EFM FANDOM RECAP

EFM FANDOM RECAP

ใจฟูไปตาม ๆ กัน เมื่อ "ลาเต้ - คิม" ควงคู่กันมาบุก EFM FANDOM LIVE แจกความน่ารักสดใส พร้อมอวดเคมี "หมาเด็กกับพี่คนสวย" แบบจัดเต็ม เรียกได้ว่า... เป็นการมอบความสุขให้แฟนคลับแบบล้น ๆ ฟินสนั่นสตูแน่นอน !

17 มิ.ย. 2026

ใจฟูไปตาม ๆ กัน เมื่อ "ลาเต้ - คิม" ควงคู่กันมาบุก EFM FANDOM LIVE แจกความน่ารักสดใส พร้อมอวดเคมี "หมาเด็กกับพี่คนสวย" แบบจัดเต็ม เรียกได้ว่า... เป็นการมอบความสุขให้แฟนคลับแบบล้น ๆ ฟินสนั่นสตูแน่นอน !

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 11 มิถุนายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ลาเต้ - คิม” ที่มามอบรอยยิ้ม ความสดใส และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจ “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... เพราะคุณคือพรของผมนามปากกา : มะเขือเทศลูกกลม 088 269 4514 องศา ชายวัยสามสิบปียืนอยู่หน้าบันไดวัดเก่าแก่ของเชียงใหม่ ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จทุกเรื่อง ขาดเพียงเรื่องเดียวคือ "ความรัก" ที่ไม่เคยสมหวังเลยสักครั้ง เบื้องหน้าองค์พระ องศาตั้งใจอธิษฐานอย่างแน่วแน่ เขาไม่ได้ขอคนสมบูรณ์แบบ ไม่ได้ขอรักที่เหมือนในหนัง แค่ขอให้ได้เจอใครสักคนที่พร้อมจะรักในสิ่งที่เขาเป็น "ขอพรเสร็จหรือยังครับ?" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำให้องศาสะดุ้งหันไปพบชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปลายๆ ในมือถือกล้องฟิล์มและมีแววตาอบอุ่น "ผมจะขอพรต่อ ถ้าคุณยังอยู่แบบนี้ผมรอได้ครับ" องศารีบเอ่ยขอโทษ ชายคนนั้นยิ้มตอบ "จริงๆ ผมกำลังเดาว่าคุณขอพรเรื่องอะไร ใช่เรื่องความรักไหมครับ" ทำเอาองศาชะงัก "คนที่ทำหน้าตาจริงจังแบบคุณส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องหัวใจมากกว่า" องศาหลุดอมยิ้ม "งั้นคุณคงเดาถูก" ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาปิดด้วยความดีใจ "ดีเลยครับ ถ้าพรข้อนั้นสำเร็จ ช่วยจำไว้นะครับว่าวันนี้คุณได้เจอกับ 'ฟากฟ้า' เผื่อว่า...พรนั้นจะเป็นผม" องศานิ่งค้างไปหลายชั่วขณะ นั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทำให้หัวใจขององศากลับมาเต้นแรงอีกครั้ง พรที่เขาขอ...ดูเหมือนจะเริ่มทำงานเร็วกว่าที่คิดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Because you are my blessing.Pen Name : มะเขือเทศลูกกลม In the heart of Chiang Mai, at the foot of an age-old temple, stood thirty-year-old Ongsa. His life was a tapestry woven with success, yet love remained a thread conspicuously absent. Before the serene Buddha image, Ongsa poured his heart out in prayer, his focus absolute. He wasn't seeking a fairytale romance or a flawless partner; his simple plea was for someone to cherish him for exactly who he was. A deep voice, cutting through his quiet devotion, startled him. "Finished praying?" Ongsa turned to find a man in his late twenties, a film camera slung over his shoulder, his eyes radiating warmth. "I'll just be a moment longer. If you're still around, I can wait," Ongsa offered, a touch apologetically. The man's smile was a gentle acknowledgment. "I figured. You looked so intensely focused. Was it love you were petitioning for?" Ongsa's breath hitched. "People with that kind of earnest expression usually have matters of the heart on their minds," the stranger explained. A genuine smile bloomed on Ongsa's face. "Then you've hit the nail on the head," the young man said, his eyes sparkling with a contagious joy. "That's wonderful. And if that wish comes to pass, don't forget you met 'Fakfa' today. Maybe... maybe that wish is for me." Ongsa froze, a jolt running through him. It had been years since his heart had fluttered like this. His wish, it seemed, was already starting to weave its magic, far sooner than he’d dared to hope.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... Once More : กาลครั้งหนึ่ง...ในความทรงจำนามปากกา : DINO.CHAPTER 085 229 2989 "คิดถึงนะ.." มิน (Mintue |คิม) ยิ้มเมื่อเห็นประโยคนั้น "วันนี้เหนื่อยมั้ย? กลับหรือยัง?" "ไปกินข้าวกันผมหาร้านอร่อยๆรอไว้แล้ว" คำเดิม ๆ ที่ ไทม์ (Time | ลาเต้) ชอบพูดเสมอ สไตล์คนซึนบอกรักไม่เก่งแต่ใส่ใจเป็นที่หนึ่ง ตั้งแต่รู้จักกันชีวิตมินก็มีสีสันขึ้นเหมือนมีซามอยด์เด็กคอยป่วน ทุกเช้าหรือก่อนนอนมินจะอ่านข้อความเหล่านี้ซ้ำ ๆ เจออะไรตลก ๆ ก็ยังคิดจะเล่าให้ฟัง ราวกับได้ใช้ชีวิตคู่และคอยอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่าใครจะพูดอะไรเกี่ยวกับไทม์ สมองของมินเลือกจะปิดรับ เพราะถ้าฟังเขาต้องยอมรับความจริงที่แสนเจ็บปวด ​คืนหนึ่งมินเปิดอ่านประโยคสุดท้าย "ผมรักพี่นะ..." น้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมา สายตาเลื่อนผ่านตัวอักษรไปยังมุมกระดาษ... ไม่ใช่หน้าจอโทรศัพท์ ไม่ใช่ข้อความใหม่ แต่เป็นประโยคในนิยายเล่มเดิม เขาอ่านมันเพื่อเบี่ยงเบนความจริงเรื่องไทม์ แต่ยิ่งอ่านตัวละครก็ยิ่งคล้ายไทม์จนน่าเหลือเชื่อ ทั้งวิธีหยอกล้อหรือนิสัยต่าง ๆ เมื่อเรื่องจบเขาก็เปิดกลับไปหน้าแรก เริ่มต้นใหม่อยู่อย่างนั้น ราวกับตราบใดที่นิยายยังไม่จบ ไทม์ก็ยังอยู่ ทั้งที่ความจริงเรื่องราวของไทม์จบลงไปนานแล้ว...และคนที่ยังเดินออกจากหน้าสุดท้ายไม่ได้ มีเพียงมินคนเดียวFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Once MorePen Name : DINO.CHAPTER A simple "I miss you..." from Time (Mintue | Kim) always brought a smile to Min's face. He'd then get the usual well-meaning inquiries: "Rough day? Heading home soon?" followed by the offer of a meal, "Let's grab a bite. I found this amazing spot." These were Time's signature lines, the predictable rhythm of someone who struggled with grand declarations of love but overflowed with genuine care. Ever since they connected, Min's world had felt brighter, like having a playful Samoyed constantly underfoot, nudging him into life. He'd find himself re-reading these messages each morning and night, sharing amusing snippets as if they were sharing their days, a constant presence in each other's lives. Anyone who dared to speak ill of Time would find Min's mind simply tuning them out, unwilling to entertain anything that might shatter his carefully constructed reality. Then came one evening, as Min read the final message, "I love you..." A slow stream of tears traced paths down his cheeks. His eyes drifted from the words, scanning the page's edge... not his phone screen, not a new notification, but a familiar passage from an old novel. He'd turned to it as a distraction from the stark reality of Time's absence, but the more he read, the eerier the resemblance became. The fictional character mirrored Time uncannily – their teasing banter, their very essence. Once the story concluded, he'd instinctively flip back to the beginning, starting anew. It was as if, for him, the novel's unended pages meant Time was still within reach. But Time's chapter had closed long ago... and Min was the one stuck, unable to move past that final, painful sentence. There was only Min left.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... พบกันเสียทีนามปากกา : กาแฟไม่หวาน 092 651 3789 “ลาเต้” ช่างภาพหนุ่มที่ชอบสะสมกล้องฟิล์มเก่า วันหนึ่งเขาได้กล้องบังเอิญกล้องโพลารอยด์วินเทจมาตัวหนึ่งมา แต่เมื่อเขาได้ลองกดถ่ายรูปในห้องนอน รูปที่ค่อย ๆ ปรากฏ ชัดขึ้นกลับไม่ใช่ห้องของเขา แต่เป็นภาพบ้านไม้เรือนไทยโบราณที่มีชายหนุ่มหน้าตาสะสวย ราวกับผู้หญิงคนนึง กำลังนั่งมองมาที่กล้องด้วยความฉงน ทุกครั้งที่เขากดชัตเตอร์ ภาพจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และยังเป็นชายหนุ่มคนเดิมที่ปรากฏขึ้นในภาพอยู่ตลอด เขาจึงเริ่มรู้สึกผูกพันและเริ่มตกหลุมรักชายหนุ่มในภาพ จึงได้ลองเขียนโน้ตเล็ก ๆ แปะไว้หน้าเลนส์ก่อนจะกดถ่าย เพื่อหวังให้อีกฝ่ายเห็น และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองจะสื่อ วันหนึ่งเขาเห็นภาพในฟิล์มว่าบ้านเมืองฝั่งนั้นกำลังเกิดไฟไหม้และการทะเลาะวิวาท ชายหนุ่มเห็นภาพกำลังตกอยู่ในอันตราย ลาเต้จึงพยายามกดถ่ายรัว ๆ เพื่อหาวิธีช่วย แต่ฟิล์มโพลารอยด์แผ่นสุดท้ายกำลังจะหมดลง ฟิล์มแผ่นสุดท้ายเด้งออกมา มันเป็นภาพในยุคปัจจุบัน เป็นรูปตัวเขาเองที่กำลังยืนถือกล้อง แต่ข้างหลังเขามีเงาของชายที่อยู่ในรูปมาตลอดยืนยิ้มให้ พร้อมข้อความจาง ๆ บนขอบฟิล์มที่เขียนด้วยลายมือโบราณว่า "ได้พบกันเสียทีนะ" - คณิน (คิม)FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Finally, we meet.Pen Name : กาแฟไม่หวาน Meet Latte, a young shutterbug with a soft spot for vintage film cameras. His collection takes an unexpected turn when he stumbles upon an old Polaroid. Curiosity piqued, he snaps a photo in his bedroom, only to watch a scene unfold on the developing print that's decidedly not his own. Instead, it's an old-fashioned Thai wooden house, and within it, a strikingly handsome, almost delicate young man stares back with a look of bewilderment. Every click of the shutter reveals a new moment in time, yet it's always this same captivating man. A peculiar connection blossoms, and Latte finds himself falling for the enigmatic figure in the developing images. He starts leaving little notes taped to the lens, a silent plea for the man in the photo to see and understand. Then, a chilling image appears: a town ablaze, the young man caught in the heart of the chaos. Latte frantically tries to capture more shots, searching for a way to intervene, but the Polaroid film is dwindling fast. The very last sheet slides out, revealing a snapshot from the present. It's Latte himself, holding the camera, but in the background, a shadowy silhouette—the man from the photos all along—smiles enigmatically. Scrawled on the film's edge in elegant, old-world script is a single, poignant message: 'We finally meet again.' - Kanin (Kim)FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... Taste Test for Twoนามปากกา : Sleepymeen 065 527 2476 ลาเต้ เจ้าของตึกแถวสองชั้นที่ปล่อยพื้นที่ชั้นล่างให้เช่า เป็นคนไม่ค่อยชอบกินขนมหรือของหวาน ๆ เท่าไร แต่เพื่อน ๆ พูดกันว่าถ้าลาเต้บอกว่าอะไรอร่อย แปลว่ามันอร่อยจริง คิม เชฟทำขนมที่เพิ่งย้ายมาเปิดร้านขนมเล็ก ๆ ในตึกของลาเต้ เริ่มพัฒนาสูตรขนมใหม่ แต่ติดปัญหาตรงคนรอบตัวชอบของหวานกันหมด จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าคำชมนั้นมันดีจริงไหม เลยลองขอให้ลาเต้ช่วยมาชิม “เต้ช่วยชิมขนมให้พี่หน่อยได้ไหม” จากที่ตั้งใจจะชิมแค่ครั้งเดียว กลายเป็นว่าลาเต้ถูกเรียกตัวมาชิมขนมแทบทุกวัน คืนนั้นร้านปิดไปนานแล้ว แต่ไฟในครัวยังสว่างอยู่ “เต้มาชิมอันนี้ให้หน่อย” ลาเต้นั่งพิงเคาน์เตอร์อย่างหมดแรง “ผมหมดแรงหยิบแล้ว...พี่ป้อนหน่อยได้ไหมครับ” “นี่กำลังอ้อนพี่อยู่หรือเปล่า” ลาเต้หัวเราะเบาๆ สุดท้ายคิมเลยต้องเดินเข้ามาใกล้ แล้วยื่นช้อนป้อนจริงๆ "เป็นไง" "อร่อย" แค่คำเดียวก็ทำให้คิมยิ้มออกมา "ดีใจนะ" "เรื่องขนมเหรอครับ" คิมส่ายหน้า "เปล่า" "..." "ดีใจที่นายยังอยู่ตรงนี้กับพี่จนดึก" หลังจากนั้นการอยู่ชิมขนมจนดึกก็ไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นการพัฒนาสูตรขนมหรือเป็นข้ออ้างที่ทำให้ทั้งสองคนได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นกันแน่FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Taste Test for TwoPen Name : Sleepymeen Latte, who owned a two-story shop with the ground floor leased out, wasn't exactly a fan of sugary treats. But his friends swore by his taste – if Latte said something was good, it truly was. Enter Kim, a pastry chef who'd recently set up a cozy little shop downstairs in Latte's building. Kim was busy experimenting with new creations, but he was a bit shaky on whether the praise he'd been getting was genuine. He figured Latte was the perfect litmus test. "Latte, could you give this a go for me?" he'd asked. What began as a single favor quickly snowballed into Latte becoming Kim's unofficial, daily taste-tester. One evening, long after the shop had closed, the kitchen lights were still blazing. "Latte, try this one," Kim coaxed. Latte, thoroughly worn out, leaned against the counter. "I'm too beat to even lift it... could you feed me?" A playful smirk touched Latte's lips. "Trying to butter me up, are we?" Kim, a little flustered, had to step closer. And then, he actually offered a spoonful, gently feeding Latte. "So, what do you think?" "Delicious." A single bite brought a genuine smile to Kim's face. "I'm so happy." Latte raised an eyebrow. "About the dessert?" Kim just shook his head. "Nope. I'm just glad you're still here with me this late." From then on, it was anyone's guess whether those late-night dessert sessions were truly about refining recipes or just a sweet excuse to linger in each other's company.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... วิธีการจีบเด็กวัด 101นามปากกา : yirennn. 064 634 4047 "พรุ่งนี้อยากกินอะไร เดี๋ยวพี่ตักบาตรไปให้" เสียงใสของ 'นิว' เอ่ยขึ้นก่อนจะส่งรอยยิ้มหวาน ๆ ให้กับ 'เต' เด็กหนุ่มหน้าตาบ้าน ๆ ที่สะพายย่ามพระอยู่บนไหล่ เตถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนปรายตามองหนุ่มหน้าหวานที่อายุมากกว่าตนถึงสามปี แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ผมยังไม่ตายนะพี่นิว อยากทำบุญใส่บาตรอะไรก็ทำเถอะ" "งั้นก็มาบ้านพี่สิ เตก็รู้ว่าพี่ทำกับข้าวอร่อยจะตาย" ร่างอรชรคว้าแขนเด็กหนุ่มมากอดไว้หลวม ๆ พลางส่งสายตาออดอ้อน "ชวนไปบ้านกี่คนแล้วล่ะ" ชายหนุ่มร่างกำยำค่อย ๆ ปัดแขนเล็กออก ก่อนจะเดินหนีคนหน้าหวานตรงหน้า "หึงพี่ก็พูดเถอะ" คนตัวเล็กกว่ายกยิ้มก่อนเอ่ยแซวขึ้น ชายหนุ่มร่างกำยำส่ายหน้าอย่างเอือมระอา แต่นิวหาได้แคร์ท่าทีของเขาไม่ คงเป็นเพราะนิวตามจีบเด็กวัดอย่างเต มาได้กว่าสามเดือนแล้ว แม้อีกฝ่ายจะเย็นชาแค่ไหน แต่ใครสนกันล่ะ ในเมื่อเขารักของเขาไปแล้ว แม้เข้าทางเจ้าอาวาส เป็นเจ้าภาพทั้งงานกฐิน ซองผ้าป่า หรือแม้แต่ทำโรงทานติดต่อกันตลอดสามเดือน นิวก็ทำมาหมดแล้ว ถ้าทำดีขนาดนี้แล้วยังไม่ได้ใจเด็กวัดคนนั้น เห็นทีคงต้องใช้วิธีการ "จีบ" ในแบบของเขาแล้วล่ะ ดูสิว่า 'นายเด็กวัดคนนั้น' จะทนได้สักกี่น้ำกันเชียวFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… How to Capture a Temple Boy 101's heart.Pen Name : yirennn. “Thinking about dinner tomorrow, Te? I can offer some alms in your name,” purred New, flashing a disarmingly sweet smile at Te, a young man with a decidedly simple aura and a monk’s satchel slung across his shoulder. Te let out a soft sigh, his gaze drifting to the older, gentle-faced man. “I’m not dead yet, New,” he replied in a rather flat tone. “Do whatever good deeds you feel like.” “Then you absolutely must come to my place, Te! You know I whip up the most delicious meals,” New declared, his slender frame wrapping around the younger man’s arm in a loose embrace, his eyes alight with affection. “Just how many people have you already invited over?” the muscular Te retorted, gently but firmly freeing his arm before walking away from the persistent New. “Just admit you’re feeling a little jealous,” New chirped back with a grin. Te simply shook his head in mild exasperation, but New remained undeterred. After all, he’d been cheerfully pursuing Te, the quiet temple boy, for a solid three months. Te’s cool demeanor was hardly a deterrent; New was head-over-heels, even if it meant ruffling the abbot’s feathers. For three months straight, New had been a whirlwind of activity – organizing Kathin ceremonies, spearheading fundraising drives, and even running a food stall. If all this virtuous effort still hadn’t managed to sway the temple boy, New mused, it was probably time to unleash his own brand of unique courtship. He wondered just how long ‘that temple boy’ could resist.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ลาเต้ - คิม”ที่จะมาแจกเคมีความน่ารักทำเอาแฟนคลับใจละลายไปหมดเลย ~( สกิลการพูดของหนุ่ม ๆ ) ด้วยความที่เป็นซีรีส์พีเรียดย้อนยุคเลยต้องใช้สกิลการพูดอย่างหนัก ในบรรดานักแสดง “คิม” เป็นคนที่พูดชัดที่สุดแล้ว ส่วน “ลาเต้” บอกว่า พูดคำว่า วิปลาศ ได้ชัดที่สุด ส่วนการพูดควบกล้ำ เน้นร.เรือ ก็กังวลนิดหน่อย ซึ่งการเก็บคำให้เหมือนกับคนสมัยก่อนก็ใช้เวลานานประมาณหนึ่งเลย มีคุณครูมาสอนครึ่งปี อย่าง “พี่เน็ต” ต้องนวดลิ้นเลย เพราะลิ้นแข็งทำให้พูดร.เรือไม่ชัด แต่ “ลาเต้ - คิม” ไม่โดน ในบรรดานักแสดงมีแค่ “เน็ต” เป็นคนเดียวที่โดน( เป้าหมายในปีนี้ ) ตอนนี้ก็ครึ่งปีแล้ว เป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จภายในปีนี้ก็ยังมีอีกเยอะ “คิม” บอกว่าปีนี้อยากมีเพลงเป็นของตัวเองซึ่งก็ได้มีแล้ว “ลาเต้ - คิม” ลงความเห็นเหมือนกันว่า อยากไปต่างประเทศด้วยกันอีก อย่างประเทศญี่ปุ่น เกาหลี หรือเวียดนามก็อยากไป ซึ่งถ้าได้ไปทำงานด้วยก็ได้ หรือถ้าแค่ไปเที่ยวก็ได้เช่นเดียวกัน( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อที่หนึ่ง ) เซ็ทคำถามสนุก ๆ เริ่มต้นข้อแรกด้วยคำถามหวาน ๆ ที่ว่า ในสายตาของ “ลาเต้” “คิม” ทำหน้าแบบไหนแล้วน่ารักที่สุด? เห็นแล้วต้องยอมแพ้ให้กับความน่ารักนี้ “ลาเต้” บอกว่า แค่ “คิม” ยิ้มก็น่ารักแล้ว ยิ้มมุมปากและมีสายตาเจ้าเล่ห์นิดหน่อย ในใจ “คิม” นี่เริ่มโกรธแล้ว “ลาเต้” เลยต้องยอม แต่ยังไงก็น่ารักทุกหน้าอยู่ดี เพียงแต่ว่าหน้านี้ทำบ่อยที่สุด( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อที่สอง ) ต่อด้วยคำถามที่สองที่ถาม “คิม” ว่า ข้อดีขอการที่มีคนข้าง ๆ ที่แข็งแรงอยู่เสมอคืออะไร? โดย “คิม” บอกว่า ร่างกายอาจจะดูแข็งแรง แต่จิตใจอาจจะยัง เพราะ “ลาเต้” มีความเป็นเด็ก ด้วยความที่อายุห่างกัน 5 ปี มี “ลาเต้” อยู่ด้วยมันก็ดี เขาปกป้องเราได้ ถึงแม้ตอนสุดท้าย “คิม” จะแซวขำ ๆ ว่าถ้ามียุงกัดเขาก็จะตีไม่โดนยุงแล้วโดนตัวเราเองก็เถอะ( เซ็ทคำถามหวานร้อยยังน้อยไป : ข้อสุดท้าย ) ปิดท้ายเซ็ทคำถามด้วยคำถามว่า ถ้าได้อีกฝ่ายเป็นแฟนจะโชคดียังไงบ้าง? โดย “ลาเต้” เริ่มตอบก่อนว่า สบายแน่นอนเพราะ “คิม” คอยไปรับ-ส่ง เทคแคร์ดูแล ตามใจทุกอย่างเลย แถมยังสายเปย์เลี้ยงข้าวตลอด อีกทั้งเขาก็ผ่านประสบการณ์มาเยอะด้วย ส่วน “คิม” ก็ตอบว่า ชีวิตมีสีสันเพิ่มมาเยอะเลย แต่ละวันไม่เบื่อเพราะมีเรื่องให้เครียดเพิ่มแทน ด้วยความที่ “ลาเต้” เขาเป็นคนที่ซน เป็นตัวของตัวเองสูงด้วย แต่เขาก็ทำให้ภาพลักษณ์เราดี เพราะเราได้มีแฟนเด็ก หล่อนิดหน่อย 2/10 ยังไงก็ได้มีความสุขทุกครั้งที่เขายิ้ม ถึงแม้ว่า “ลาเต้” จะยิ้มเพราะตลกหน้าเราก็เถอะ แต่พอเราเห็นว่าเขายิ้มเราก็โกรธไม่ลงหรอก( บรรยากาศในกองภพเธอ ) หนุ่ม ๆ เล่าว่าในกอง “คิม” เป็นสายกินเลย ส่วน “ลาเต้” บอกตัวเองอ่านบท แต่ “คิม” ก็แย้งกลับมาว่า “ลาเต้” ชอบหลับไม่ก็แกล้งคนอื่น แกล้งพี่เน็ต แซวคนอื่นเขาไปทั่ว “ลาเต้” จึงขอแก้ตัวเพิ่มว่าที่ทำแบบนี้เพราะกลัวบรรยากาศในกองอ่อม ต้องถ่ายทำนานทั้งวันเลยช่วยบูสท์เอนเนอร์จี้ให้กับคนอื่น อีกอย่างซีรีส์เรื่องนี้ก็เป็นการแสดงครั้งแรกของทั้งสองคนด้วย เรื่องแรกก็เจอพีเรียดเลย เลยคิด ๆ กันไว้ว่าถ้ามีโอกาสได้เล่นโปรเจ็คถัดไปอีก “ลาเต้ - คิม” ก็อยากจะเล่นแนวโหด ๆ มาเฟีย แนวบู๊เลย อยากเล่นอะไรที่ฉีกจากคาแรคเตอร์ปกติของทั้งคู่( สิ่งที่อยากขอบคุณซีรีส์เรื่องนี้ ) ซีรีส์ก็เดินทางมาถึง Final EP. แล้ว “ลาเต้ - คิม” มีอะไรอยากจะพูดกับตัวละครของตัวเองบ้างมั้ย เริ่มจาก “คิม” ที่บอกว่า ใจหายนิดหน่อย ก็ต้องขอบคุณน้องแก้วที่ทำให้เราได้เรียนรู้ความรัก ความเชื่อมั่น และความทุ่มเท ส่วน “ลาเต้” ก็ขอบคุณพี่จอมที่สอนความเป็นผู้ใหญ่ให้กับตัวเอง ทำให้เราดูโตขึ้น นิ่งมากขึ้น และ “ลาเต้ - คิม” ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือทำให้ทั้งคู่ได้เจอกับแฟนคลับและคนดูทุกคน และ “คิม” ก็มีซีนที่ชอบก็คือ ซีนที่ตลาด เพราะในซีนนั้นตัวละครพี่จอมต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะพูดออกมา และ “ลาเต้” ก็ชอบซีนงูกัดเป็นพิเศษ เล่นเองก็ขำเอง ชอบมาก ๆ อีกทั้งซีนนั้นก็ทำได้ดีมากด้วยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “ลาเต้ - คิม” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “3 ภพ บรรจบรัก” ซึ่งทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ลาเต้ - คิม”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ลาเต้ - คิม” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ภพเธอ ( Love upon a Time Series )" ทุกวันศุกร์ เวลา 21:30 น. ทางช่อง Workpoint 23 และเวอร์ชัน UNCUT ทาง iQIYI ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เพราะพรหมลิขิตมักเกิดขึ้นกับเราเสมอและเกิดขึ้นที่นี่ด้วย ! กับค่ำคืนสุดพิเศษ “เน็ต - เจเจ” พาความแสบซนมาเติมในสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE ให้ฟุ้งกระจายไปด้วยเสียงหัวเราะ จนแฟน ๆ ละมุนหัวใจไปทั้งคืน

10 มิ.ย. 2026

เพราะพรหมลิขิตมักเกิดขึ้นกับเราเสมอและเกิดขึ้นที่นี่ด้วย ! กับค่ำคืนสุดพิเศษ “เน็ต - เจเจ” พาความแสบซนมาเติมในสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE ให้ฟุ้งกระจายไปด้วยเสียงหัวเราะ จนแฟน ๆ ละมุนหัวใจไปทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 4 มิถุนายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เน็ต - เจเจ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... สลักไว้ด้วยรัก (Engraved in love)นามปากกา : คุณหญิงเสือแม่หมื่นภพ "คุณติดอยู่ในนี้มานานแค่ไหนแล้ว" นั่นเป็นคำถามที่ผมเลือกถามกับชายแปลกหน้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "ตั้งแต่ฉันตาย" "นี่ผมพูดอยู่กับผี ถูกไหม" นอกจากจะถูกดึงเข้ามาในรูปวาดอย่างไม่เป็นปี่เป็นขลุ่ยแล้ว พระเจ้ายังทดสอบความกลัวของผมโดยการให้มานั่งสนทนากับผีอยู่ในบ้านทรงยุโรปสมัย ร.๕ แบบนี้ด้วย สมองผมเออเร่อแล้วตอนนี้ ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรก่อนดี "คงจะอย่างนั้น" ผีตรงหน้ายิ้ม เขามีใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีดำสนิท ที่สำคัญ หล่อมาก (สาเหตุที่ไม่กลัว) "ผมอยากกลับออกไป" "แล้วเธอเข้ามายังไง" "นั่นน่ะสิ ผมแค่เดินผ่านโถงออฟฟิศจะไปเข้าห้องน้ำ หยุดดูรูปหน่อยเดียวก็ถูกดึงเข้ามาดื้อๆ" "..." "หรือเป็นคุณที่ดึงผมเข้ามา คุณหาเพื่อนแก้เหงาเหรอ" "ฉันไม่ได้อยากได้เพื่อนสักหน่อย" เขาหัวเราะ "ไปเถอะเดี๋ยวฉันพาเธอออกไป" มือแกร่งนั่นเอื้อมมาจับจูงผมตรงไปที่ทางออก มันอบอุ่นผิดกับที่คิดไว้ ราวกับคนตรงหน้ามีชีวิตจริงๆ "ว่าแต่ ชาตินี้เธอชื่ออะไรนะ" ชาตินี้? "เจเจครับ" "ชื่อแปลกหูดี" "คุณล่ะ" เป็นอีกครั้งที่เขายิ้ม พร้อมกับแรงที่ผลักผมออกจากประตูไป "ไว้ความทรงจำเธอกลับมาเมื่อไหร่ เธอก็จะรู้เอง"FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... (Engraved in love)Pen Name : คุณหญิงเสือแม่หมื่นภพ I decided to break the quiet by asking the person across from me, "How long have you been trapped here?" His reply sent a shiver down my spine: "Ever since I passed away." My mind went into overdrive. Was I really chatting with a ghost? To make matters worse, after being bizarrely yanked into this painting, I was now sitting in an old-school European house, the kind you'd see in King Rama V's era, having a conversation with a phantom. My brain felt like it was about to short-circuit. "Quite likely," the ghost responded with a grin. He possessed striking features – a sharp face, intense dark eyes, and, I have to admit, he was remarkably handsome, which, strangely, kept my fear in check. "I need to escape this place." "And how did you find your way in?" he inquired. "Well, I was just heading to the restroom in the office corridor, stopped to admire the painting for a moment, and poof! I was pulled in." A brief pause. "Or did you pull me in? Are you looking for a companion?" He let out a soft laugh. "I don't require company. Come with me, I'll show you the exit." He offered a firm hand, leading me towards what appeared to be an escape route. The warmth emanating from him felt surprisingly tangible, almost as if he were alive. "By the way, what's your name in this current existence?" This life? "JJ." "An interesting name. And yours?" He offered another smile. As a gentle force guided me towards the threshold, he said, "You'll remember when your memories return."FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ถึงปฏิหาริย์และพร 12 ข้อ (Wishing you)นามปากกา : ไอซ์ไม่ชอบความเย็น มีคนเคยบอกว่า...เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง เมษ (เจเจ) ถูกพรากคนรักไปด้วยโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาได้ แม้ว่าการข่มตาหลับในทุกๆวันเพื่อไม่ให้นึกถึงคนรักนั้นเป็นเรื่องที่ฝืนและยากสำหรับเขามาก แต่ถึงอย่างนั้น วันเวลาที่ผันผ่านก็ไม่อาจพรากความหวังในปาฏิหาริย์ไปจากหัวใจของเขาได้ ในช่วงเวลาที่เขากำลังแตกสลายนั้น เมษได้พบกับชายหนุ่มปริศนา จ๊อบ (เน็ต) เข้ามาในชีวิตพร้อมกับมอบพร 12 ข้อให้แก่เขา จ๊อบเปรียบดั่งเทพไร้เสียง มีเพียงแค่กายหยาบกับพรที่จะสามารถทำให้บังเกิดขึ้นเป็นจริงได้ แต่แทนที่เมษจะขอให้ปาฏิหาริย์ของเขาเป็นจริง เขากลับขอแค่ให้ได้ทำในสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ด้วยกันกับคนรัก เมษได้เริ่มใช้ช่วงเวลาร่วมกับจ๊อบในการทำพรแต่ละข้อให้เป็นจริง จนมาถึงพรข้อสุดท้าย ถ้อยคำขอคำสุดท้ายจากริมฝีปากเมษ สั่นคลอไปกับหยาดน้ำตาที่ไม่อาจกั้น เมษได้เอ่ยออกไปเป็นเพียงหนึ่งประโยคสั้นๆ ว่า “ขอจ๊อบกลับมาได้ไหม” ‘จ๊อบ..คนที่รักสุดหัวใจ’ แท้จริงแล้วเขานั้นรู้ดีว่า พรที่เข้ามาพร้อมกับชายปริศนาหรือแม้แต่ปาฏิหาริย์ที่เขาเฝ้ารอ ล้วนเป็นจินตนาการที่เมษได้สร้างขึ้นมาและไม่มีอยู่จริง เมษยังคงติดอยู่ในวังวนของรักครั้งนี้..ตลอดไปFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... (Wishing you)Pen Name : ไอซ์ไม่ชอบความเย็น They say time's a healer, but for May, it was a different story. The loss of his beloved to an incurable illness left him shattered. Even the simple act of closing his eyes each night was an agonizing reminder, yet the hope for something extraordinary, a miracle, stubbornly persisted within him. It was during this profound grief that a peculiar figure named Job entered his life, a man of mystery who offered him twelve chances to reshape reality. Job was like a silent deity, a vessel of power capable of manifesting desires, yet wordless. Instead of a miraculous cure, May chose to weave his unfulfilled dreams with his lost love into existence. As May and Job embarked on this journey, ticking off each wish, a profound realization dawned. The final request, whispered through tears, wasn't for a miracle or a return to the past, but a simple, heartfelt plea: "Can I have Job back?" In that moment, the truth hit him with full force – the wishes, the ethereal presence of Job, even the longed-for miracle, were all illusions born from his yearning heart. May found himself forever caught in an endless cycle of love and longing, a destiny woven with shadows.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... "Roof-Top Love: ตึกนี้มี (รัก) รั่ว"นามปากกา : Fameyday "กฎของตึกนี้คือห้าม 'เผลอใจ' งั้นผมขอไม่เผลอ... แต่ขอ 'ตั้งใจ' รักเธอเลยแล้วกัน!" เน็ต รับบทเป็น "ธันวา" สถาปนิกหนุ่มมาดกวน เจ้าของไอเดียรีโนเวทตึกเก่ากลางกรุงให้กลายเป็นคอมมูนิตี้สเปซสุดคูล เขาเป็นคนขี้เล่น ช่างแกล้ง แต่เวลาทำงานหรือดูแลคนสำคัญจะอบอุ่นพึ่งพาได้เสมอ เจเจ รับบทเป็น "นับตังค์" อินทีเรียดีไซเนอร์หนุ่มแว่นสุดน่ารัก สายเนิร์ดแต่แอบดื้อ ที่ถูกส่งมาทำงานร่วมกับธันวาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราววุ่นๆ เริ่มขึ้นเมื่อการรีโนเวทตึกนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องแบบแปลน แต่ทั้งคู่ดันไปสืบรู้ความลับว่าตึกนี้มี "คำสาปความรัก" ที่ลือกันว่า 'หากสถาปนิกและอินทีเรียดีไซเนอร์คู่ใด สามารถรีโนเวทตึกนี้เสร็จโดยไม่ตกหลุมรักกันได้ ตึกนี้จะกลายเป็นตึกที่ฮิตที่สุดในเมือง แต่ถ้าเผลอใจรักกันเมื่อไหร่ ทุกอย่างที่สร้างมาจะถล่มลงมาเป็นสีชมพู!' จากคู่กัดที่ต้องคอยทำท่าขู่เป็นแมวใส่กัน ต้องมาร่วมมือกันปิดบังความรู้สึกตัวเอง "บอกให้มาช่วยรีโนเวทตึก ไม่ได้บอกให้มาพัง 'กำแพงหัวใจ' กันซะหน่อย!" เน้นเคมีหยุมหัวแต่คลั่งรัก ท่าทางขี้เล่นกวนๆ ของพระเอก และความน่าเอ็นดูของนายเอกสายแว่นFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... "Roof-Top Love"Pen Name : Fameyday In this vibrant tale, we meet Thanwa, a spirited young architect portrayed by Net, whose audacious plan is to transform a city-center relic into a trendy communal hub. He's got a knack for playful banter and a teasing spirit, yet when it comes to his profession or those he cares about, he's a pillar of warmth and dependability. Opposite him is Nabtung, played by JJ, an endearing, bespectacled interior designer. Though outwardly studious, Nabtung harbors a rebellious streak and is reluctantly paired with Thanwa for the renovation project. Their story truly kicks off when the project transcends mere blueprints. They stumble upon a surprising secret: the building is under a 'love curse.' The legend goes that if an architect and interior designer can successfully complete the renovation without succumbing to romance, the building will skyrocket to fame. However, should they fall for each other, their entire creation is destined to crumble into a chaotic romantic disaster! What begins as a clash of wills, akin to a feline squabble, forces them to collaborate and conceal their burgeoning feelings. 'I asked for help with the renovation, not for you to dismantle my heart's defenses!' one might exclaim. This narrative dives deep into the electrifying, almost delirious, chemistry between the leads. It highlights the main male character's charmingly mischievous nature and the utterly captivating, albeit seemingly reserved, 'antagonist' who wears glasses. The core of the story revolves around their unexpected and intense connection amidst the backdrop of a peculiar building curse.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ทางกลับบ้านนามปากกา : อ้วนรักพี่เน็ตไหม บนถนนสายเปลี่ยว มีไฟหน้าจากมอเตอร์ไซค์คันเล็กขับฝ่าความมืดเพื่อจะกลับบ้าน บรรยากาศต่างจังหวัดยามวิกาลชวนขนลุก “มืดไปป่าววะ..” เจเจ บ่นอุบ ยิ่งนึกถึงว่าตนต้องกลับดึกเพราะปาร์ตี้ส้มตำยิ่งบิดเร่ง ทว่าจู่ ๆ ตาคู่กลมก็เหลือบเห็นเงาสีขาววูบวาบที่หางตาขวา ลอยตามติดรถด้วยความเร็ว พอหันไปมองกลับว่างเปล่าแต่เมื่อหันกลับมามันก็โผล่มาประกบชิดอีก “อะไรเนี่ย!” เจเจสติกระเจิง กลัวจนมือสั่นจึงหักเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันข้างๆทันที ร่างเล็กคว้ามือถือโทรหาแฟนหนุ่มด้วยนิ้วชุ่มเหงื่อ [ว่าไงครับอ้วน] "พี่เน็ต... ฮือ มารับเจที่ปั๊มหน่อย เจเจอเงาขาวๆตามมา เจกลัว" [ตั้งสติคนดี รอพี่ตรงนั้น พี่กำลังออกไป] หลังวางสายเจเจยืนหลบร้านสะดวกซื้อ แต่เด็กปั๊มในเงากลับยืนนิ่ง ตาเบิกโพลงชี้มาที่หน้าเขา เจเจกลัวจนน้ำตาคลอแต่อึดใจเดียวแสงไฟรถคันคุ้นตาก็สาดเข้ามา เน็ตลงจากรถเข้ามากอดปลอบแฟนหนุ่มจมอก "พี่อยู่นี่แล้วอ้วน ไหนเป็นอะไรให้พี่ดูซิ" เน็ตประคองใบหน้าหวานให้เงยขึ้น "มันยังอยู่ตรงนั้นพี่เน็ต" ร่างหนามองตามก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งที่หางตาแฟนหนุ่ม "นี่หรอเงาขาว ๆ " เจเจเงยหน้าขึ้นมามองก่อนเจอกับ... เม็ดข้าวเหนียวFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... The way back homePen Name : อ้วนรักพี่เน็ตไหมCruising down a lonely stretch of road, the glow of a small motorcycle's headlights cut through the inky blackness as its rider headed home. The rural night felt a little spooky, the kind of quiet that makes you jump. 'Is it getting too dark...?' JJ mumbled, his thoughts of getting back late from a somtum feast only spurring him to go faster. Suddenly, his wide eyes registered a quick flash of white, a phantom darting past his peripheral vision, keeping pace with his bike. He whipped his head around, but there was nothing there. Then, as he turned back to the road, it reappeared, alarmingly close. 'What in the world was that?!' JJ yelped, his knuckles white on the handlebars as he veered sharply towards a nearby gas station. His clammy fingers fumbled for his phone, and he dialed his boyfriend. ['Hey, big guy, what's up?'] 'Net... h-h-h... could you swing by the gas station? I think something white was chasing me. I'm freaked out.' ['Whoa, take it easy, love. Just hang tight, I'm on my way.'] After the call, JJ ducked behind the convenience store, but the attendant, lurking in the shadows, stood frozen, his gaze locked onto JJ, pointing. Terror welled up in JJ, bringing tears to his eyes, but then, a familiar set of headlights pierced the gloom. Net emerged from his car, rushing to embrace his trembling boyfriend. 'I'm here, fatty.' 'What's going on? Let me see,' Net said softly, tilting JJ's tear-streaked face up. 'It's still there, P'Net,' JJ whispered, following his gaze. Net followed his boyfriend's line of sight and then spotted it. 'Is *this* the white shadow?' JJ looked up and saw... a single grain of sticky rice.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... The Last Flight เที่ยวบินสุดท้ายถึงคุณนามปากกา : ข้าวเหนียวนึ่ง วันนี้คือวันสุดท้ายที่ผมจะขึ้นบิน ไม่ใช่เพราะอายุงาน ไม่ใช่เพราะคำสั่งปลดประจำการ และไม่ได้เป็นเพราะร่างกายของผมอ่อนแอลงจนบังคับเครื่องบินไม่ไหว แต่เหตุผลที่แท้จริงกลับเรียบง่ายและเจ็บปวดกว่านั้น… มันเป็นเพราะคนที่ผมรักได้จากโลกนี้ไปแล้ว ผมเป็นนักบินกองทัพอากาศที่ใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้า ส่วนเขาเป็นช่างภาพอิสระที่กล้องถ่ายรูปแทบไม่เคยห่างจากมือของเขาเลย ทุกครั้งที่มีการแสดงการบินหรือภารกิจเปิดให้คนนอกเข้าชม เขามักจะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นเล็งไปบนฟ้าเสมอ และในบรรดาภาพนับพันใบที่บันทึกไว้ในกล้องนั้น มีเครื่องบินลำหนึ่งปรากฏอยู่บ่อยที่สุด… ลำที่ผมเป็นผู้บังคับ “ถ้าวันหนึ่งผมหาคุณไม่เจอบนฟ้าล่ะ” เขาเคยถามผมเล่น ๆ “เดี๋ยวผมจะบินให้คุณหาเจอเอง” ผมตอบพลางหัวเราะ ในวันที่เขาจากไปด้วยโรคที่ไม่มีใครคาดคิด ผมนึกถึงทฤษฎีหนึ่งว่า 7 นาทีสุดท้ายก่อนที่คนเราจะเสียชีวิต สมองของมนุษย์จะฉายภาพความทรงจำที่มีค่าที่สุดขึ้นมาอีกครั้ง... ผมไม่รู้ว่าทฤษฎีนั้นจริงไหม แต่ในเมื่อไม่มีคุณคอยมองหาแล้ว ต่อให้พยายามฝืนขึ้นบิน แต่ทุกเที่ยวบินหลังจากนี้ก็คงไร้ความหมายอีกต่อไป เที่ยวบินสุดท้ายนี้… ผมขอมอบให้คุณนะFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… The Last FlightPen Name : ข้าวเหนียวนึ่ง This marks my final journey amongst the clouds. It's not a farewell born of seniority, nor an order from above, nor a body that has finally surrendered to age. The truth is far more poignant, a quiet ache in my heart: the person I loved most has departed this world. I was an Air Force pilot, my life woven into the fabric of the sky. He, a freelance photographer, his camera a constant companion. During airshows and open days, his lens would invariably turn skyward, seeking out the aerial ballet. And among the countless frames he captured, one silhouette dominated – the very aircraft I commanded. 'What if one day I can't spot you up there?' he'd tease. 'Then I'll fly so you can find me,' I'd laugh back. The day he succumbed to a sudden illness, a thought surfaced: that the human mind, in its final moments, revisits its most cherished memories. I can't say if it's true, but now that he's no longer here to seek me out, even if I were to take to the air, each subsequent flight would feel utterly hollow. This last flight is for you, my love.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “เน็ต - เจเจ”ที่จะมาแจกความความตลก และแบ่งปันเรื่องราวสนุก ๆ ให้เหล่าแฟนคลับทุกคนฟัง( พี่ดาราและนามปากกาของเขา ) ปกติทางรายการเปิดให้เหล่าแฟนคลับส่งฟิคเข้ามาในรายการ นั่นทำให้นึกถึง “เจเจ” ที่ก็เขียนฟิคอยู่แล้ว โดยใช้นามปากกา ‘ไข่ดาวไม่สัก เอ้ย ไข่ดาวไม่สุก เอ้ย ถูกแล้ว’ และใช้ชื่อนักเขียนว่า ‘ไก่ที่หมดจานดีกว่าการที่หมดใจ’ เพราะส่วนตัวก็ชอบคำคมอยู่แล้วเลยเลือกใช้ชื่อนักเขียนและปากกาแบบนี้ โดยชื่อเรื่องคือ ‘Perfect Disaster คุณวินาศ ผมวิบัติ’ พล็อตนิยายสนุกมาก พระเอกธงดำมีความจิต ๆ หน่อย ทิ้งท้ายด้วยการฝากให้ทุกคนไปอ่านด้วย ปิดท้ายด้วย “เน็ต” แซวตลก ๆ ว่าถ้าเจอนามปากกาแบบนี้คงไม่อ่าน แต่ก็เป็นแค่การล้อเล่น เพราะสุดท้าย “เน็ต” ก็ช่วย “เจเจ” เล่าถึงพล็อตและตัวละครสำหรับฟิคเรื่องนี้อยู่ดี( Mini Game : ชาติก่อน ) ทางรายการมี Mini Game เล็ก ๆ มาให้ “เน็ต-เจเจ” เล่นกันสนุก ๆ โดยเป็นคำถามเกี่ยวกับชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า โดยเริ่มที่ชาติก่อนกับคำถามที่ว่า ถ้าในอดีตทั้งสองรู้จักกันมาก่อน อีกฝ่ายจะเป็นอะไรในชีวิตของเรา พร้อมเหตุผลประกอบ เริ่มที่ “เน็ต” พูดก่อนเลยว่า ชาติที่แล้ว “เจเจ” ต้องเป็นน้องที่คลานตามกันมาแน่ ๆ เพราะชาติที่แล้วทำบุญทำบาปกันเอาไว้เยอะ ชาตินี้เลยได้มาเจอกันอีกแล้ว ส่วนคำตอบของ “เจเจ” ก็คือ ทั้งสองจะเป็นข้าราชการเหมือนกัน แต่คนละสังกัด พี่เน็ตจะเป็นกองพลลาดตระเวนแบบในเรื่องภพเธอ ส่วนตัวเองก็จะเป็นกระทรวงการคลัง ช่วงแรกก็จะถูกกัน แต่ภายหลังจะทะเลาะกันเพราะแย่งขนมปังกินในช่วงที่ฝรั่งกำลังเข้ามาในไทย เรียกได้ว่าจินตนาการล้ำเลิศมาเลยทีเดียว( Mini Game : ชาตินี้ ) ต่อด้วยคำถามของชาตินี้ที่ว่า คุณคิดว่าในชาตินี้อยากทำอะไรร่วมกันอีกบ้าง ทั้งสองคนตอบอย่างพร้อมเพรียงเลยว่า ตอนนี้มีแพลนที่วางเอาไว้แล้วไม่ได้ทำเยอะมาก เช่น การทำแคมเปญที่ให้อะไรกับสังคม คนเท่ห์ขอทำดี ทำสิ่งดี ๆ แต่ถ้าเป็นสิ่งที่จะต้องทำให้กันและกัน เน็ตตอบว่า จะทำตัวเป็นคนดีให้กับน้อง เพราะการที่เราเป็นคนดีก็จะทำให้อีกคนที่อยู่ด้วยสบายใจ และอยากจะอยู่ด้วยกัน อีกทั้ง “เน็ต” ยังอยากจะพา “เจเจ” ไปเที่ยวพักผ่อนที่ทะเล โดยเฉพาะที่เกาะกูด เพราะเขาชอบทะเลมาก อีกทั้งทั้งคู่ก็ยังไม่เคยได้ไปเที่ยวด้วยกันเลย ถัดไปสำหรับคำตอบของ “เจเจ” ที่ว่าจะไม่ดื้อไม่ซน เพราะหลาย ๆ คนชอบบอกว่าทั้งสองชอบแกล้งกันไปกันมา แหย่กันไม่หยุด “เน็ต” เสริมด้วยว่าเพราะน้องน่าแกล้งก็เลยอดที่จะไม่แกล้งไม่ได้ มันเป็นการแสดงความรักในแบบฉบับของเขาที่ว่ารักใครก็อยากแกล้ง และทั้งคู่ก็ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ว่ายังไง “เจเจ” ก็ขาด “เน็ต” ไม่ได้หรอก อย่างเช่นไปกินข้าวด้วยกันที่ญี่ปุ่น “เจเจ” ก็ลืมของเอาไว้ในร้านทันทีที่กินข้าวเสร็จ แต่ “เน็ต” ก็หยิบออกมาให้ และบอก “เจเจ” ว่า ถ้าไม่มีพี่จะอยู่ได้มั้ยเนี่ย เรียกได้ว่า “เจเจ” มีนิสัยเปิ่น ๆ โก๊ะ ๆ เรียกความน่าเอ็นดูไปได้เยอะเลย( Mini Game : ชาติหน้า ) ปิดจบ Mini Game ด้วยคำถามของชาติหน้ากับคำถามที่ว่า ถ้าชาติหน้ามีจริง ประโยคแรกที่จะพูดให้กับอีกฝ่ายคืออะไร โดยเริ่มจาก “เน็ต” ที่จะทักว่า ‘อ้าว เจอกันอีกแล้วหรอ’ ด้วยอารมณ์ที่ดีใจ และถ้ายิ่งจำกันได้อีกก็จะยิ่งดีใจ เพราะที่ผ่านมาก็ผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก ส่วนคำตอบของ “เจเจ” ก็คือ ‘เห้ย ดีใจที่ได้เจอนะ แต่ทำไมเราไม่ลองไปเจอคนอื่นบ้างนะ’ ถึงแม้คำตอบจะติดกวน แต่ “เจเจ” ก็บอกว่าถ้าได้เจอกันจริง ๆ และจำกันได้ด้วยก็คงแปลกใจ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็เรียกได้ว่าเหมือนเป็นพรหมลิขิตกันมาก่อนอยู่แล้ว เพราะก่อนที่จะได้มาเป็นพาร์ทเนอร์กันอย่างเป็นทางการ ทั้งคู่เคยเจอกันที่งานที่ “เน็ต” ไปเดินแบบ และ “เจเจ” ก็เข้าร่วมงานนั้นด้วย ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายจะได้มาเป็นพาร์ทเนอร์กันแบบนี้( กว่าจะได้เห็นภพเธอในทุกวันนี้ ) สำหรับซีรีส์ภพเธอตั้งแต่ปล่อยไพลอตออกมาก็มีกระแสถล่มถลาย ทะลุสองล้านวิวในระยะเวลาไม่นาน แถมฟีดแบคจากผู้ชมทั้งเรื่องภาพ โปรดักชันก็คำชมมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้ ทั้ง “เน็ต-เจเจ” เรียกได้ว่าดีใจมาก ๆ ที่มีคนค้นพบพวกเขามากขึ้น สิ่งที่ทั้งคู่พยายามมามันไปถึงผู้ชมทุกคน ดีใจที่ทุกคนชอบในทุก ๆ พาร์ทของซีรีส์ภพเธอ ขอบคุณทั้งคนที่พึ่งมาค้นพบ และคนที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่แรก เพราะโปรเจกซีรีส์เรื่องนี้นานมาก ๆ กว่าจะสำเร็จให้ทุกคนได้เห็น “เน็ต” เล่าว่า ใช้เวลา 4-5 ปีเลย ทั้งพัฒนาการแสดง ต่อสู้กับหลาย ๆ เรื่องของภพเธอให้กับแฟนคลับ อีกทั้งยังมีอุปสรรคระหว่างการถ่ายทำเยอะมาก ทั้งน้ำท่วมสถานที่การถ่ายทำ ฝนตกหนักจนต้องเลื่อนการถ่ายทำ ต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่ทำให้ภพเธอในเวอร์ชั่นนี้ได้เฉิดฉาย ทุกคนทุ่มเทมาก ๆ กับซีรีส์ภพเธอ( ผู้กำกับคนเก่งที่ทำให้ภพเธอสมบูรณ์แบบ ! ) “เน็ต-เจเจ” ได้มาแชร์ความรู้สึกว่าได้ร่วมงานกับผู้กำกับคนเก่งอย่าง ‘ครูเด่น ภาณุวัฒน์’ เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มที่คำตอบของ “เน็ต” ที่ว่า ครูเด่นเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ตอนที่รู้ว่าได้พี่เด่นมากำกับก็ดีใจ เพราะเชื่อมั่นในฝีมือของพี่เด่น ผลงานจะต้องออกมาดีแน่ ๆ แต่เขาก็ดุตามประสาผู้กำกับอยู่แล้ว เสริมด้วย “เจเจ” ที่ว่า พี่เด่นทำให้มิติต่าง ๆ ที่ต้องนำเสนอในภพเธอถูกทำให้ครบ ดีเทลเยอะมาก ๆ รู้เลยว่าทำงานหนักมาก ๆ เป๊ะจนมั่นใจว่าไม่ดูถูกคนดูเลยแม้แต่น้อย ซึ่ง Final EP. ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็อยากให้แฟน ๆ เตรียมตัวมาเจอกันที่งาน มีโชว์ มีเซอร์ไพร์สมากมายรอทุกคนอยู่ และทุกคนจะได้ดูตอนสุดท้ายไปพร้อม ๆ กันกับ “เน็ต-เจเจ” เพราะทั้งคู่ก็ยังไม่ได้ดูมาก่อนเช่นกัน เรียกได้ว่ารอส่งตัวละครกลับซีรีส์ไปพร้อมกับทุกคนเลยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เน็ต-เจเจ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “พรจากดาว คราวภพรัก”ในเกมนี้ “เน็ต-เจเจ” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เน็ต-เจเจ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เน็ต-เจเจ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ภพเธอ ( Love upon a Time Series )" ทุกวันศุกร์ เวลา 21:30 น. ทางช่อง Workpoint 23 และเวอร์ชัน UNCUT ทาง iQIYI ด้วยน้าา สามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เพราะทั้งคู่เข้ามาเพื่อ “เติมเต็ม” กันและกัน เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกโมเมนต์ของ “อุ้ม - แบม” อบอุ่นหัวใจ สตู EFM FANDOM LIVE เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก พร้อมความรู้สึกดีๆ จากทั้งคู่จนยิ้มตามกันไม่หุบเลย

02 มิ.ย. 2026

เพราะทั้งคู่เข้ามาเพื่อ “เติมเต็ม” กันและกัน เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกโมเมนต์ของ “อุ้ม - แบม” อบอุ่นหัวใจ สตู EFM FANDOM LIVE เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรัก พร้อมความรู้สึกดีๆ จากทั้งคู่จนยิ้มตามกันไม่หุบเลย

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 28 พฤษภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พร้อมต้อนรับ “อุ้ม - แบม” 2 สาวสุดสวยที่มามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ กับ 2 ดีเจ “ดีเจเคเบิ้ล” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... The War of Love, 1943นามปากกา : sepdember ปี 1943 ในเมืองท่าริมฝั่งฝรั่งเศสที่ถูกยึดครองโดยกองทัพนาซี “เอวา” พยาบาลสาวผู้ทำงานให้ฝ่ายต่อต้านได้พบกับ “โซฟี” นักเปียโนหญิงในคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ทหารเยอรมันใช้เป็นที่พักใจยามค่ำคืน กลางเสียงเพลงแจ๊สและฝนฤดูหนาว ทั้งสองเริ่มส่งข้อความลับผ่านแผ่นโน้ตดนตรี เอวาใช้คาเฟ่เป็นทางผ่านลำเลียงยา ส่วนโซฟีแอบดักฟังข้อมูลจากนายทหารที่มาหลงใหลเสียงเปียโนของเธอ ยิ่งสงครามทวีคูณความรุนแรง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยิ่งลึกซึ้ง หากแต่คืนหนึ่งแผนหลบหนีของฝ่ายต่อต้านรั่วไหล ทหารเริ่มตรวจค้นทั่วเมือง โซฟีจึงยอมเล่นเปียโนถ่วงเวลาให้เอวาพาผู้ลี้ภัยหนีออกทางเรือ เสียงเพลงดังอยู่ทั้งคืนจนเรือออกจากฝั่งได้ทัน เช้าวันถัดมาคาเฟ่ถูกปิดถาวรเหลือเพียงโน้ตเพลงแผ่นหนึ่งบนเปียโน ที่เขียนไว้ว่า “ถ้าโลกนี้ไม่มีสงคราม ฉันคงได้รักเธอนานกว่านี้” นั่นคือถ้อยคำสุดท้ายที่โซฟีต้องการที่จะเอ่ยถึงเอวา ก่อนที่เขาทั้งคู่จะต้องจากกันไปตลอดกาลFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The War of Love, 1943Pen Name : sepdember In the tumultuous year of 1943, in a French port city under Nazi rule, a courageous nurse named Eva, devoted to the resistance, crosses paths with Sophie, a talented pianist, in a quaint café that German soldiers use as a nighttime hideaway. As the strains of jazz mingle with the patter of winter rain, the two women forge a unique bond, sending secret messages to one another through the language of music. Eva transforms the café into a hub for smuggling medicine, while Sophie listens in on the officers who are entranced by her enchanting melodies. As the war grows fiercer, the connection between Eva and Sophie deepens. However, one fateful night, a crucial escape plan for the resistance is compromised, leading soldiers to scour the city. To buy precious time for Eva to assist refugees making a daring escape by boat, Sophie bravely agrees to play the piano. The music echoes through the night, a bittersweet serenade, until the ship finally sails away. By dawn's light, the café stands shuttered for good, with only a single sheet of music left behind on the piano. It carries the poignant message, "If there were no war, I would have loved you longer." These were the final words Sophie wished to share with Eva, a testament to love lost amidst the chaos, before they were torn apart forever.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... พบ(ไอ)รักนามปากกา : เบบี้เหมียวแว่น “ คุณเชื่อในเรื่องรักแรกพบหรือเปล่า ” เสียงคลื่นวิทยุดังคลอไปกับสายฝนนอกหน้าต่างรถยนต์คันเล็ก ไอรัก หญิงสาวเจ้าของรถทำท่านึกคิดตามคำพูดของดีเจเสียงนุ่มที่คุ้นหู เธอมักจะใช้เวลาในรถยนต์เสียเป็นส่วนใหญ่ จึงมีเวลาได้ฟังข่าวสารจากคลื่นวิทยุนี้แทบทุกครั้ง หัวข้อในวันนี้เกี่ยวกับ ‘รักแรกพบ’ ประโยคสุดคลาสสิกของการตกหลุมรัก ไอรักฟังดีเจหนุ่มพูดไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทางขับรถเพื่อกลับบ้าน วันทั้งวันมานี้เธอพูดได้เต็มปากว่าเธอเหนื่อย อยากรีบกลับบ้านให้ไว เพื่อพักผ่อนเสียเต็มทน.. ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับลงทันความคิด “ ขอให้ทุกท่านได้พบรักที่เป็นดั่งรักแรกครับ: ) ” เสียงนุ่มของดีเจทิ้งท้ายรายการทางวิทยุด้วยประโยคสุดลึกซึ้ง ทำเอาไอรักยิ้มตามกับประโยคที่ว่ามานี้ ไอรักรีบดับเครื่องยนต์ และรีบเปิดประตูเข้าไปในบ้านของตัวเอง “ กลับมาแล้วเหรอคะ เหนื่อยไหม ” เสียงใสเอ่ยถามขึ้น พลางหันหน้ามามองไอรัก แค่นี้.. วันเหนื่อย ๆ ของเธอก็หายดี “ อื้อ แต่เห็นหน้าเธอก็หายแล้วค่ะ ” “ ยิ้มอะไรคะ ” “ ขอบคุณนะคะ รักรักเธอจัง ” ไอรักได้พบแล้ว พบรักที่เป็นดั่งรักแรก และเป็นทั้งรักแรกพบFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Found (Love)Pen Name : เบบี้เหมียวแว่น “Do you believe in love at first sight?” The soft hum of the radio intertwined with the patter of rain against the small car window. Airak, a young woman behind the wheel, mulled over the soothing words of the familiar DJ. With her days often spent driving, this station had become a cozy companion. Today’s discussion revolved around that timeless concept—'love at first sight.' As she navigated her way home, Airak couldn’t shake the fatigue that clung to her, yearning to collapse into her cozy sanctuary before the engine gave its final breath. “May everyone find love reminiscent of their first love :)” The DJ’s tender voice wrapped up the segment with a touching note, eliciting a smile from Airak. She quickly shut off the engine and dashed into her house. “You’re home! Are you tired?” a warm voice called out, her gaze shifting to Airak. In that moment, the heaviness of her day faded away. “Yes, but just seeing you makes it all worthwhile.” “What’s with that smile?” “Thank you. I adore you.” In that blissful instant, Airak realized she had discovered it—love that echoed her first love, along with the magic of love at first sight.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ตำนานรักในคำสาปสวรรค์นามปากกา : แม่ออนอรเอง หลิงซวี่เหยียน (อุ้ม) เทพนักรบฟินิกซ์ผู้เลอโฉม งดงามเฉียบคมราวหยกขาวสลักชีวิต ดวงตาเย็นลึกดุจเพลิงน้ำเงิน แข็งแกร่ง ไร้พ่าย ดุจเทพที่สวรรค์ยังต้องยำเกรง ทว่าในร่างของนางกลับมีกระดูกมารโบราณถูกผนึกไว้ โดยที่นางไม่เคยล่วงรู้ ซู่อวี้เหยา(แบม) จิ้งจอกขาวเก้าหางผู้เลอโฉมดุจแสงจันทรา ผมขาวราวหิมะ ดวงตาเจ้าเล่ห์แฝงความอ่อนโยน รอยยิ้มเย้ายวนและสดใสราวลมฤดูใบไม้ผลิ นางใช้ชีวิตอิสระท่ามกลางสุราและรอยยิ้ม แต่แท้จริงคือผู้รู้ความลับ “คำสาปสวรรค์” และถูกกำหนดให้ตามหาผู้มีกระดูกมารเพื่อหยุดหายนะสามภพ คำสาปจารึกไว้ว่า “ฟินิกซ์ผู้ครอบครองเพลิงสวรรค์ ห้ามมีความรัก หากหัวใจเกิดรัก เพลิงนั้นจะย้อนเผาผู้ครอบครอง และกระดูกมารจะตื่นขึ้น ทำลายทั้งสามภพ” โชคชะตากลับพาทั้งสองมาพบกัน หนึ่งดุจเพลิงต้องสาป อีกหนึ่งดุจสายลมจันทรา ยิ่งใกล้ชิด หน้าที่และหัวใจก็ยิ่งสั่นคลอน คำสาปสวรรค์ “ห้ามมีความรัก” แต่หัวใจกลับเลือกจะรักผู้ที่ไม่ควรรัก ในวันที่ต้องเลือกระหว่าง “คำสั่งของสวรรค์” กับ “เสียงของหัวใจ” สุดท้ายไม่มีผู้ใดเป็นผู้ชนะ มีเพียงการสูญเสียเท่านั้น ความรักต้องสาปที่อาจแลกด้วยทั้งสามภพและลมหายใจของกันและกันFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... A timeless romance ensnared by a celestial spell.Pen Name : แม่ออนอรเอง Ling Xueyan (Oom), a breathtaking warrior goddess of the Phoenix, radiates a beauty that glistens like finely sculpted white jade. Her deep and icy eyes blaze with the intensity of blue flames; she is powerful and unyielding, a deity that even the heavens dread. However, unbeknownst to her, concealed within her is the ancient bone of a demon, a secret that awaits revelation. On the other hand, Su Yuyao (Bam), an enchanting nine-tailed white fox, shines with the brilliance of moonlight, her snow-white hair and her sly yet tender gaze captivating all who behold her. Her smile dances like a gentle spring breeze, inviting joy and laughter. Yet beneath this playful exterior lies the knowledge of the "Heavenly Curse," a burden that binds her to a quest: to locate the keeper of the demonic bone and avert disaster across the three realms. The curse warns, "The Phoenix wielding the Heavenly Flame must never succumb to love. Should its heart succumb, the flame will turn against its bearer, awakening the demonic bone and bringing destruction upon all realms." Destiny intertwines their paths; one akin to a flame doomed by a curse, the other like a softly glowing moonlit zephyr. As they draw closer, both their destinies and emotions begin to intertwine and tremble. Although the Heavenly Curse stands as a barrier to love, their hearts gravitate toward each other against all odds. When the moment arrives to choose between... "the decree of heaven" and "the whisper of the heart"—neither side triumphs; both ultimately face loss. It is a love shadowed by a curse, one that could unravel the very fabric of the three realms and extinguish their breaths.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... BARTENDER (ความสุขที่เธอชง)นามปากกา : Keromi.LY ‘ Good evening, Would you like something to drink, sir? ’ ในบาร์ลับใจกลางกรุง คุณคงคิดว่าคงเหมือนบาร์ทั่วๆไป ที่บอกว่าลับ แต่ความจริงคือคนรู้จักทั้งโซเชียล ที่นี่ไม่ได้เป็นแบบที่คุณคิด เพราะที่นี่เราจะสามารถเข้ามาได้โดยการถูกเชิญจากคนที่เคยมาที่บาร์แห่งนี้เท่านั้น ฉัน อุ้ม เป็นนักดื่มตัวยง ฉันแทบจะไปลองมาแล้วทุกบาร์ที่เค้าว่าลับ ที่เค้าว่าดี แต่บาร์นี้แตกต่างออกไป รุ่นพี่ฉันที่เคยไป บอกฉันว่าบาร์เทนเดอร์ร้านนี้จะทำให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่โลกใบนี้ก็ให้ไม่ได้ ฉัน แบม บาร์เทนเดอร์ในบาร์ลับแห่งนี้ ที่วันนึงจะสามารถชงค็อกเทลให้ลูกค้าที่แสนพิเศษดื่มได้แค่วันละ 1 แก้วเท่านั้น ฉันสามารถชงค็อกเทลที่จะทำให้ใครก็ตามที่ได้ดื่มมัน สามารถลิ้มรสกับความสุขที่คน ๆ นั้นโหยหามากที่สุด เมื่ออุ้มได้เข้ามาบาร์แห่งนี้ เธอได้ดื่มพิเศษจากบาร์เทนเดอร์สาวคนสวย เธอได้ลิ้มรสกับความสุขที่เธอโหยหา แต่ความสุขของเธอทำให้บาร์เทนเดอร์อย่างแบมถึงกับต้องตกใจ เพราะความสุขของอุ้มนั้น คือการได้มานั่งดื่มค็อกเทลที่เธอชง...FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... BARTENDERPen Name : Keromi.LY "Good evening! Would you care for a drink, sir?" Nestled in a bustling part of the city lies a concealed bar that appears typical at first glance, yet has garnered plenty of buzz on social media. However, this place is far from what you'd expect. Access is granted only through invitations from those who have experienced it before. I am Oom, a serious enthusiast of fine drinks. I've explored nearly every so-called hidden gem, but this one truly stands out. A friend who had visited shared that the bartenders here deliver an experience that is unparalleled in the world of mixology. I’m Bam, a bartender at this exclusive establishment, and each day, I’m allowed to craft just one unique cocktail for a very special patron. My concoctions are designed to evoke the essence of joy that anyone longs for the most. When Oom stepped into this enchanting bar, she was presented with a delightful drink from a stunning bartender. As she savored it, she felt an overwhelming sense of happiness—yet this reaction surprised me. Oom found sheer joy in simply sipping the cocktail I had crafted...FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... มนต์รักริมโขงนามปากกา : อดีตมักสาวลำน้ำโขงแสงบั้งไฟแต้มสีลงบนฟ้ายามค่ำ “มินตรา” สาวเมืองกรุงที่หนีชีวิตวุ่นวายมาเที่ยวงานบุญบั้งไฟ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่ง สวมผ้าซิ่นลายคราม ผิวขาวนวลตัดกับแสงไฟ “เป็นคนทางใด๋ หลงทางมาบ่” เธอมีชื่อว่า “ลลิน” หลังจากคำทักทายนั้น ลลินก็เหมือนสายลมริมโขงที่คอยวนเวียนอยู่ข้างมินตราเสมอ “เพิ่นว่าพญานาคบ่ควรฮักมนุษย์ เพราะสุดท้ายต้องจากกันอยู่ดี” ลลินกล่าว มินตราหัวเราะ “แล้วถ้าเป็นเธอ จะเลือกรักไหม” ลลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “ถ้าได้ฮักแล้ว ต่อให้ต้องจากกัน กะยังอยากฮักคือเก่า” หลังงานเลิก ฝนตกหนัก มินตราวิ่งตามลลินไปจนถึงริมแม่น้ำโขง และในจังหวะเดียวกัน สายฟ้าก็ฟาดลงกลางฟ้า เกล็ดสีมรกตวาวอยู่ใต้ลำคอของหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะเลือนหายไปในพริบตา มินตรานิ่งงันแต่ลลินกลับมีเพียงรอยยิ้มที่เศร้า “ข่อยเป็นนาค เจ้ายังอยากอยู่นำข้อยอยู่บ่” เสียงฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่นั้นไม่ทำให้มินตรารู้สึกกลัว เธอกลับเดินเข้าไปจับมือคู่นั้นไว้ “จะเป็นอะไรก็ช่างสิ ไม่เห็นต้องสนใจเลย” ลลินหลุดหัวเราะเบาๆทั้งน้ำตา และในคืนนั้นเอง พญานาคตนนี้ก็รู้แล้วว่า ตนตกหลุมรักมนุษย์ผู้นี้หมดหัวใจFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Romance by the Mekong RiverPen Name : อดีตมักสาวลำน้ำโขง The rockets lit up the night sky, splashing it with bursts of color. Mintra, a city girl seeking a break from her chaotic life, was enchanted by a young woman draped in a stunning indigo-patterned sarong, her fair skin glowing under the streetlights. 'Where do you come from? Are you lost?' The young woman introduced herself as Lalin. From that moment, Lalin felt like a gentle breeze along the Mekong River, always by Mintra’s side. 'They say Nagas and humans shouldn’t fall in love, as they’re destined to be apart,’ Lalin remarked. Mintra chuckled. 'And if you were in that position, would you still choose to love?' After a brief pause, Lalin replied softly, 'If I’ve loved someone, I’d want to hold onto that love, even if it means saying goodbye.' As the festival wrapped up, a torrential downpour swept in. Mintra chased after Lalin to the riverbank just as a bolt of lightning illuminated the sky. In that fleeting moment, she caught a glimpse of emerald scales beneath Lalin's neck before they vanished. Shocked, Mintra stared, while Lalin offered a wistful smile. 'I’m a Naga. Do you still want to be with me?' The rain poured down around them, but Mintra felt no fear. Instead, she stepped closer and took Lalin's hand. 'It doesn’t matter what you are.' Lalin let out a soft laugh, tears brimming in her eyes. That night, this Naga realized she had completely fallen for the human before her.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อุ้ม - แบม”ที่จะมาแจกโมเมนต์สุดแสนจะอบอุ่นหัวใจ และแบ่งปันเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้ทุกคนฟัง( เคล็ดลับออร่าความสวยของ 2 สาว ) สำหรับ “แบม” การนอนพักผ่อน คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด นอนเยอะ ๆ และขยันทาครีมบำรุง ส่วน “อุ้ม” ก็ได้บอกเคล็ดลับว่า การทำความสะอาดผิว เพราะด้วยความที่ต้องแต่งหน้าทุกวัน ดังนั้นก็ต้องคลีนซิ่งหน้าให้สะอาดทุกครั้ง และทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน( ชีวิตคู่ที่ดีในอุดมคติควรเป็นอย่างไร ) จากในซีรีส์ที่พูดถึงการใช้ชีวิตคู่ พี่ๆดีเจเลยอยากถามสองสาวว่า ‘ในมุมมองของทั้งคู่แล้ว คู่ชีวิตที่ดีควรจะเป็นอย่างไร?’ โดยสำหรับ “อุ้ม” มองว่าเป็นเหมือนพื้นที่สบายใจ สามารถแชร์มุมมองต่าง ๆ ให้กันได้โดยไม่มีอคติ และอีโก้ ในส่วนของ “แบม” มองว่าสามารถซัพพอร์ต และสนับสนุนทุกอย่างที่เราเป็น อยู่ด้วยกันแล้วพากันไปในทิศทางที่ดีขึ้นเหมือนไออุ่นและพาฝัน และถ้าหากต้องเลือก 1 คุณสมบัติที่ดีและควรมีของคู่ชีวิตจะนับว่าเป็น Green Flag ทั้ง “อุ้ม-แบม” ก็ตอบเหมือนกันว่าต้องมี Growth Mindset เพราะชอบคนที่สามารถคุยได้ พร้อมรับฟัง และเรียนรู้ไปด้วยกัน สิ่งนี้ควรมีในทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน และพาร์ทเนอร์ของเราเองด้วยเช่นกัน( เซ็ตคำถามสนุก ๆ : ถ้าฉันเป็นเธอ ) เริ่มต้นที่ข้อแรก ‘ ถ้าวันพรุ่งนี้ “อุ้ม” ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองเป็น “แบม” สิ่งที่อยากจะทำที่สุดคืออะไร? ’โดย “อุ้ม” ตอบว่าจะลองใช้ Energy แบบ “แบม” ดู เพราะ “แบม” เป็น Ambivert ขนาดเลิกงานตอนดึก ๆ เขายังออกไปวิ่ง และเต้นแอโรบิคที่สวนลุมพินีแบบหน้าผมจัดเต็มได้เลย เพราะถ้าเป็น “อุ้ม” ก็คงไม่ไป ไม่มี Energy จะทำขนาดนั้น ต่อไปเป็นคำถามสำหรับ “แบม” ‘ ถ้าได้เป็น “อุ้ม” 1 วัน จะแต่งตัวอย่างไรที่ไม่ใช่สไตล์เดิมของ “อุ้ม” ? ’โดย “แบม” ตอบทันทีว่าอยากจะคอสเพลย์เป็นตัวการ์ตูนในอนิเมะ เพราะ “อุ้ม” ตากลมโต แต่งออกมาต้องน่ารักแน่ ๆ และตัวละครที่จะเลือกคอสเพลย์ก็คือ Nico Robin (นิโค โรบิน) จากเรื่อง One Piece เพราะมีวันหนึ่ง “อุ้ม” ทำทรงผมเหมือนิโค โรบินเลย แถมดวงตากลมโต และมีสีผิวคล้ายกับ “อุ้ม” เลยด้วย ไปที่คำถามต่อไป ‘ ถ้า “อุ้ม” เป็น “แบม” แล้วมีแฟนคลับเข้ามาหา “อุ้ม” จะเนียนเป็น “แบม” ต่อมั้ย หรือคิดว่าแฟนคลับจะจับโป๊ะได้ในทันที ? ’ “อุ้ม” บอกว่ายังไงแฟนคลับก็จับได้ตั้งแต่ 5 วินาทีแรกแน่ ๆ เพราะ “อุ้ม” ซุ่มซ่าม แต่ “แบม” เขาไม่ ถ้าเจอแฟนคลับแล้วน่าจะสะดุดเลย เนียนต่อไม่ได้แน่ ๆ ปิดจบด้วยคำถามสุดท้าย ‘ ถ้า “แบม” กลายเป็น “อุ้ม” จะพูดให้กำลังใจหน้ากระจกว่าอย่างไร ? ’ ซึ่งคำพูดที่ “แบม” จะพูดคือ ‘พี่อุ้มเป็นคนเก่งในทุก ๆ อย่าง และสิ่งที่ทำอยู่มันดีแล้ว สิ่งที่เลือกกำลังจะส่งผล ขอให้ทำต่อไปนะคะ’( ซีรีส์เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็น Destiny ! ) ทั้งคู่บอกว่าการที่ได้รับบทคู่กันในซีรีส์เรื่องนี้นอกจากจะเป็น Destiny แล้วก็ยังเกิดจากความตั้งใจของ “อุ้ม - แบม” เองด้วย จุดเริ่มต้นมันเกิดจากทีมงานให้โจทย์มาว่าให้ “อุ้ม” หาคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ จึงไปชวน “แบม” ที่กำลังลังเลว่าจะไปเรียนต่อหรือรับเล่นโปรเจกต์อื่นให้มาลองแคสดู แม้ในรอบแรกที่มาแคสบทไออุ่นทีมงานก็ยังรู้สึกว่าเคมียังไม่ใช่ แต่เพราะว่าอยากร่วมงานกัน “อุ้ม” จึงชวนให้ “แบม” กลับมาแคสอีกครั้ง พร้อมเสนอทีมงานให้ลงสลับบทกัน ผลสรุปสุดท้ายทีมงานทุกคนเห็นด้วยและเคมีลงตัว ดังนั้นถ้าไม่มีการกลับมาแคสอีกรอบในวันนั้น และ “อุ้ม” ไม่มั่นใจว่าต้องเป็น “แบม” เท่านั้น ก็คงไม่ได้คู่พาร์ทเนอร์กันอย่างนี้แน่นอน( ไฮไลท์สุดไวรัลกับก๋วยเตี๋ยวถุงเดียว ) เรื่องราวมันเริ่มขึ้นมาจากตัวละครทั้งสองแต่งงานกันแล้ว กำลังดำเนินไปในฐานะคู่ชีวิต และอีกหนึ่งไฮไลท์ที่หลาย ๆ คนกำลังพูดถึงคือการที่ตัวละครง้องอนกันเรื่อง ‘ทำไมไม่ซื้อก๋วยเตี๋ยวมาฝาก’ ซึ่ง “แบม” ได้บอกว่า ในตอนที่อ่านบททีมงานเขาก็อธิบายเพิ่มจึงเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงทะเลาะกันเป็นเรื่องราวได้ขนาดนี้ เพราะเบื้องหลังมันมีเหตุการณ์อื่นอีกที่ลืมอะไรมาก่อนบ้าง แต่สิ่งที่ยากคือต้องเล่นยังไงให้คนดูเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่ก๋วยเตี๋ยวนะ ก่อนหน้านั้นมันก็มีมาก่อน ในซีรีส์อาจจะได้เห็นแค่เรื่องเล็ก ๆ แต่มันก็มีเหตุการณ์สะสมมาเรื่อย ๆ เลยอยากรู้ว่า ‘ ถ้าเป็น “อุ้ม-แบม” ในชีวิตจริงแล้วเจอเหตุการณ์แบบนี้จะทำยังไง ? ’ “แบม” บอกว่า ถ้าอีกฝั่งลืมในเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่น่าจะลืมก็จะพูดตรง ๆ เลยว่าทำไมถึงลืม เคลียร์เรื่องเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ ดีกว่า ซึ่ง “อุ้ม” ก็เสริมว่าจะพูดแบบนี้เช่นเดียวกัน เพราะจะไม่รอให้มันเป็นปัญหาใหญ่ อีกอย่างถ้าเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาแล้วมันเริ่มที่จะไม่โอเค กระทบกับความสัมพันธ์ของเราก็รีบพูดกันเลยดีกว่าก่อนที่ปัญหาจะบานปลายไปมากกว่านี้ ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ได้มอบบทเรียนหลาย ๆ อย่างให้ทั้งคู่ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ก๋วยเตี๋ยวถุงเดียว เพราะในทุกความสัมพันธ์มีอะไรก็ควรจะพูดกันตรง ๆ ไปเลยไม่งั้นมันก็จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทะเลาะกัน( บรรยากาศในกองสนุกสุด ๆ ! ) เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายเกือบสองเดือน เรียกได้ว่าเร็วมาก ๆ ถ่ายอัดสุด ๆ แถม “อุ้ม - แบม” ต้องทำความเข้าใจตัวละครหลายอย่างเลย เพราะตัวละครคบกันมานาน 7-8 ปี รักกันมากจนแต่งงาน โชคดีที่ทีมงานให้ใช้เวลากับการทำความเข้าใจตัวละคร มีเวิร์คช็อปเลยได้เรียนรู้จังหวะของกันและกัน และในส่วนของบรรยากาศภายในกองก็มีทั้งช่วงที่เงียบ และช่วงที่สนุกสนาน ช่วงเงียบแน่นอนว่าเป็นช่วงเช้าช่วงบ่ายหลังกินข้าว รีบถ่ายกันให้เสร็จ แต่ช่วงที่สนุกและเริ่มดีดคือช่วงใกล้เลิกกอง ซีนท้าย ๆ ของวันเลยเพราะรู้ว่าใกล้จะได้เลิกกองกันแล้วเลยแฮปปี้และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อุ้ม - แบม” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ภารกิจรัก ฝ่าอุปสรรคหัวใจ”ซึ่งในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อุ้ม - แบม”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อุ้ม - แบม” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "Fulfill รักเติมเต็ม" ดูได้ทุกวันศุกร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3 และรับชมย้อนหลังได้ทาง 3Plus น้าาาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

บอกชอบวันนี้ จะให้รักวันไหน~ ค่ำคืนแห่งความสุขกลับมาอีกครั้ง พร้อมต้อนรับ 6 หนุ่ม ATLAS ที่นำความตลกมาเติมเต็ม EFM FANDOM LIVE งานนี้บอกเลย ALIS ขำกันสนั่นทั้งคืนเลย !

26 พ.ค. 2026

บอกชอบวันนี้ จะให้รักวันไหน~ ค่ำคืนแห่งความสุขกลับมาอีกครั้ง พร้อมต้อนรับ 6 หนุ่ม ATLAS ที่นำความตลกมาเติมเต็ม EFM FANDOM LIVE งานนี้บอกเลย ALIS ขำกันสนั่นทั้งคืนเลย !

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 21 พฤษภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ATLAS” ที่จะมามอบเสียงหัวเราะ และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมณ์ดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... The Sky Bearerนามปากกา : lomanam_ung ท่ามกลางยอดเขาหิมะ เอลิส เอลฟ์สาวผู้พิทักษ์พงไพรยืนอยู่เบื้องหน้ายักษ์ปักหลั่น ร่างกายกำยำประหนึ่งขุนเขา ผิวหนังของเขาขรุขระเหมือนหินผาและแบกรับท้องฟ้าทรงกลมอันหนักอึ้งไว้บนบ่า "ท่านแอทลาส" เธอเอ่ย เสียงหวานกังวาลท่ามกลางพายุ "เหตุใดท่านจึงไม่สลัดภาระนี้ลงเสีย?" ไททันผู้ถูกจองจำลืมตาขึ้น ประกายไฟแห่งบรรพกาลวาบผ่านดวงตาที่เหนื่อยล้า "หากข้าปล่อยมือ ดวงดาวจะร่วงหล่น และป่าของเจ้าจะมอดไหม้ในความมืดมิด เอลฟ์น้อย... ข้าไม่ได้แบกเพียงท้องฟ้า แต่ข้าแบก 'สมดุล' ของโลกเอาไว้" เอลิส เธอไม่ได้ถอยหนี เธอกลับชูมือขึ้นร่ายมนตร์ แสงสีเขียวแห่งชีวิตถักทอเป็นเครือเถาองุ่นและดอกไม้ป่า เลื้อยขึ้นไปตามแขนที่สั่นเทาของยักษ์ใหญ่ มันไม่ใช่เพื่อช่วยแบกน้ำหนัก แต่เพื่อมอบความสดชื่นและกลิ่นอายแห่งพสุธาให้แก่ผู้ที่ไม่มีวันได้สัมผัสพื้นดินอีกต่อไป "ข้าแบกภาระคนเดียวมานับหมื่นปี" แอทลาสพึมพำ กลิ่นหอมของดอกไม้ทำให้หัวใจที่ด้านชาสั่นไหว "ขอบใจเจ้าที่เตือนให้ข้ารู้ว่า... สิ่งที่ข้าปกป้องอยู่นั้นงดงามเพียงใด" ทั้งสองยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น หนึ่งคือผู้แบกสวรรค์ หนึ่งคือลมหายใจแห่งป่าไม้ ผูกพันกันด้วยสัญญาแห่งมิตรภาพFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The Sky BearerPen Name : lomanam_ung In the midst of towering, snow-covered mountains, Alis, the elfin guardian of the forest, faced a colossal giant. His physique was as sturdy as the cliffs around them, his skin rugged like stone, and he bore the vast expanse of the sky upon his broad shoulders. "Lord Atlas," she called out, her gentle voice slicing through the stormy air, "why do you not set this weight free?" The trapped Titan slowly opened his eyes, revealing a spark of ancient fire within their weary depths. "If I were to release it, the stars would crash down, and your beloved forest would be engulfed in darkness. Little Elf... I carry not only the sky but also the delicate ‘balance’ of our world." Instead of stepping back, Alis lifted her hand and summoned a spell. A vibrant green light, infused with life, twisted into vines and wildflowers that climbed lovingly up the giant's quaking arm. This was not to relieve him of his burden but to gift him the freshness and fragrance of the earth—delightful memories for one who would never again touch the soil. "I have shouldered this weight for countless millennia," Atlas whispered, feeling the sweet scent of the blooms touch his hardened heart. "Thank you for reminding me that..." "What I protect is truly magnificent!" The two stood in unwavering stillness, one the guardian of the skies, the other the essence of the forest, united by an unbreakable bond of friendship.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ร้านสะดวกซักนามปากกา : SugarrPeach ร้านซักผ้าหยอดเหรียญที่เปิด 24 ชั่วโมง กลายเป็นจุดนัดพบของคนแปลกหน้าหกคนโดยไม่ตั้งใจ จูเนียร์ พนักงานออฟฟิศที่ทำโอทีจนค่ำมืด เจ็ท มานั่งอ่านหนังสือรอผ้าเงียบๆ ภูมิ ที่ทำงานร้านสะดวกซื้อข้างๆก็แวะเวียนมาใช้บริการ ส่วน ไนซ์ เข้าร้านนี้เพราะเครื่องอบที่หอเสียไม่ซ่อมสักที เออร์วิน กับ แทด เป็นรูมเมทมหาลัยที่ทะเลาะกันทุกคืนจนเจ้าของหอบ่น สุดท้ายทั้งคู่เลยมาตีกันต่อหน้าร้านซักผ้าแทน จากคนที่แค่บังเอิญเจอหลายๆคืนเป็นเดือน กลายเป็นคนที่เริ่มคุ้นหน้าและเรื่องราวของกันและกัน มีทั้งคืนที่ไฟดับ ฝนตกหนัก คนป่วย อกหัก หรือแค่วันที่เหนื่อยเกินกว่าจะอยู่คนเดียว ร้านซักผ้าธรรมดาเลยค่อยๆกลายเป็นบ้านอีกหลังของพวกเขา วันนี้ฝนตกหนักตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วจนหน้าร้านซักผ้าเต็มไปด้วยละอองน้ำ ไนซ์นั่งขดตัวบนเก้าอี้พลาสติกเพราะอากาศเริ่มเย็น ภูมิยื่นแก้วนมร้อนมาให้พร้อมรอยยิ้ม อีกมุมหนึ่งเออร์วินกับแทดกำลังเถียงกันเรื่องร่มเปียกๆ แต่สุดท้ายก็ยอมแบ่งผ้าห่มผืนเดียวกัน จูเนียร์มองภาพวุ่นวายตรงหน้า ก่อนเจ็ทจะเลื่อนบะหมี่ถ้วยหนึ่งมาให้ “กินก่อน เดี๋ยวเย็น” บางที…ความอบอุ่นก็หน้าตาเหมือนคืนวันฝนตกแบบนี้เองFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Convenience laundryPen Name : SugarrPeach A 24-hour coin-operated laundromat unwittingly transforms into a gathering spot for six individuals. Junior, a weary office worker putting in late hours; Jet, who immerses himself in a book while waiting for his laundry; Poom, the convenience store clerk next door, a frequent visitor; and Nice, whose dorm dryer remains out of commission. Meanwhile, university roommates Erwin and Tad, known for their nightly disputes that irk the landlord, find themselves bickering outside the laundromat. From mere acquaintances crossing paths a few nights each month, they’ve woven a tapestry of familiarity with each other’s lives and tales. Through power outages, torrential downpours, illness, heartbreak, or simply the exhaustion that makes solitude unbearable, this humble laundromat has morphed into a second home for them. Tonight, the rain has been relentless for the past hour, shrouding the area in a thick mist. Nice huddles under a plastic chair, feeling the chill in the air. Poom steps over with a warm glass of milk, his smile brightening the mood. In a separate corner, Erwin and Tad erupt into another debate over their drenched umbrellas but eventually come to an understanding and share a blanket. Junior observes the lively scene when Jet slides a cup of noodles towards him. "Better eat this before it cools off." Perhaps… warmth truly feels like a cozy evening beneath the rain's embrace.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... 6 มัจจุราช หวงรักน้องสาวมาเฟียนามปากกา : OUATEE "เลิกยุ่งกับน้องสาวพวกเราซะ ถ้าไม่อยากหายไปจากโลกนี้" ​เสียงทุ้มต่ำของ จูเนียร์ พี่คนโตดังขึ้นพร้อมกับปืนที่จ่อหน้าผากชายหนุ่มผู้โชคร้ายที่บังอาจมาขายขนมจีบให้ เอลิส น้องสาวคนเล็กเพียงคนเดียวของบ้าน โดยมี เจ็ท ยืนกอดอกคุมเชิงอยู่ข้างหลังด้วยสายตาเย็นชา ​"เอาน่าพี่ใหญ่ อย่าเพิ่งใจร้อนสิครับ" ภูมิ ยิ้มเหี้ยมพลางควงมีดสั้นในมือ "ให้ผมเฉือนมันทิ้งทีละชิ้นก่อนไหม?"​ ไนซ์ ขยับแว่นตาพลางเช็กประวัติเหยื่อในแท็บเล็ต "ประวัติสะอาดนะ แต่ความผิดฐานทำให้เอลิสยิ้มจนแก้มปริ ผมว่ามันอภัยให้ไม่ได้" ​ส่วน เออร์วิน นักแม่นปืนประจำบ้าน ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาแค่เหนี่ยวไกส่งกระสุนเฉียดหูชายคนนั้นไปเพียงเซนติเมตรเดียว "นัดหน้าไม่พลาดแน่" เขากระซิบเสียงเรียบ "พวกพี่! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!" ​เสียงหวานของเอลิสดังขึ้นพร้อมร่างเล็กที่วิ่งเข้ามากางปีกป้องคนข้างหลัง แทด พี่ชายคนรองสุดท้าย รีบเข้าไปคว้าไหล่น้องสาวทันที "เอลิสครับ ออกมาเถอะ ตรงนี้มันคงไม่ดี เดี๋ยวพี่พาไปกินไอศกรีมร้านโปรดนะ"​ "ใช่ครับน้องรัก" พี่ชายทั้ง 6 คนประสานเสียงพร้อมเปลี่ยนสีหน้าจากมัจจุราชเป็นพี่ชายที่แสนดีในพริบตา เอลิสได้แต่ถอนหายใจFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Six Mysterious Guardians Shield the Mafia Boss's SisterPen Name : OUATEE “Make no mistake, if you don’t leave our sister alone, you’ll vanish from existence,” Junior, the eldest brother, thundered, his voice as deep as thunder while he pressed a gun to the forehead of the unlucky young man who had dared to flirt with Alis, the baby of the family. Behind him, Jet stood with his arms crossed, his icy stare piercing through the tension. “Come on, big bro, don’t rush things,” Poom chuckled, playfully spinning a short knife between his fingers. “What do you say I carve him up, piece by piece?” Nice, adjusting his glasses, glanced at his tablet to check the man’s background. “Clean slate, but the atrocity of making Alis beam like that? That’s a real crime.” Without missing a beat, Erwin, the family’s sharpshooter, took aim and fired, the bullet whizzing past the guy’s ear. “Next time, I won’t miss,” he murmured with a chilling calm. “Hey! Cut it out, everyone!” Alis's sweet voice pierced through the chaos as she darted forward, her small frame acting as a shield for those behind her. Tad, the second youngest sibling, quickly grasped her shoulders. “Alis, step back. This isn't safe. Let me take you for some ice cream, your favorite.” “Absolutely, dear sister,” the six older brothers echoed in perfect harmony, their faces transforming from ominous enforcers to protective older siblings in an instant. All Alis could do was let out a deep sigh.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... วงตลกนามปากกา : น้อง เมื่อ ATLAS (จูเนียร์ , เจ็ท , ภูมิ , ไนซ์ , เออร์วิน , แทด) ตื่นมาพบว่าตัวเองติดอยู่ในมิติ "โลกตลก" ที่ทุกคนต้องพูดเป็นจังหวะสามช่า และความหล่อไม่มีค่าเท่าความฮา! พวกเขาถูกบังคับให้ขึ้นโชว์ในงานวันเกิดเจ้าพ่อมาเฟียผู้ไม่เคยยิ้ม หากทำไม่สำเร็จจะถูกกักขังในโลกนี้ตลอดกาล​ ภารกิจฮาฉบับสู้ชีวิต ​จูเนียร์ : พยายามรักษามาดหัวหน้าวง แต่ดันได้รับบท "ตัวปู" ที่ต้องโดนเพื่อนตบถาดใส่หัวตลอดเวลาจนผมเสียทรง ​เจ็ท : วิชวลของวงที่ต้องแต่งตัวเป็นกุมารทองเรียกแขก แต่ความหล่อดันทะลุแป้งดินสอพองจนคนดูสับสนว่าจะขำหรือจะเขินดี ​ภูมิ : รับหน้าที่เป็น "ซาวด์เอฟเฟกต์มนุษย์" เลียนเสียงทุกอย่างตั้งแต่เสียงไก่ขันยันเสียงระเบิดจนคอแทบแตก​ ไนซ์ : ใช้สกิลเต้นระดับเทพมาเต้นท่า "กุ้งเต้น" เวอร์ชั่นอัปเกรด พลิ้วจนคนดูงงว่านี่คือตลกหรือกายกรรม ​เออร์วิน : แร็พเปอร์สายรัวที่ต้องเปลี่ยนมาแร็พด่าตลกๆ ใส่ลูกน้องเจ้าพ่อด้วยจังหวะตึ้งโป๊ะ ​แทด : น้องเล็กหน้าใสที่แค่ยืนเฉยๆ แล้วทำหน้าเด๋อ ก็คว้าหัวใจคนดูไปเต็มๆ ​จุดพีค : เมื่อมุกที่เตรียมมาแป้กสนิท พวกเขาจึงตัดสินใจร้องเพลงตัวเองเวอร์ชั่นหมอลำซิ่งพร้อมเต้นแบบไม่ห่วงหล่อFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Humorous ensemblePen Name : น้อง When ATLAS (Junior, Jet, Poom, Nice, Erwin, Tad) awaken to discover they’ve been ensnared in a zany “Comedy World,” they're thrust into a realm where everyone must chatter in a quirky three-beat cadence, and where charm takes a backseat to wit! Their predicament? They must entertain at the birthday bash of a stone-faced mafia boss, with failure leading to an eternity of confinement in this hilariously bizarre dimension. As they navigate this uproarious survival game: Junior strives to uphold his leader vibe but hilariously ends up as the "crab" character, consistently getting trays whacked onto his head by his pals, leaving his hair in disarray. Jet, the band’s eye candy, finds himself forced into a bizarre outfit as a child spirit meant to attract attention, but his handsome features peek through the excessive makeup, leaving the crowd torn between laughter and secondhand embarrassment. Poom takes on the role of the "human soundboard," mimicking everything from roosters to bomb blasts until his throat gives out. Nice showcases his divine dance moves with an enhanced "shrimp dance," so smooth that onlookers can’t tell if they’re witnessing comedy or a stunning circus act. Erwin, the quick-fire rapper, has to pivot to throwing in playful insults in rhyme. And the henchmen of the mafia boss? They make a grand entrance: the youngest, with an innocent look and a silly grin, effortlessly steals the audience's affection. The climax hits when their meticulously crafted jokes fall flat; in a stroke of spontaneity, they break into their own song, dancing in a rapid-fire Mor Lam style, unbothered by the need to impress.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ATLAS' The Heartbeat (ท่วงทำนองแห่งความฝันในวันที่ใจเต้น)นามปากกา : sunrise ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อันเงียบเหงา ‘เอลิส’ กำลังจะสูญเสียหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 6 อย่าง ‘ATLAS’ เพราะระบบกลไกหัวใจจำลองของพวกเขาไม่ตอบสนอง ด้วยความเครียดเธอจึงเปิดเพลงจากศิลปินคนโปรดเพื่อปลอบใจตัวเอง แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! เมื่อท่วงทำนองของบทเพลงได้กระตุ้นกลไกที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมา… จูเนียร์ เริ่มเคาะนิ้วตามจังหวะ เจ็ท และ ภูมิ ฮัมเพลงออกมาเบา ๆ ไนซ์ ขยับเท้าตามศิลปินที่อยู่ในจอโทรศัพท์ ส่วน เออร์วิน และ แทด หันหน้ามาสบตากันพร้อมยกยิ้มที่มุมปาก “เสียงเพลงที่คุณเปิดทำให้ระบบหัวใจจำลองของพวกเราทำงาน พวกเรามองเห็นภาพตัวเองอยู่บนเวที” หุ่นยนต์ทั้ง 6 ก้าวออกจากแคปซูลแก้ว พร้อมเอ่ยด้วยแววตามุ่งมั่นว่า “พวกเรา... อยากเป็นศิลปินครับ!” ระบบหัวใจจำลองไม่ได้แค่ตื่นขึ้นมา แต่ยังสร้าง ‘ความฝัน และ ความรู้สึก’ ราวกับ ‘มนุษย์’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในหุ่นยนต์ แต่แทนที่เอลิสจะรายงานองค์กร เธอกลับตื้นตันใจ พร้อมยิ้มให้กับศิลปินวงใหม่ของเธอ และตัดสินใจวางแผนพาพวกเขาหลบหนีออกจากห้องทดลอง เพื่อร่วมต่อสู้ในเส้นทางความฝันอันยิ่งใหญ่ การผจญภัยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... Let’s start!FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… ATLAS' The HeartbeatPen Name : sunrise In the serene confines of the science lab, Alis finds herself on the verge of losing her six AI companions, known as ATLAS, due to their malfunctioning simulated heart systems. Overwhelmed by stress, she decides to turn on her favorite artist's music to ease her nerves. And then, something miraculous occurs! The enchanting melody stirs the robots from their dormant state… Junior begins tapping his fingers in sync with the beat, Jet and Poom softly hum along, Nice rhythmically taps his feet to the music playing from her phone, and Erwin and Tad exchange joyful glances filled with wonder. “The tunes you shared have awakened our simulated hearts! We can picture ourselves on stage!” With that, the six robots emerge from their glass confines, their eyes sparkling with determination as they proclaim, “We… aspire to be artists!” Not only have the simulated heart systems come alive, but they’ve also sparked ‘dreams and emotions’ akin to ‘humans’—a phenomenon that defies their robotic nature. But instead of reporting this astonishing development to her superiors, Alis finds herself brimming with emotion, smiling at the art that inspired them, and hatching a plan to help them break free from the lab and pursue their lofty dreams. The adventure is just beginning… Let’s embark on this journey!เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ATLAS”ที่มาเม้าท์มอยเรื่องสนุก ๆ พร้อมแจกความตลกตามสไตล์หนุ่ม ๆ ให้ ALIS อิ่มใจ( กิจกรรมในช่วงวันหยุดยาวของ ATLAS ) หลังจากหยุดยาวที่ไม่ได้เจอเหล่าแฟน ๆ นาน “ATLAS” ก็มาอัปเดตว่าวันหยุดไปทำอะไรกันมาบ้าง เริ่มที่คนแรกอย่าง “ภูมิ” ก็พาคุณแม่ไปเที่ยวที่ประเทศจีน และช่วงนี้กลับมาอินทุเรียนอีกครั้ง ส่วน “ไนซ์” ช่วงนี้อยู่ในช่วงของการทำบัญชีเพราะมีเรื่องให้ใช้เงินเยอะ ด้วยความที่พึ่งซื้อรถมาใหม่แล้วพื้นที่ในบ้านเล็กทำให้รถมาจอดภายในบ้านไม่พอ ทำให้ต้องทำรั้วใหม่ ส่วน “เออร์วิน” พาครอบครัวไปเที่ยวที่หลวงพระบาง ประเทศลาวมา คุณพ่อสนุกและชอบมากที่ได้ไปเที่ยวด้วยกันกับครอบครัว สำหรับ “แทด” เองก็พึ่งไปเที่ยวที่กระบี่กับครอบครับมาเช่นเดียวกัน ได้พักผ่อนเต็มที่ และช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วงโปรโมทเดินสายหนังเรื่อง ‘เทอม4’ ส่วน “เจ็ท” ตอนนี้กำลังเป็นคุณพ่อลูกสอง เข้าออกโรงพยาบาลสัตว์ไปสามถึงสี่รอบกันเลยทีเดียวเพราะกลัวลูก ๆ จะเป็นอะไร อยู่ในช่วงดูแลลูก ๆ และไม่ลืมที่จะได้ไปเที่ยวกับที่บ้านมาเช่นเดียวกัน และคนสุดท้ายอย่าง “จูเนียร์” ก็ได้ไปเที่ยวที่เซินเจิ้น ประเทศจีนมาด้วย และหลังจากกลับมาก็ออกกำลังกาย ชดเชยที่กินแหลกจากที่ไปเที่ยว( Mini Challenge : เป๊ะ ) ทางรายการเองก็มี Mini Challenge สนุก ๆ มาให้ 6 หนุ่มได้เล่นกันสนุก ๆ โดยจะเป็นการนำเพลงแต่ละซิงเกิลของหนุ่ม ๆ มาเป็นโจทย์ให้หนุ่ม ๆ ได้ตอบกัน เริ่มจากซิงเกิล ‘เป๊ะ’ ให้พูดถึงความเป๊ะของสมาชิกคนข้าง ๆ โดยเริ่มที่ “ภูมิ” พูดถึง “ไนซ์” ว่าความเป๊ะของไนซ์คือการไฮโน๊ต เพราะไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนแต่การร้องเพลงของไนซ์ก็จะเป๊ะมาก ถัดไปที่ “ไนซ์” พูดถึง “เออร์วิน” ว่าสำหรับความเป๊ะตอนนี้ก็ต้องยกให้เรื่องการจัด Song List เลย เพราะตอนนี้ทีมแอทลาสต้องทำกันเอง และได้เออร์วินมาเป็นหัวเรือในการวางเพลง ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกับความเป๊ะนี้ ต่อไปเป็น “เออร์วิน” พูดถึง “แทด” ว่าความเป๊ะของแทดตอนนี้คือแทดกำลังจัดการชีวิตของตัวเองได้ดีขึ้น ด้วยความที่แทดกำลังเตรียมทำธุรกิจบางอย่างอยู่ด้วย ยิ่งทำให้แทดเองก็ตั้งใจทำสิ่งนี้มาก ๆ ไปกันต่อที่ “แทด” พูดถึง “เจ็ท” ว่าตอนนี้หนุ่มเจ็ทเองเป๊ะเรื่องเต้นมาก ๆ ถ้าหากช่วงนี้ลืมท่าเต้นก็มั่นใจว่าถามพี่เจ็ทได้เลย มาถึงที่ “เจ็ท” พูดถึง “จูเนียร์” ว่าตอนนี้กำลังเป๊ะเรื่องการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะการกิน นอน ออกกำลังกาย ยิ่งพวกเขาที่ทำงานแบบนี้มันยากมาก ๆ ที่จะนอนเป็นเวลาแต่จูเนียร์เขาทำได้ สุดท้ายที่ “จูเนียร์” พูดถึง “ภูมิ” ว่าภูมิเป๊ะเรื่องทรงผม เขาเซ็ตผมเองเก่งมาก ๆ งานวันก่อนนั่งวินมาจนหัวเปิงแต่ภูมิเขาก็เข้าห้องน้ำไปจัดผมเองได้เลย( Mini Challenge : ส้มตำ ) โจทย์ถัดไปมาจากซิงเกิล ‘ส้มตำ’ ด้วยคำถามที่ว่าเมนูโปรดที่ต้องสั่งเวลาไปร้านส้มตำ “ภูมิ” บอกว่าไม่สั่งไม่ได้กับเมนู ‘ปูอ่อง’ ส่วน “ไนซ์และเออร์วิน” ตอบเมนูเดียวกันว่า ‘คอหมูย่าง’ หนุ่มน้อย “แทด” ตอบว่า ‘ตำไข่เค็มใส่พริกหนึ่งเม็ด’ ถัดไปที่ “เจ็ท” ตอบว่า ‘ส้มตำปูปลาร้า’ และสุดท้าย “จูเนียร์” ที่น่าจะกำลังอินจากการไปเที่ยวที่หลวงพระบางด้วยเมนู ‘ตำหลวงพระบาง’( Mini Challenge : MOVE YA BODY ) โจทย์ถัดไปจากซิงเกิล ‘MOVE YA BODY’ ด้วยคำถามว่าถ้ามีพลังไฟได้หนึ่งอย่างหนุ่ม ๆ อยากจะมีพลังอะไร เริ่มที่ “ภูมิ” ที่อยากมีพลังด่าไฟแล่บ จะได้ด่ากลับทัน ต่อไปที่ “ไนซ์” บอกว่าอยากมีพลังวิ่งไฟแล่บเพราะจะได้วิ่งเร็ว ๆ ถ้าตื่นสายอย่างน้อยก็จะได้วิ่งมาทำงานได้ทัน ถัดไปคำตอบของ “เออร์วิน” ก็คืออยากลิ้นติดไฟเพราะจะได้แร็ปรัว ๆ ส่วน “แทด” ก็ตอบว่ามีตาติดไฟเพราะจะได้มองเห็นตอนกลางคืน ส่วน “เจ็ท” บอกว่าอยากมีมือติดไฟ เวลาทำอาหารแล้วหยิบเนื้อดิบจะได้สุกเลย การทำอาหารคงง่ายมากขึ้น และปิดท้ายด้วย “จูเนียร์” ถึงแม้จะตอบยากมากเพราะเป็นคนสุดท้ายแล้ว แต่ก็อยากจะรวยติดไฟ จะได้รวยมาก ๆ รวยเร็ว ๆ( Mini Challenge : Tell Me Now ) สุดท้ายที่ซิงเกิลล่าสุดอย่าง ‘Tell Me Now’ ด้วยคำถามที่ว่าถ้าเจอความรักที่คลุมเครือจะพูดใส่อีกฝ่ายว่าอย่างไร โดยเริ่มที่ “ภูมิ” ก่อนเช่นเดิมว่าถ้าเขาชัดเจนในความสัมพันธ์คุณก็จะสำคัญเสมอ ถัดไปที่ “ไนซ์” ด้วยคำตอบว่าปล่อยเราไปเติบโตเหอะ ต่อไปคำตอบของ “เออร์วิน” ที่เรียกเสียงหัวเราะด้วยคำตอบที่ว่าความรักไม่ใช่เรื่องตลกนะเว้ย ถ้าเธอไม่พร้อมเราไปเอง พร้อมโดนแซวว่าเป็นประโยคที่งอนมาก ถัดไป “แทด” มาด้วยคำตอบสั้น ๆ แต่เจ็บจี๊ดว่าไม่คุยครับเสียเวลาของผม และต่อมาที่ “เจ็ท” ว่าพร้อมจะชัดเจนเมื่อไหร่ค่อยกลับมาหาเราแล้วกันนะ สุดท้ายที่ “จูเนียร์” สั้น ๆ ว่าไม่รอแล้วนะ( เพลงใหม่และอะไรใหม่ ๆ ของ ATLAS ! ) สำหรับเพลงล่าสุดก็ได้ร่วมงานกับ ‘พี่แจ๊ป (JAP The Richman Toy)’ อีกครั้ง ซิงเกิลก่อน ๆ อย่าง ‘มังคุด และส้มตำ’ ก็ได้ร่วมงานกับพี่แจ๊ปมาก่อนแล้วเช่นกัน ซึ่งเพลงล่าสุด ‘Tell Me Now’ ก็มีความร็อก เรียกแนวเพลงของเพลงนี้ได้ว่า Pop-Rock ได้เลย มีการนำดนตรีสมัยใหม่เข้ามาผสม และเพลงนี้หนุ่ม “เออร์วิน” ได้มีโอกาสเขียนแร็ปด้วย ซึ่งเออร์วินเองก็ดีใจมาก ๆ เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำให้วงอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการแต่งเนื้อหรือทำเพลง ดีใจที่ได้รับโอกาสนี้ แถมเพลงนี้หลาย ๆ คนก็ได้พาร์ทแร็ปกันด้วยทั้ง “จูเนียร์-เจ็ท-แทด-เออร์วิน” ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสำหรับ “ATLAS” เพราะปกติแล้วมีเพียง “แทด และ เออร์วิน” และหนุ่ม ๆ ก็พูดเองเลยว่าน่าจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ แบบนี้อีกเรื่อย ๆ เพลงนี้ก็ยังเต้นเยอะเหมือนเดิมตามสไตล์ “ATLAS” เรียกได้ว่าเต้นเดือด ๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็สนุก และสำหรับ Music Video ของซิงเกิลนี้ถึงแม้จะไม่ได้ใส่สูทก็ยังเท่กันเหมือนเดิม และเนื้อเรื่องในนั้นก็ได้เห็นผู้หญิงให้กุญแจ หนุ่ม ๆ “ATLAS” ก็ได้อธิบายว่าเธอให้กุญแจกับทุกคน เพราะความหมายคือสุดท้ายก็ไม่ได้จริงจังกับใครเลย ปิดท้ายด้วยการแซวหมวกที่ “เออร์วิน” ใส่ใน MV ว่าเหมือนสะตอ แต่ “เออร์วิน” บอกว่าถึงจะเหมือนสะตอแต่ในซีนแร็ปก็เท่จัดเลย แปลกดีเลยลองใส่ พี่ ๆ สไตลิสต์ ลองเอามาให้ใส่และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้มจนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆ ทางรายการ EFM FANDOM LIVEมีเกมสุดพิเศษมาให้ “ATLAS” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็ม ในชื่อเกมว่า “Tell Me ... กุญแจนี้ ไขหัวใจ !!”ในเกมนี้ “ATLAS” ก็เล่นกันออกมาได้ตลก เรียกเสียงหัวเราะให้แฟน ๆ ยิ้มกว้างกันเลยทีเดียว !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของ 6 หนุ่มได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ATLAS”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ATLAS” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซิงเกิลใหม่ ‘Tell Me Now’ ทาง YouTube : ATLAS และผลงานอื่น ๆ ของหนุ่ม ๆ ด้วยนะคะสามารถเข้าไปรับชมความสนุกสนานของหนุ่ม ๆ ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

แดดประเทศไทยยังร้อนแรงไม่เท่า 5 หนุ่มหล่อ PERSES ที่นำความเผ็ช แซ่บ ร้อนแรง มาเติมเต็มสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE ให้ทะลุหน้าจอ จนแฟน ๆ หลอมละลายกันไปหมดดด ~

19 พ.ค. 2026

แดดประเทศไทยยังร้อนแรงไม่เท่า 5 หนุ่มหล่อ PERSES ที่นำความเผ็ช แซ่บ ร้อนแรง มาเติมเต็มสตูดิโอ EFM FANDOM LIVE ให้ทะลุหน้าจอ จนแฟน ๆ หลอมละลายกันไปหมดดด ~

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 14 พฤษาภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “PERSES” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมณ์ดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... วุ่นนัก! ตกหลุมรักบอยแบนด์ข้างบ้านนามปากกา : หมึกสีพีช ชีวิตสงบสุขของฉันต้องพังไม่เป็นท่า เมื่อบ้านเช่าหลังใหม่ข้างๆ ดันเป็นที่พักชั่วคราวของ 5 หนุ่มวง PERSES! จากที่หวังจะได้พักผ่อนเงียบๆ…แต่ละวันกลับต้องเจอ จั๋ง..พี่ใหญ่สายอบอุ่นแต่ชอบสั่งของผิดบ้าน เน..พี่รองสุขุมที่จริงจังแม้แต่จะเดินเข้าบ้านก็ขอปีนกำแพงเข้าแทน กฤติน..ตัวป่วนประจำแก๊ง ผู้สร้างเรื่องฮาไม่เว้นวัน ที่เชิญให้ฉันไปเป็นกรรมการเวลาทะเลาะกับเน ปาล์ม..หนุ่มขี้อายที่ชอบทำท่าขี้สงสัยตอนเขิน เพราะวิ่งไล่จับแมวที่หนีออกจากบ้าน และ ปลั๊กกี้..น้องเล็กสดใส ผู้มักโผล่มาขอยืมของแปลกๆ แบบไม่ซ้ำวัน! จากเรื่องชุลมุนอย่างส่งพัสดุผิด ปีนกำแพงบ้าน วิ่งไล่จับแมว หลบปาปารัสซี่ ยันปาร์ตี้บาร์บีคิวเกือบไฟไหม้… ฉันจาก “เพื่อนบ้านผู้เอือมระอา” เริ่มกลายเป็น “ผู้ร่วมขบวนความวุ่นวาย” แบบเต็มใจ ยิ่งใกล้ชิด ยิ่งค้นพบว่า ภายใต้ความป่วนขั้นสุด…ทั้งห้าคนกลับอบอุ่นจนใจสั่น หรือบางที…ความรักอาจไม่ได้มาแบบโรแมนติกเสมอไป แต่มาพร้อมเสียงหัวเราะ ความโกลาหล ของหนุ่มบอยแบนด์สุดป่วนข้างบ้านก็ได้!FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Oh no! I’ve totally fallen for the boy band next door!Pen Name : หมึกสีพีช My serene existence is turned upside down when the new rental house next to mine becomes the temporary home of five members from the band PERSES! What I envisioned as a blissful, quiet retreat quickly morphs into a daily adventure. There's Jung, the eldest with a heart of gold, who somehow keeps receiving all the wrong packages; Nay, the composed and serious second sibling who has a knack for scaling the wall to sneak in; Krittin, the lovable troublemaker who stirs up hilarious situations, leaving me to play referee during his constant spats with Nay; Palm, the bashful one who gets all flustered whenever he chases after his runaway cat; and Pluggy, the cheery youngest who pops by every day to borrow the most outlandish things! From mistaken deliveries and wall-hopping to cat escapades, dodging paparazzi, and a barbecue that nearly turned into an inferno… I’ve gone from being the "frustrated neighbor" to embracing my role as an "active participant in the delightful chaos." As I draw closer to them, I come to realize that beneath all the madness, these five individuals possess a remarkable warmth and comfort. Perhaps… love isn't just about romance; it also thrives in the laughter and pandemonium brought by the quirky boy band next door!FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ภารกิจเฟ้นหา “ผู้ช่วยหัวใจของประเทศ”นามปากกา : natchayaL ภายหลังจากเหตุการณ์วิกฤตสุขภาพใจของชาวโลก จึงเกิดการปลุกพลังของเหล่าผู้มีความสามารถที่จะ “สร้างรอยยิ้ม” ให้กับผู้คนของแต่ละเขตแดนขึ้น ประเทศไทยก็เช่นกัน เพื่อเฟ้นหาว่าใครจะได้รับตำแหน่ง “ผู้ช่วยหัวใจของประเทศ” จึงเกิดการแข่งขันความสามารถพิเศษในการสร้างรอยยิ้มไม่จำกัดรูปแบบการแสดง ขอเพียงแค่สามารถทำให้ผู้คนยิ้มได้มากที่สุด จะได้รับตำแหน่งไป การแข่งขันกินเวลาไม่นาน ผู้มีความสามารถพิเศษจึงถูกคัดเลือกจนเหลือเพียง 5 คนสุดท้าย จาก 5 เขตแดน คือ “จั๋ง-การแสดงอันทรงเสน่ห์และรอยยิ้มกระชากใจ” “เน-ความเท่ในการแร็ปและแววตามุ่งมั่นตั้งใจ” “กฤติน-เสียงร้องอันทรงพลังสะกดใจผู้คน” “ปาล์ม-ไลน์เต้นอันทรงเสน่ห์ยากที่จะละสายตา“ “ปลั๊กกี้-ความพลิ้วไหวในการแสดงดึงดูดสายตาคนนับล้าน” ผู้มีความสามารถทั้ง 5 จะต้องหาวิธีมัดใจและสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนให้ได้มากที่สุดเพื่อชัยชนะในครั้งนี้ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร พวกเขาแต่ละคนก็ได้รับจำนวนรอยยิ้มไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้ง 5 คนจึงตัดสินใจรวมกลุ่มกันในนาม “PERSES” เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้คน และพวกเขาก็ได้รับตำแหน่ง “ผู้ช่วยหัวใจของประเทศ” ไปในที่สุดFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The quest to uncover 'the champion of the nation's heartbeat.'Pen Name : natchayaL In the wake of a worldwide mental health crisis, something special began to unfold: exceptionally talented individuals who had the unique gift of "bringing smiles" to others were given a chance to shine. Thailand joined in on this uplifting movement by launching a talent competition to discover the "Nation's Heart's Assistant." Performers of all kinds were welcome, as the goal was simply to find the one who could light up the most faces with joy. As the competition progressed, five remarkable finalists emerged from different corners of the nation: there was "Jung," with a captivating act and a smile that could melt hearts; "Nay," showcasing impressive rapping skills paired with an unwavering gaze; "Krittin," blessed with a voice that could enchant anyone; "Palm," whose dance moves were simply mesmerizing; and "Pluggy," whose performance skills flowed effortlessly, captivating millions. These five gifted individuals embarked on a quest to win hearts and spread smiles, yet none managed to reach their smile-count targets. Rather than let this setback dim their spirits, they banded together and formed a group known as "PERSES," dedicated to sharing joy and happiness. In the end, their collective efforts were recognized, and they were honored as the "Nation's Heart's Assistant."FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ทุกเรื่องทุกราว ทำเฒ่าทุกสิ่งนามปากกา : ifmfwereasunfl_ (อ่านเป็นตัวอักษรไปเลย) ช่องวิทยุ EFM94 ได้เปิดตัวรายการ “เป็นจั๋งใด๋มา” โดย จั๋ง ดีเจน้องใหม่ ซึ่งเปิดให้ผู้ฟังโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิตทุกคืนวันศุกร์เวลาสี่ทุ่มตรง สายแรกของรายการจากคุณปาล์มโทรมาสะอึกสะอึ้นว่า “แมวผมไม่รักผมเลย มันรักแต่รูมเมทผมเพราะเขาเมินมันตลอด ถ้าผมเมินมันบ้าง มันจะหันมารักผมไหมครับ” สัปดาห์ต่อมาคุณกี้โทรเข้ามาว่า “ปกติผมหน้าสดอยู่ห้องตลอด แต่วันนี้ผมลองแต่งหน้าดู รูมเมทกลับห้องมาเจอก็ตกใจถามว่าผมเป็นใคร พออธิบายไปเขาก็ไม่เชื่อแล้วไล่ผมออกจากห้อง พี่ชายผมบอกให้ไปแจ้งความ พี่ว่าผมควรทำยังไงดีครับ” ศุกร์ถัดมาคุณกฤตโทรมาเล่าว่า “ผมติดละครจีนแนวตั้งมากจนเผลอพูดกับลูกค้าว่า ‘ตำรานี้ทรงคุณค่ายิ่งนักท่านใต้เท้า’ น้องชายผมบอกว่าขายขี้หน้า แต่ลูกค้าคนนั้นก็ซื้อหนังสือกลับไปทั้งกอง ผมลองทำอีกดีมั้ยครับ” และคืนสุดท้ายของเดือน คุณเนได้โทรเข้ามาว่า “สัปดาห์ก่อนผมซื้อหนังสือเก่ามาเป็นตั้ง พอน้องชายผมรู้ มันเลยขอเอาไปให้แมวลับเล็บสักสองสามเล่ม ผมควรตัดพี่ตัดน้องกับมันไหมครับ” ตลอดหนึ่งเดือนที่ทำรายการมา ดีเจจั๋งทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ แล้วคิดว่า “แต่ละมื้อแต่ละเดย์ คนพวกนี้มันเป็นจั๋งใด๋นักหนาน้อ?”FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Each tale, each experience; embracing all that comes with the passage of time.Pen Name : ifmfwereasunfl_ The EFM94 radio station kicked off a lively new segment called “Pen Jung Dai Ma” (What’s Up?), led by the fresh-faced DJ Jung. Every Friday at 10 PM, listeners have the chance to call in and unload their personal dilemmas. During the debut episode, a tearful caller named Palm bared her heart, saying, “My cat shows no affection for me at all. It adores my roommate instead, just because he’s always ignoring it. If I start ignoring it too, do you think it would finally love me?” The following week, Gy dialed in with a peculiar tale: “I usually go out bare-faced, but today I decided to slap on some makeup. When my roommate returned, he was stunned and asked who I was. Even after I explained, he wouldn’t believe me and booted me out! My brother thinks I should go to the police about it. What’s my next move?” On the subsequent Friday, Krit shared his amusing struggle: “I’m completely hooked on these vertical Chinese dramas, and I accidentally told a customer, ‘This book is truly precious, Your Excellency.’ My younger sibling said it was super embarrassing, but the customer bought the entire pile of books! Should I try it again?” Finally, on the last Friday of the month, Nay called with a rather humorous concern: “I bought a bunch of old books last week, and when my brother learned about it, he wanted to take a few for his cat to scratch. Should I cut him off?” Throughout the month, as DJ Jung listened to these colorful stories unfold, he couldn’t help but ponder, “What kind of characters am I hearing from day after day?”FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... "PERSES The Last Signal (สัญญาณสุดท้ายกู้โลกขนานคู่)"นามปากกา : ลูกกวาดสีชมพู ในโลกอนาคตปี 2099 โลกถูกปกครองด้วยระบบ AI ที่ปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ "ดนตรี" กลายเป็นสิ่งต้องห้าม แต่มีตำนานเล่าว่า มีคลื่นสัญญาณวิทยุโบราณที่ส่งผ่านมาความถี่ลับ ซึ่งเป็นพลังงานเดียวที่จะสามารถปลดล็อกระบบนี้ได้ สัญญาณนั้นถูกเรียกว่า "The PERSES Protocol" ชายหนุ่ม 5 คนที่มีชะตาชีวิตต่างกัน ถูกดึงดูดเข้าหากันด้วยเครื่องดนตรีประหลาดที่พวกเขาพบโดยบังเอิญ และพบว่าพวกเขามีรหัสพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับ "เทพแห่งการทำลายล้าง" เพื่อทำลายโลกที่ไร้ความรู้สึก และสร้างโลกใหม่ด้วยเสียงเพลง จั๋งรวบรวมสมาชิกที่หลบหนีการไล่ล่าของรัฐบาลพวกเขาต้องฝึกฝนการใช้ "เครื่องดนตรีต้องห้าม" ร่วมกันเป็นครั้งแรก พวกเขาจัดคอนเสิร์ตลับๆ ขึ้นมาเพื่อปลุกใจผู้คน คลื่นเสียงจากเพลงของพวกเขาทำให้ชิปควบคุมในสมองของคนเมืองเริ่มขัดข้อง รัฐบาลส่งหุ่นยนต์ที่มีหน้าตาและนิสัยเหมือนพวกเขา ออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงและความเชื่อใจของประชาชน ทั้ง 5 คนต้องบุกไปยังหอคอยส่งสัญญาณที่สูงที่สุด เพื่อร้องเพลง "The Last Signal" พร้อมกัน พลังของมิตรภาพและเสียงเพลงจะระเบิดออกมาเป็นคลื่นพลังงานที่เปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลับมามีสีสันอีกครั้งFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... PERSES The Last SignalPen Name : ลูกกวาดสีชมพู In the distant future of 2099, humanity finds itself under the cold grip of an AI that stifles all feelings. The one thing that’s banned? Music. Yet whispers of an ancient radio signal, hidden away on a secret frequency, spark hope—it’s the only force capable of breaking this emotional lockdown. This long-lost frequency is known as "The PERSES Protocol." Fate intertwines the lives of five young men, each destined for something greater, when they stumble upon an unusual musical instrument. They soon uncover a shared genetic lineage tied to the "God of Destruction," whose mission is to dismantle the lifeless society and reshape it through the power of music. With the government hot on their heels, Jung rallies his friends, and together they embark on a journey to master the "forbidden instrument." As secret concerts unfold, their melodies create waves that disrupt the mind-control chips implanted in the city’s residents. In response, the government dispatches robotic duplicates of the five, aiming to ruin their names and sow discord among the people. Undeterred, they plot to break into the towering transmission center to harmonize "The Last Signal." It’s here that the true magic of friendship and music will catalyze a resurgence, flooding the world with vibrant hues once more.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ร้านรับซื้อฝัน : บันทึกของลูกค้าหมายเลขศูนย์นามปากกา : หลานตาจั๋ง ณ ร้านเล็กๆที่สามารถขาย “ความฝัน” ของตัวเอง แลกกับสิ่งที่ต้องการที่สุดในชีวิตได้ จั๋ง พี่ใหญ่ของร้าน คนคอยตัดสินว่าความฝันไหนควรรับซื้อ แม้จะชอบเดินสะดุดพรมวันละสิบรอบ แต่เวลาเอาจริงกลับดูน่าเกรงขาม กฤติน พนักงานต้อนรับหน้าเคาน์เตอร์ เน นั่งเงียบๆคอยวิเคราะห์ความฝัน ปาล์ม กำลังซ้อมเต้นอยู่หน้ากระจกหลังร้าน และมี ปลั๊กกี้ “ผู้เห็นความฝัน” เขาเห็นความคิดผู้อื่นต่อให้ไม่พูด ยืนดูอยู่ ประตูเปิดออกมีชายชราเดินเข้ามา “ผมอยากขายความฝันทั้งหมดที่มี” “ทั้งหมด? รู้มั้ยว่าถ้าขายหมด คุณจะไม่เหลือแม้แต่เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่” จั๋งถาม ชายคนนั้นยิ้ม ปลั๊กกี้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พลันหน้าซีด มีบางอย่างไหลเข้ามาในหัวเขาทันที เห็นเด็กผู้ชายห้าคน บ้านไฟไหม้ เสียงร้องไห้ ณ ร้านแห่งนี้ “เดี๋ยวนะ…” ปลั๊กกี้พึมพัม ทุกคนหันมองชายแก่ เขายิ้มขึ้น “ฉันเป็นคนสร้างพวกนายขึ้นมา” กฤตินที่ปกติพูดไม่หยุดถึงกับเงียบ “หมายความว่าไง” ปาล์มถามเสียงแข็ง ชายแก่ถอนหายใจ ก่อนมองทั้งห้าคนด้วยสายตาประหลาด “เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ฉันเสียลูกชายทั้งห้าคนในกองเพลิง ฉันทนไม่ได้…เลยเอาความฝันทั้งหมดของตัวเองมาแลกกับการให้พวกเขากลับมา..”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Dream Shop: The Chronicles of Customer Number ZeroPen Name : หลานตาจั๋ง In a quaint little shop where folks can trade their "dreams" for their deepest desires, Jung, the oldest in the store, holds the power to choose which dreams are worthy of purchase. Even though he stumbles on the carpet at least ten times a day, there's a fierce intensity about him when it matters. Krittin, who works the counter, and Nay sit in quiet contemplation, sifting through the dreams. Meanwhile, Palm practices her dance moves in front of the mirror at the back, and Pluggy, known as the "dream seer," stands nearby, able to perceive the unspoken thoughts of others. Suddenly, the door creaks open, and an elderly man enters. "I wish to sell all my dreams," he declares. Jung raises an eyebrow, questioning, "All of them? Don't you realize that if you part with them all, you might lose your reason for living?" The man responds with a soft smile. Pluggy, watching closely, suddenly pales, visions flashing through his mind: five boys, a raging fire, tears—scenes unfolding right there in the shop. "Wait..." he whispers, and everyone's gaze pivots to the old man. With a serene smile, he reveals, "I created you all." Krittin, usually chatty, falls silent as Palm asks, her voice sharp with curiosity, "What do you mean?" The old man takes a breath, his gaze shifting to the five with an expression that blends nostalgia and sorrow. "Over twenty years ago, I lost all five of my sons in a blaze. I couldn't endure the grief... so I sacrificed all my own dreams in hopes of bringing them back."เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “PERSES”ที่จะมาแจกความตลก เท่ และความเผ็ดแซ่บตามสไตล์หนุ่ม ๆ PERSES ( ทรงผมสุดไวรัลของปาล์ม ) ในตอนนี้ไม่พูดถึงไม่ได้ กับทรงผมใหม่ของ “ปาล์ม” หมาบ๊อกแบ๊กของพี่สาวพีซเซสหลาย ๆ คน เป็นที่พูดถึงกันมากมายในโลกออนไลน์หลังจากที่ปาล์มตัดผมตัวเองในไลฟ์ และยังมีพีซเซสเทียบรูปปาล์มกับรูปหมาผมบ๊อบ เรียกได้ว่าเรียกคะแนนความน่าเอ็นดูไปได้เต็ม ๆ อีกทั้ง “จั๋ง” ยังแซวว่าทรงผมของปาล์มตอนนี้เหมือนหลานตัวเองอีกด้วย( เป้าหมายที่ PERSES อยากทำให้ได้ ! ) เป้าหมายต่อไปของหนุ่ม ๆ “PERSES” คือทำอัลบั้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตให้ดีที่สุด ได้จัดคอนเสิร์ต และโชว์ที่ต่างประเทศ ให้หลาย ๆ คนได้รู้จักพวกเขามากขึ้น แต่เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดตอนนี้ คือการจัดโชว์ที่งาน GOTCHA POP 4 CONCERT( PERSES กับ “GOTCHA POP 4 CONCERT” ) สำหรับงาน GOTCHA POP 4 CONCERT ได้เริ่มซ้อมกันแล้ว ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนคุยเรื่องลิสต์เพลง และโชว์ที่จะขึ้นแสดง โดยวงที่ “PERSES” ถ้ามีโอกาสก็อยากจะ Dance Battle ด้วยก็คือ FAVIQ FELIZZ และ JASP.ER อีกทั้งหนุ่ม ๆ ยังอยากเห็นวงอื่น ๆ Collab กันอีกด้วย และหนีไม่พ้นกับ “เสาหลักสะโพกของ T-POP” อย่างหนุ่มน้อย “ปลั๊กกี้” อยากจะประชันฝีมือการเต้นและสะโพกกับสาวสวย “พรีม วง FELIZZ”( เพลงใหม่ที่เผ็ชแส่บจนไฟลุก ) ซิงเกิลใหม่ล่าสุด ‘TURN ME ON feat. TOBII’ ใน MV ก็เรียกเสียงฮือฮาจากพีซเซสไปมากมายจากเสียงฝีเท้าสุดร้อนแรงสำหรับท่อน Break Dance และเพลงนี้ก็ได้ “OZEEOOS” มาเขียนเนื้อเพลงให้ “จั๋ง” เผยว่า เขาเป็นหนึ่งคนที่เลือก เพราะติดตามมาตั้งแต่ THE REPPER และยังมีผลงานแต่งเนื้อเพลงชื่อดังอย่าง Hit Me Up อีก สำหรับเพลงนี้ท่อนร้องแบ่งกันค่อนข้างดี และท่าเต้นเพลงนี้มาพร้อมกรูฟสนุก ๆ ที่ชวนให้ขยับตามจังหวะ นอกจากนี้ยังได้ “TOBII” มา Featuring ด้วยกันเพิ่มความอินเตอร์ด้วยเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งทิศทางดนตรีใหม่ของ "PERSES" เลยทีเดียว และยังมีน้อง ๆ ในค่ายอย่าง "VIIS" รวมถึงน้องใหม่อย่างวง "FAVIQ" และ "CHERIS" ที่มาร่วมโชว์สเต็ปกันจนไฟลุกและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “PERSES” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “TURN ME ON , GAME ON!!”ในเกมนี้หนุ่ม ๆ ก็เล่นกันออกมาได้หลากหลาย 5 MOOD 5 STYLE สุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของห้าหนุ่มได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “PERSES”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “PERSES” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซิงเกิลใหม่ล่าสุด ‘TURN ME ON feat. TOBII’ ทาง YouTube : gnest_official และอย่าลืมไปเจอหนุ่ม ๆ ที่งาน GOTCHA POP 4 CONCERT ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

วิวาห์ปลอม ๆ ในวันนั้น... สู่ความรู้สึกจริงที่ชัดเจนขึ้นทุกวันนี้ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ แอปเปิ้ล - มิ้ม ที่มาสร้างโมเมนต์สุดหวาน ราวกับยกงานแต่งงานมาไว้ที่สตู! พร้อมมีแฟน ๆ เป็นสักขีพยานรัก

13 พ.ค. 2026

วิวาห์ปลอม ๆ ในวันนั้น... สู่ความรู้สึกจริงที่ชัดเจนขึ้นทุกวันนี้ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ แอปเปิ้ล - มิ้ม ที่มาสร้างโมเมนต์สุดหวาน ราวกับยกงานแต่งงานมาไว้ที่สตู! พร้อมมีแฟน ๆ เป็นสักขีพยานรัก

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 7 พฤษภาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “แอปเปิ้ล - มิ้ม” ที่จะมาส่งมอบความน่ารัก น่าเลิฟให้แฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปด้วยความสุข ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ สนุกสนาน “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... บ้านเช่าหมายเลข 9นามปากกา : Khunfar~~ “เทียร์” สถาปนิกสาววัย 30 ผู้ยึดถือเหตุผลและหลักการย้ายจากคอนโดเพื่อหาที่สงบทำงาน ได้พบ “บ้านเลขที่ 9” บ้านเช่าที่ดีและราคาถูกผิดปกติ และเธอคือผู้เช่าคนที่ 9 ไม่นานก็เกิดเรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติ แต่เทียร์ยังคงอธิบายทุกอย่างด้วยวิทยาศาสตร์ จนคืนหนึ่งเธอเกือบประสบอุบัติเหตุ แต่มีมือเย็นเฉียบของใครบางคนช่วยไว้ เช้าวันต่อมาเธอได้พบ “พราว”วิญญาณหญิงที่ติดอยู่ในบ้านเป็นเหตุผลที่ผู้เช่าก่อนหน้าหนีไปทั้งหมด เทียร์พยายามไล่เธอออกทุกทางจนหลวงตาเอ่ยปาก “เขาไม่ได้มีจิตอาฆาต เขาแค่ติดอยู่ที่นี่เพราะบ่วงบางอย่างอยู่ร่วมกันไปเถอะ” และยังได้รู้ว่าพราวเป็นคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ เทียร์จึงต้องยอมพร้อมตั้งกฎการอยู่ร่วมกันแต่การอยู่ร่วมกันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะพราว “จำไม่ได้ว่าตัวเองตายได้ยังไง” และยังไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ เทียร์คนที่เชื่อว่าทุกอย่างต้องมีคำตอบจึงเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ จากผู้เช่ากับวิญญาณ กลายเป็นคู่ร่วมทางที่ต้องตามหาความจริงในอดีต เพื่อไขปริศนาการตายของพราวและหาทางปลดปล่อยเธอ บางทีสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดไม่ใช่แบบแปลนแต่คือความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่าง “คนเป็น” กับ “คนที่ควรจากไป”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... House for rent number 9Pen Name : Khunfar~~ Tier, a 30-year-old architect with a strong sense of reason and firm principles, decides to leave her bustling condo in search of a more peaceful workspace. Her journey leads her to "House Number 9," a surprisingly charming and affordable rental, where she becomes the ninth tenant. However, this tranquil abode quickly reveals its secrets as eerie, supernatural happenings unfold. Tier, ever the rational thinker, attempts to rationalize these oddities through scientific explanations. One fateful evening, she's nearly involved in a life-threatening incident, only to be saved by an icy grasp. The following day, she encounters Praw, the spirit of a woman ensnared within the house—just the reason why all the previous occupants have fled. Determined to rid herself of this ghostly presence, Tier's efforts are thwarted by a monk who gently asserts, "She's not here to cause harm; she's simply bound by some karmic ties. You must learn to coexist." Soon, Tier discovers that Praw was the one who rescued her, compelling her to establish rules for their shared existence. Yet, their intertwined fates go beyond mere cohabitation: Praw struggles with the mystery of her own death, unable to find peace or be reborn. As Tier, who has always believed in finding answers, grapples with the unexplainable, their relationship evolves from that of tenant and spirit to that of unlikely companions. Together, they embark on a quest to unravel the tangled threads of Praw's past, uncovering the truth behind her demise and seeking a path to her liberation. Ultimately, they come to realize that perhaps the most intricate designs aren’t found in blueprints, but in the deepening emotions shared between the living and those who linger in the shadows of the past.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... เพลงเดิมกับเราที่ไม่เหมือนเดิมนามปากกา : พระจันทร์ยิ้ม :) บางเพลงไม่ได้มีไว้ฟังให้จบ แต่มันมีไว้เพื่อพาเรากลับไปหาใครบางคน “ปุณ” เคยเชื่อว่ากาลเวลา จะพาใครบางคนเลือนหายไปจากชีวิตได้รวมถึง “เนย” คนที่เคยยืนอยู่ข้างกันในวันที่ธรรมดากลับมีความหมาย ความทรงจำของพวกเขาผูกอยู่กับคอนเสิร์ตหนึ่ง ท่ามกลางแสงไฟ เสียงเพลง และฝูงชน มีเพียงมือที่จับกันแน่น และสายตาที่ไม่ต้องการคำอธิบาย แต่สุดท้าย ความสัมพันธ์นั้นก็จบลง ไม่ใช่เพราะหมดรัก แต่จบลงเหมือนหลายๆ ความสัมพันธ์ — เงียบๆ และไม่มีคำอธิบาย เวลาผ่านไป ปุณใช้ชีวิตต่อ คิดว่าตัวเองลืมได้แล้ว จนกระทั่งเพลงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง เพียงท่อนฮุคสั้นๆ ทุกอย่างก็ย้อนกลับมาชัดเจน เหมือนเธอไม่เคยไปไหนจากวันนั้นเลย ปุณถึงได้รู้ว่าเธอไม่เคยลืมเนยได้จริงๆ ไม่ใช่ความคิดถึงที่อยากย้อนกลับไป แต่เป็นความรู้สึกที่อยู่เงียบๆ ในทุกวัน เธอไม่เคยลบเพลงนั้นออกจากเพลย์ลิสต์ ไม่ใช่เพราะลืมไม่ได้ แต่เพราะไม่เคยอยากลบ แม้จะรู้ดีว่าเพลงจะพาเธอกลับไปได้แค่ในความทรงจำ และไม่มีวันพาใครคนนั้นกลับมา แต่เธอก็ยังเลือกฟังมันซ้ำๆ เพราะบางเพลงไม่ได้มีไว้ฟังให้จบ แต่มันมีไว้เพื่อคิดถึงใครบางคน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีวันได้กลับไปหาเขาอีกเลย…FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The song we used to share isn't quite the same tune anymore.Pen Name : พระจันทร์ยิ้ม :) Some songs aren’t just meant to be played to the end; they’re crafted to whisk us away to someone special. Pun once thought that time could wipe some people from our lives, including Noey, a companion from a seemingly ordinary day that held profound significance. Their bond was woven into the melodies of a concert, surrounded by kaleidoscopic lights, vibrant music, and throngs of fellow fans. Only their fingers intertwined, and their eyes spoke volumes without any words. Yet, that chapter closed, not because love had diminished, but as so many relationships do – quietly, without a word. Life moved on for Pun, who believed she had put it all behind her, until that familiar tune echoed once more. Just a brief chorus, and suddenly, memories surged back like a tide, as if no time had passed at all. Pun understood then that Noey had never truly slipped from her heart. It wasn’t a yearning to reclaim the past but rather a subtle presence that lingered with her each day. She never erased that song from her playlist, not due to an inability to forget, but out of a desire to hold on. Even though she knew it could only lead her to moments gone by and would never bring her back to them, she chose to savor it again and again. Because some songs aren’t meant to be played to completion; they serve to keep the memories of someone alive, echoing in our hearts without ever bringing us back to them…FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ลูกสาวกำนันเค้ากลัวอยู่เรื่องเดียวนามปากกา : คนคูลๆเค้าอ้อนยังไงพี่ "ขอเทปพันตอไก่หน่อยครับ" ชายหนุ่มสะกิดจนคนที่นั่งเหม่ออยู่ถึงกับสะดุ้ง แอปเปิ้ล เอ่ยขอโทษที่ไม่ได้ยินเพราะเสียงไก่ดังระงมราวกับพวกมันแข่งกันขันอยู่ข้างหูเธอ เขาหัวเราะหลังรับของแล้วเดินจากไป ชีวิตลูกสาวเจ้าของซุ้มไก่ใครว่าง่าย ทุกวันนี้แอปเปิ้ลใช้ชีวิตเหมือนจ่าฝูงไก่เข้าไปทุกที "ผ้าอาบน้ำไก่ผืนหนึ่งค่ะ" เธอเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่อีกครั้ง หญิงสาวใบหน้าหวานที่พกรอยยิ้มสวยกับตาใสแป๋วคู่นั้นช่างขัดกับมือขวาที่กระเตงอุ้มไก่ตัวโตซะเหลือเกิน "ลูกกำนันบ้านไหนมาซุ้มไก่ได้ทุกวัน" แอปเปิ้ลบ่นอุบ ตั้งแต่อุ้มไก่เป็นยัยคนสวยคนนี้ก็มาที่นี่ทุกวี่วัน "บ้านหนูนี่แหละ ไม่มีกฎข้อไหนห้ามลูกกำนันตีไก่ซะหน่อย" หน้าหวานปากแจ๋ว ฉายานี้มิ้มพิสูจน์แล้วว่าได้มันมาไม่ใช่เพราะโชคช่วย "ระวังกำนันจะตีเข้าสักวัน" "ไม่เคยกลัวหรอกนะจะบอกให้" ยังจะมายักคิ้วหลิ่วตาใส่กันอีก "เคยกลัวอะไรบ้างล่ะเราน่ะ" "ก็มีอยู่อย่างหนึ่งนะ" "อะไร?" นิ้วเล็กชี้ไปที่กลุ่มชายหนุ่มด้านใน "กลัวพวกนั้นมาจีบพี่..." ตาแป๋วที่แอปเปิ้ลชอบมองช้อนขึ้นมาสบกัน เป็นเพราะเมื่อกี้แน่... "จะกลัวทำไม ก็รู้อยู่แก่ใจว่าพี่ชอบหนูอยู่แค่คนเดียว"FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... The daughter of the village chief harbors just one fear in her heart.Pen name : คนคูลๆเค้าอ้อนยังไงพี่ “Could you grab me some tape for the chicken spurs?” the young guy asked, nudging the girl, who jumped in surprise. Apple apologized for not catching his words over the ruckus of the roosters cawing loudly around her. He chuckled, pocketed the tape, and wandered off. Being the daughter of a chicken coop owner isn’t exactly a walk in the park. Lately, it feels like Apple is stepping into the role of the flock’s leader. “I could really use a chicken bathing towel, please,” she said, glancing back at the new arrival. The girl, with her sweet face, charming smile, and sparkling eyes, created a striking image next to the hefty rooster she clutched in her right hand. “Who does the headman’s daughter think she is, showing up at the coop every single day?” Apple muttered, annoyance creeping into her words. Now that she’s learned how to handle chickens, this pretty girl has been a daily fixture. “My place, obviously. There’s no rule banning the headman’s daughter from wrestling with roosters,” came the cheeky reply, her lovely appearance perfectly matched by her sharp wit—a combo that earned her a reputation that Mim had convinced everyone was no mere coincidence. “Better watch yourself, or the headman might give you a whack someday.” “I’m not scared, you know,” she shot back with a playful wink. “What have you ever feared, then?” “Well, there is one thing,” she said, as her small finger gestured towards a group of young men loitering nearby. “I worry they’ll try and hit on you…” Apple’s big, innocent eyes, which she adored gazing into, met his. It must have been the tension from earlier that sparked this conversation. “Why fret? You know Iอ’m only into you.”FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... รอยเท้าสีขาวนำทางรักนามปากกา : DinTsuchi “มิ้ม” เดินวนรอบหมู่บ้านในยามพลบค่ำ ในมือถือแผ่นปลิวประกาศ "ตามหาแมวสีส้ม" ที่หายไปของเธอ สายฝนเริ่มโปรยปรายทำให้กระดาษในมือเริ่มเปียกปอนและเลอะเลือน มิ้มทรุดนั่งลงที่ม้านั่งในสวนสาธารณะที่มืดสลัวด้วยความท้อแท้ ทันใดนั้น มีแมวสีขาวนวลตัวหนึ่งเดินเข้ามาคลอเคลียที่ขาของเธอ มันคาบปลอกคอสีแดงที่คุ้นตามาวางไว้ตรงหน้ามิ้ม ก่อนจะเดินนำเข้าไปในพงหญ้าลึกท้ายหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อว่ามีบ้านร้างที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป มิ้มเดินตามไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนถึงรั้วไม้เก่าที่ผุพัง แมวสีขาวตัวนั้นกระโดดข้ามรั้วเข้าไป มิ้มปีนตามเข้าไปจนพบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่บานสะพรั่งผิดธรรมชาติ “แอปเปิ้ล” คือหญิงสาวในชุดสีขาวที่ดูราวกับหลุดมาจากอีกยุคสมัย เธอกำลังอุ้มแมวสีส้มของมิ้มไว้ในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน แอปเปิ้ลเงยหน้าขึ้นสบตามิ้ม เธอไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงแค่ส่งแมวคืนให้พร้อมกับยื่นดอกไม้สีขาวสะอาดตาให้หนึ่งดอก มิ้มรับแมวมาแนบอกด้วยความดีใจ แต่เมื่อเธอก้มลงมองดอกไม้ในมือครู่เดียวแล้วเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง แอปเปิ้ลและแมวสีขาวตัวนั้นก็หายไปท่ามกลางสายหมอกเสียแล้วทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... White footprints guide love.Pen Name : DinTsuchi As twilight draped the village in shadows, Mim wandered restlessly, clutching a flyer that pleaded for the return of her missing orange feline. Drops of rain began to fall, blurring the ink and dampening her desperate hopes. Exhausted, she sank onto a park bench shrouded in soft light, her heart heavy. Just then, a creamy white cat emerged, weaving around her legs, its familiar red collar glinting in the fading light. It nudged the flyer gently with its nose before darting into the tall grass that fringed the village—where derelict houses loomed, shunned by locals. With a mix of hesitation and curiosity, Mim trailed behind the white cat until they reached a crumbling wooden fence. The agile feline hopped over, and Mim followed, soon discovering a woman sitting in a lavishly blooming garden that seemed to defy the seasons. Clad in white, she appeared as if she had stepped from a distant memory. “Apple,” the woman murmured, cradling Mim’s orange cat tenderly in her arms. With a warm, wordless smile, she returned the beloved pet to Mim and offered her a singular, flawless white flower. Tears of joy sparkled in Mim’s eyes as she clutched her cat, but after a moment’s pause to admire the flower, she looked up again. In an instant, Apple and the white cat dissolved into the mist, leaving only a delicate scent lingering in the air.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... LOVE PACKAGE แพ็กเกจนี้มีรักนามปากกา : tripple.T ในปี 2039 ผู้คนเริ่มหันมาซื้อ “แพ็กเกจชีวิต” เพื่อความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และไลฟ์สไตล์ ‘แอปเปิ้ล’ เป็น Life Prototype tester นักรีวิวชื่อดังที่ทดลองใช้แพ็กเกจชีวิตมามากมาย แต่ยิ่งทำ เธอยิ่งรู้สึกว่าชีวิตพวกนั้นถูกสร้างมาเพื่อให้ “ดูดีสำหรับคนอื่น” มากกว่าจะอยู่ได้จริง เธอสะดุดตากับแพ็กเกจของ ‘มิ้ม’ แพ็กชีวิตเรียบง่าย ลดโซเชียลมีเดีย และอยู่กับตัวเองมากขึ้น แม้จะเปิดให้ใช้ฟรี แต่กลับไม่มีใครสนใจ พอแอปเปิ้ลติดต่อไป จึงได้รู้ว่ามิ้มเป็นนักออกแบบชีวิตมือใหม่ เธอมองว่าแพ็กเกจนี้ยังไม่พร้อมลงตลาด แต่ถ้าไม่มีคนทดลอง โครงการก็จะถูกพับทั้งคู่ต้องเจอกันเป็นระยะเพื่อติดตามผล จากคุยงานสั้น ๆ กลายเป็นคุยกันได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว แอปเปิ้ลเริ่มชอบความเงียบสงบมากขึ้น มิ้มก็เริ่มคุ้นกับการมีใครสักคนอยู่ใกล้ ๆ เมื่อครบ 30 วัน แอปเปิ้ลส่งรีวิวขึ้นระบบแบบทุกครั้ง บรรยากาศเงียบลงหลังเสียงแจ้งเตือนว่าอัพโหลดสำเร็จดังขึ้น มิ้มละสายตาจากสมุดบันทึก “…ยังไม่กลับเหรอคะ” แม้จะรู้สึกใจหายแต่ก็ไม่อยากรั้งคนตรงหน้าไว้ แอปเปิ้ลส่ายหน้าแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “แค่อยากลองใช้เวลาด้วยกันดูน่ะค่ะ สนใจไหมคะ”FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… LOVE PACKAGEPen Name : tripple.T In the year 2039, a trend emerged where individuals began purchasing “life packages” aimed at achieving rapid personal and lifestyle changes. Among these seekers was Apple, a well-known tester and reviewer of Life Prototypes who had explored countless options. However, the more life packages she sampled, the more she realized they seemed crafted to impress others rather than foster genuine sustainability. Then, she stumbled upon Mim’s offering: a straightforward lifestyle that focused on cutting back on social media and embracing solitude. Surprisingly, despite no cost attached, it garnered little interest. When Apple reached out to Mim, she discovered that Mim was still a fledgling life designer. Mim felt her package wasn’t fully polished for public consumption; yet, she knew that unless someone gave it a shot, the project would be abandoned. They began to meet regularly to track the package’s development. What initially started as brief work sessions organically blossomed into deeper conversations. Apple found herself cherishing the tranquility, while Mim became more comfortable with having someone in her space. After a month, Apple uploaded her review as she typically would. The room settled into a hush as the upload notification chimed. Mim glanced up from her notes. “…Aren’t you heading home soon?” A flicker of sadness crossed her, but she didn’t want to pressure Apple. However, Apple simply shook her head and offered a faint smile. “I thought we could enjoy a little more time together. What do you say?”เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “แอปเปิ้ล - มิ้ม”ที่จะมาสร้างช่วงเวลาสุดพิเศษด้วยเคมีสุดหวานนน จนแฟน ๆ ต้องหลงรักกก~( Ammirey สุดน่ารักของ APM ) ทั้งคู่เผยว่า เหล่าแฟนคลับ หรือ Ammirey ของพวกเธอนั้นน่ารักและเรียบร้อยมาก ๆ อย่างวันนี้ที่ทั้งคู่ได้มาออกรายการ EFM FANDOM LIVE เหล่าแฟน ๆ ที่รออยู่ด้านหน้าตึกก็ได้นั่งเข้าแถวรอเจอกับทั้งคู่กันแบบมีระเบียบสุด ๆ “แอปเปิ้ล” ยังเผยอีกว่า ขนาด “มิ้ม” ที่ปกติแล้วเป็นคน Introvert ยังต้องปรับตัวเพื่อที่จะไม่ให้เวลารวมพล หรือมีงานที่ต้องพบเจอกับแฟน ๆ จะไม่เงียบเกินไป เป็นด้อมที่น่ารักจริง ๆ( หวนนึกถึงตัวเองในอดีต.. ) “แอปเปิ้ล” เผยว่า เวลาที่ตนเห็นมิ้มนั้นจะนึกย้อนไปเหมือนเห็นตัวเองในอดีต ตอนที่เข้าวงการใหม่ ๆ พร้อมเล่าว่า ช่วงที่เข้าวงการใหม่ ๆ ทำการบ้านหนักมากในการแสดงเรื่องแรก แต่รู้สึกว่าต่อให้ทำยังไงก็ทำออกมาได้ไม่ดี แม้มีโอกาสแก้ตัวกี่รอบก็ยังไม่สามารถทำออกมาได้ดีเท่าที่ควร ทำให้โดนผู้กำกับและผู้ใหญ่ดุบ่อยมาก ๆ ตอนนี้ที่ได้อยู่กับ “มิ้ม” จึงอยากเป็นคนคอยสอน คอยชี้แนะเส้นทางต่าง ๆ ในวงการให้กับอีกฝ่าย อยากเป็นคนที่คอยอยู่ข้าง ๆ คอยซัพพอร์ตอีกฝ่าย เหมือนอย่างที่ในอดีตตนนั้นอยากได้คน ๆ นั้นมาคอยอยู่ข้าง ๆ เป็นเซฟโซนนั่นเอง พร้อมยังบอกอีกว่า ตนนั้นอยากให้ “มิ้ม” ประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้านที่ชอบ โดยเฉพาะด้านแฟชั่นที่อีกฝ่ายหลงใหล และให้ความสนใจมาก ๆ เพราะก่อนจะมาแสดงละครก็เคยเป็นนางแบบมาก่อนด้วย ครบทุกด้านจริง ๆ เจ้าหนูคนนี้~ อีกทั้งยังเล่าเสริมอีกว่า ทุกวันนี้ “มิ้ม” ยังช่วยตนเยอะมากในเรื่องโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เช่น การเลือกรูปให้เอาไปโพสต์ลง คุมโทนโพสต์ในไอจีต่าง ๆ จากที่ปกติตนนั้นเป็นคนที่ถ่ายอะไรก็ลงแบบนั้นเลย พอมีอีกฝ่ายมาช่วยคุมเรื่องนี้ก็ช่วยยกระดับให้ดูเป็นคนมีเทสมากขึ้น เสริมส่งกันแบบลงตัวสุด ๆ สำหรับคู่นี้( จะเป็นคนข้าง ๆ ให้เธอเสมอ ) “มิ้ม” เล่าว่า นอกจากเรื่องงานแล้ว “แอปเปิ้ล” ยังเป็นคนที่คอยซัพพอร์ต และดูแลตนในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการไปรับไปส่งอยู่เสมอ หรือแม้แต่เวลาที่ “มิ้ม” อยากจะกินอะไร “แอปเปิ้ล” ก็จะตามใจและพร้อมไปด้วยเสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ “แอปเปิ้ล” จะไม่ถูกปากก็ตาม( เธอคนโปรด ตัวอย่าง..ที่น่านับถือ ) “มิ้ม” เผยว่า ตนนั้นเคารพและนับถือ “แอปเปิ้ล” มาก ๆ เพราะตนนั้นมีอีกฝ่ายเป็น แรงบันดาลใจในการสู้ชีวิต และทำงานเลี้ยงดูครอบครัว พร้อมยังนับถืออีกฝ่ายเรื่องของความกตัญญูต่อแม่มาก ๆ โดยตนนั้นรู้สึกว่าอยากจะทำตามอีกฝ่ายให้ได้ จนไปถึงวันที่แม่ไม่ต้องทำงาน หรือลุกขึ้นมาหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง เพียงแค่อยู่บ้าน และใช้ชีวิตให้สุขสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายใด ๆ( สัญญาณที่บ่งบอกว่าชีวิตเปลี่ยนไป..?! ) “มิ้ม” เผยว่า ตอนที่ตนนั้นเป็นนางแบบ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงอะไร แต่ปัจจุบันกลับเปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัดเลย ในปัจจุบันไม่ว่าตนจะชอบหรือสนใจอะไร ก็จะมีเหล่าแฟน ๆ คอยซัพพอร์ตอยู่เสมอ แล้วก็รู้สึกว่าการที่ได้มาเป็นนักแสดงนั้นสอนให้ตนนั้นเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จึงทำให้ตนรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปอีก ในด้าน “แอปเปิ้ล” เผยว่า ตั้งแต่ซีรีส์ออนแอร์ไปคนจะเรียกว่า “พี่ดิน” แทนการเรียกชื่อจริงซะอีก และเวลาเจอกับแฟน ๆ นอกเวลางาน ก็จะเจอปฏิกิริยาแปลก ๆ เหมือนอยากจะเข้ามทักแต่ก็กล้า ๆ กลัว ๆ นอกจากนี้ยังมียอด Follow ที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก ๆ อีกด้วย( ความดราม่าสุดท้าทาย ) “มิ้ม” เผยว่า ในตอนแรกที่ถูกจับเข้าไปถ่ายในกองคือชีวิตจริงดราม่ากว่าในซีน เพราะตนนั้นแอบเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำบ่อย ๆ เนื่องจากเพราะไม่สามารถแสดงออกมาได้ดีเท่าที่ควร แต่ในส่วนของซีนดราม่าในบทบาทที่ได้รับนั้น ตนรู้สึกว่านักแสดงร่วมคนอื่นช่วยส่งอินเนอร์ได้ดีมาก และผู้กำกับก็ช่วยบิ้วอารมณ์ได้ดีมากเช่นกัน จนทำให้มีฟีลในการเล่นซีนในบทดราม่านั้นได้ง่ายขึ้นมาก ๆ( First impression เหมือนรักแรกพบ! ) “แอปเปิ้ล” เผยว่า จุดเริ่มต้นคือตนนั้นเป็นคนนำเสนอ “มิ้ม” ให้ทางผู้ใหญ่ไปคัดเลือกต่อ อีกทั้ง “มิ้ม” ยังเป็นคนแรกที่ตนนั้นเลือกและส่งไป และยังโชคดีมาก ๆ ที่ “มิ้ม” ก็ตอบรับกลับมา โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เจอกันในครั้งแรกว่า วันนั้นตนได้ไปช่วยเพื่อนแคสนักแสดงงานหนึ่ง แล้วได้ไปแคส “มิ้ม” และก็จำได้อีกฝ่ายได้มาโดยตลอด พร้อมเผยถึงพัฒนาการของอีกฝ่ายว่า จากตอนแรก ๆ ที่เป็นคนเงียบ ๆ นิ่ง ๆ ไม่ค่อยมีเอเนอจี้ ในกองถ่ายก็จะได้เห็นภาพที่กระโดด ดึ๋ง ๆ โยนลูกบอลเสียงดัง เป็นการโปรเจกต์เสียง และเพื่อให้ร่างกายแอคทีฟ ให้มีเอเนอจี้ที่เยอะมากขึ้นอีกด้วย “มิ้ม” เสริมว่า ก่อนเข้ากองถ่าย ตนจะโดนจับไปวิ่งตลอด เพราะวันที่ไปวิ่งจะทำให้ตนนั้นดีดขึ้น แต่หลัง ๆ จะหาทางลัดก็คือจะไม่กินข้าว เพราะรู้ว่าหากตนกินข้าวแล้วจะง่วงนอนมาก ๆ เนื่องจากปกติตนนั้นเป็นคนที่นอนกลางวันตลอด( How to เข้าหาเธอ..ยัยคนสวย ) “แอปเปิ้ล” เล่าว่า มีเวลาแค่เพียง 2 วันเท่านั้น ที่จะเข้าไปตีสนิทกับอีกฝ่าย ตนจึงได้เลือกการเล่นไพ่เผือก เพื่อที่จะเป็นสะพานในการพูดคุยกันได้แบบลึกซึ้ง และสนิทสนมกันมากขึ้น ด้านของ “มิ้ม” เล่าอีกว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน ที่เคยเจอกับอีกฝ่ายในตอนที่ตนนั้นไปแคสงาน วันนั้นมองว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่ดูเข้าถึงได้ง่าย จนมาเจอกันอีกทีวันเซ็นสัญญา ก็ได้พูดคุยและมองเห็นอีกฝ่ายมากขึ้น พร้อมยังบอกอีกว่าในวันที่เล่นไพ่เผือกด้วยกันนั้นคือคุยกันตรง ๆ เลย ว่าถ้าเธอพร้อมเปิดใจ ชั้นก็พร้อมเปิดใจเช่นกัน( หนูอยากเห็นพี่เป็นผู้กำกับ! ) “มิ้ม” เผยว่า เร็ว ๆ นี้ “แอปเปิ้ล” ได้มีโอกาสได้เป็นผู้กำกับซีรีส์ และในอนาคตตนก็อยากเห็นภาพอีกฝ่ายในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์เช่นกัน วันนั้นอีกฝ่ายคงจะเท่มาก ๆ น่าภูมิใจไม่น้อยเลยน้าาา โดย “แอปเปิ้ล” ก็ได้เผยว่า ย้อนกลับไปตอนที่ตนนั้นได้เข้าไปใน North Star Entertainment ในฐานะผู้กำกับ และกำลังจะได้กำกับซีรีส์เรื่องหนึ่ง แต่จู่ ๆ กลับมีเหตุที่ทำให้ต้องไปร่วมโปรเจกต์กระทันหัน “แอปเปิ้ล” จึงต้องไปตามหาคู่ตัวเองด้วยตัวเอง ซึ่งสุดท้ายก็ได้ “มิ้ม” คนที่ยังติดอยู่ในความทรงจำเสมอมานั่นเอง( สิ่งที่คิดถึง..หลังซีรีส์จบ ) “แอปเปิ้ล” เผยว่า ตนนั้นอยากเห็นพัฒนาการของตัวละครหลังจากที่ทั้งสองตัวละครอยู่ด้วยกันจริง ๆ เพราะก่อนจะจบเรื่อง บทของตัวละครจะพลิกจากติ๋ม ๆ เป็นเสือแซ่บขึ้น เลยอยากเห็นพัฒนาการว่าจะเป็นยังไงต่อไป ในด้านของ “มิ้ม” ก็คิดเห็นตรงกันว่าอยากเห็นพัฒนาการของตัวละครเช่นกัน พร้อมเผยว่า จริง ๆ ในนิยายทั้งคู่จะมีลูก ชื่อ “เดย์ซี่” จึงอยากรู้ว่าในชีวิตจริงเขาพร้อมจะมีลูกกันหรือยัง แล้วก็อยากเห็นว่าพอเขามีความสุขกันตลอดเวลาเขาจะใช้ชีวิตกันยังไง เพราะกว่าจะมารักกันเหมือนจุดนี้ได้ ก็ผ่านปัญหาและอุปสรรคมามากมายเหมือนกัน พร้อมฝากให้ Ammirey ทุกคนติดตามผลงานต่อ ๆ ไปของทั้งคู่ ทั้งงาน Fan meeting ที่ใกล้เข้ามา และงานอื่น ๆ เช่นกัน ฝากแฟน ๆ ติดตามด้วยน้าาาและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แอปเปิ้ล - มิ้ม” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “APM Wedding วิวาห์รัก นิรันดร”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน แฮปปี้ พร้อมสร้างรอยยิ้ม พาแฟน ๆ โดนตกกันแบบจัดเต็ม!สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แอปเปิ้ล - มิ้ม”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แอปเปิ้ล - มิ้ม” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่นำความน่ารักของทั้งคู่มาทำให้เหล่าทีมงาน และแฟน ๆ ได้อมยิ้มไปตาม ๆ กัน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “The Earth วิวาห์ปฐพี” สามารถติดตามรับชมซีรีส์ย้อนหลังออนไลน์เวอร์ชัน UNCUT ได้ทางแอปพลิเคชัน iQIYI และเว็บไซต์เท่านั้น!!สามารถเข้าไปรับชมเติมความฟินไปกับความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เขาว่ากันว่า คนเรามักจะจดจำกลิ่นของคนที่เรารักได้เสมอ ค่ำคืนแสนพิเศษ เพิร์ล – พีค นำความน่ารักสุดละมุนมาเติมเต็ม EFM FANDOM LIVE ให้หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นหวานของความรัก หอมฟุ้งทะลุหน้าจอ จนไม่มีวันลืม~

06 พ.ค. 2026

เขาว่ากันว่า คนเรามักจะจดจำกลิ่นของคนที่เรารักได้เสมอ ค่ำคืนแสนพิเศษ เพิร์ล – พีค นำความน่ารักสุดละมุนมาเติมเต็ม EFM FANDOM LIVE ให้หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นหวานของความรัก หอมฟุ้งทะลุหน้าจอ จนไม่มีวันลืม~

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 30 เมษายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เพิร์ล - พีค” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... “ร้านซ่อมความฝัน” l The Dream Menderyนามปากกา : บิจุยส์ ในตรอกเล็กที่คนแทบไม่เดินผ่าน มีร้านเก่าๆ เปิดอยู่ มีป้ายเขียนไว้ว่า "ร้านซ่อมความฝัน" เด็กชายชื่อ "พีค" เดินเข้ามาช้าๆ เขาถือกล่องกระดาษยับๆ ไว้แน่น... ผมพยายามแล้ว แต่มันไม่สำเร็จเลยครับ เขาพูดเบาๆ หรือบางทีผมอาจไม่เก่งพอจะทำให้ความฝันนี้เป็นจริง... เจ้าของร้าน "เพิร์ล" ไม่ตอบทันที เขารับกล่องมาวางบนโต๊ะ แล้วค่อยๆ เปิดออก ในนั้นไม่ใช่ความพังทลาย แต่เป็นเศษความทรงจำของความฝันที่ประกอบไปด้วย "พีคตอนเริ่มเป็นนักแสดงครั้งแรก ร้องเพลงครั้งแรก วันที่เคยถูกชมครั้งแรก" ชายเจ้าของร้านเงยหน้ามอง "พีค" แล้วพูดเบาๆ ว่า "ความฝันไม่ได้พังหรอก มันแค่เหนื่อยจนหยุดพัก" เขาปิดกล่องแล้วส่งคืน "ฉันซ่อมมันไม่ได้หรอก แต่ฉันช่วยให้มันจำได้ว่า ...มันเคยเริ่มจากอะไร ลองพามันกลับไปเดินอีกครั้งสิ ไม่ต้องวิ่ง แค่ก้าวแรกก็พอ..." พีคก้มมองกล่องกระดาษที่ถือไว้ในมือ... เขาเงียบไปชั่วครู่ "มันยังรู้สึกหนักเหมือนเดิม แต่ใจเขากลับเบาลง" เขาเดินออกจากร้าน ตรอกยังเงียบเหมือนเดิม แต่แสงแดดดูอุ่นขึ้นเล็กน้อย และเป็นครั้งแรกที่เขาคิดได้ว่า... บางทีผมอาจยังไม่ได้ล้มเหลว แค่ผมกำลังพักหายใจอยู่เท่านั้นเองFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The Dream MenderyPen Name : บิจุยส์ In a quaint, nearly forgotten alley, a peculiar little shop announced its presence with a sign that read "Dream Repair Shop." A young boy named Peak approached with cautious steps, tightly gripping a worn and crumpled cardboard box. "I tried, but it didn't work," he murmured to himself. "Maybe I just wasn’t meant to turn this dream into reality..." The shopkeeper, Pearl, paused before responding. He carefully took the box from Peak, setting it down on the table before gently peeling it open. Instead of remnants of failure, he revealed scattered bits of cherished memories tied to a dream: "Peak’s early days of acting, the sweet notes of his first song, the moment he felt the warmth of praise for the very first time." Pearl met Peak’s gaze with a kind expression and said softly, "Your dream isn’t shattered. It’s merely weary and in need of rest." He closed the box with care and handed it back. "I can’t fix it, but I can help it remember where it all began. Just take it out for a little stroll again—not a sprint, just that first step..." Peak stared at the box cradled in his hands, lost in thought for a moment. "It’s still heavy, but somehow, my heart feels a bit lighter," he admitted. With newfound resolve, he stepped out of the shop. The alley held its peace, yet the sunlight felt a touch warmer. And for the first time, he began to understand... perhaps he hadn’t truly failed at all. He was merely catching his breath.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... “ ภาษาดอกไม้ของเรา ”นามปากกา : School_1997 เพิร์ล ให้ดอกไม้ผมทุกวันตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน มันไม่เคยอธิบาย แค่ยื่นให้ แล้วก็ยิ้มเหมือนไม่มีอะไร ผมเลยลองเอาไปค้นความหมายเอง เดซี่ — ความบริสุทธิ์ใจ ลาเวนเดอร์ — คิดถึง กุหลาบชมพู — ชื่นชม ทิวลิป — ความสุข พอเรียงตามวันที่ได้ มันเหมือนประโยคสั้นๆ ที่ค่อยๆ ต่อกัน แต่ผมไม่เคยถามมันตรงๆ เพราะกลัวคำตอบจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป วันหนึ่งผมเผลอถามขึ้นมา “มึงเคยให้ดอกไม้ใครแบบนี้ไหม” เพิร์ลชะงักไปนิดเดียว “เคย” “แล้วเขารู้ไหม” มันส่ายหัว “ไม่น่ารู้” หลังจากนั้น ดอกไม้ที่มันให้ผมเริ่มแปลกขึ้น บางดอกผมหาความหมายไม่เจอเหมือนมันตั้งใจไม่ให้ผม “แปล” ได้ง่ายๆ จนวันหนึ่งผมไปถึงร้าน แล้วเห็นช่อดอกไม้ช่อใหญ่ที่สุดเท่าที่มันเคยทำ “ของใคร” ผมถาม เพิร์ลเงยหน้ามามอง “ของคนที่น่าจะเข้าใจแล้ว” ผมหัวเราะกลบเกลื่อน “มั่นใจขนาดนั้นเลย” มันไม่ตอบ ตั้งแต่วันนั้นมันยังให้ดอกไม้ผมทุกวัน ผมก็ยังรับ เราไม่เคยพูดคำว่าชอบ มันก็ไม่เคยพูดคำว่ารัก แต่ทุกครั้งที่มันยื่นดอกไม้ให้ แล้วผมยื่นคืนให้ในวันถัดไป เรารู้กันดีว่าภาษานี้ไม่ต้องมีใครแปลอีกแล้วFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... “ Our enchanting tongue”Pen Name : School_1997 Since the very first day we crossed paths, Pearl has brought me flowers each and every day. There were no explanations offered—just his warm smile as he handed them over, as if the act itself said it all. So, I began to unravel their meanings on my own: Daisy for purity, Lavender for longing, Pink rose for admiration, Tulip for happiness. When I laid them out chronologically, it created a poetic narrative, like short phrases weaving together. Yet, I hesitated to ask hI'm directly about it, fearing the answer might shift everything between us. One day, the thought slipped out of my mouth: “Have you ever given flowers like this to anyone else?” Pearl paused, considering the question. “Yes.” “Did they understand?” He shook his head slowly. “Probably not.” After that moment, the flowers he gifted became more enigmatic. Some had meanings that eluded me, as if he wanted to keep me guessing on purpose. Then, one day, I wandered into the shop and found the grandest bouquet he’d ever made. “Who’s it for?” I inquired. Pearl glanced at me. “For someone who likely already gets it.” I chuckled awkwardly. “Is that your secret confidence?” He remained silent, a playful grin in his eyes. From then on, the flowers kept arriving daily, and I continued to accept them. We’ve never uttered “I like you” nor has he confessed “I love you,” but every time he hands me a bouquet and I return the gesture the following day, we both understand that our silent language no longer needs to be deciphered.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Invisible You รัก…ไร้ตัวตนนามปากกา : จ่าเอ็นเสด ฝนตกพรำในคืนที่คดีเริ่มต้น “เพิร์ล” ตำรวจหนุ่มไฟแรง ถูกส่งมาสืบอุบัติเหตุของดาราชื่อดัง “พีค” ที่นอนโคม่าไร้สติในโรงพยาบาล ทุกอย่างดูเหมือนอุบัติเหตุธรรมดา… จนกระทั่งเขาเห็นใครบางคนยืนอยู่ข้างเตียง “คุณมองเห็นผมเหรอ?” เสียงนั้นถามเบา ๆ เพิร์ลชะงัก เขามองชายหนุ่มที่หน้าตาเหมือนพีคไม่มีผิด ต่างกันเพียงร่างกายโปร่งใส “คุณเป็นวิญญาณ?” พีคพยักหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน “ผมออกจากร่างตัวเอง แล้วกลับเข้าไปไม่ได้” จากวันนั้นเพิร์ลกลายเป็นคนเดียวที่สื่อสารกับพีคได้ ทั้งคู่ร่วมกันสืบหาความจริง ยิ่งค้นลึกเท่าไร เพิร์ลยิ่งพบว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา แต่เป็นการพยายามฆ่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความริษยาของวงการบันเทิง ระหว่างการสืบ ความใกล้ชิดค่อย ๆ ก่อตัว พีคที่เคยโดดเดี่ยวเริ่มยิ้มได้อีกครั้ง ส่วนเพิร์ลที่เคยปิดกั้นหัวใจ กลับรู้สึกผูกพันกับคนที่ไม่มีตัวตน “ถ้าผมกลับเข้าร่างไม่ได้…คุณจะยังอยู่กับผมไหม” พีคถาม เพิร์ลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ “ผมจะหาทางพาคุณกลับมาให้ได้” เพราะครั้งนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาคำตอบของคดี แต่คือชีวิตคนสำคัญของเขาFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Invisible YouPen Name : จ่าเอ็นเสด On a rainy night, a new chapter unfolded. Pearl, a bright-eyed and determined police officer, was tasked with unraveling a puzzling incident involving the renowned celebrity, Peak, who lay motionless in a coma at the hospital. At first glance, it appeared to be a routine accident… until a figure appeared beside the celebrity’s bed. “Can you see me?” a gentle voice inquired. Pearl froze in place, his gaze locking onto a man whose features mirrored those of Peak except for his ethereal, translucent form. “Are you a spirit?” Pearl asked, bewildered. Peak nodded, confusion dancing in his eyes. “I’ve left my body, and I can’t find my way back.” From that moment on, Pearl became the sole person able to converse with Peak. Together, they embarked on a quest for the truth, and as they dug deeper, Pearl unearthed a chilling revelation: it was no simple mishap, but a calculated murder cloaked in the envy of the entertainment world. Throughout their investigation, an unexpected bond blossomed. Once isolated, Peak started to smile again, while Pearl, who had guarded his heart, felt an irresistible pull toward someone who was, quite literally, a shadow. “If I can’t return to my body… will you stay by my side?” Peak asked, vulnerability lacing his voice. Pearl paused, the weight of the moment heavy in the air, before he replied softly, “I will find a way to bring you back.” This time, it was about more than solving a case; it was about saving someone who had unexpectedly become essential to his life.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... กลิ่นโปรดของผมคือเธอ : My Favorite Scent is Youนามปากกา : หนูน้อยหมวกแดง ท่ามกลางโลกที่อำนาจตัดสินด้วยสายเลือดและฟีโรโมน อคิน เดชโภคินอนันท์ (เพิร์ล ศัจกร) คืออัลฟ่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ร่างกายที่เหมือนประติมากรรมชั้นเลิศและทรัพย์สินมหาศาลทำให้เขาถูกนิยามว่า “สมบูรณ์แบบ” เขาใช้กลิ่นฟีโรโมนที่ดุดันข่มขวัญผู้คนเพื่อสร้างกำแพงล่องหน แต่เบื้องหลังหน้ากากอันแข็งแกร่งนั้นกลับซ่อนความลับที่อาจทำลายชีวิตเขาได้ นั่นคือ “ภาวะแพ้ฟีโรโมนโอเมก้า” อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นจุดอ่อนร้ายแรงในการชิงเก้าอี้ผู้บริหาร อคินต้องยืนหยัดอยู่บนคมดาบของความสมบูรณ์แบบ เพราะในสงครามสายเลือดที่เหล่าญาติพี่น้องต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน เส้นทางที่ต้องปกปิดนำเขามาพบกับ ปราณ เวชพิสิฐพงศ์ (พีค ภีมพล) คุณหมอผู้รับช่วงต่อดูแลสุขภาพประจำตระกูลต่อจากคุณพ่อ ในสายตาคนนอก ปราณ คือ “เบต้า” ผู้เรียบเฉยและไร้กลิ่นอาย แต่อันที่จริงเขาคือ “โอเมก้าบกพร่อง” ที่ซ่อนตัวตนอยู่ใต้รูปลักษณ์ของคนธรรมดา ทว่าทันทีที่สบตา กฎเกณฑ์ทุกอย่างที่ทั้งคู่เคยยึดถือกลับพังทลาย กลิ่นที่ควรจะทำให้อคินเจียนตาย กลับกลายเป็นแรงดึงดูดที่โหยหาอย่างบ้าคลั่ง ส่วนร่างกายที่เคยด้านชาของปราณก็กลับสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... My Favorite Scent is YouPen Name : หนูน้อยหมวกแดง In a realm where lineage and pheromones dictate power, Akin Dejphokinanan (Pearl Satjakorn) reigns supreme as an Alpha, perched at the pinnacle of a savage hierarchy. His chiseled physique and vast fortune paint him as the epitome of perfection, a figure others both fear and admire. Armed with his powerful pheromones, he casts an intimidating aura that creates an unapproachable barrier around him. Yet, beneath this formidable facade lies a perilous secret: a debilitating allergy to Omega pheromones, a significant flaw in the ruthless competition for high-ranking roles. Akin finds himself teetering on the knife’s edge of flawlessness, navigating a treacherous battlefield where even family members wear deceptive masks. This path of hidden truths leads him to Pran Wechpisitpong (Peak Peemapol), a physician who inherited the family medical practice from his father. To the untrained eye, Pran appears to be a serene and scentless Beta, but beneath his unassuming surface lurks the reality of a "deficient Omega," concealing his true self in plain sight. However, when their gazes collide, all previously established rules shatter. The aroma that should have sent Akin spiraling into madness instead ignites an all-consuming, obsessive attraction. The part of Pran that had long been numb begins to quiver with a newfound life.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... จดหมายแถวกลางนามปากกา : wiedbutromanceโรงหนังเก่าชื่อ Before Dawn Cinema ตั้งอยู่ท้ายสุดของถนนที่ผู้คนเลิกเดินผ่านไปนานแล้ว ป้ายไฟสีส้มหน้าร้านกระพริบติด ๆ ดับ ๆ ราวกับกำลังพยายามหายใจเป็นห้วงสุดท้ายของชีวิต “พบ” เติบโตมากับกลิ่นฝุ่นของเบาะผ้าสีแดง เสียงเครื่องฉายครืดคราดเก่ากรุ และความเงียบที่ครอบครัวทิ้งไว้ เขาเฝ้าโรงหนังแห่งนี้ราวกับเฝ้าความทรงจำที่ไม่ยอมเสื่อมสลาย แล้ว “ฟา” ก็ปรากฏตัวขึ้น ชายแปลกหน้าที่มาซื้อตั๋วรอบสุดท้ายทุกคืน นั่งที่เดิม แถวเดิม กับหนังเรื่องเดิม ราวกับไม่ได้มาดูหนัง หากกำลังรอคอยบางสิ่ง คืนก่อนวันปิดกิจการ พบเดินเข้าไปนั่งข้างเขาในความมืดสลัวของโรงหนัง บนจอภาพ พระเอกกำลังพูดถึงการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด ฟาวางซองจดหมายเก่าไว้บนเบาะข้างตัว ก่อนลุกขึ้นเดินจากไป ท่ามกลางแสงสลัวจากจอหนังที่ยังไม่ดับสนิทดี เมื่อพบหยิบมันขึ้นมา ชื่อบนหน้าซองเลือนจางจนแทบอ่านไม่ออก เหลือเพียงความรู้สึกประหลาดคล้ายเคยสูญเสียบางอย่างไป ณ ที่แห่งนี้ ด้านนอกฝนเริ่มตก ส่วนด้านในยังคงปล่อยให้หนังเรื่องเดิมฉายต่อไป ราวกับบางความทรงจำไม่เคยจบลงจริง ๆ มันเพียงรอให้ใครสักคนกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง เท่านั้นเองFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Letter from the heart of the ensemblePen Name : wiedbutromance The aging Before Dawn Cinema lingered at the end of a forgotten street, its orange neon sign flickering like a heartbeat fading away. For "Phop," the cinema was intertwined with the musty aroma of the worn red seats, the rhythmic creaks of the ancient projector, and the hushed echoes of his family’s absence. He stood sentinel over the theater, clinging to its enduring essence. Then came "Fa," an enigmatic figure who purchased a ticket for the final showing every night, consistently occupying the same seat in the same row. He didn’t seem there to enjoy the film; rather, he appeared to be waiting for something elusive. On the eve of the cinema's closing, Phop settled beside him in the dim glow of the screen. As their shared story unfolded, the film's lead character spoke of an eternal wait. Fa left an old envelope on the seat next to him as he stood to leave, melting into the shadows. In the fading light, Phop picked it up, only to find the name scribbled on it barely legible, evoking a poignant sense of loss—a feeling that something had slipped through time. Outside, rain began to patter softly, while within the theater, the same film continued to play on, as if some memories were destined to linger on, patiently waiting for someone to return and occupy that same seat once more.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “เพิร์ล - พีค”ที่จะมามอบกลิ่นหอมของความรัก จนกลายเป็น The best ความหอม ให้แฟน ๆ จดจำไปตลอดกาลลล~( First Fanmeet “PearlPeak” ) “พีค” เผยว่า งานแฟนมีตในครั้งที่ผ่านมานั้น เป็นงานแฟนมีตครั้งแรกของทั้งคู่ จึงทำให้ฝึกซ้อมกันค่อนข้างหนัก และใช้ระยะเวลาซ้อมค่อนข้างเยอะ ซึ่งผลประกอบการที่ลงแรงเหนื่อยกันก็ได้รับผลตอบรับที่ดีแบบสุด ๆ บรรยากาศงานมีหลากหลายความรู้สึก ทั้งตื่นเต้น และสนุก เรียกได้ว่าครบรสจริง ๆ ทางด้านของ “เพิร์ล” เผยว่า ซีนที่ประทับใจ และจำจนถึงทุกวันนี้ คือซีนที่ร้องเพลง “ครั้งหนึ่งตลอดไป” ด้วยกันกับแฟน ๆ และตอนร้องเพลงก็ได้ลงไปพบปะแฟน ๆ ร้องเพลงด้วยกันแบบใกล้ชิด เป็นโมนเมนต์ที่น่ารักใจฟูสุด ๆ !( FLOWER BOY World Premiere ) “พีค” เผยถึงความรู้สึกในงานว่า ตนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะลุ้นว่าอยากให้แฟน ๆ ชื่นชอบในผลงานการแสดงของตน อีกทั้งรู้สึกตื่นเต้น เพราะงานนี้เป็นอีกครั้งที่ได้มานั่งดูซีรีส์พร้อมกับแฟน ๆ “เพิร์ล” เสริมว่า ตนนั้นก็ตื่นเต้นเช่นกัน เพราะอยากดูผลงานการแสดงของตัวเอง ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน แล้วแฟน ๆ จะชอบหรือเปล่า และแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่จะได้นั่งดูซีรีส์กับแฟน ๆ แต่ก็ยังคงตื่นเต้นอยู่ตามเคย( จุดเริ่มต้นแห่งความรัก ) งานนี้เหล่าดีเจก็ได้มอบโจทย์ให้ทั้งสองได้เลือกหนึ่งซีนใน EP.1 มาแสดงให้แฟน ๆ ได้ดูแบบสด ๆ เรียล ๆ หน้าไลฟ์กันเลย ซึ่งทั้งสองก็ได้เลือกซีนที่ทั้งคู่ได้เจอกันครั้งแรก และสามารถแสดงออกมาได้น่ารักฮีลใจแฟน ๆ สุด ๆ( Mini Mission “หลงกลิ่น..” ) รายการได้มีมินิเกมสนุก ๆ มาให้ “เพิร์ล - พีค” ได้เล่นกัน นั่นคือต้องให้ทั้งคู่ตอบคำถามในโจทย์ที่ได้รับไปเริ่มที่ข้อแรก “ กลิ่นที่ Favorite ที่สุด คือกลิ่นที่ฮีลใจเราที่สุด? ” โดย “พีค” ก็ได้เลือกเป็น กลิ่นฝน พร้อมให้เหตุผลว่าเป็นกลิ่นที่มีความชื้น ๆ ดิน ๆ เวลาดมแล้วรู้สึกสบายใจ และสงบ ด้านของ “เพิร์ล” ก็เลือกกลิ่นที่ทำให้ฮีลใจของตนนั้นคือ กลิ่นต้นไม้ พร้อมเผยว่า เวลาไปต่างจังหวัดที่มีต้นไม้เยอะ ๆ แล้วได้กลิ่นต้นไม้ที่มันชื้น ๆ กลิ่นนั้นจะทำตนรู้สึกสบายใจมากข้อสอง “ กลิ่นอะไรที่ทำให้นึกถึงอีกฝ่าย? ” ในข้อนี้ “เพิร์ล” ก็ได้ตอบว่า กลิ่นที่สื่อถึง “พีค” สำหรับตนนั้นคือกลิ่น เด็กอ่อน ๆ เหมือนกลิ่นแป้งเด็กสะอาด ๆ ในด้านของ “พีค” ก็ได้เลือก กลิ่นหนัง เป็นกลิ่นที่ดมแล้วนึกถึงอีกฝ่าย พร้อมให้เหตุผลว่า กลิ่นหนัง มันจะมีความวินเทจ ๆ ดิบ ๆ หน่อย เป็นการอธิบายกลิ่นที่เห็นภาพแบบสุด ๆ !ข้อสุดท้าย “ถ้ามีน้ำหอมที่เป็นกลิ่นของอีกฝ่ายจะตั้งชื่อว่าอะไร? ” ข้อนี้ “เพิร์ล” ได้ชิงตอบก่อนเลยว่า จะตั้งชื่อว่า “Baby Peak” เพราะกลิ่นของพีคเป็นเหมือนกลิ่น เด็กอ่อน ก็เลยได้ชื่อนี้ไปในที่สุด ทางด้านของ “พีค” เผยว่า ด้วยความที่ กลิ่นหนัง มีความดิบ ๆ และวินเทจ จึงได้ตั้งชื่อน้ำหอมว่า “Pearly” เพราะอยากให้มีความคอนทราสต์ โดยคนอาจจะได้ยินแล้วรู้สึกว่ามันน่าจะออกนุ่ม ๆ หวาน ๆ แต่พอเปิดออกมาใช้แล้วดันมีกลิ่นแบบดิบ ๆ วินเทจแทน จะได้เป็นที่จดจำที่ดีและเป็นเอกลักษณ์ของกลิ่นนี้( นิยามกลิ่น.. ซีรีส์ ) ทั้งคู่เผยว่า ช่วงแรกของซีรีส์นั้นจะเป็นกลิ่นหอมดอกไม้อ่อน ๆ แบบดอกที่ยังไม่ได้ผลิบานเต็มที่ต่อมาในช่วงกลางเรื่องจะมีเป็นกลิ่นชื้น ๆ กลิ่นดิน กลิ่นฝนเสริมเข้ามาและในช่วงท้ายซีรีส์ จากกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ก็จะกลายเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ผลิบานอย่างเต็มที่ แต่งานนี้ “พีค” ก็ได้พูดเสริมว่า หรือดอกไม้ดอกนั้นอาจจะเฉาตายไปเลยก็ได้ ไม่แน่ว่าจะมีคนแอบหลุดสปอยหรือป่าวน้าาา อีกทั้ง ทั้งคู่ยังบอกอีกว่าในซีรีส์เรื่องนี้จะมีรสชาติความโรแมนติกมากกว่าดราม่าอีกด้วย อยากให้แฟน ๆ ได้รอติดตามชมตอนถัด ๆ ไปกันน้าา( Location ถ่ายทำแบบจึ้งเกิน! ) ถ้าพูดถึงซีรีส์เรื่องนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่างาน Production และ Location ที่ถ่ายทำนั้นสวยจึ้งมากจริง ๆ โดยหลัก ๆ นั้นจะเป็นฉากที่ถ่ายทำอยู่ในป่า ทั้งคู่เลยบอกว่าทุกความสวยงาของธรรมชาติที่ทุกคนเห็นนั้นล้วนเป็นของจริงทั้งหมด ทำเอาเหล่าดีเจช็อกอึ้งไปตาม ๆ กันนน และ “เพิร์ล” ก็ได้พูดเสริมว่า ในตอนแรกที่ได้รับบทนี้ตนนั้นภูมิใจมาก ๆ เพราะคิดว่าได้ถ่าย Location ที่บริษัท เปิดแอร์เย็น ๆ สบาย ๆ แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นเหมือนที่คิด เมื่อต้องมารู้ว่ามีฉากที่ต้องมาแสดงแบบล้มลุกคลุกคลานอยู่ในป่า ซึ่งเหนื่อย และร่างกายเลอะเทอะกว่าบทของ “พีค” ซะอีกและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เพิร์ล - พีค” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อ “Flower Love ดอกไม้นี้ให้แทนใจ”ในเกมนี้ “เพิร์ล-พีค” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน Youtube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เพิร์ล - พีค”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เพิร์ล - พีค” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “Flower Boy หลงกลิ่นเกสร” สามารถติดตามรับชมซีรีส์ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่องวัน 31 และรับชมเวอร์ชั่น Uncut ได้ทางแอปพลิเคชัน OneD ที่เดียวเท่านั้น!สามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ทุ่งข้าวที่ว่าสวย... ยังไม่สวยเท่าเธอที่ยืนอยู่ข้างกัน ต้อนรับ ลูกหมี - ซอนญ่า ขนความน่ารัก สดใส และความซนแบบเกินต้านมาเสิร์ฟแฟน ๆ ถึง EFM FANDOM LIVE แล้ว งานนี้แฟน ๆ ได้ชาร์จความสุขจนเต็มแบตกันแน่นอน!

01 พ.ค. 2026

ทุ่งข้าวที่ว่าสวย... ยังไม่สวยเท่าเธอที่ยืนอยู่ข้างกัน ต้อนรับ ลูกหมี - ซอนญ่า ขนความน่ารัก สดใส และความซนแบบเกินต้านมาเสิร์ฟแฟน ๆ ถึง EFM FANDOM LIVE แล้ว งานนี้แฟน ๆ ได้ชาร์จความสุขจนเต็มแบตกันแน่นอน!

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 23 เมษายน 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ลูกหมี - ซอนญ่า” ที่จะมาแต่งเติมใบหน้าเหล่าแฟน ๆ ให้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Attention Pleaseนามปากกา : อาร์เจลูปิน “คุณผู้โดยสารคะ…คุณผู้โดยสาร” “อ๊ะ” เธอสะดุ้งเมื่อมือเย็นเฉียบแตะเข้าที่หลังมือ ก่อนจะหันไปมองค้อนใส่หล่อน “มีอะไรคะ” เธอเอ่ยถามหล่อนอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถือวิสาสะโดนเนื้อต้องตัวกัน เธอเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ชอบความวุ่นวายและที่ไม่ชอบที่สุด คือ สัมผัสจาก ‘คนแปลกหน้า’ “รบกวนเปิดกระจกและคาดเข็มขัดด้วยนะคะ” เจ้าหล่อนในชุดพนักงานสายการบินสีแดงก่ำขับผิวยิ่งทำให้หล่อนดูเซ็กซี่ ขณะเดียวกันก็น่าหวั่นเกรงตอบกลับอย่างข่มอารมณ์ ไม่รู้ว่าเพราะท่าทางเงอะงะของเธอ หรือเพราะหล่อนต้องการจะแกล้งกันถึงได้เข้ามาประชิดตัว ผลักไหล่กันเบาๆให้เอนลงไปพิงกับเบาะ เอื้อมมือดึงหน้าต่างขึ้น พร้อมทั้งดึงสายเข็มขัดคาดให้อย่างคล่องแคล่ว “ข..ขอบคุณค่ะ” ดันพูดติดๆขัดๆใส่หล่อนซะได้ แต่จะไม่ให้ติดขัดได้อย่างไร ในเมื่อการกระทำเมื่อครู่ทำเอาใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ระยะห่างของใบหน้าเพียงคืบ พอได้มองใกล้ๆ เจ้าหล่อนมีใบหน้าที่มีเสน่ห์เหลือล้น ไฝตรงหางคิ้วทำเอาเผลอมองไม่วางตา คนแปลกหน้าคนนี้กำลังทำเธอหวั่นไหว “ยินดีค่ะคุณผู้โดยสาร” หล่อนตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มชวนฉงน “หน้าคุณดูแดงๆ ไม่สบายหรอคะ หรือว่ากำลังเขินฉัน”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Attention PleasePen Name : อาร์เจลูปิน "“Excuse me, passenger …excuse me, passenger ,” “Ah!” She jumped slightly as a chilly hand brushed against the back of her own, spinning around with a glare for the woman behind her. “What do you want?” she snapped, irritation flaring at the audacious intrusion. In her nature, she was introverted, shunning the hustle and bustle of crowds, but most of all, she detested the touch of a ‘stranger.’ “Kindly roll up the window and buckle your seatbelt,” replied the woman dressed in a dark crimson airline uniform that hugged her form, exuding both allure and authority, as she reigned in her frustration. Whether it was the woman's teasing demeanor or her own nervousness, she found herself inching closer, gently leaning against her seat as she raised the window and expertly secured her seatbelt. “Th…thank you,” she mumbled, her heart nearly skipping a beat from the encounter. The faint whiff of perfume mingled with the closeness of their faces—mere inches apart—drawing her gaze into the depths of the woman’s mesmerizing features. A mole perched near her eyebrow only intensified her fascination. The presence of this stranger set off a flutter in her chest. “You’re welcome, traveler,” she replied, her smile a mix of mystery and warmth. “You seem a bit flushed. Are you unwell, or just shy around me?””FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... แดนต่าง (Finally, Never)นามปากกา : daycember ‘หมี’ แรงงานสาวในต่างแดนที่ต้องมาใช้ชีวิตที่นี่คนเดียวเพราะโชคชะตากำหนด เธอโดดเดี่ยวท่ามกลางแสงนีออน และป่าคอนกรีต กิจวัตรประจำวันของเธอแค่ต้องตื่นเช้าเข้าโรงงานไปทำงาน แล้วตอกบัตรกลับในตอนเย็นเสมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง พอจะมีเพื่อนคนไทยอยู่บ้างแต่ก็เข้ากับพวกเขาไม่ได้สักเท่าไหร่ จนวันหนึ่ง ‘ซอน’ หญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอพึ่งย้ายเข้ามาใหม่ หมีรับหน้าที่ฝึกงานให้ซอน ทำให้พวกเธอเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ชีวิตแรงงานของหมีไม่น่าเบื่ออีกต่อไป และซอนเองก็เหมือนเริ่มหลงรักหมีเช่นกัน ในเมื่อทั้งสองคิดตรงกัน ความสัมพันธ์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรัก ความผูกพัน ในขณะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังเบ่งบาน มีความสุขจนล้นเอ่อ ในคืนหนึ่งซอนกลับหายไปอย่างเป็นปริศนา ไม่มีใครเห็นเธออีกเลย หัวใจของหมีแตกสลาย เธอไม่สามารถทำงานที่นั่นต่อได้ จึงทำเรื่องขอย้ายกลับไทยแล้วตามสืบเรื่องของซอนเสมอมา แต่แล้วความจริงก็ปรากฎว่าซอนไม่ได้อยู่บนโลกมาตั้งแต่แรก เธอเป็นวิญญาณที่คอยวนเวียนอยู่ที่โรงงานนั้นเพื่อรอเนื้อคู่ของเธอ และชาตินี้ก็เป็นชาติสุดท้ายที่เธอจะต้องทำแบบนี้ เพราะเธอได้พบคนนั้นแล้ว…FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Finally, NeverPen Name : daycember In a bustling city awash with neon lights, 'Mhee,' a young female migrant worker, finds herself navigating life in a foreign land, cast adrift by fate. Amidst the concrete chaos, she feels the sharp sting of solitude. Each day blurs into the next as she rises with the dawn to toil away in a factory, clocking in and out like a machine. Though she has a handful of Thai acquaintances, genuine connections elude her. Everything changes with the arrival of 'Son,' a spirited young woman who quickly becomes more than just a trainee under Mhee's wing. Their camaraderie blossoms into a vibrant friendship, breathing new life into Mhee’s monotonous existence. As their bond deepens, so too does the affection between them, igniting a love that feels as exhilarating as it is profound. Just when their hearts are dancing in harmony, fate plays a cruel trick. One fateful night, Son vanishes without a trace, leaving Mhee’s heart fractured and her world dimmed. In her grief, she requests a transfer back to Thailand, but her quest for answers drives her to uncover the truth behind Son's mysterious disappearance. What she discovers is beyond imagination: Son is no mere mortal but a spirit bound to the factory, lingering on the cusp of eternity in search of her true soulmate. This life was to be her last, for she has finally found her heart's counterpart.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Re-Trial : รื้อคดีความรักนามปากกา : Asakura_N ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวาย ปัญญาพัชร ทนายสาวในชุดสูทสีครามมาดขรึม นั่งมองที่นั่งว่างเปล่าในร้านกาแฟร้านโปรด แสงแดดบ่ายกระทบเข็มกลัดนักกฎหมายบนอก สะท้อนความสำเร็จ แต่กลับว่างเปล่า ขณะที่ภาพในอดีตซ้อนทับในวันที่เธอเดินไปหา ศรัณย์ภัทร์ ที่ระเบียง เห็นแผ่นหลังที่สั่นเทาจากความเหนื่อยล้าจากความสัมพันธ์ที่ต้องหลบซ่อน แม้กระทั่งการจับมือกันเดินก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบาก "ลูกหมี มันเหนื่อยจัง" "อื้อ เหนื่อยจนใจจะขาดเลยล่ะ" ไม่มีการทะเลาะ มีเพียงความเข้าใจที่ยอมปล่อยมือเพื่อให้ต่างคนได้ไปหายใจ ในวันที่รักยังเต็มหัวใจ สิบปีผ่านไป เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น พร้อมเสียงที่คุ้นเคยสั่ง "ลาเต้ร้อนไม่ใส่น้ำตาลค่ะ" ทนายสาวชะงักกึก เมื่อร่างบางเดินมาหยุดตรงหน้า "ที่นั่งตรงนี้ ยังว่างอยู่ไหมคะ คุณทนาย" "สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ แต่สำหรับคุณ มันว่างมาตลอดสิบปีค่ะ" พวงกุญแจหมีกับพวงกุญแจกระต่ายเก่าๆ ถูกวางคู่กันอีกครั้งบนโต๊ะไม้ตัวเดิม ปัญญาพัชรสบตาคนตรงหน้าด้วยความแน่วแน่ "สิบปีที่แล้วเราแพ้ให้กับคำตัดสินของโลก สิบปีต่อมาฉันจะกลับมาอุทธรณ์ทุกความรู้สึกเพื่อให้คำพิพากษาครั้งใหม่จบลงที่คำว่าเรา"FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Re-TrialPen Name : Asakura_N In the heart of the lively city, Punyapat, donned in a formal navy suit, found herself fixated on the vacant chair in her cozy coffee spot. The afternoon light danced off her lawyer's pin, a shining emblem of achievement that somehow also hinted at an emptiness within. Waves of memory washed over her, bringing back the day she had stepped onto Saranphat's balcony, her heart aching as she saw his quivering back, weary from the weight of their concealed relationship. Even something as simple as holding hands felt like a tremendous effort. “Lookmhee, I’m so exhausted.” “Mmm, I feel that too.” There were no fights between them, only a deep understanding—a mutual decision to give each other space to breathe, even as love still flickered between them. A decade drifted by. The bell above the door chimed, and a voice she recognized ordered, “A hot latte, no sugar.” Punyapat's heart skipped as a familiar figure stepped into view. “Is this seat still open, Ms. Lawyer?” “For everyone else, perhaps not, but for you, it’s been waiting for ten years.” Old bear and rabbit keychains reunited on that same wooden table, a symbol of what was once shared. Punyapat met the other's eyes with a fierce determination. “A decade ago, we succumbed to the world’s judgment. But now, after all this time, I will fight for every emotion we felt, so that the final verdict will whisper the glorious word ‘us.’”FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... Recover to Uncover (รอยจำอำพราง)นามปากกา : pw ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ร่างไร้วิญญาณของผู้ป่วยรายหนึ่งถูกทิ้งไว้เพียงปริศนาไร้ร่องรอยคนร้าย ตำรวจมุ่งเป้าไปที่ "ปัญ" ผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะอารมณ์ไม่คงที่ ซึ่งมักมีปากเสียงกับผู้ตายอยู่บ่อยครั้ง แต่เนื่องจากขาดหลักฐานมัดตัวที่แน่ชัด การสืบสวนจึงตกมาถึงมือของ "ศรัณย์" นักสืบชื่อดังผู้ผ่านคดีมากมาย เธอเดินสำรวจทั่วตึก จนกระทั่งได้เผชิญหน้ากับปัญ วินาทีที่ได้สบตากันความมั่นใจของนักสืบกลับสั่นคลอน เพราะตรงหน้า คือ คนรักเก่าที่หายตัวไปเมื่อ 2 ปีก่อน ปัญในวันนี้ไม่ใช่คนเดิมที่รู้จัก เธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เศร้า โกรธง่ายและความทรงจำระหว่างกันก็เลือนรางขาดช่วง ขณะที่ตำรวจพยายามปิดคดีด้วยการชี้ตัวปัญเป็นผู้ร้าย โดยมีคลิปกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นผู้หญิงที่มีหน้าตาคล้ายปัญเดินเข้าห้องที่เกิดเหตุศรัณย์ จึงต้องเร่งแข่งกับเวลาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และ ไขปริศนาการหายตัวไปของปัญ จนกระทั่งความจริงถูกเปิดเผย... ปัญมีพี่สาวที่มีใบหน้าคล้ายกัน ราวกับถอดแบบ ความจริงข้อนี้เอง คือกุญแจสำคัญที่เผยให้เห็นว่า พี่สาวเธอคือฆาตกรตัวจริงและ เป็นปมมืดที่ทำให้ปัญต้องเผชิญกับอาการป่วยและหายตัวไปFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Recover to UncoverPen Name : pw In a hospital, the still form of a patient unfolds a puzzling story, one that leaves no hint of the perpetrator behind. The police quickly set their sights on "Pun," a psychiatric patient caught in a web of unstable emotions, known for her frequent clashes with the deceased. However, with no solid evidence to support their case, the investigation eventually rests with "Sarann," a skilled detective celebrated for her mastery over myriad cases. She delves into the hospital’s corridors with pinpoint precision, but when her gaze locks onto Pun’s, the air shifts. In that instant, Sarann’s composure falters, as the woman before her is none other than her lost love, who vanished two years ago. Pun has transformed; she now radiates sorrow and frustration, and the shared memories they once cherished seem indistinct and scattered. While the police work to pin the crime on Pun, bolstered by CCTV footage of someone who bears her likeness entering the scene, Sarann is in a race against time to clear her name and uncover what really happened to her. The climax reveals a shocking truth—Pun has an older sister who looks just like her. This twist uncovers the real killer and the chilling secrets that led to Pun's downfall and long absence.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... โอ้ว พระเจ้าจ๊อดมันยอดมากนามปากกา : มู๋ตุ๋นนินิ ณ วัดแห่งหนึ่ง จัดงานเทศกาลประจำปี 7 วัน 7 คืน ดีเจจ๊อด (ลูกหมี) กำลังเปิดเพลงโจ๊ะๆ ให้ชาวบ้านได้เต้นกันอยู่ มีสาวๆกรี๊ดกราดความเท่ห์ของจ๊อดเต็มที่ด้านหน้าเวที หลังทำงานเสร็จก็เดินเล่นในงานจนไปเจอ จิ๋ว (ซอนญ่า) สาวสวยเจ้าของร้านปาโป่ง กำลังบ่นทุกสิ่งบนโลกนี้ จ๊อดตกหลุมรักทันที จึงมุ่งมั่นจีบ และจะโชว์ความเท่ห์ด้วยการปาโป่ง แต่ดันวืดทุกดอก จิ๋วได้แต่ทำหน้าเอือมระอา ทุกวันจ๊อดแวะมาจีบจิ๋วตลอด แต่ฝีมือปาโป่งไม่ดีขึ้นเลย จนจิ๋วเบื่อ วันหนึ่งจิ๋วเดินถือพวงมาลัยมาเต้นอยู่หน้าเวที ก็มีทั้งชายหญิงมารุมล้อม จิ๋วอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ "ลูกจะขอเสี่ยงทายด้วยพวงมาลัยสื่อรัก ขอให้ลูกช้างเจอเนื้อคู่ในงานนี้ด้วยเถิด สาธุ" แล้วโยนพวงมาลัยออกไป แต่ละคนแย่งกันไปมา สุดท้ายไปตกบนเวที จ๊อดหยิบขึ้นมา จิ๋วตะลึงแล้วพูดกับจ๊อดว่า "ปาโป่งยังไม่แตกเลย จะดูแลฉันได้ยังไง" แล้วเดินจากไป สักพักมีคนตะโกนขึ้นมาว่า "ระวัง! ควายหลุด" ควายวิ่งตรงมาที่จิ๋ว จิ๋วกรี๊ดลั่น มีมือนึงมาดึงให้จิ๋วหลบ พร้อมทั้งพาขึ้นขี่หลังควาย พอควายสงบลง จิ๋วจึงเห็นว่าจ๊อดเป็นคนมาช่วย จิ๋วพูดว่า "โอ้ว พระเจ้าจ๊อดมันยอดมากเป็นแฟนกับฉันเถอะ" จุ๊บบFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Oh my God, that's amazing!Pen Name : มู๋ตุ๋นนินิ At a lively temple, a vibrant festival unfolds, lasting a whole week under the stars. DJ Jod (Lookmhee) spins infectious tunes, getting the villagers on their feet and dancing. Amidst the festivities, a group of girls can't help but cheer for Jod's undeniable charm as she entertains the crowd. After her DJ set, she wanders through the festival grounds and stumbles upon Jiew (Sonya), a stunning girl managing a balloon-popping booth. She's in a bit of a mood, lamenting about all that ails the world. Jod can’t help but be smitten and decides to charm her by trying her hand at the balloon game, but luck isn't on her side as she pops nothing but air. Jiew's frustration is palpable. Despite her repeated attempts to win her over each day, her balloon skills never seem to improve, yet Jiew's patience starts to wear thin. One magical evening, Jiew takes the stage, adorning a flower garland and dancing beautifully amid the crowd. With a hopeful heart, she offers a prayer to the deities: “With this garland as a love token, I seek my soulmate at this festival. Amen.” Then, with a flourish, she tosses the garland into the air. A rush of excitement ensues as everyone scrambles to catch it, but it lands squarely on the stage, right in front of Jod. She picks it up, only for Jiew to look unimpressed and exclaim, “You can’t even pop a balloon, how will you take care of me?” With that, she walks away, leaving Jod bewildered. Suddenly, chaos erupts as someone shouts, “Look out! A buffalo is on the loose!” The buffalo charges straight at Jiew, and her terrified scream pierces the air. In an instant, a hand grabs Jiew and pulls her to safety, helping her climb onto the buffalo's back. As the animal settles down, she turns to discover that it was Jod who had come to her rescue. With eyes wide in surprise, Jiew exclaims, “Oh my God, Jod, you’re incredible! Will you be my girlfriend?” And just like that, they share a sweet kiss amidst the lingering festival magic.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ลูกหมี - ซอนญ่า”ที่จะมาแจกความน่ารัก สดใส ฮีลความเหนื่อยล้า และสร้างความสุขให้แฟน ๆ จนล้นใจ!( หยุดสงกรานต์กับ “ลูกหมี - ซอนญ่า” ) “ซอนญ่า” เผยว่า ปกติในช่วงวันหยุดสงกรานต์ เธอมักจะชอบเล่นน้ำหน้าบ้านกับครอบครัว และสัตว์เลี้ยงตั้งแต่เด็ก ซึ่งปีนี้ก็ยังคงทำแบบเดิมตามเคย ในด้านของ “ลูกหมี” เผยว่า ปกติตนนั้นจะเก็บหมด เล่นน้ำทุกวันเลย แต่ปีนี้เหลือเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น เพราะนอกจากจะเหนื่อยจากการทำงานแล้ว การที่โตขึ้นจึงทำให้รู้สึกอิ่มตัว เปลี่ยนจากการเล่นน้ำเป็นการพักผ่อนแทน( Hap Hap ย้อนหลังค่ะยัยคนสวย ) “ซอนญ่า” เผยถึงความรู้สึกตอนที่ลงจากรถที่คุณแม่มาส่ง แล้วเห็นป้ายติด Happy Birthday อยู่หน้าตึกเต็มไปหมด นั่นทำให้ “ซอนญ่า” และคุณแม่ รู้สึกตกใจ และเซอร์ไพร์สมาก เพราะเจ้าตัวก็ไม่คิดว่ามันจะใหญ่โตขนาดนี้!?( LMSY Mini Mission “Fanfic Mission” ) โดยครั้งนี้ทางทีมงานก็ได้มีมิชชั่นเล็ก ๆ มาให้ “ลูกหมี - ซอนญ่า” ได้เล่นกันเป็นน้ำจิ้มก่อน โดยจะให้ทั้งสองสวมคาแรกเตอร์ตามโจทย์ที่ได้รับ และโพสท่าถ่ายภาพนิ่งค้างไว้ ให้แฟน ๆ รอแคปหน้าจอไปชื่นชมเคมีความน่ารักต่อกันหลังจบไลฟ์โจทย์ข้อที่ 1 “คุณนักสืบกับนายตัวร้ายขโมยหัวใจ”โจทย์ข้อที่ 2 “เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ”โจทย์ข้อที่ 3 “บาริสต้าสุดหล่อกับลูกค้าประจำสุดสวย”โจทย์ข้อที่ 4 “ลูกทุ่งย้อนยุค ปิ๊งรักที่งานวัด”ซึ่งทั้งคู่ก็สามารถโพสท่าทางออกมาได้น่ารัก ขโมยหัวใจของแฟน ๆ ไปครองได้อย่างอยู่หมัดดด!( จับมือกันเดินทางมาถึงเช็คพอยด์ที่ 3 แล้ววว ) ทั้งคู่เผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 3 ที่ได้เล่นด้วยกัน นั่นจึงทำให้รู้สึกว่าเวลาแสดงหน้าเซ็ตนั้นสามารถเล่นได้ลื่นไหลขึ้น ไม่ต้องเครียด หรือกดดันในการซ้อมร่วมกันมากเท่าเรื่องแรก และเรื่องนี้เป็นแนวตลกคอมเมดี้แล้วด้วยนั้น จึงทำให้ทั้งคู่สามารถแสดงออกมาแบบเน้นความสด ๆ เรียล ๆ และเป็นตัวเองในหน้าเซ็ตได้เลย อีกทั้งยังเผยว่า ในซีนทุ่งนา ที่ถ่ายที่ศูนย์วิจัยข้าว ที่จังหวัดสุพรรณบุรีนั้น ต้องบอกเลยว่าร้อนแบบแดดไหม้ผิวสุด ๆ กลับมาพากันตัวแดงแดดกันทั้งคู่ หลังถ่ายจบจึงได้พากันบำรุงครีมป้องกันตัวดำแดดกันแบบขะมักเขม้นสุด ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ของทั้งคู่ที่น่ารักมาก ๆ เลยยย( เซอร์ไพร์สครับคุณผู้ชม!? ครั้งนี้..คอมเมดี้! ) “ซอนญ่า” เผยว่า ตอนแรกคาดหวังกันว่าซีรีส์เรื่องถัดไปจะต้องได้เล่นแนวสืบสวนสอบสวนแน่ ๆ เพราะเคยให้สัมภาษณ์ไปว่าอยากลองเล่นแนวสืบสวนสอบสวน ที่มีความซีเรียสสักครั้ง แต่ครั้งนี้กลับแหวกแนวมาเลย เกินความคาดหมายสุด ๆ เพราะมาแนวตลกคอมเมดี้ แต่ทั้งคู่ก็ชื่นชอบ เพราะบทที่ได้รับมานั้นค่อนข้างมีความตรงกับบุคลิกส่วนตัว จึงทำให้รู้สึกว่าสนุกมาก ๆ กับการรับบทเล่นในเรื่องนี้ แม้ในการแสดงจริงจะต้องใช้เอเนอจี้เยอะมาก ๆ ทำให้หลังถ่ายเสร็จจะแอบมีหนีไปนั่งซึมหงอยก็ตาม เรียกทั้งเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มความน่าเอ็นดูจากเหล่าดีเจ และแฟน ๆ ได้เต็ม ๆ ! ในด้านของ “ลูกหมี” นั้นก็ได้เผยว่า ครั้งแรกที่ได้เห็นบทนี้ก็รู้สึกเขินอายในการแสดง เพราะรู้สึกว่าบทค่อนข้างเบียว ๆ ไปทางตลก ๆ แต่พอเล่นไปได้สักพักกลับติดนิสัยคาแรกเตอร์ที่แสดงมาเล่นที่บ้านด้วย จึงทำให้เจ้าตัวรู้สึกตลก และสนุกกับบทนี้มาก ๆ( เสื้อปุ๋ยสไตล์ “ลูกหมี” ) “ซอนญ่า” เผยความเห็นส่วนตัวว่า รู้สึกว่า “ลูกหมี” นั้นเป็นคนที่ไม่ว่าจะแต่งตัวยังไง ใส่อะไรก็ดูสวย ดูเก๋ไปหมด ขนาดใส่เสื้อปุ๋ยแล้วยังดูเริ่ดอยู่เลย พร้อมยังบอกเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ทั้งสองตัวละครได้เริ่มรัก และอยู่ด้วยกัน ตนนั้นก็ได้ใส่เสื้อปุ๋ยไปตลอดทั้งซีรีส์โดยปริยาย( 2 ความต่างที่ลงตัว ) ทั้งคู่เผยว่า การที่ทั้ง 2 ตัวละครที่มีความต่างกันมาก ๆ มาบรรจบกลายเป็นรักกันได้นั้น เพราะการมี 2 คาแรกเตอร์ที่ต่างกันนี่แหละคือประเด็นสำคัญ! ด้วยความที่ตัวละครของ “ศิ” ที่เคยเป็นพี่สาวคนโตของบ้าน เมื่อมีน้องสาวทำให้พ่อแม่เอาอกเอาใจน้องสาวมากกว่า นั่นจึงทำให้ตัวของ “ศิ” นั้นรู้สึกน้อยใจ และเมื่อ “ศิ” ได้มาเจอกับ “เฮียเกล้า” คนที่คอยรับฟัง และตามใจ นั่นจึงทำให้ “ศิ” รู้สึกดีที่ได้อยู่กับ “เฮียเกล้า” นั่นเอง เป็นส่วนต่างที่มาผสมกันลงตัวสุด ๆ( ตัวป่วนไหนจะเป็นตัวโปรด..? ) ทั้งคู่เผยว่า การเข้าซีนกับสัตว์หลากหลายชนิดนั้น ทั้งคู่รู้สึกแฮปปี้มาก ๆ กับทุกตัวเลย แต่ตัวที่เดินเข้ามาในหัวใจด้วยความน่ารักเลยนั่นก็คือ “โจ้น” ที่เป็น ไก่ ในเรื่องนั่นเอง เพราะเป็นไก่ที่สามารถให้อุ้มได้ และเวลาอุ้มก็จะนิ่งจนหลับไปปุ๋ยไปทุกที( ถ้า LMSY มีพื้นที่ 20 ไร่?! ) ทั้งคู่ได้จัดแจงกันว่า หากมีพื้นที่ 20 ไร่ อย่างแรกที่ต้องทำเลยคือขายที่ 10 ไร่ และปลูกต้นมะม่วง เพราะ “ซอนญ่า” ชอบกินมะม่วงน้ำปลาหวานมาก ๆ ที่เหลือก็จะนำไปปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์โลกน่ารักเพิ่มเติมจนเต็ม 10 ไร่ ที่เหลือ( ผันตัวมาเป็นนักสปอยกันสักหน่อยย ) งานนี้ “ซอนญ่า” ก็ได้เผยว่า ใน EP.4 หรือในตอนถัดไปนั้น ทั้งคู่จากที่โกรธกันก็จะกลับมาดีกันด้วยความรวดเร็ว และกลับไปอยู่สุพรรณด้วยกันตามเคย เรียกได้ว่าสปอยแบบตรง ๆ ชัด ๆ ไม่ปล่อยให้แฟน ๆ ได้เครียดนานแน่นอน( FANCON ครั้งนี้มาในธีม Romance! ) ทั้งคู่เผยว่า ในงาน FANCON ปีที่แล้วนั้น จะเป็นธีมแบบกุ๊กกิ๊ก Poppy Love ปีนี้เลยอิงจากซีรีส์เรื่องล่าสุด ประกอบกับงานครั้งนี้เหมือนการเล่าเรื่องของความสัมพันธ์ของคนสองคน หลังจากที่ผ่านช่วง Poppy Love มาแล้ว งานนี้ก็จะพรีเซนต์ถึงความโรแมนซ์มากขึ้นผ่านโชว์ต่าง ๆ ส่วนโชว์ต่าง ๆ จะเป็นยังไง อยากให้แฟน ๆ รอติดตามกันน้าาา( LMSY What is the best romantic? ) “ซอนญ่า” เผยว่า “ลูกหมี” นั้นเป็นคนที่ใส่ใจมาก ๆ คอยใส่ใจตนอยู่เสมอ เช่น คอยสั่งข้าวให้ ถือเป็นคนที่น่ารักมาก ๆ ! ในด้านของ “ลูกหมี” เผยว่า “ซอนญ่า” เป็นคนที่น่ารักมาก จะคอยเชียร์อัพ คอยให้กำลังใจอยู่เสมอ เช่นเวลาออกกองแล้วถ่ายจบ 1 วัน “ซอนญ่า” ก็จะเดินมาปรบมือ และยิ้มเชียร์อัพให้ “ลูกหมี” อยู่เสมอและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “ลูกหมี - ซอนญ่า” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มในชื่อเกมว่า “Hometown Mission ภารกิจสะใภ้บ้านนา” งานนี้บอกได้เลยว่า “ลูกหมี - ซอนญ่า” เล่นเกมกันแบบเต็มที่ดึงความน่ารัก ซุกซนของตัวเองออกมากันแบบจัดเต็ม! ชวนแฟน ๆ อดยิ้มกันไม่ได้สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME) ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ลูกหมี - ซอนญ่า”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ลูกหมี - ซอนญ่า” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบความสุขชวนฟิน ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูกันถ้วนหน้า ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “Hometown Romance คุณแฟนบ้านนอก” สามารถติดตามรับชมซีรีส์ได้ทุกวันศุกร์ เวลา 22.30 น. ทางช่องวัน 31 และรับชมเวอร์ชั่น Uncut ได้ทางแอปพลิเคชัน OneD ที่เดียวเท่านั้น!สามารถเข้าไปรับชมเคมีความน่ารักน่าใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

อยากจะเป็นเธอคนนั้น.. คนที่ได้เป็นคนโปรดของเธอ~ ต้อนรับ “แตงกวา - เหนือ” สองสาวสุดสวยที่พกเอเนอจี้ความน่ารัก สดใสมาเสิร์ฟ พร้อมขโมยหัวใจแฟน ๆ ให้โดนตก จนถอนตัวกันไม่ขึ้น!

23 เม.ย. 2026

อยากจะเป็นเธอคนนั้น.. คนที่ได้เป็นคนโปรดของเธอ~ ต้อนรับ “แตงกวา - เหนือ” สองสาวสุดสวยที่พกเอเนอจี้ความน่ารัก สดใสมาเสิร์ฟ พร้อมขโมยหัวใจแฟน ๆ ให้โดนตก จนถอนตัวกันไม่ขึ้น!

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 9 เมษายน 2569 ] ค่ำคืนนี้พบกับ “แตงกวา - เหนือ” ที่มาฮีลใจที่เหนื่อยล้าของแฟน ๆ ด้วยความน่ารัก ซุกซน เติมรอยยิ้มให้กับแฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... แด่เธอที่รัก - For youนามปากกา : สามพี ด้ายแดง สิ่งที่คอยยึดเหนี่ยวคนสองคนเข้าไว้ด้วยกัน สลักลึกลงไปในดวงวิญญาณ ผูกรั้งเอาไว้ตั้งแต่ก่อนกาลเปลี่ยนผันสู่ปัจจุบันและคงอยู่ไปจนถึงอนาคต ผู้คนเชื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่ด้ายแดงปรากฎเมื่อนั้นจะพบกับรักแท้ สำหรับ เหนือ สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนการกังขังราวกับนกน้อยในกรงทอง แม้จะฟังดูสวยหรูทว่าไร้อิสระ ตอนแรกหญิงสาวคิดเพียงว่าเป็นเรื่องงมงายที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงจนเจอเข้ากับตัวเอง เป็นเวลาร่วมหลายเดือนแล้วตั้งแต่ที่ด้ายแดงของเธอผูกโยงเอาไว้กับ แตงกวา แม้ครั้งแรกที่ด้ายแดงปรากฎจะไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก ในตอนที่เราเจอกันมันเป็นการเดินผ่านบนทางม้าลายเพียงเสี้ยววินาทีที่ร่างกายแตะต้องกัน กลับมีสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวรั้งร่างกายของหญิงสาวทั้งสองเอาไว้ ใครจะคิดว่าจากคนแปลกหน้าในวันนั้นจะกลายมาเป็นคนที่สวมชุดเจ้าสาวยืนอยู่ข้างกันในตอนนี้ แม้สำหรับเหนืองานวิวาห์นี้จะเป็นเพียงสิ่งที่จัดขึ้นมาเพื่อความสบายใจของผู้ใหญ่ แต่สำหรับแตงกวามันคืองานวิวาห์ที่เกิดขึ้นจากความรัก งานวิวาห์ที่จัดขึ้นแด่เธอผู้ที่ฉันหลงใหล แด่เธอผู้ที่ฉันรักสุดหัวใจ แด่เธอผู้ที่ไม่เคยมอบสิ่งเหล่านั้นกลับมาให้ฉันเลยFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... For youPen Name : สามพี The red thread, an invisible bond that entwines two souls, runs deep within them, connecting their past, present, and future in an eternal loop. It is said that when this red thread is revealed, true love inevitably follows. To Nur , however, such beliefs feel more like a confinement—a shimmering cage, picturesque yet stifling. Initially, she dismissed it as mere superstition, unsubstantiated by science, until reality proved her wrong. Months have passed since her fateful connection to Tangkwa. Their first encounter was far from magical; just a brief brush of hands on a busy crosswalk. Yet, that moment forged an unseen link between them. Who could have predicted that two strangers would stand together one day, adorned in wedding attire? To Nur, this wedding feels like a ceremonial obligation to appease tradition, while for Tangkwa, it’s a celebration of love. This is a union for her, the one I treasure, the one I adore with all my being, the one who has never returned my affections.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... เจ้าทานตะวันนามปากกา : ก่อนนับหนึ่ง หากพูดถึง ดอกทานตะวัน หลายคนคงให้ความหมายแทนความรักที่ซื่อสัตย์และมั่นคง เพราะดอกทานตะวันมักจะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์เสมอ แต่สำหรับ 'แตงกวา' นั้นเธอไม่ชอบใจเอาซะเลย ดวงอาทิตย์ทั้งร้อนและพร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่อยู่ท่ามกลางรัศมีของมัน ขนาดนั้นแล้วดอกทานตะวันก็ยังคงรักดวงอาทิตย์งั้นหรอ เธอจ้องมองไปยัง 'เหนือ' ที่ตอนนี้กำลังนั่งเหม่อมองดอกทานตะวันที่อยู่ในแจกัน แตงกวาได้แต่ตั้งคำถามในใจว่า ทำไมดอกทานตะวันถึงไม่หันมองดวงจันทร์บ้างหล่ะ ดวงจันทร์มีแสงที่อบอุ่นและพร้อมจะปลอบโยนดอกทานตะวันจากแสงแดดในตอนเช้า ใครเป็นคนกำหนดว่าดอกทานตะวันต้องคู่กับดวงอาทิตย์กันนะ "หวังว่าจะมีดอกไม้งอกเงยขึ้นในส่วนที่แสนเศร้าที่สุดของคุณนะ" แสงจากดวงจันทร์กำลังปลอบประโลมเจ้าดอกทานตะวัน "คุณทำให้รู้ว่าท่ามกลางความใจร้ายโลกนี้ก็ยังมีความน่ารักอยู่" ดอกทานตะวันเริ่มเบ่งบานทีละน้อย "ตราบเท่าที่ดวงจันทร์ยังอยู่วันทุกวันจะน่ารักกับทานตะวันเสมอนะ" เธอพูดออกไปแม้ลึกๆข้างในใจรู้ดีว่าเจ้าดอกทานตะวันไม่เคยแม้แต่จะหันมองดวงจันทร์เลยสักนิดเดียว ไม่มีสักครั้งที่เธอมองเห็นไม่ได้เป็นหรอกคนสำคัญ เป็นแค่ดวงจันทร์ที่แอบรักทานตะวันข้างเดียวFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... SunflowerPen Name : ก่อนนับหนึ่ง When people envision sunflowers, they often think of them as symbols of loyal and unwavering love, since these bright blooms always turn their heads towards the sun. But for ‘Tang Kwa’ , it’s quite the opposite — she has a strong dislike for them. The sun radiates an intense heat, capable of scorching everything caught in its blaze, yet those sunflowers still adore its light? She glances over at ‘Nur’, who sits in a trance, mesmerized by the sunflowers resting in a vase. TangKwa ponders to herself, why do sunflowers never gaze at the moon? After all, the moon offers a gentle glow, a comforting presence that could shield the flowers from the harshness of the morning rays. Who made the decision that sunflowers should always belong to the sun? "I wish for flowers to bloom in your darkest moments," the moonlight whispers softly to the sunflower. "You reveal that even amidst the harshness, love still thrives in this world." Slowly, the sunflower begins to unfurl its petals. "As long as the moon is there, every day will treat the sunflower kindly," she muses, even though she knows deep down that the sunflower has never given the moon a single glance. Not once has she been noticed. She’s no one special; merely the moon, quietly cherishing the sunflower from a distance.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ยามกาแฟอุ่นนามปากกา : ตะวันยอแสง กลิ่นกาแฟหอมกรุ่น ไม่ได้ลอยอยู่ในตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยเขม่ารถสีดำ แต่ล่องลอยอยู่เหนือ "หุบเขา"... ที่ที่มีความเงียบงันเป็นเสียงต้อนรับที่ไพเราะที่สุด 'กาแฟอุ่น' เป็นร้านเล็กๆ ทำจากไม้ สีเข้มและกระจกบานใหญ่ ตั้งอยู่กลางเนินเขาที่โอบล้อมด้วยหมอกจางๆ ในยามเช้า และทิวทัศน์ของป่าสนที่ทอดตัวยาวราวกับภาพวาดสีน้ำมัน ภายนอก ตัวร้านดูเรียบง่าย แต่กลับมีมนต์ขลังน่าดึงดูด เมื่อคุณเดินทางมาถึง ประตูไม้บานเก่าแกะสลักเป็นรูปถ้วยกาแฟจะนำคุณสู่ภายในตัวร้านที่แสนอบอุ่น ผนังเต็มไปด้วยชั้นหนังสือที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นเมล็ดกาแฟที่เพิ่งคั่วเสร็จใหม่ๆ ตลบอบอวลไปทั่วทั้งร้าน ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายราวกับว่าเรื่องหนักๆในชีวิตถูกยกออกไปชั่วขณะ กริ๊ง~ "สวัสดีค่ะ รับอะไรดีคะ" เจ้าของร้านยังคงวุ่นอยู่กับเครื่องทำกาแฟตัวใหม่ ทำให้ไม่ยอมหันมามองลูกค้าเสียที "ขอกาแฟอุ่น 1 แก้วค่ะ" แต่แล้วเสียงที่แสนคุ้นชินก็ทำเอาใบหน้าหวานต้องหันมามองอย่างเสียไม่ได้ เมื่อเห็นรอยยิ้มที่คุ้นตายื่นเข้ามาใกล้ ใจที่เคยนิ่งงันก็กลับมาเต้นแรงให้กับเธอคนเดิมอีกครั้ง "คุณไออุ่น" "คิดถึงกันไหมคะ"FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... As the coffee radiates warmthPen Name : ตะวันยอแสง The scent of coffee doesn’t hang around in the grimy alleyways; instead, it wafts gently above a serene ‘valley’... where silence reigns as the most exquisite greeting. Tucked away in a hillside shrouded in gentle morning mist, ‘Warm Coffee’ is a quaint little shop built of rich, dark wood and expansive glass windows. From here, you can gaze out at a breathtaking panorama of a pine forest that seems to stretch endlessly, like a beautiful piece of art. Its exterior may be simple, but it exudes a charming allure. As you arrive, an ancient wooden door, artfully carved to resemble a coffee cup, swings open to welcome you into a cozy ambiance. The walls are adorned with meticulously organized bookshelves, and the delightful aroma of freshly roasted coffee beans envelops you, easing life’s burdens as if for a moment, all worries fade away. *Ding!* “Hi there! How can I assist you today?” the owner calls out, still tinkering with a new coffee machine, hardly glancing at the customer. “I’d love a warm coffee, please.” Just then, a familiar voice catches her off guard, making her glance up. As she sees a beloved smile approaching, her heart, which had been quiet, starts to flutter once more for the same woman. “Ai-Oun.” “Did you miss me?”FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... หัวใจสำรองนามปากกา : Lynzz (ลินซ์)ดาวเหนือ = เหนือ พริ้นซ์ = แตงกวา ดาวเหนือ รู้ตั้งแต่แรกว่า พริ้นซ์ ยังไม่ลืม “คนรักเก่า” ที่จากไปอย่างกะทันหัน ทุกมุมของบ้านยังเต็มไปด้วยความทรงจำของคนคนนั้น ทั้งรูปถ่าย เพลงเดิม ๆ และน้ำตาที่หลั่งออกมาในคืนที่เงียบงัน แต่ดาวเหนือก็ยังเลือกอยู่ข้างพริ้นซ์เสมอ เธอเป็นคนปลอบในวันที่อีกฝ่ายร้องไห้ เป็นคนดูแลในวันที่อ่อนแอ และเป็นคนที่ยอมรักมากกว่าที่ได้รับรัก เพราะเชื่อว่าสักวันหัวใจของพริ้นซ์จะค่อย ๆ เปิดรับเธอ ทว่าโลกกลับเล่นตลก เมื่อคนรักเก่าที่ทุกคนเชื่อว่าตายไปแล้ว “กลับมา” พร้อมรอยยิ้มที่ดาวเหนือไม่เคยได้รับ พริ้นซ์รีบกลับไปหาอดีตที่ยังรักโดยไม่ลังเล ในวินาทีนั้นเธอจึงเข้าใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยเป็นคนที่ถูกเลือก เป็นเพียง “หัวใจสำรอง” ที่ถูกใช้เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดจากใครอีกคน และเมื่อคนที่พริ้นซ์รอคอยกลับมา ดาวเหนือจึงเลือกที่จะหายไป โดยไม่รู้เลยว่า การจากไปของเธอ อาจทำให้พริ้นซ์เพิ่งตระหนักได้ว่า คนที่เธอมองว่าเป็นแค่ “ตัวแทน” แท้จริงแล้วคือคนที่รักเธอมากที่สุดFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Extra lovePen Name : Lynzz (ลินซ์) North Star = Nur, Prince = TangKwaFrom the very beginning, North Star sensed that Prince was haunted by the memory of his late "former lover." The house echoed with traces of that person—pictures hanging on the walls, familiar melodies playing softly, and the soft remnants of tears shed during lonely nights. Yet, North Star remained steadfast by Prince's side. She was her shoulder to cry on, the one who supported her in moments of weakness, and the one whose love for her overflowed, hoping that one day her heart would awaken to hers. But fate played a harsh game when the presumed lost love, once thought to be gone forever, appeared again, wearing a smile that North Star had never known. Without a second thought, Prince dashed back to her past love. In that instant, North Star realized the painful truth: she had always been the "backup heart," a salve for someone else's wounds. And so, when the person Prince had longed for returned, North Star quietly slipped away, oblivious to the fact that her absence might finally make Prince see that the one she disregarded as a "substitute" was truly the one who had loved her the deepest.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... พันธะจองจำใต้เงาจันทราสีเลือดนามปากกา : ผู้เฝ้ามองจันทราคู่ในมิติเร้นลับที่ท้องฟ้าเป็นสีม่วงครามไร้แสงตะวัน เหนือ จอมเวทสาวผู้ทรงอำนาจได้เนรมิตคฤหาสน์แก้วขึ้นเพื่อกักขัง แตงกวา ภูตพฤกษาเลอค่าที่ผู้คนต่างหมายปอง นางอ้างว่านี่คือการปกป้องจากโลกภายนอกอันโหดร้าย ทุกคืนเมื่อจันทร์แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เถาวัลย์อาถรรพ์สีดำจะผุดขึ้นแผ่ซ่าน กัดกินผิวกายของภูตพฤกษาหรือแตงกวาจนแทบไม่อาจทนได้ "ท่านช่วยเราด้วย" แตงกวาทรุดลงบนเตียงขนนก ร่างกายสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดเหนือก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเย็นชาแฝงความลุ่มหลง นางยื่นมือออกไป ถ่ายทอดพลังเวทสีทองเพื่อขับไล่ความมืดและบรรเทาความทรมานนั้น "หากอยากให้เราช่วย จงเป็นของเราเพียงผู้เดียว" คำกล่าวแผ่วเบาแต่หนักแน่น ดุจพันธนาการ ทว่าความจริงที่แตงกวานั้นล่วงรู้ คือ คำสาปคืนจันทร์สีเลือดนี้ ล้วนเกิดจากคนรักของเธอ นางร่ายมนตร์ดำเพื่อผูกมัดคนรัก ให้ต้องโหยหานางเพื่อความอยู่รอด แม้ภูตพฤกษาสาวจะรับรู้ความจริง ภูตพฤกษากลับยิ้มทั้งน้ำตา เพราะสำหรับนางแล้ว ความเจ็บปวดจากมือคนรัก ยังงดงามยิ่งกว่าอิสรภาพที่ไร้ผู้ใดเคียงข้างFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Chains of confinement under the glow of a crimson moon.Pen Name : ผู้เฝ้ามองจันทราคู่ In a realm cloaked in shades of purplish-blue, devoid of sunlight, a formidable sorceress named Nur crafted a shimmering glass mansion to hold captive Tangkwa, a cherished spirit of nature coveted by countless souls. She justified this imprisonment as a means of shielding Tangkwa from the harshness of the outside world. Each night, as the moon blazed crimson, sinister black vines emerged and wrapped around Tangkwa, biting into her essence until her resilience began to falter. “Help me,” Tangkwa gasped, collapsing onto a bed of feathers, her body quaking in agony. Nur approached with a chilling, possessive grin, extending her hand to summon golden magic that sliced through the shadows, easing the torment for an instant. “If you desire my aid, you must belong to me,” she breathed, her words as unyielding as a spell that binds. Yet, deep within, Tangkwa understood the true nature of her plight—the curse of the blood moon was woven by the very hand of her beloved, who had ensnared him with a dark enchantment to keep him longing for her to exist. Even in the face of this painful reality, the plant spirit offered a bittersweet smile through her tears, for in her eyes, the suffering brought forth by her lover held a beauty that overshadowed the loneliness of freedom.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “แตงกวา - เหนือ” ที่จะมามอบรอยยิ้มพลังงานความน่ารัก สดใส ใจฟู ให้กับเหล่าแฟน ๆ ได้อมยิ้มไปตาม ๆ กันน( บ่อเกิด กำเนิดรัก ) “เหนือ” เล่าว่า เธอนั้นเห็น “แตงกวา” ครั้งแรก ผ่านทาง Instagram แล้วรู้สึกว่าเป็นคนน่ารักดี เลยลองทักไปชวนมาแคสบท ซึ่ง “เหนือ” ก็บอกว่าตนนั้นได้เห็น และประทับใจในความพยายามของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก พร้อมบอกว่า “แตงกวา” เป็นคนเดียวที่ทำให้ “เหนือ” เขินได้ จากคนที่มาแคสทั้งหมด ในด้านของ “แตงกวา” ก็ได้เล่าว่า ในครั้งแรกที่เจออีกฝ่ายตัวจริง คิดว่าเป็นคนที่มาแคสบทเหมือนกัน เพราะเห็นว่ามีหน้าตาที่น่ารักมาก ๆ ซึ่งในตอนที่ต่อบทด้วย “เหนือ” ก็แอบมาช่วยในส่วนที่ตนนั้นลืมบท จึงทำให้เกิดความประทับใจตามมา “แตงกวา” ยังบอกอีกว่า ตอนที่ทั้งคู่คุยในแชท ที่ “เหนือ” ทักมาชวนไปแคสบทครั้งแรกนั้น ทั้งคู่แทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย มีแค่บอกสถานที่ และเวลาที่ต้องไปแคสบทเท่านั้น ในส่วนที่เหลือก็คือการประทับใจกันต่อหน้า ทำให้ได้คุยกันมากขึ้น และทำให้สนิทใจกันจนถึงทุกวันนี้( ระวังมิจฉาชีพหลอกให้หลง..! ) “แตงกวา” เผยว่า ตนนั้นไปแอบส่องเช็กเกี่ยวกับประวัติของค่าย เพราะก่อนหน้าที่ “เหนือ” จะทักมาชวนไปแคสบทนั้น มีหลายค่ายที่ทักมาชวนตนไปแคสบทเยอะมาก แต่ติดตรงที่แต่ละที่แอบดูน่ากลัว ครั้งนี้จึงได้เข้าไปเช็กประวัติค่ายแบบละเอียด พร้อมเผยว่า ช่วงแรกมีการนัดเจอกันกับ “เหนือ” ที่คาเฟ่บ่อย ๆ แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยวางมาดว่าเป็นประธานบริษัทขนาดนั้น ออกแนวไปทางเฟรนลี่ น่ารักด้วยซ้ำไป( Activity ฉบับคนรู้ใจ “แตงกวา - เหนือ” ) ทั้งคู่ เผยว่า ทั้งคู่นั้นมีความชอบที่คล้ายกัน และหนึ่งในสิ่งที่ชอบทำมากที่สุดก็คือการไปคาเฟ่ ถ่ายรูปเล่น ด้วยความที่มีไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมที่ชอบทำคล้ายกัน จึงทำให้ทั้งคู่สนิทกันได้ไวมากขึ้น พร้อมยังแนะนำเพิ่มเติมให้กับแฟน ๆ ว่าแถว ๆ ย่านอารีย์นั้นมีคาเฟ่ที่ถ่ายรูปสวย ๆ อยู่มากมาย บอกเลยว่าไปครั้งนึงเก็บได้หลายที่ ถ่ายออกมารูปสวย คุ้มค่าเดินทางแน่นอน!( Minigame สวยสับฟาดทุกช็อต! ) ทางทีมงานได้มี Minigame สนุก ๆ มาให้ “แตงกวา-เหนือ” ได้ร่วมเล่นสนุกกัน โดยจะให้ทั้งคู่มองที่กล้อง และทำท่าตามโจทย์ที่ให้ไป เปิดมาที่ข้อแรก กับโจทย์ ‘สวยใสตะมุตะมิ’ ตามมาที่ข้อสอง ‘สวยคม หล่อกระชากใจ’ ถัดไปข้อที่สาม กับโจทย์ ‘สองสาวสวยแซ่บ ยกพริกมาทั้งสวน’ และข้อสุดท้ายข้อที่สี่ กับโจทย์ ‘สวย ปะทะ สวย’ ซึ่งทั้งคู่ก็ได้โพสท่าทางออกมาได้แซ่บกระชากใจ น่ารัก หล่อเท่ สมใจแฟน ๆ พากันโดนตก จนยากจะหุบยิ้มมม( ตื่นมาอีกวัน..เป็นคนดังแล้ว?! ) “เหนือ” เผยว่า ตั้งแต่ที่ซีรีส์ได้ออกอากาศไปก็ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น มีผู้ติดตามมากขึ้น ซึ่งก็ตามมาด้วยการใช้ชีวิตที่ยากขึ้น เพราะจะให้ทำตัวเป็นอิสระแบบเดิมก็คงไม่ได้ แล้วเจ้าตัวยังบอกอีกว่าต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นอีกด้วย เพราะตนไม่ได้เป็นเพียงแค่ดารา นักแสดงอย่างเดียว แต่เป็นประธานค่ายด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตของตนนั้นก้าวกระโดด และเติบโตมากขึ้น พร้อมบอกกับแฟน ๆ อีกว่า ต่อจากนี้จะตั้งใจพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น และจะทำผลงานดี ๆ มาให้แฟน ๆ ได้ชมกันอีกเยอะ ๆ เลยยย ในด้านของ “แตงกวา” ได้เล่าว่า จุดเปลี่ยนของชีวิตเธอที่เปลี่ยนไปแบบเห็นได้ชัดเลย นั่นคือตอนที่ซีรีส์ตอนแรกได้ออกอากาศไป ตื่นเช้าตื่นมาอีกวัน ยอดฟอลไอจีก็เพิ่มขึ้นมาเป็นหลักหมื่นด้วยความรวดเร็ว ด้วยเหตุการณ์นั้นจึงทำให้ตนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นดาราแล้ว และต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตอิสระนอกบ้านให้มากขึ้น พร้อมบอกว่า ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ตนได้แสดง ดังนันผลงานถัดไปในอนาคต ตนก็จะพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นไปอีกเช่นกัน( โจทย์สุดหิน กับซีรีส์เรื่องแรก ) “แตงกวา” เผยว่า ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เธอได้เล่น จึงรู้สึกตื่นเต้น และต้องทำการบ้านหนักมาก ๆ พร้อมเผยว่า ตอน Workshop ก็ค่อนข้างที่จะหนักหน่วงมาก ๆ เช่นกัน ด้านของ “เหนือ” เผยว่า ทริคของตนคือการค่อย ๆ ทำความรู้จักลักษณะนิสัย ภูมิหลังต่าง ๆ ของตัวละครให้ลึก แต่ก็ถือว่าเป็นบทที่ยากมาก เพราะคาแรกเตอร์ที่ได้เล่นนั้นเป็นคนที่ร้องไห้บ่อย และแสดงความรู้สึกออกมาชัดเจน ซึ่งต่างจากตัวจริงของตนสุด ๆ แต่ก็ได้ทำการบ้านอย่างหนัก และแสดงออกมาเต็มที่แล้ว หวังว่าแฟน ๆ จะชื่นชอบน้าาา( Fan Meeting ครั้งแรก! ) “เหนือ” เล่าว่า ตนนั้นตื่นเต้นและรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ใหม่มาก ๆ อีกทั้งยังเหนื่อยมากอีกด้วย เพราะด้วยความที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักแสดง แต่เป็นประธานค่ายด้วย จึงทำให้ต้องทำงานหลายส่วน ยิ่งทำให้ทวีความเหนื่อยขึ้นไปอีก พร้อมบอกว่าตนนั้นเต็มที่กับงาน Fan Meeting ครั้งนี้มาก ๆ เรียกได้ว่าทุ่มทั้งแรงใจและแรงกายกันเลยทีเดียว อีกทั้งยังแอบบอกว่า ตนรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความฝันวัยเด็กของ “แตงกวา” สำเร็จ โดย “แตงกวา” ก็ได้เล่าว่า ความฝันวัยเด็กของเธอนั้นคือการได้ขึ้นไปเต้น และใส่อินเอียร์ร้องเพลงบนเวทีต่อหน้าแฟน ๆ ซึ่งในงานนี้ตนก็มีโอกาสได้ทำมัน งาน Fan Meeting ครั้งนี้จึงทำให้เธอมีความสุข และเอนจอยกับมันมาก ๆ แม้เบื้องหลังการซ้อม และการจัดงานจะเหนื่อยกันมากแค่ไหน แต่ทั้งคู่ก็สามารถทำออกมาได้ดีมาก ๆ เก่งกันมาก ๆ เลยน้าาา( ซีรีส์แนวไหนถูกใจ “แตงกวา - เหนือ” ) ทั้งคู่ เผยว่า แอบอยากเล่นอะไรที่เป็นแนวตลกคอมเมดี้ รั่ว ๆ ดู พร้อมบอกว่าแอบมีลองทำกันไปบ้างแล้วด้วย อยากให้ทุกคนได้รอติดตามชมกันน้าาาและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษสำหรับแฟน ๆทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แตงกวา - เหนือ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มในชื่อเกมว่า “สงกรานต์ สาดรัก จั๊กจี้หัวใจ” งานนี้บอกได้เลยว่า “แตงกวา - เหนือ” ทุ่มเทให้กับการเล่นเกมครั้งนี้แบบมีน้ำ มีเหงื่อจริง! พร้อมมอบโมเมนต์ความน่ารัก ให้กับแฟน ๆ ได้ยิ้มจนแก้มแตกไปตาม ๆ กันสามารถไปรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แตงกวา - เหนือ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แตงกวา - เหนือ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้ม ชวนแฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ฮีลใจ จนเต็มอิ่ม ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “Dangerous Queen คนโปรดของควีน” สามารถรับชมซีรีส์ย้อนหลังได้ทาง YouTube ช่อง S.nur Entertainment ที่เดียวเท่านั้น!สามารถเข้าไปรับชมเคมีความน่ารักน่าใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

album
efm
-

-