossed out the word "No," and wrote beneath it, "This rule was broken on the first day." The next morning, Patji had added a note in their handwriting: "Violators are fined 100 baht. But if both of you break the rule, the fine is split in half :)" Ryujin placed 200 baht on the refrigerator. "Why two hundred?" "It’s a prepayment." "Prepayment for what?" Ryujin smiled. "I plan to break the rules every day."เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ริวจิน - แพทจิ”ที่จะแชร์ความน่ารัก และจุดเริ่มต้นเรื่องราวของทั้งสองคน( ที่มาของชื่อเล่น ริวจิน - แพทจิ ) “ริวจิน” เป็นคนไทย 100% แต่เพราะว่าป๊าม๊าไปฮันนีมูนที่ญี่ปุ่น แล้วก็มี “ริวจิน” ขึ้นมาก็เลยได้ชื่อภาษาญี่ปุ่น ส่วน “แพทจิ” จริง ๆ แล้วชื่อเล่นตั้งแต่เกิดคือ “แพททริค” แต่ด้วยความที่ตอนเด็ก ๆ กลัวเพื่อนเข้าใจผิดว่าเป็นฝรั่ง ก็เลยใช้แค่ชื่อ “แพท” และพอโตมาชื่อจริงคือ “จิรชาติ” จึงนำมาผสมกันกลายเป็น “แพทจิ” ที่ใช้ในทุกวันนี้( ทั้งคู่การันตีว่าคลิกกันสุด ๆ ! ) สำหรับ “แพทจิ” ด้วยความที่แวดวงสังคมใกล้กัน มุมมองเลยคล้ายกันไปหมด และทั้งคู่ก็มีความชิลมาก ๆ ที่เหมือนกัน เรียกได้ว่าคลิกกันมาก ๆ ส่วน “ริวจิน” เล่าว่าไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกันมาก ๆ เพราะเหตุผลที่เหมือนน้องก็คือรู้จักกันมาก่อนและสังคมใกล้ ๆ กัน อย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่ “แพทจิ” ไปเดินป่า และ “ริวจิน” ก็ไปเดินป่ามาเหมือนกัน ถึงไม่ได้ไปด้วยกันแต่ก็คุยกันถูกคอ เข้าใจกันไปหมด และสำหรับ “ริวจิน” มองว่าการเดินป่าทำให้ได้อยู่กับตัวเอง และธรรมชาติ เวลาที่ Burnout แล้วได้ไปเดินป่าก็รู้สึกเหมือนได้เติมพลัง( ริวจินและฉายาประจำตัว ‘ฝันร้ายเมะบ้านส้ม’ ) จากฉายา ‘ฝันร้ายเมะบ้านส้ม’ ของ “ริวจิน” เจ้าตัวบอกว่าชิล ๆ เพราะถึงจะมีฉายาฝันร้าย มันก็มีฉายาฝันดีเหมือนกัน แต่ “แพทจิ” ก็รีบแย้งขึ้นมาตลก ๆ ว่า ‘ไม่เห็นจะมีใครเรียกเลย’ แต่ “ริวจิน” ก็ยืนยันว่ามีคนเรียกอยู่บ้าง แต่ยังไงก็มีแค่ “แพทจิ” เท่านั้นที่จะหยุดฝันร้ายเมะบ้านส้มนี้ได้ “แพทจิ” ก็รีบเถียงในทันทีเลยว่าไม่จริง เพราะตอนนี้ก็ยังหยุดไม่ได้เลย “ริวจิน” เลยรีบแก้ตัวว่า ‘พี่ก็อยู่ของพี่เฉย ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ’ คราวนี้ “แพทจิ” เลยอ้อนขอให้มาเทอร์มาช่วยยืนยันแล้วแหละแบบนี้[ เซ็ตคำถามพิเศษ​ : ผมขอเป็น MR.Fanboy ของคุณ]( ให้ริวจินจำลองสถานการณ์ ถ้าได้แฟนไซน์กับแพทจิ 1 นาที... ) “ริวจิน” บอกว่าก่อนอื่นเลยก็จะเข้าไปนั่งให้เสร็จสรรพ แล้วพี่ ๆ ทีมงานค่อยเริ่มจับเวลา พอกดอัดคลิป Video แล้วก็จะรีบบอกชื่อกับ “แพทจิ” ก่อนเลย อาจจะมีเขิน ๆ บ้างแต่ก็จะถามว่าวันนี้เหนื่อยมั้ย ชวนพี่คุยได้นะ หรือมีอะไรอยากถามพี่มั้ย ถ้าอยากเจอกันอีกเดี๋ยวรอบถัดไปมาหาอีกนะ จะไปหาทุก ๆ งานเลย สำหรับ “ริวจิน” ก็คงเป็นประมาณนี้( ถ้าแพทจิขอริวจินถ่ายรูป... ) แน่นอนว่าก็ต้องมี ‘ท่ามามี๊’ และคอมโบกับ ‘ท่าร้อนใน’ เอาให้น่ารักแต่ติดเท่ และอีกรูปก็เป็นท่าน่ารัก ๆ ซน ๆ แบบ ‘ท่าคุโรมิ’ สามารถเข้าไปชมความน่ารักได้ที่ YouTube : ATIME น้าาา( ถ้าริวจินเป็นแฟนบอยของแพทจิ... ) “ริวจิน” ชอบ “แพทจิ” ตรงมุมที่ว่า “แพทจิ” เป็นคนที่ตั้งใจมาก ๆ ถ้าตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างก็จะตั้งใจมาก ๆ และเป็นคนที่มี Passion เยอะ( ถ้าแพทจิมีริวจินเป็นไอดอล... ) “แพทจิ” จะยกให้ “ริวจิน” เป็นไอดอลในด้านการใช้ชีวิต เพราะ “ริวจิน” เป็นคนที่ใช้ชีวิตคุ้มค่ามาก ๆ ทุกวินาทีเลย เพราะในหนึ่งวันมีกิจกรรมเยอะมาก ไปที่นั่นที่นี่ หลายที่สุด ๆ แถมยังใช้ชีวิตยันดึกจนจบวันเลย สุดท้าย “แพทจิ” แซวทิ้งท้ายว่า “ริวจิน” เขาเหมือนร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง แต่ “ริวจิน” ก็บอกว่ามีเหตุผลที่เป็นแบบนี้ เพราะรู้สึกว่าบางอย่างถ้าไม่ทำตอนนี้ ในอนาคตก็อาจจะไม่ได้ทำหรือไปไม่ได้แล้ว เพราะในบางกิจกรรมทำตอนนี้ก็สนุกที่สุด( แฮชแท็กที่เปรียบเสมือนไดอารี่เก็บเรื่องราวของริวจิน - แพทจิ ) ถ้าต้องมีแฮชแท็กที่เปรียบเสมือนไดอารี่ที่เก็บเรื่องราวของ “ริวจิน - แพทจิ” จะตั้งชื่อว่าอะไรกันบ้าง เริ่มที่ “ริวจิน” จะตั้งว่า #รู้มือwithริวจินแพทจิ เพราะส่วนตัว “ริวจิน” ชอบใช้คำว่ารู้มือมาก เพราะกับ “ริวจิน - แพทจิ” ไม่ต้องพูดอะไรกันเยอะก็รู้มือกันอยู่แล้ว ส่วน “แพทจิ” จะตั้งว่า #อัสสัมเซนต์คาเบรียล เพราะ “ริวจิน” เรียนอัสสัมชัญ และ “แพทจิ” เรียนเซนต์คาเบรียล และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ประมาณชั้นม.2 - ม.3 แล้วก็ทำให้รู้จักกันยาว ๆ จนถึงปัจจุบันเลย( เสียงตอบรับจากแฟน ๆ หลังจากซีรีส์ออนแอร์ดีจนคาดไม่ถึง ! ) หลังจากที่ซีรีส์ออนแอร์มาได้ 3 EP. แล้ว และได้เห็น Feedback จากคนดูทุกคน “ริวจิน” รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ทุกคนชอบและซัพพอร์ตทีมนักแสดงเรื่อง MR.Fanboy ช่วยปั่นเทรนด์กันโหดมาก แต่ตอบรับกันดีทุก EP. เลย ส่วน “แพทจิ” ก็ดีใจเหมือนกัน เพราะถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ออกมาบ่อย เพราะไม่มีตัวละครนี้ในนิยาย แต่พอครั้งไหนที่ออกมาก็มีคนเอาไปลงและชมตลอด เลยรู้สึกดีใจที่เราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์เรื่องนี้( เร็นจิ และ ธาม เป็นคนแบบไหน ? ) “แพทจิ” บอกว่าตัวละคร “ธาม” เป็นตัวละครที่อยากจะเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง มีความตั้งใจมาก ๆ ทำให้พอได้มีโอกาสอยู่ในที่ที่ชอบแล้วก็จะคอยสังเกตคนต่าง ๆ ทำให้จะส่งผลต่ออนาคตด้วย เพราะ “ธาม” เป็นคนที่ไม่ชอบความไม่ยุติธรรม และความไม่เท่าเทียม เพราะในซีรีส์ก็จะมีเรื่องเด็กเส้นที่เข้ามาและได้เล่นซีรีส์ ทั้ง ๆ ที่ตัวละครของเราเล่นได้ดีกว่า กลับเป็นได้แค่ตัวประกอบเท่านั้น ส่วนตัวละครของ “ริวจิน” ชื่อว่า “เร็นจิ” เป็นตัวละครที่ท้าทายมาก ๆ เพราะเหมือนต้องเล่นกับระบบ แต่ก็เป็นตัวละครที่มีความเป็นตัวเราเองผสมอยู่ด้วยเหมือนกันและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “ริวจิน - แพทจิ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ริวจิน แพทจิ NATIVE 100%” ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนให้แฟน ๆ เอ็นดูทั้งคู่ไม่หยุดดด ~สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย !(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ริวจิน - แพทจิ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ริวจิน - แพทจิ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ Mr. Fanboy รักสุดใจนายแฟนบอย ทุกวันเสาร์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง One31 รับชมเวอร์ชัน Uncut ได้ทางแอปพลิเคชัน iQIYI และฝากเพลง ost ซีรีส์ทั้ง 2 เพลง "NO PAIN NO GAIN" จาก PERSES และ FANBOY - ASH (AuAu, SVRN, HEART OF BUS) สามารถเข้าไปดู MV ได้ทาง YouTube : DMD MUSIC น้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

อยากให้เธอรัก ก็อยากให้เธอหลง ก็อยากให้เธอลองสน เผื่อว่าเธอจะชอบ FAVIQ บ้างง ~ 8 หนุ่ม มาบุกสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE พร้อมพาเสียงหัวเราะมาเติมเต็ม จนความทะเล้น ขี้เล่นล้นสตูไปหมด !

16 ก.ย. 2026

อยากให้เธอรัก ก็อยากให้เธอหลง ก็อยากให้เธอลองสน เผื่อว่าเธอจะชอบ FAVIQ บ้างง ~ 8 หนุ่ม มาบุกสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE พร้อมพาเสียงหัวเราะมาเติมเต็ม จนความทะเล้น ขี้เล่นล้นสตูไปหมด !

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 10 กันยายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “FAVIQ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และโชว์ความน่ารักให้กับแฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... งานเต้นรำในคืนจันทร์สีเงินนามปากกา : แม่พ่อ พ่อแม่ ค่ำคืนแห่งจันทราสีน้ำเงิน เจ้าชายทั้งแปดแห่งอาณาจักร FAVIQ เนเมส บลิ้งค์ ภีมช์ โจอี้ เจฟฟรี่ ฐาน เชว่า และเซน ได้รับเชิญสู่งานเต้นรำ ณ วังหลวง ว่ากันว่าผู้ที่ได้เต้นเพลงสุดท้ายกับคนที่หัวใจเลือก จะได้พบรักแท้ของตน เนเมสมาในชุดกำมะหยี่เข้ม บลิ้งค์สวมเสื้อคลุมปักดาว ภีมช์ดูสง่างามจนทั้งห้องหันมอง โจอี้กับเจฟฟรี่แข่งกันโปรยเสน่ห์ตั้งแต่ยังไม่เข้าประตู ส่วนฐานกับเชว่าหลุดไปโต๊ะขนม ขณะที่เซนยืนเหงาอยู่ริมฟลอร์ มองคนอื่นเต้นรำอย่างมีความสุข เมื่อเพลงสุดท้ายเริ่มบรรเลง ทุกคนต่างรอว่าเจ้าชายองค์ไหนจะเลือกใคร แต่เนเมสกลับยื่นมือให้บลิ้งค์ บลิ้งค์ดึงภีมช์เข้ามา ภีมช์คว้าโจอี้ โจอี้ลากเจฟฟรี่ เจฟฟรี่เรียกฐาน ฐานจับเชว่า และเชว่ายื่นมือให้เซน ครบทั้งแปดคนพวกเขาหัวเราะแล้วเต้นกันกลางฟลอร์แบบไม่สนพิธีการ จนแม้แต่ราชาและราชินียังยิ้มตาม เพราะในคืนนั้น เจ้าชายทั้งแปดค้นพบว่า “คนที่หัวใจเลือก” ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่รักเสมอไป บางครั้งคือคนที่พร้อมยืนข้างเรา ไม่ว่าเมโลดี้ของชีวิตจะเปลี่ยนจังหวะไปแค่ไหน และตั้งแต่นั้นมา งานเต้นรำ ณ วังหลวงก็มีธรรมเนียมว่า เพลงสุดท้ายจะเป็นเพลงสำหรับคนที่เราอยากรักที่สุดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Dancing Beneath the Silver MoonlightPen Name : แม่พ่อ พ่อแม่ Beneath a blue moon, the eight princes of the FAVIQ Kingdom—Names, Blink, Peem, Joey, Jeffrey, Than, Cheva, and Zen—gathered for a grand royal ball. According to tradition, whoever shared the final dance with the person their heart had chosen would discover true love. Names appeared in a deep velvet suit, Blink swept in wearing a cloak stitched with stars, and Peem looked so refined that every guest turned to admire him. Joey and Jeffrey were already trying to impress each other before they even crossed the doors, while Than and Cheva wandered toward the dessert table. Zen remained by himself on the dance floor, contentedly enjoying the sight of everyone else dancing. When the last song began, the guests waited eagerly to see which prince would choose whom. Names reached for Blink’s hand. Blink drew Peem close, Peem took Joey’s hand, Joey pulled Jeffrey toward him, Jeffrey beckoned to Than, Than held out his hand to Cheva, and Cheva invited Zen to dance. Every one of the eight had been chosen. Laughing freely, they danced together without worrying about ceremony or rules, and even the King and Queen smiled at the scene. That night, the eight princes learned that “the one the heart chooses” does not always have to be a romantic partner. Sometimes, it is the people who remain beside us through every change in life’s melody who matter most. From that night forward, the royal ball’s final song was reserved for the person each guest wanted to love most.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... INFINITE : THE LAST HOSTนามปากกา : เหมยหิมะ ปี 2049 โลกก้าวเข้าสู่ยุคทองของเทคโนโลยี หลังมนุษย์ค้นพบพลังงานอนันต์ “INFINITE” ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างไร้ขีดจำกัด และมนุษย์เริ่มเชื่อว่าพวกเขาอาจก้าวไปถึงการตั้งถิ่นฐานบนดาวดวงอื่นได้ จนกระทั่งอุกกาบาตปริศนาพุ่งชนทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบร่องรอยสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างคล้ายมนุษย์ถึง 80% และประกาศว่านี่อาจเป็นหลักฐานแรกของสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่ติดมากับอุกกาบาตไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่รอให้มนุษย์ค้นพบ…มันกำลังค้นหา “โฮสต์” เมื่อเชื้อปรสิตเริ่มแพร่กระจาย ผู้คนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดและโลกที่เคยสงบสุขก็ล่มสลายอย่างรวดเร็ว เนเมส , บลิ้งค์ , ภีมช์ , โจอี้ , เจฟฟรี่ , ฐาน , เชว่า และเซน คน 8 คนที่ต่างมีอดีตและความลับของตัวเอง ต้องมารวมตัวกันท่ามกลางโลกที่กำลังพังทลาย พวกเขาต้องเอาชีวิตรอด ค้นหาความจริงของอุกกาบาต และหาคำตอบว่าเหตุใด “INFINITE” อาจไม่ได้ถูกค้นพบโดยมนุษย์…แต่ถูกทิ้งไว้ให้มนุษย์ค้นพบตั้งแต่แรก ท้ายที่สุดพวกเขาอาจต้องเลือกระหว่างช่วยโลก…หรือจำยอมFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... INFINITE : THE LAST HOSTPen Name : เหมยหิมะ In 2049, humanity stepped into a technological golden age after discovering an endless energy source known as "INFINITE." Life was transformed beyond recognition. With technology available without limits, people began to wonder whether settling on other planets might finally be possible. Then, a mysterious asteroid crashed into the desert of southern Nevada, USA. Scientists found traces of life forms that resembled humans by 80%, hailing the discovery as potential proof of extraterrestrial life. What no one realized was that the asteroid had not brought life waiting to be studied—it had brought something searching for a "host." As a parasite spread, humans transformed into monstrous beings, and the peaceful world quickly fell apart. Names, Blink, Peem, Joey, Jeffrey, Than, Cheva, and Zen—eight strangers, each carrying a history and secrets of their own—are forced to unite as civilization crumbles around them. To survive, they must uncover the asteroid’s truth and learn why "INFINITE" may not have been discovered by humanity at all, but deliberately left behind for them to find. In the end, they may face an impossible choice: save the world—or surrender.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... เจ้าชายทั้ง 8 ในปราสาทเขาวงกตเฟวิคนามปากกา : risaaa ณ ปราสาทเขาวงกตที่มีนามว่า เฟวิค เป็นที่พักอาศัยของเจ้าชายรูปงามทั้ง 8 เริ่มจาก องค์ชายเนเมส ผู้มียิ้มหวานเป็นประกายตกหญิงสาวทั่วราชอาณาจักร องค์ชายบลิ้งค์ ตาหวานสะกดใจ อย่าได้จ้องตาเชียวเพราะคุณจะหาทางออกไม่ได้ องค์ชายภีมช์ องค์ชายคารมดี ไม่ว่าใครได้เสวนาก็หลงใหลกันทั้งนั้น ตามมาด้วยองค์ชายฝาแฝด เจฟฟรี่ และ โจอี้ หนุ่มตี๋หมวย กระชากใจทั้งเสียงร้องและรอยยิ้ม องค์ชายฐาน ผู้ที่ความสามารถล้นเหลือ ไม่ว่าหญิงสาวคนไหนจะต้องตาองค์ชายรูปไหน... ให้ระวังองค์ชายฐานไว้ มาที่ องค์ชายเชว่า พูดน้อยแต่ไม่ว่าหญิงคนไหนเมื่อได้ฟังเขาแร็ปหรือแค่มองตาก็ต้องหยุดใจที่องค์นี้ องค์ชายน้องเล็กคือ องค์ชายเซน น่ารักน่าเอ็นดู แต่เมื่อแร็ปขึ้นเมื่อไหร่ทุกคนก็ต้องตกใจเพราะช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ปราสาทเขาวงกตเฟวิคขึ้นชื่อเรื่องจัดงานสังสรรค์ โดยทุกครั้งที่มีงานไม่ว่าคุณจะเป็นชายหนุ่มหรือหญิงงาม ทุกคนก็ปรารถนาที่จะได้ตั๋วทองเข้าร่วมทั้งนั้น ถึงแม้ว่าเมื่อได้ย่างกายเข้าไปแล้วคุณจะหลงอยู่ในปราสาทจนออกมาไม่ได้อีกเลย เพราะเจ้าชายรูปงามทั้ง 8 นั้นจะสะกดให้คุณหลงใหลได้ตลอดไป แล้วคุณล่ะ... ถ้าได้ตั๋วทองใบนี้ คุณจะเข้าร่วมงานสังสรรค์อันแสนสุขนี้ไหม ?FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... The eight princes in the FAVIQ Labyrinth CastlePen Name : risaaa Deep within the winding halls of FAVIQ Castle live eight striking princes. First comes Prince Names, whose dazzling smile charms women across the kingdom. Then there is Prince Blink, whose hypnotic eyes are impossible to resist—just be careful, because one glance may leave you unable to find your way out! Prince Peem follows, a gifted speaker who wins over everyone fortunate enough to talk with him. Next are the twin princes, Jeffrey and Joey, both charming and handsome, with voices and smiles that are impossible to forget. Prince Than is blessed with limitless talent, but no matter which prince captures your attention...watch out for Prince Than! Prince Cheva is a man of few words, yet anyone who hears him rap—or simply meets his gaze—falls for him at once. The youngest, Prince Zen, is sweet and adorable, but whenever he begins to rap, everyone is stunned by the surprising personality he reveals. FAVIQ Castle is famous for its extravagant celebrations, and whenever an event is held, people of every age dream of receiving a golden ticket. But the moment you enter, you will be trapped inside with no way to escape—because the eight handsome princes will enchant you forever. And you...if you won this golden ticket, would you join the celebration?FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ห้องซ้อมหมายเลข 8นามปากกา : Midnight ห้องซ้อมห้องเดิมที่ทั้งแปดคนใช้ด้วยกันทุกวัน อาจไม่ได้พิเศษกว่าห้องอื่นเลย ผนังสีเรียบ กระจกบานใหญ่ พื้นที่ไม่กว้างนัก และมักเต็มไปด้วยขวดน้ำกับของใช้ที่ถูกวางระเกะระกะ แต่สำหรับพวกเขา ที่นี่กลับเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำมากที่สุด ที่นี่มีทั้งวันที่เต้นผิดจนต้องเริ่มใหม่เป็นสิบรอบ วันที่เหนื่อยจนแทบไม่มีแรงพูด และวันที่ทุกคนหัวเราะจนลืมไปว่าตัวเองกำลังเหนื่อย บางครั้งหลังซ้อมเสร็จ ไม่มีใครรีบกลับ เนเมสนั่งคุยกับทุกคน ภีมช์เปิดเพลงเบา ๆ โจอี้หยิบสมุดขึ้นมาวาดรูป ฐานกับบลิ้งค์ยังคงหาเรื่องแกล้งกัน ส่วนเจฟฟรี่ เชว่า และเซนช่วยกันเก็บของ แม้สุดท้ายจะมีของหายทุกครั้งก็ตาม ห้องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับฝึกซ้อม แต่เป็นที่ที่พวกเขาได้เรียนรู้ว่าการเดินไปข้างหน้าไม่จำเป็นต้องเก่งพร้อมกันทุกคน ขอเพียงวันที่ใครสักคนเหนื่อย ยังมีอีกเจ็ดคนคอยรออยู่ข้างๆ และเมื่อไฟในห้องซ้อมดับลงในทุกค่ำคืน เสียงหัวเราะของทั้งแปดคนก็มักจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ยังคงอยู่ เพราะบางที ความฝันอาจไม่ได้สวยงามเพราะวันที่เราประสบความสำเร็จ แต่มันสวยงามเพราะระหว่างทางนั้น เราไม่ได้เดินไปคนเดียวFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Rehearsal Room Number 8Pen Name : Midnight The rehearsal room the eight of them visited every day may not have looked extraordinary compared with any other. It had plain walls, one large mirror, limited space, and was usually scattered with water bottles and personal belongings. Yet to them, it held more memories than anywhere else. This was where they made mistakes and started again ten times, where exhaustion left them barely able to speak, and where laughter made them forget how tired they were. Sometimes, when rehearsal ended, no one was in a hurry to go. Names would sit and talk with everyone, Peem would play gentle music, Joey would open his sketchbook and draw, Than and Blink would keep teasing each other, and Jeffrey, Cheva, and Zen would help tidy the room, even though something always seemed to disappear. The room was more than a place to practice. It was where they learned that moving ahead did not mean everyone had to be perfect at once. Whenever one of them grew tired, seven others were there to wait for them. And each night, after the rehearsal room lights went out, the laughter of all eight was often the last thing to remain. Perhaps dreams are not beautiful simply because of the day they come true, but because, throughout the journey, no one has to walk alone.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... เสียงสะท้อนของหัวใจทั้งแปดนามปากกา : ดัล (dal) โรงเรียนนานาชาติชื่อดังแห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มแปดคนที่โดดเด่น ทั้งหน้าตา ฐานะ การเรียน กีฬา ดนตรี และการต่อสู้ แต่ไม่มีใครรู้ว่าทั้งแปดมีพลังเหนือธรรมชาติที่ซ่อนเอาไว้ เนเมสควบคุมกาลเวลา เซนควบคุมแรงโน้มถ่วง ฐานควบคุมเงา ภีมช์ใช้โลหิตสร้างพลังและรักษาบาดแผล เชว่าควบคุมสายฟ้าและพายุ เจฟเข้าสู่จิตใจและความทรงจำ โจควบคุมคลื่นเสียง และบลิ้งค์สามารถเคลื่อนย้ายข้ามมิติ พวกเขาใช้พลังลับๆ เพื่อช่วยเหลือคนอื่น จน “ไวบ์ส” นักเรียนหญิงคนใหม่ย้ายเข้ามา เธอสวย เป็น Introvert ไม่ค่อยพูดกับใคร ไม่นานเธอสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียน แซงหน้าทั้งแปดคน จากคู่แข่งทางการเรียน เริ่มเข้าหาไวบ์สในแบบของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างไวบ์สกับทั้งแปดคนก็เริ่มเปลี่ยนไป ไวบ์สบังเอิญเห็นพลังทั้งแปดคน เธอพูดว่า “พวกนายมีพลังแบบนี้กันทุกคนเลยเหรอ?” ในวินาทีนั้น พลังของไวบ์สก็ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก พลังที่สามารถสะท้อนและพัฒนาพลังของผู้อื่นให้แข็งแกร่งขึ้น แต่การปรากฏตัวของไวบ์สอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะพลังของเธออาจเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในโรงเรียน และอาจกลายเป็นความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน…FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… The Echoes of the Eight HeartsPen Name : ดัล (dal) At an elite international school, eight remarkable boys stand out for their charm, riches, intelligence, athletic talent, musical ability, and fighting skills. None of them knows that they secretly possess supernatural gifts. Names can manipulate time, Zen commands gravity, Tha rules over shadows, Peem draws on blood to generate power and mend injuries, Cheva summons lightning and storms, Jeffrey alters minds and memories, Joey controls sound waves, and Blink can cross between dimensions. They use these abilities in secret to help people in need. Everything changes when Vibes, a beautiful and reserved new girl, transfers to the school. She quickly becomes its top student, outperforming all eight boys. What begins as academic rivalry gradually shifts as Vibes approaches each of them in her own unique way, transforming her relationships with the group. One day, she accidentally sees their powers and asks, "You all have powers like this?" At that very moment, her own ability awakens for the first time: she can reflect and amplify the powers of others. Yet Vibes may not have arrived by chance. Her gift could hold the answer to an approaching threat at the school—and might even spark emotions that reach far beyond friendship…เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “FAVIQ”ที่จะมาเล่าเรื่องสนุก ๆ ที่ไม่เคยบอกที่ไหนมาก่อน !( การเดินทางของ FAVIQ ) ก่อนจะมาเป็น ‘FAVIQ’ ในทุกวันนี้ หนุ่ม ๆ ซุ่มซ้อมด้วยกันมานานถึง 3 ปี ซ้อมกันทุกวันเลย ทั้งซ้อมเต้น ร้องเพลง Performance และมีคลาสแต่งหน้าทำผมด้วย ถึงแม้ว่าตอนแรกจะไม่ได้อยู่ด้วยกันครบ 8 คนแบบตอนนี้ มีเจอกันบ้างตามคลาสเรียน แต่หลังจากนั้นก็ได้มารวมตัวกัน และตอนนี้ก็อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลา 1 ปีครึ่งแล้ว ที่ทุกคนได้รวมตัวกันก็เพราะ ‘FAVIQ’ เลย( วิธีการแยกคู่แฝดเจฟฟรี่ - โจอี้ ) หนุ่ม ๆ บอกว่า “เจฟฟรี่” หน้าจะคม ดูเฉี่ยวมากกว่า ส่วน “โจอี้” จะมีแก้มกลม ๆ น่ารักสดใส แต่ถึงอย่างนั้นบางวัน “บลิ้งค์” ก็จะแยกไม่ออกบ้าง “บลิ้งค์” เลยเล่าว่ามีครั้งหนึ่งที่เดินเล่นกับ “เจฟฟรี่” อยู่ แต่เรียก “โจอี้” ตลอดทั้งทางเลย พอมองใกล้ ๆ ถึงเพิ่งได้ถามว่า ‘คนนี้คือใคร?’ ทำเอาทุกคนล้อมาจนถึงทุกวันนี้ และ “เชว่า” ยังมีเรื่องมาเล่าอีกว่ามีอยู่พักหนึ่งที่ “บลิ้งค์ เจฟฟรี่และโจอี้” อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ แล้วกลายเป็นว่า “บลิ้งค์” ก็ติดเรียกทุกคนว่า “เจฟโจ” ไปเลย เพราะชอบเรียกรวม ๆ เลยทีเดียว( กว่าจะมาเป็นชื่อ VI8ES เกือบมีชื่ออีกแล้ว ! ) “ภีมช์” เล่าว่าในตอนแรกคิดกันมาหลายชื่อมาก ๆ เพราะอยากได้ชื่อที่ดีที่สุดสำหรับแฟน ๆ และคำว่า Vibes ก็อยู่ใน Concept ของวงอยู่แล้วด้วยว่า ‘Freaking Awesome Vibes’ และ “เนเมส” ก็เล่าต่ออีกว่า Vibes ก็อยู่ในตัวเลือกแต่แรกอยู่แล้ว แถมเคยเสนอให้เป็นชื่อวงด้วย ก็เลยเอาคำว่า Vibes มาเป็นชื่อของแฟนคลับแทน เพราะมันก็เข้ากับ ‘FAVIQ’ ด้วย และผสมเลข 8 เข้าไปให้เป็น ‘VI8ES’ เพราะมีความหมายว่า Infinity (ไม่มีที่สิ้นสุด) และตัวแทนของหนุ่ม ๆ 8 คนด้วย และทุกคนก็ทิ้งท้ายแซวว่า ดีแล้วที่ได้ชื่อนี้มา เพราะในตอนแรก “เนเมส” เสนอชื่อ ‘Asoke Boy’ ด้วยซ้ำ( FAVIQ น้องชายของ PERSES ) ด้วยความที่มีวง ‘PERSES’ เป็นวงพี่ชาย เด็ก ๆ ‘FAVIQ’ ก็มีพี่ ๆ เป็นไอดอลในดวงใจ เริ่มต้นที่ “เนเมส” บอกว่ามี “เน” เป็นไอดอลในด้านความมีวินัย เพราะ “เน” พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ แถมเติบโตมาไกลมาก ๆ ส่วน “เชว่า” ก็มี “จั๋ง” เป็นไอดอลในด้านการทำเพลง เพราะพี่เขาทำเพลงเองได้มีเอกลักษณ์สุด ๆ แถมโทนเสียงที่ใช้ก็เท่มาก ถัดไปที่ “ภีมช์” เล่าว่าติดตาม ‘PERSES’ มาตั้งแต่เดบิวต์ และมองว่าเป็น Boy Group ที่สร้าง Standard สูงสำหรับประเทศไทย แต่จริง ๆ แล้วถ้าให้เลือกเมนก็เป็น “ปาล์ม” แถมยังได้เรียนด้วยกันอีกด้วย ตื่นเต้นมาก ๆ และ “เจฟฟรี่” ก็มี “ปาล์ม” เป็นไอดอลในดวงใจเหมือนกัน เพราะช่วงหลัง ๆ ได้ดู FanCam ของ ‘PERSES’ เยอะมาก และเวลา “ปาล์ม” เต้นก็มีเสน่ห์ดึงดูดสายตาสุด ๆ ต่อไปที่ “ฐาน” ก็มี “กฤติน” เป็นไอดอลในด้านไลฟ์สไตล์และการแต่งตัว แถม “ฐาน” ยังเล่าอีกว่า มีช่วงหนึ่งที่ “ฐาน” ไลฟ์พูดคุยกับแฟนคลับ ก็มีแฟนคลับบางคนทักว่าการพูดคล้ายกับ “กฤติน” เลย ถัดไปที่ “บลิ้งค์” ที่ก็ชื่นชอบ “กฤติน” เหมือนกัน เพราะชอบคาแรคเตอร์ และจริต มองว่าพี่เขาเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ส่วน “เซน” ชอบ “ปลั๊กกี้” ยิ่งตอนที่ได้ดู Breakdance ของเพลง ‘ห้ามขยับจับนะ’ ก็รู้สึกว่าพี่เขาใส่สุดมาก ๆ และปิดท้ายด้วย “โจอี้” ว่าชอบ “จั๋ง” เพราะพี่เขาเป็นรุ่นพี่คนแรกที่ได้เจอและเข้ามาทักก่อน เลยรู้สึกปลื้มสุด ๆ ที่พี่เขาเป็นคน Friendly มาก ๆ เลยกลายมาเป็น Inspire ให้ตัวเองเลย แถมพี่เขาก็มาไกลมาก ๆ จากตอนที่เดบิวต์ และยัง Hard Working สุด ๆ[ เซ็ตคำถามพิเศษ : Hey FAVIQ, What is your favorite … ? ]( Hey FAVIQ, What is your favorite animal ? ) “ฐาน เจฟฟรี่ เนเมส โจอี้ และเซน” ตอบเหมือนกันหมดว่าชอบ ‘หมา’ เป็นพิเศษ แต่มี “โจอี้” ที่ระบุสายพันธุ์มาเลยว่าชอบหมาพันธุ์ ‘ซามอยด์’ ส่วน “เชว่า” ก็ชอบ ‘เต่า’ ปิดท้ายที่ “บลิ้งค์” ที่ Advance มากกว่าคนอื่นเลยเพราะชอบ ‘axolotl (แอกโซลอเติล)’ ที่คล้าย ๆ กับจิ้งจกน้ำ( Hey FAVIQ, What is your favorite color ? ) “ฐาน” ชอบสีฟ้า “เชว่า” ชอบสี Royal Blue “ภีมช์” ชอบสีเขียว “เจฟฟรี่” ชอบสีแดง “เนเมส” ชอบสีฟ้าพาสเทล “โจอี้” ชอบสีเขียวเข้ม “เซน” ชอบสีส้ม และสุดท้าย “บลิ้งค์” ชอบสีชมพู( Hey FAVIQ, What is your favorite activity ? ) เริ่มต้นที่ “บลิ้งค์” ชอบออกกำลังกาย “เซน” ชอบเตะบอล “โจอี้” ชอบวิ่ง “เนเมส” ชอบเล่นบาส “เชว่า” ชอบเล่นเกม “ภีมช์” ชอบออกไปดูหนัง “เจฟฟรี่” ออกไปวิ่งกับ “โจอี้” ส่วน “ฐาน” ก็วิ่งเช่นเดียวกัน แต่ทุกคนก็ชอบชวนไปวิ่งด้วยกันบ่อย ๆ ที่สวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ( Hey FAVIQ, What is your favorite T-POP ? ) “เนเมส” ชอบ ‘PERSES’ “เชว่า” ชอบ ‘TRINITY’ “ภีมช์” ชอบ ‘FAVIQ’ “เจฟฟรี่” ชอบ ‘DICERED’ “ฐาน” ชอบ ‘PROXIE’ ต่อที่ “บลิ้งค์” ชอบ ‘VVV’ “เซน” ชอบ ‘PERSES’ และปิดท้ายที่ “โจอี้” ชอบ ‘DICERED’( ความหมายต่าง ๆ ของเพลง Before you go (ถ้าเธอจะไป)) เป็นซิงเกิลที่ 2 แล้วสำหรับเพลงนี้อย่าง ‘Before you go (ถ้าเธอจะไป)’ โดย Concept เพลงนี้คือการพูดถึงมิตรภาพกลุ่มเพื่อน ที่กำลังจะปล่อยให้เพื่อนรักเดินไปตามทางของเขา ของอะไรที่เคยให้ไปจะไม่ทวงคืนเลย แต่ของอย่างเดียวที่ขอคืนมาคือหัวใจก็พอ และภายใน Music Video ก็คือเพื่อนที่กำลังจะเรียนจบด้วยกัน และภายใน MV ก็มี Symbolic เยอะมาก อย่างลูกโป่งสีแดงก็แทนความหมายของหัวใจ ที่สุดท้ายจากที่เคยเป็นสีแดงสดใสก็กลายเป็นสีดำไปซะงั้น และ “เจฟฟรี่” ก็เล่าว่า คีย์และทำนองของเพลงนี้ไม่ได้สูง แต่ส่วนที่ยากอยู่ที่การถ่ายทอดอารมณ์ และการสื่อสารมากกว่า เพราะในตอนที่กำลังอัดเพลงนี้ในหัวมีแต่คิดว่า ‘จะสื่อสารออกมายังไงดี’ และ “ภีมช์” ยังเล่าอีกว่าแต่ละคนก็จะคิดไม่เหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่ Relate กับเพลงนี้ก็คือก่อนหน้านี้มีคุณครูสอนร้องเพลงอยู่คนหนึ่งที่เขาสอนมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามาเป็นเด็กฝึกเลย แต่เขาก็เพิ่งลาออกไปตอนที่สอนเพลงนี้จบพอดีเลย ทำให้รู้สึกเศร้ามาก ๆ( Feedback หลังจากปล่อยเพลงนี้ออกไป ) “เชว่า” บอกว่าเพิ่งได้ไปไล่อ่าน Comment ของทุกคน เหล่าแฟน ๆ ก็ตกใจไม่คิดว่า ‘FAVIQ’ จะมาเป็นเพลงเศร้า แต่ทุกคนก็ชอบเพลงนี้กันมาก ๆ ก็รู้สึกดีใจที่ทุกคนชอบเพลงนี้( ถ้าคนที่เรารักกำลังจะเดินจากไป แต่ละคนจะพูดอะไรบ้าง ? ) เริ่มที่ “ฐาน” จะพูดว่า ‘ถ้าเธอจะไป ระวังพลาดของเด็ดนะครับ’ ต่อที่ “เจฟฟรี่” ว่า ‘ที่รักอย่าเพิ่งไปเลยนะครับ’ ถัดไป “ภีมช์” ว่า ‘อย่าไปนะ กลับมาาาา!’ ส่วน “เชว่า” จะบอกว่า ‘ถ้าจะไปก็ไปได้ แต่อย่าลืมผูกเชือกรองเท้าด้วยนะ’ ส่วน “เนเมส” ว่า ‘ถ้าเธอจะไปก็ไปเลยครับ’ ต่อที่ “โจอี้” จะพูดว่า ‘ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยนะ เรายังรักอยู่เสมอครับ’ ส่วน “เซน” พูดว่า ‘ถ้าเธอจะไปอย่าลืมเอาคอนซีลเลอร์กลับไปด้วย’ และสุดท้ายที่ “บลิ้งค์” ว่า ‘Safe Flight นะครับ’และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “FAVIQ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Before you win เกมนี้ FAVIQ ต้องชนะ !!”ในเกมนี้ทั้ง 8 หนุ่มก็เล่นกันออกมาได้สนุก และตลกสุด ๆ การันตีว่าทุกคนจะต้องหัวเราะออกมา !สามารถไปติดตามรับชมความสดใสขี้เล่นของหนุ่ม ๆ ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “FAVIQ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “FAVIQ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซิงเกิลใหม่ของหนุ่ม ๆ อย่าง “Before you go (ถ้าเธอจะไป)” ดูได้ที่ YouTube : gnest_official และอย่าลืมติดตามผลงานใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยน้า ~สามารถเข้าไปรับชมความสนุกของหนุ่ม ๆ ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ก็เธอเก่งขนาดเนี้ย จะห้ามใจยังไงไม่ให้กอดเธอเอาไว้ ขอยกทั้งหัวใจให้แค่ มิ้ลค์ - เลิฟ ~ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ 2 สาวที่มาเล่าเรื่องราวน่ารักให้ทุกคนได้ฟังกัน

11 ก.ย. 2026

ก็เธอเก่งขนาดเนี้ย จะห้ามใจยังไงไม่ให้กอดเธอเอาไว้ ขอยกทั้งหัวใจให้แค่ มิ้ลค์ - เลิฟ ~ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ 2 สาวที่มาเล่าเรื่องราวน่ารักให้ทุกคนได้ฟังกัน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 3 กันยายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Silent Code (รหัสลับซ่อนรัก)นามปากกา : tobesomething "มิ้ลค์" สายสืบสาวฝีมือดี ปลอมตัวเข้าไปในคาสิโนหรูเพื่อหาหลักฐานจับกุมแก๊งมาเฟียข้ามชาติ เธอต้องประสานงานกับ "เลิฟ" ดีลเลอร์สาวทรงเสน่ห์ประจำโต๊ะวีไอพี ซึ่งเป็นสายลับเฉพาะกิจที่ตำรวจส่งมาล่วงหน้า ในการทำงานทั้งคู่ไม่สามารถพูดคุยหรือส่งสัญญาณธรรมดาได้เพราะถูกจับตาดูตลอดเวลา เลิฟจึงใช้เทคนิคการ "สับไพ่" และการ "วางชิป" เป็นรหัสลับเพื่อส่งข้อมูลตำแหน่งของหัวหน้าแก๊งให้มิ้ลค์ ส่วนมิ้ลค์ก็ใช้การ "เคาะโต๊ะ" และการ "ส่งสายตา" ตอบรับ การทำงานร่วมกันผ่านรหัสลับไร้เสียงทำให้ทั้งคู่ผูกพันและรู้ใจกันอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดสักคำ ทว่าในคืนลงมือ แผนกลับร่วงเมื่อหัวหน้าแก๊งจับได้ว่ามีสายลับ เลิฟยอมรับผิดแทนและถูกจับเป็นตัวประกัน มิ้ลค์ตัดสินใจฝ่าด่านการ์ดนับสิบเข้าไปช่วยเลิฟ โดยใช้รหัสลับการเคาะจังหวะก้าวขาและทิศทางที่เคยซ้อมกันไว้ ทำให้เลิฟก้มหลบกระสุนและมิ้ลค์เข้าชาร์จจัดการคนร้ายได้สำเร็จ หลังคดีจบลง ทั้งคู่นั่งพักบนหลังคาตึก มิ้ลค์เคาะนิ้วลงบนมือของเลิฟเป็นจังหวะรหัสลับ เลิฟยิ้มหวานแล้วเคาะมือมิ้ลค์ตอบ รหัสที่แปลว่า "จากนี้ไป ไม่ต้องซ่อนความรู้สึกอีกแล้วนะ"FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Silent CodePen Name : tobesomething "Milk," a highly capable detective, Ges undercover inside an extravagant casino to collect proof against a transnational mafia organization. Her mission depends on coordinating with "Love," a charismatic dealer working the VIP table and a specialized undercover agent whom the police placed there ahead of time. Because the pair is under constant surveillance, they cannot talk or rely on ordinary signals. Instead, Love conveys the gang leader’s whereabouts through coded card shuffles and chip arrangements, while Milk answers with subtle taps on the table and deliberate eye contact. Their wordless exchange quickly creates trust and mutual understanding. On the night of the operation, however, everything Ges wrong when the gang leader realizes that an undercover agent is among them. Love accepts responsibility and is captured as a hostage. Determined to save her, Milk battles through dozens of guards, following the coded tapping sequences, footwork, and directions they practiced together. As Love evades a hail of bullets, Milk manages to bring the criminals down. Once the case is over, the two women relax on the rooftop. Milk taps a coded rhythm against Love’s hand. With a tender smile, Love taps back—a message meaning, "From now on, you don’t have to hide your feelings anymore."FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ดอกไม้หลังสนามรบ (Flowers Beyond the Battlefield)นามปากกา : Phaploysirin มิ้ลค์ เป็นนักข่าวสงครามที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงระเบิด เธอเดินทางไปทั่วโลกเพื่อบันทึกเรื่องราวของผู้คนและความสูญเสีย จนลืมไปแล้วว่าคำว่า “บ้าน” หมายถึงอะไร ส่วน เลิฟ เป็นเจ้าของร้านดอกไม้เล็ก ๆ ในเมืองเงียบสงบ เธอใช้ชีวิตเรียบง่าย เชื่อว่าดอกไม้ทุกดอกมีความหมาย และทุกคนควรได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ หลังหายไปจากบ้านเกิดหลายปี มิ้ลค์กลับมาโดยไม่คิดว่าจะได้พบเลิฟอีกครั้ง “กลับมาคราวนี้ จะอยู่นานไหม” เลิฟถาม “ไม่รู้สิ อาจจะไปพรุ่งนี้” มิ้ลค์ตอบ เลิฟไม่เคยถามว่ามิ้ลค์ผ่านอะไรมาบ้าง เธอเพียงยื่นดอกไม้ให้ทุกครั้งที่อีกฝ่ายแวะมา จนวันหนึ่งมิ้ลค์ถามว่า “ทำไมไม่เคยถามพี่เลยว่าที่นั่นเป็นยังไง” เลิฟยิ้มบาง ๆ “เพราะเลิฟไม่อยากให้พี่ต้องกลับไปอยู่ในความทรงจำที่เจ็บปวดอีก” คำพูดนั้นทำให้มิ้ลค์นิ่งไป เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีใครสักคนไม่ได้อยากรู้เรื่องราวจากเธอ แต่เพียงแค่อยากรู้ว่า “วันนี้พี่เหนื่อยไหม” และบางทีสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสงครามมานานอย่างมิ้ลค์ สิ่งที่เธอตามหามาตลอดอาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ชิ้นต่อไป แต่อาจเป็นเพียงร้านดอกไม้เล็ก ๆ ที่มีใครบางคนรอเธอกลับมาFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Flowers Beyond the BattlefieldPen Name : Phaploysirin Milk is a war correspondent who has spent years surrounded by the thunder of explosions. She moves from country to country, recording the stories of people and the losses they endure, until the meaning of "home" has faded from her memory. Love, meanwhile, runs a little flower shop in a peaceful town. Her life is modest, and she believes every flower carries a message and that everyone deserves the opportunity to begin again. After years away from her homeland, Milk comes back, never imagining she might see Love again. "Are you staying for long this time?" Love asks. "I’m not sure. Maybe I’ll be gone tomorrow," Milk answers. Love never questioned her about the past. Whenever Milk stopped by, she simply gave her flowers. Then, one day, Milk finally asked, "Why didn’t you ever ask what happened there?" Love offered a quiet smile. "Because I didn’t want to send you back into those painful memories." Her answer left Milk still. For the first time in years, someone wasn’t interested in hearing her story. Someone only wanted to ask, "Are you tired today?" Maybe after living so long among war and destruction, Milk wasn’t truly searching for another headline or the next great story. Maybe what she had been longing for all along was only a small flower shop, with someone inside waiting for her to come home.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ไม่ถูกกัน แต่แมวถูกใจนามปากกา : Dos มิ้ลค์ วิศวกรโยธาที่มาคุมงานก่อสร้าง จึงเช่าบ้านในหมู่บ้านใกล้ไซต์ แต่หลังเซ็นสัญญา เจ้าของบ้านกลับแจ้งว่ามี “แมวจรประจำบ้าน” ที่เคยให้อาหารและฝากให้เธอดูแลต่อ มิ้ลค์ตั้งชื่อมันว่า “คอนกรีต” ตามอาชีพตัวเอง ทว่าเพราะงานยุ่งจนแทบไม่ได้อยู่บ้าน คอนกรีตชอบไปบ้าน เลิฟ สัตวแพทย์สาวในหมู่บ้าน เพราะที่นั่นมีแมวอีกตัวที่มันคุ้นเคยและมีอาหารให้กิน วันหนึ่งมันกลับมาพร้อมแผลจากการไปตีกับแมวตัวอื่น เลิฟจึงทำแผลและโพสต์รูปลงกลุ่มหมู่บ้านตามหาเจ้าของ มิ้ลค์เห็นโพสต์จึงรีบไปหา นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบคอนกรีตตัวจริง แต่เลิฟเข้าใจว่ามิ้ลค์เป็นคนดูแลมันมานาน จึงสงสัยว่าทำไมปล่อยให้แมวมีแผลโดยไม่รักษา ขณะที่มิ้ลค์ต้องอธิบายว่า เธอเพิ่งได้รับฝากให้ดูแล และนี่คือครั้งแรกที่ได้เจอมัน ความเข้าใจผิดทำให้ทั้งคู่เริ่มต้นไม่ถูกชะตา ทว่าคอนกรีตกลับหนีไปหาเลิฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมิ้ลค์ต้องตามไปรับแทบทุกวัน แต่ดูเหมือนคอนกรีตจะเริ่มมีเจ้าของเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนแล้ว เพราะกลายเป็นเลิฟกลับเริ่มเผลอมองไปที่หน้าประตู รอว่าเมื่อไรเจ้าของแมวตัวจริงจะมาเคาะประตูอีกครั้งFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... They might not agree on much, but the cat adores them both.Pen Name : Dos Milk, a civil engineer overseeing a construction project, rents a house in a village close to the site. Once the lease is signed, the landlord tells her about a stray cat the villagers have been feeding and asks her to take responsibility for it. Milk names the cat "Concrete," inspired by her profession. But Milk's demanding schedule leaves Concrete free to wander. The cat often visits Love, the village veterinarian, where it has grown comfortable with another familiar cat and an abundant supply of food. One day, Concrete arrives with injuries from a fight. Love treats its wounds and shares a photo in the village group, hoping to locate its owner. When Milk sees the post, she hurries over. It is the first time she and Concrete have actually met. Love, assuming Milk has looked after the cat for quite some time, is baffled that she allowed it to get hurt without seeking treatment. Milk explains that she was only recently asked to care for Concrete and that this is their first encounter. The misunderstanding sparks immediate friction between the two women. To make matters worse, Concrete keeps escaping to Love's home, leaving Milk to retrieve it nearly every day. Before long, it begins to feel as if Concrete has found a second owner—while Love catches herself staring at the door, waiting for the cat's true owner to come knocking again.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... เจ๊หวานตำระเบิดนามปากกา : โล้ไก่ “ยิ้มหวาน” (เลิฟ) ไม่เคยรู้เลยว่าการตำส้มตำวันละหลายสิบครก จะช่วยให้ลืมใครสักคนได้ไหม ตำไทยก็แล้ว ตำปูปลาร้าก็แล้ว ตำซั่ว ตำมั่ว ตำลาวก็ลองมาหมด ต่อให้เปลี่ยนไปย่างไก่ ก็ยังลืม “แก้มหอม” (พี่มิ้ลค์) รักแรกของเธอไม่ได้สักที “เจ๊หวาน ตำไทยเผ็ดน้อยกับไก่ย่างโต๊ะเดิมนะ!” “เผ็ดน้อยไม่มี!” เสียงตะโกนจากในครัวทำเอาลูกค้าสะดุ้ง วันนี้ยิ้มหวานอารมณ์เสียเป็นพิเศษ เพราะเมื่อคืนเธอฝันถึงวันนั้น… วันที่ตั้งใจจะสารภาพรักกับคนที่แอบชอบมาหลายปี แต่กลับสายเกินไป เพราะแก้มหอมบินไปเรียนต่อต่างประเทศเสียแล้ว หลายปีผ่านไปมะละกอหมดไปเป็นตัน แต่คนที่เธอพยายามลืมกลับยังอยู่ในหัวเหมือนเดิม “จะรักอะไรนักหนาวะ ตำจนแขนจะหลุดแล้วก็ยังไม่ลืม” “ใครรักใครอยู่เหรอคะ?” เสียงผู้หญิงจากหน้าร้านทำให้ยิ้มหวานชะงัก เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ก่อนแทบทำสากหล่น รอยยิ้มนี้… เธอจำได้ดีกว่ารสชาติน้ำปลาร้าเสียอีก “แก้ม…มาได้ไง?” “กลับบ้านไง“ “แล้วมาร้านหวานทำไม?” แก้มหอมยิ้ม “คิดถึง” “คิดถึงส้มตำเหรอ?” “คิดถึงคนตำส้มตำด้วย” สากในมือแทบหลุด หัวใจที่ห่อเหี่ยวกลับมาเต้นแรงเป็นจังหวะบราซิลอีกครั้งFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Jae Wan Tam RaberdPen Name : โล้ไก่ "Yimwan" (Love) never imagined that pounding bowl after bowl of papaya salad every day might help her forget someone. She had made every version imaginable: Thai papaya salad, crab and fermented fish papaya salad, mixed papaya salad, Lao-style papaya salad—you name it, she had pounded it. Even grilling chicken failed to erase "Gamhom" (Milk), her first love. "Auntie Wan, one less-spicy Thai papaya salad and grilled chicken, same as always!" "We don't make it less spicy!" The shout from the kitchen startled the customer. Yimwan was particularly miserable today. The night before, she had dreamed about that day—the day she planned to confess her feelings to the person she had secretly loved for years. But she had been too late. Gamhom had already left to study abroad. Years had gone by, countless papayas had been sacrificed, and yet the person Yimwan wanted to forget still occupied her thoughts. "Why is love such a hassle? I've pounded papaya salad until my arm is ready to drop off, and I still can't forget her!" "Who loves whom?" A woman's voice from the front of the shop brought Yimwan to a halt. She slowly raised her head, nearly letting the pestle slip from her hand. That smile... she knew it more clearly than the flavor of fermented fish sauce. "Gam...what are you doing here?" "I came home." "Then why did you come to my shop?" Gam smiled. “I’ve been missing you.” “The papaya salad?” “That too—but I missed the one who made it.” The pestle nearly fell from her hand. Her discouraged heart began pounding once more, alive with the pulse of a Brazilian rhythm.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... love you for 10,000 yearsPen Name : ccatmeow "Welcome back to your account." Love spent nearly half the night wrestling with her password. If her phone hadn’t suddenly stopped working—and if all her favorite apps hadn’t been connected to this email—she wouldn’t have been dealing with it half-asleep. Once she managed to recover her accounts and log back in, she decided to use the opportunity to delete the piles of pointless spam. That was when a familiar account name caught her eye: "Panssa W." A forgotten memory stirred, and she searched for the sender. Soon, she found countless messages from that person: birthday greetings, invitations to meet, congratulations on passing her university entrance exam, and heartfelt excitement over everything she had accomplished. A few even read, "Milk loves you, Love." Milk? Her thoughts came to a halt. It was the name of her former lover, the one who had left her long ago. As she scrolled through the inbox, the old messages pulled her back into a past she had completely buried. Love spent the rest of the night reading every letter, struggling to believe that Milk had written them so sincerely, always thinking about her. And there she sat alone, reading those tender words and thinking of Milk, too.FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… love you for 10,000 yearsนามปากกา : ccatmeow‘ยินดีต้อนรับกลับสู่บัญชี’ เลิฟ ใช้เวลานั่งงมกับรหัสผ่านเกือบค่อนคืน หากไม่ใช่เพราะโทรศัพท์ของเธอดันเสียขึ้นมากระทัน และแอปพลิเคชันยอดฮิตที่เล่นต่างผูกไว้กับอีเมลนี้ทั้งหมด คงไม่มานั่งทำอะไรแบบนี้ในช่วงเวลานอนหลับแน่ ๆ หลังจากที่ไล่กู้คืนและเข้าสู่บัญชีแอคเคาท์ต่าง ๆ ได้สำเร็จ จึงถือโอกาสเคลียร์อีเมลขยะที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไปเสีย จนกระทั่งสายตาสะดุดกับชื่อบัญชีที่คุ้นตา ‘พรรษา ว.’ หน่วยความทรงจำถูกปลุกขึ้นมา พร้อมทั้งไล่ค้นชื่อเจ้าของอีเมล และพบว่าเธอได้รับจดหมายจากคนคนนี้หลากหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นอวยพรวันเกิด นัดพบเจอ แสดงความยินดีกับการสอบเข้ามหาลัย ไปจนถึงร่วมยินดีกับทุกความสำเร็จของเธอ หรือแม้กระทั่งบอกว่า ‘น้องมิ้ลค์รักพี่เลิฟนะ’ น้องมิ้ลค์? สิ้นสุดการประมวลผล ที่แท้ก็เป็นชื่อของคนรักเก่าที่จากเธอไปไกลแล้ว กล่องจดหมายถูกไล่ลงมาเรื่อย ๆ จนทำให้เธอนึกถึงเรื่องของวันวาน ทั้งที่ลืมไปหมดแล้วด้วยซ้ำ เลิฟใช้เวลาทั้งคืนกับการอ่านจดหมายทั้งหมดจนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าคนรักเก่าอย่างมิ้ลค์จะเขียนจดหมายเหล่านี้จากหัวใจลำพังโดยนึกถึงเธอ ส่วนเธอนั่งอ่านถ้อยคำหวานซึ้งเหล่านั้นอย่างลำพังโดยคิดถึงมิ้ลค์เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ขอต้อนรับ “มิ้ลค์ - เลิฟ”ที่มาเล่าเรื่องราวน่ารัก ๆ ที่จะชวนให้ทุกคนอมยิ้มไปกับทุกคำพูดของทั้งคู่( มิ้ลค์ - เลิฟ โตไปด้วยกันนะ ) เมื่อ 3 ปีที่แล้ว “มิ้ลค์ - เลิฟ” เคยมา EFM FANDOM LIVE ในตอนที่เป็นธีมเกี่ยวกับ EFM FANDOM AWARDS โดยตอนนั้นทั้งคู่ได้ชื่อรางวัลว่า ‘เลิฟนี้ … กี่พรร(ษา)’ ซึ่งมีที่มาจากชื่อเล่นของ “เลิฟ” และชื่อจริงของ “มิ้ลค์” จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เดินทางกันเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว เรียกได้ว่าอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ Day 1 ทั้งคู่บอกว่ามองตาก็รู้ใจกันเกือบหมด คุยด้วยกันมากขึ้น เพราะยิ่งโตกันเรื่อย ๆ ความคิดก็เปลี่ยนไปตามวัย แต่ถึงยังไงก็ได้เติบโตไปด้วยกันอยู่ดี( เมิฟเมิฟสะอาดกว่าที่ทุกคนคิด ! ) ในโลกโซเชียลมีหลายคนชอบแซว “เมิฟเมิฟ” ลูกสาวแสนน่ารักของทั้งคู่ว่า ไม่ชอบอาบน้ำ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ขอเถียงสุดตัวเลยว่า ไม่จริงงงง ! “เมิฟเมิฟ” ตัวหอมฉุยตลอดเวลา แต่อาจจะเพราะสีตัว และขนของลูกที่ทำให้ดูมอมแมม และด้วยความที่เป็นเด็กเล่นซน ขี้เล่น แต่จริง ๆ แล้วอาบน้ำบ่อย และเป็นเด็กที่สะอาดมาก ๆ เลยน้า[ เซ็ตคำถามพิเศษ : Secret of MUVMUV ]( ชีวิตนักเรียนเมิฟเมิฟ ) ด้วยความที่ “เมิฟเมิฟ” เป็นเด็กหน้าห้อง วันเสาร์อาทิตย์ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ก็ได้ส่งไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมด้วย แต่ก็จะเป็นกิจกรรมเป็นหลัก ให้ “เมิฟเมิฟ” ได้ Relax จากการเรียนที่โรงเรียนในวันปกติ และจากการที่ทั้งคู่ได้เล่นกับลูกบ่อย ๆ ก็พอจะเห็นว่า “เมิฟเมิฟ” เขาหัวไวเรื่องภาษามาก และไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ แต่ทุกภาษาเลยด้วยซ้ำ เพราะล่าสุดที่ “เมิฟเมิฟ” มาไลฟ์ด้วยกันลูกก็มีบทสวดมนต์มาด้วย แล้วเขาสวดยาวจริงจังเลย อดแซวไม่ได้เลยว่า ที่ส่งลูกไปเรียนสองภาษานี่เป็นภาษาไทยกับภาษาบาลีสันสกฤตแน่เลย( เจ้าประจำในการทำเวรที่โรงเรียน ) เป็นที่เลื่องลือว่าเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนฝาก “เมิฟเมิฟ” ทำเวรตลอดเลย แต่ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ก็เล่าว่า “เมิฟเมิฟ” ไม่เคยบ่นเรื่องนี้ให้ฟังเลย แต่อยู่ที่บ้านลูกก็นอนตีพุงไม่ได้ทำงานบ้านอะไร เขาจะคอยมีพี่เลี้ยงดูแล แต่ก็ให้ “เมิฟเมิฟ” หัดทำงานบ้านบ้าง อย่างกวาดบ้าน ปัดฝุ่น( หวานเย็นของเมิฟเมิฟ ) “มิ้ลค์ - เลิฟ” แซวว่าสำหรับ “เมิฟเมิฟ” อาจจะไม่ได้มี ‘หวานใจ’ แต่ลูกคงอยากมี ‘หวานเย็น’ แทน แต่ถ้าต้องมีหวานใจจริง ๆ คุณสมบัติที่จะผ่านด่านมี๊และมะมี๊ได้ต้องพา “เมิฟเมิฟ” ไปกินของอร่อย ๆ และตามใจลูกให้มีความสุข แบบนั้นก็จะคว้าใจ “เมิฟเมิฟ” ไปได้ด้วย( ตำแหน่งในกลุ่มสามตัวบาท ) ในกลุ่ม ‘สามตัวบาท’ ตอนนี้ “เอนี่” เป็น Main Vocal “ลูน่า” ได้เป็น Main Visual “มิ้ลค์ - เลิฟ” เลยให้ “เมิฟเมิฟ” เป็น Main Dance และ Main Food Fighter เพราะ “เมิฟเมิฟ” มีทั้งดนตรีในหัวใจ และความมุ่งมั่นในการกิน ครองไปเลย 2 ตำแหน่ง( เมิฟเมิฟได้นิสัยคุณมี๊และมะมี๊ไปเต็ม ๆ ) “มิ้ลค์ - เลิฟ” เล่าเพิ่มอีกว่า เวลาอยู่ด้วยกันที่บ้าน “เมิฟเมิฟ” เป็นเด็กเรียบร้อย ไม่ดื้อเลย แต่ซุกซนตามประสาเด็ก “เลิฟ” บอกเลยว่า “เมิฟเมิฟ” ซนได้ “มิ้ลค์” มาเต็ม ๆ “มิ้ลค์” เลยบอกว่าสิ่งที่ “เมิฟเมิฟ” ได้จาก “เลิฟ” ไปคือความฉลาด และการจัดแจงผู้คน เพราะเวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อน “เมิฟเมิฟ” ก็ชอบจัดแจง โดยเฉพาะกับ “ลูน่า” ที่จะโดนจัดแจงเยอะที่สุด แต่เขาก็เป็นที่พึ่งพาได้ เพราะ “เมิฟเมิฟ” เป็นเด็กที่หัวไวมาก( ที่มาของชื่อ MILK LOVE WHIMSICAL HOUSE FANCON ) ในตอนแรกยังไม่ได้มี Keyword หลัก แต่ด้วยความที่ “มิ้ลค์ - เลิฟ” อยากได้แนวสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นหลาย ๆ อย่างให้ทุกคนที่เข้ามามีความสุข แต่ “เลิฟ” คิดว่าถ้าเป็นบ้านผีสิง หรือรถไฟเหาะ จะเลือกเพลงอะไรให้มันเข้ากับเครื่องเล่นดีล่ะ ทำให้ “เลิฟ” ได้ไปตีความหมายใหม่ให้ยังคงความซุกซนของเรา แต่สามารถนำไปตีความหมายและปรับใช้ได้มากขึ้น ก็ได้เจอกับคำว่า “Whimsy” ที่แปลว่าความเพ้อฝัน และความซุกซน แถมช่วงนี้ก็กำลังเป็นเทรนด์อยู่พอดีด้วย ทุกอย่างมันประจวบเหมาะกันพอดี แต่จริง ๆ แล้ว “มิ้ลค์ - เลิฟ” เคาะคำว่า “Whimsy” มาตั้งแต่ 2 เดือนก่อนแล้ว ดีใจที่ปล่อยออกมาแล้วเทรนด์ตรงกันพอดี( Elements ที่มาจากตัวตนของมิ้ลค์ - เลิฟ ) จากที่ปล่อย FULL SPOT ของ FANCON ออกมาทุก ๆ คนเห็นว่ามี Elements เล็ก ๆ น้อย ๆ เยอะเลยทั้งกล้องถ่ายรูป รถมอเตอร์ไซค์ ลูกโลก และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งทุกอย่างในนั้นมาจากซีรีส์ที่ “มิ้ลค์ - เลิฟ” เคยเล่น หรือ Music Video ที่เคยถ่าย ทุกอย่างถูกคิดมาแล้วว่ามาจากเรื่องราวของ “มิ้ลค์ - เลิฟ”( โชว์ที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอ ! ) “มิ้ลค์ - เลิฟ” เล่าว่าได้เห็น Comment จากแฟน ๆ เรื่องเพลงที่จะเอามาโชว์แล้ว แต่จากที่คุยด้วยกันแล้วก็ไม่อยากจะเปลี่ยนใจ เพราะได้คิดเพลงเอาไว้กันหมดแล้ว “มิ้ลค์” คิดว่าถ้าเราตั้งใจเลือกอะไรไปแล้วมันจะดีที่สุด และเชื่อว่าแฟนคลับจะชอบสิ่งที่เลือกเอาไว้ ส่วน “เลิฟ” ก็พยายามเลือกเพลงฮิตวัยเด็กมา เพราะชอบและโตมากับเพลง ตอนนี้วางไว้เกือบครบทุกอย่างแล้ว ทุกคนรอดูได้เลย และแน่นอนว่า “เมิฟเมิฟ” ก็จะได้มาแสดงโชว์ด้วยแน่ ๆ ทุกคนจะว้าวมาก ๆ เพราะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้แน่นอน( Dress Code ของงานแฟนคอนของเรา ) สำหรับ Dress Code ในวันงาน “มิ้ลค์ - เลิฟ” อยากให้เป็นสีสันสดใส แต่เดี๋ยวจะไปคุยกันมาก่อน แล้วจะบอกกับทุกคนว่าจะเป็น Dress Code อะไร เพราะเวลาขึ้นมาถ่ายรูปด้วยกันจะได้เหมือนมาด้วยกัน หรือ “มิ้ลค์” เสนอว่าติดกลิตเตอร์เยอะ ๆ เหมือนเทรนด์ตอนนี้ดีมั้ย เผื่อบางคนไม่กล้าแต่งตัวแรงก็ให้ไปเน้นที่ตกแต่งเลย( Ditto ระฟ้าหล่นสวรรค์ ) สำหรับซีรีส์ ‘Ditto ระฟ้าหล่นสวรรค์’ กำลังถ่ายทำถึงคิวที่ 9 แล้ว “มิ้ลค์ - เลิฟ” ตั้งใจถ่ายทำกันมาก ๆ อยากให้ทุกคนได้ดูภายในปีนี้ หรือเร็ว ๆ นี้ และซีรีส์เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องโรแมนติก ดราม่า บทบาทแปลกใหม่ และท้าทายสุด ๆ ตัว “เลิฟ” เองก็เคยพูดเอาไว้ตั้งนานแล้วว่าอยากเล่นบทดราม่าบ้าง พอได้เริ่มถ่ายทำ 3 คิวแรกคือร้องไห้อยู่อย่างงั้น สมกับที่เคยพูดว่าอยากเล่นบทดราม่าสุด ๆ ถึงจะยากแต่พอได้อยู่ในจุดที่ Deep ที่สุดของตัวละครก็ทำให้เข้าใจตัวละครได้มากขึ้น แถมตัวละครก็ต้องเต้นบัลเลต์ด้วย ถึงแม้ “เลิฟ” จะเคยเรียนเมื่อตอนเด็ก ๆ แต่มันก็นานมากกว่า 20 ปีที่แล้ว แต่ความบังเอิญก็คือ “พี่กระแต” ที่เป็นผู้จัดซีรีส์คือครูสอนบัลเลต์ตอนเด็กของ “เลิฟ” เอง เรียกได้ว่าเป็นความบังเอิญที่เจ๋งมาก ๆ ส่วนบทบาทของ “มิ้ลค์” ก็ท้าทายไม่แพ้กัน เพราะต้องเล่นเป็นฝาแฝด แถมบทของฝาแฝดก็เยอะมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งได้คุยกับตัวเองทั้งวันเลย เพราะเป็นคิวของตัวละครฝาแฝดและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “มิ้ลค์ - เลิฟ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Knock Knock!! MilkLove Open Heart”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “มิ้ลค์ - เลิฟ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “มิ้ลค์ - เลิฟ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ สุดท้ายขอฝาก "MILK LOVE WHIMSICAL HOUSE FANCON" ในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน ที่ยูเนี่ยน ฮอลล์ และกดบัตรพร้อมกัน 13 กันยายน เวลา 10:00 น. สำหรับใครที่ไม่ได้ไปก็มีบัตร Live Streaming ด้วยน้าสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ไม่มีที่หนึ่ง ไม่มีที่สอง แต่มีพื้นที่ให้พี่สาม - น้องแจมเสมอน้าา EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ แม้ก - ณฐ ที่มาเสิร์ฟเคมีพี่ตัวโตกับน้องตัวเล็กให้แฟน ๆ ฟินจนจิกหมอนขาด และยังพกความตลกจนเรียกเสียงหัวเราะไปตลอดทั้งคืน !

04 ก.ย. 2026

ไม่มีที่หนึ่ง ไม่มีที่สอง แต่มีพื้นที่ให้พี่สาม - น้องแจมเสมอน้าา EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ แม้ก - ณฐ ที่มาเสิร์ฟเคมีพี่ตัวโตกับน้องตัวเล็กให้แฟน ๆ ฟินจนจิกหมอนขาด และยังพกความตลกจนเรียกเสียงหัวเราะไปตลอดทั้งคืน !

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 27 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “แม้ก - ณฐ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Bound by the crescent moonนามปากกา : จ๋อย “สกาย” เด็กหนุ่มช้ำรัก เขามักจะนั่งมองดวงจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวงและอธิฐานให้มีใครสักคนมาพาเขาออกไปจากวังวนความรู้สึกนี้เสียที คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังนั่งมองดวงจันทร์ที่ดาดฟ้าเหมือนอย่างทุกครั้ง สายตาเขาไปสะดุดที่ร่างของใครบางคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ดูคล้ายจะช้ำรักมาเหมือนกัน สกายจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทักทาย “ฟิลิกซ์” ชายหนุ่มใจช้ำ เขาอกหักอย่างเป็นทางการได้ไม่นาน คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาตัดสินใจออกมาดูดวงจันทร์ที่ดาดฟ้า หลังจากเขาเก็บตัวอยู่ในห้องมาหลายเดือน เมื่อฟิลิกซ์รู้ตัวว่าตนเองไม่ได้อยู่คนเดียวบนดาดฟ้า เขาก็โต้ตอบบทสนทนาที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างดีจนเขารู้สึกดีขึ้นไม่น้อย แต่หลังจากแยกกันคืนนั้น เขาก็ไม่พบกันอีกเลย จนกระทั่งคืนพระจันทร์เต็มดวงวนมาอีกครั้ง พวกเขาทั้งสองคนกลับมาพบกันบนดาดฟ้าโดยบังเอิญ แต่ครั้งนี้ทั้งสองกลับไม่ดูเศร้าเท่าเดิมอีกแล้ว และทั้งสองคนก็จะมาพบกันที่นี่โดยบังเอิญทุกเดือนในวันพระจันทร์เต็มดวง บทสนทนาเริ่มเปลี่ยนจากการปลอบใจเป็นการถามไถ่ชีวิตประจำวัน ทั้งคู่เป็นความสบายใจของกัน ความสัมพันธ์จึงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากคนแปลกสู่คนสำคัญในวันพระจันทร์เต็มดวงFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Bound by the crescent moonPen Name : จ๋อย Sky, a young man nursing a broken heart, had a habit of sitting beneath the full moon each month, watching its light and quietly wishing that someone, anyone, would come and pull him out of the endless current of his own feelings. One night, as he sat on the rooftop just as he always did, his eyes caught on a figure not far away — someone who looked, unmistakably, just as heartbroken as he was. Sky decided to walk over and say hello. Felix, the young man with the wounded heart, had only recently, officially, had it broken. Tonight was the first night he'd brought himself out to see the moon from the rooftop, after months of shutting himself away in his room. When Felix realized he wasn't alone up there, he found himself answering the conversation the stranger offered him — answering it so easily, so warmly, that he felt lighter than he had in a long while. But once they parted that night, they didn't cross paths again. Not until the full moon came around once more. The two of them found themselves back on the rooftop, meeting again quite by chance. But this time, neither of them looked quite so sad. And so, by chance, they began meeting there every month, on the night the moon grew full. Slowly, the conversations shifted — from comforting words meant to soothe old wounds, to easy questions about each other's everyday lives. Each became a quiet comfort to the other, and little by little, what had started as two strangers became something else entirely: two people who mattered to each other, bound together by the nights of the full moon.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ไก่สองไม้ครับ....สารวัตรนามปากกา : แจ้มใจ๋ หมดแล้วยุคเคะคุณหนู เมะหมามอม เพราะนี่คือเมะคุณชาย เคะขายไก่ คุณชายกร คุณชายใหญ่ของบ้านอศวบุรเศรษฐ์สกุล เข้ารับตำแหน่งประธานของบุรเศรษฐ์กรุ๊ปเมื่อสองปีก่อน เล่าลือกันว่า คุณชายเป็นประเภทจริงจังกับงานจนน่ากลัว ผู้เป็นพ่อยังกลัวว่าเฮียแกจะแต่งงานกับงาน ไม่ยอมมีลูกมีเมีย เลยพยายามหาสะใภ้มาให้ดูตัวอาทิตย์ละคน แต่ไม่ว่าจะคนไหนก็ยังไม่น่าสนใจเท่างานของเฮีย จนกระทั่งมาเจอกับพ่อค้าขายไก่หน้าตามอมแมม สวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูเข้มที่ได้จากเขียงหมูป้าจง บนใบหน้าจิ้มลิ้มมีแต่คราบน้ำมันจนมองไม่เห็นเค้าความน่ารัก ยืนเถียงกับลูกค้าเรื่องค้างค่าไก่ 5 บาทแล้วไม่ยอมจ่าย วินาทีนั้นคุณซีอีโอหนุ่มรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน สั่งให้เลขาไปขอคอนแทคมาเลยทันที แต่ดันทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด แง้นรถขายไก่หนีแทบไม่ทัน แต่พ่อก็ไม่ยอม ใช้รถหรูขับตาม แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามไม่ทันเวฟปีศาจ จนคลาดกันไปในที่สุด เขาคิดว่าคงจะไม่ได้เจอกันแล้ว จนกระทั่ง... วันต่อมา ได้เจอกับทีมสอบสวนอาชญากรรมที่เข้ามาสอบสวนเขา เพราะถูกสงสัยว่าเป็นผู้บงการลักพาตัวนักการเมืองชื่อดัง "สวัสดีครับ ท่านประธาน" "ไก่สองไม้ครับ....สารวัตร"FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Grilled Chicken and the InspectorPen Name : แจ้มใจ๋ Forget the era of the young miss and her scruffy little dog — this is the era of the young master and the chicken vendor. Master Korn, eldest son of the illustrious Asawaburirasettha family, had taken up the chairmanship of Burirasettha Group two years ago. Rumor had it that the man was terrifyingly devoted to his work — so much so that his own father feared he might end up "marrying" the company instead of taking a wife. Desperate for grandchildren, his father took to parading a different prospective daughter-in-law in front of him every week. But not one of them managed to hold a candle to his son's beloved spreadsheets and boardrooms. Not until the day he crossed paths with a grimy little chicken vendor. She stood behind her stall in a deep pink apron borrowed from Auntie Jong's pork stand, her pretty face smudged with cooking oil thick enough to hide any trace of her own prettiness, locked in a fierce argument with a customer who owed her five baht and refused to pay up. In that instant, the young CEO felt the world stop turning. He ordered his secretary to get her contact information immediately — only for the poor girl to completely misread the situation. She practically launched her chicken cart into a getaway, pedaling for her life. His father, unwilling to let the moment slip by, gave chase in his luxury car. But no amount of horsepower could catch up to her devilish speed, and in the end, she vanished into the city, gone without a trace. He thought that was the end of it. That their paths would never cross again. Until the next day — when he found himself face to face with a criminal investigation team, there to question him. He was, apparently, a suspect in the kidnapping of a famous politician. "Good evening, Chairman." "...Two skewers of grilled chicken, please, Inspector."FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Dear, The Voice on the Other Sideนามปากกา : กอจอ ‘แม้ก’ บังเอิญเก็บหูฟังข้างหนึ่งได้ระหว่างทางกลับบ้าน ตอนแรกตั้งใจจะเอาไปส่งคืนเจ้าของ แต่พอลองใส่เล่น ๆ กลับได้ยินเสียงใครบางคนพูดทักขึ้นมา เขาถอดหูฟังออกด้วยความตกใจก่อนลองใส่กลับเข้าไปอีกครั้งและเสียงนั้นก็ยังอยู่ ตอนแรกเขาคิดว่าเสียงนั้นอาจเป็นเจ้าของที่กำลังตามหาแต่ไม่ว่าจะลองถอดหรือใส่กี่ครั้ง เสียงปริศนาก็ยังคงพูดคุยกับเขาราวกับรู้ว่าเขากำลังได้ยินอยู่ จากเสียงปริศนาทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันทุกวันโดยไม่รู้ชื่อหรือหน้าตา จากคนแปลกหน้าค่อยๆ กลายเป็นคนสำคัญจนเริ่มมีความรู้สึกดีต่อกันและตกลงนัดพบ ก่อนถึงวันนัดแม้กบังเอิญเจอ ‘ณฐ’ น้องชายของเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน เด็กชายที่อายุห่างกับเขา 9 ปีในความทรงจำเติบโตเป็นนักศึกษาหนุ่มน่ารักที่ทำให้แม้กรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่แรกเจอ เมื่อทั้งคู่เอ่ยทักทายกัน เสียงของอีกฝ่ายกลับคุ้นเคยอย่างประหลาดก่อนจะจำได้ว่าเสียงที่ได้ยินผ่านหูฟังมาตลอด คือ เสียงของคนตรงหน้า หูฟังที่พลัดกันคนละข้างกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คนสองคนที่เคยรู้จักกันกลับมาตกหลุมรักกันอีกครั้ง จากเสียงที่เคยได้ยินผ่านหูฟัง สู่คนที่อยากได้ยินเสียงทุกวันโดยไม่ต้องมีหูฟังอีกต่อไป…FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Dear, The Voice on the Other SidePen Name : กอจอ MAX stumbled upon a single earbud on his way home. His first thought was simple enough — return it to whoever had lost it. But when he slipped it into his ear just to try, out of curiosity, a voice answered him. Someone, unmistakably, saying hello. He yanked it out in shock. Then, cautiously, put it back in. The voice was still there. At first, he assumed it must belong to the earbud's owner, searching for their missing pair. But no matter how many times he pulled it out or pushed it back in, the mysterious voice kept talking to him — as if it somehow knew he was listening on the other end. From that strange, disembodied voice, the two of them began talking every single day. Neither knew the other's name. Neither had ever seen the other's face. And yet, slowly, a stranger became someone who mattered. Feelings began to bloom in the space between words, until finally, they agreed to meet in person. Before the day of their meeting arrived, MAX happened to run into Nat — the younger brother of a close friend he hadn't seen in years. The boy who lived in his memory as a child nine years his junior had grown into a university student, handsome enough that something in MAX's chest stirred the moment their eyes met. When they exchanged greetings, something about the other boy's voice struck him as strangely familiar. And then it hit him. The voice he'd been listening to through the earbud, day after day — it was the very voice of the person now standing in front of him. A single lost earbud had become the unlikely beginning for two people who already knew each other, falling in love all over again — from a voice once heard only through a piece of plastic and wire, to a person he now wanted to hear every single day, with no earbuds required at all…FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ดอกไม้ไฟของนักดับเพลิง (The Firefighter's Firework)นามปากกา : School_1997 แม้ก เป็นนักดับเพลิงที่เกลียดคนทำงานกับวัตถุไวไฟ เพราะเคยสูญเสียเพื่อนจากเหตุไฟไหม้ ส่วน ณฐ เป็นนักทำดอกไม้ไฟที่หลงใหลแสงสีบนท้องฟ้า ทั้งคู่พบกันครั้งแรกตอนเกิดเหตุไฟไหม้ในโรงงานของณฐ “คุณรู้ไหมว่าของพวกนี้อันตรายแค่ไหน” แม้กตะโกนใส่ด้วยความโมโห “รู้ครับ แต่ผมรู้วิธีควบคุมมัน” ณฐบอก “ไฟไม่เคยควบคุมได้” หลังเหตุการณ์นั้น แม้กต้องกลับมาตรวจความปลอดภัยที่โรงงานของณฐเป็นประจำ ทั้งคู่จึงได้พบกันบ่อยขึ้น จากคู่กัดกลายเป็นคนที่คอยช่วยเหลือกันโดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ณฐติดอยู่ในโกดังเก็บดอกไม้ไฟ แม้กฝ่าควันเข้าไปช่วย แม้จะรู้ว่าการระเบิดอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ “พี่เข้ามาทำไม” ณฐถามด้วยความตกใจ “เพราะณฐยังอยู่ในนี้” ณฐกอดแม้กแน่นหลังถูกช่วยออกมาได้ “พี่เกลียดไฟไม่ใช่เหรอ” แม้กมองณฐแล้วตอบเบา ๆ “เกลียดสิ แต่ถ้าเป็นไฟที่พาณฐหายไป พี่เกลียดยิ่งกว่า” หลังจากนั้นณฐยังคงทำดอกไม้ไฟ ส่วนแม้กก็ยังคงดับไฟ เพียงแต่ทุกคืนที่ณฐจุดดอกไม้ไฟบนท้องฟ้าจะมีนักดับเพลิงคนหนึ่งยืนมองอยู่ข้าง ๆ เสมอ เพราะเขาเพิ่งรู้ว่า บางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ไฟ แต่คือการตกหลุมรักคนที่อยู่ใกล้ไฟต่างหากFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... The Firefighter's FireworkPen Name : School_1997 MAX was a firefighter who despised anyone who worked with flammable materials — a hatred rooted in the friend he'd lost to fire years ago. Nat, meanwhile, was a fireworks maker, utterly captivated by the way color bloomed across the night sky. The two of them met for the first time during a fire at the factory where Nat worked. "Do you have any idea how dangerous this stuff is?" MAX shouted, fury cracking through his voice. "I know," Nat said. "But I know how to control it." "Fire," MAX shot back, "can never be controlled." After that incident, MAX found himself returning to Nat's factory again and again for routine safety inspections, and the two of them began crossing paths more and more. Slowly, without either of them quite noticing, two people who'd once done nothing but bicker became two people who quietly looked out for each other. Then, one day, a massive fire broke out. Nat was trapped inside the warehouse where the fireworks were stored. MAX pushed through the smoke to reach him, fully aware that an explosion could tear through the building at any second. "Why did you come in here?" Nat asked, stunned. "Because you were still in here." Once they were safely outside, Nat threw his arms around MAX and held on tight. "Aren't you supposed to hate fire?" he asked. MAX looked at him and answered softly. "I do. But if it's a fire that takes you away from me — that, I'd hate even more." After that, Nat kept making his fireworks, and MAX kept putting out fires, same as always. Except now, every night Nat lit up the sky, there was one firefighter who always stood beside him, watching. Because he'd finally understood something: sometimes the most dangerous thing in the world isn't fire at all. It's falling in love with someone who lives right beside it.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... คนในความฝันนามปากกา : littlestar.booคุณเคยฝันถึงใครสักคนซ้ำ ๆ บ้างไหม? ตอนนี้ ‘ณฐ’ ฝันถึงผู้ชายคนเดิมเป็นครั้งที่ 8 แล้วในตอนแรกก็จำไม่ค่อยได้หรอก แต่ตอนนี้เริ่มจำเสียง เสื้อผ้า กลิ่น หรือรอยยิ้มของเขาคนนั้นได้จนณฐเริ่มสงสัยว่า ‘ทำไมคนที่ไม่เคยรู้จัก ถึงได้รู้สึกคุ้นเคยขนาดนี้กันนะ?’ แต่ในทุกครั้งที่ณฐพยายามจะถามชื่ออีกฝ่าย ณฐก็มักจะตื่นก่อนเสมอ แต่ในครั้งนี้ต่างออกไป ผู้ชายคนนั้นยื่นแก้วกาแฟให้กับณฐ และพูดเอาไว้ว่า “ถ้าอยากเจอผม ก็ลองมาหาที่นี่สิ” และที่แก้วก็ได้มีชื่อร้านกาแฟติดอยู่พร้อมกับชื่อของเจ้าตัวว่า ‘แม้ก’ ณฐตื่นขึ้นมาพร้อมกับจำชื่อร้านและชื่อของแม้กจนขึ้นใจ และพอลองค้นหาก็ได้พบว่าร้านนั้นมีอยู่จริง ณฐไม่รอช้ารีบไปที่ร้านกาแฟนั้นอย่างไม่ลังเล และเมื่อถึงที่ร้านนั้น ณฐก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่มุมของร้าน ใช่… มันเหมือนในฝันทุกอย่าง หัวใจของณฐเต้นแรง นั่นคือแม้ก ชายที่เขาเฝ้าตามหามาโดยตลอด เขายืนมองอยู่นานจนแม้กเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา… และแม้กก็ยิ้มให้กับเขา รอยยิ้มที่เหมือนกับในฝันไม่มีผิด ก่อนที่อีกฝ่ายจะเป็นคนเริ่มพูดขึ้นมาก่อน “ณฐ… ในที่สุดก็ได้เจอกันสักทีนะ”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… A Stranger in My DreamsPen Name : littlestar.boo Have you ever dreamed about the same person, over and over again? Right now, Nat was having the same dream for the eighth time. At first, he could barely remember any of it. But lately, he'd started to remember things — the man's voice, the clothes he wore, the faint scent that clung to him, the exact curve of his smile. Enough that Nat had begun to wonder: how can someone I've never met feel this familiar? Every time he tried to ask the stranger's name, though, he woke up before he ever got the answer. This time was different. In the dream, the man held out a cup of coffee to him and said, "If you want to find me, come look for me here." Printed on the cup was the name of a coffee shop — and beside it, a name: MAX. Nat woke with both names burned into his memory. On a whim, he searched for the shop online — and found that it actually existed. He didn't hesitate for a second. He grabbed his things and headed straight there. When he arrived, he saw a man sitting alone in the corner of the shop. It was him. Exactly like in the dream, down to every last detail. Nat's heart pounded in his chest. This was MAX — the man he'd been searching for all along. He stood there, staring, until MAX finally looked up and their eyes met. And MAX smiled at him. The very same smile from the dream, unmistakable, unchanged. Then, before Nat could say a single word, the other man spoke first. "Nat... we finally meet."เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “แม้ก - ณฐ”ที่มาแบ่งปันเรื่องราวสนุก ๆ ที่เกิดขึ้นในไร่สวนส้ม และเกาะหรรษาให้ทุกคนได้ตื่นเต้นไปด้วยกันน ( อยู่ด้วยกันมานาน มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ? ) จากที่อยู่ด้วยกันมา 6-7 ปี สำหรับ “แม้ก” แล้ว “ณฐ” เองก็โตขึ้นมาก ๆ เขามีความรับผิดชอบและความตั้งใจมากขึ้น แถมยังน่ารักขึ้นด้วย และยังไม่ลืมที่จะแซวน้องว่านอนเก่งขึ้นอีกด้วย “ณฐ” เลยแก้ตัวแบบน่ารัก ๆ ว่าตอนถ่ายซีรีส์มีซีนที่ต้องถ่ายตอนนอนบ่อย มันก็เลยทำให้หลับไปเลยในซีน อย่าให้หัวได้ถึงหมอนเพราะจะง่วงในทันทีเลยล่ะ ส่วน “ณฐ” บอกว่า สำหรับ “แม้ก” ก็ยังเป็นพี่ที่หล่อมาก ๆ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น แต่ส่วนที่เปลี่ยนไปก็เป็น พี่เขาน่ารักกับ “ณฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ไม่ได้ถึงขั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สม่ำเสมอขึ้นในทุก ๆ วัน ไม่มีหรอกตำนานอาถรรพ์ 7 ปีสำหรับคู่นี้( ตำนานบ้าน 50 ล้าน ) เป็นที่ฮือฮาว่า ใน YouTube ช่อง domundiTV มีคลิปในตำนานอย่าง ‘เมื่อแม้กมาทัวร์บ้านณฐ 50 ล้าน อลังแค่ไหนต้องดู’ ทำเอาเหล่าดีเจอดแซวไม่ได้ว่า มีบ้าน 50 ล้านอยู่แล้วจะออกมาลำบากทำไม “ณฐ” ก็เลยเผยว่า อยากทำตามความฝัน และสร้างผลงานสนุก ๆ ให้กับทุกคน แต่ก็อดหยอกคนข้าง ๆ ต่อไม่ได้ว่า ถ้า “แม้ก” มาสร้างบ้านต่อข้าง ๆ ก็จะเป็นบ้าน 100 ล้านเลยนะ ทำเอา “แม้ก” รีบตอบกลับอย่างไวว่า ตอนนี้แค่ 50 บาทก็เหนื่อยแล้ว( ลูกสาวสุด Cute อย่างน้องฮาร์ทดี้ ) ทั้งคู่ก็ได้มีลูกสาวสุดน่ารักชื่อว่า “ฮาร์ทดี้” ที่ทุกคนเอ่ยปากแซวว่าเหมือน “ณฐ” มาก ๆ เพราะหลับตลอดเวลาเลย ยืนอยู่เฉย ๆ ก็เซล้มลงไปนอนเลย เหมือน “ณฐ” ที่ทุกวันนี้โดนปลุกให้มาทำงาน แต่ “ฮาร์ทดี้” อยู่ในวัยกำลังโต ต้องให้ลูกพักผ่อนเยอะ ๆ แถมใครเห็นก็ชมตลอดว่าสีเหมือนนมเย็นเลย และในส่วนของเพื่อนสนิทของ “ฮาร์ทดี้” ก็มีเยอะมาก ๆ โดย “แม้ก - ณฐ” เล่าว่า จะมีน้อง “จุ๊กกรู้” ที่แฟนคลับชอบแซวว่าเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ แต่ทั้งคู่ก็หวงลูกสาวนะ ลูกยังเด็กอยู่เลย พยายามจับแยก เดี๋ยวคงต้องกลับไปถามลูกที่บ้านว่าเป็นลูกเราหรือเขาที่เข้าหาก่อน แต่นอกจากนี้ก็ยังมีพี่ ๆ คนอื่นคอยดูแล อย่างพี่ “ซนซน” และยังมีพี่ “ทีมิ้ลค์” ที่คอยชวนไปดื่มชาด้วยกันบ่อย ๆ เป็นความสัมพันธ์ของเหล่าลูก ๆ ที่น่ารักมาก เรียกเสียงเอ็นดูจากคุณย่าคุณยายออนไลน์ได้เป็นอย่างดี[ เซ็ตคำถามพิเศษ : ช่วงนี้อยู่ในระยะทำใจ… ]( ถ้าอยู่ในระยะทำใจ “แม้ก” จะทำเหมือนพี่สามในซีรีส์มั้ย ? ) “แม้ก” ตอบอย่างมั่นใจว่า ไม่อย่างแน่นอน เพราะด้วยความที่ในซีรีส์ตัว “สาม” จะหนีไปอยู่ที่เกาะพะงันเป็นเดือน ๆ และยังตัดขาดจากโลกภายนอกด้วย ถ้าเป็นตัวเองจะเป็นคนที่อยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่กับคนสนิทที่คอยดึงสติกลับมา ถ้าทำตาม “สาม” เลยคงจะแปลกมาก ๆ เพราะไม่ชอบอยู่คนเดียวเลยเวลาอกหัก( ถ้ากำลังเฮิร์ทหนัก “ณฐ” จะเปิดฝักบัวทำ MV ในห้องน้ำหรือตัดผมเปลี่ยนลุค ? ) ก่อนจะตอบ “ณฐ” ก็แซวว่าถ้าเป็นซีรีส์เกาหลีก็จะไปตัดผม แต่ถ้าโดยส่วนตัว “ณฐ” แล้ว ก็จะเลือกเปิดฝักบัวทำ MV เพราะเคยมีโมเมนต์ท์ที่เวลาอาบน้ำแล้วตัวเองชอบคิดเรื่องต่าง ๆ ก็เลยจะใช้เวลานั้นที่ใจลอยเปิดน้ำรดตัวเอง ซึ่งเวลาทำแบบนั้นก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย( ถ้าวันหนึ่ง “ณฐ” เดินทางข้ามเกาะแล้วใช้ชีวิตสุดติ่งแบบคุณสาม “แม้ก” จะทำอย่างไร ? ) “แม้ก” จะรีบตามไปให้ไวที่สุด แล้วรีบมาเคลียร์กันเลยว่าเป็นอะไร และจะบอกกับ “ณฐ” ว่าอย่าอยู่คนเดียวเลย มันจะเหงาเอานะ มาอยู่ด้วยกันดีกว่า มีความสุขกว่าเยอะ( “ณฐ” จะเลือก “พี่แม้ก” หรือ “คุณสาม” ถ้าต้องใช้ชีวิตด้วยกันในระยะยาว ? ) แน่นอนว่า “ณฐ” ก็ต้องเลือก “พี่แม้ก” อยู่แล้ว ส่วน “คุณสาม” ก็อยู่กับ “น้องแจม” ไป เพราะมีแค่ “น้องแจม” คนเดียวที่รับมือกับ “คุณสาม” ไหว เขาสองคนเหมือนลิ้นกับฟัน ส่วน “แม้ก - ณฐ” เป็นฟืนกับไฟ เราไปด้วยกันไม่สู้กันเหมือนคู่ “คุณสาม - น้องแจม”( สำหรับ “แม้ก-ณฐ” อะไรที่จะรักษาแผลใจได้ดีที่สุด ? ) แน่นอนว่าคำตอบของทั้งคู่ทำเอาพี่ ๆ ดีเจแซวเลยว่าคนนึงมาแนวรูปธรรม ส่วนอีกคนก็มาในแบบนามธรรม เพราะคำตอบของ “แม้ก” คือ การมีคนใหม่จะเป็นการรักษาแผลใจได้ดีที่สุด แต่เราก็จะไม่ได้เอาสิ่งนี้มาทำร้ายเขา เราเลือกที่จะหาคนที่เข้ากับเราได้มากกว่า จะได้ลืมคนเก่าที่ทำร้ายใจเราได้ และเราก็ต้องไปต่อให้ได้ ส่วนคำตอบของ “ณฐ” คือการดึงหัวใจตัวเองกลับมา เพราะในตอนที่เราอินเลิฟ หรือกำลังมีความรัก เราจะเผลอเอาหัวใจไปฝากไว้ที่เขา แต่ถ้าความรักมันหมดแล้ว เราก็ต้องหันมารักตัวเองเหมือนเดิม เอาหัวใจของเรากลับมา( ความรู้สึกในงาน #ที่สามมาบัสกิ้ง ) วันนั้น “แม้ก - ณฐ” รู้สึกขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่มาหากันที่งาน ‘YOUR THIRD BUSKING’ เพราะวันนั้นฝนตกหนักจนทำให้งานดีเลย์ไปเกือบ 2 ชั่วโมงเลย ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่ยังอดทนรอกัน ดีใจมาก ๆ ที่มีคนมาหาเยอะขนาดนี้( เพลงประกอบซีรีส์ที่เพราะจนทุกคนต้องทัก ! ) และที่งานนี้ “ณฐ” ได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์อย่าง ‘แค่ได้ใกล้’ เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าแฟนคลับได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากทำนอง เมโลดี้เพลงจะน่ารักแล้ว เนื้อเพลงก็น่ารักเหมาะกับซีรีส์สุด ๆ แถมยังเป็นครั้งแรกที่ร้องแบบเต็มเพลง เพราะในซีรีส์ปล่อยออกมาแค่ทำนองเพลงในบางช่วงเท่านั้น ยังไม่ได้ปล่อยตัวเต็มออกมาเลย ให้รอติดตามเร็ว ๆ นี้ และหลังจากนี้ก็จะมีเพลงอื่น ๆ ที่เป็นคนอื่นร้องอีกก็เป็นได้( สิ่งที่เกิดคาดจากการแสดงของซีรีส์เรื่องนี้ ) เพราะจาก Comment ของแฟนคลับคือบอกเอาไว้ว่า นักแสดงใส่สุดมาก ๆ สำหรับเรื่องนี้ ทั้งคู่เลยเล่าว่า บท “คุณสาม” เนี่ย “แม้ก” ต้องแสดงออกเยอะมาก ต้องเล่นใหญ่มากกว่าคนทั่วไป ทุกซีนที่เล่าคือเหนื่อยมาก ๆ และสิ่งที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำก็คือการปีนต้นมะพร้าว แล้วตอนที่ปีนต้องถอดเสื้อด้วย คือเจ็บไปหมด “ณฐ” ก็เสริมว่าตอนที่ “แม้ก” ลงมาจากต้นมะพร้าวคืออกแดงไปหมดเลย แถมเป็นซีนแรกบนเกาะเลยที่เริ่มถ่าย ถึงจะแปลกใหม่แต่ก็สนุกและคุ้มค่า เพราะถอดจากนิยายมาเป๊ะ ๆ เลย ส่วน “ณฐ” ก็เล่าว่าเป็นซีนที่ “แจม” ต้องเกยตื้นจากในทะเล เพราะตกน้ำแล้วลอยมาเกยตื้นที่ฝั่ง ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นที่เกยตื้นคือเต็มไปด้วยโคลนสีดำ และมีตะไคร่น้ำเต็มไปหมด แล้วต้องเอาแก้มมาทับพื้นที่โคลนตรงนั้น สุดท้ายก็ต้องยอมเอาหน้าลงไปจุ่มอยู่ดี แถมมีเข้าปากด้วย ถือซะว่าเป็นประสบการณ์ที่นักแสดงทุกคนจะต้องเจอ( ถึงแม้เนื้อเรื่องจะตลก แต่ตอนถ่ายทำก็กดดันมากเช่นกัน ) ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นแนว Comedy แต่ “แม้ก - ณฐ” ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเล่นยากมาก ๆ แถมยังกดดันด้วย เพราะจากนิยายแล้วตัวละครต้องเล่นใหญ่มาก ๆ ตอนที่ถ่ายทำก็กลัวว่าจะเล่นล้นเกินไปจนคนดูไม่ตลก แต่ฟีดแบ็คออกมาดีมากเลย เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก แถมแฟน ๆ ยังบอกอีกว่านักแสดงไม่ใช่แค่ทำถึง แต่ทำเกินไปมาก แค่ได้รู้ว่าแฟน ๆ ชอบมากก็โอเคแล้ว( “คุณสาม” ตลกจนต้องกลั้นขำ ) ตอนถ่ายทำบางซีนก็ต้องมีกลั้นขำกันบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็น “ณฐ” หลุดขำ “แม้ก” บ่อย ๆ เพราะตัวละคร “คุณสาม” เล่นใหญ่มาก ๆ “แม้ก” เลยเล่าความลับว่า บางฉากก็ไม่ได้บอก “ณฐ” ว่าจะเล่นแบบไหนหรือเล่นอะไร เพราะได้เห็นรีแอคตรงนั้นมันก็ดีกว่า ธรรมชาติมาก ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แม้ก - ณฐ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ที่หนึ่ง ที่สองของใครไม่รู้ แต่ที่สามของเธอ”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้ตลกมาก ทำเอาเหล่าแฟน ๆ ขำกันสนั่นไปเลย !สามารถไปติดตามรับชมความซนของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แม้ก - ณฐ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แม้ก - ณฐ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ที่สามของเธอ Your third Series" ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง GMM25 และชมเวอร์ชัน UNCUT เวลา 23.30 น. บนแอป iQIYI และฝาก OST. เพลง ที่สามของเธอ - ส้ม มารี ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เมนแดนซ์ชิดซ้าย เมนร้องชิดขวา นาทีนี้ก็ต้องให้หนุ่ม ๆ “GELBOYS 2” เป็นเหนือเมนแล้วล่ะ! แถมทั้ง 6 หนุ่ม ยังพกเรื่องเล่ามาเม้าท์แฟ่ดกันตามสไตล์ Gen Z จนทำเอาแฟนๆ ฟินกันทั้งสตู

26 ส.ค. 2026

เมนแดนซ์ชิดซ้าย เมนร้องชิดขวา นาทีนี้ก็ต้องให้หนุ่ม ๆ “GELBOYS 2” เป็นเหนือเมนแล้วล่ะ! แถมทั้ง 6 หนุ่ม ยังพกเรื่องเล่ามาเม้าท์แฟ่ดกันตามสไตล์ Gen Z จนทำเอาแฟนๆ ฟินกันทั้งสตู

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 20 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พบกับ 4 หนุ่ม GELBOYS “ไป๊ป - นิว - พีเจ - เลออน” และ 2 หนุ่ม GELZBABY “ภีม - ไม้” ที่พาความสนุกสนาน เสียงหัวเราะมาเสิร์ฟแฟน ๆ พร้อมด้วย 2 ดีเจสาวสวย “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Close Friendsนามปากกา : boomingtoon (บูมิ่งตูน) “ถ้าเหลือเวลาอีก 24 ชั่วโมงก่อนเรียนจบ พวกมึงจะทำอะไรกัน?” คำถามนั้นทำให้วงสนทนาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนความคิดมากมายจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น… คงขับรถไปทะเลตอนดึก ๆ เปิดเพลงดังจนคนข้าง ๆ ต้องตะโกนด่า แวะร้านสะดวกซื้อตอนตีสอง ซื้อของกินเต็มมือ แล้วกลับมานั่งทะเลาะกันเรื่องเดิม ๆ คงมีช่วงหนึ่งที่เสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงความเงียบ และสายตาของทั้งหกที่มองหน้ากัน ราวกับอยากจดจำคืนนี้เอาไว้ให้นานที่สุด บางทีไป๊ปอาจจะสารภาพอะไรบางอย่างกับนิว บางทีพีเจอาจจะถามเลออนถึงความรู้สึกที่ค้างคามานาน บางทีภีมอาจจะยื่นของที่ไม้อยากได้ให้ พร้อมบอกว่าเขายังจำมันได้เสมอ และบางที…คำว่า “เพื่อน” อาจไม่ใช่คำเดียวที่พวกเขาอยากเรียกกันอีกต่อไป ฟังดูเป็นคืนสุดท้ายที่ดี… ดีเกินกว่าจะลืม น่าเสียดายที่มันไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีใครทำอะไร ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ของที่อยากให้ยังคงอยู่ในลิ้นชัก และคำสารภาพยังคงอยู่ในใจ สุดท้าย 24 ชั่วโมงก่อนเรียนจบก็เป็นเพียงอีกหนึ่งวันที่ผ่านไป เพราะบางความรู้สึก…ต่อให้คนที่อยากให้เห็นที่สุดอยู่ใน Close Friends ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะกล้าพูดมันออกไปตรง ๆFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Close FriendsPen Name : boomingtoon “If you only had one day left before graduation, what would you do?” The question brought their conversation to a sudden stop. Then, little by little, countless possibilities began taking shape. They could drive to the beach in the middle of the night, turn the music up until the person beside them complained, stop at a convenience store at 2 a.m. for an unreasonable amount of snacks, and return to bickering over the same familiar topics. Maybe, at some point, their laughter would slowly disappear, leaving the six of them in quiet, simply looking at one another—as if they wanted to preserve the memory of that night forever. Perhaps Pipe would finally tell New what he had been keeping inside. Maybe PJ would ask Leon about the feelings he had carried for so long. Pheem might give Mai the gift she had once wanted and tell her that he remembered. And maybe… “friend” would no longer be the only word they could use for one another. It sounded like the perfect final night—almost too perfect to ever forget. But it never happened. They did nothing. No one found the courage to say what they truly wanted to say. The gifts stayed hidden in drawers, and the confessions remained locked inside their hearts. In the end, the 24 hours before graduation became nothing more than another ordinary day that slipped away. Because sometimes, even when the person you most want to see your feelings is already in your Close Friends list, that still doesn’t mean you’ll be brave enough to tell them directly.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... เด็กไม่มีชื่อนามปากกา : Fungjai (ฟังใจ) ธาริน (ไป๊ป) , นที (นิว) , พีรัช (พีเจ) , ภูเขา (เลออน) , เขต (ภีม) และ ไม้เอก (ไม้) บังเอิญได้ยินเรื่องประหลาดของโรงเรียนว่า เมื่อสิบห้าปีก่อนเคยมีนักเรียนคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่กลับไม่มีชื่อของเด็กคนนั้นอยู่ในทะเบียน ไม่มีรูปถ่าย และไม่มีหลักฐานใดหลงเหลือว่าเขาเคยมีตัวตน ระหว่างที่ทั้งหกตามหาความจริง พวกเขากลับหลุดเข้าไปในอดีต ช่วงไม่กี่วันก่อนที่เด็กคนนั้นจะเสียชีวิต ทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ในคืนนั้นด้วยตัวเอง ทั้งหกพยายามช่วยเด็กและค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยิ่งเข้าใกล้คำตอบ ความทรงจำของผู้คนเกี่ยวกับเด็กคนนั้นกลับยิ่งถูกบิดเบือน สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของเด็กคนนั้นได้คือ “ชื่อจริง” ทั้งหกจึงต้องตามหาเบาะแสที่ถูกซ่อนอยู่ในโรงเรียน เพื่อค้นหาว่าเขาเป็นใคร และหาทางกลับมายังเวลาของตัวเอง ทว่าในระหว่างนั้น พวกเขากลับพบว่าความลับของเด็กคนนั้นเชื่อมโยงกับหนึ่งในพวกเขาเอง และหากไม่สามารถเรียกชื่อที่แท้จริงของเด็กคนนั้นได้ก่อนคืนที่เขาเสียชีวิต หนึ่งในหกจะถูกแทนที่ และกลายเป็น “เด็กที่ไม่มีชื่อ” คนต่อไปFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The child has no name.Pen name : Fungjai Tharin (Pide), Nathee (New), Peerach (PJ), Phukhao (Leon), Khet (Peem), and Maiek (Mye) stumble upon a chilling rumor at school: fifteen years earlier, a student vanished completely. Their name appears in no records, no pictures of them exist, and every trace suggesting they were ever there has disappeared. Determined to uncover the truth, the six friends are unexpectedly sent back to the days leading up to the student’s death, where they must witness that fateful night for themselves. They try to save the child and piece together what really happened, but the closer they come to the truth, the more everyone’s memories of the child begin to change. The child’s “real name” is the only proof that they ever existed. To find it, the six must search the school for hidden clues while looking for a way home. Along the way, they learn that the child’s secret is tied to one of them. If they fail to discover the child’s true name before the night of their death, one of the six will be erased and take the child’s place as the next “nameless child.”FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... At 25, I Met Youนามปากกา : Mellumi (เมลลูมิ) ในแต่ละวันคนเราต้องพึ่งอะไรในการใช้ชีวิตบ้าง? ครอบครัว แฟน หรือศิลปิน แต่ที่พูดมานั้นไม่ใช่ 'นิว' แม้แต่นิดเดียว เพราะเขาใช้ชีวิตโดยการพึ่งหมอดู ไม่ว่าจะดูดวงประจำวัน เสื้อสีมงคลไปทำงาน หรือแม้แต่เรื่องความรัก ล้วนแล้วแต่อยู่ในแพลนเขาหมด ถึงชีวิตตอนนี้ของเขาจะดูราบรื่น แต่มันก็เหมือนจะเรียบไปหน่อยจนขาดสีสันที่รอคนมาเติมเต็ม นิวถอนหายใจเมื่อเห็นตัวเองกำลังต่อแถวซื้อของไหว้สีชมพูที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อขึ้นไปไหว้พระแม่ลักษมีรอบที่ 10 ของปี ตอนนี้เขาก็อายุครบ 25 เหมือนที่หมอดูเคยบอกไว้ว่า เขาจะเจอเนื้อคู่ แต่ทำไมชีวิตเขาตอนนี้มันช่างโดดเดี่ยว ต่อให้เขาต้องรับเคราะห์ก่อนเจอเนื้อคู่ตามคำทำนาย ตอนนี้เขาก็อยากจะรับเคราะห์นั้นให้ไว ๆ ซะเหลือเกิน "ปี๊นปี๊นนน" "โอ๊ย" ไม่ทันได้ระวัง นิวเผลอเหม่อลอยคิดอะไรเรื่อยเปื่อยตอนออกจากร้านสะดวกซื้อทำให้โดนรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว เขาล้มลงที่พื้นพร้อมกับของที่กระจาย "คุณเป็นอะไรไหม" ชายร่างสูงคิ้วเข้มรีบวิ่งเข้ามาช่วยนิวที่นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้น พร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเลือดที่มือของเขา "ขอผมดูหน่อยนะครับ ผมชื่อ ไป๊ป เป็นหมอ ER โรงพยาบาลตรงนี้"FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... At 25, I Met YouPen Name : Mellumi What does a person depend on to make it through each day—a family, a significant other, or perhaps an artist? None of those describe New. He puts his faith in fortune tellers instead. His daily horoscope, the colors he wears, his work schedule, and even his romantic life are all carefully guided by their predictions. At first glance, New’s life seems to be going perfectly, yet it feels strangely dull, as though it is missing the spark someone could bring into it. He lets out a sigh when he realizes he is standing in line at a convenience store, buying pink offerings for his tenth consecutive year of worshiping Goddess Lakshmi. He is now twenty-five, exactly as the fortune teller predicted—and this is the year he is supposed to meet his soulmate. So why does he feel so alone? The prophecy warned that misfortune would come before he met his destined partner, and although New is willing to endure it, he hopes it will pass as quickly as possible. “Beep beep!” “Ouch!” Distracted by his thoughts as he stepped away from the convenience store, New failed to notice a motorcycle approaching and was struck. He crashed to the ground, sending his belongings skidding in every direction. “Are you okay?” A tall man with striking dark brows hurried over to help. As New sat on the pavement, the stranger gently wiped the blood from his hand with a handkerchief. “Let me take a look. My name is Pide. I’m an ER doctor at this hospital.”FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... เจี๊ยบตัดยางเราทำไมนามปากกา : waterlily (วอเตอร์ลิลลี่) พีเจ เป็นลูกชายไร่องุ่นชื่อดัง วันนึงแม่ให้พีเจไปรับผู้ชายคนนึงชื่อ เลออน ให้เข้ามาทำงานที่ไร่องุ่นของเขา เขาไม่เข้าใจแม่ที่ให้เลออนมาอยู่ที่นี่ พอได้มาใช้ชีวิตด้วยกัน จากที่พีเจต่อต้านและกลั่นแกล้งเลออนสารพัด ก็กลับเผลอยิ้มทุกครั้งเวลาเห็นเจ้าตัวเล็กที่อยู่ด้วยทุกวันทำอะไรที่เขาเอ็นดู แต่มารู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว เมื่อน้องของพีเจที่ชื่อว่า ภีม หนุ่มตี๋ตัวสูงได้เสนอตัวเข้ามาเดินหน้าจีบเลออน และนี่คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของพีเจที่เห็นตัวเองและน้องชายจีบคนคนเดียวกัน เลออนเจ้าตัวเล็กอยากกลับบ้านทุกวัน แต่พ่อแม่สั่งให้อยู่ที่ไร่องุ่นไปก่อน เพราะที่บ้านมีปัญหา ในช่วงค่ำคืนที่มืดแต่ยังมีแสงสว่างอยู่ตามต้นไม้ พีเจเห็นเจ้าตัวเล็กนั่งร้องไห้ เจ้าตัวรีบเดินเข้ามาหาและจ้องหน้าที่มีน้ำตาไหลเปื้อนเต็มไปหมด แล้วพีเจเองก็สวมกอดเลออน การที่เลออนคิดถึงบ้านอยู่และร้องไห้แต่ตอนนี้พีเจได้ทำให้เลออนกลับยิ้มขึ้นมา เพราะหลังจากที่เขาได้ปลอบเลออน เขาก็แกล้งเจ้าตัวเล็กต่อ เพราะรู้ว่าเจ้าตัวจะทำให้น้องเปลี่ยนจากร้องไห้กลับมายิ้มได้อีกครั้ง เลออนใจเต้นและเริ่มรู้สึกดีที่ได้มีคนที่ชื่อพีเจอยู่ข้างกันFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Why did Jeab cut my tires?Pen Name : waterlily PJ is the son of a well-known vineyard owner. One day, his mother asks him to bring Leon to work on the family vineyard, though PJ cannot understand why she wants the boy there. At first, PJ picks on Leon and makes his life difficult. But as they spend more time together, PJ catches himself smiling whenever Leon does something that stirs his affection. By the time he recognizes his feelings, however, it may already be too late. PJ’s younger brother, Peem—a tall and striking man—begins courting Leon, creating the greatest conflict PJ has ever faced as the brothers compete for the same person. Leon longs to return home each day, but his parents insist that he remain at the vineyard because of troubles in their household. One night, beneath the dim glow of the trees, PJ finds Leon crying. He hurries to him, looks into his tearful face, and pulls him into a comforting embrace. Determined to chase away Leon’s homesickness, PJ keeps teasing him after reassuring him, knowing he can bring another smile to the boy’s face. Leon’s heart begins to flutter, and he slowly realizes how happy he feels whenever PJ is beside him.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... Post-itนามปากกา : มะเขือเทศเสียงเกมดังลอดผ่านกำแพงมาตั้งแต่หัวค่ำ ไม้ พยายามข่มตานอนจนเกือบตีสาม แต่เสียงหัวเราะจากห้องข้าง ๆ ก็ยังไม่เบาลง สุดท้ายจึงเขียนโพสต์อิทแปะไว้หน้าห้อง “ถ้าจะเล่นเกมถึงดึก รบกวนเบาเสียงลงหน่อยนะครับ” เช้าวันต่อมา ภีม เห็นข้อความนั้น จึงซื้อขนมถุงหนึ่งแขวนไว้หน้าห้องข้าง ๆ “ขอโทษสำหรับเมื่อคืนครับ” เย็นวันนั้นไม้กลับมาเห็นถุงขนม ความหงุดหงิดหายไปแทบหมด ก่อนเขียนโพสต์อิทตอบกลับ “รับคำขอโทษครับ ขนมอร่อยมาก” เช้าวันต่อมา ขนมอีกถุงถูกแขวนกลับมา “ถ้าอร่อย งั้นถือว่าเป็นค่าปรับครับ” จากนั้นขนมหนึ่งถุงก็แลกกับโพสต์อิทหนึ่งแผ่น จนทั้งคู่เริ่มจำได้ว่าอีกคนชอบอะไร และเผลอรอข้อความจากคนที่ไม่เคยเห็นหน้า จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ประตูสองบานเปิดออกพร้อมกัน มือที่กำลังจะหยิบถุงขนมหยุดชะงัก สายตาของทั้งคู่สบกันเป็นครั้งแรก ไม่มีโพสต์อิท ไม่มีถุงขนม และไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา มีเพียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้เหตุผล เพราะคนที่คุ้นเคยที่สุดตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา… กลับเป็นคนที่เพิ่งได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรก และบางที…การตกหลุมรักใครสักคน อาจเริ่มต้นจากโพสต์อิทแผ่นหนึ่งก็ได้FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Post-itPen Name : มะเขือเทศ Since early evening, the muffled sounds of video games had drifted through the walls. Mye tried to fall asleep, holding out until nearly three in the morning, but the laughter from the neighboring room never seemed to end. At last, he wrote a note and stuck it to the door: “If you’re going to keep gaming this late, could you please lower the volume?” The next morning, Peem found the message and hung a bag of snacks on the door. “Sorry about last night.” When Mye came home that evening, he spotted the bag, and most of his irritation melted away. He left a note in return: “Apology accepted. The snacks were delicious.” The following morning, another bag was waiting. Its note read, “If they were that good, then think of them as a fine.” After that, snacks and sticky notes began passing between their doors. Before long, they remembered each other’s favorite treats and found themselves looking forward to messages from someone they had never even seen. Then, one morning, both doors opened at exactly the same time. The hand reaching for the snack bag stopped in midair. Their eyes met for the first time. There were no notes, no snacks, and no words—only two hearts suddenly beating faster for reasons neither could explain. Because the person they had come to know best over the past week… was someone they were meeting for the very first time. And maybe falling in love with someone begins with nothing more than a single sticky note.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ 6 หนุ่ม “GELBOYS 2”ที่จะชวนทุกคนเม้าแฟ่ดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของ 6 หนุ่ม จนทำให้ทุกคนยิ้มไม่หุบ ( “GELZBABY” เติมเต็มความสดใส ) หลังจากได้มีน้องใหม่เพิ่มเข้ามาอย่าง “ภีม - ไม้” ก็เลยอยากรู้ว่าความรู้สึกของพี่ ๆ มีต่อน้อง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง โดยเริ่มจากคนแรก “นิว” บอกว่า “ภีม” เป็นน้องรักเลยล่ะ นี่คือเด็กปั้นของพี่ ๆ ทุกคน แล้วน้องเขาบริสุทธิ์สุด ๆ คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น มองตาใสเลย ส่วน “ไม้” ก็เป็นเด็กฉลาด มีเสน่ห์กันคนละแบบกับ “ภีม” ต่อมาสำหรับ “ไป๊ป” เล่าว่าน้องทั้งสองคนมีคาแรกเตอร์ที่สวนทางกันมาก เวลาทั้งคู่อยู่ด้วยกันก็สนุกดี เหมือนได้เติมเต็มกันและกัน และ “พีเจ - เลออน” ได้เสริมอีกด้วยว่า ถ้ามองดี ๆ น้องทั้ง 2 คนจะมีความเป็นพวกเรา (ไป๊ป-นิว , พีเจ-เลออน) สูงมาก แต่เพราะพวกเราได้มีน้องจึงโตขึ้น แต่ความเป็นเด็กของพวกเราก็ไปโผล่อยู่ในตัวน้อง ๆ แทน เหมาะกับการเป็น ‘เจลเบบี้’ ที่สุด และในส่วนของเด็ก ๆ อย่าง “ภีม - ไม้” ก็เล่าว่าพี่ ๆ ทั้ง 4 คนดูแลดีมาก ๆ ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน อบอุ่น และไม่มีใครดุหรือแกล้งเลย เรียกได้ว่าหนุ่ม ๆ GELBOYS ทั้ง 6 คนรักกันแบบเริ่ด ๆ เลยล่ะ[ เซ็ตคำถามพิเศษ : ปักเมนปักใจคนนี้ใช่เลย ]( คิดว่าใครคือเหนือเมนของคุณ ? ) “เลออน” ชี้ “ไม้” เพราะรู้สึกว่าคาแรกเตอร์ของน้องคล้ายกับตัวเขา ต้องอ่อนโยนทุกครั้งที่เล่นด้วย อีกทั้งเหมือนได้เห็นตัวเอง เพราะน้องเคยเป็นนายแบบมาก่อนเหมือนกับเขา เลยอยากให้น้องเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่ต้องเจอสิ่งกีดขวางแบบที่เขาเคยได้เจอ เป็นความคิดที่น่ารักจับใจจูสุด ๆ ส่วนคนอื่น ๆ ก็เลือกที่จะตอบตัวเอง แต่ก็มี “ไป๊ป” ที่ชี้ “นิว” โดยเหตุผลคือ เขาเพิ่งออกเพลงหล่ออนิเมะมา ในตอนนี้ใครจะไปหล่อสู้เขา ต้องยอมเขานะเรื่องนี้( ถ้าแก๊ง GELBOYS ต้องเลือก Leader จะเลือกใคร ? ) เกือบทุกคนใจตรงกันเลือก “ไป๊ป” กันหมด เพราะพี่คนนี้เหมาะกับการเป็นผู้นำคนที่สุด พึ่งพาได้ แถมยังมีสติที่สุด ถ้าต้องพูดสคริปต์ยาว ๆ ทุกคนก็พร้อมใจจะส่งให้ “ไป๊ป” กันหมด เรียกได้ว่า ‘พี่ไป๊ปรับจบ’ แต่ก็มี “ไป๊ป , ไม้” ตอบ “นิว” โดยคำตอบของ “ไป๊ป” ตลกมากเพราะเขาแค่ขี้เกียจเป็นผู้นำแล้วเฉย ๆ ส่วน “ไม้” ก็ให้เหตุผลว่า “นิว” เป็นคนหัวไว เลยไว้ใจให้เขาเป็นผู้นำได้( ให้หนุ่ม ๆ แก๊ง GELBOYS ทำหน้าที่คิดว่าน่ารักที่สุด และให้เลือกว่าใครทำได้ดีที่สุด ? ) เรียกได้ว่าทั้ง 6 คนทำถึงมากในการทำหน้าตาน่ารัก ๆ และพอให้เลือกคนที่ทำหน้าได้น่ารักที่สุดก็เสียงเป็นเอกฉันท์ว่า “เลออน” น่ารักที่สุด และทุก ๆ คนก็เรียกหน้านี้ว่า ‘เคอร์บี้เหม็นเปรี้ยว’ ที่เป็นตัวการ์ตูนสีชมพูกลม ๆ น่ารักเหมาะสมกับ “เลออน” สุด ๆ( คิดว่าใครเป็นติ่งสายเปย์ที่สุด ? ) และเป็นอีกครั้งที่เป็นผลเป็นเอกฉันท์ เพราะทุก ๆ คนร่วมใจกันชี้ไปที่ “พีเจ” กันทั้งหมด แถม “ไป๊ป” ยังแซวด้วยว่าชื่อ ‘PJ’ นั้นย่อมาจาก ‘Pay Jing (เปย์จริง)’ ก็ไม่มีใครค้าน เพราะถ้า “พีเจ” ชอบศิลปินคนไหนคือให้ทั้งหมดเลย บัตร Re-Sale ขายเป็นหมื่นก็ซื้อ หรือต้องนั่งรถไฟฟ้าเพื่อไปรับบัตรก็ทำมาแล้ว นั่นทำให้ทุก ๆ คนแซวว่านิสัยเหมือน “บ้าบิ่น” มาก แถมยังเหมือนว่าจะบ้ากว่าอีกด้วย( ถ้าสามารถเลือกใครให้มาเป็นพ่อพ่อของเรา จะเลือกใคร ? ) สำหรับคำถามนี้ “ไป๊ป” เลือก “พีเจ” เพราะอิงมาจากคำตอบของข้อที่แล้วที่ว่าเดี๋ยว “พีเจ” จะได้มาเปย์ตัวเองเยอะ ๆ ส่วน “พีเจ” เลือก “ไม้” เพราะคิดว่าน้องจะเลี้ยงให้เป็นราชนิกุล สุภาพ เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ส่วน “ไม้” เลือก “ภีม” เพราะเขาคิดว่าถ้าได้เป็นลูกของ “ภีม” ก็คงจะสนุกน่าดู นั่นทำให้ “ภีม” ก็เลือกตัวเองเหมือนกัน เพราะเจ้าตัวก็ยืนยันเพิ่มเติมว่าชอบนิสัยตัวเองตอนนี้มาก ๆ และมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนสนุก ไปต่อที่ “เลออน” เลือก “นิว” เพราะคิดว่า “นิว” จะเลี้ยงลูกเริ่ดมาก และต้องตามใจลูกแน่ ๆ สุดท้ายคือ “นิว” เลือก “ไป๊ป” เพราะพี่เขาเป็นคนที่มีของทุกอย่างในกระเป๋า จะต้องเป็นพ่อที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ มีครั้งหนึ่งที่ไปถ่ายรายการข้างนอกด้วยกัน แล้วในกระเป๋า “ไป๊ป” ก็มียาทุกประเภท สบายใจหายห่วงถ้าป่วยเป็นอะไร แต่ “ไป๊ป” ก็แอบเผยความลับว่า ‘ก็วันนั้นคุณมีแต่แปรงสีฟันด้วยซ้ำ’( เซอร์ไพรส์ของ GELBOYS ยังไม่หมด ! ) ด้วยความที่ GELBOYS2 จะเป็นมู้ดเกี่ยวกับความรักมากขึ้น เพราะจะได้เห็นความสัมพันธ์ของตัวละครที่ได้เป็นแฟนกันแล้ว และมีเด็ก ๆ ที่เป็นลูกของเหล่าพ่อพ่อมาตามหาว่าเรื่องราวของพ่อพ่อเป็นอย่างไร เพราะในอีก 30 ปีข้างหน้าที่เป็นช่วงเวลาของเด็ก ๆ นั้นพ่อพ่อได้เลิกกันแล้ว เลยจะเป็นมุมมองที่เด็ก ๆ เล่าถึงพ่อพ่อ ซึ่งก็ได้ ‘พี่โทโมะ-พี่ชิน-พี่ธามไท’ มาเล่นเป็นพ่อพ่ออีกด้วย และยังมีเซอร์ไพรส์พ่อพ่ออีก 1 คนสุดท้ายให้แฟนคลับลุ้นได้ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าทำถึงมาก !( BUS VS PJ ) “พีเจ” เล่าว่าตอนที่ถ่ายทำเครียดมาก ๆ เพราะในวันนั้น “BUS” มาถ่ายแค่ซีนเดียวกับ “พีเจ” เลย แล้วยังกดดันที่ต้องท่องแฟนชานท์ให้ครบ แถมต้องแอ็กติ้งกรี๊ด ๆ น้ำตาคลอใส่พี่ ๆ “BUS” อีก แอบอายแต่สุดท้ายก็รอดมาได้( ความในใจของ “ภีม - ไม้” ) “ภีม” บอกว่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะพวกพี่ ๆ เขาก็เป็นดาราเบอร์ใหญ่ แถมก่อนหน้านี้ก็แอบฟอล IG ของ “เลออน” อยู่แล้วด้วย ชอบพี่เขามาก ๆ พอได้มาเล่นด้วยกันก็เขินสุด ๆ ถึงแม้นี่จะเป็นการเล่นซีรีส์เรื่องแรกทำให้มีความกดดัน แต่พอทุกอย่างเข้าที่ก็เอนจอยกับพี่ ๆ เป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ได้อะไรเยอะมาก ส่วน “ไม้” ก็ตื่นเต้นมาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะดูซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่ซีซั่นแรก พอซีซั่นที่ 2 เราได้มาเล่นด้วยก็ดีใจมาก ๆ เป็นครั้งแรกที่ได้แสดงอะไรแบบนี้ ทั้งการร้อน การเต้น การแสดง แต่ภาพรวมทุกอย่างสนุกมาก ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้หนุ่ม ๆ “GELBOYS 2” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “GELBOYS FAN CHECK! เปิดโหมดติ่งแฟน”ในเกมนี้ทั้ง 6 หนุ่มก็เล่นกันออกมาได้แสนซน ทำให้เหล่าแฟน ๆ สนุกกันสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของหนุ่ม ๆ ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “GELBOYS 2”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “GELBOYS 2” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "GELBOYS 2 ตกอยู่ในสถานะติ่งแฟน" ทุกวันเสาร์ เวลา 21.30 น. ทางช่องวัน 31 และเวอร์ชัน UNCUT ได้ทางแอป iQIYI เท่านั้น สุดท้ายฝาก OST. ‘เพลงปักเมนแฟน (I STAN YOU) จาก PP KRIT, NEX, ONGLEE ft. GELBOYS’ และ ‘เพลงหล่ออนิเมะ จาก NEW CHAYAPAK’ ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของหนุ่ม ๆ ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ไม่ต้องย้อนเวลาเพื่อกลับไปรักกัน เพราะตอนนี้ก็รักกันสุด ๆ แล้ว ~~ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ มี่ภัทร - เอญ่า พร้อมนำความน่ารักสุดละมุน มาเติมให้จนแฟน ๆ ยิ้มตามไปกับความหวานของทั้งคู่ตลอดทั้งคืน

19 ส.ค. 2026

ไม่ต้องย้อนเวลาเพื่อกลับไปรักกัน เพราะตอนนี้ก็รักกันสุด ๆ แล้ว ~~ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ มี่ภัทร - เอญ่า พร้อมนำความน่ารักสุดละมุน มาเติมให้จนแฟน ๆ ยิ้มตามไปกับความหวานของทั้งคู่ตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 13 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “มี่ภัทร - เอญ่า” ที่มามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Sweet Addiction รสหวานเกินหยุดยั้งนามปากกา : พิ้งกี้พายหมอดูกระโดดน้ำ จะเป็นยังไง ถ้าโลกแห่งนี้มีแวมไพร์ร่วมอาศัยกับมนุษย์? เมนิต้า (มี่ภัทร) ลูกสาวคนเดียวแห่งตระกูลแวมไพร์ชั้นสูงที่หนีการหมั้นหมายเพียงเพราะไม่ชอบขี้หน้าฝั่งตรงข้าม เธอหนีมาพร้อมกับแมวสีเทาขนสลวยและเงินจำนวนหนึ่ง ด้วยความหิวจึงเข้าไปยังคาเฟ่และสั่งอาหารเพื่อประทังชีวิต ทันใดนั้นเอง ประสาทการได้กลิ่นของแวมไพร์ก็ทำให้เธอค้นพบกับหญิงสาวร่างเล็กที่ชื่อว่า แองเจิ้ล (เอญ่า) กลิ่นหอมหวานคาราเมลที่เตะจมูกเข้าอย่างจัง ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เมนิต้าพุ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดีดนิ้ว ป๊อก! เวลาได้หยุดเคลื่อนที่ กว่าจะรู้ตัว เมนิต้าก็อยู่ตรงหน้าเธอแล้ว “ฉันชื่อเมนิต้า เป็นแวมไพร์” “ห้ะ” เมนิต้าไม่พูดอะไรอีก แต่ขยับเข้าไปใกล้แองเจิ้ลกว่าเดิมจนอีกฝ่ายประหม่าและพูดว่า “เลือดเธอมันหอมหวานเหมือนคาราเมลที่เคี่ยวอย่างดี…ฉันขอดื่มได้มั้ย” แองเจิ้ลยืนอึ้งพร้อมกับพูดว่า “วอดส์” ใครจะไปคิดว่าเลือดหอมหวานในวันนั้น จะกลายเป็นดั่งยาเสพติดที่ทำให้เมนิต้าขาดแองเจิ้ลไม่ได้อีก ทั้งคู่ดำดิ่งไปกับรสชาติแสนหวานของความรักและความลุ่มหลง จนเมนิต้าลืมคิดถึงสิ่งที่ตัวเองหนีมา แล้วเธอจะทำยังไงต่อกันนะFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Sweet AddictionPen Name : พิ้งกี้พายหมอดูกระโดดน้ำ Imagine a world where vampires and humans coexist! Meet Menita (also known as Miephat), the heiress to a prominent vampire clan. She's just bolted from an arranged marriage because, frankly, she's not digging the groom. Armed with a ridiculously fluffy gray cat and a pocketful of cash, she seeks refuge in a cafe, craving some grub. Suddenly, her super-vamp senses tingle. A petite human named Angel (Aya) walks in, exuding a scent that’s pure, divine caramel. It’s enough to make Menita’s normally brown eyes flash crimson. In a blink, time freezes. Before Angel can even register what’s happening, Menita is right there. "I'm Menita, a vampire," she announces. Angel, understandably bewildered, can only muster a "Huh?" Menita, unperturbed, edges closer, making Angel’s heart race. "Your blood smells like the most perfect caramel, sweet and rich... May I have a taste?" Angel, utterly speechless, can only whisper, "Wow." Little did anyone know, that single taste would ignite an insatiable addiction. Menita found herself utterly captivated, unable to imagine life without Angel. Their world became a dizzying swirl of sweet indulgence and consuming obsession, pushing Menita’s original escape plan entirely out of her mind. So, what’s her next move in this intoxicating new reality?FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ย้อนเวลามาพบเธอนามปากกา : พี่พลัสเอ เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นท่ามกลางสายฝน ริน หญิงสาวผมยาวในเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจฝ่าถนนยามค่ำคืน เธอรีบตรงไปยังบริษัทของ เอวา คุณหนู CEO ที่เธอได้รับหน้าที่ดูแล แต่คืนนี้มีบางอย่างผิดปกติ “เอวาอยู่ไหน?” ไม่มีใครตอบได้ รินรีบขึ้นไปยังชั้นบนสุด และพบเอวายืนอยู่ริมหน้าต่าง สีหน้าของคุณหนูที่เคยสงบนิ่งกลับเต็มไปด้วยความกังวล “ริน… ฉันฝันเห็นอนาคต” “อนาคต?” เอวาหันกลับมา “อีกสามวัน ฉันจะเกิดอุบัติเหตุ และเธอจะเป็นคนที่มาถึงช้าที่สุด” รินนิ่งไป ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “งั้นฉันก็จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น” ทันใดนั้น นาฬิกาบนผนังเริ่มหมุนย้อนกลับ เข็มนาฬิกาหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนทุกอย่างจะหยุดลง เอวาจ้องรินด้วยสายตาตกใจ “เธอ…เห็นเหมือนฉันใช่ไหม?” รินพยักหน้า “ฉันไม่ได้เพิ่งรู้จักเธอวันนี้” “หมายความว่าไง?” รินมองเธอ ก่อนตอบเสียงเบา “ฉันเคยช่วยเธอมาแล้วหลายครั้ง” “แต่ทุกครั้งที่เวลาถูกย้อนกลับ…” รินยื่นมือออกไป “เราจะลืมกัน” เอวาค่อย ๆ จับมือเธอ “งั้นครั้งนี้…อย่าลืมฉันนะ” รินยิ้ม “ไม่ลืมแน่นอน” เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้ง และการย้อนเวลาครั้งสุดท้ายของพวกเธอก็เริ่มต้นขึ้น!!FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Just in the nick of time to catch up with you!Pen Name : พี่พลัสเอ The rumble of the engine cut through the downpour as Rin, a striking woman with flowing hair, navigated the slick, darkened city streets on her reliable motorcycle. Her destination was Ava, the CEO she was tasked with protecting. But tonight, a disquiet hung in the air. "Where's Ava?" The question echoed, unanswered. Rin raced to the uppermost floor, finding Ava by the window, her usually composed features etched with a palpable anxiety. "Rin… I had a vision of the future." Ava turned, her voice trembling. "In three days, an accident will happen, and I'll be the last one to reach you." A soft chuckle escaped Rin's lips. "Then I'll make sure it doesn't." Abruptly, the wall clock's hands began to spin backward, accelerating wildly before everything froze. Ava's eyes widened in astonishment, fixed on Rin. "You… you saw it too, didn't you?" Rin offered a nod. "This isn't our first meeting." "What do you mean?" Rin met her gaze, her voice gentle. "I've been here for you before." "But each time time rewinds…" Rin extended a hand. "We forget each other." Ava’s fingers met hers. "So this time… please, don't forget me." A warm smile touched Rin's lips. "I won't." Once more, the engine roared to life, signaling the beginning of their final temporal reset!FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ส่งรักข้ามทศวรรษนามปากกา : The Hammerhead shark ‘มนัสนันท์’ ทำความสะอาดโต๊ะไม้เก่าในเรือนไทยพิพิธภัณฑ์ เธอพบลิ้นชักลับ ด้วยความเหงายามดึกจึงเขียนจดหมายสอดไว้ ‘ถึงใครก็ตามที่เคยนั่งตรงนี้... เมืองใหญ่หมุนไวเกินไป ฉันเหงาเหลือเกิน’ เช้าวันรุ่งขึ้น เธอพบกระดาษสาลายมือหมึกจีนตอบกลับ ‘ถึงแม่มนัส... หากเหนื่อยนัก จงพักเสีย ฉันคือ ‘วาด’ ผู้เคยอาศัย ณ เรือนนี้เมื่อร้อยปีก่อน’ ลิ้นชักกลายเป็นสะพานเชื่อมเวลา สองสาวโต้ตอบจดหมายกันทุกคืน คุณวาดเล่าถึงชีวิตในรั้ววัง ส่วนมนัสนันท์เล่าเรื่องโลกอนาคต ความผูกพันซึมลึกเป็นความรักข้ามกาลเวลา จนคืนหนึ่ง คุณวาดเขียนด้วยมือสั่นระริก ‘พ่อจะให้ฉันแต่งงานกับชายที่ไม่ได้รัก... คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ฉันได้อยู่เรือนนี้’ มนัสนันท์ใจสลาย รีบเขียนตอบ ‘คุณวาด... ทิ้งบางอย่างไว้ให้รู้ว่าคุณเคยมีชีวิตอยู่จริงได้ไหม’ สัญญาณขาดหาย... ลิ้นชักกลายเป็นเพียงไม้ธรรมดา มนัสนันท์ร้องไห้ลูบโต๊ะ ทันใดนั้น แสงแดดส่องกระทบขอบลิ้นชัก เผยรอยสลักรูปดอกลีลาวดีพร้อมข้อความซ่อนอยู่ ‘ถึงมนัส... หัวใจของฉันจะอยู่กับเธอเสมอ’FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Sending heartfelt wishes through the years.Pen Name : The Hammerhead shark One quiet evening, while tidying up an antique wooden table in a charming old Thai house museum, Manasanan stumbled upon a secret compartment. Feeling a pang of loneliness as the night deepened, she penned a note and tucked it away: "To whoever once called this place home... The city's hustle feels overwhelming, and I'm quite alone." The following morning, a reply, written in elegant Chinese ink, awaited her: "To Mother Manas... If you're feeling weary, please find solace. I am Wad, who resided in this very house a century ago." This hidden drawer transformed into a magical conduit, bridging the chasm of time. Night after night, the two women exchanged heartfelt letters. Wad painted vivid pictures of life within the palace walls, while Manasanan shared glimpses of the future. Their connection blossomed into a profound love that defied the boundaries of time. Then, one somber night, Wad's hand trembled as she wrote, "My father insists I marry a man I do not love... Tonight will be my final night in this home." Heartbroken, Manasanan rushed to reply, "Wad... Is there anything you can leave behind, a small token, to assure me you once graced this place?" The subtle connection flickered and died. The drawer reverted to being just an ordinary part of the table. Tears streamed down Manasanan's face as she gently caressed the wood. Suddenly, a shaft of sunlight illuminated the edge of the drawer, revealing a delicately carved frangipani flower and a whispered message: "To Manas... My heart will forever remain with you."FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ปาฏิหาริย์รักใต้แสงเหนือ (Northern Lights Romance)นามปากกา : Blue hours "ลลิล / มี่ภัทร" นักดาราศาสตร์สาวผู้เงียบขรึม เดินทางมายังสถานีวิจัยกลางขั้วโลกเหนือ เพื่อเก็บข้อมูลปรากฏการณ์แสงออโรร่า ความสงบที่คาดหวังไว้กลับพังทลายลงตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบกับ "ซัมเมอร์ / เอญ่า" ช่างภาพสาวอารมณ์ดี ผู้มาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสและกล้องโปรตัวใหญ่ที่คอยตามเก็บภาพทุกความเคลื่อนไหวทันใดที่เห็น "สวัสดีค่ะคุณนักดาราศาสตร์! สนใจเป็นนางแบบจำเป็นให้วิวแสงเหนือข้างหลังหน่อยไหมคะ?" ซัมเมอร์ทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสท่าทางไร้เดียงสา ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา ขณะที่ลลิลมองแล้วทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่โชคชะตาจะชอบเล่นตลก เพราะเกิดพายุหิมะกะทันหัน ทำให้ทั้งคู่ต้องติดอยู่ในบ้านพักหลังเล็กกลางทุ่งน้ำแข็งเพียงลำพังเป็นเวลาสามวันเต็ม ในค่ำคืนที่ลมพัดกระหน่ำจนไฟฟ้าดับสนิท ซัมเมอร์พยายามจุดเทียนไขเพื่อสร้างความอบอุ่น แต่ความหนาวเย็นก็ยังทำให้ตัวเธอนั้นสั่นเทา ลลิลที่นั่งเงียบมานานจึงตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้ พร้อมกับหยิบผ้าห่มผืนหนามาคลุมไหล่ให้ช่างภาพสาว "หนาวขนาดนี้ ยังจะฝืนยิ้มไหวอีกเหรอคุณช่างภาพ" ลลิลเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นครั้งแรก ซัมเมอร์เงยหน้าขึ้นสบตากับลลิลFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Northern Lights RomancePen Name : Blue hours Lalin / Miephat, a woman of quiet contemplation and a keen astronomer, journeyed to a remote polar research outpost with the sole purpose of gathering data on the magnificent aurora borealis. Her anticipation of serene solitude was instantly disrupted upon encountering Summer / Aya, a vivacious photographer whose infectious smile and professional camera seemed to capture Lalin's every move. "Hello there, Ms. Astronomer! Fancy being my spontaneous muse for a shot with the Northern Lights as a backdrop?" Summer chirped, her voice a bright contrast to the biting -20 degree Celsius air. Lalin responded with a soft sigh and a shake of her head, declining the offer. However, fate had other plans, and an unexpected blizzard soon confined them to a small cabin adrift in the icy expanse for three long days. One blustery night, as the wind raged and the power flickered out, Summer attempted to kindle a candle for warmth, but the relentless cold continued to send shivers through her. Lalin, who had remained largely silent, finally shifted closer, gently draping a thick blanket over the photographer's shoulders. "Still managing a smile despite the chill, aren't you, photographer?" Lalin teased softly, her first playful remark. Summer looked up, her eyes meeting Lalin's gaze.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ส้นสูงปักรักกลางดงมันนามปากกา : OAT5678ท่ามกลางแดดเปรี้ยง "มีมี่" หนุ่มรับจ้างขุดมันสู้ชีวิต ก้มหน้าทำงานจนหน้าเปื้อนดิน จู่ๆ "ญาญ่า" เถ้าแก่ขาโหดประจำไร่ก็เดินสับส้นสูงปรี๊ดเข้ามากลางดงมันสำปะหลัง ​"นี่นาย... ขุดได้แค่นี้เมื่อไหร่ฉันจะรวย!" ญาญ่าเตรียมอ้าปากวีนต่อ แต่จังหวะที่มีมี่เงยหน้าขึ้นมาแล้วใช้หลังมือปาดเหงื่อเปื้อนดินออก เผยให้เห็นสันกรามคมกริบตัดกับแสงแดด เถ้าแก่สาวก็ถึงกับชะงักตาค้าง ลืมบทด่าไปชั่วขณะ ​เพราะมัวแต่ตะลึงความหล่อทะลุฝุ่น ส้นเข็มเจ้ากรรมดันปักพรวดลงไปในหลุมขุดมัน ร่างของญาญ่าเสียหลักหน้าคะมำ ทว่าพริบตานั้นมีมี่ก็โยนจอบทิ้ง พุ่งตัวเข้ามารับร่างเถ้าแก่ไว้ในอ้อมแขนได้อย่างนุ่มนวล พอสบตาซื่อๆ ของลูกจ้างหนุ่มในระยะประชิด ญาญ่าก็หน้าแดง ใจเต้นตึกตัก รีบผลักตัวเขาออก แกล้งทำเสียงดุ "นี่นายกล้าดียังไงมาถูกตัวฉัน! แล้วหน้าซีดแบบนี้ เดี๋ยวก็เป็นลมตายพอดี!"​ พูดจบเธอก็แย่งจอบมีมี่ไปโยนทิ้ง พร้อมยัดแก้วชานมไข่มุกใส่มือเขา "อะ...อะนี่! ฉันซื้อมาเกินหรอกนะ! รีบกินให้หมดจะได้มีแรงขุดต่อ!" เถ้าแก่เดินเขย่งส้นสูงหนีไปอย่างไว ปล่อยให้มีมี่ยืนงงกอดแก้วชามุก... สรุปนี่มาตรวจงาน หรือตั้งใจเอาชามุกมาส่งกันแน่เนี่ย!FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… High heels embroidered with love in the middle of a thicket.Pen Name : OAT5678 Under the relentless glare of the sun, Mimi, a young man whose life revolved around the back-breaking task of digging cassava, toiled away. His face, streaked with grime, was perpetually bowed over his work. Suddenly, the formidable Yaya, the overseer of the cassava farm, made a dramatic entrance, her high heels sinking into the very earth she commanded. "Hey you!" she boomed, her voice laced with impatience. "When am I ever going to strike it rich if you only manage to dig this little?" Just as Yaya was about to unleash a torrent of her displeasure, Mimi looked up, wiping a bead of sweat from his brow with the back of his hand. The sunlight caught the sharp angles of his jaw, creating a striking contrast that momentarily halted Yaya in her tracks. Forgetting her scolding, she was captivated. In her stunned state, her stiletto heel found a soft spot, plunging into a cassava hole and sending her wobbling precariously. Without missing a beat, Mimi dropped his hoe and, with surprising agility, caught the flustered boss in his arms. Eyeing him up close, his innocent gaze meeting hers, Yaya felt a blush creep up her neck, her heart doing a frantic drum solo. She quickly pulled away, attempting to regain her composure with a feigned sternness. "How dare you touch me! And look at that sickly complexion – you'll pass out!" With that, she snatched Mimi's shovel, tossed it aside, and thrust a bubble tea into his hand. "Here, take it! I bought way too many. Drink it up so you'll have the energy to keep digging!" Yaya then scurried off on tiptoe, leaving Mimi utterly perplexed, cradling the bubble tea. Was she here to check on his progress, or was this elaborate gesture just a disguised gift?เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “มี่ภัทร - เอญ่า”ที่มาเล่าเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้แฟนๆ ชาว Plus A ฟัง จนอดใจไม่ไหวที่จะยิ้มตามไปกับทุกคำพูดของสองสาว( Plus A คือชื่อด้อมของเรา ! ) ชื่อด้อม “Plus A” มีที่มามาจากส่วนผสมของ “มี่ภัทร - เอญ่า” ที่มี Plus (+) A เข้ามาร่วมด้วย ซึ่ง A มีทั้งหมด 5 ตัว คือ Aya , Aura , Alpha , Apex และ All ซึ่งแต่ละตัวก็มีความหมายที่สื่อถึงทั้งคู่ด้วย โดยตอนแรกจะให้แฟนคลับช่วย ๆ กันคิดชื่อด้อมมาเสนอ แต่ “มี่ภัทร” โพสต์เกี่ยวกับ 5A แล้วแฟนคลับชอบมาก เลยได้ข้อสรุปเป็นชื่อด้อมนี้ในที่สุด( สไตล์ที่คล้ายกันแต่ก็แตกต่าง ) “มี่ภัทร - เอญ่า” มีไลฟ์สไตล์ การแต่งตัว หรืออาหารการกินก็คล้ายกันไปหมด ทั้งคู่เล่าว่า มีเสื้ออยู่ตัวหนึ่งที่เป็นเสื้อคาร์ดิแกนสีครีมเหมือนกัน แต่เวลาหยิบมาแต่งตัวก็แมทช์กันออกมาได้เป็นคนละสไตล์อยู่ดี ทางรายการจึงมีคำถามมาว่า ถ้าต้องไปเดทด้วยกัน จะแต่งตัวให้อีกฝ่ายยังไง โดยเริ่มที่ “เอญ่า” บอกว่าตัวเองรู้ใจว่า “มี่ภัทร” ชอบใส่อะไรที่สบายตัว ดังนั้นจะเลือกให้ใส่กางเกงยีนส์ทรงแบ็กกี้ และใส่กับเสื้อแจ็คแก็ตคล้าย ๆ กับลุควันนี้ ส่วน “มี่ภัทร” อยากเปลี่ยนลุคให้ “เอญ่า” โตขึ้นออกแนวเซ็กซี่ให้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะ “มี่ภัทร” ชอบลุคแบบ “รัณ” มาก ๆ แต่แต่งตัวสไตล์ปกติแบบนี้ที่ “เอญ่า” ชอบก็โอเค เอาที่เขาชอบดีกว่า( คนหนึ่งเร็ว คนหนึ่งช้า ) มีหลาย ๆ คนบอกว่า “มี่ภัทร” ชอบทำอะไรช้า ๆ ส่วนฝั่ง “เอญ่า” ชอบทำอะไรเร็ว ๆ แต่ทั้งคู่ก็เถียงกลับมาว่าจริง ๆ แล้วเป็น “มี่ภัทร” เองที่เร็ว และ “เอญ่า” เป็นคนที่ช้าเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่กำลังถ่ายทำซีรีส์และซีนนั้นทีมกำกับบอกให้คีพโรลได้เลย ถ้า “เอญ่า” จะร้องไห้ตอนไหนก็แสดงออกมาได้เลย ทีนี้น้องก็นั่งนิ่ง ๆ ไปพักหนึ่งแล้วจู่ ๆ ก็หันมาถามว่า ‘พร้อมถ่ายหรือยังคะ’ กลายเป็นว่า “เอญ่า” บอกว่าหูดับในช่วงที่ทีมกำกับบอกว่าคีพโรล แต่ด้วยความที่เขากำลังอินกับตัวละครอยู่เลยไม่รับอะไรแล้ว และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ “เอญ่า” กินข้าวช้ามาก ๆ และ “มี่ภัทร” เป็นคนที่กินข้าวเร็ว แต่มันก็เป็นข้อดีที่ทำให้ได้มีเวลามองหน้าเขาแทน[ เซ็ตคำถามพิเศษ : แม่จ๋าหนูมาแล้ว ]( ถ้าต้องจินตนาการว่า “เอญ่า” เป็นแม่ จะเป็นแม่สายไหน ? ) “มี่ภัทร” บอกว่า ยังไง “เอญ่า” ก็ต้องเป็นแม่ที่ตามใจลูก และไม่ลืมที่จะแต่งตัวแมทช์กับลูก ตามใจลูกทั้งหมด ถ้าลูกทำผิดก็จะไม่ดุ เพราะ “เอญ่า” ก็ดุใครไม่เป็นด้วย แถมเขายังไม่เคยโกรธใคร ขนาด “มี่ภัทร” ลองแกล้งแหย่เล่นให้โกรธก็ยังไม่โกรธกันเลย เผลอ ๆ “เอญ่า” ก็จะเป็นคนมาง้อเราด้วย( คิดว่า “มี่ภัทร” เป็นตัวแม่ในเรื่องอะไรบ้าง ? ) สำหรับ “เอญ่า” มองว่า “มี่ภัทร” เป็นตัวแม่ในการวางแผน เพราะเวลาจะไปไหนด้วยกันก็จะวางแผน หาสถานที่ หาร้านอาหารให้ตลอด จัดการให้ทั้งหมดเลย จน “เอญ่า” มีหน้าที่จ่ายอย่างเดียว แต่ก็มีสลับกันเลี้ยง สลับกันจ่ายบ้างในบางมื้อ( ถ้าทั้งสองคนได้เลี้ยงสัตว์เป็นลูกด้วยกัน จะเลี้ยงอะไร ? ) “มี่ภัทร - เอญ่า” บอกว่าจะเลี้ยง ‘วาฬมีเขา’ ซึ่งมาจากส่วนผสมของ ‘วาฬและยูนิคอร์น’ ที่เป็นตัวแทนของทั้งคู่ โดยน้องอาจจะเป็นครึ่งบกครึ่งน้ำ ใช้ครีบในการบิน และถ้าให้ตั้งชื่อ ก็จะตั้งชื่อว่า “ยูนิวาฬ” แต่ถ้าออกอินเตอร์ ๆ หน่อยก็จะเป็น “Uniwhale”( ความคิดถึงส่งไปให้พี่เลเน่และน้องรัณ ) ซีรีส์เรื่องนี้ “เอญ่า” รับบท “รัณ” เล่าว่าคิดถึงทุกโมเมนท์ในกองถ่าย เพราะตอนอยู่ในกองถ่ายอบอุ่น และสนุกมาก ๆ แถมยังท้าทายกับการรับบท “รัณ” สุด ๆ เพราะมีอารมณ์ดราม่าเยอะมาก ๆ แต่ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีอารมณ์นี้เท่าเขา และเรื่องนี้ยังได้เป็นนักแสดงหลักเรื่องแรกด้วย ทุกอย่างมันยากมาก ๆ ได้มีการ Workshop แถมได้คุยกับพี่นักเขียน ทีมผู้จัดและผู้กำกับกันโดยตลอด คุยกันเรื่องการไต่ระดับอารมณ์ในซีนงานศพว่าจะเสียใจมากน้อยแค่ไหน พอได้อยู่ในซีนสถานการณ์จริง ๆ แล้วก็เหมือนว่า “เอญ่า” รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เลย ส่วน “มี่ภัทร” ก็คิดถึงบทบาท “เลเน่” มาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะตัวเขามีหลากหลายอารมณ์ เขาเหมือนลูกสาวมาเฟียที่เสียใจแต่ไม่แสดงออก ถ้าใครอยากรู้ก็ต้องเดาอารมณ์เอาเอง “มี่ภัทร” ทำการบ้านเกี่ยวกับตัวละครนี้เยอะมาก เพราะการแสดงออกทางอารมณ์มันขัดแย้งกันมาก ๆ ที่โกรธแต่ทำสายตาโหยหา เรียกได้ว่ายากมาก ๆ ช่วงนั้นผ่านมาได้คือตัวเองเก่งสุดยอด แถมยังมีฉากบู๊ที่ได้เรียน 2 วันเต็ม ๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ฮึดสู้ พอได้เห็นผลงานในวันนี้ทั้งคู่ก็ดีใจมาก ๆ( Love Scene สุดเขิน ! ) พูดถึง Love Scene ของเรื่องนี้คือตามสไตล์ของ MeMindY เลย แต่เรื่องนี้ทีมผู้กำกับก็รับฟังความคิดเห็นของ “มี่ภัทร - เอญ่า” ว่าจะเล่นแบบไหน แต่ตอนที่คุยกันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเล่นยังไง พอได้ไปดูหน้าเซ็ตถึงนึกภาพตามออก เป็นกึ่ง ๆ การ Improvise ในซีนนั้น เพราะทีมก็มีการพูดคุยกันมาแล้วว่าซีนนี้อยากได้ Mood แบบไหนหรือเล่นแบบไหน “มี่ภัทร - เอญ่า” ก็จะลองเล่นกันให้ทีมดูก่อน ถ้าโอเคแล้วก็เล่นจริงแบบนั้นเลย ตอนที่เล่นซีนพวกนี้ก็เขิน เขินตั้งแต่ตอนซ้อมจนถึงตอนถ่ายทำจริง แม้ว่าตอนซ้อมจะเขินมาก ๆ แล้ว แต่ตอนถ่ายทำจริงก็เขินมากกว่าเดิมอีก( บทบาทในอนาคตที่อยากเล่น ) ในอนาคต “มี่ภัทร” อยากเล่นแนวแฟนตาซีบ้าง อย่างแวมไพร์ หรือจะเล่นบทคนธรรมดาปกติเลยก็ได้ เพราะอย่าง “เลเน่” เองเขาก็จะใส่ส้นสูงตลอดเวลา แถมยังขรึมมาก ๆ “มี่ภัทร” เลยอยากปล่อยตัวสบาย ๆ เป็นคนธรรมดาทั่วไปดูบ้าง ส่วน “เอญ่า” เองก็อยากได้เล่นแนวที่ฉีกออกจากตัว “รัณ” เหมือนกัน อยากลองแบดขึ้น เอาแต่ใจ หรืออาชีพที่น่าสนใจมากขึ้นอย่างหมอ หรือตำรวจ( ถ้าได้ย้อนเวลากลับไปในวันแรก จะพูดว่าอะไร ? ) สำหรับ “มี่ภัทร” จะพูดกับ “เอญ่า” ในทันทีว่า ‘อีก 3 ปีเตรียมเจอกันเลย’ เพราะทั้งคู่เคยได้เจอกันมาก่อนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แถมช่วงปีใหม่ “เอญ่า” ก็ยังทักมา Happy New Year กันอยู่เลย จนซีรีส์เรื่องนี้เปิดแคสนักแสดงจนได้กลับมาเจอกันจริง ๆ อีกรอบ นั่นทำให้ “เอญ่า” บอกว่าถ้าได้พูดกับ “มี่ภัทร” ในตอนนั้นก็คงพูดว่า ‘เชื่อว่ายังไงเราก็จะได้เจอกันอีก’ นั่นทำให้ “มี่ภัทร” แซวว่าหรือนี่คือเหตุผลที่ “เอญ่า” มาขอ Instagram ของ “มี่ภัทร” ในวันนั้นใช่มั้ย ทำเอา “เอญ่า” เขินจนพูดไม่ออกเลย( เพลงประกอบซีรีส์จากเสียงน่ารัก ๆ ของทั้งคู่ ) “มี่ภัทร - เอญ่า” ได้มาร้องเพลงประกอบให้ซีรีส์เรื่องนี้ด้วย โดย “มี่ภัทร” เล่าว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ร้องเพลงจริงจังขนาดนี้ เพราะเสียงตัวเองค่อนข้างเล็ก ทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในเสียงตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ “เอญ่า” ก็คอยให้กำลังใจ และช่วยประสานเสียงจนผ่านกันมาได้และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “มี่ภัทร - เอญ่า” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “อดีต ปัจจุบัน อนาคต เธอรู้ไหม? ฉันชอบที่เธอ ...”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆสามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “มี่ภัทร - เอญ่า”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “มี่ภัทร - เอญ่า” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “Love Beyond Dreams Series เพื่อเธออีกครั้ง” ดูได้ทาง YouTube : MemindY Official และเวอร์ชัน UNCUT ทางแอป iQIYI และสุดท้ายฝากเพลง ost. ของทั้งสองอย่างเพลง "เริ่มต้นใหม่ (Reset)" ที่ร้องคู่กัน และเพลง "เพื่อเธอ (Once Again)" ที่ร้องโดยเอญ่า ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เล่นเกมได้อันดับที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ทั้งคู่ก็เป็นอันดับที่หนึ่งในใจของกันและกันเสมอ ! “แม็กกี้ - บาส” มาบุกสตู EFM FANDOM LIVE จนทำให้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะตลอดทั้งคืน

11 ส.ค. 2026

เล่นเกมได้อันดับที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ทั้งคู่ก็เป็นอันดับที่หนึ่งในใจของกันและกันเสมอ ! “แม็กกี้ - บาส” มาบุกสตู EFM FANDOM LIVE จนทำให้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 6 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “แม็กกี้ - บาส” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... สวัสดีครับคุณแผ่นเสียงของผมนามปากกา : def_mx บาส เด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบในการฟังเพลงและแผ่นเสียง เค้ามักจะไปเดินหาร้านแผ่นเสียงในวันหยุดและวันนี้เค้าได้บังเอิญเจอร้านแผ่นเสียงร้านนึงที่มีมุมเล็ก ๆ ให้นั่งพักผ่อน เค้าจึงตัดสินใจเดินก้าวเข้าร้าน แต่ทว่าฝนก็ตกลงมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดและมันทำให้บรรยากาศภายในร้านเย็นสบาย บวกกับมีเสียงเพลงคลอเบา ๆ ทำให้บาสเคลิ้มหลับไป แม็กกี้ กลับมาก็เจอบาส หลับอยู่ที่โซฟาข้างหน้าต่าง แม้ตอนนี้จะเลยเวลาปิดของร้านไปนานแล้ว บาสก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น และแม็กกี้ก็ไม่คิดที่จะปลุกเค้า นั่งมองบาสหลับอยู่นานนับชั่วโมง คิดถึงสายตาที่เป็นประกายในเวลาที่บาสเล่าถึงสิ่งที่ชอบ ทั้งคู่บังเอิญเจอกันในร้านแผ่นเสียงแห่งนึงเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว เค้าทั้งคู่สนทนากันจึงทำให้รู้ว่าทั้งสองชอบหลาย ๆ อย่างคล้ายกัน ตึ๊ง! มีเสียงข้อความจากโทรศัพท์ บาสจึงก้มมองจอและรีบวิ่งออกจากร้านไปโดยที่ไม่ได้ขอคอนแทคไว้ หลังจากนั้นแม็กกี้ก็ไม่ได้เจอกับบาสอีกเลย นั่นจึงทำให้เแม็กกี้ตัดสินใจเปิดร้านแผ่นเสียงเป็นของตัวเองเพื่อหวังว่าวันนึงจะได้เจอกับบาสอีกครั้ง และวันนี้เค้าก็ได้เจอบาสและเค้าจะไม่ปล่อยให้โอกาสครั้งนี้หลุดหายไปอีกแล้ว “สวัสดีครับคุณแผ่นเสียงของผม”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Hello, my record!Pen Name : def_mx Bas, a young man with a deep love for music and vinyl, habitually hunts for record shops during his free time. Today, his wanderings led him to a charming establishment boasting a cozy, tranquil nook, so he decided to step inside. As if on cue, a downpour began, lending the interior a wonderfully cool and inviting ambiance. The gentle melodies drifting from the speakers soon had Bas lost in a blissful daze. Maxky returned to discover Bas sound asleep on a sofa near the window. Though the shop was long past its closing hour, Bas remained deeply slumbering, and Maxky chose not to disturb him. He spent hours simply watching him, recalling the vibrant spark that ignited his eyes whenever he spoke of his passions. Their paths had crossed serendipitously five months earlier, also within the hallowed halls of a record store. Their initial chat quickly revealed a remarkable alignment of interests. Suddenly, a notification pinged on Bas's phone. He briefly checked the screen and then bolted from the store, leaving without a word or any way to reconnect. Maxky never laid eyes on Bas again after that day. This bittersweet memory is precisely why he eventually opened his own record shop, harboring a quiet hope of one day crossing paths with him again. And now, here he was, and he was determined not to let this moment slip through his fingers. "Hello, my record," he whispered.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... แบบบ้านที่ลงตัวนามปากกา : Phaploysirin แม็กกี้ สถาปนิกรุ่นพี่ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบและไม่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ย แต่ต้องร่วมออกแบบบ้านตัวอย่างกับ บาส หมอดูฮวงจุ้ยรุ่นน้อง “ประตูควรขยับอีกนิดครับ” บาสยิ้ม “เสียสัดส่วน” แม็กกี้ตอบทันที ทั้งคู่เถียงกันแทบทุกวัน แต่แบบบ้านกลับสมบูรณ์ขึ้น เพราะต่างคนต่างเติมสิ่งที่อีกฝ่ายมองข้าม วันส่งงานเจ้าของโครงการเอ่ยชมว่า “บ้านหลังนี้อบอุ่นกว่าทุกแบบที่ผ่านมา” หลังทุกอย่างเสร็จสิ้น ทั้งคู่ยืนมองบ้านหลังนั้นข้างกัน แสงเย็นทอดผ่านชายคา กระดิ่งลมไม้ไหวแผ่ว “ตอนแรกผมนึกว่าเราคงทำงานด้วยกันไม่ได้” บาสพูด “ผมก็คิดแบบนั้น” แม็กกี้หัวเราะ ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง “แต่สุดท้าย บ้านหลังนี้ก็สมบูรณ์แบบกว่าที่คิด” บาสพยักหน้า “เพราะต่างคนต่างยอมขยับคนละนิดมั้งครับ” แม็กกี้มองบ้านก่อนเอ่ยเบา ๆ “บางทีบ้านที่อบอุ่น ไม่ใช่บ้านที่สมบูรณ์แบบ แค่มีคนที่อยากสร้างมันไปด้วยกันก็น่าจะพอ” บาสยิ้มโดยไม่ตอบ มีเพียงเสียงกระดิ่งลมที่ดังแผ่ว ราวกับบอกว่าบ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่บ้านตัวอย่างอีกต่อไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีใครสักคนให้เดินกลับมาหาFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... A perfect house designPen Name : Phaploysirin Maxky, a seasoned architect who prided himself on logic and dismissed feng shui as hocus pocus, found himself reluctantly paired with Bas, a younger feng shui devotee, to craft a model home. Bas, with a gentle smile, suggested, “A little nudge for the doorway, perhaps?” Maxky, ever the pragmatist, immediately countered, “It’s completely out of proportion!” Their days were a symphony of playful disagreements, yet, through their constant back-and-forth, the house design blossomed, each filling in the gaps the other missed. On the grand unveiling, the project owner beamed, declaring, “This home feels so much more inviting than any we’ve built before.” Later, the project wrapped, Maxky and Bas stood shoulder-to-shoulder, admiring their creation. The afternoon sun dappled through the eaves, while wooden wind chimes whispered a gentle melody. “Honestly, I wasn’t sure we’d pull it off together,” Bas admitted. Maxky chuckled, “Me neither!” A comfortable silence settled between them. “But in the end,” Bas continued, “this house turned out even better than we’d hoped.” Maxky nodded. “Perhaps it’s because we both softened our edges a bit.” He then mused, gazing at the house, “Sometimes, a truly welcoming home isn't about being flawless; it's about having someone to share the journey of building it.” Bas offered a quiet smile in response. The soft chime of the wind chimes seemed to hum a tune, hinting that this dwelling was no longer just a showcase, but the promise of a place to call home.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... รักสุกงอม...พร้อมเก็บเกี่ยวนามปากกา : F.Socute "เหนือ" นักศึกษาเกษตรจบใหม่ สอบติดเกษตรอำเภออย่างที่ตั้งใจ หลังเคยบนยอดเขาคิชฌกูฏไว้ว่า หากสอบติดจะเดินเท้าขึ้นไปแก้บน ทั้งที่คนส่วนใหญ่จะนั่งรถโฟวิลขึ้นไปกัน แล้วดันเลือกขึ้นเวลากลางคืนจนลื่นตกเขา โชคดีได้ "เสือ" เจ้าของสวนทุเรียนหมอนทองชื่อดังแห่งจันทบุรีช่วยไว้ พร้อมบ่นหน้าตายว่า "บนทั้งที...ทำไมไม่เลือกกลางวัน...ไม่รักชีวิตเล้ยยย" ทั้งคู่คิดว่าคงไม่เจอกันอีก จนวันแรกของการรับราชการ เหนือกลับได้รับพื้นที่ดูแลที่มีสวนของเสืออยู่พอดี เจ้าของสวนจอมกวนคอยแหย่เกษตรอำเภอหน้าใหม่ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ส่วนเหนือก็แพ้ทางคนปากร้ายแต่ใจดี จนชาวบ้านทั้งอำเภอลุ้นให้เป็นแฟนกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ทั้งคู่ต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตโรครากเน่า เพลี้ย ศัตรูพืช ภัยแล้ง ราคาทุเรียนตก และพ่อค้าคนกลางที่เอาเปรียบชาวสวน จากคู่กัดกลายเป็นคู่คิด จากคนช่วยชีวิตกลายเป็นคนที่อยากใช้ชีวิตด้วยกัน และเหนือก็ได้รู้ว่าพรที่สมหวังที่สุด ไม่ใช่การสอบติดราชการ แต่คือการได้พบ "เสือ" ผู้ทำให้หัวใจของเขาสุกงอม... หวานยิ่งกว่าหมอนทองในสวนFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Love has ripened...ready to be harvested.Pen Name : F.Socute Freshly minted agricultural graduate Nuea, true to his word, aced his civil service exam. He'd pledged to conquer Khao Khitchakut mountain on foot if he passed – a feat most folks opt out of, preferring a 4x4 ride. His chosen ascent? The dead of night. Predictably, he took a tumble down the slopes. Fortune, however, smiled upon him in the form of Suea, the charismatic owner of a renowned durian plantation in Chanthaburi. Suea, with a gruff but caring tone, chided him, "Why not pick daylight for your solemn promises? You're not exactly cherishing that life of yours!" Both men, in that moment, believed their paths would diverge forever. Fate, however, had other plans. On Nuea's very first day on the job, he was assigned to the very district housing Suea's famed orchard. The playful orchard owner couldn't resist teasing the new agricultural officer during his site visits, and Nuea found himself utterly charmed by Suea's sharp wit and underlying kindness. The entire village buzzed with the hope of them becoming a couple. Amidst the shared laughter, they joined forces to tackle a cascade of agricultural challenges: the dreaded root rot, an infestation of aphids, pesky pests, the sting of drought, plummeting durian prices, and the underhanded tactics of unscrupulous middlemen. From adversaries to allies, from a rescuer to the one person Nuea longed to spend his life with, he discovered his ultimate prize wasn't the civil service exam, but finding Suea – the man who made his heart blossom, sweeter than any durian from his celebrated orchard.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... พยากรณ์หัวใจวันนี้นามปากกา : ชอรอ888 'ฝนตกอีกแล้ว แอปไม่เห็นแจ้งเตือนเลยทำไงเนี่ย เอกสารสำคัญอยู่ด้วย' เสียงเล็ก ๆ พูดขึ้นท่ามกลางสายฝนขณะที่รถเมล์กำลังวิ่ง 3 ทุ่มเป็นเวลาเลิกงานของ แม็ก นักพยากรณ์อากาศหนุ่ม จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนนั่งตรงหน้า พูดเบา ๆ พร้อมทำท่าคอตก ก่อนที่เขาจะยื่นร่มให้ ซึ่งเจ้าของเสียงที่บ่นเมื่อครู่ก็ดูงง ๆ กับการกระทำของเขา "พอดีผมมีเสื้อกันฝนครับ ไม่เป็นไร ดูท่าเอกสารคุณน่าจะเยอะ อ่อแล้วพรุ่งนี้พกร่มมาด้วยนะครับ ฝนจะตกเวลาเดิม" เจ้าของเสียงบ่น ทำท่ายิ้มกว้างขอบคุณ พร้อมก้มหัวเบา ๆ ก่อนจะลงจากรถไป ซึ่งเลิกงานวันนี้ก็เหมือนเดิม เวลาเดิมกับรถเมล์สายเดิม จู่ ๆ ดันมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา 'คุณเจ้าของร่ม ขอบคุณนะครับเมื่อวานช่วยได้มากเลย' คนตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่สดใสก่อนจะถามกลับมาอีกว่า 'ว่าแต่พรุ่งนี้จะมีฝนอีกไหมครับคุณเจ้าของร่ม' "เอ่อ.. มีครับช่วงนี้พายุเข้าครับ" 'ขอบคุณมากนะครับ เมื่อวานถ้าคุณไม่บอกให้พกร่มมา วันนี้ผมแย่อีกแน่ ๆ ครับคุณนักพยากรณ์' ยิ้มอีกแล้วแฮะ "ไม่เป็นไรครับ ยินดีครับ" ผมไม่เข้าใจตัวเอง พยากรณ์อากาศมาตั้งนาน แต่ทำไมกับหัวใจตัวเองถึงพยากรณ์ไม่ได้ว่า ทำไมใจสั่นกับคนแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้าได้มากขนาดนี้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Heart forecast for todayPen Name : ชอรอ888 The sky had opened up again, a relentless downpour, and not a peep from the weather app. "What am I going to do? I've got important papers!" a small voice wailed, barely audible above the drumming rain as the bus rumbled on. It was 9 PM, the end of a long shift for Max, a young chap who made his living predicting the weather. He noticed the person in front of him, head bowed, muttering their woes. Without a second thought, Max offered his umbrella. The complaining passenger looked taken aback. "Oh, no, thank you! I've got a raincoat. I'm fine. You've got quite the stack of documents there. By the way, you should definitely bring an umbrella tomorrow, around this time. It'll be raining again." A wide, grateful smile spread across the passenger's face, accompanied by a slight bow before they disembarked. It was the usual routine: same time, same bus. Then, another voice cut through the quiet. "Thanks a million, Mr. Umbrella Man! You were a lifesaver yesterday!" the person from earlier chirped, beaming. "Say, will it rain again tomorrow, Mr. Umbrella Man?" Max, a bit flustered, replied, "Uh... yeah, looks like a stormy spell is coming." "Fantastic! Thank you so much. If you hadn't told me to grab an umbrella yesterday, I'd have been in a real pickle again today, Mr. Weather Guy," they said with another grin. "You're most welcome," Max managed. He found himself completely baffled. He could chart the course of hurricanes and predict frost patterns with uncanny accuracy, yet his own heart was an enigma. Why did it leap and flutter like a trapped bird whenever this stranger stood before him? It was a mystery far more perplexing than any weather system he'd ever encountered.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... เพื่อนบ้านสายเผือกนามปากกา : เซเลอร์เจ้อ “ห้อง 502 เอาผู้ชายขึ้นห้องอีกแล้วค่ะ” ข้อความใหม่เด้งขึ้นในกลุ่มไลน์ “ชาวหอไม่หลับไม่นอน” ก่อนจะมีรูปเบลอ ๆ ตามมาติด ๆ “นั่นพี่ส่งผิดห้อง… นั่นกูเอง” บาส พิมพ์สวนกลับทันที พร้อมอิโมจิหัวเราะกวนประสาท จนแอดมินกลุ่มอย่าง แม็กกี้ กดลบข้อความแล้วแท็กชื่อเขา “ถ้ามึงไม่สร้างเรื่องสักวัน โลกจะหยุดหมุนหรือไง” บาสกับแม็กกี้เป็นเพื่อนบ้านห้องตรงข้าม และเป็นคู่กัดประจำหอพัก คนหนึ่งชอบปั่น คนหนึ่งชอบบ่น เจอหน้ากันเมื่อไหร่ เป็นได้เถียงกันตั้งแต่หน้าลิฟต์ยันร้านข้าวใต้หอ จนลูกบ้านทั้งตึกเปิดวงพนันว่าวันนี้ใครจะเป็นฝ่ายแพ้ แต่เรื่องแปลกเริ่มขึ้น เมื่อทุกความลับของคนในหอ ไม่ว่าจะใครแอบเลี้ยงแมว ใครค้างค่าเช่า หรือใครพาแฟนมานอน ล้วนถูกถ่ายรูปไปโพสต์ในกลุ่มแบบรู้ความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว จากที่เคยสงสัยกันเอง ทั้งคู่กลับต้องจำใจจับมือสืบหาตัว “สายเผือกปริศนา” ที่ซ่อนตัวอยู่ในหอพัก ระหว่างที่ต้องแกล้งเป็นมิตรต่อหน้าคนอื่น แต่กัดกันลับหลังทุกห้านาที ความวุ่นวายก็ยิ่งบานปลาย เพราะยิ่งสืบ… ความลับของตัวเองก็ยิ่งถูกแฉ และตอนนี้ คนที่ทั้งหอสงสัยที่สุด… ดันเป็น แม็กกี้กับบาส เสียเองFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Nosy neighborPen Name : เซเลอร์เจ้อ A new message pinged in the "Sleepless Dorm Residents" LINE group, accompanied by a grainy photo: "Someone's back in Room 502 again." Bas, spotting the pic, immediately replied, "Uh, wrong room... that's me," punctuating it with a sarcastic laughing emoji. Maxky, the group admin and Bas's across-the-hall neighbor and sworn dorm rival, promptly deleted his comment and tagged him. "Will the world stop turning if you don't stir up some drama for one single day?" he quipped. Their rivalry was legendary; Bas lived to poke fun, Maxky to grumble. Their encounters, whether in the elevator or the downstairs diner, always devolved into arguments, so much so that the entire building had a running bet on who'd 'win' next. But then things took a weird turn. Suddenly, every dorm secret – the clandestine cat owner, the rent dodgers, the sneaky overnight guests – was being snapped and posted in the group, meticulously documenting everyone's movements. Initially, suspicion fell on each other. However, they soon found themselves compelled to join forces to unmask the "secretive snooper" lurking within the dorm. While they put on a show of truce for the rest of the residents, behind closed doors, they were bickering non-stop. The situation spiraled into utter chaos, amplified by the fact that their own secrets were being exposed with every investigative step they took. Now, the dorm's prime suspects... are none other than Maxky and Bas themselves.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมาขอต้อนรับ “แม็กกี้ - บาส”ที่มาแจกความตลก เฮฮาตามสไตล์สองหนุ่มที่จะเรียกเสียงหัวเราะตลอดการพูดคุย ( ด้อมนี้ขึ้นชื่อเรื่องความแปลกทั้งศิลปินและแฟนคลับ ) ใคร ๆ ก็บอกว่าด้อมนี้ทั้งศิลปินและแฟนคลับซีนเสมอกันมาก ๆ ทั้งตลกและแปลก เหตุการณ์ที่แปลกมาก ๆ จนโดนเส้น “แม็กกี้ - บาส” ก็คือมีแฟนคลับใส่หน้ากากม้ามาหา เป็นหน้ากากม้าที่สวมเข้าไปทั้งหัวเลย แล้วแฟนคลับก็มาร้องฮี่ ๆๆ ใส่ “แม็กกี้” และถึง “บาส” จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็ได้เห็นเหมือนกันว่าตลกมาก และทั้งคู่ยังเสริมอีกว่า พี่ ๆ แฟนคลับชอบตัดคลิปแต่งแฟนฟิคในโลกออนไลน์กันเยอะมาก มีทั้งพล็อตประธานบริษัท หรือแม้กระทั่งมาเฟีย และทุกคนทำกันจริงจังมาก ทั้งคู่เลยยืนยันว่าที่ “แม็กกี้ - บาส” แปลกก็เพราะติดมาจากเหล่าแฟนคลับทั้งนั้น( งานวันเกิดแสนอบอุ่น ) งานวันเกิด ‘Maxky Tiny Smiles, Big Giving 2026’ ที่ผ่านมา “แม็กกี้” เล่าว่าบรรยากาศดีมาก ๆ เพราะตัวเองชอบทำบุญ ก็เลยอยากมาทำบุญกับเหล่าแฟนคลับด้วยกัน ซึ่งปีที่แล้วก็ได้ทำบุญพร้อมแฟนคลับเหมือนกัน และถ้าพูดถึงวันเกิดก็จะต้องไม่ลืมของขวัญ “บาส” เองก็ได้ให้ของขวัญกับ “แม็กกี้” ไปแล้ว แต่จะเป็นของขวัญอะไรก็ให้เจ้าตัวออกมาเล่าเอง ให้แฟนคลับรอลุ้นไปพร้อมกัน( ความตั้งใจที่จะทำให้ได้ของปีนี้ ! ) สำหรับ “บาส” อยากลดความอ้วนบ้าง เพราะที่ผ่านมามีแต่ ‘#บาสเด็กอ้วนที่แท้จริง’ อยากจะให้เปลี่ยนเป็นเด็กผอม หรือเด็กกล้ามดูบ้าง ในอนาคตแฮชแท็กประจำตัวอาจจะกลายเป็น ‘#บาสเด็กกล้ามที่แท้จริง’ ส่วน “แม็กกี้” ก็อยากจะลดน้ำหนักเช่นเดียวกัน เพราะถึงแม้ว่าจะเพิ่งปิดกองไปเมื่อเร็ว ๆ ที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นพักกองถ่ายไปเกือบ 1 เดือน ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าจบหมดแล้ว ระยะเวลาที่พักกองไปทำให้น้ำหนักขึ้น 5 กิโลกรัมเลยทีเดียว แถมคิวสุดท้ายก่อนพักกอง “บาส” ก็สั่งพิซซ่ามากินฉลองกันในกองด้วย ทำให้ต้องกลับมาฟิตหุ่น และดูแลสุขภาพกันมากขึ้นแล้วล่ะ[ เซ็ตคำถาม : สวัสดีครับคุณเพื่อนบ้าน ]( อีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนบ้านแบบไหน ) “แม็กกี้” พูดเลยว่า “บาส” ต้องมาป่วนแน่นอน ซิ่งมอเตอร์ไซค์มาถึงบ้านเพื่อเข้ามาป่วน แต่ก็ไว้ใจให้ “บาส” ดูแลบ้านให้นะ มั่นใจว่าของในบ้านจะไม่หาย เผลอ ๆ ได้ของเพิ่มด้วย เพราะ “บาส” ชอบฝากเสื้อผ้าไว้ที่บ้าน “แม็กกี้” เพราะตู้เสื้อผ้าที่บ้านของ “บาส” เต็มแล้วเลยเอามาฝาก ส่วน “บาส” คิดว่า “แม็กกี้” จะมาทำอาหารให้กิน เพราะพี่เขาทำอาหารเก่ง มีดีกรีเป็นถึงลูกเชฟ และเมนูเด็ดที่พร้อมจะนำเสนอก็คือ ข้าวผัด เพราะเป็นข้าวผัดแบบจีน หอมกระทะมาก ๆ เลย( แลกของขวัญต้อนรับเข้าบ้านให้อีกฝ่ายจะเป็นอะไร ) ถ้าต้องแลกของขวัญให้กัน “แม็กกี้” ก็จะให้ตู้เสื้อผ้าและไม้แขวนเสื้อกับ “บาส” เพราะถ้าตู้เก่าเต็ม จะได้ให้ตู้ใหม่ไปใส่เสื้อผ้าเพิ่ม และในส่วนของ “บาส” ก็จะให้พระพุทธรูป พอดีกับที่ช่วงนี้กำลังอิน และอยากให้ “แม็กกี้” ร่ำรวยเงินทองจากการบูชาพระพุทธรูป( ที่สิงสถิตในบ้านของอีกฝ่าย ) “บาส” เลือกที่จะสิงสถิตอยู่ในห้องของ “แม็กกี้” เลย โดยเฉพาะที่มุมเครื่องเล่นเกมขับรถ คงจะนั่งเล่นจริงจังสนุกสนานเลยล่ะ ส่วน “แม็กกี้” ขอสิงสถิตที่ห้องพระ ไปนั่งสมาธิให้จิตใจสงบ เพราะที่บ้านของ “บาส” จะมีห้องสำหรับพระพุทธรูปโดยเฉพาะ แถมยังเปิดไฟและเปิดแอร์ให้ทั้งวันเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ( คำพูดต้อนรับเพื่อนบ้าน ) คำพูดสั้น ๆ ที่จะพูดตอนต้อนรับเพื่อนบ้านของกันและกัน ถึงแม้จะสั้น ๆ แต่ก็ประทับใจอย่าง “แม็กกี้” ก็จะพูดว่า ‘อยู่ตรงนี้นะ อย่าเพิ่งหนีกันไปไหน’ และ “บาส” ก็จะพูดว่า ‘ชิว ๆ เลยนะ บ้านของผมก็เหมือนบ้านของพี่’ เรียกได้ว่าเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นสุด ๆ( การเดินทางของซอโซ่ล่ามธีร์ ) สำหรับซอโซ่ล่ามธีร์เริ่มพูดคุยโปรเจกต์กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเริ่มถ่ายทำตั้งแต่ประมาณเดือนเมษา เรียกได้ว่าถ่ายทำกันเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว “แม็กกี้ - บาส” อยู่ด้วยกันกับโปรเจกต์นี้มานานจริง ๆ แถม “แม็กกี้” ยังพูดอีกว่าการเป็นพี่ธีร์ก็ใช้ Energy เยอะมาก ๆ ถึงแม้ว่าทุกคนจะแซวว่าตัวเขาเองและธีร์จะเหมือนกัน แต่ “แม็กกี้” ก็ขอเถียงขาดใจว่าเหนื่อยมากจริง ๆ จะมีคล้ายกันแค่ตอนถ่าย YouTube เท่านั้นที่ใกล้เคียงกับตัวเขาเอง แถมเรื่องนี้ยังได้ขึ้นไปถ่ายบนดอยด้วย และได้ยินเรื่องเล่ามาว่า “แม็กกี้” เมาดอยแต่ก็มีลูกชิ้นเห็ดมาเสิร์ฟถึงหน้าประตูห้อง โดยเหตุการณ์ในวันนั้นคือ “แม็กกี้” อยากกินลูกชิ้นเห็ดมาก ๆ เพราะเป็น Signature ของที่นั่นเลย แต่พอขึ้นถึงดอยก็คอพับเลย เมาดอยสุด ๆ “บาส” เลยไปซื้อลูกชิ้นเห็ดมาให้แทน ถึงจะไม่ได้ช่วยแก้เมาแต่แก้หิวได้ดี จนเหล่าแฟนคลับแซวว่าคงเป็นเห็ดที่หวานที่สุดในโลกเลยล่ะ( เปรียบอีกฝ่ายกับฮีโร่ใน ROV จะเป็นตัวไหน ? ) “แม็กกี้” จะให้ “บาส” เป็น Alice (อลิซ) เพราะเป็นตัวละครที่ขนปุย ๆ อีกทั้งยังเป็นตำแหน่งซัพพอร์ต ที่ถ้าได้ออกเวทก็ดาเมจแรงมาก ๆ เหมือนกัน ส่วน “บาส” จะให้ “แม็กกี้” เป็น Florentino (ฟลอเรนติโน่) เพราะหล่อเหมือนกันกับ “แม็กกี้” แถมเป็นตัวละครที่เก่งมาก ๆ และยังเล่นยากอีกด้วย( สกิลการเล่นเกมของสองหนุ่ม ) สำหรับสกิลการเล่นเกมของ “แม็กกี้ - บาส” เรียกได้ว่าเล่นเกมเก่งกันทุกคนเลย แถม “แม็กกี้” ขออวดด้วยว่าเคยจัดการ Pro Player ของเกม ROV มาแล้วอย่าง “กิตงาย” เพราะขนาดรุม 5:1 แล้วเขายังรอด แต่ “แม็กกี้” อาศัยจังหวะเผลอ ทำให้จัดการกับ “กิตงาย” ได้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจไปเลย “บาส” ยังเอ่ยปากชมว่าพี่เขาเก่งมากจริง ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แม็กกี้ - บาส” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ROV หลบไป ขอทางให้ MKB !!”ในเกมนี้ “แม็กกี้ - บาส” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แม็กกี้ - บาส”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แม็กกี้ - บาส” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ซอโซ่ล่ามธีร์ Be My Player Two" ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.00 น. และรับชมแบบเวอร์ชัน Uncut ได้ทาง WeTV ที่เดียวเท่านั้น! สุดท้ายฝากเพลง ost. อย่างเพลง Birthday But With Me - Proxie และเพลง แกล้งๆ (Playing It Cool) - บอย สมภพ ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ความห่างของอายุ 8 ปี ทำให้เคมีของคู่นี้ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ! “อิน - องศา” นำความน่ารักสุดละมุน มาเติมเต็มสตู EFM FANDOM LIVE จนทุกคนยิ้มกันแก้มปริ แถมเรียกคะแนนความน่ารัก น่าเอ็นดูจากแฟน ๆ ตลอดทั้งคืน

04 ส.ค. 2026

ความห่างของอายุ 8 ปี ทำให้เคมีของคู่นี้ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ! “อิน - องศา” นำความน่ารักสุดละมุน มาเติมเต็มสตู EFM FANDOM LIVE จนทุกคนยิ้มกันแก้มปริ แถมเรียกคะแนนความน่ารัก น่าเอ็นดูจากแฟน ๆ ตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 30 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พบกับ “อิน - องศา” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสุดหล่อ คารมดี “ดีเจโซเซฟ” และ “ดีเจเคเบิ้ล”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน FANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Love me, Love My Mango. คุณครับ รับรักพร้อมมะม่วงไหมนามปากกา : เจดเอ็นส่า “องศา” เป็นเด็กหนุ่มที่รักการทานมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งองศาซื้อมะม่วงจากซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน มะม่วงผลนั้นหวานหอมจนรู้สึกว่าอร่อยที่สุดในชีวิต บนเปลือกมะม่วงมีเพียงสติกเกอร์คำว่า “ไร่จักราสินธุ์” ติดอยู่ องศาออกเดินทางตามหาต้นกำเนิดของรสชาตินั้น จนมาถึงสวนมะม่วงจักราสินธุ์ สวนมะม่วงชื่อดังที่ส่งผลผลิตทั่วประเทศ และได้พบ “อิน” เจ้าของสวนผู้ดูแลต้นมะม่วงทุกต้นด้วยตัวเอง อินพาองศาเดินชมสวน เล่าเรื่องดิน น้ำ และการรอคอยให้ผลสุกตามธรรมชาติ องศาเพิ่งเข้าใจว่าความอร่อยไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากความรักและใส่ใจในทุกขั้นตอน ก่อนกลับ... อินยื่นชิ้นมะม่วงให้องศาพร้อมรอยยิ้ม “ลูกนี้เด็ดเมื่อเช้า ลองชิมมะม่วงจากสวนดูสิ” องศาชิมคำแรกแล้วหัวเราะ “อร่อยยิ่งกว่าที่เคยทานอีก” ตั้งแต่นั้นองศากลายเป็นแขกประจำของสวน และค่อย ๆ เปลี่ยนจากคนที่หลงรักมะม่วง มาเป็นคนที่หลงรักเจ้าของสวนโดยไม่รู้ตัว ส่วนอินก็เริ่มรอคอยวันที่องศาจะกลับมา พร้อมมะม่วงลูกที่หวานที่สุดของฤดูกาลเสมอFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Love me, Love My Mango.Pen Name : เจดเอ็นส่า Ongsa, a young man whose heart truly belongs to mangoes. One day, a supermarket haul yields a particularly sensational mango – so bursting with sweetness and fragrance that Ongsa declares it the absolute best he's ever encountered. The only clue to its origin? A simple sticker reading 'Chakrasin Orchard.' Driven by this revelation of flavor, Ongsa embarks on a quest that leads him to the renowned Chakrasin Mango Orchard, a national supplier of these delectable fruits. There, he encounters Inn, the orchard's dedicated owner, who personally tends to each and every mango tree. In graciously guides Ongsa through the lush grounds, sharing insights into the rich soil, the life-giving water, and the patient art of allowing the fruit to ripen naturally. It dawns on Ongsa that such exceptional taste isn't mere chance, but the profound outcome of unwavering love and meticulous care woven into every stage of cultivation. As Ongsa prepares to depart, Inn offers him a perfectly ripe mango, plucked that very morning. 'Taste a mango straight from the orchard,' Inn prompts with a warm smile. Ongsa's first bite is met with an exclamation of pure delight, 'It's even more incredible than any I've had before!' From that day forward, Ongsa becomes a familiar face at the orchard, his initial passion for mangoes slowly blossoming into a deeper affection, one that he doesn't quite realize is directed towards the orchard's owner. Meanwhile, Inn finds himself eagerly anticipating Ongsa's return, always hoping to share the season's sweetest harvest with him.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... หัวใจใต้ชั้นหิน Love Beyond the Fossilsนามปากกา : linlin "คนหนึ่งใช้ชีวิตขุดค้นอดีตที่ถูกฝังกลบมาหลายล้านปี... ส่วนอีกคนกลับค่อย ๆ ขุดพบหัวใจของใครบางคน ที่เคยปิดตายจนไม่คิดว่าจะกลับมาเต้นเพื่อใครอีกครั้ง" ศิลา นักบรรพชีวินวิทยาวัย 34 ปี หัวหน้าทีมขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์ ชายหนุ่มร่างสูง สุขุม เย็นชา และปากร้าย ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับร่องรอยของอดีตมากกว่าผู้คน จนกระทั่งเขาได้พบกับ ดิน นักศึกษาธรณีวิทยา ปี 4 สาขาบรรพชีวินวิทยา เด็กหนุ่มร่างเล็กที่ลงภาคสนามเพื่อทำวิจัยจบ แม้จะดูบอบบาง แต่กลับดื้อ เถียงเก่ง และไม่เคยยอมแพ้ การพบกันของทั้งคู่ไม่ต่างจากชั้นหินคนละยุคที่ไม่น่าจะมาบรรจบกัน คนหนึ่งเชื่อในประสบการณ์ อีกคนเชื่อในความคิดใหม่ จึงกลายเป็นคู่กัดที่ปะทะกันทุกวัน "คุณศิลา บ่นเก่งขนาดนี้ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าคุณอายุ 34 จริง ๆ หรือเป็นฟอสซิลยุคจูแรสซิกที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา" จากเด็กฝึกงานที่ศิลามองว่าเป็นตัวปัญหา กลับกลายเป็นคนที่ทำให้เขาเริ่มจดจำเรื่องเล็ก ๆ ได้มากกว่าฟอสซิล เพราะบางที... การค้นพบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา อาจไม่ใช่ฟอสซิลอายุหลายล้านปี แต่อาจเป็นหัวใจของใครบางคน... ที่รอให้เขาค้นพบมาตลอดFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Love Beyond the FossilsPen Name : linlin Imagine one soul dedicating their existence to uncovering echoes from eons past, buried deep within the earth. Simultaneously, another soul embarks on a slow, tender excavation of a heart that had long since sealed itself off, convinced it would never beat for anyone again. Sila, a 34-year-old paleontologist leading a dinosaur fossil dig. He’s a towering presence, cool, collected, and armed with a sharp wit. He seems more at home with ancient relics than with living people. That is, until he encounters Din, a fourth-year geology student specializing in paleontology. Din, a diminutive and seemingly delicate young man, is on fieldwork for his final research project. Beneath his fragile exterior, however, lies a stubborn, argumentative spirit that simply refuses to yield. Their meeting feels like a collision of ancient geological formations – two distinct eras that were never meant to intersect. One operates on the bedrock of experience, the other on the fresh currents of new ideas, making them constant sparring partners. Din’s playful jabs, like, “Mr. Sila, you grumble so much, I’m starting to think you’re not 34 but a newly unearthed Jurassic fossil,” highlight their dynamic. What began as Sila seeing Din as a troublesome intern evolves into Din becoming the one who reminds him of life’s smaller wonders, eclipsing even the grandest fossils. Perhaps, the most profound discovery of Sila’s life isn't a relic from millennia ago, but the heart of someone... who had been patiently waiting for him to find it all along.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ปลูกผักเพราะรักเธอนามปากกา : Red Capsule (เรด - แคป-ซูล) "ต้นกล้า" พนักงานออฟฟิศหนุ่มเมืองกรุงที่ต้องเผชิญภาวะ Burnout ร่างกายและจิตใจ ตัดสินใจทิ้งความวุ่นวาย ย้ายมาพักกาย พักใจที่บ้านสวนเก่าของย่าในจังหวัดพะเยา เขาตั้งใจจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยการทำแปลงผักออร์แกนิกเล็กๆ แต่ชีวิตจริงกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนเมืองอย่างเขา แม้แต่การแยกวัชพืชกับต้นกล้ายังทำไม่เป็น แถมยังรดน้ำผักกลางแดดเปรี้ยงจนแปลงผักเกือบพัง โชคดีที่เขาได้พบกับ "พี่ภู" (ภูผา) เจ้าของฟาร์มผักสุขภาพข้างบ้าน ชายหนุ่มสายอบอุ่นเปรียบเสมือนไมโครเวฟเดินได้ พี่ภูยื่นมือเข้ามาช่วยสอนวิธีจับจอบ พรวนดิน และย้ายกล้าไม้ด้วยความอดทนและใจเย็น บรรยากาศสงบยามเช้าที่มีหมอกบาง ๆ ปกคลุมทิวเขา และการปั่นจักรยานชมพระอาทิตย์ตกดินริมกว๊านพะเยา คอยหล่อเลี้ยงจิตใจที่เคยแห้งแล้งของต้นกล้าให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง ยิ่งต้นกล้าผักเติบโตความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งผูกพันแน่นแฟ้น ในวันที่แปลงผักเริ่มออกดอกออกผล ทางบริษัทเดิมในกรุงเทพฯ ติดต่อให้เขากลับไปทำงาน เขาต้องเลือกระหว่างชีวิตเมืองกรุงที่คุ้นเคยกับชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่เรียบง่ายพร้อมกับผู้ชายที่สอนให้เขารู้จักคำว่า "บ้าน" ที่แท้จริงFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Cultivating these veggies, all for the love of you.Pen Name : Red Capsule Feeling utterly drained, both physically and mentally, from his demanding office job in bustling Bangkok, a young man named Tonkla decides to trade the urban chaos for a quieter existence. He retreats to his grandmother's old garden in the serene province of Phayao, dreaming of a fresh start cultivating a small organic vegetable patch. However, the reality of farming proves far more challenging than he anticipated. As a city slicker, Tonkla struggles to even distinguish weeds from precious seedlings, and his initial attempts at watering under the intense sun nearly spell disaster for his nascent garden. Fortuitously, he crosses paths with Pee Phu (Phupha), the friendly proprietor of a thriving organic farm next door. Pee Phu, with his comforting warmth and kindness, becomes Tonkla's patient mentor, guiding him through the fundamentals of using a hoe, preparing the soil, and carefully transplanting young plants. The tranquil mornings, softened by a gentle mist blanketing the mountains, and leisurely bike rides to witness breathtaking sunsets over Phayao Lake, begin to mend Tonkla's weary spirit, rekindling a lost sense of joy. As Tonkla's vegetables flourish, so too does his connection with Pee Phu. Just as his garden starts to yield its bounty, an offer arrives from his former Bangkok company – a tempting job proposition. Tonkla now faces a pivotal decision: return to the familiar rhythm of city life or embrace the simple, unhurried existence alongside the man who has shown him the true meaning of 'home'.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... หวานเสียยิ่งกว่าน้ำตาลปั้นนามปากกา : HobKub (ฮ๊อป - คับ) ท่ามกลางแสงไฟหลากสีจากหลอดไฟ ซึ่งขึงโยงตามต้นไม้พาดผ่านเจดีย์เก่า คุณชายศา และ คุณชายอิน เดินเคียงกันตัดผ่านผู้คนเบียดเสียดในตลาด ไปยังลานแสดงโขนที่จัดขึ้น ณ คลองริมน้ำ ระหว่างทางคุณชายอินก็ลอบซื้อน้ำตาลปั้นรูปดอกกุหลาบมาให้คุณชายศาด้วย คาดหวังว่าคนที่ตนกำลังตามจีบจะพึงใจ จนสุดท้ายก็สามารถทำให้น้องหน้าแดงได้สมใจหวัง ครั้นเดินมาถึงหน้าเวทีแสดง หม่อมราชวงศ์ชายสองคนก็รับชมการแสดงด้วยความเพลิดเพลิน “รำได้งามนัก สมแล้วที่เป็นคณะโขนชื่อดัง” คุณชายศาพึมพำขณะทอดสายตาชมการร่ายรำตรงหน้า “พี่เห็นด้วย” คุณชายอินพยักหน้า “นางสุพรรณมัจฉาก็งาม มิแปลกที่หนุมานจะตามตื๊อจนได้เป็นภรรยา” ศากำลังจะพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าพอทวนประโยคนั้นแล้ว มันกลับชวนให้น่าขมวดคิ้วอย่างมิชอบใจนัก “งาม? อืม... เห็นทีนางรำคนนี้คงต้องตาพี่อินมากกว่าน้อง ถึงได้ชื่นชมและมองไม่วางตาเช่นนี้” “ไม่ใช่ซี่” อินที่รู้ตัวว่าคงทำให้น้องแง่งอนเสียแล้วจึงรีบเอ่ยแก้ “พี่บอกว่านางงาม” “…” “แต่มิได้บอกว่างามเท่าชายศา ใครเล่าจะมาเทียบเคียงน้องได้” อืม ดูทีน้ำตาลปั้นในมือของเขาคงไม่จำเป็น เพราะมันคงหวานสู้วาจาคนข้างกายมิได้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Sweeter than sugar candy.Pen Name : HobKub Underneath the twinkling lights that adorned the trees around the ancient pagoda, Khunchai Sa and Khunchai Inn strolled together through the bustling market, making their way towards the Khon performance stage nestled by the canal. As they ambled along, Khunchai Inn discreetly purchased a rose-shaped candy, a sweet gesture intended to charm his admirer. His mission was a success, as a faint blush bloomed on his younger brother's cheeks. Once they arrived, the two noblemen settled in to watch the show, thoroughly captivated. "The artistry of the dancers is truly remarkable, as one would expect from such a celebrated Khon troupe," Khunchai Sa commented, his eyes glued to the stage. Khunchai Inn readily agreed, nodding his head. "Indeed. And Suphannamatcha himself is quite stunning. It's no wonder Hanuman was so smitten he made her his wife." Sa was about to voice his assent, but on repeating Khunchai Inn's words, a subtle crease of displeasure appeared on his brow. "Beautiful, you say? Hmm... it seems this particular dancer has captured your attention more than I have, Khunchai Inn, judging by the intensity of your gaze." Sensing he might have inadvertently ruffled his younger brother's feathers, Khunchai Inn quickly clarified, "No, that's not it at all." "You said I was beautiful," Khunchai Sa prompted. "..." "But you didn't say I was as beautiful as a man. Who could possibly compare to you?" It dawned on Khunchai Inn that the sugar candy he held might be entirely superfluous, for it paled in comparison to the sweetness of the words spoken by the person beside him.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... HIS FILMนามปากกา : butter 25% “กล้องฟิล์ม” กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในหมู่วัยรุ่น ด้วยเสน่ห์ที่ชวนให้นึกถึงอดีตที่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน มันก็ไม่เคยเก่าเลย “องศา” ก็เป็นหนึ่งในวัยรุ่นที่ตกหลุมรักในกล้องเก่า เขาชอบสะสมและใช้มันถ่ายรูป จนกระทั่ง... กล้องฟิล์มตัวล่าสุดที่เขาเพิ่งซื้อมาจากออนไลน์ มีเพียงข้อมูลเล็กน้อยจากคนขายเท่านั้น แต่เขากลับตกลงซื้อทันที มันเป็นกล้องที่ไม่ได้ถูกใช้งานอีกเลยหลังจากเจ้าของเก่าจบชีวิตตัวเองไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เมื่อสำรวจตัวกล้องที่เพิ่งได้มา ก็พบว่าด้านล่างนั้นมีเทปขุ่นเล็ก ๆแปะอยู่ มันถูกเขียนไว้ว่า “อิน” นอกจากนี้ยังมีฟิล์มสีที่ยังถ่ายไม่หมดติดมาด้วย ไม่รู้อะไรดลใจให้เขานำไปล้าง แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่รูปที่ออกมานั้นราวกับว่าเพิ่งถูกถ่ายไปเมื่อวาน มันก็เป็นแค่รูปถ่ายวิวทั่ว ๆ ไป แต่มีเพียงใบเดียวที่ต่างออกไป ในภาพนั้นเขาเห็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง น่าจะโตกว่าเขาไม่มาก นาทีที่เผลอสบเข้ากับนัยย์ตาสีสวยนั้น มันสะกดเขาอย่างบอกไม่ถูก แชะ! เมื่อลองลั่นชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว สิ่งต่าง ๆ ก็พลันเปลี่ยนไป ข้างหน้าเขาตอนนี้กลับกลายเป็นร้านอาหารที่ไม่คุ้นตา และที่นั่นองศาได้เจอกับ “คนในภาพ” เป็นครั้งแรกFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… HIS FILMPen Name : butter 25% There's a cool resurgence of film cameras happening with teens, totally drawn to their timeless, nostalgic vibe. Ongsa's totally on board with this vintage camera craze, collecting and snapping pics with them. Then, he snagged this latest film camera online. Despite the seller giving him hardly any deets, he went for it. Turns out, this camera hadn't seen the light of day since its last owner shuffled off this mortal coil over 30 years ago. While checking it out, Ongsa spotted a tiny piece of see-through tape on the bottom with the word 'Inn' scrawled on it. And get this, there was still an unexposed roll of film inside. For reasons unknown, he decided to get it developed. Even after all that time, the shots looked like they were taken yesterday. They were mostly just standard landscape snaps, but one was a total outlier. In this particular photo, there was just one guy, looking pretty close to Ongsa's own age. The instant their eyes seemed to lock, Ongsa was completely mesmerized by this dude's striking gaze. *Click!* One press of the shutter, and bam, everything shifted. Suddenly, Ongsa found himself in front of an unfamiliar restaurant, and there, he met 'the man from the picture' for the very first time.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อิน - องศา”ที่จะมาแจกความน่ารัก สดใส และความน่าเอ็นดูที่ทำเอาเหล่าแม่ ๆ ใจละลายกันตาม ๆ ไป( ทำไมถึงเป็นมะม่วง ? ) สาเหตุเกิดจากแฟนฟิคที่เหล่าแฟนคลับส่งมา มี Detail เกี่ยวกับมะม่วงเยอะมาก นั่นก็เพราะ “องศา” เป็นคนที่ชอบกินมะม่วงมาก แฟนคลับรู้กันหมดว่าชอบเป็นชีวิตจิตใจ ถึงแม้ว่า “องศา” จะแยกสายพันธุ์ไม่ออก แต่ก็กินได้ทั้งหมดเลย ทั้งแบบเปรี้ยว หวาน มัน หรือแม้กระทั่งมะม่วงแปรรูปก็กินเหมือนกัน ยกเว้นมะม่วงดองที่จะไม่กิน “องศา” เล่าว่าชวน “อิน” กินด้วยกันตลอด แต่ถ้าเขาลีลา ไม่กินเลย มะม่วงก็จะไม่เหลือถึงเขา เพราะ “องศา” กินหมดแล้ว ในฝั่งของ “อิน” จะชอบกินแค่มะม่วงที่หวาน แล้วบางที “องศา” ก็จะแกล้งเอามะม่วงเปรี้ยวมาให้กิน แต่ “องศา” รีบแย้งกลับว่าไม่ได้มีเจตนาจะแกล้ง ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่กินเปรี้ยวได้เยอะ ทำให้แยกไม่ออกว่าอันนี้คือเปรี้ยวสำหรับ “อิน” หรือยัง( ถ้าต้องมีไร่ มีสวนเป็นของตัวเอง ) สำหรับ “อิน” คงเป็นไร่องุ่น เพราะส่วนตัวชอบไปเที่ยวเขาใหญ่ และที่เขาใหญ่มีไร่องุ่นเยอะ เป็นบรรยากาศที่ดี เราก็เลยอยากมีไร่องุ่นเป็นของตัวเองบ้าง และสำหรับ “องศา” แน่นอนว่าต้องเป็นส่วนมะม่วงอยู่แล้ว กินได้ไม่มีเบื่อ กินมะม่วงเรื่อย ๆ ได้เป็นกะละมังเลยล่ะ( บรรยากาศการรวมพลครั้งแรก ) หลังจากได้มีการรวมพลครั้งแรกของ “อิน - องศา” อย่างเป็นทางการไป “อิน” รู้สึกตกใจมาก เห็นแฟนคลับทุกคนที่มารอแล้วตื้นตันใจสุด ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนมาหาเยอะขนาดนี้ เรียกได้ว่าพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว ขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจมาหากัน และ “องศา” ก็ตกใจมาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะตอนที่ค่อย ๆ เดินออกไปแล้วค่อย ๆ เห็นว่าคนเยอะมาก รู้สึกขอบคุณทุกคนที่มาซัพพอร์ต “อิน - องศา” นึกถึงกี่ครั้งก็ยังยิ้มอยู่ตลอด และขอบคุณสำหรับทะเลดาวที่ทุกคนทำให้ทั้งคู่ด้วย( ด้อมที่ขี้แซวที่สุดจนพี่ดาราต้องยอม ) สำหรับ “อิน - องศา” ยังไม่ได้มีชื่อด้อมอย่างเป็นทางการ แต่อยากให้แฟน ๆ ทุกคนมาช่วยกัน Brainstorm และมีส่วนร่วมด้วยกันไปกับการตั้งชื่อด้อม ซึ่งปกติแล้วด้อมของ “อิน -องศา” เป็นด้อมที่ขี้แกล้ง และขี้แซวกันสุด ๆ เพราะตั้งแต่ EP. แรกออนแอร์มาจนถึงตอนนี้ “อิน” เล่าว่าตัวเองมีฉายาใหม่มาตลอด บางครั้งแฟนคลับก็เรียก “อิน” ว่า ‘หมูเด้ง’ เพราะชื่อนี้มีมาตั้งแต่เรื่องที่แล้วอย่าง หงสาวดี ที่ “อิน” เองก็ตัวใหญ่กว่าตอนนี้มาก แต่ตอนนี้ก็มีฉายาใหม่อย่าง ‘ตู้เย็น 40 คิว, ตัวใหญ่เท่าวัง, ตัวเท่าต้นไม้, จ่าเด้ง, บิ๊กเด้ง’ หรือแม้กระทั่ง ‘ยุง’ เพราะมันมีซีนที่ “อิน” ต้องฝากรอยไว้ที่คอของ “องศา” แฟนคลับก็แซวว่า ‘ยุงตัวใหญ่เท่าวังเลย’ บางทีแฟนคลับก็กลัว “อิน” จะนอยด์ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะเขาชอบมาก แต่แฟนคลับก็ไม่ค่อยแซว “องศา” เลย ทำเอา “อิน” บ่นว่าแฟน ๆ สองมาตรฐานแล้ว ซึ่ง “องศา” ก็บอกว่าถึงแม้แฟน ๆ จะไม่แซวตัวเขาเอง แต่แฟน ๆ ก็แซวพฤติกรรมของหม่อมเจ้าในซีรีส์แทน เรียกได้ว่าแม่ ๆ ปวดหัวกันทุก EP. เลยทีเดียว( บรรยากาศหลังจากที่ดู EP.6 ไปด้วยกัน ) EP.6 ได้มีงาน ‘อรุณรุ่ง The Edge of Horizon Fan Screen EP 6 With INNONGSA’ ที่ “อิน - องศา” ได้ดูสดไปพร้อมกับแฟน ๆ “อิน” เล่าว่าส่วนตัวชอบบรรยากาศแบบนี้มาก เพราะได้ดู Reaction สดจากทุกคน บางซีนเหมือนเชียร์มวย หรือบางทีทุกคนก็ให้กำลังใจกับซีน ๆ นั้น ดีใจที่ได้มาดูด้วยกัน แถม EP.6 มีฉากแบบนั้นเยอะด้วย แฟน ๆ เขาก็มี Reaction ที่เยอะและสนุกดี ฝั่งของ “องศา” ก็ดีใจที่ได้มาดูกับแฟน ๆ เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าการตั้งใจทำงานของทั้งเบื้องหลัง และเบื้องหลังมันส่งไปถึงใจคนดูได้จริง ๆ แถมบางคนอินกับเรื่องราวมากจนไปศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมอีก ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราตั้งใจถ่ายทอดมันส่งไปถึงคนดูจริง ๆ ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก( เตรียมตัวรับแรงกระแทกของ EP.7 ) “อิน - องศา” บอกว่าเตรียมตัวรับแรงกระแทกของ EP.7 ได้เลย เตรียมหมอนและทิชชู่เอาไว้ด้วย จาก EP.6 ที่หวานมาก ๆ ทำให้ EP.7 มันเข้มข้นขึ้นตามกันไป ความสัมพันธ์มันจะหวานไปตลอดไม่ได้หรอก และ “องศา” แอบสปอยล์ว่า ทุกคนอาจจะได้เห็นทินกรในแบบที่ทุกคนไม่เคยได้เห็นมาก่อน อะไรก็เกิดขึ้นได้ใน EP.7 อย่าไว้ใจช่องวันเด็ดขาด !( สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากซีรีส์ออนแอร์ ) ด้วยความที่เป็นเรื่องแรกที่ “อิน - องศา” แสดงคู่กัน การที่มีแฟนคลับเพิ่มขึ้นมาเยอะขนาดนี้ “อิน” บอกว่ามันเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เวลาที่จะทำอะไรก็ต้องมีสติ และรอบคอบมากขึ้น แม้กระทั่งเราจะออกไปข้างนอก หรือเล่นโซเชียลก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่สิ่งที่ “อิน - องศา” จะไม่เปลี่ยนคือความตั้งใจและความพยายามของทั้งคู่ และ “อิน - องศา” จะไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง โอกาสแบบนี้มันไม่ได้มาง่าย ๆ เพราะฉะนั้นทั้งคู่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด และ “องศา” ก็ดีใจที่มีคนรู้จักตัวเองมากขึ้นจากบททินกร และจะดีใจมากถ้าออกไปข้างนอก แล้วมีคนเข้ามาทักเกี่ยวกับซีรีส์ และนั่นจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราต้องพัฒนาขึ้นในทุก ๆ วัน และขอบคุณทุกคนที่เขามาติดตามและซัพพอร์ต “อิน - องศา”[ เซ็ตคำถาม : เกิดก่อนเป็นพี่ เกิดทีหลังเป็นน้อง แล้วเกิดเมื่อไหร่จะได้เป็นแฟนกัน ]( ข้อดีของการมีแฟนเป็นรุ่นพี่ของอิน ) สำหรับ “อิน” บอกว่า อย่างแรกเลยจะได้รับความอบอุ่น มีความเป็นผู้นำที่จะทำให้ไว้ใจได้ สามารถปกป้องอีกฝ่ายได้ และที่สำคัญเลยคือเป็นสายเปย์ แถมถ้าจะคบรุ่นน้องสักคนจะห่างสัก 8 ปีก็ได้ไม่ติด( ข้อดีของการมีแฟนเป็นรุ่นน้องขององศา ) ในฝั่งของ “องศา” บอกว่า ทุกคนจะได้รับความสดใส ยิ้มง่าย ตื่นมาก็จะได้ Energy ดี ๆ แถมมีกำลังใจกองโต เพิ่มเติมคือมีมะม่วงให้กินไม่มีเบื่อ และถ้าจะคบรุ่นพี่สักคนก็ห่างหลายปีก็ได้หมดเลยเช่นเดียวกัน( ถ้า “อิน – องศา” ได้เป็นแฟนกัน ชีวิตคู่จะเป็นอย่างไร ) “อิน - องศา” บอกว่าสีสันชีวิตคู่มันก็มีการตีกันบ้าง แต่สุดท้าย “อิน” ก็จะตามใจ “องศา” แน่นอน จะดูแลเทคแคร์ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะตามใจหรือตีกัน แถม “องศา” แซวปิดท้ายว่าใครจะผิดก็ได้ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน( เพลงแสงแรกที่ปังที่สุดในตอนนี้ ! ) เพลง ‘แสงแรก (เพลงจากซีรีส์ อรุณรุ่ง The Edge of Horizon) - องศา ธีธัช’ เรียกได้ว่าตอนนี้กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลอย่างมาก เพราะศิลปินรุ่นพี่ T-POP และนักแสดงหลาย ๆ คนมา Cover เพลงนี้กันเยอะมาก รับรู้ได้เลยว่าทุกคนชอบเพลงนี้กันมากสุด ๆ “องศา” บอกว่าดีใจมาก ๆ ที่ทุกคนชอบ ทุกครั้งที่เห็นคนพูดถึงเพลงนี้ก็ยิ้มตลอด ขอบคุณทุกคนที่ชอบเพลงนี้ เพราะตัวของ “องศา” เองก็ถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาในฐานะทินกร “องศา” ก็จะมีวิธีการถ่ายทอดออกมาในแบบของเรา แต่พอได้ฟังที่หลาย ๆ คนเข้ามา Cover ก็ได้เห็นการถ่ายทอดในแบบฉบับของทุกคนเอง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ “องศา” รักมาก ๆ แถมได้ “พี่แอ้ม อัจฉริยา” มาแต่งให้ด้วย เนื้อเพลงและเมโลดี้มันบาดใจมากตั้งแต่ฟังตัว Demo แค่ฟังครั้งแรกก็ชอบทุกอย่างในเพลงนี้เลยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อิน - องศา” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “อิน - อง ขอร้อง อย่าหยุดรัก...”ในเกมนี้ “อิน - องศา” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อิน - องศา”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อิน - องศา” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “อรุณรุ่ง (The Edge of Horizon)” ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง one31 และสามารถรับชมย้อนหลังได้ทางแอป oneD สุดท้ายอย่าลืมไปฟังเพลง “แสงแรก” ที่ประกอบซีรีส์จากองศาด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เพราะฉันเสียอาการทุกที ที่เราได้อยู่ด้วยกัน EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมา “เอมี่ – บอนนี่” พกความน่ารัก ทะเล้นขี้เล่นมาเติมกันจนล้นสตูดิโอ จนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะทั้งคืน

27 ก.ค. 2026

เพราะฉันเสียอาการทุกที ที่เราได้อยู่ด้วยกัน EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมา “เอมี่ – บอนนี่” พกความน่ารัก ทะเล้นขี้เล่นมาเติมกันจนล้นสตูดิโอ จนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 23 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เอมี่ - บอนนี่” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน FANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Tomorrow,againนามปากกา : Slowache ทุกคืนเวลา 00:00 น. จะมีโรงแรมแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ บางคืนอยู่กลางเมือง บางคืนอยู่ริมทะเล พอพระอาทิตย์ขึ้น โรงแรมก็หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ไม่มีใครจองห้องพักที่นี่ได้ เพราะโรงแรมจะเป็นคนเลือกแขกเอง แขกทุกคนคือ “คนจากวันพรุ่งนี้” คนที่กำลังจะเจอวันสำคัญในชีวิต ก่อนถึงวันนั้น พวกเขาจะได้มาพักที่นี่เพียงหนึ่งคืน แล้วตื่นขึ้นไปใช้ชีวิตต่อ โดยไม่เหลือความทรงจำเกี่ยวกับโรงแรม “บอนนี่”เด็กฝึกงานแผนกต้อนรับ ได้รับกฎสามข้อ ห้ามถามแขกถึงอนาคต ห้ามเปลี่ยนชะตา และห้ามเปิดทะเบียนห้อง 717 คืนแรกของการทำงาน หญิงสาวผมสั้นเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นเดินเข้ามาเช็กอิน “เอมี่” แต่ข้อมูลของเธอกลับมีเพียงคำว่า Status : No Tomorrow ทั้งที่แขกทุกคนต้องมีวันพรุ่งนี้ เอมี่กลับมาที่โรงแรมทุกคืน และจำบอนนี่ได้ทุกครั้ง จนคืนหนึ่งบอนนี่แอบเปิดทะเบียนห้อง 717 ข้างในมีเพียงรูปถ่ายเก่า ๆ และในทุกรูป… เอมี่ยืนอยู่ที่เดิม ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย บอนนี่เริ่มสงสัยว่า… เอมี่เป็นแค่แขกของโรงแรม หรือ เธอคือความลับที่โรงแรมซ่อนไว้มาตลอดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Tomorrow,againPen Name : Slowache Imagine a hotel that materializes precisely at midnight, its location a mystery each night – sometimes nestled in the bustling city center, other times perched by the serene sea. As dawn breaks, it dissolves as if it were never there. This isn't a place you can book; the hotel handpicks its visitors. Each guest is a 'person from tomorrow,' someone on the cusp of a life-altering event. They're granted a single night's stay before returning to their lives, the hotel experience erased from their memory. Bonnie, an intern receptionist, is entrusted with three cardinal rules: never pry into a guest's future, never interfere with their destiny, and absolutely do not unlock room 717. On her very first night, a woman with short hair and a welcoming smile checks in, introducing herself as 'Emi.' But Emi's file is an anomaly, listing her 'Status: No Tomorrow,' a stark contradiction to the hotel's supposed clientele. Strangely, Emi reappears at the hotel night after night, always recognizing Bonnie. One particular evening, Bonnie can't resist and secretly opens room 717. Inside, she discovers a collection of old photographs, each one featuring Emi in the exact same spot, seemingly timeless. A seed of suspicion is planted in Bonnie's mind: is Emi merely a guest, or could she be the very secret the hotel has been guarding all along?FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... BACKUPนามปากกา : เชิ้ตรูบี้ ในโลกที่ไม่มีใครตายจริง ๆ ทุกครั้งที่ใครสักคนเสียชีวิต จักรวาลจะดึงตัวจากอีกเส้นเวลาหนึ่งเข้ามาใช้ชีวิตแทนทันทีในจักรวาลที่เรียกว่า จักรวาลหลัก ความทรงจำของผู้คนจะถูกแก้ไขโดยอัตโนมัติจนไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ เอมี่ เริ่มสงสัยเมื่อ บอนนี่ เปลี่ยนนิสัยหลังรอดจากอุบัติเหตุหลายครั้ง จากคนชอบกาแฟกลับดื่มชา จากคนกลัวน้ำกลับว่ายน้ำเก่ง จากคนถนัดซ้ายกลายเป็นถนัดขวา ทุกความผิดปกติถูกอธิบายว่า เป็นผลจากอุบัติเหตุ แต่เอมี่กลับจำบอนนี่คนก่อนได้ดีจนค้นพบความจริงว่า บอนนี่ที่เธอรักได้ตายไปแล้วหลายสิบครั้งและคนที่อยู่ตรงหน้า คือ บอนนี่จากจักรวาลที่แตกต่างกัน เมื่อจำนวนจักรวาลเริ่มลดลง ตัวสำรองก็เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ และความตายครั้งถัดไปจะไม่มีใครกลับมาแทนได้อีก เอมี่จึงต้องเลือกระหว่างใช้ชีวิตต่อกับบอนนี่คนนี้ที่เปรียบเหมือนคนแปลกหน้า หรือออกตามหาบอนนี่คนแรกที่อาจยังติดอยู่ในรอยแยกระหว่างจักรวาล แม้ว่าการพาเธอกลับมาจะทำให้บอนนี่ทุกคนที่เคยมีอยู่ต้องหายไป หรือแม้แต่ตัวเธอเองก็เริ่มลืมความรู้สึกรักที่มีต่อบอนนี่คนแรกแล้วก็ตามFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... BACKUPPen Name : เชิ้ตรูบี้ Imagine a reality where true death is impossible. Instead, whenever someone 'dies,' the universe seamlessly plucks a substitute from another dimension to inhabit their life in what's known as the 'Main Universe.' Our memories get a convenient cosmic update, so we never notice the cosmic switcheroo. But Emi starts to get a weird feeling when her friend Bonnie undergoes a series of baffling transformations after surviving a few close calls. One minute Bonnie's a coffee fiend, the next she's a tea enthusiast. She goes from fearing water to being an absolute swimming pro, and even shifts from left-handedness to right. Everyone chalks it up to the accidents, but Emi has crystal-clear memories of the *original* Bonnie. She cracks the truth: the Bonnie she adores has shuffled off this mortal coil countless times, and the person standing before her is a Bonnie from a parallel world. Here's the kicker: as the multiverse shrinks, so do the available replacements, meaning no one can step in for Bonnie's next inevitable 'death.' Emi faces a gut-wrenching choice: stick with this new Bonnie who feels like a stranger, or embark on a quest to find the first Bonnie, who might be lost in a cosmic void. This choice comes with a heavy price – it could erase every Bonnie that ever was, and Emi herself is starting to feel the love for her original friend fading.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... วิ่งแลก “คนเก่า” (Run With My Ex)นามปากกา : Plaifah “คนไทยเป็นอะไรกับคนเก่า ?” ก็คงเป็น…คนที่รู้ทั้งรู้ว่าเลิกกันแล้ว แต่พอมีแคมเปญชวนแฟนเก่ามาวิ่ง ก็ดันชวนจริง ๆ เมื่อ บอนนี่ ลากแฟนเก่าอย่าง เอมี่ เข้าร่วมแคมเปญ“วิ่งแลกคนเก่า” กิจกรรมที่ชวนอดีตคนรักมาวิ่งให้ครบ 11 กิโลเมตร เพื่อแลกของรางวัล ทั้งคู่ต่างคิดว่ามันก็แค่การออกกำลังกายสนุก ๆ กับคนที่เคยรู้จักดีที่สุด แต่ยิ่งวิ่ง…หัวใจกลับยิ่งวนกลับไปที่เดิม ทุกกิโลเมตรพาทั้งคู่ย้อนกลับไปหาร้านโปรด ม้านั่งตัวเดิม เพลงเพลงเดิม และเรื่องราวเล็ก ๆ ที่เคยทำให้ตกหลุมรักกัน พร้อมกับสร้างความทรงจำบทใหม่ที่ทำให้ทั้งคู่ได้รู้ว่า… คนเดิมอาจไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะบางครั้ง…การวิ่งกลับไปหาคนเก่า ไม่ได้ทำให้เราเจออดีต แต่ทำให้เราได้เจอคนเดิม… ในเวอร์ชันที่พร้อมรักกันมากกว่าเดิม แล้วเส้นชัยของการวิ่งครั้งนี้…จะแลกได้แค่ของรางวัล หรือแลก “คนเก่า” ให้กลับมาเป็น “คนปัจจุบัน” ได้อีกครั้งFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Run With My ExPen Name : Plaifah It's an interesting phenomenon, isn't it, how Thai people seem to have a unique relationship with their past flames? It appears to be a case of knowing a breakup is final, yet readily participating when an opportunity arises to engage with an ex. Take Bonnie, for instance, who ropes her former partner, Emi, into the 'Run for Your Ex' event. This isn't just any race; it's an 11-kilometer challenge where ex-lovers vie for prizes. Initially, both women see it as a lighthearted way to get some exercise with someone who knows them inside out. However, as they pound the pavement, the miles seem to rewind their hearts to cherished moments. Each kilometer echoes with memories of their favorite haunts, familiar park benches, the soundtracks to their romance, and the small anecdotes that sparked their initial connection. Along this journey, they inadvertently forge new experiences, leading to a profound realization: people change, and the person they once knew might be an entirely different individual now. It turns out that sometimes, retracing your steps with an ex isn't about dwelling on the past, but about encountering that same person, transformed and perhaps more ready than ever to love. So, will this race culminate solely in the coveted prize, or will the finish line also herald the return of the 'ex' to become a cherished 'present'?FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ก่อนเสียงจะเอ่ยว่ารักนามปากกา : ปากกาสีส้มม่วง คุณรู้ไหม… คำว่า รัก สามารถแสดงออกได้หลายแบบ บางคนบอกรักด้วยคำพูด บางคนบอกรักด้วยอ้อมกอด บางคนเลือกเก็บมันไว้ในสายตา แต่เราสองคนเลือกแสดงความรักด้วย “ภาษามือ” เพลงพิณ (บอนนี่) ศิลปินเดี่ยวคนดังที่มีฉายาว่าเสียงของสวรรค์ "วันนี้เหนื่อยไหม" เสียงผู้จัดการเอ่ยถาม "ไม่ค่ะ" เพลงพิณตอบและถอนหายใจเบา ๆ เธอเคยรักการร้องเพลงแต่ตอนนี้เธอไม่แน่ใจแล้วว่ากำลังร้องเพลงเพราะรักมัน หรือเพราะทุกคนอยากให้เธอร้อง แสงเหนือ (เอมี่) คุณครูสอนภาษามือกำลังสอนเด็กที่เหมือนกับเขาคนที่ไม่สามารถสื่อสารผ่านการออกเสียงได้ มีคนเคยถามว่า “ชีวิตที่ไม่มีเสียงน่าเบื่อไหม” ไม่เลย โลกใบนี้ไม่เคยเงียบ แม้เขาจะพูดไม่ได้แต่ยังได้ยินทุกอย่าง และยังสามารถส่งความรู้สึกด้วยสองมือได้ แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอุบัติเหตุในวันฝนตกทำให้พวกเธอทั้งสองคนสลับร่างกัน โชคชะตาที่จะทำให้ทั้งสองคนได้เรียนรู้ “เสียง” ได้เรียนรู้ความหมายของ “ความเงียบ” และให้ “ความเงียบ” ได้สัมผัสโลกของ “เสียง” เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าบางครั้งความรักที่ดังที่สุด กลับเป็นความรักที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูดเลย แต่แค่ใช้หัวใจเป็นตัวนำทางก็พอFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Before the voice says "I love you".Pen Name : ปากกาสีส้มม่วง It's fascinating how love finds its voice in countless ways, isn't it? For some, it's a whispered 'I love you,' for others, a warm embrace, or perhaps a loving glance. But for these two, their unique language of affection is spoken through the graceful movements of sign language. Take Plaengpin (Bonnie), the acclaimed solo artist known as the 'Voice of Heaven.' She might ask her manager, with a gentle sigh, 'Are you feeling tired today?' It seems her passion for singing, once so vibrant, is now clouded by uncertainty – is she singing for herself, or for the expectations of others? Then there's Saengnuea (Emi), a sign language instructor, who is nurturing a child who, like her, communicates without spoken words. Someone once mused, 'Is a life without sound a dull existence?' Far from it! This world is a symphony, even for those who cannot hear it in the traditional sense. Though he may not speak, she absorbs every sound and expresses her heart through her hands. However, a sudden, unforeseen accident on a rainy day throws their lives into delightful disarray, causing them to literally swap bodies! This twist of fate sets them on a journey to truly understand the essence of 'sound,' to grasp the profound meaning of 'silence,' and to allow the world of 'silence' to experience the vibrant realm of 'sound.' Through this shared adventure, they'll discover that sometimes, the most powerful expressions of love are the ones that transcend words, guided solely by the heart.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... บอนอย่าทิ้งบี๋นามปากกา : พู่กันเบอร์11 ทุก ๆ เช้าของ "บี๋" ต้องพาควายออกไปเล็มหญ้า โลเคชันที่บี๋เลือกวันนี้เป็นริมถนนของหมู่บ้าน จู่ ๆ มีรถหรูสีขาวแปลกตาขับเข้ามา บี๋ไม่ได้ตั้งใจจะสอดรู้สอดเห็น แต่เพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้าน บี๋จำเป็นต้องสอดส่อง มีคุณครูคนสวยย้ายเข้ามาสอนในโรงเรียนประจำหมู่บ้านเรานี่เอง อะไรกันคุณครูตาแป๋วคนสวยคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ใกล้ ใกล้...ขึ้นเรื่อย ๆ "สวัสดีค่ะ บอนนี่นะคะ ฝากตัวด้วยค่ะ" หลังสิ้นเสียงนั้น บี๋เอาแต่อ้าปากค้าง หูดับไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกทีเชือกควายก็หลุดออกจากมือแล้ว บี๋และคุณครูคนใหม่ต้องพากันวิ่งไล่จับควายราว 10 นาที เฟิดอิมเพซ่านอะไรสักอย่าง บี๋เรียกไม่ถูก นั่นแหละ อาจจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่มันทำให้บี๋และครูบอนสนิทกันไวมาก จนบี๋ไปมาหาสู่ช่วยเหลือดูแลครูบอนไม่ขาดตกบกพร่อง ก่อนออกจากบ้านพาควายไปเล็มหญ้าวันนี้ บี๋แต่งตัวดูดี ใส่เสื้อลายสก๊อตสีสวยและเซ็ตผมแบ่งปอยหวานนิดหน่อย เผื่อคุณครูคนสวยประทับใจ แต่พอไปถึงบี๋ต้องเจอกับภาพบาดตาบาดใจ มีไอหนุ่มหน้าหวาน หน้าตาไม่หล่อ ๆ เดินมาข้าง ๆ ครูบอน พร้อมกับยื่นซองสีชมพู "ถ้าสะดวกไป บอนอยากให้บี๋ไปร่วมงานแต่งของบอนนะ" บี๋แทบอยากหนีไปกอดเสาเถียง TTFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Bon, don't abandon Babe.Pen Name : พู่กันเบอร์11 Each morning, Bee herds her buffaloes out for their pasture time. Today, the village road became their grazing spot. Suddenly, a fancy white car, the kind you don't see every day, rolled to a stop. Babe, not one to pry, felt a duty to keep an eye out for the village's sake. A new teacher, quite a looker, had just arrived at the local school. What was this all about? This lovely, bright-eyed teacher was heading right towards her… 'Hi, I'm Bonnie. It's a pleasure to meet you all.' Babe was utterly floored, her ears buzzing for a moment. Before she could even react, the buffalo's lead slipped right through her fingers. A good ten minutes of frantic chasing ensued, with Babe and the new teacher hot on the heels of the escaped buffaloes. Whatever it was about a 'first impression' – Babe couldn't quite put her finger on it – but it seemed to forge an instant connection between her and Teacher Bonnie. Now, Babe finds herself visiting and lending a hand to Teacher Bonnie quite often. In fact, before heading out with the buffaloes this morning, Babe made sure to spruce herself up, donning a cute plaid shirt and styling her hair in a sweet, parted manner, all in the hopes of charming the beautiful teacher. But upon her arrival, Babe was greeted by a scene that shattered her hopes: a dashing young man… A fellow who was decidedly *not* handsome sauntered up to Teacher Bon and handed him a pink envelope. 'If you're free, Bon would love for you to come to Bon's wedding.' Babe felt an overwhelming urge to bolt and embrace the nearest lamppost. TTเข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “เอมี่-บอนนี่”ที่จะมาแจกความสดใส ขี้เล่นตามสไตล์สองสาวให้เหล่าแฟนคลับใจละลายกันไปเลย ~( ถ้าไม่ได้ชื่อเอมี่-บอนนี่จะชื่อว่าอะไร ? ) จากคราวที่แล้วที่ “เอมี่ - บอนนี่” ได้มารายการ EFM FANDOM LIVE ได้ตั้งชื่อให้กันในรายการว่า ‘หมี่หมี – หนี่หนี’ แต่หลังจากนั้นที่มี “เอนี่” ก็ได้เปลี่ยนเป็น ‘มีมี่ - นีนี่’ ไปแล้ว ในคราวนี้เลยตั้งชื่อให้กันและกันเป็น ‘ตี๋หลี - แป๋วแหวว’ มีที่มาจาก “เอมี่” เป็นตี๋ และ “บอนนี่” ตาแป๋วเลยได้ชื่อนี้ไป( ปริศนาดอกกุหลาบที่กรุงโรม ) จากงาน ‘EMIBONNIE 1st FANMEET IN EUROPE’ ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีที่ทั้งสองได้ลงรูปดอกกุหลาบ แฟน ๆ สงสัยว่าใครเป็นคนให้ดอกกุหลาบนี้ ซึ่ง “เอมี่” บอกว่ามันเป็นดอกกุหลาบที่อยู่บนโต๊ะอาหารอยู่แล้วเลยหยิบขึ้นมาถ่ายรูปเล่น แต่พอเห็น “บอนนี่” เดินมาก็เลยยัดเข้ามือไปเลย แกล้ง ๆ เอาไปให้ เลยได้เห็นออกมาเป็นรูปที่ลงใน Instagram( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครเป็นคนที่ไปรับ-ส่งเอนี่ทุกวัน ) “เอมี่” พูดเลยว่า เป็น “บอนนี่” แน่นอนเพราะเขาตื่นเช้ามาก ส่วนตัวเองเป็นคนที่ตื่นเย็นสุด ๆ “บอนนี่” เลยบอกว่าเป็น “บอนนี่” ที่ส่ง “เอนี่” ตอนเช้า ส่วนตอนเย็นเป็น “เอมี่” มารับกลับบ้าน แบ่งหน้าที่ไปรับลูกอย่างเท่าเทียมกัน ตอนเช้าเดี๋ยว “บอนนี่” ดูแลจัดการให้เอง !( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครเป็นคนที่ห่อข้าวกล่องให้เอนี่เอาไปโรงเรียน ) “บอนนี่” บอกว่า “เอนี่” เอาแต่กินขนม ถ้าต้องห่อข้าวกล่องไปให้ คงต้องทำเมนูหมูกระทะปิ้งไปให้เรียบร้อยพร้อมมีน้ำจิ้ม และห้ามขาดของหวาน นั่นก็คือเค้กช็อกโกแลต เพราะ “เอนี่” ชอบกินช็อกโกแลตและอาหารที่ไม่มีผัก พออยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ กับ เอนี่ แล้วรู้เลยว่าเขาไม่ชอบกินผัก “เอนี่” เป็นเด็กที่เลือกกิน เหมือนกับ “เอมี่”( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครหวงลูกมากกว่ากัน ถ้ามีคนเข้ามาจีบเอนี่ ) “เอมี่ - บอนนี่” ต่างฝ่ายต่างคิดว่าก็คงหวงลูกเหมือนกันทั้งคู่ ถ้าเข้ามาจีบเล่น ๆ ขำ ๆ ก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าจะเข้ามาจีบจริงจังก็ขอเช็คประวัตินิดหน่อย ยิ่งตอนนี้ได้ข่าวว่า “เอนี่” ฮอตมาก เริ่มมีหลาย ๆ คนเข้ามาจีบ เพราะเขามีเพื่อนเยอะทั้งหญิงทั้งชาย ที่ได้ยินจากที่ “เอนี่” เล่ามาก็มี “LYKYOU” ลูกของวง ‘LYKN’ และมี “DOMIIA” ลูกของสองหนุ่ม ‘เพิร์ธ - แซนต้า’ ที่ชอบมาเต๊าะลูก แต่ “เอนี่” ก็เชิ่ด เพราะเขามีคนในใจอยู่แล้วที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่ออย่าง “JEWEL” ที่เป็นลูกของ ‘แจน - จิงจิง’ ซึ่งถ้าต้องดองกับบ้านนี้ก็โอเค น่ารักดี ไม่มีปัญหา( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครจะงอนลูก ถ้าลูกไม่เล่นด้วย ) “เอมี่” บอกว่าเป็น “บอนนี่” แน่นอน 100% เพราะ “บอนนี่” กับ “เอนี่” ชอบเล่นด้วยกันตลอดเลย ทั้งคู่ชอบคุยเล่นกันงุ้งงิ้ง ๆ เจื้อยแจ้วกันไป แล้วเราก็ฟังลูกพูด ถ้า “เอนี่” ไม่เล่นด้วยจริง ๆ ยังไง “บอนนี่” ก็งอน( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครจะร้องไห้ถ้าลูกหกล้ม ) ทั้งคู่พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า “เอมี่” แน่นอน เพราะ “เอมี่” ไม่ชอบให้ลูกเจ็บตัว “เอนี่” เขาเคยล้มแล้วตอนงาน ‘GMMTV STARLYMPICS’ ที่ผ่านมา ตอนที่เห็นลูกล้มแล้วรู้สึกเจ็บไปกับ “เอนี่” ด้วยเลย ไม่อยากให้เขาวิ่งเลย ค่อย ๆ วิ่งแทนก็ได้ “บอนนี่” เลยแซวว่ากับลูกจะยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมเลย( ยิ่งคิดยิ่งชิดที่ซ่อนความในใจเอาไว้ ) ที่มาที่ไปของ MV นี้มาจากที่ “เอมี่ - บอนนี่” เขียนบรรยายถึงกันและกัน เพราะด้วยความที่เป็นเพลงแรกที่ได้เดบิวต์เป็นศิลปินดูโอ้คู่แรกของ RISER MUSIC ทีมงานจึงอยากให้ทั้งคู่ได้มีส่วนร่วมกับเพลงนี้ โดยพี่ทีมงานถามมาว่ามีคำพูด เนื้อหา หรือคีย์เวิร์ดอะไรที่อยากใส่เข้ามาในเพลงมั้ย “เอมี่” เลยเขียนอธิบายความรู้สึกที่มีต่อ “บอนนี่” ไปเลย ตอนแรกที่เขียนก็ไม่ได้เขินอะไร แต่พอส่งให้ทีมงานดูแล้วเริ่มโดนแซวก็เขินนิดหน่อย พอ “บอนนี่” รู้ก็เลยเขียนบรรยายความรู้สึกกลับไปให้ “เอมี่” เหมือนกัน เหมือนเราเขียนความในใจให้กันและกันเลย และท่อนที่ทั้งคู่ชอบที่สุดในเพลงนี้คือ ‘ชอบเวลาเธอหันมาเรียกชื่อฉัน โลกทั้งใบก็หายเหลือแค่เราเท่านั้น’( ซีนที่ชอบใน MV ยิ่งชิดยิ่งคิด ) “เอมี่ - บอนนี่” บอกว่าชอบซีนที่ได้เจอกัน เป็นซีนแรกที่เริ่มถ่ายเลยที่อยู่ในร้านกีตาร์ จังหวะที่ “บอนนี่” จ๊ะเอ๋แล้วยิ้มให้กัน “เอมี่” หลุดยิ้มตามตลอด เขายิ้มแฮะ ๆ แล้วเราก็ยิ้มตาม เลยถ่ายไม่เสร็จสักทีซีนนี้ เพราะ “บอนนี่” ทำตาแป๋วตลอด( ศิลปินที่อยากฟีเจอร์ริ่งด้วย ) “เอมี่ - บอนนี่” บอกว่าจะเกิดฝันมาก ทำเอาไม่กล้าพูดเลย แต่ศิลปินที่อยากฟีเจอร์ริ่งด้วยก็คือ “BOKYLION” ทั้งคู่พึ่งคุยด้วยกันไปเองว่าเพลงใหม่อย่าง ‘นาฬิกาทราย’ ดีมาก ชอบพี่เขามาตั้งแต่ร้องเพลง Cover อยู่เลย และถ้าได้ร่วมงานกับ “THE TOYS” ด้วยอีกก็คงดีใจไม่น้อย( ผลงานซีรีส์คู่ที่อดใจรออีกเพียงไม่นาน ! ) ซีรีส์ ‘เงาใต้พระจันทร์’ ตอนนี้เริ่มถ่ายทำไปได้ถึงครึ่งเรื่องแล้ว และได้ยินมาว่าแฟนคลับแซวว่า “พี่จันทร์” เป็นเมะธงแดง ถ้าซีรีส์ออนแอร์แล้วจะโดนแม่ ๆ ของ “น้องคีย์” หักคะแนนฉ่ำแน่ ๆ แต่ “เอมี่” สวนกลับว่า จริง ๆ “พี่จันทร์” ไม่ได้ธงแดงขนาดนั้น “น้องคีย์” ก็ไม่เบาเหมือนกันแหละ “บอนนี่” เลยบอกว่าให้ทุกคนรอดูแล้วกัน ตัวละครมีเหตุผลในการกระทำว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ยิ่งในซีรีส์มี “ฟิล์ม” มาเล่นด้วยตอนร่วมซีนกันก็สนุกมาก ๆ เชือดเฉือนกันสุด ๆ ให้ทุกคนรอติดตามกันด้วย เร็ว ๆ นี้มีข่าวดีมาแล้วและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เอมี่ - บอนนี่” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Emi Bonnie MELODY - ยิ่งร้อง ยิ่งรัก”ในเกมนี้ “เอมี่ - บอนนี่” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เอมี่ - บอนนี่”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เอมี่ - บอนนี่” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากซิงเกิล “ยิ่งชิดยิ่งคิด (Fall For You)” เพราะ ๆ จากทั้งคู่ รับชม MV ได้ทาง Youtube : RISER MUSIC และรอติดตามซีรีส์ “เงาใต้พระจันทร์” เร็ว ๆ นี้ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

  • …
album
♪efm
-

-