EFM FANDOM RECAP

EFM FANDOM RECAP

ตั้งใจหลอกให้เธอรัก แต่ดันพลาดพลั้งไปหลงรักเธอซะเอง พร้อมรับแรงกระแทกความฟินกับ จูเนียร์ - มาร์ค ที่มาเผยเทคนิค HOW TO จับสแกมเมอร์ตัวจี๊ด งานนี้มีทั้งความฮา ความหวาน และมวลเคมีชวนใจสั่นกันจนล้นสตู ~

06 มี.ค. 2026

ตั้งใจหลอกให้เธอรัก แต่ดันพลาดพลั้งไปหลงรักเธอซะเอง พร้อมรับแรงกระแทกความฟินกับ จูเนียร์ - มาร์ค ที่มาเผยเทคนิค HOW TO จับสแกมเมอร์ตัวจี๊ด งานนี้มีทั้งความฮา ความหวาน และมวลเคมีชวนใจสั่นกันจนล้นสตู ~

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมใจให้พร้อมไปกับเคมีสุดละมุนของ “จูเนียร์ -มาร์ค” ที่จะมาเสิร์ฟโมเมนต์หวานปนหยอก เติมดีกรีความฟินแบบไม่มีกั๊ก ไปกับ 2 ดีเจหล่อสวย อารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... ผมกลับบ้านนอนตอนตี 5 ส่วนเขาตื่นตี 5 เพื่อใส่บาตรนามปากกา : มนุดจากดาวโลก คนหนึ่งเจอเขาตอนตี 5 เพราะกลับบ้านไปนอน ส่วนอีกคนเจอเขาตอนตี 5 เพราะตื่นเช้าออกมาใส่บาตรทุกวัน คนหนึ่งเปิดร้านดอกไม้ 09.00-18.00 น. อีกคนเป็นบาร์เทนเดอร์ ทำงาน 19.00 - 02.00 น. เนื่องจากบาร์อยู่ใกล้บ้าน “จูเนียร์” จึงเดินกลับเวลานี้เสมอ เขาคุ้นทางดีจนแทบหลับตาเดินได้ เพียงแค่ปล่อยให้กลิ่นหอมจากร้านดอกไม้นำทาง ถ้าเดินมาแล้วได้กลิ่นหอมนี้แสดงว่าเนี่ยแหละทางกลับบ้าน วันนี้เป็นวันพระ ว่าแล้วเขาก็นึกอยากแวะใส่บาตรก่อนกลับไปนอนสักหน่อย พอถึงร้านดอกไม้เขาเดินไปหาพนักงานเพียงคนเดียวที่ควบตำแหน่งเจ้าของร้านไปด้วย ‘ขอกล้วยไม้ใส่บาตรครับ’ ‘ขอโทษครับ หมดพอดีเลย’ เขาตอบกลับ จูเนียร์พยักหน้าเตรียมเดินออกจากร้าน แต่เสียงนุ่มอบอุ่นดังขึ้นอีกครั้ง ‘มีเป็นดอกบัวน่ะครับ แต่เหลืออยู่ดอกเดียว ผมเองก็ยังไม่ได้ใส่ สนใจใส่บาตรหน้าร้านด้วยกันไหมครับ’ คำชวนเรียบง่ายนั้นทำให้หัวใจเขาวูบไหว รู้สึกเกิดอาการบางอย่างในหัวใจ เขายิ้มตอบรับคำเชิญชวนก่อนจะเอ่ยถามชื่ออีกฝ่าย “มาร์ค ครับ” ชื่อของเจ้าของร้านดอกไม้ที่เขาเห็นทุกเช้าตีห้าแต่ไม่เคยทักทาย ดูเหมือนหลังจากนี้ สงสัยต้องแวะทำบุญใส่บาตรทุกเช้าก่อนนอนซะแล้วสิFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... I hit the hay at 5 AM, just as he was rising to give alms to the monks.Pen Name : มนุดจากดาวโลก At the break of dawn, one person spotted him at 5 AM, heading home for a much-needed rest, while another encountered him at the same hour, rising early each day to give alms. One of them runs a charming flower shop from 9 AM to 6 PM, while the other tends bar from 7 PM until the early hours, 2 AM. Living close to the bar, Junior makes the familiar walk home at this hour, navigating the path with such confidence that he could almost do it with his eyes shut, letting the delightful fragrance from the flower shop lead him home. The scent serves as a signpost, letting him know he’s on the right track. Today holds special significance as a holy day in the Buddhist calendar, which inspired him to drop by and offer alms before catching some sleep. As he arrived at the flower shop, he approached the sole employee, the shop’s owner. “I’d like to buy an orchid for alms, please,” he requested. “I’m sorry, but we’re out of stock,” came the reply. Junior nodded thoughtfully, ready to exit, when a gentle, inviting voice called out to him once more. “We do have a lotus, although it’s the last one. I haven't offered any yet. Would you be interested in sharing the alms with me right here in front of the shop?” This simple gesture made his heart skip a beat, stirring a flutter of emotions within him. A smile blossomed on his face as he accepted the offer, before inquiring about the other person's name. “Mark,” came the warm response. This was the flower shop's owner he passed by each morning, yet had never exchanged words with. He couldn’t help but think that after today… perhaps he should make it a habit to stop by every morning and offer food to the monks before heading off to dreamland.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... Betting on Destiny เดิมพันร้าย ทำนายรักนามปากกา : Jinjerruby เมื่อความรักเลือกเวลาเกิดแต่ดันไม่เลือกคนที่จะเกิดความรักด้วย สงครามประสาทจึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อ “พระพาย” ได้ลั่นวาจาตอนเมากลางวงเพื่อนไว้ว่า เขาจะเป็นคนแรกของกลุ่มที่มีแฟน ถ้าทำไม่ได้จะยอมจ่ายล้านหนึ่ง เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อเพื่อนตัวดีดันอัดคลิปไว้เป็นหลักฐาน เขาจึงไม่มีทางเลือก หันไปพึ่งหมอดูให้ช่วยดูดวงเนื้อคู่ให้หน่อย แต่เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้าง เมื่อราหูย้ายดาวคำทำนายของหมอดูบอกชัดว่า จะเจอเนื้อคู่ภายในสามวัน คนผู้นั้นมีลักษณะสูงโปร่ง ผิวขาวเหลืองหน้าตาหล่อเหลา มีเชื้อสายจีน และข้อสุดท้ายจำไว้ให้ดี คนผู้นี้คือรักแท้ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพระพายไปตลอดกาล แต่สิ่งที่ทำให้พระพายอยากจะล้มเดิมพันนี้ไปซะเมื่อคนที่หมอดูได้ทำนายไว้มีลักษณะตรงกับ “น่าน” คนที่เป็นศัตรูคู่แค้น คนที่เขาไม่เคยคิดจะญาติดีด้วยมาตั้งแต่จำความได้ คนที่เจอกันทีไรมีแต่จะหาเรื่องทะเลาะกันทุกครั้งไป เดิมพันในครั้งนี้พระพายจะทำอย่างไร จะยอมกลืนน้ำลายตัวเองแล้วเสียเงินล้านหรือไม่ หรือเดินหน้าจีบคนที่ไม่ชอบหน้าเพื่อชัยชนะในการเดิมพัน แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือหัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะกับคนๆ นี้เข้าอย่างจังซะแล้วFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Betting on DestinyPen Name : Jinjerruby When love decides to arrive at its own time but keeps the recipient a mystery, a test of patience unfolds. In a tipsy moment, Prapai, challenged by his friends, drunkenly vows to be the first in their circle to snag a boyfriend, promising to cough up a million baht if he fails. To his dismay, the whole scene was caught on camera! Left with no option, he consults a fortune teller in hopes of discovering his one true love. Miraculously, the fortune teller states that his soulmate is just three days away. This enchanting individual will be tall, fair-skinned, remarkably handsome, of Chinese heritage, and—most crucially—his destined partner who will revolutionize Prapai's life. However, the fun twist? This predicted soulmate turns out to be none other than Nan, his long-time rival and source of childhood grievances—a person he can hardly stand. So, what's Prapai to do? Should he let go of his pride and forfeit the million baht, or should he chase after the very person he's been at odds with to win the bet? To make things even more complicated, he finds himself unexpectedly drawn to this nemesis.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... 恭喜发财 – กงสี่ฟาไฉ (เรื่องที่ 274)นามปากกา : เจ่เจ้ยูนิคอร์น 有缘千里来相会,无缘对面不相逢 (โหย่ว เหยียน เชียน หลี่ ไหล เซียง ฮุ่ย, อู๋ เหยียน ตุ้ย เมี่ยน ปู้ เซียง เฝิง) หากมีวาสนาแม้ห่างกันไกลพันลี้ยังได้พบหน้า หากไร้วาสนาแม้อยู่ตรงข้ามก็ไม่พบเจอ ประทัดดังในตอนเช้า กลิ่นธูปที่ลอยคลุ้งเต็มบ้าน โต๊ะไหว้ถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน และเสียงพูดคุยของบรรดาลูกหลานที่กำลังรอรับซองแดงใบเล็ก ๆ เทศกาลตรุษจีนวนกลับมาอีกครั้ง ... ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว คงนึกภาพไม่ออกที่ ลูกชายคนโตของครอบครัวคนจีน ตัดสินใจคบกับคนรักเพศเดียวกันโดยไม่สนใจเสียงรอบข้าง ต่อให้จะโดนคําวิจารณ์มามาก โดนกดดันและกีดกันจากคนในครอบครัว แต่เขาไม่เคยปล่อยมือจากผมเลยสักครั้ง ถ้าวันนั้นผมไม่ออกไปช่วยงานอาม่า และถ้าเขาไม่มาดูขบวนแห่มังกร เราคงไม่ได้เจอกัน ... ผมยังจำใบหน้าขาวตัดเสื้อสีแดงทอง ประกอบกับปากที่ขยับพูดเจื้อยแจ้ว ตื่นเต้นกับงานตรุษจีนไม่หยุด (น่าเอ็นดูเป็นที่สุด!) ต่างจากผมที่เกิดและโตที่เมืองปากน้ำโพ เขาเข้ามาทำให้ตรุษจีนที่แสนธรรมดาของผมพิเศษขึ้นกว่าครั้งไหนๆ เราเที่ยวเล่นกันสนุกสนาน หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเราก็พัฒนามาเรื่อยๆ และเทศกาลตรุษจีนในปีนี้ ใครจะไปคิดว่าเขาคนนั้นจะมายืนไหว้บรรพบุรุษอยู่ข้างๆผม ในฐานะภรรยา ...FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... 恭喜发财 (Story #274)Pen Name : เจ่เจ้ยูนิคอร์น 有缘千里来相会,无缘对面不相逢 When destiny favors you, even a thousand miles apart, you will cross paths. But when it doesn’t, standing just inches away means nothing. The morning bursts forth with the crackling of firecrackers, the air is rich with the fragrance of incense wafting through the house, the altar is carefully adorned, and the joyful chatter of family members waiting for their little red envelopes fills the atmosphere. Chinese New Year has graced us once more… Reflecting on two decades past, it seemed inconceivable that the eldest son of a traditional Chinese family would choose to pursue a same-sex relationship, standing firm against the whispers and judgments surrounding him. Despite the harsh criticism, family pressures, and battles from all sides, he steadfastly held on to me. If I hadn’t gone to assist my grandmother with the rituals that day, and if he hadn’t shown up to enjoy the dragon parade, our paths may never have intertwined… I can still picture him—his pale complexion standing out against his vibrant red and gold attire, his lips animatedly welcoming the New Year with joy (it was utterly charming!). While I grew up in the quiet town of Nakhon Sawan, he brought a spark to my traditional Chinese New Year celebrations that turned the ordinary into the extraordinary. We shared countless joyous moments, and our bond blossomed beautifully. And this year, who could have imagined that he would be right here by my side, honoring our ancestors as my beloved partner…FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... City run City loveนามปากกา : A little cool breeze (อะ-ลิตเติ้ล-คูล-บรีซ) เคยได้ยินไหมครับถ้าอยากมีแฟนให้ลองออกจากบ้านดู จูเนียร์ โปรแกรมเมอร์ที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านมานานแสนนานหลังจากที่อกหักจากรักครั้งเก่า เพื่อที่จะตามหารักครั้งใหม่ที่จะมาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย ก็เลยเลือกที่จะออกมา City run ตามเทรนช่วงนี้สักหน่อย แต่น่าจะเลือกกิจกรรมออกจากบ้านผิดไปหน่อย วันแรกก็ได้เรื่องเลย คนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนในชีวิตแล้วก่อนหน้านี้ก็อยู่แต่บ้านมาตลอด ก็เป็นลมสิครับ แต่เหมือนฟ้ายังเห็นใจ ก็เลยได้ประทาน มาร์ค คุณหมอหน้าใสที่มาวิ่งคลายเครียดเป็นประจำ มาช่วยปฐมพยาบาลให้จูเนียร์ตอนเป็นลม พอเห็นหน้าคุณหมอ จูเนียร์ก็ได้รู้เลยว่านี่สินะ รักครั้งใหม่ที่ฟ้าประทานมาให้ จึงได้ขอแลกคอนแทคเพื่อมานัดวิ่งกับคุณหมอ มาร์คที่เป็นคนขี้สงสารเป็นทุนเดิมก็แอบสงสารจูเนียร์ที่ออกมาวิ่งคนเดียวจนเป็นลม ก็เลยให้คอนแทคไป หลังจากที่ได้เจอกันอีกหลายครั้ง ทุกครั้งที่ได้วิ่งด้วยกันและได้แลกเปลี่ยนบทสนทนากัน จูเนียร์ยิ่งมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อมาร์คมากขึ้นเรื่อยๆ มาร์คก็รู้สึกถูกชะตากับจูเนียร์มากขึ้นเช่นกัน จากการวิ่งชมเมืองธรรมดา ก็กลายเป็นการวิ่งชมเมืองแห่งรักได้ไงก็ไม่รู้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... City run City lovePen Name : A little cool breeze Ever come across the phrase, "If you're looking for a girlfriend, you might want to step outside"? Junior, a programmer who's been tucked away at home for what feels like forever after a heartbreak, decides it’s time for an adventure in the city to seek out new romance. Unfortunately, his first attempt turns into a comical catastrophe; having never been one for running and always glued to his couch, he ends up fainting! Just when things seem bleak, luck shines upon him. Enter Mark—a dashing doctor who hits the pavement regularly to clear his head. He rushes to Junior's side, and in that moment, Junior senses that the universe might be nudging him toward something special. They swap numbers, planning to run together soon. With Mark’s kindhearted nature, he couldn’t help but feel sympathy for Junior's solo mishap, offering his digits as a lifeline. As they meet up more often, each jog and every chat deepens Junior’s affection for Mark, and Mark starts to feel a spark with Junior too. What began as a casual city run has somehow morphed into a charming journey toward love.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... เรื่อยๆ…ตลอดไปนามปากกา : (J)Uranus ภีม กับ ภัทร ไม่ได้เริ่มจากคำว่ารัก มันเริ่มจากการนั่งข้างกันทุกเช้า สมุดเล่มเดียว ข้าวจานเดียว และทางกลับบ้านเส้นเดิม จนความเงียบระหว่างกันกลายเป็นความคุ้นเคย เย็นวันฝนพรำใต้ชายคาตึก ภัทรพูดเบา ‘ถ้าต้องตายจากกัน ฉันขอไปก่อนนะ อยู่แน่ๆไม่ได้ถ้าไม่มีนาย’ ภีมมองม่านฝนอยู่นาน แล้วเพียงพยักหน้า ปีที่จดทะเบียนสมรส พวกเขาไปเขตเงียบๆ มีแค่ลายเซ็นสองชื่ออยู่บนกระดาษแผ่นเดียว ชีวิตยังเหมือนเดิม รองเท้าอีกคู่ข้างประตู แก้วน้ำใบเดิม และไฟหัวเตียงที่ภัทรชอบเปิดค้าง จนวันหนึ่ง เจ้าของรองเท้าคู่นั้นไม่กลับบ้านอีกเลย ภีมยังเปิดไฟทุกคืน และไปสุสานทุกวัน เขาเล่าเรื่องรถติด เรื่องข้าวร้านเดิมเหมือนอีกคนยังนั่งฟัง วันครบรอบแต่งงาน เขาวางทะเบียนสมรสหน้าแผ่นหิน ‘จำวันที่พูดใต้ตึกได้ไหม นายขอไปก่อน…ฉันก็เลยพยักหน้า’ ปลายนิ้วแตะชื่อ “ภัทร” เบาๆ ‘ถ้าฉันไปก่อน คงไม่มีใครรู้ว่านายไม่กินผักชี ไม่มีใครเปิดไฟหัวเตียงไว้ให้ ไม่มีใครจำได้ว่าร้านข้าวมุมถนนคือร้านที่นายชอบ’ เขาหัวเราะแผ่ว ‘แต่ถ้านายไปก่อน ฉันจำได้ทั้งหมด ฉันไม่ลืมนายหรอก’ ภีมลุกขึ้นช้าๆ ‘พรุ่งนี้ฉันมาใหม่’ นี่แหละคือคำว่าเรื่อย ๆ ของภีมFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Little by little...for all time.Pen Name : (J)Uranus Pheem and Phat's bond wasn't born from romance. It started with their quiet companionship each morning—sharing a notebook, a single plate of rice, and their daily walk home. The silence they shared blossomed into a comfortable familiarity. One rainy evening, sheltered under a building’s awning, Phat leaned in and whispered, “If we have to leave this world, I want to go first. I can't imagine life without you.” Pheem stared at the rain for a long moment before simply nodding in agreement. The year they tied the knot, they slipped into the district office without fanfare; their marriage was sealed with just their signatures on a single document. Life carried on as usual: a pair of shoes by the door, the same glass of water waiting, and the bedside lamp Phat always left aglow. But one day, those shoes never returned home. Each night, Pheem still kept the lamp lit and visited the cemetery daily. He spoke aloud about the traffic, the same restaurant they loved, as if Phat were listening intently. On the anniversary of their wedding, he placed their marriage certificate at the base of the tombstone. “Do you remember our conversation under the building? You wanted to go first… so I nodded.” He tenderly traced the name "Phat." “If I’m the one to leave first, no one will know that you don’t like cilantro, no one will leave the lamp on for you, and no one will remember that the corner restaurant was your favorite.” A soft chuckle escaped him. “But if you go first, I’ll keep every detail alive. I won’t ever forget you.” Pheem slowly rose, affirming, “I’ll come back tomorrow.” And that’s how Pheem would say, “I’ll take it easy.”เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้เตรียมหัวใจให้พร้อมต้อนรับ “จูเนียร์ - มาร์ค” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และความฟิน ให้โลกใบนี้มีแต่ความสุข จนกลายเป็นสีชมพู ~แฟนฟิคแบบไหน และบทบาทไหนที่โดนใจ “จูเนียร์ - มาร์ค” “จูเนียร์” ได้บอกว่า ความชอบส่วนตัวของตนเวลาที่อ่านนิยายนั้น จะชอบอ่านนิยายแนวฆาตกรรม แนวสืบสวน ถ้าในอนาคตหากได้รับเล่นบทแนวสืบสวน ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และอยากลองทำดูมาก ๆ มาที่ด้านของ “มาร์ค” ได้บอกว่า ถ้าหากให้ตนเลือกแนวที่อยากจะเล่นในเรื่องถัดไป ก็คงต้องเลือกในแนวเนื้อเรื่องที่ “จูเนียร์” ชื่นชอบ โดยได้เสริมว่า ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังชื่นชอบนิยายเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ ชื่อเรื่องว่า ‘หลวงตาบอกแล้วอย่าออกแว้นตอนตีสามเปรตมันดุ’ นั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของ เปรตกับเด็กแว๊น และส่วนตัวของ “จูเนียร์” ก็ชื่นชอบในบทตัวละครของ “เปรต” มาก “มาร์ค” จึงได้อาสาจะรับบทเป็นเด็กแว๊นให้ ผู้กำกับคนไหนผ่านมาได้ยิน อย่าลืมรับพล็อตเรื่องนี้ไปพิจารณาด่วน ๆ เลย นักแสดงพร้อมจัดเต็มกันอย่างแน่นอนนนตำนานภาษาเหนือ ของ “จูเนียร์ - มาร์ค” โดย “มาร์ค” ได้บอกว่า จริง ๆ แล้วตนนั้นพูดภาษาเหนือไม่ได้เลย แต่ที่ครั้งก่อนมาออกรายการ EFM FANDOMLIVE แล้วสามารถสอน “จูเนียร์” พูดได้นั้นเพราะว่าตนได้อ่านจากบทมา และกลับมาในครั้งนี้ พี่ๆดีเจจึงให้ “มาร์ค” ได้เลือกคำภาษาเหนือมาสอน “จูเนียร์” พูดอีกครั้ง ซึ่งมาร์คก็ได้นึกคำ ๆ นึงออก ‘อ้ายฮักตั๋วก่อ’ ที่มีความหมายในภาษากลางว่า ‘พี่รักผมไหม ?’ พร้อมหันไปหาพี่จู และฉีกยิ้มด้วยความน่ารัก พร้อมพูดประโยค ‘แว่นมานี่มา’ ชวนเอาแฟน ๆ ที่ดูไลฟ์อยู่หลังหน้าจอต้องฟินจิกหมอนไปตาม ๆ กันถามไว ตอบไว Set มีนาคม !‘จะมีนาแล้ว มีน้องมาร์คอยู่ข้าง ๆ แล้ว ดีต่อใจยังไง ?’ ซึ่ง “จูเนียร์” ก็ได้ตอบว่า การมี “มาร์ค” อยู่ข้าง ๆ นั้น รู้สึกมีความสุข และดีต่อใจสุด ๆ‘จะมีนาแล้ว มีนิสัยอะไรที่แอบปลื้ม แต่ไม่เคยได้พูดให้พี่จูฟังเลย ?’ โดย “มาร์ค” ก็ได้ตอบว่า ความจริงนั้น เขาไม่ค่อยได้พูดความในใจตรง ๆ แบบนี้กับ “จูเนียร์” สักเท่าไหร่ ซึ่งจริง ๆ ก็ชื่นชอบนิสัยทุก ๆ อย่างของพี่จูเลย ทั้งความดูแลเอาใจใส่ ความใส่ใจต่าง ๆ ที่ได้จากพี่จู น้องมาร์ครับรู้ และจำได้หมดเลยน้าาา‘จะมีนาแล้ว มีอะไรที่พี่จูอยากเห็นน้องมาร์คทำให้สำเร็จที่สุด ?’ โดย “จูเนียร์” ก็ได้ตอบว่า สิ่งที่ตัวเขานั้นอยากเห็น “มาร์ค” ทำที่สุด นั่นก็คือการได้ทำตามความฝันของคนน้อง โดยการที่จะได้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ต ที่เวทีใหญ่อย่าง IMPACT Arena เมืองทองธานี ซึ่งคำตอบนี้ก็ได้ขโมยรอยยิ้มของน้องมาร์คไปเต็ม ๆ‘จะมีนาแล้ว เต็ม 5 คะแนน ให้โรแมนติกของพี่จูกี่คะแนน ?’ โดย “มาร์ค” ก็ได้ตอบว่า ให้คะแนนพี่จูไปเลย 4.5 เต็ม 5 คะแนน โดยให้เหตุผลว่า ที่เหลือไว้อีก 0.5 คะแนน เพราะเผื่อว่าในเทศกาลถัดไปในอนาคตอย่าง เทศกาลสงกรานต์ พี่จูจะมีอะไรเซอร์ไพรส์เพิ่มเติม นำมาเติมเต็มคะแนนให้เต็มเปี่ยม !ทิศทางต่อไปใน EP.5 ที่สุดจะเข้มข้น ! โดย “จูเนียร์” ก็ได้เป็นตัวแทนในการตอบว่า ใน EP.4 นั้น มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ เยอะมาก จากการทำตัวไม่ดีของตัวละคร “ทิม” ที่ไปแกล้งทำเหมือนว่าเจ็บป่วย จนทำให้ “ไป๋” นั้นรีบดำเนินการจัดงานแต่งงาน เพื่อที่จะหลอกเอาสินสอด และรีบทำเรื่องหย่า ซึ่งใน EP.5 นี้เนื้อเรื่อง และซีนอารมณ์ก็จะเข้มข้นขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ “ทิม” นั้นต้องเริ่มตัดสินใจจริง ๆ แล้วว่า ที่จริงแล้วนั้นเขาเพียงแค่อยากจะเข้ามาเพื่อหลอกเอาทรัพย์สินของ “ไป๋” หรือว่าตัวเขานั้นตกหลุมรัก “ไป๋” เข้าแล้วจริง ๆ กันแน่ เรียกได้ว่าเป็นการสปอยที่น่าติดตามต่อสุด ๆ !วิธีฝึกฝนการเป็นลูกเศรษฐี แบบฉบับ “จูเนียร์ - มาร์ค” โดย “มาร์ค” ก็ได้เผยทริคว่า สำหรับตนนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเตรียมตัวทำการบ้าน ในการรับบทของ “ไป๋” ที่เป็นลูกเศรษฐีนั้น ก็คือการที่ตนได้ไปเปิดดูซีรีส์ต่างประเทศ ที่เป็นหนังแนว ๆ เดียวกัน แล้วดูว่าการแสดงของนักแสดงในเรื่องนั้นเขาแสดงออกมาประมาณไหนบ้าง และลองนำมาปรับใช้ดูกับบทบาทที่ตนได้รับมา นอกจากนี้ก็ยังมีการถามจากเพื่อน ๆ คนรู้จักรอบข้างบ้าง เรียกได้ว่าตั้งใจ และเต็มที่กับบทบาทที่ได้รับมาสุด ๆ !มิจฉาชีพ... หลอกให้เธอรัก “จุูเนียร์” ได้เผยว่า บทบาทที่ตนได้รับนั้นจะต้องเป็นคนที่มีนิสัยชอบหลอกลวง ใช้ชีวิตอยู่กินด้วยการหลอกลวงคนอื่นไปวัน ๆ โดยการไปหลอกให้เขารัก และเอาทรัพย์สินเขามา จากนั้นจึงค่อยทิ้งเขาไป ซึ่งในเรื่องนี้ก็ถือว่า เซอร์ไพรส์สุด ๆ ที่ตัวละครของ “ทิม” ดันไปเจอเข้ากับ “ไป๋” ที่เป็นถึงลูกเศรษฐีตระกูลใหญ่โตอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดย “จูเนียร์” ก็ได้บอกว่า ความยากของการรับบทบาทนี้ ก็คือความแตกต่างจากบทบาทที่เคยได้รับมาทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้ตนจะได้รับแต่บทบาทตัวละครที่เป็นคนดี ใช้ชีวิตไปอย่างราบรื่น พอมาเรื่องนี้ที่ต้องใช้ความเจ้าเล่ห์มากขึ้น จึงพยายามศึกษาจากเพื่อน ๆ คนรอบข้างมากขึ้นไปอีก เพื่อถ่ายทอดผลงานการแสดงที่ดีที่สุด สู่สายตาแฟน ๆในชีวิตจริง.. หน้าที่ หรือ หัวใจ ? “จูเนียร์” ได้ตอบว่า หากเหตุการณ์ในซีรีส์เรื่องนี้ เป็นเรื่องจริง ตนก็คงเลือกทำตามหัวใจ โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า สุดท้ายแล้วในชีวิตจริง เสียงหัวใจนั้นมักจะดังกว่าเสียงในหัวเสมอ ในด้านของ “มาร์ค” ก็ได้ตอบคำตอบเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่า หากเกิดขึ้นในชีวิตจริง ถ้าเราดันไปรักใครเข้าจริง ๆ เราก็ต้องเลือกทำตามเสียงของหัวใจเป็นอันดับแรกก่อนเสมอHow to จับสแกมเมอร์ ! “จูเนียร์” ผู้ที่ได้รับบทสแกมเมอร์ตัวจี๊ดของเรานั้นก็ได้เผยทริคในการตรวจเช็กว่า ใครกันที่เข้ามาหาเราเพื่อมาหลอก!? โดยเจ้าตัวได้บอกว่า ถ้าในช่วงระยะเวลาแรก ๆ เขาเข้ามาทำตัวกับเราดีผิดปกติ พยายามทำหลาย ๆ อย่างเพื่อซื้อใจเรา อาจเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะอยากได้อะไรจากเราก็เป็นได้ ซึ่งเจ้าตัวก็ได้พูดเสริมต่อว่า อย่างตัวละคร “ทิม” ในเรื่องนั้น ก็จะมีวิธีการเข้าหา เพื่อหลอกให้รัก จุดประสงค์ก็เพื่อจะเอาทรัพย์สิน และเมื่อ “ทิม” ได้เรียนรู้นิสัย หรือความชอบของเหยื่อ เขาก็จะทำในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ จนอีกฝ่ายตกหลุมพลางของเขา เรียกได้ว่า เห็นหน้าหล่อ ๆ แบบนี้ ความเจ้าเล่ห์นี่เกินลิมิต !การร่วมงานกันของทั้งคู่ กับ “โอห์ม - ปูน” โดย “มาร์ค” ก็ได้เผยว่า ส่วนตัวนั้น ชื่นชอบเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ของตัวละครของ “โอห์ม - ปูน” ในเรื่องมาก ๆ เพราะเป็นความรักที่ค่อนข้างสุดโต่ง พร้อมเผยอีกว่าในช่วงกลาง ๆ เรื่องนั้น เหมือนจะมีเรื่องราวให้คนดูได้เซอร์ไพรส์อยู่ตลอดเวลา ในฝั่งของ “จูเนียร์” ได้เสริมว่า บทบาทของ “ปูน” ในเรื่องนั้น จะเล่นเป็นคนที่มีคาแรกเตอร์ที่ค่อนข้างอ่อนต่อโลก มักจะทำตามหัวใจตัวเองอยู่เสมอ โดยไม่สนว่ารอบข้างนั้นจะเป็นอย่างไร และในบทบาทของ “โอห์ม” นั้น จะเป็นสแกมเมอร์เหมือนกันกับบทบาทที่ ”จูเนียร์“ ได้รับ แต่ต่างกันที่จริง ๆ แล้วไม่ได้เต็มใจ อยากเป็นสแกมเมอร์ แต่ด้วยความที่ไม่มีทางเลือก ก็จะมีความเงอะ ๆ งะ ๆ อยู่พอสมควร ซึ่งพอตัวละครของทั้งสองมาเจอกันนั้น ก็ถือเป็นเคมีความน่ารัก และกลายเป็นเคมีที่ลงตัวสุด ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่ทำให้สตูดิโอเต็มไปด้วยกลิ่นความหวาน หอมตลบอบอวลทั่วทั้งสตู ~ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ก็มีเกมสุดพิเศษมาให้ “จูเนียร์ - มาร์ค” ได้พิชิตกันชื่อเกมว่า ‘จูเนียร์ - มาร์ค หลอกให้รัก พิทักษ์หัวใจ’งานนี้ทั้งคู่จะเสิร์ฟความฟิน ชวนกัดหมอนขาดกันขนาดไหน สามารถไปรับชมเคมีความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบไม่มีกั๊ก! กับโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการให้ “จูเนียร์ - มาร์ค” โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ ชวนใจละลาย เขินน้วยไปตาม ๆ กันนน! สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “จูเนียร์ - มาร์ค” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ รวมถึงขอบคุณที่เข้ามาร่วมสร้างโมเมนต์ความสุข และรอยยิ้มให้กับแฟน ๆ ได้ฮีลใจตลอดค่ำคืน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “My Romance Scammer รักจริง หลังแต่ง” สามารถรับชมได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังได้ที่ WeTV บอกได้คำเดียวเลยว่า รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอกกกสามารถเข้าไปรับชมโมเมนต์ความฟินของทั้งคู่ได้ทาง...แล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

จะเป็นดาวดวงเล็กที่เปล่งประกายบนท้องฟ้า ให้เธอเผลอยิ้มทุกครั้งที่มองมา ต้อนรับ “ลิลลี่ - เบลเล่” ที่มาแจกความน่ารัก สดใส ใน EFM FANDOM LIVE ทำเอาแฟน ๆ ตกหลุมไปกับรอยยิ้มสุดคิ้วท์ตลอดทั้งคืน!

27 ก.พ. 2026

จะเป็นดาวดวงเล็กที่เปล่งประกายบนท้องฟ้า ให้เธอเผลอยิ้มทุกครั้งที่มองมา ต้อนรับ “ลิลลี่ - เบลเล่” ที่มาแจกความน่ารัก สดใส ใน EFM FANDOM LIVE ทำเอาแฟน ๆ ตกหลุมไปกับรอยยิ้มสุดคิ้วท์ตลอดทั้งคืน!

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ] ค่ำคืนนี้มารับความน่ารัก ซุกซนไปกับ “ลิลลี่ - เบลเล่” ที่มาสร้างความประทับใจ ฮีลปลุกพลังใจให้พร้อมไปต่อ กับ 2 ดีเจสวยหล่อ “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... The Right Angle : องศาที่หัวใจตกกระทบนามปากกา : A'Nizz ลิลลี่ นักกีฬายิงธนูรีเคิร์ฟมือหนึ่งผู้เยือกเย็น ท่วงท่าการยิงที่สมบูรณ์แบบและแววตาคมกริบทำให้เธอถูกยกย่องว่าเป็นประติมากรรมที่ขยับได้ ทว่าเบื้องหลังความสำเร็จที่ไร้ที่ติ ลิลลี่กำลังแบกรับความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่ข้อมือและหัวไหล่ซ้ายจากการฝืนซ้อมหนักจนเกินขีดจำกัด เธอขังตัวเองไว้ในความกดดันที่ต้องเป็นเส้นตรงที่สมบูรณ์แบบ จนกระทั่งร่างกายเริ่มประท้วงและส่งผลให้องศาการยิงของเธอคลาดเคลื่อนไปอย่างที่เธอไม่ยอมให้อภัยตัวเอง ในวันที่โลกของลิลลี่เริ่มสั่นคลอน เบลเล่ รุ่นน้องข้างบ้านที่เป็นนักศึกษาสถาปัต ผู้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ก็ก้าวเข้ามาในโลกที่แสนเงียบงัน เข้ามาเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเธออย่างนุ่มนวล ลิลลี่ที่เคยเป็นฝ่ายแบกความหวังของทุกคนไว้เพียงลำพัง เริ่มเรียนรู้ที่จะแบ่งปันน้ำหนักนั้นมาฝากไว้ที่เบลเล่ และยอมรับว่าเธอไม่จำเป็นต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กสาวคนนี้ เบลเล่ : องศาพี่ตกลงไปสองมิลนะคะ ลิลลี่ : สายตาดีเกินไปแล้วนะเรา งานสถาปัตย์เขาห้ามสายตาคลาดเคลื่อนขนาดนั้นเลยหรือไง เบลเล่ : ไม่ใช่แค่งานหรอกค่ะ แต่เพราะเบลจ้องมอง 'เป้าหมาย' ของเบลอยู่ตลอดต่างหาก เลยรู้ว่าตรงไหนที่มันเปลี่ยนไปFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The Right AnglePen Name : A'Nizz Lilly, a premier recurve archer, embodies grace and precision, earning the nickname "moving sculpture" with her calm demeanor and impeccable technique. However, beneath her seemingly perfect exterior lies a struggle: chronic pain in her left wrist and shoulder, the result of relentless training. She's ensnared by the relentless pursuit of a flawless straight line, pushing herself until her body rebels, leading to an angle she cannot forgive herself for. But on a day when everything starts to feel shaky, Belle, her friendly neighbor and aspiring architect, quietly steps into her life, becoming a comforting presence. Once burdened by everyone's expectations, Lilly finds solace in sharing her struggles with Belle, learning that perfection isn't always necessary in this young woman's company. Belle : “Your angle dipped by two millimeters, right?” Lilly : “Your vision is incredible! Do architecture students really need such keen eyesight?” Belle : “It’s not just about the studies; I’m always focused on my ‘target,’ which is why I can see the changes so clearly.”FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... Too Loud to Hide เสียงหัวใจหลังม่านนามปากกา : BuBuBear ลิลลี่ รุ่นพี่ปี 3 ของชมรมละครเวที สาวร่างสูงผู้สุขุมพูดน้อย รอยยิ้มของเธอหายากพอ ๆ กับวันว่างในตารางซ้อมเลยหล่ะ เบลเล่ เฟรชชี่ปี 1 เด็กสาวผู้มีรอยยิ้มสดใสร่าเริง พูดเก่ง ตั้งใจมาสมัครชมรมละครเวทีเพราะแอบปลื้มใครบางคนมานานก่อนมาเรียนที่นี่เสียอีก ในวันเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ของชมรม เบลเล่ยื่นใบสมัครด้วยมือที่สั่นนิด ๆ พร้อมกับรอยยิ้มและพูดเสียงใส “ฝากตัวด้วยนะคะพี่ลิลลี่ หนูอยากเล่นคู่พี่สักครั้ง” ลิลลี่มองนิ่ง ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ "ถ้าตั้งใจซ้อม...ก็คงมีโอกาส" แต่คืนนั้นเธอกลับเผลอจำรอยยิ้มแก้มขีดนั้นได้ชัดกว่าบททั้งหน้าเสียอีก ด้วยความมุ่งมั่นฝึกซ้อมของสาวรุ่นน้อง ทำให้ทั้งสองถูกจับคู่เป็นตัวเอก พอถึงช่วงซ้อมบท มีฉากหนึ่งที่ต้องยืนใกล้กันมากเสียจนต่างได้ยินเสียงหัวใจอีกฝ่าย เบลเล่เผลอพูดผิดเพราะตื่นเต้น ลิลลี่จึงจับมือเบา ๆ แล้วกระซิบบอกสาวร่างเล็ก “มองตาพี่สิ แล้วพูดตามที่รู้สึก” เบลเล่มองเข้าไปในดวงตาที่เคยคิดว่าเย็นชา แต่กลับอ่อนโยนจนใจสั่นไหว ส่วนลิลลี่ก็รู้ตัวชัดเป็นครั้งแรกว่าที่เธอพูดน้อย…ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก แต่เป็นเพราะกลัวเสียงหัวใจตัวเองดังเกินไปเวลาอยู่ใกล้รุ่นน้องคนนี้ต่างหากFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Too Loud to HidePen Name : BuBuBear Lilly, a junior in the drama club, stood tall and composed, her quiet demeanor often overshadowed by the rarity of her smile—like a day off from endless rehearsals. Enter Belle, a bubbly first-year who was as bright as she was chatty, drawn to the club by a long-standing crush from before her school days. On the day she signed up, Belle nervously submitted her application, her hands trembling slightly, but her smile beaming bright as she sweetly requested, "Please, Lilly, I’d love to act alongside you at least once." Lilly regarded her in silence for a moment before responding succinctly, "If you practice hard... then maybe you'll get that chance." Yet that evening, Lilly found herself replaying Belle's dimpled smile in her mind far more than the lines of their script. Thanks to Belle's determination to improve, they were cast as the leading duo. During one rehearsal, they found themselves so close that the rhythm of their heartbeats mingled in the air. In a moment of nervousness, Belle stumbled over her words, prompting Lilly to gently grasp her hand and whisper, "Look me in the eyes and share your feelings." As Belle gazed into Lilly's eyes, which she once perceived as cold but now found warm and inviting, her heart raced. It was in that moment that Lilly understood her silence wasn’t an absence of emotion but rather a fear that her own heart would echo too loudly in the presence of this spirited junior.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Take on Me.นามปากกา : dreamlikexx_ ฤดูหนาวปี ค.ศ. 1980 เอดินบะระ สกอตแลนด์ เบล นักศึกษาแพทย์ ที่ต้องเจอกับเรื่องราวลึกลับ เมื่อรูมเมทของเธอเป็น ผี ใครๆ ก็ต่างว่าเธอเรียนเยอะจนเพี้ยน ตลอดระยะเวลา 1 ปี เธอมีแค่ “รินทร์” หญิงสาวร่างสูงหน้าคม เป็นรูมเมท และเบลรักรินทร์มาก ทว่า…วันนึงเบลได้พบกับความจริงโดยบังเอิญ ว่า “รินทร์” รูมเมทของเธอนั้นไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบเดียวกับเธอแล้ว รินทร์จากโลกนี้ไปครบ 2 ปี หัวใจดวงเล็กของเบลแตกสลาย เบลรักรินทร์ไปแล้ว และไม่อาจยอมรับความจริงได้ ร่างกายของรินทร์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเบลรู้ความจริง และรินทร์ก็ไม่กลับมาหาเบลอีกเลย . . . เวลาผ่านไป 1 ปี เบลมีรูมเมทหญิงสาวตัวสูงหน้าตี๋ขี้เล่น ชื่อ “ลิน” เข้ามาในชีวิต เติมเต็มหลายๆ สิ่งให้เบลอีกครั้ง ยังกับว่า ทั้งคู่คือคนเดียวกัน เบลเริ่มเปิดใจให้ลินในหลายๆ เรื่อง เรียนรู้กันและกันมากขึ้น ใครจะรู้ว่าลินก็มี “รินทร์” เป็นเพื่อนด้วยเหมือนกัน…. “รินทร์นี่หน้าเหมือนเราจนคิดว่าเป็นแฝดแล้วนะ…” ลินย่นคิ้วอย่างสงสัยกับใบหน้าของคนตรงหน้า . . . “รินทร์จะอยู่กับเบลเสมอ” “และรินทร์จะจากไปเมื่อเห็นเบลมีความสุขแล้ว”FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Take on Me.Pen Name : dreamlikexx_ In the chilly winter of 1980, nestled in Edinburgh, Scotland, a young medical student named Bell finds herself in an uncanny predicament: her roommate is a ghost. While everyone around her assumes that her intense studies have pushed her over the edge, Bell knows that her beloved roommate Rin—a stunningly tall and elegant woman—has been her only companion for an entire year. Bell’s affection for Rin runs deep, but one fateful day, she stumbles upon a heart-wrenching revelation: Rin, that person she cherishes, has been dead for two years. This shatters Bell's world; the loss is unbearable. As reality sinks in, Rin's ethereal form begins to shift, and she fades further away from Bell's life. Fast forward a year, and Bell shifts her focus to a new roommate—Rin, a spirited and tall Asian woman who seems to fill the emptiness that Rin left behind. Their bond feels almost destined, as if they are kindred souls. As they start to open up to one another, Bell is blissfully unaware that Rin, too, holds a connection to Rin. "Rin, you look so much like my twin!" Rin exclaims, her brow furrowing in genuine confusion as she regards Bell. But deep down, Rin’s spirit remains tethered to Bell, waiting for the moment she can finally allow her beloved to find joy without her. "Rin will always be there for Bell," whispers the air, "and she'll know it's time to step back when she sees Bell truly happy."FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... วันหนึ่งจะเป็นแฟน(คลับ) ส่วนวันนี้ขอเป็นแฟนเธอนามปากกา : เจ้านัทเป็นแม่เคะ ช่วงเวลาสี่ปีเดินเร็วเหมือนฟิล์มใกล้หมดม้วน “ลิล” นักศึกษาเอกการถ่ายภาพ ผู้ซ่อนความรู้สึกไว้หลังเลนส์ถ่ายภาพ เธอคอยถ่ายทุกก้าวฝันของ “เบล” เด็กเอกการแสดง เด็กสาวตัวเล็ก หน้าหวานที่มัดใจลิลตั้งแต่รู้จักกัน เบลเชื่อในความฝันว่าเวทีคือบ้าน สปอตไลต์ที่ส่องมาคือดวงดาวของตน ทุกครั้งที่มีการแคสงาน ลิลจะอยู่เคียงข้างเบลเสมอ หากได้งาน คนที่ยืนให้กำลังใจอยู่แถวหลังสุดคือลิล หากถูกปฎิเสธ ไหล่นุ่มๆ ของคนตัวสูงก็คือเซฟโซนของเบลเสมอ ความเป็นเพื่อนไม่อาจก้าวข้าม กระทั่งวันสุดท้ายในฐานะเพื่อนมหา'ลัย ดอกลิลลี่สีขาวถูกยื่นมาตรงหน้าเบล ไม่รู้โลกจะเหวี่ยงให้มาได้เจอกันอีกไหม ลิลจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยคำที่ติดอยู่ในใจ ‘ถ้าวันหนึ่งเธอได้เป็นซุปตาร์ เป็นคนดังอย่างที่ฝัน เราขอเป็นแฟนคลับคนแรกเลยนะ’ ‘แล้ววันนี้ล่ะ ลิล’ คนสูงกว่าเม้มปากเล็กน้อย ‘วันนี้... ขอเป็นแฟนเธอก่อนจะได้ไหม’ รอยยิ้มสดใสจนตาหยีตามนิสัย รอยยิ้มที่ทำให้ลิลตกหลุมรักเบลจนหมดหัวใจ คำหวานจากคนตัวเล็กกว่าที่ทำให้คนตัวสูงเผยรอยยิ้มกว้าง ‘ด้อมของเบลเข้าแล้วห้ามออกนะ ส่วนสิทธิพิเศษดูแลหัวใจเป็นของแฟนคลับคนแรกค่ะ’FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... One day, I’ll be a fan, but for now, I just want to be your girlfriend.Pen Name : เจ้านัทเป็นแม่เคะ Four years sped by like a film reel approaching its final frame. Lil, passionate about photography, masked her emotions behind her camera, documenting every moment of Bell's remarkable journey. Bell, with her charming smile, was an acting major who had enchanted Lil from their very first encounter. She was a dreamer, convinced that the stage was her true home and the spotlight was her destiny. Whenever Bell auditioned, Lil was right there, unwavering in her support. If Bell landed a role, Lil cheered enthusiastically from the back of the room. If the outcome wasn’t in her favor, the taller girl’s comforting shoulder became Bell's refuge. Their bond was unshakeable—until the bittersweet final day of their university life. As a symbol of their friendship, Lil presented Bell with a delicate white lily. Uncertain where life would lead them next, she summoned her bravery and shared what she had kept close to her heart: "If you ever reach that superstar dream, I want to be your very first fan." Bell’s eyes twinkled with curiosity as she leaned in, “And what about today, Lil?” She bit her lip playfully. “Today... how about I be your girlfriend first?” Lil’s heart melted at that radiant smile, the one that crinkled her eyes and filled her with an overwhelming affection for Bell. The sweet response from Lil only broadened the beam on Bell’s face. “Once you’re part of Bell’s fandom, there’s no turning back!” she teased, claiming the precious role of being the special guardian of her heart, reserved for the very first fan.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... Bad Girl Like Meนามปากกา : Iamnoeynuii “ลินดา” ตัวแม่สายแซ่บ สวย มั่นใจ รู้ว่าตัวเองมีอิทธิพลกับคนรอบข้าง ชินกับการเป็นฝ่ายเลือกและฝ่ายคุมเกมมาตลอด จนกระทั่งเธอได้เจอ “มีนา” เด็กสาวหน้าตาเรียบร้อย พูดน้อย วางตัวสุภาพ ดูติ๋มจนไม่น่ามีพิษภัย ลินดาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ด้วยความคิดว่าอีกฝ่ายคงรับมือไม่เก่ง ทั้งคู่ตกลงกันชัดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบไม่ผูก ไม่คาดหวัง ลินดาเป็นเมะรุกแรง ส่วนมีนาเป็นเคะที่ยอมให้เข้าใกล้อย่างเงียบ ๆ แต่ยิ่งอยู่ด้วยกัน ลินดากลับเริ่มแพ้ทางความนิ่งของมีนา แพ้รอยยิ้มบาง ๆ และการอยู่ตรงนั้นเสมอโดยไม่เรียกร้องอะไร คนที่ดูติ๋มกลับเป็นคนที่มั่นคงที่สุด เมื่อถึงวันที่มีนาเลือกถอยอย่างสุภาพ ลินดาถึงได้รู้ว่า คนที่แพ้จริงไม่ใช่เคะติ๋ม แต่เป็นตัวแม่ที่เผลอรู้สึกไปก่อน สุดท้ายลินดาเป็นฝ่ายเดินกลับไปหา ยอมรับว่าครั้งนี้เธอไม่ได้อยากชนะ แต่อยาก “เลือก” มีนาอย่างจริงใจ จากตัวแม่ที่ไม่เคยแพ้ใคร กลับแพ้ทางคนติ๋ม ๆ แบบถอนตัวไม่ขึ้นFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Bad Girl Like MePen Name : Iamnoeynuii Linda, a bold and self-assured woman, is fully aware of the sway she holds over those in her orbit. She's always been the one calling the shots, steering the course of events—until she crosses paths with Meena, a soft-spoken, understated girl who appears harmless. Linda dives in, convinced that Meena won't stand a chance against her. They settle into a casual, no-strings-attached arrangement; Linda takes on the dominant role while Meena quietly submits, allowing Linda space to draw close. Yet, as their time together unfolds, Linda unexpectedly finds herself enchanted by Meena's tranquil demeanor, her sweet smile, and the steady calm she exudes. The girl who seemed so fragile reveals a profound resilience. When Meena gently pulls away, Linda comes to a startling realization: she isn’t the one in control, but rather the strong woman who has deeply fallen for her. In the end, Linda returns, not seeking to dominate but to genuinely "choose" Meena. Once the queen of every encounter, she’s now utterly enchanted by the quiet strength of the seemingly meek Meena.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้กับ “ลิลลี่ - เบลเล่”ที่จะมาปล่อยออร่าความน่ารัก สดใส ซุกซนส่งถึงใจเหล่าแฟน ๆ จนทำเอาทุกคนจะต้องยกมือมากุมใจไปตาม ๆ กัน!Look ตรุษจีน ของ “ลิลลี่-เบลเล่” โดย “ลิลลี่” ได้เป็นตัวแทนในการเผยว่า ตอนแรกที่เห็น “เบลเล่” ในลุคเทศกาลวันตรุษจีน ค่อนข้างเซอร์ไพรส์มาก ๆ พร้อมเสริมว่า ปกติตนนั้นไม่ค่อยได้เห็น “เบลเล่” ในลุคเก็บผมเรียบร้อยแบบนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นอีกลุคของ “เบลเล่” ที่ถูกใจ “ลิลลี่” มาก ๆ ทางด้านของ “เบลเล่” ก็ได้เผยว่า ตอนที่ตนเห็น “ลิลลี่” ในลุคผ้าคาดตานี้ ตนประทับใจ และชื่นชอบมาก เนื่องจากในลุคนี้ของ “ลิลลี่” มีการนำสีดำที่เป็นสีที่ “ลิลลี่” ชอบ มาผสมผสานกับสีแดง ที่เป็นสีสัญลักษณ์ประจำวันตรุษจีน ผสมผสานออกมาแล้วมันลงตัว สวย เท่ และยังคงมีความลึกลับ น่าค้นหาอยู่ในตัวอีกด้วย“ลิลลี่ยูจะบังพี่ทำไม!? ” งานนี้พี่ๆดีเจก็ได้เสิร์ฟคอนเทนต์เอกลักษณ์ ที่เป็นที่จดจำอย่างมีม ‘ลิลลี่! ยูจะบังพี่ทำไม Who never know ตอนนั้นหน้าช่าเป็นยังไงไม่มีใครทราบ เพราะลิลลี่ยูบังพี่!’ ซึ่งตัวของ “เบลเล่” ก็ทำออกมาได้ดี และสร้างเสียงหัวเราะให้กับเหล่าดีเจ และแฟน ๆ ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งเจ้าตัวอย่าง “ลิลลี่” ก็รู้สึกว่า มีมนี้อยู่มานานมาก และเป็นมีมที่สามารถนำกลับมาเล่นได้ตลอด เปรียบเสมือนเป็นมีมในตำนานสุด ๆ และส่วนตัวรู้สึกเซอร์ไพรส์มาก ๆ ที่ตัวเองได้เป็นมีมในตำนานถึง 1 ทศวรรษ หรือ 10 ปีเลยทีเดียววลี “เขินส่วนสูงมากกก!” โดย “เบลเล่” ก็ได้เผยว่า ตนนั้นชอบคนที่ส่วนสูง สูงกว่าเธอมาก ๆ ด้วยความที่เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก จึงคิดว่าหากมีหวานใจเป็นคนที่ตัวสูงกว่า เวลาที่มองเขา ทำให้รู้สึกว่าเขาเท่ และดูปกป้องเราได้ เรียกได้ว่า เมื่อฟังจบสาว “ลิลลี่” ก็ยิ้มไม่หุบกันเลยทีเดียวความแตกต่างของ “I WANNA BE SUP’TAR ” จากปี 2558 “ลิลลี่” ได้เป็นตัวแทนในการเผยว่า ซีรีส์เรื่องนี้ หลังจากที่ได้มีการ Remake จากเดิมในปี 2558 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ก็จะมีการเพิ่มเนื้อหา ความน่ารัก โรแมนติกเพิ่มขึ้น และจากเดิมที่มีจำนวนตอน 32 ตอน จะเหลือเพียง 8 ตอนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการปรับบท และคำพูดต่าง ๆ ให้เข้ากับสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นอีกด้วยความท้าทายของบท “วิน - วันหนึ่ง” โดย “เบลเล่” ก็ได้เผยว่า ในด้านความโก๊ะ ความเปิ่น ของตนนั้นมีอยู่แล้วจากการเป็นตัวของตัวเอง แต่เอเนอจี้ก็ยังไม่เท่าตัวละคร “วันหนึ่ง” อยู่ดี เพราะเป็นคาแรคเตอร์ที่มีพลังเยอะ และจะสดใส ร่าเริง อยู่แทบจะในทุก ๆ ซีนที่ถ่ายทำ อีกทั้งยังได้เสริมว่า เวลาไปกองถ่าย จะต้องพกเครื่องดื่มชูกำลังไปด้วยทุกวัน เพื่อที่จะเพิ่มเอเนอจี้ ความร่าเริง สดใส นี้ให้กับตัวเองตลอดทั้งวัน ด้านของ “ลิลลี่” ก็ได้เผยว่า ตัวตนจริง ๆ ของตนนั้นเป็นคนชอบพูด ชอบคุย ติดเล่น ติดแซว แกล้งคนอื่นไปทั่ว ทำให้การสวมบาทคาแรคเตอร์ “วิน” ในเรื่องนี้ ที่มีความนิ่ง สุขุมอยู่มากนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องมีการ Workshop อย่างหนัก อีกทั้ง “เบลเล่” ได้เสริมว่า ‘บทในเรื่องนี้ยากมาก ๆ ต้องทำการบ้านหนักมาก ในตอนแรกที่หนูไป Workshop คือพี่ผู้กำกับเครียดมาก เพราะหนูเล่นเหมือนเอเนอจี้จะยังไม่เท่าตัวละคร “วันหนึ่ง” เขาต้องให้หนูกระโดดตบ แล้วก็วิ่ง 10 รอบ ก่อนเข้ากองเพื่อให้มีเอเนอจี้ได้เต็มที่’ ทำเอาเหล่าดีเจ และแฟน ๆ หัวเราะ และอดเอ็นดูในสิ่งที่ได้ยินไม่ได้เส้นทางของ “วันหนึ่ง” กับ “เบลเล่” คล้ายกันไหม? “เบลเล่” ได้เผยว่า จริง ๆ แล้วตัวของตน และ “วันหนึ่ง” แอบมีความคล้ายคลึงกัน ตรงที่มีความพยายามในการทำงาน มีแพชชั่น ตั้งใจเวลาทำงานทุกครั้ง และรู้สึกว่า เวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นตัวละครนี้ในการถ่ายทำ ก็ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไม “วันหนึ่ง” ถึงเต็มที่กับทุก ๆ งานขนาดนี้ถ้าต้องอยู่ในบ้านเดียวกัน ฉบับ “ลิลลี่ - เบลเล่” ชีวิตจริง! โดย “ลิลลี่” ได้เผยว่า กฎข้อแรกที่เธอจะตั้งหากได้อยู่ด้วยกัน คือ ‘ห้ามกินเยอะ’ เนื่องจาก “เบลเล่” เป็นคนที่กินเยอะมาก ๆ และกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แล้วก็ยังไม่ชอบออกกำลังกายอีก ทำเอาแฟน ๆ อดคิดต่อกันไม่ได้ว่า ดูทรงแล้วคงจะแอบเป็นห่วงสุขภาพกันแน่ ๆ ด้านของ “เบลเล่” ก็ได้ตั้งกฎข้อที่สองว่า ‘ห้ามเปิดแอร์ร้อน’ เนื่องจาก “ลิลลี่” เป็นคนขี้หนาว และไม่ชอบอยู่ในอากาศหนาว แต่ตัวของเธอนั้น กลับเป็นคนที่ชอบอากาศหนาวมาก ๆ ความต่างสุดขั้วนี้ของทั้งคู่ เรียกได้ว่า น่ารักสุด ๆ ถึงแม้ท้ายที่สุด “พี่ลิลลี่” จะต้องยอมให้น้องเปิดแอร์หนาวเวลาอยู่ด้วยกันก็ตาม‘อยากเป็นคนสำคัญของเธอ’ เวอร์ชั่น 2568 ! ปิดท้ายช่วงสัมภาษณ์ด้วยการที่พี่ ๆ ดีเจให้ทั้งสองสาวได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์ ‘อยากเป็นคนสำคัญของเธอ’ แบบสด ๆ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เสียงใส ๆ ของสาว ๆ ทำเอาแฟน ๆ ต้องยิ้มฟิน ใจละลาย ตกหลุมรักไปตาม ๆ กันและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะส่งมอบความน่ารัก สดใส ตกแฟน ๆ เข้าด้อมแบบเต็มเปาทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดท้าทายมาให้ “ลิลลี่ - เบลเล่” เล่นกันด้วย กับเกมว่า ‘ลิลลี่ เบลเล่ I wanna be … ’งานนี้ทั้งคู่จะส่งมอบความน่ารัก แก่นซนกันขนาดไหน สามารถไปรับชมความเปิ่นโก๊ะของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบ No Limit กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ลิลลี่ - เบลเล่”โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ จนทำเอาแฟน ๆ เสียอาการ และซาบซึ้งไปตาม ๆ กัน สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ลิลลี่ - เบลเล่” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ รวมถึงขอบคุณที่มาสร้างทั้งความสุข รอยยิ้ม และความน่ารักตลอดค่ำคืน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “I WANNA BE SUP’TAR วันหนึ่งจะเป็นซุปตาร์” สามารถรับชมได้ทุกวันศุกร์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง ONE 31 และรับชมเวอร์ชั่น UNCUT ได้ทางแอปพลิเคชัน oneD รับประกันความเปิ่นโก๊ะ น่ารัก คอมเมดี้ เบาสมองแน่นอนนน!สามารถเข้าไปรับชมโมเมนต์ความฟินของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

จากศัตรูตัวฉกาจ สู่เจ้าของหัวใจคนโปรด แก้บนคราวนี้ เลยได้คนดีมาเป็นหวานใจ ต้อนรับ เซิร์ฟ - จาว่า ที่มาฝากซีรีส์สุดฮอต ชวนแฟน ๆ เติมเต็มหัวใจ ให้ใจฟูกันแบบ Non Stop!

24 ก.พ. 2026

จากศัตรูตัวฉกาจ สู่เจ้าของหัวใจคนโปรด แก้บนคราวนี้ เลยได้คนดีมาเป็นหวานใจ ต้อนรับ เซิร์ฟ - จาว่า ที่มาฝากซีรีส์สุดฮอต ชวนแฟน ๆ เติมเต็มหัวใจ ให้ใจฟูกันแบบ Non Stop!

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ] ค่ำคืนนี้มาอิ่มฟิน อินใจ ไปกับ “เซิร์ฟ - จาว่า” ที่จะมาสร้างเสียงหัวเราะ ฮีลใจล้า ๆ ของแฟน ๆ ให้กลับมาแฮปปี้อีกครั้ง ไปพร้อมกับ 2 ดีเจสาวสวย สดใส “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... ทีมฟุตแบนด์ | Foot(ball)bandนามปากกา : SunsetInMay (ซัน-เซ็ท-อิน-เม) ในปีสุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัย เซิร์ฟ ผู้ฝันอยากพาวงไปคว้าชัยบนเวทีประกวดระดับประเทศ และ จาว่า นักฟุตบอลตัวแทนทีมมหาวิทยาลัยที่หวังเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์ระดับชาติ ต่างกำลังเดินไปบนเส้นทางของความฝัน จนกระทั่งอุบัติเหตุของเพื่อนคนสนิท ผู้เป็นทั้งมือเบสของวงเซิร์ฟและผู้รักษาประตูของทีมจาว่า ทำให้เพื่อนต้องพักจากทุกการแข่งขัน ความฝันของทั้งวงดนตรี และทีมฟุตบอลจึงหยุดชะงัก ทางออกเดียวที่ทำให้สองเส้นทางยังคงเดินต่อได้ คือการเป็นตัวแทนให้กันและกัน จาว่ากลับมาจับเบสที่เคยวางลงเพื่อเป็นมือเบสให้วงเซิร์ฟ ขณะที่เซิร์ฟต้องยืนเฝ้าเสา จับตาลูกบอลในสนามที่ไม่คุ้นเคยเพื่อเป็นผู้รักษาประตูให้ทีมจาว่า ระหว่างเสียงนับจังหวะและเสียงเชียร์จากข้างสนาม วันธรรมดาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ทั้งสองมองเห็นโลกของกันและกันชัดขึ้น บนเส้นทางสู่ความฝัน การฝึกฝนในสิ่งที่เคยรักและสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคย กลายเป็นบทเรียนของความเข้าใจ การเติบโต และความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น เพราะเมื่อปลายทางใกล้เข้ามา พวกเขาจึงได้เรียนรู้ว่า บางครั้งการไปถึงความฝัน อาจไม่สำคัญเท่าการได้พบใครบางคนที่ทำให้ระหว่างทางมีความหมายFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Foot(ball)bandPen Name : SunsetInMay In their last year at university, Surf, who yearns to lead his band to a glorious national triumph, and Java, an ambitious football player eyeing a championship title, are both chasing their dreams. But when their close friend—Surf's bassist and Java's goalkeeper—faces an unfortunate accident that sidelines him from all competitions, their aspirations hang in the balance. To keep their dreams alive, they decide to step in for one another. Java dusts off his bass guitar to support Surf, while Surf takes on the role of goalkeeper for Java, guarding the net in a game he’s never played before. Amid the cheers and the rhythmic clapping of the crowd, the ordinary moments of their lives begin to shift into extraordinary ones, allowing them to view each other's passions in a new light. As they navigate this unexpected journey, practicing what they love while taking on unfamiliar challenges, they discover lessons in understanding and growth—and the slow blossoming of a deeper connection. As the finish line approaches, they realize that sometimes, it’s not just about the destination, but about finding someone who adds meaning to the journey itself.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... บันทึกรักนิรันดร์ 1990 | Eternal Note 1990นามปากกา : 90 Degrees “จาว่า” ชายหนุ่มยุคปัจจุบันได้ค้นพบสมุดบันทึกเก่าคร่ำครึที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของห้องสมุดโบราณ ทันทีที่ปลายปากกาจรดชื่อตนลงบนแผ่นกระดาษ กาลเวลาก็บิดเบี้ยวเหวี่ยงเขาข้ามมิติกลับสู่ปี 1990 เขาได้พบกับ “เซิร์ฟ” ชายหนุ่มผู้กุมความลับในอดีต ทั้งคู่มีโอกาสพบกันได้เพียงชั่วครู่ ยามพระอาทิตย์อัสดงเมื่อแสงสีส้มพาดขอบฟ้า ประตูกาลเวลาจะเปิดออกเพียงชั่วอึดใจ ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิกความรักที่ละเมียดละไมได้ก่อตัวขึ้นท่ามกลางเงื่อนไขที่บีบคั้น ก่อนที่จาว่าจะถูกดึงกลับสู่ปัจจุบัน เซิร์ฟได้จารึกคำสัญญาลงในบันทึกว่า ‘ไม่ต้องกลัวนะ ต่อให้เราอยู่คนละกาลเวลา พี่ก็จะตามหาเราจนเจอ’ เมื่อกลับสู่โลกเดิม จาว่าพบรอยหมึกซีดจางระบุที่อยู่แห่งหนึ่งในบันทึก เขาออกตามหาจนพบบ้านไม้เก่าและได้เผชิญหน้ากับเซิร์ฟในวัยเจ็ดสิบปี ชายชราส่งยิ้มที่คุ้นเคยพร้อมเอ่ยน้ำเสียงสั่นพร่า ‘พี่บอกแล้วไงว่าพี่จะตามหาเราจนเจอ’ เขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อรักษา คำสัญญาการรอคอยตลอดสามทศวรรษสิ้นสุดลง เมื่อหัวใจสองดวงหมุนมาบรรจบ กาลเวลาอาจพรากได้เพียงร่างกายนามธรรม แต่ไม่อาจขวางกั้นจิตวิญญาณที่ผูกพันกันด้วยรอยหมึกและคำมั่นสัญญาที่แสนงดงามนี้ได้เลยFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Eternal Note 1990Pen Name : 90 Degrees Java, a young man from the present day, discovers an old, tattered notebook hidden in a dark corner of an ancient library. The moment his name touches the paper, time warps, hurling him back to 1990. There, he meets Surf, a young man holding a secret from the past. They have only a fleeting moment together as the sun sets, casting an orange glow across the horizon. The portal of time opens for a brief instant. Amidst the classic atmosphere, a delicate love blossoms, constrained by harsh circumstances, before Java is pulled back to the present. Surf inscribed a promise in the notebook: "Don't be afraid. Even though we are in different timelines, I will find you." Upon returning to his own world, Java finds a faded ink mark indicating an address in the notebook. He follows the trail until he finds an old wooden house and confronts Surf, now seventy years old. The old man offers a familiar smile and speaks in a trembling voice, "I told you I would find you." He has spent his entire life keeping his promise; the wait of three decades ends as two hearts finally meet. Time may only separate their physical bodies. But nothing could separate the spirits bound together by ink and a beautiful promise.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... สเก็ตช์รักข้ามจังหวะใจ (The Muse’s Melody)นามปากกา : SketchSur กลิ่นสีน้ำมันและดินสอแกรไฟต์ที่เคยเป็นแรงบันดาลใจกลับเป็นเพียงความว่างเปล่าสำหรับจาว่า อาการ Art Blockรุนแรงจนหน้ากระดาษสเก็ตช์ขาวโพลนนับสัปดาห์ กลับมีทำนองเพลงจากกีตาร์โปร่งของเซิร์ฟ รุ่นพี่ชมรมดนตรีที่มักมานั่งเล่นกีตาร์โปร่งใต้ต้นไม้หลังคณะศิลปกรรมเป็นประจำ มักสื่อสารผ่านเสียงกีตาร์และแววตา แต่กลับดูเท่จนใจสั่น จาว่าลองหยิบดินสอขึ้นมาสเก็ตช์ภาพคนตรงหน้าในพริบตานั้น สีสันที่เคยหายไปจากโลกเขากลับซึมซาบเข้ามาในหัวใจอีกครั้ง กระดาษสเก็ตช์ที่ว่างเปล่าเริ่มเติมเต็มด้วยเส้นดินสอ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่านายแบบจำเป็นคนนี้รู้ทันมาโดยตลอด กระทั่งเย็นวันหนึ่งที่ภาพวาดยังค้างคาอยู่ที่ช่วงริมฝีปาก เซิร์ฟก็ตัดสินใจลุกจากม้านั่ง เดินตรงดิ่งมาหาจาว่าที่กำลังง่วนกับยางลบ จาว่าสะดุ้งตัวรีบปิดสมุดหนี แต่ร่างสูงกลับคว้าขอบสมุดไว้ แล้วก้มลงมาสบตาในระยะใกล้จนเห็นเงาเขาในตาของอีกฝ่าย เขามองรูปที่ยังวาดไม่เสร็จนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนกระซิบเสียงนุ่มนวล ‘ถ้าวาดเสร็จเมื่อไหร่ ต้องแลกกับการให้พี่เข้าไปนั่งในใจเราด้วยนะ’ คำพูดนั้นทำให้ดินสอในมือจาว่าสั่น เขาเพิ่งรู้ซึ้งว่าบางภาพวาดที่สวยอาจไม่ได้จบลงที่บนกระดาษ เเต่กำลังเริ่มวาดลงในหัวใจเขาFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... The Muse’s MelodyPen Name : SketchSur The aroma of oil paints and the crispness of graphite once filled Java with inspiration, but now they only echoed a sense of emptiness. For weeks, his sketchbook had remained a void, haunted by a stubborn artist's block. Instead, the soothing strums of Surf's acoustic guitar floated through the air, played by a senior from the music club who frequently settled beneath the tree behind the Faculty of Fine Arts. Surf had a way of expressing himself through the gentle caress of his guitar strings and the cool glint in his eyes, creating a flutter in Java's heart. In a sudden rush of inspiration, Java grabbed a pencil and began to capture the figure before him. The vibrant colors that had slipped away from his life emerged anew, filling him with warmth. Lines began to dance across the once-blank pages of his sketchbook, oblivious to the fact that his unintended muse was keenly aware of his thoughts. But one evening, as his drawing lay unfinished, Surf stood up from the bench and strode gracefully toward Java, who was lost in the world of his eraser. Startled, Java snapped his sketchbook shut, but the tall figure reached out, catching the edge with ease and leaning down, their eyes locking in intimate proximity. Surf gazed at the incomplete drawing, a faint smile gracing his lips, before whispering softly, “When you finish this, you have to let me into your heart.” Those words sent a shiver through Java’s hand, causing the pencil to quiver. In that instant, he realized that some masterpieces aren’t merely born on paper; they begin to blossom within one's heart.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... แผนรักนายมาเฟียนามปากกา : จ้าวดื้อ จาว่า ไม่เคยคิดว่าการใช้หนี้จะพาเขามาไกลถึงขั้นต้องแฝงตัวเข้าไปในตระกูลมาเฟียอันดับต้นๆ ของประเทศพ่วงตำแหน่งชวนปวดหัวอย่าง “คู่หมั้น (ปลอม)” ของทายาทตระกูลอย่าง เซิร์ฟ ภารกิจบอกเพียงให้สืบความเคลื่อนไหวในแก๊ง โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังคือเพื่อนเก่าของพ่อเซิร์ฟ ผู้ซ่อนแผนหักหลังไว้ภายใต้หน้ากากผู้หวังดี ปัญหาคือสายลับจำเป็นคนนี้ ทั้งโก๊ะ พูดมาก เก็บพิรุธไม่ค่อยอยู่ วันไหนไม่หลุดถือว่าโชคดี ตั้งแต่ก้าวเข้าตระกูล เขาก็ต้องเผชิญสายตานิ่งๆของเซิร์ฟ มาเฟียหนุ่มผู้สุขุม เท่และดูอันตรายเมื่อประกอบกับความเงียบและใบหน้าเย็นชา โดยที่จาว่าไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมองความไม่เนียนของเขาออกตั้งแต่แรก ชีวิตคู่หมั้นปลอมเต็มไปด้วยความโกลาหลตั้งแต่สืบผิดเรื่อง แอบฟังผิดคน ไปจนถึงเผลอช่วยเซิร์ฟแก้ปัญหาในแก๊งจนแผนของคนอื่น พังไม่เป็นท่า ยิ่งอยู่ใกล้ จาว่ายิ่งเห็นว่าใต้ความเย็นชาคือภาระหนักหนาที่เซิร์ฟแบกรับ ขณะเดียวกันหัวใจที่ด้านชาของเซิร์ฟเปิดรับความจริงใจที่ไม่เคยคิดจะได้รับ เช่นเดียวกับจาว่าที่ตกหลุมรักเหยื่ออย่างไร้ทางออก เขาจะจัดการเรื่องราวนี้ต่อไปอย่างไร จะเลือกหัวใจหรือหน้าที่ที่หากล้มเหลวอาจเดือดร้อนคนที่รักFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... The Romantic Scheme of the Mafia LeaderPen Name : จ้าวดื้อ Java never expected that settling his debts would plunge him into the shadowy depths of one of the nation's most notorious mafia clans, where he'd awkwardly take on the role of the "fake fiancé" to the family's heir, Surf. His covert mission? To keep tabs on the gang's activities, all orchestrated by Surf's father's shifty old friend, a man cloaked in an aura of benevolence while secretly plotting betrayal. The catch? This unwilling undercover agent is a walking disaster—clumsy, excessively chatty, and utterly incapable of keeping his suspicious tendencies in check; getting through a single day without a blunder feels like a stroke of luck. From the very first moment he steps into the family dynamic, he is met with Surf's calm, piercing gaze—the composed, cool-headed, and perilously enigmatic mafia head. Little does Java know, Surf sees right through his bumbling act from the very start. His life as a fake fiancé spirals into hilarity as he inevitably snoops in all the wrong places, eavesdrops on the least relevant conversations, and somehow becomes an unwitting ally in Surf’s quest to tackle mob issues, inadvertently derailing rivals' plans along the way. The more Java delves into this intricate web, the clearer it becomes that beneath Surf's icy facade lies a heavyweight of burdens. In an unexpected twist, Surf's hardened heart begins to thaw in the face of Java’s sincerity, while Java finds himself hopelessly smitten with his intended target. Now he’s left pondering how to navigate this tangled mess: will he follow his heart or uphold his mission, risking everything and potentially endangering those he cares about?FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... รักล็อกอินนามปากกา : WansukzzZ “เซิร์ฟ” และ “จาว่า” คู่แข่งแห่งคณะวิศวะ เซิร์ฟเด็กเนิร์ดใส่แว่นผู้สุขุมเก่งเกินหน้าใครกับจาว่าหนุ่มหล่อเรียนเก่งที่ไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ ทั้งสองไม่ถึงกับเกลียดกัน แต่ก็ไม่เคยถูกกันสักครั้ง ทุกสนามคือการแข่งขันเงียบ ๆ ที่ไม่มีใครยอมใคร จนวันหนึ่งจาว่าล่วงรู้ความลับว่า เซิร์ฟติดเกมออนไลน์และเปย์หนักให้ผู้เล่นหญิง เขาจึงสร้างตัวละครสาวชื่อ “วาว่า” ด้วยเจตนาปั่นหัว เอาคืนขำ ๆ ทว่าแผนที่เริ่มจากความอยากเอาชนะจากบทสนทนาสั้น ๆ กลายเป็นการคุยกันทุกคืน ในโลกของเกม เซิร์ฟไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ เขาเป็นคนขี้เหงา แบกความคาดหวังและเจ็บปวดจากการถูกเปรียบเทียบของครอบครัว จาว่าได้เห็นมุมอ่อนแอเหล่านั้น ทั้งคู่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ใครบางคนโดยไม่รู้ตัว เมื่อหัวใจถลำลึกเกินควบคุมจาว่ารู้สึกผิด ลบเกมและหายไปเงียบ ๆ แต่เซิร์ฟกลับจับพิรุธจากความคุ้นเคยเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ทั้งหมด เขาไม่โกรธแต่เลือกต้อนคนน่าแกล้งด้วยความใส่ใจที่เกินคำว่าเพื่อน จนจาว่าเริ่มหวั่นไหวซ้ำอีกครั้ง เกมที่เริ่มจากการหลอก อาจไม่จบด้วยผู้แพ้ หากเป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่ล็อกอินหัวใจของทั้งคู่ไว้ด้วยกัน “อย่าหวังจะหายไปอีกล่ะ วาว่า” เซิร์ฟยกยิ้มFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Heartfelt AccessPen Name : WansukzzZ "Surf" and "Java," two competitive spirits from the engineering faculty, share a curious relationship. Surf is a tranquil, bespectacled nerd who outshines his peers in intelligence, while Java is a dashing, clever youth with an unyielding spirit. They don't harbor hatred for one another, but genuine camaraderie has always eluded them. Each contest between them creates an unspoken rivalry, where neither is willing to yield. One fateful day, Java stumbles upon a hidden truth about Surf: he’s caught in the thrall of online gaming, pouring his money into virtual interactions with female players. Seizing the moment, Java crafts a female avatar named "Wava," aiming to playfully tease and settle the score. What starts as a charming ploy quickly spirals into deep, late-night conversations. Within the game, Surf is not the invulnerable genius he appears to be; he grapples with loneliness and the weight of his family's expectations, feeling the sting of constant comparisons. As Java uncovers this hidden side of Surf, an unexpected bond forms between them, a sanctuary where they can both be vulnerable. As their feelings deepen, guilt tugs at Java's heart; he decides to erase the game and vanish into silence. Yet, Surf senses the subtle shifts—the hints of familiarity—and instead of anger, he playfully nudges Java with a warmth that transcends mere friendship, causing Java to second-guess his departure. What began as a game steeped in deception may very well blossom into a love story that entwines their very souls. "Don't think you can just vanish again, Java," Surf teased with a knowing grin.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้กับ “เซิร์ฟ - จาว่า”แก้บนครั้งนี้ไม่ใช่การขอขมา แต่โชคชะตากลับพาเธอขามาให้เจอส่งมอบความน่ารัก ฟูลฟีลให้แฟน ๆ ตกหลุมรักไปพร้อม ๆ กัน!List หัวใจ กับคุณคนโปรด! “จาว่า” ได้เผยว่า จุดที่เขาชอบในตัวของ “เซิร์ฟ” คือการที่เซิร์ฟเป็นคนประเภท Introvert ไม่ค่อยออกจากบ้าน อยู่แต่ในห้อง ไม่ค่อยทำให้เป็นห่วง พร้อมบอกว่า ‘หากใครได้เป็นแฟน จะไม่มีปัญหาเรื่องการหึงหวงอย่างแน่นอน’ ด้านของ “เซิร์ฟ” ก็ได้เผยว่า ตนนั้นชอบคนที่ผิวขาว น่ารัก ซึ่งสำหรับ “เซิร์ฟ” แล้ว “จาว่า” เป็นคนที่ดูน่ารักในสายตาของเขา แม้ในสายคนอื่น หรือเจ้าตัวจะมองว่าเป็นคนเท่ ๆ คลู ๆ ก็ตามBig Guy ที่มากกว่าในจอ “จาว่า” ได้เป็นตัวแทนเผยว่า ในซีรีส์ที่ทุกคนได้ดูนั้น เป็นช่วงเวลาที่ผ่านมาประมาณหนึ่งปีแล้ว หลังจากที่ถ่ายซีรีส์จบไป ทั้งสองก็ได้มีการฟิตหุ่นขึ้นนิดหน่อย จึงทำให้ตัวจริงในปัจจุบันนั้นดูบึ้กกว่าในจอที่ทุกคนได้รับชมในซีรีส์ โดย “เซิร์ฟ” ได้พูดเสริมว่า ‘ปกติเราชอบแบ่งกล้ามแข่งกันบ่อย ๆ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้แข่งกันแล้ว เพราะมีงานเยอะ ไม่ค่อยได้เข้ายิม ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่’ ดีเจสองสาวสวยจึงได้เสิร์ฟความล่ำบึ้กนี้ส่งตรงถึงสายตาแฟน ๆ ผ่านไลฟ์สด ด้วยการให้ทั้งสองหนุ่มเบ่งกล้ามโชว์แฟน ๆ เรียกว่าทำเอาแฟน ๆ ใจละลายไปตาม ๆ กันเลยทีเดียวถามไวตอบไว ไปกับ “เซิร์ฟ - จาว่า” ‘ใครขี้เหงามากกว่ากัน ?’ ซึ่งทั้งสองคนก็ได้ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “จาว่า” ‘ใครติดสกินชิพมากกว่ากัน ?’ ทั้งสองคนก็ยังคงตอบเป็นเสียงเดียวกันอย่างพร้อมเพียงว่ายังคงเป็น “จาว่า” โดยเจ้าตัวก็ได้พูดเสริมว่า ‘ผมเป็นคนที่ชอบรู้สึกหมั่นเขี้ยวมาก ๆ เวลาเห็นอะไรที่น่าหมั่นเขี้ยว แล้วรู้สึกว่าอยากจะจับขยี้อยู่เสมอ’ ‘ใครขี้อ้อนมากกว่ากัน ?’ ซึ่งคำตอบของทั้งคู่ก็ยังหนีไม่พ้นคนดีคนเดิมแบบ “จาว่า” อีกเช่นเคย ‘ใครขี้งอนกว่ากัน ?’ คำตอบในคถามนี้ก็ยังหนีไม่พ้น “จาว่า” คนเดิม ‘ใครเอเนอจี้เยอะกว่ากัน ?’ และคำตอบในข้อนี้ก็ยังออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่ายังคงเป็น “จาว่า” อีกเช่นเคย ‘ใครคลั่งรักมากกว่ากัน ?’ คำตอบในข้อนี้เรียกได้ว่าเป็นมติเอกฉันท์ แต่เป็นคำตอบที่ต่างจากทุกข้ออย่างสิ้นเชิง โดยทั้งคู่ได้โหวตให้คนที่เป็นยอดแห่งความคลั่งรักคือ “เซิร์ฟ” โดย “จาว่า” ได้เผยว่า “เซิร์ฟ” นั้นเป็นคนประเภทที่ชอบเข้าหา ชอบง้อ ชอบเอาใจ โดย “เซิร์ฟ” ก็ได้เสริมว่า ตนนั้นเวลาที่มีความรัก จะเป็นคนที่ชอบตามใจ ชอบสปอยคนที่รัก พร้อมบอกว่าทั้งคู่มีลักษณะนิสัยที่คล้าย ๆ กัน ต่างกันตรงที่ “เซิร์ฟ” นั้นจะเป็นคน Introvert และ “จาว่า” จะเป็นคน “Extrovert” แต่ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตของทั้งคู่จะคล้ายกันมากMuTeLuv แล้ว MuTeLu ยัง ? “เซิร์ฟ” ได้เผยว่า ส่วนตัวนั้นเป็นคนที่เชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การมูเตลู ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เวลาไปบน หรือไปไหว้ เจ้าตัวก็จะเชื่อว่าจะสามารถทำในสิ่งที่ขอนั้นได้ ในด้านของ “จาว่า” ได้เผยว่า การถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ เจ้าตัวได้เข้าวัดบ่อยที่สุดตั้งแต่เกิดมา โดยเผยว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องเหล่านี้เลย แต่ว่าหากใครชวน หรือให้ไป ก็สามารถไปได้เช่นกันสกิล Comedy ฉบับ “เซิร์ฟ - จาว่า” “จาว่า” ได้เผยว่า ส่วนตัวแล้วคิดว่าการเล่นคอมเมดี้ในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยากสักเท่าไหร่ ซึ่งจริง ๆ แล้วตนนั้นเป็นคนที่เล่นแนวคอมเมดี้ออกมาไม่ค่อยดี แต่เรื่องที่ตนได้เล่นไปก่อนหน้านี้ ที่เพิ่งออนแอร์จบไป ก็เป็นแนว ตลก คอมเมดี้เช่นกัน เลยคิดว่าสามารถนำสกิลจากเรื่องนั้นมาช่วยได้เยอะมาก ๆ ด้านของ “เซิร์ฟ” ได้เผยว่า ส่วนตัวนั้นชอบเล่นแนวตลก คอมเมดี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะก่อนที่จะมารับงานเล่นซีรีส์วาย ตนก็เคยผ่านการถ่ายโฆษณา ที่ต้องใช้การแสดงสีหน้า ท่าทางแบบเล่นใหญ่ เว่อร์ ๆ มาแล้ว เลยสามารถนำสกิลจากที่เคยถ่ายทำโฆษณานั้นกลับมาปรับใช้กับการถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ได้9 วัดปะล่ะ! “จาว่า” ได้เผยว่า ความจริงแล้ว วัดที่เป็นสถานที่หลักในการถ่ายทำของเรื่องนี้นั้น มีจำนวนสถานที่เพียงแค่ 6 ถึง 7 วัดเพียงเท่านั้น แต่ที่ทุกคนเห็นว่าดูเหมือนมีหลายวัดนั้นคือการเปลี่ยนโลเคชั่นในสถานที่เดิม ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เผยอีกว่า มีวัดนึงที่ชอบที่สุด เนื่องจากตอนที่ไปออกกอง ห้องแต่งหน้าที่วัดนั้นติดแอร์ ทำให้ไม่รู้สึกร้อน หรืออึดอัดตัว พร้อมเสริมว่า ตนนั้นเป็นคนที่กลัวสัตว์จำพวกที่ไม่มีขนแบบสุด ๆ ในการถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ เจ้าตัวก็ต้องพบกับจิ้งจก และตุ๊กแก เป็นจำนวนมาก จนต้องมีโมเมนต์ที่ให้ทีมงานไปยืนเฝ้าเวลาทำธุระส่วนตัวกันเลยทีเดียว เรียกทั้งเสียงหัวเราะ และความน่าเอ็นดูจากสองดีเจ และแฟน ๆ ไปแบบสุด ๆ !รสชาติที่หลากหลายของการ “MuTeLuv” โดยทั้งสองก็ได้เผยว่า ในซีรีส์เรื่องนี้นั้นมีรสชาติที่หลากหลาย และครบรสมาก ๆ มีทั้งฉากบู้ ฉากโรแมนติก มีความคอมเมดี้ และแทรกความอีโรติกเล็กน้อย พร้อมยังเสริมว่า เรื่องนี้เป็นซีรีส์ที่ทั้งสองคนทุ่มแรงใจกันแบบสุด ๆ เนื่องจากเป็นเรื่องแรกของ GMMTV ที่ “เซิร์ฟ - จาว่า” ได้เล่นเป็นคู่หลักในเรื่อง และทั้งสองเชื่อว่าภาพที่จะถ่ายทอดออกมาสู่สายตาแฟน ๆ นั้นจะต้องออกมาดีอย่างแน่นอน แม้ซีรีส์เรื่องนี้ ในตอนของ “MuTeLuv ตอน 9 วัด ปะล่ะ Love Me if You Swear” จะมีเพียงแค่ 4 EP. แต่ก็นับได้ว่าเป็น 4 EP. ที่อัดแน่นครบทุกรสชาติ ถึงใจแฟน ๆ อย่างแน่นอนและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะมอบทั้งรอยยิ้ม และความฟินให้แฟน ๆ ได้ยิ้มจนตาหยีกันแบบจัดเต็มทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดท้าทายมาให้ “เซิร์ฟ-จาว่า” เล่นกันด้วยกับเกม ‘ภารกิจรัก 9 ภารกิจวัด’ งานนี้ “เซิร์ฟ - จาว่า” จะพิชิตภารกิจวัด ได้กี่ภารกิจรักสามารถไปรับชมความเก่งฉกาจของทั้งคู่กันได้เลยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบไม่มีลิมิต กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เซิร์ฟ - จาว่า”โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ จนยากที่จะยิ้มจนเก็บฟันกันไม่อยู่ไปตาม ๆ กัน! สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เซิร์ฟ - จาว่า” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ รวมถึงขอบคุณที่มาสร้างรอยยิ้ม ความน่ารัก จนฟินจิกหมอนให้กับเหล่าแฟน ๆ ตลอดค่ำคืน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “MuTeLuv ตอน 9 วัด ปะล่ะ Love Me if You Swear” ทั้งหมด 4 EP. สามารถรับชมได้ทุกวันจันทร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังได้ทางแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW รับประกันความตลกคอมเมดี้ ควบความแซ่บ เท่ ถึงใจเหล่าแฟน ๆ กันอย่างแน่นอน!สามารถเข้าไปรับชมโมเมนต์ความฟินของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

มาฮีลใจ เติมเหมียวไปกับสองแมว เฟิร์ส - ข้าวตัง พร้อมแจกโมเมนต์ความฟินสุดขั้ว กับซีรีส์ เปย์รักด้วยแมวเลี้ยง Cat For Cash ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก อบอุ่นหัวใจ ชวนฟินจิกหมอนแบบไม่มีพัก!

18 ก.พ. 2026

มาฮีลใจ เติมเหมียวไปกับสองแมว เฟิร์ส - ข้าวตัง พร้อมแจกโมเมนต์ความฟินสุดขั้ว กับซีรีส์ เปย์รักด้วยแมวเลี้ยง Cat For Cash ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก อบอุ่นหัวใจ ชวนฟินจิกหมอนแบบไม่มีพัก!

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ] ค่ำคืนนี้มารับความน่ารักใจฟู ไปกับ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” ที่จะมาเติมรอยยิ้ม ความสดใสให้กับแฟน ๆ ไปพร้อมกับ 2 ดีเจสาวสวย “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... บทที่ไม่ลงรอย แต่หัวใจลงตัวนามปากกา : พฟ. เฟิร์สกับข้าวตังอยู่คลาสแอคติ้งเดียวกัน แต่ทั้งคู่ไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่วันแรก เฟิร์สจริงจังกับการแสดง วางแผนเป๊ะทุกฉาก ส่วนข้าวตังเป็นสายอิมโพรไวส์ เชื่ออารมณ์มากกว่า ทำให้การซ้อมมักจบด้วยการเถียงกัน แบบที่ไม่มีใครยอมใคร ครูประจำคลาสจึงจับทั้งสองเป็นคู่แสดงเรื่องเดียวกันในโปรเจกต์ใหญ่ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ระหว่างการซ้อมที่หนักหน่วงเพราะเดดไลน์ใกล้เข้ามาและระยะเวลาตลอดหลายเดือนที่ใช้ร่วมกัน เฟิร์สก็เริ่มเห็นความกล้าของข้าวตังที่ไม่กลัวพลาดในการแสดง ในขณะเดียวกันข้าวตังก็ได้เห็นความทุ่มเทและความอ่อนโยนที่เฟิร์สซ่อนไว้เบื้องหลังใบหน้าเคร่งเครียดนั้น และเมื่อทั้งคู่ต้องเผชิญคำวิจารณ์อย่างหนักในวันซ้อมใหญ่ ทั้งสองคนกลับเลือกยืนข้างกัน เพื่อปรับแก้บท ปรับการแสดง รวมถึงเชื่อใจกันมากขึ้น ในคืนก่อนวันแสดงจริง ในห้องซ้อมที่เงียบสงบ หลังจากบทสนทนาซ้อมฉากสุดท้ายจบลง ทำให้ทั้งสองรับรู้ว่าความไม่ชอบหน้า กลายเป็นความเข้าใจ พร้อมใจที่เต้นแรงโดยไม่รู้ตัว การแสดงบนเวทีพวกเขาจบลงอย่างสมบูรณ์ ทันทีที่ม่านปิดลง หัวใจของทั้งสองก็ยอมรับว่า บางที...ความรักก็เริ่มต้นจากคนที่เราเคยคิดว่าเข้ากันไม่ได้ที่สุดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Though we may not see eye to eye, our hearts beat as one.Pen Name : พฟ. In the same acting class, First and Khaotung can't stand each other from the moment they meet. First approaches acting with a serious mindset, carefully crafting every detail, while Khaotung plays it more loose, relying on his emotions to guide him. This clash often sparks fiery debates during rehearsals, as each stubbornly holds their ground. When their teacher insists they collaborate on an important project they can’t dodge, they’re thrown together into the heat of preparation. Through the pressure of deadlines and countless hours side by side, First starts to admire Khaotung's fearless approach, while Khaotung uncovers the quiet dedication that lies behind First's tough exterior. When a particularly harsh critique hits during their final rehearsal, they choose to lift each other up, adjusting the script, refining their act, and cultivating a newfound trust. On the eve of their performance, as they wrap up their last run-through in the stillness of the rehearsal space, they realize that the animosity that once defined them has transformed into a surprising understanding, their hearts secretly awakening to something more. When they take the stage together, and the curtain falls, they recognize that maybe… just maybe, love can blossom between those who once seemed utterly mismatched.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... พระอาทิตย์เที่ยงคืนนามปากกา : Fungjai พระอาทิตย์เที่ยงคืน คือปรากฏการณ์ที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เที่ยงคืนแล้วก็ตาม เจิน (เฟิร์ส) ช่างภาพถ่ายวิวที่เดินทางมาไกลถึงไอซ์แลนด์ เพื่อเฝ้าดูช่วงเวลาที่แสงไม่ยอมลับขอบฟ้าไป แต่น่าเสียดายที่เขามาที่นี่เพียงลำพัง ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นคำสัญญาระหว่างเขากับ จ๋าย (ข้าวตัง) ภาพตรงหน้าทำให้เจินอดนึกถึงแฟนเก่าที่จบความสัมพันธ์กันไปแล้วไม่ได้ จ๋ายไม่ต่างจากพระอาทิตย์เที่ยงคืนในชีวิตเขา เป็นความอบอุ่นในเวลาที่ยากลำบาก เจินใช้เวลาทั้งการเดินทาง ทั้งการกดชัตเตอร์ และการทบทวนตัวเองอย่างเงียบงัน เขาพาตัวเองกลับมาหาความฝันที่เคยละทิ้ง เรียนรู้ที่จะยืนอยู่กับชีวิตของตัวเองด้วยตนเอง แม้จะเหลือเพียงคนเดียวก็ตาม จนกระทั่งวันนี้วินาทีที่แสงพระอาทิตย์สะท้อนลงมา ในจังหวะเดียวกับที่เขากดชัตเตอร์ เจินกลับเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย คนที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงเดียวกัน ในสถานที่เดียวกัน และคำถามก็เกิดขึ้นในใจ ถ้าวันนี้เขาเติมตัวเองจนเต็มแล้ว ไม่ใช่เอาทั้งชีวิตไปผูกไว้กับจ๋ายอีกต่อไป คนที่เดินทางมาจากอีกซีกโลก มายังสถานที่ที่เราเคยพูดถึงด้วยกัน จะยินดีกลับมาไหม กลับมาดูพระอาทิตย์ด้วยกันFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Twilight glow of the endless day.Pen Name : Fungjai The midnight sun is a wondrous occurrence where the sun refuses to dip below the horizon, even in the deep hours past midnight. Jern (First)), a passionate landscape photographer, journeys to Iceland to experience this enchanting spectacle, though he finds himself alone. This adventure was a promise once made to Jai (Khaotung) a bond now lingering in the past. As he gazes at the breathtaking scene, memories of his ex-boyfriend surface—after all, Jai was like that brilliant sun in his life, offering warmth during the coldest times. Throughout his expedition, Jern immerses himself in photography and quiet contemplation, striving to unearth his forgotten dreams and learning the art of independence, even in solitude. Then, in a breathtaking moment when sunlight refracts and he clicks the shutter, he sees a familiar figure bathed in the same golden glow, standing in the very spot they once envisioned together. Suddenly, a question stirs within him: Now that he feels whole and no longer tethered to Jai, would the one who crossed oceans to explore this cherished place with him ever consider returning? To bask in the glow of the midnight sun together once more?FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... วิมานปลายหลุม The Sublime Descentนามปากกา : Mimeekamwamakpai “ตกหลุมรักเป็นอย่างไร” ข้าวตัง พร่ำถามตัวเองในใจ เขาลอบมองใบหน้าคมสันของ เฟิร์ส ผ่านช่องว่างระหว่างนิตยสารบนชั้นไม้เก่าในร้านประจำปี 2539 ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเหมือนภาพถ่ายขาวดำที่แสนนิ่งสงบ จนกระทั่งเฟิร์สผู้มาพร้อมรอยยิ้มแสนร้ายและประโยคจีบสุดเชย มาขอให้ช่วยหานิตยสารที่ไม่มีอยู่จริง ก้าวเข้ามาปั่นป่วนโลกทั้งใบ การจีบกันผ่านการสอดโน้ตเพลงสั้นๆ หรือการแอบแบ่งหูฟังซาวด์เบาท์กันคนละข้าง ท่ามกลางกลิ่นกระดาษ ทำให้ข้าวตังรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในวิมานที่หอมหวานทว่าอันตราย ยิ่งถลำลึกก็ยิ่งพบปมความลับที่เฟิร์สซ่อนไว้หลังปกนิตยสารฉบับพิเศษ มันคือภาพข่าวอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อนที่เฟิร์สพยายามตามหามาตลอดเพื่อชดใช้ความผิดบาปบางอย่าง ข้าวตังเริ่มไม่แน่ใจว่าการที่เฟิร์สเข้ามาใกล้ชิดคือความรัก หรือเพียงเพื่อต้องการใช้เขาเป็นเครื่องมือไถ่บาป แต่ถึงกระนั้นเขากลับลุ่มหลงจนเกินกว่าจะถอนตัว ยอมตกหลุมรักที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ยินดีลืมวันคืนอันแสนเจ็บปวดและล่องลอยวนอยู่ในห้วงความลับนี้ชั่วกาลนาน ขอเพียงมีเฟิร์สอยู่เคียงข้างจนกว่าความจริงจะกลบฝังพวกเขาให้ดับสูญไปพร้อมกันFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... The Sublime DescentPen Name : Mimeekamwamakpai "What does it really feel like to fall in love?" Khaotung pondered silently. Stealing a glance at First's striking features through the crevices of magazines stacked on the aged wooden shelf of the 1996 bookstore, he felt a stirring. His life had been a tranquil, monochrome snapshot until First burst into it with his playful grin and corny pickup lines, asking for help finding an imaginary magazine that turned Khaotung's world upside down. Their flirtations danced through subtle melodies and shared headphones amidst the intoxicating aroma of aging paper, enveloping Khaotung in a sweetly treacherous paradise. The deeper he ventured, the more he unearthed the mystery First had concealed within the glossy pages of a special magazine—a long-ago news story about an accident First had been relentlessly pursuing to make amends for a past transgression. Doubts crept in, leaving Khaotung questioning whether First's affection was genuine love or simply a way to seek redemption through him. Yet, his infatuation was too powerful to resist; he willingly plunged into an endless love, eager to cast aside old heartaches and drift into this hidden world. All he desired was for First to be by his side, unaware that the truth loomed ahead, waiting to bury them both.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... เพื่อนไม่จริง : Forever Mateนามปากกา : C/2020 F3 ‘การรอคอยจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่า ก็ต่อเมื่อความปราถนาเป็นจริง’ ประโยคนี้ผุดขึ้นมาซ้ำ ๆ ในหัวของ ‘การันต์’ ที่กำลังนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง จนเวลาล่วงเลยมาจนเกือบจะเป็นเช้าของอีกวัน วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร? การรอคอยของเขามันจะคุ้มค่าไหม? ความปราถนาจะเป็นจริงหรือเปล่า? คำถามเหล่านี้เอาแต่วนอยู่ในหัวเต็มไปหมด ว้าวุ่นจนหลับไม่ลง ต้นเหตุของความว้าวุ่นใจทั้งหมด นั่นเป็นเพราะ ‘การันต์’ ต้องไปดูคอนเสิร์ตกับ ‘พันวา’ คอนเสิร์ตของวง ‘Polycat’ วงที่รวบรวมแฟนเพลงหลาย ๆ ประเภทเอาไว้ ทั้งคนมีความรัก คนอกหัก ทีมตัวสำรอง เพื่อนพระเอก ซึ่ง Polycat ก็เป็นวงโปรดของการันต์เช่นกัน และเขาเป็นประเภท ‘เพื่อนไม่จริง’ ใช่ การันต์แอบชอบพันวา ชอบมาตั้งแต่ช่วงเรียนมหาลัยจนถึงตอนนี้ 7 ปีแล้วที่ไม่อาจก้าวข้ามเส้นคำว่าเพื่อนได้สักที แต่วันพรุ่งนี้การันต์จะลองก้าวข้ามเส้นคำว่า “เพื่อน” ที่พันวาขีดให้เขามาตลอด 7 ปีดูอีกสักครั้ง คอนเสิร์ตวงโปรด เพลงโปรด กับเธอคนโปรด ได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้เพลย์ลิสต์ประจำตัวของเขา จะเปลี่ยนจากเพลง ‘เพื่อนไม่จริง’ เป็นเพลง ‘มัธยม’ ไม่ก็ ABC สักทีFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Forever MatePen Name : C/2020 F3 “Waiting only makes sense when what you long for finally happens.” This thought echoed relentlessly in Karan’s mind as he lay restless in bed, tossing and turning, sleep eluding him. The hours crept by, inching toward dawn. What surprises would the next day hold? Would his patience pay off? Would his dreams come to life? These swirling questions kept him wide awake, lost in thought. The root of his inner turmoil? A concert with Panwa – a show by Polycat. This band draws in an eclectic mix of fans: the lovestruck, the heartbroken, the overlooked, and even the sidekick. Polycat is Karan’s ultimate favorite, but he’s been stuck in the friend zone. For seven long years since university, he’s harbored a secret crush on Panwa, unable to take that leap from friends to something more. But tomorrow is different; he’s determined to break through that invisible barrier of friendship that Panwa has maintained all this time. A concert featuring his beloved band, all those cherished songs, and his favorite girl by his side… He can only wish that soon, his soundtrack will shift from “Forever Mate” a relic of high school, to something more meaningful.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... วงแหวนที่โอบกอดหัวใจนามปากกา : น้องไอระ ไม่มีใครคิดว่า ดาวเสาร์ จะเป็นสถานที่แห่งความรัก มันควรจะเป็นเพียงดาวเคราะห์ยักษ์สีทองหม่น มีวงแหวนเย็นเฉียบ โคจรอย่างโดดเดี่ยวอยู่กลางอวกาศอันเวิ้งว้าง แต่สำหรับ “เฟิร์ส” ดาวเสาร์คือปลายทางของภารกิจสุดท้ายในชีวิตนักบินอวกาศ ยานสำรวจลำเล็กของเขาลงจอดบนสถานีวิจัยที่ลอยอยู่ใกล้วงแหวนหลัก ระบบหลายส่วนเสียหายจากพายุสนามแม่เหล็ก ทำให้เฟิร์สต้องอยู่ที่นี่ตามลำพัง นานเกินกว่าที่วางแผนไว้ คืนแรกที่มองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นวงแหวนของดาวเสาร์โค้งอ้อมรอบสถานี ราวกับแขนขนาดยักษ์ที่กำลังกอดบางสิ่งไว้ เงียบ สวยงาม และเดียวดายพอๆ กับหัวใจของเขา จนกระทั่งเสียงสัญญาณฉุกเฉินดังขึ้น ยานลำหนึ่งกำลังขออนุญาตเทียบท่า และนั่นคือครั้งแรกที่เฟิร์สได้พบกับ “ข้าวตัง” นักดาราศาสตร์หนุ่มจากสถานีวิจัยฝั่งตรงข้าม วงแหวนอีกด้านทำให้การสื่อสารของเขาขาดหายมาหลายเดือน ข้าวตังยิ้มให้เฟิร์สในชุดอวกาศ ดวงตาสะท้อนแสงดาวเสาร์ระยิบระยับราวกับจักรวาลทั้งผืน ‘คิดว่าผมอยู่คนเดียวซะแล้ว’ ข้าวตังพูดผ่านวิทยุสื่อสาร เฟิร์สหัวเราะเบาๆ ‘ผมก็เหมือนกัน’ วันเวลาบนดาวเสาร์ผ่านไปช้ากว่าโลก ทั้งสองช่วยกันซ่อมแซมสถานี และเรื่องราวความรักก็เริ่มต้นขึ้นFANFICTION #5: This FANFICTION is titled... A circle of love that captures the essence of the heart.Pen Name : น้องไอระ Nobody ever imagined Saturn could be a haven for love. It was merely thought of as a massive, dull golden sphere adorned with frigid rings, drifting solitarily in the endless cosmos. Yet for First, it was the pivotal stop on his last journey as an astronaut. His tiny probe touched down on a research station nestled near the main rings. A magnetic storm had wreaked havoc on several systems, stranding First there longer than expected. On his very first night, gazing out of the window, he witnessed Saturn's rings arching around the station like colossal arms tenderly holding something, silent and exquisite, a reflection of his own lonely heart. Then, disruptively, an emergency beep cut through the silence—a spacecraft sought permission to dock—and that was how First encountered Khaotung, a young astronomer stationed across the river. A ring had severed their communications for months. With a smile that radiated through his spacesuit, Khaotung's eyes shimmered with Saturn's glow, sparkling as if the whole universe had come alive. 'I thought I was the only one,' Khaotung said over the radio. First let out a soft laugh. 'Same here.' Time on Saturn seemed to drag, far slower than on Earth. Together, they mended the station, and in that shared solitude, their love story began to unfold.เข้าสู่ช่วงที่สองของ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้กับ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” ผู้นำชุมชนคนรักเหมียวที่จะมาแจกความน่ารักสดใส จุดประกายโมเมนต์ความฟินให้เหล่าแฟน ๆ ได้ยิ้มพริ้มใจไปพร้อมกัน!‘จุ๊บแมว’ ฉบับ “เฟิร์ส-ข้าวตัง” เปิดรายการมาพี่ๆดีเจก็เสิร์ฟความน่ารักส่งตรงถึงใจแฟน ๆ กันเลย กับการให้ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” ทำการ ‘จุ๊บแมว’ ให้ได้ดูในรายการสด ๆ กันเลย เรียกได้ว่าเป็นการ ‘จุ๊บเหมียว’ ที่น่ารักแบบดับเบิ้ลสุด ๆ !ทริปญี่ปุ่นที่โปรด.. ตามคนโปรด โดย “ข้าวตัง” ได้เผยว่า ตนนั้นเพิ่งได้ไปออกทริป road trip กับน้องสาวที่ประเทศญี่ปุ่น จังหวัดโอกินาวา ซึ่งเจ้าตัวก็ชื่นชอบ และประทับใจกับความสวยงามของธรรมชาติ บ้านเมืองต่าง ๆ เป็นอย่างมาก การไปเที่ยวเดินทางด้วยการขับรถเที่ยวเองนั้น ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการนั่งรถไฟเที่ยวแบบเดิม ๆ เพราะได้ซึมซับบรรยากาศ วิถีความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ชมวิวธรรมชาติ และเสน่ห์ของบ้านเมืองในมุมที่หาไม่ได้จากการเดินทางโดยนั่งรถไฟทั่วไป ในด้านของ “เฟิร์ส” ที่ก็เพิ่งได้ไป road trip ที่จังหวัดฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่นกับครอบครัวมาเช่นกัน โดยเผยว่าหลังจากได้เห็น “ข้าวตัง” ไปเที่ยวแบบ road trip มานั้น ทำให้ตนอยากลองที่จะลองเที่ยวตามดู ซึ่งเมื่อได้ไปมา เจ้าตัวก็เผยว่าชื่นชอบในการเที่ยวสไตล์นี้มากเช่นกัน ทั้ง ได้เห็นบ้านเมือง วิวทะเลสาบ ภูเขาต่าง ๆ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการนั่งรถไฟอย่างสิ้นเชิงบ้านใหม่ของเฟิร์ส เจ้าตัวได้เผยว่า ในการตัดสินใจซื้อบ้านนั้นไม่ได้จบที่บ้านเท่านั้น แต่ยังมีอุปสรรคอีกมากมายที่ต้องพบเจอ โดยเจ้าตัวเผยว่าปัญหาที่เจอในช่วงนี้ที่ผ่านมานี้คือ “แมลงเม่า” ตัวปัญหาที่มาบินกวนใจอยู่เป็นจำนวนมาก ทำเอาเจ้าตัวปวดหัวกับการรับมือแบบสุด ๆ ทั้งเหล่าดีเจ และข้าวตังที่ได้ฟังเรื่องราวก็อดยิ้มขำด้วยความเอ็นดูไม่ได้ ทั้งนี้ “ข้าวตัง” ได้เสริมว่า ตนนั้นจะซื้อพรมเป็นของขวัญขึ้นบ้านใหม่ให้กับ “เฟิร์ส” แต่ยังอยู่ในช่วงลังเล เพราะอยากเลือกสิ่งที่ดี และเหมาะสมที่สุดให้กับอีกฝ่าย นับเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์น่ารัก ๆ ในค่ำคืนนี้ ชวนเอาแฟน ๆ ยิ้มไม่หุบกันเลยทีเดียว3 EP. ติดเทรนด์ทั่วประเทศ ! ‘เกินคาดมากครับ’ เป็นคำที่ทั้งสองเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข โดย ข้าวตัง ได้เผยว่า การที่ซีรีส์เพิ่งปล่อยตัวออกไป 3 EP. แล้วมียอดกระแสการตอบรับที่ดีทั้งใน และต่างประเทศนั้นเกินความคาดหมายของตนไปมาก พร้อมกล่าวขอบคุณเหล่าแฟน ๆ ที่คอยซัพพอร์ต และส่งกำลังใจให้กับทั้งคู่เสมอมาWorkshop วุ่น ๆ กับ “เฟิร์ส-ข้าวตัง” อีกหนึ่งปัญหาของการถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งหนีไม่พ้นการที่จะต้อง Workshop ร่วมกับน้องแมว เนื่องจากในซีรีส์ บทบาทที่ตัวของ “ข้าวตัง” ได้รับนั้นจะต้องไม่ชอบแมว ซึ่งขัดกับชีวิตจริงโดยสิ้นเชิง “ข้าวตัง” เผยว่าตนนั้นได้ใช้วิธีการพยายามปรับ mindset ของตัวเองให้ใกล้เคียงกับบทบาทตัวละครที่ได้รับ โดยตัวละครนี้ ในอดีตเคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่รัก และชื่นชอบแมวมาก ๆ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขาเกิดความน้อยใจ และสร้างกำแพงขึ้นระหว่างตัวเองกับเจ้าเหมียว ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เจ้าตัวต้องทำความเข้าใจ และถ่ายทอดแครักเตอร์นี้ออกมาให้ดีที่สุด ในด้านของ “เฟิร์ส” ได้เผยว่าตนนั้นได้ Workshop เรื่องสี เมื่อพูดจบก็ทำเอาเหล่าดีเจเกิดอาการงงกับสิ่งที่ได้ยินกันเลยทีเดียว โดยเจ้าตัวได้เผยว่า เป็นเหมือนการ Exercise อย่างนึงเพื่อหาแครักเตอร์ของตัวละคร โดยการให้อีกฝ่ายคิดสีในหัวเอาไว้ หันหน้ามานั่งมองหน้ากัน และอีกฝ่ายจะต้องทายให้ถูกว่าอีกคนตรงหน้ากำลังนึกถึงสีอะไรอยู่ “เฟิร์ส” ยังเล่าเพิ่มเติมว่า เวลาที่เล่นสิ่งนี้กับคนในกองถ่าย เจ้าตัวจะเดาสีของทุกคนถูกหมด มีแต่เพียงของ “ข้าวตัง” คนเดียวที่ตนไม่เคยเดาถูกเลยสักครั้ง นอกจากนี้ทั้งคู่ยังชวน “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน” เล่นทายสีกันดูอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ในรายการที่น่ารักฟลูฟีลสุด ๆ !เลี้ยงเหมียว ด้วย “เหมียวตัง” ในซีรีส์เรื่องนี้ “ข้าวตัง” มีฉากที่ต้องแสดงร่วมกับน้องเหมียวอยู่บ่อยครั้ง เจ้าตัวจึงได้เผยทริคในการเอาใจน้องเหมียวแบบอยู่หมัด นั่นคือการเป็นฝ่ายเข้าหา ไปเล่นกับเจ้าเหมียวก่อน เมื่อเห็นว่าเจ้าเหมียวเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย ก็จะค่อย ๆ งัดไม้ตายอย่างขนมไปให้เจ้าหมียวได้กินได้แบบอิ่มใจ เพียงเท่านี้ก็สามารถมัดใจเจ้าเหมียวได้แล้ววซีนอารมณ์..ในการแสดงของ “ข้าวตัง” “ข้าวตัง” ได้เผยว่า มันเป็นเรื่องที่ยาก และท้าทายมาก ๆ สำหรับการถ่ายทอดซีนอารมณ์ในซีรีส์เรื่องนี้ โดยการแสดงในแต่ละครั้งนั้น เปรียบเสมือนการดึงลิ้นชักความรู้สึกออกมาให้ถูกจุด เลือกใช้อารมณ์ให้เหมาะสม และถ่ายทอดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละฉาก เรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพ และทำออกมาได้ดีแบบสุด ๆ ไปเลยยยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะมอบทั้งรอยยิ้ม และความสุขให้แฟน ๆ ได้ฮีลใจกันแบบจัดเต็มทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดท้าทายมาให้ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” เล่นกันด้วยกับเกม ‘Cat For Love เติมเหมียวตังด้วยเฟิร์สเลี้ยง’งานนี้แก๊งสองเหมียวจะแจกความน่ารัก อิ่มฟินกันขนาดไหนสามารถไปรับชมความน่ารักใจฟูของ “เฟิร์ส-ข้าวตัง” กันได้เลยย !(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบไม่มีลิมิต กับโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการให้ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ จนลักยิ้มเปิดทำการไปตาม ๆ กัน! สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เฟิร์ส - ข้าวตัง” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ รวมถึงขอบคุณที่มาสร้างความสุข รอยยิ้ม และแจกโมเมนต์ความฟินให้ เหล่าแฟน ๆ ตลอดค่ำคืน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “เปย์รักด้วยแมวเลี้ยง Cat For Cash” สามารถรับชมได้ทุกวันอังคาร เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังได้ทางแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW รับประกันความน่ารักฟลูฟีล โดนใจเหล่าแฟน ๆ ทาสเหมียวกันแน่นอน !สามารถเข้าไปรับชมความน่ารัก สดใสของเจ้าพวกเด็กได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ต้อนรับน้องใหม่สุดฮอตแห่งวงการ T-POP CLO’VER 4 หนุ่มต่างคาแรคเตอร์ ต่างสไตล์ ที่มาพร้อมพลังความสดใสและความโชคดี พร้อมก้าวสู่เส้นทางแห่งความฝันนี้ไปด้วยกัน

09 ก.พ. 2026

ต้อนรับน้องใหม่สุดฮอตแห่งวงการ T-POP CLO’VER 4 หนุ่มต่างคาแรคเตอร์ ต่างสไตล์ ที่มาพร้อมพลังความสดใสและความโชคดี พร้อมก้าวสู่เส้นทางแห่งความฝันนี้ไปด้วยกัน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 29 มกราคม 2569 ] ค่ำคืนนี้มายิ้มให้แก้มปริไปกับ 4 หนุ่มแสนซน “ CLO’VER ” ที่จะมามอบความสดใสไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ” ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 1 นี้มีชื่อว่า... 4 Leaf CLO’VER (โคลเวอร์ 4 แฉก)นามปากกา : ฮวังคิมชเว “ปาร์เก้” ในวันที่โลกเปลี่ยนไปทุกเวลาโลกมนุษย์ดูหม่นหมองผู้คนเริ่มหมดหวังและอ่อนล้ากับการใช้ชีวิต พระเจ้าได้ส่งชายหนุ่ม 4 คนลงมาเพื่อช่วยดูแลรักษาจิตใจมนุษย์ที่เริ่มเหี่ยวเฉา “บาร์โค้ด” เทพแห่งความรัก หากวันใดที่มนุษย์ขัดแย้งใจกัน บาร์โค้ดจะเป็นผู้มอบความรักเพื่อให้มนุษย์ยังคงรักซึ่งกันและกัน “คีน” เทพแห่งความโชคดี มนุษย์เชื่อว่าถ้าขอพรจากคีน จะฝันถึงเลข 2-3 เลข เป็นหนทางในการเสี่ยงโชคแก่มนุษย์ทุก 1 และ 16 ของทุกเดือน “อชิ” เทพแห่งความหวัง ผู้คนที่อ่อนล้าจากการเรียน ทำงาน และใช้ชีวิต อชิจะคอยเป็นความหวัง เพื่อให้มนุษย์ยังคงใช้ชีวิตด้วยความหวัง แม้วันนี้มันอาจไม่ดีดังใจ แต่พรุ่งนี้อาจมีสิ่งสวยงามรออยู่เสมอ และสุดท้าย “อั่งเปา” เทพแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธา ให้มนุษย์ยังคงใช้ชีวิตด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส และความไว้วางใจอย่างแน่วแน่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หลังจากที่โลกมีเทพเจ้าทั้ง 4 คอยปกปักษ์แล้วนั้น ทุกเรื่องทุกข์ใจก็บรรเทาทุกข์ลง ทุกความเหนื่อยล้าก็มองเห็นซึ่งความหวังในการใช้ชีวิต และเทพเจ้าทั้ง 4 ก็เป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์นับแต่นั้นสืบมาEFM FANDOM FANFICTION : The opening tale is title…. 4 Leaf CLO’VERPen name : ฮวังคิมชเว “ ปาร์เก้ ” In a world where change and darkness seemed to weigh everyone down, people started to feel a sense of hopelessness and fatigue with life. To restore their spirits, the divine sent four young gods to mend the fragile hearts of humanity. “Barcode,” the love deity, came to ignite affection among those in strife, nurturing the bonds they share. “Keen,” the god of fortune, is said to grant lucky numbers (2-3) to those who seek his blessings on the 1st and 16th of every month, bringing a touch of serendipity into their lives. “Ashi,” the harbinger of hope, offers a glimmer of optimism to those exhausted by studies, work, or life’s challenges, whispering that even when days feel bleak, something beautiful is waiting just around the corner. Last but not least, there’s “Aungpao,” the guardian of faith and self-assurance, who inspires unwavering belief and devotion in the hearts of mortals. With the arrival of these four benevolent figures, suffering diminished, and hope blossomed into a comforting light for humanity, lighting the way ever since.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 2 นี้มีชื่อว่า... เกาะค๊าบ(KAAB) กับต้นโคลเวอร์ศักดิ์สิทธิ์นามปากกา : KapKap959 ณ เกาะแห่งหนึ่งมีชื่อว่า เกาะค๊าบ(KAAB) มีลูกหมีตัวนึงชื่อว่า บาร์โค้ด อาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้ และเกาะแห่งนี้มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อยู่ต้นนึงชื่อว่า ต้นโคลเวอร์ ในหนึ่งปีจะมีใบร่วงลงมาหนึ่งครั้ง ใครที่เก็บได้ ก็จะได้พรหนึ่งข้อจากเทวดาที่อยู่ที่ต้นนี้ และในปีนี้มีใบโคลเวอร์ร่วงลงมาทั้งหมด 4 ใบ ซึ่งลูกหมีบาร์โค้ดเก็บได้แล้วใบนึง ส่วนอีก 3 ใบปลิวตกลงไปในทะเล และบังเอิญมี กุ้งคีน ปูอั่งเปา และ ปลาอชิ เก็บใบโควเวอร์ที่ตกลงไปในทะเลได้ สัตว์ทะเลทั้ง 3 จึงขอพรกับเทวดาเหมือนกันคืออยากเป็นมนุษย์ เทวดาก็ถามว่าทำไมถึงอยากเป็นมนุษย์ ทั้ง 3 ก็ตอบเหมือนกันว่า เพราะเคยได้ยินว่ามนุษย์จะมีความสุขได้จากการฟังเพลง พวกเราอ่ะร้องเพลงในทะเลเก่งมาก แต่ไม่มีใครได้ยิน ตอนนั้นลูกหมีก็แอบได้ยิน จึงวิ่งมาขอพรกับเทวดาว่า ขอเป็นมนุษย์เหมือนกับกุ้งคีน ปูอั่งเปา และ ปลาอชิ ได้ไหม เทวดาก็เลยถามหมีบาร์โค้ดว่า แล้วเธอร้องเพลงได้หรอ หมีบาร์โค้ดตอบอย่างมั่นใจว่า เพราะสุดๆไปเลยครับท่าน เมื่อเทวดาได้ยินดังนั้นจึงให้พรทั้ง 4 ไป และบอกกับทั้ง 4 คนว่า ใครก็ตามที่ได้ฟังเพลงของพวกเธอทั้ง 4 คน จะมีแต่ความสุขและความโชคดีตลอดไปEFM FANDOM FANFICTION : This second tale is title… Kaab Island and the mystical clover.Pen name : KapKap959 On the enchanting island of KAAB, there lived a spirited little bear cub named Barcode. At the heart of this mystical land stood a revered tree known as the clover. Once a year, a single leaf would drift down to the ground, and the lucky soul who found it would be granted a wish by the angel who called the tree home. This particular year was different—four leaves danced down to the earth. Barcode managed to snatch up one, while the others floated away into the shimmering sea. By chance, Shrimp Keen, Crab Aungpao, and Fish Ashi stumbled upon the fallen leaves, and all three voiced the same wish to the angel: they longed to become human. Curious, the angel asked them why they desired such a change, to which they replied that they had heard tales of how humans bask in joy by listening to music. They lamented that although they sang beautifully beneath the waves, their melodies went unheard. Barcode, eavesdropping on this heartfelt conversation, eagerly approached the angel, asking if he too could transform into a human like his newfound friends. The angel, intrigued, inquired whether Barcode could sing, to which the bear cub beamed with confidence and exclaimed, “Absolutely! Your Highness!” Delighted by his enthusiasm, the angel blessed all four of them, declaring that anyone who listened to their music would be forever graced with happiness and good fortune.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 3 นี้มีชื่อว่า... สมุดไร้นามนามปากกา : อยากกินไอติม หลังบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดโรงเรียนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ห้องสมุดยังเปิดตามปกติ แต่บรรยากาศกลับเงียบผิดแปลก เด็กชายสี่คน ที่ต่างรักการอ่านและมักใช้เวลาว่างในห้องสมุด บังเอิญพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง หน้าแรกเขียนข้อความปริศนาเกี่ยวกับการหายไปของบรรณารักษ์ พร้อมคำท้าทายให้ช่วยกันค้นหาความจริง แม้ทั้งสี่จะนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน แต่พวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างเริ่มเขียนตอบโต้ในสมุดเล่มนั้น ใช้นามแฝงแทนตัวตน ไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายคือใครในชีวิตจริง สมุดบันทึกจึงกลายเป็นพื้นที่สนทนาเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมพวกเขาเข้าด้วยกัน ท่ามกลางข้อความที่เต็มไปด้วยคำใบ้ คำถาม และความสงสัย ทุกคนต่างพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยิ่งเขียนตอบโต้กันมากเท่าไร ความจริงกลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น เพราะในบรรดาผู้เขียนทั้งสี่คนนี้… มีหนึ่งคนที่รู้คำตอบอยู่แล้วและเขาคือผู้ที่ทำให้บรรณารักษ์หายไปEFM FANDOM FANFICTION : This Third tale is titled… Anonymous NotebookPen name : อยากกินไอติม When the school librarian vanished without a trace, the library stayed open, yet an eerie silence blanketed the space. Four boys, who were passionate readers and frequented the library, discovered a notebook resting on a table in the heart of the room. Its first page held a puzzling note about the librarian’s sudden departure, accompanied by a daring challenge to dig deeper into the mystery. Despite sharing the same room, the boys had never crossed paths before. They decided to communicate through the notebook, each adopting a pseudonym, their true identities shrouded in secrecy. Thus began a flurry of exchanges packed with clues, questions, and growing mistrust. As they endeavored to unravel what had happened, the truth slipped further from their grasp. Little did they know, among their group, one of them already held the key to the mystery—and that very person was responsible for the librarian’s disappearance.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 4 นี้มีชื่อว่า... ปลายทางความกลัว destinationนามปากกา : Khaki รถไฟสีดำขบวนประหลาดแล่นฝ่าหมอกหนาเข้ามาจอดตรงหน้าทั้งสี่โดยไร้เสียงเตือน อชิ คีน อั่งเปา และ บาร์โค้ด ก้าวขึ้นไปเหมือนถูกเรียกชื่อจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น ภายในตู้รถไฟแต่ละตู้คือโลกที่บิดเบี้ยวตามความกลัวของผู้โดยสาร อชิต้องเผชิญเงาที่เดินตามเขาไม่ห่าง เงานั้นกระซิบถึงการถูกทิ้งไว้ข้างหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเริ่มสั่นไหว คีนถูกขังอยู่ในตู้ที่เวลาหยุดนิ่ง นาฬิกานับร้อยจ้องมองเขาเหมือนกล่าวโทษความลังเลในอดีต อั่งเปาเดินผ่านเมืองที่ผู้คนมองทะลุเขาเหมือนไม่มีตัวตน เสียงหัวเราะดังขึ้นทุกครั้งที่เขาพยายามพูด ส่วนบาร์โค้ดยืนอยู่หน้ารางที่ขาดหาย รถไฟอีกขบวนพุ่งผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เตือนถึงความล้มเหลวที่เขากลัวมาตลอด แต่เมื่อรถไฟยังคงแล่นต่อ พวกเขาเริ่มได้ยินเสียงกันและกัน ฝ่าความกลัวด้วยการยอมรับมัน ไม่ใช่หนีจากมัน และในวินาทีที่ทั้งสี่ยืนเคียงกัน รถไฟก็หยุดลง ประตูเปิดสู่ชานชาลาเดิม พร้อมคำถามที่ยังค้างคา—หรือแท้จริงแล้ว ความกลัวเหล่านั้นยังนั่งอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกับพวกเขาเสมอEFM FANDOM FANFICTION : This Fourth tale is titled… The endpoint of apprehension.Pen name : Khaki A peculiar black train screeched through the thick mist, halting abruptly in front of the four friends. Ashi, Keen, Aungpao, and Barcode felt an irresistible pull and climbed aboard, as if beckoned by something invisible. Inside each compartment lay a warped reflection of their deepest anxieties. For Ashi, a persistent shadow loomed, taunting him with whispers of abandonment until he began to quake. Keen found himself ensnared in a carriage where time stood frozen, surrounded by countless clocks that seemed to cast judgment on his past indecisiveness. Aungpao wandered through a surreal city, where passersby looked right through him, their laughter piercing the silence every time he tried to utter a word. Meanwhile, Barcode stared at a splintered track, the sight of a train racing by over and over, a painful reminder of the failure he feared most. Yet, as the train continued its journey, their voices began to blend together, confronting their nightmares with a sense of acceptance rather than running away. And just when they found strength in standing together, the train shuddered to a stop. The doors swung open to reveal a familiar platform, leaving them with a lingering question—had those fears always been riding alongside them all along?EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 5 นี้มีชื่อว่า... The Twinkle Cloverนามปากกา : MeOnMoon ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในหุบเขาอันไกลโพ้น ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ที่น่าเศร้าคือ หมู่บ้านนี้ไม่รู้จักเสียงเพลง เด็กหนุ่ม 4 คน ที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เกิดและโตในหมู่บ้านนี้ ลึกๆพวกเขารู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาขาดอะไรไปบางอย่าง จนวันนึงมีชายแปลกหน้าหลงทางเข้ามาในหมู่บ้าน พร้อมอุปกรณ์หน้าตาแปลกๆ มีสาย 5 สายพาดบนกล่องไม้ยาวๆที่มีรูตรงกลาง ชายแปลกหน้าเสนอบางอย่างกับเด็กหนุ่มทั้ง 4 เพื่อแลกอาหารและที่พัก เขาเริ่มเล่นดนตรีจากกล่องไม้ ทั้ง 4 คนยืนฟังอย่างมีความสุข และนี่ล่ะคือสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตพวกเขา เสียงดนตรีนั่นเอง แล้วจู่ๆ ชายแปลกหน้าก็กลายร่างเป็นเทวดา เสกกีต้าร์ กลอง ขลุ่ย เชลโล พร้อมประทานพรในการเล่นดนตรีขั้นพื้นฐานให้พวกเขา “ชีวิตที่ไร้ดนตรีจะมีความสุขได้อย่างไร จงฝึกฝนและมอบความสุขนี้ให้กับคนในหมู่บ้านนี้เถิด” เทวดาได้กล่าวก่อนจากไป หลังจากนั้นหมู่บ้านนี้จึงได้มีชีวิตใหม่ ผู้คนได้เต้นรำและร้องเพลงไปกับเด็กหนุ่มทั้ง 4 คน และพวกเขายังสร้างเพลงใหม่ๆ จนดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างเมืองให้เข้ามาชม และทุกคนรู้จักพวกเขาในนาม Clover ตามสัญลักษณ์ที่อยู่บนเครื่องดนตรีทุกชิ้นEFM FANDOM FANFICTION : This last story is titled… The Twinkle CloverPen name : MeOnMoon In a secluded village tucked away in a lush valley, life was simple and serene, yet a heavy silence enveloped the place—music was absent. Four lifelong friends, rooted in this quaint community, sensed a void in their existence. One fateful day, a wanderer appeared at their doorstep, cradling an unusual instrument: a long wooden box with five taut strings and an opening in its center. In exchange for some food and a place to rest, he promised them a gift. As he began to strum the strings, melodies flowed forth, filling the air with joy. The boys listened, their hearts brimming; this was the missing piece they had longed for—music! In an astonishing moment, the stranger morphed into a radiant angel, summoning forth a guitar, drums, a flute, and a cello, imparting magical skills of musicianship to them. “How can one find happiness without the magic of music?” the angel urged. “Embrace it, and spread this joy throughout your village.” With that, he vanished, leaving an electrifying transformation in his wake. The village buzzed with life as people danced and sang alongside the boys, crafting new melodies that drew visitors from far and wide. They became known as CLO’VER’’, a tribute to the symbol that adorned their instruments, forever changing the rhythm of their lives.เข้าสู่ช่วงที่สองของ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้กับ “CLO’VER”ที่จะมาเล่าจุดเริ่มต้นของการประกอบใบ Clover แห่งวงการ T-POPพร้อมแจกความน่ารัก ปนแสบให้แฟน ๆ ได้โดนตกไปตาม ๆ กัน!จุดเริ่มต้นของใบ “CLO’VER” เริ่มต้นด้วย “บาร์โค้ด” ที่ได้เล่าว่า ตัวเองนั้นได้เริ่มรู้จักกับคีนเป็นคนแรก โดยทั้งคู่ได้เจอกันครั้งแรกที่เขาชนไก่ ในตอนที่เรียน รด. ด้วยกัน บาร์โค้ดได้เล่าว่า ในตอนนั้นด้วยความที่ไม่มีโทรศัพท์ให้เล่น จึงเป็นเหตุจำเป็นที่ต้องคุยกัน และด้วยความที่เรียนมาด้วยกัน เจอประสบการณ์เดียวกัน จึงทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันได้ง่ายขึ้น รวมถึงสมาชิกคนอื่น ๆ ที่ได้มาเจอกันตอนเทรน แรก ๆ ก็อาจจะยังไม่ได้สนิทใจกัน แต่พอได้ใช้เวลาเทรนด้วยกันมากขึ้นก็กลายเป็นความผูกพันในเวลาถัดมา โดย “คีน” ก็ได้เล่าเสริมมาว่า ตอนที่เจอกันกับบาร์โค้ดครั้งแรก เราเห็นว่าเขาเรียนสวนกุหลาบ และเป็นจตุรมิตรเหมือนกัน เลยคิดว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่อง คีนจึงได้ลองเริ่มทักบาร์โค้ดดู ด้วยความที่เจออะไรมาคล้าย ๆ กันจึงทำให้เข้าอกเข้าใจ คุยกันถูกปากถูกคอได้ง่ายขึ้น ในด้านของ “อชิ” ได้เล่าถึงครั้งแรกที่ได้มาเจอกับ 3 หนุ่มที่เหลือว่า ตนได้รู้จักกับ อั่งเปา กับ คีน มาก่อนหน้าอยู่แล้ว พอมาเจอบาร์โค้ดที่เจอหน้ากันใหม่ ๆ ก็มีแอบคิดว่าเราจะเข้ากันได้หรือป่าว นิสัยของคนอื่น ๆ ในวงจะสามารถเข้ากับบาร์โค้ดได้ไหม แต่เมื่ออยู่กันไปเรื่อย ๆ ก็เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย จนตอนนี้เรียกว่ากลมกล่อม รวมเป็นก้อนเดียวกันแล้ว สุดท้าย “อั่งเปา” น้องเล็กสุดของวงก็ได้เล่าคล้ายคลึงกับอชิ ซึ่งก็คือทั้ง 3 รู้จักกันมาก่อนแล้ว พอได้มาเจอบาร์โค้ด ในช่วงแรก ๆ ก็เหมือนจะยังไม่ชินกัน แต่เมื่อเริ่มอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ ขึ้นก็เริ่มเข้าใจนิสัยต่าง ๆ และสนิทสนมกันมากขึ้น จนกลายเป็นวงเดียวกันอย่างในทุกวันนี้ทำไมต้องเป็น “CLO’VER” ? โดยคำถามนี้ “อั่งเปา” ก็ได้เป็นตัวแทนในการตอบคำถาม เนื่องจากว่าตนนั้นเป็นคนริเริ่มชื่อ “CLO’VER” ขึ้นมาโดยได้บอกว่า ตนนั้นได้นั่งดูการ์ตูนอยู่ แล้วก็ได้ไปเห็นใบ Clover ซึ่งตนก็เห็นว่ามันดูสดใส และดูเข้ากับคาแรคเตอร์พี่ ๆ ในวงดี จึงนำมาเสนอตั้งเป็นชื่อวงและได้มาเป็น “CLO’VER” ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน “อชิ” ก็ได้พูดเสริมขึ้นมาว่า ‘ใบ Clover นั้นมีใบอยู่ทั้งหมด 4 ใบ ซึ่งแต่ละใบที่ประกอบกันนั้นก็เหมือนกับ 4 คน 4 คาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน แต่เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นหนึ่งใบ ก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัว และเป็นหนึ่งเดียวกัน’ นอกจากนี้ในซิงเกิลแรกที่ได้ปล่อยไปนั้น แต่ละคนก็จะมีคอนเซ็ปต์ที่ต่างกันไปทั้ง 4 คน ที่เปรียบเหมือนตัวแทนของกลีบใบไม้ 4 กลีบของใบ Clover โดยเริ่มจาก อชิที่ได้อยู่ในตำแหน่งคอนเซ็ปต์ Hope ต่อมาที่ บาร์โค้ดอยู่ในตำแหน่ง Love ถัดมาที่ คีนอยู่ในตำแหน่ง Luck และสุดท้าย อั่งเปาอยู่ในตำแหน่ง Faith โดยแต่ละคอนเซ็ปต์ของแต่ละคนนั้น ก็ได้สื่อสารออกไปใน MV ซิงเกิลแรกของ “CLO’VER” สู่สายตาแฟน ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วซิงเกิลแรกกับ URBOYTJ ! ‘ตื่นเต้น’ คำพูดที่หลุดออกจากปากเป็นคำพูดเดียวกันของสมาชิกทุกคนในวง กับซิงเกิลแรกบนเส้นทางการเป็นศิลปิน ที่ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์มือทอง ผู้สร้างสรรค์บทเพลงฮิตให้กับวง T-POP มาแล้วนับไม่ถ้วน!Challenge สุดท้าทาย ของ “CLO’VER” สมาชิกทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ท้าทายและโหดที่สุดนั้นก็คือ ‘ท่าเต้น’ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นท่าที่ต้องใช้การกระโดดอย่างต่อเนื่อง และไม่ค่อยมีจังหวะให้ได้หยุดพัก ความหนักหน่วงนี้จึงทำให้ภายในกองต้องมีไพ่ลับอย่าง ‘เยลลี่’ ตุนไว้อยู่เสมอ เป็นการเติมน้ำตาล และพลังงานให้กับความเหนื่อยล้าของร่างกายได้สู้ต่อ เพื่อผลงานที่ดีที่สุดให้กับเหล่าแฟน ๆ ได้ชมกันRoutine การฟิตร่างกายของ “CLO’VER” เริ่มต้นด้วย “อั่งเปา” ที่เข้า Fitness เป็นเวลา 4-5 วันต่อ 1 สัปดาห์ พร้อมบอกว่าตนนั้นไม่เลือกทำ คาดิโอ เพราะหนักจากการซ้อมเต้นมาแล้ว ต่อด้วย “คีน” ที่ได้บอกว่าตนนั้นก็ได้ไป Fitness เป็นเวลา 4-5 วัน ต่อ 1 สัปดาห์เช่นกัน แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้าเป็นประจำ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการศึกษาที่ทำให้มีเวลาน้อยลง ถัดมาที่ “บาร์โค้ด” ที่ได้บอกว่า ตนนั้นก็ไป Fitness 4 วัน ต่อ 1 สัปดาห์เช่นเดียวกัน แต่ตนนั้นจะมีตารางชัดเจนว่าหากไป Fitness แล้วจะต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงมีทั้งการออกกำลังกายแบบทำคาดิโอ ทั้งเวทเทรนนิ่ง และจะมีกีฬาที่เล่นเป็นประจำนั่นคือ การแข่งรถ ที่เจ้าตัวได้บอกว่าเปรียบเสมือนการอบซาวน่า เพราะเวลาที่เล่นนั้นจะไม่เปิดแอร์ หรือเปิดหน้าระบายอากาศใด ๆ เลยทั้งสิ้น สุดท้ายคือ “อชิ” ที่ได้บอกว่า Routine การฟิตของตัวเองนั้นคือการเข้า Fitness 4 วันต่อสัปดาห์ และพยายามหาเวลาที่ว่างไปตีกอล์ฟให้ได้บ่อยที่สุดครั้งแรกกับ RISER CONCERT ! โดย “อั่งเปา” ได้เป็นตัวแทนในการตอบคำถามนี้ว่า ด้วยความที่วง “CLO’VER” นั้นเพิ่งเดบิวต์มาได้ไม่นาน การที่ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ทำให้ในช่วงนี้สมาชิกทุกคนต้องมุ่งซ้อมกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสุด เพื่อให้แฟน ๆ ได้เต็มอิ่มจุใจไปกับงาน RISER CONCERT : THE FIRST RISEความถนัดของ “CLO’VER” แต่ละคน เริ่มต้นที่ “อั่งเปา” น้องเล็กสุดของวง ที่เผยว่าความถนัดของตนนั้นอยู่ที่ทักษะสกิลการแร็ป ต่อด้วย “คีน” ที่มั่นใจในด้านทักษะการร้องเพลงเป็นหลัก พร้อมทั้งยังมีความหลงใหลในการเต้นควบคู่กันไป ตามมาด้วย “อชิ” ที่บอกว่าทั้งการเต้นและการแร็ปคือสิ่งที่ตนถนัดและรักไม่แพ้กัน สุดท้ายคือ “บาร์โค้ด” ที่ได้มองว่าตัวเองนั้นมีความโดดเด่นในหลากหลายด้าน พร้อมตั้งใจพัฒนาในส่วนที่ยังไปได้ไม่สุดให้ดียิ่งขึ้น เรียกว่าสมาชิกแต่ละคนต่างมีจุดเด่นของตัวเองที่แตกต่างกัน และพร้อมนำความสามารถของตนมาเติมเต็มซึ่งกันและกันในทุก ๆ ด้าน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นเป็นอีกหนึ่งวง T-POP ที่ครบเครื่องทั้งศักยภาพและเสน่ห์เฉพาะตัว และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะมอบทั้งรอยยิ้มและความสุขให้แฟน ๆ ได้ฮีลใจกันแบบจัดเต็มทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดท้าทายมาให้ “CLO’VER” เล่นกันด้วยกับเกม... ‘ใบ Clover กับ mission ทั้ง 4 ’งานนี้เจ้าพวกเด็กแสบจะสร้างเสียงหัวเราะ แจกความน่ารักสดใสกันขนาดไหน !?(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME) ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบไม่มีลิมิต กับโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการให้ “CLO’VER” โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ ชาว “CLO’VER” ได้ฟิน เต็มอิ่มไปตาม ๆ กัน! สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “CLO’VER” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ ทั้งที่เพิ่งเดบิวต์มาได้ไม่ถึง 3 เดือน แต่ออร่าความน่ารัก สดใส ซุกซนนั้นเรียกได้ว่า มหาศาล จริง ๆ ฝากติดตามซิงเกิลล่าสุดของเจ้าพวกเด็กแสบ “คนคุ้นคอย (Next To You)” สามารถรับชม MV ได้ทาง YouTube ช่อง “RISER MUSIC” และตามไปฟังผลงานเพลงของเด็ก ๆ ได้ที่ทุกสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม ฝากเอ็นดูและติดตามผลงานในอนาคตของเด็ก ๆ กันด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความน่ารัก สดใสของเจ้าพวกเด็กได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ค่ำคืนที่คุณอาจจะโดนจับกุมหัวใจ เมื่อ “จุง - ดัง” มาเสิร์ฟความฟิน บอกเลยว่าจัดเต็มทุกโมเมนต์ เสิร์ฟมาฟินกลับ ไม่โกง พร้อมร่วมสืบคดีรัก ระวังตัวไว้ ! เดี๋ยวจะโดนขโมยหัวใจไม่รู้ตัว

03 ก.พ. 2026

ค่ำคืนที่คุณอาจจะโดนจับกุมหัวใจ เมื่อ “จุง - ดัง” มาเสิร์ฟความฟิน บอกเลยว่าจัดเต็มทุกโมเมนต์ เสิร์ฟมาฟินกลับ ไม่โกง พร้อมร่วมสืบคดีรัก ระวังตัวไว้ ! เดี๋ยวจะโดนขโมยหัวใจไม่รู้ตัว

รายการEFM FANDOM LIVE[ 22 มกราคม2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมกุญแจมือ มาจับกุมหัวใจไปกับ “จุง - ดัง” พร้อมความเขิน ปนความฮา ไปกับ 2 ดีเจอารมณ์ดี “ดีเจโซเซฟ”และ“ดีเจแนน” ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันEFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 1 นี้มีชื่อว่า... The Sea in Moonlightนามปากกา : B2ljoker ใครจะไปเชื่อว่าใต้ท้องทะเลลึกที่แสงอาทิตย์ส่องมาไม่ถึง ยังมีโลกอีกใบซ่อนอยู่ "เซฟ" คือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่มนุษย์เรียกกันว่า เงือก ทุกคืนที่ทะเลเงียบสงบ เซฟมักจะขึ้นมาเที่ยวเล่นบนชายหาด ปล่อยให้คลื่นซัดเบาๆ และเฝ้ามองโลกมนุษย์จากระยะที่ปลอดภัย ในคืนเดียวกันนั้น "พาย" จิตกรหนุ่มผู้หลงใหลในแสงจันทร์ ลมทะเลและเงาคลื่น กำลังเดินเล่นอยู่บนชายหาดยามค่ำ เขาเหลือบไปเห็นบางอย่างบนโขดหิน ร่างหนึ่งนอนนิ่งอยู่ใต้แสงจันทร์ พร้อมกับหางที่สะท้อนแสงราวกับเกล็ดเงิน แม้ว่าจะมีความสงสัยแต่ก็เลือกที่จะเข้าไปใกล้ ทำเอาคนที่นอนพักอยู่สะดุ้ง ดวงตาสีเข้มสบกับสายตาของมนุษย์เป็นครั้งแรก เซฟรู้ทันทีว่า…เขาถูกเห็นเข้าให้แล้ว ส่วนพายก็รู้เช่นกันว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่มนุษย์อย่างที่เขาคุ้นเคย แม้จะตกใจด้วยกันทั้งคู่ และเซฟควรจะหนีตามที่สัญชาตญาณบอก แต่สายตาที่มองมากลับไม่ได้มีความหวาดกลัว หรือแฝงเจตนาที่ไม่ดีเลยแม้แต่น้อย เซฟยอมให้มนุษย์คนนั้นอยู่ที่นี่ต่อภายใต้เงื่อนไขเดียว คือ ค่ำคืนนี้จะต้องเป็นความลับระหว่างพวกเขา และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่คืนสุดท้ายที่พวกเขาจะได้พบกันEFM FANDOM FANFICTION : The opening tale is title.... The Sea in MoonlightPen Name : B2ljoker Who would imagine that, hidden away beneath the sun’s warm glow, another realm exists? Meet "Sef," one of the enchanting beings commonly referred to as merfolk. Each night, when the ocean is peaceful, Sef ventures onto the shore to frolic along the beach, letting the gentle waves embrace him while he observes the human world from afar. On this particular evening, "Pai," a young artist captivated by the beauty of moonlight, the whisper of sea breezes, and the playful shadows of waves, was wandering along the shoreline. His eyes caught a glimpse of something unusual resting among the rocks—a figure serenely still under the moon’s glow, its tail shimmering like silver. Intrigued, he stepped closer, unwittingly startling the creature. For the very first time, dark eyes met those of a human. In that instant, Sef realized he had been discovered. Pai, too, recognized that this was no ordinary human encounter. Despite their mutual surprise and Sef's instinct to slip away, there was an unspoken understanding; neither felt fear or malice in the other's gaze. So Sef agreed to let the human remain—with one condition: the magic of that night would remain their little secret. And surely, this would not be their final meeting under the stars.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 2 นี้มีชื่อว่า... ระยะใกล้ของหัวใจ | Close Orbitนามปากกา : Kinkinkin ทุกอย่างเริ่มจากเหตุการณ์เล็กน้อยในคาเฟ่เงียบๆ วันที่ จุง นักออกแบบผู้รักความสันโดษมานั่งโต๊ะประจำ เขาสังเกตเห็นว่า วัตถุบนโต๊ะ ปากกา โทรศัพท์ แก้วกาแฟค่อยเคลื่อนเข้าหาชายแปลกหน้าที่เพิ่งนั่งลงตรงข้าม เพียงสบตากันแค่เสี้ยววินาทีหัวใจของจุงกลับเต้นแรงราวกับถูกดึงดูดด้วยแรงที่ไม่อาจอธิบายได้ หลังจากวันนั้นความผิดปกติเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่ทั้งสองอยู่ใกล้กัน แก้วน้ำ หนังสือ ของเล็กๆรอบตัวจะค่อยๆ ขยับเข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีใครสังเกตเห็น นอกจากคนสองคนที่ยืนอยู่ตรงกลางของแรงลึกลับนั้น ดัง นักศึกษาฟิสิกส์เริ่มเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง และค้นพบว่าแรงดึงดูดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา หากปรากฏเฉพาะช่วงที่ความรู้สึกของเขาและจุงตรงกัน ไม่ว่าจะเป็นจังหวะหัวเราะ ความเงียบ หรือความคิดถึงกัน จากความสงสัยทางวิทยาศาสตร์กลายเป็นการนัดพบ จากการทดลองกลายเป็นความผูกพันที่ค่อยๆ เติบโต จนในที่สุดคำถามสำคัญไม่ใช่ว่าแรงนั้นคืออะไร หากเป็นเหตุผลว่าทำไมทั้งสองถึงเลือกนั่งโต๊ะเดียวกัน เดินกลับทางเดียวกัน ท้ายที่สุด โลกอาจเป็นฝ่ายขยับสิ่งของให้เข้าหากัน แต่การเลือกอยู่ข้างกัน คือแรงดึงดูดเดียวที่หัวใจยืนยันเองEFM FANDOM FANFICTION : This second tale is title... Close OrbitPen Name : Kinkinkin It all began in a cozy little café, where an unremarkable incident set off a cascade of extraordinary events. One sunny day, Joong, a reserved designer, found his usual spot and settled down. As he sipped his coffee, he couldn’t help but notice that his belongings—his pen, his phone, his steaming cup—seemed to inch closer toward the stranger seated across from him. When their eyes met for the briefest moment, Joong's heart raced, as if pulled by an unseen force. From that day forward, this peculiar occurrence became a pattern. Anytime they were near one another, objects would mysteriously glide toward each other, forming a bridge of position. Strangely, no one else seemed aware of this phenomenon—just the two of them caught in the midst of this unexplainable pull. Meanwhile, Dunk, a curious physics student, began meticulously observing this oddity, only to discover that the magnetic attraction wasn’t consistent; it blossomed in moments when their emotions synchronized—through laughter, quiet moments, or a shared feeling of longing. What began as a scientific inquiry transformed into regular meetings, and before long, their experiments turned into a connection that deepened with every encounter. Ultimately, the real question wasn’t about the nature of the force at play, but rather why they consistently chose to occupy the same table or walk the same path. In the grand scheme of things, the universe might shuffle objects around, but it was their choice to be together that truly fueled the magic in their hearts.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 3 นี้มีชื่อว่า... Dear You จดหมายก่อนรักจากนามปากกา : LittleJ เมื่อคู่รักคู่หนึ่งที่ความสัมพันธ์เริ่มระหองระแหง ตัดสินใจเว้นระยะห่างเพื่อทบทวนหัวใจตนเอง ทั้งคู่ต่างคนต่างกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าของตน ทว่าจู่ๆ ทั้งสองเริ่มได้รับจดหมายปริศนา ในทุกวันที่จดหมายปริศนาถูกส่งมา ภายในจะบรรจุเรื่องราวเล็กน้อยระหว่างพวกเขา ไปจนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ นอกจากพวกเขาทั้งสองคน จดหมายนี้มันสร้างความสงสัยแก่ทั้งคู่เป็นอย่างมาก จนทำให้ทั้งสองไม่อาจนิ่งเฉยและตัดสินใจกลับมาติดต่อกันอีกครั้ง บทสนทนาแรกเริ่มเต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น ทว่าเมื่อทั้งคู่ค้นพบความจริงที่ว่าต่างฝ่ายต่างได้รับจดหมายและไม่รู้ว่าใครคือผู้ส่งเช่นกัน จากความระแวงจึงแปรเปลี่ยนเป็นการร่วมมือ และการสืบหาความจริงนี้นับเป็นการประสานรอยร้าวของหัวใจที่เคยแตกหัก ความทรงจำ ความรู้สึก ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง จนในตอนสุดท้าย ทั้งคู่ก็ได้พบคำตอบว่าจดหมายเหล่านั้น คือ “สิ่งที่พวกเขาเขียนถึงกันในอนาคต” เป็นจดหมายที่ถูกส่งย้อนเวลากลับมา เพื่อย้ำเตือนทั้งคู่ว่า “ความรัก ไม่ใช่การเข้าใจกันในทุกวัน แต่คือการเลือกจะจับมือกัน แม้ในวันที่ไม่เข้าใจกันเลยก็ตาม”EFM FANDOM FANFICTION : This Third tale is titled... Dear YouPen Name : LittleJ When a couple finds their relationship faltering, they decide to step back and reassess their emotions, heading separately to their childhood homes. But soon enough, a series of enigmatic letters begins to arrive at their doorsteps. Each day, a new message reveals intimate snippets from their shared past—secrets only they are privy to. These intriguing notes spark a flame of curiosity, prompting them to reconnect. Their first exchanges are charged with tension, but as they uncover that both have been receiving these mysterious letters without knowing their source, their initial doubts give way to collaboration. Embarking on a journey to uncover the truth becomes a balm for their hurting hearts. As they rediscover memories and feelings, they ultimately realize that the letters are actually "messages they penned to each other from the future." These messages serve as poignant reminders that "true love isn't just about comprehending one another every single day; it's about choosing to stand by each other, even on those days when understanding feels out of reach."EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 4 นี้มีชื่อว่า... ยิ่งกว่าฝันดีนามปากกา : หมีร้องไห้ พัต สูญเสีย ลิน จากอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน โลกทั้งใบหยุดหมุนตั้งแต่วินาทีนั้น เขายังใช้ชีวิตต่อไป แต่หัวใจไม่เคยก้าวข้ามความเศร้า พัตอ้อนวอนกับทั้งพระเจ้าและซาตาน ทั้งที่ไม่เคยศรัทธาในสิ่งใด “ขอแค่ให้มันเป็นฝันก็พอ…ตื่นขึ้นมาแล้ว ทุกอย่างหายไปก็ได้” คืนแล้วคืนเล่า เขาพูดกับความว่างเปล่า “เอาอะไรก็ได้ไปจากผม…แค่ขอลินกลับมา” จนเช้าวันหนึ่ง พัตสะดุ้งตื่นขึ้นมา แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่าง ห้องนอนที่คุ้นเคย แต่ไม่ควรมีอยู่ เสียงใครบางคนดังจากในห้องน้ำ “พัต ตื่นรึยัง เดี๋ยวสายเอานะ” หัวใจเขาเต้นแรง มือสั่นเทาเมื่อเห็นปฏิทิน วันนี้เมื่อสี่ปีก่อน วันที่เขาขอลินแต่งงาน ลินยืนอยู่ตรงหน้า ยิ้มเหมือนทุกครั้ง “มองอะไร ทำหน้าเหมือนเห็นผีเลย” พัตเดินเข้าไปกอดเขาแน่น น้ำตาไหลโดยไม่สนใจเหตุผล “คราวนี้…ผมจะไม่ปล่อยคุณไปไหนอีกแล้ว” ลินหัวเราะเบา ๆ “พูดอะไรแปลก ๆ แต่ถ้าจะขอแต่งงาน ก็รีบหน่อยนะ” พัตร้องไห้ทั้งที่ยิ้ม เพราะถ้านี่คือฝัน…เขาจะรักให้หมดแรงก่อนตื่นอีกครั้งEFM FANDOM FANFICTION : This Fourth tale is titled... Beyond just a lovely dreamPen Name : หมีร้องไห้ Two years ago, Pat experienced a devastating loss when Lin was taken from him in an accident. In that instant, it felt as if the world had come to a complete standstill. Though Pat continued to move through life, an aching grief settled in his heart, one that he couldn't shake off. He found himself bargaining with both God and the devil, despite never having held faith in any higher power. “Just let this all be a dream… when I wake, everything will be back to normal.” Each night, he poured his soul into the silence around him, pleading, “Take everything away from me… just please return Lin.” Then came a morning that jolted him awake. Sunlight spilled into his bedroom, a space that felt both familiar and utterly wrong. A voice floated in from the bathroom, "Pat, are you awake? You’re going to be late!" His heart raced, and his hands shook as he glanced at the calendar. It was the same date, four years ago, when he had asked Lin to be his forever. There she was before him, beaming that radiant smile he had missed so deeply. “Why do you look so shocked? You look like you've seen a ghost!” Pat wrapped her in his arms, tears of joy cascading down his cheeks as he forgot all the reasons why. “This time... I’m never letting you go.” Lin laughed softly, “That’s a funny thing to say. But if you’re planning to propose again, you’d better hurry.” Overwhelmed with happiness and tears, Pat smiled, knowing that if this were a dream, he would love her with all his strength until the moment he awoke once more.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 5 นี้มีชื่อว่า... คลื่นผีเพี้ยน...เปลี่ยนเป็นรักนามปากกา : ปลาเผาบนเตาถ่าน จิรัฐ ดำรงชีวิตด้วยการเป็นหมอผีเก๊ รับจัดพิธีไล่ผีที่ไม่เคยศักดิ์สิทธิ์ เขารู้ดีว่าความกลัว คือ สินค้าที่ขายง่ายที่สุด จนวันหนึ่งเขาได้พบกับ ดรัล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ผู้หลงใหลเรื่องผีและสิ่งลี้ลับ เชื่อว่าความปวดบ่าและหลัง คือสัญญาณของผีที่มาเกาะ และปฏิเสธการไปพบนักกายภาพ เพราะคิดว่า “ผีรักษาไม่ได้ด้วยการยืดเส้น” ดรัลรู้จักจิรัฐจากรายการวิทยุพอดแคสต์ผีกะดึกที่ฟังเป็นประจำ จิรัฐถูกเชิญมาเป็นแขกรับเชิญในฐานะผู้มีประสบการณ์ด้านพิธีกรรม น้ำเสียงมั่นใจ เรื่องเล่าชวนขนลุก ทำให้เขาตัดสินใจว่าจ้างเขามาไล่ผีที่เชื่อว่าเกาะติดตัวเอง พิธีไล่ผีเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมบทสนทนาที่ทำให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น จิรัฐเริ่มเห็นความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่หลังความสำเร็จของดรัล และความเหงาที่ทำให้เขาเชื่อในผีมากกว่าร่างกายตัวเอง เมื่อรู้ว่าผีที่ดรัลกลัวไม่เคยมีอยู่จริง สิ่งที่เกาะเขาไว้ คือ การทำงานหนักและหัวใจที่ไม่เคยมีใครดูแล จิรัฐจึงต้องเลือกระหว่างการเป็น “หมอผี” ที่อีกฝ่ายเชื่อถือ หรือเป็น “คนรัก” ที่กล้าบอกความจริง เพราะบางครั้ง... สิ่งที่ต้องถูกไล่ออกไป ไม่ใช่วิญญาณใดๆ แต่คือความกลัวในใจของใครบางคนEFM FANDOM FANFICTION : This last story is titled... The Spooky Station...Transforms into RomancePen Name : ปลาเผาบนเตาถ่าน Jirath earns his living as a so-called exorcist, staging rituals that are nothing more than smoke and mirrors. He understands that fear is the easiest thing to capitalize on. One fateful night, he crosses paths with Daran, an ambitious young entrepreneur enthralled by the mysteries of the supernatural. Daran is convinced that his chronic back and shoulder discomfort stems from a malevolent spirit haunting him, stubbornly refusing to seek help from a physical therapist because, in his mind, "Stretching won’t chase away ghosts." Their connection forms through a late-night podcast dedicated to all things ghostly, where Jirath appears as a guest, touting his supposed expertise in exorcisms. His magnetic voice and spine-tingling tales lure Daran into hiring him to rid himself of the spirit he believes is draining his vitality. As the exorcisms unfold, an unexpected bond develops. Jirath starts to perceive the hidden exhaustion behind Daran's outward success and the profound solitude that leads him to trust in the ethereal rather than his own physical self. When Jirath realizes that the apparitions Daran fears are mere figments of his imagination and that what truly clings to him is the weight of his relentless ambition and an unheeded heart, he faces a dilemma: should he remain the “exorcist” that Daran depends on or become the “lover” brave enough to reveal the truth? After all, sometimes what needs to be exorcised isn’t a ghost, but the fear that lurks within someone’s heart.เข้าสู่ช่วงที่สองของEFM FANDOM LIVEขอต้อนรับ“จุง - ดัง” สู่โลกแห่งความฟินปนความฮาพร้อมเล่าโมเมนต์ จากผลงานซีรีส์ “Dare You To Death ไขคดีเป็น เห็นคดีตาย”ถ้าหากเป็นผู้กองเจษกับสารวัตรคามิน เหล่าแฟน ๆ ก็พร้อมจะโดนจับกุมหัวใจนามปากกากับเรื่องเล่าของ จุง-ดัง ถ้าพูดถึงการเขียนนิยาย ก็ต้องมีนามปากกา หากให้จุงกับดังตั้งชื่อนามปากกาของตัวเอง จะอยากตั้งว่าอะไร จุง เลือกที่จะตั้งว่า “ชงหมดไม่จำกัด, ชิปเสรี” ส่วน ดัง เองก็จะตั้งว่า “แฟนชิปเสรี” เข้าคู่กันสุด ๆ จุงเองก็เป็นคนที่ชอบเขียน FANFICTION อยู่แล้ว พร้อมบอกว่าหลักการเขียนไม่มีตายตัว เขียนตามสิ่งที่จินตนการและความรู้สึก แถมยังแต่งฟิคสด ๆ ให้กับดัง และดีเจแนน รวมถึงดีเจโซเซฟ ในรายการอีกด้วยพื้นที่ความสุข…แค่ได้ฟังก็สบายใจ สิ่งที่จุงต้องเจอในแต่ละวัน มีทั้งเรื่องราวสุดฮาและเหตุการณ์สุดแปลก ไม่ได้เก็บไว้แค่คนเดียว แต่พร้อมแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ให้กับแฟน ๆ ใน Chat Broadcast บน Instagram ด้านของดังเอง ก็เซอร์วิสแฟนคลับไม่น้อยหน้ากัน เพราะดังได้บอกว่า พยายามจะส่งข้อความเสียงหาเหล่าแฟน ๆ อยู่ทุกวัน ไม่ว่าเป็น Good Morning หรือ Good Night และยังบอกอีกว่า วันไหนไม่ได้ทำจะนอนไม่หลับ เพราะเหมือนได้ทำสิ่งนี้กับคนที่รัก จนกลายเป็นความเคยชินเฟรมนี้…มีเรื่องราว จุง เองเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปและวิดีโออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือวิว แถมยังมีกล้องคู่ใจ มากถึง 5 ตัว พร้อมบอกทริคการถ่ายรูปไม่มีอะไรซับซ้อน เน้นถ่ายไว้เยอะ ๆ จะได้มีหลากหลายตัวเลือก แต่ด้วยความที่จุงเป็นคนถ่ายรูปเก่ง เมื่อมีคนอื่นถ่ายให้เลยยังไม่ค่อยถูกใจเท่าที่ควร แต่ถ้าเป็นดังถ่ายให้ จะออกมาแบบไหนจุงก็ถูกใจเสมอครึ่งทางของซีรีส์ Dear You To Death ดำเนินมาถึงครึ่งทางแล้ว กับซีรีส์ “Dare You To Death ไขคดีเป็น เห็นคดีตาย” EP.5 นี้ว่าพีคแล้ว แต่ดังคอนเฟิร์มว่า พีคขึ้นเรื่อย ๆ ทุกอีพีอย่างแน่นอนหนึ่งบทบาทที่ท้าทาย จุง บอกว่า ตั้งแต่เล่นซีรีส์มา ไม่มีคาแรคเตอร์ไหนซ้ำกันเลย ทุกเรื่องที่เล่นเป็นความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ ต่อให้ผ่านมาหลายบทบาทแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องฝึกฝนมากเป็นพิเศษ ดัง เองก็มีความท้าทายกับบทบาทที่ต้องแอคชั่น จึงได้มีการเรียนเพิ่มเติม ทั้งการใช้อาวุธ และการต่อสู้ แต่จุงก็ขัดว่าทรงนี้ไม่เหมาะจะจับปืน แต่เหมาะกับจับใจมากกว่า บอกเลยว่าขยันเสิร์ฟมุกมาก ๆ ถูกใจแฟน ๆ สุดTruth or Dare หากพูดถึงซีรีส์เรื่องนี้ก็จะมีความเกี่ยวข้องกับเกม “Truth or Dare” ถ้าไม่ใช่ผู้กองเจษกับสารวัตรคามิน แต่เป็นจุงกับดังจะเลือกอะไร ดัง ขอเลือก “Dare” พร้อมให้เหตุผลว่า อยากรู้ว่าจะถูกท้าอะไร เพราะคำท้าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บ่งบอกความคิดของผู้ที่ท้าด้านของ จุง ก็เลือก “Dare” แต่ก็ให้เหตุผล หากเป็น “Truth” ถ้าถามคำถามที่สร้างสรรค์ ก็สามารถที่จะคิดวิเคราะห์ได้เช่นกันและมาถึงช่วงเวลาของความสนุกกันแล้ว ทางรายการEFMFANDOM LIVEมีเกมมาให้“จุง - ดัง”เล่นกันด้วย มีชื่อเกมว่า'ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก... ตัวไหนคือ JACKPOT'มาลุ้นไปพร้อมกันว่าใครดวงดีสุด เซนส์ใครแม่นสุด(เข้าไปชมได้ในYouTube : ATIME)เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของความฟินในค่ำคืนนี้ด้วยการให้ “จุง - ดัง” โทรกลับ และพูดคุยกับชาวดุงจังแบบ Exclusive สุดท้ายนี้… รายการEFM FANDOM LIVEขอขอบคุณ“จุง - ดัง”ที่มาร่วมสร้างค่ำคืนแสนพิเศษ ให้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความประทับใจ รวมไปถึงขอบคุณรอยยิ้ม และความอบอุ่นเหล่านี้ ที่มอบให้ “ดุงจัง”ในทุกช่วงเวลา และฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “Dare You To Death ไขคดีเป็น เห็นคดีตาย” สามารถรับชมได้ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20:30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังทั่วโลกได้ทาง Netflix เวลา 21:30 น.เดินทางมาถึงครึ่งทางกันแล้ว รอติดตามบทสรุปของเรื่องราวสุดแสนจะเข้มข้นนี้ไว้ให้ดี เพราะบอกเลยว่า “แรงมาแรงกลับไม่โกง”สามารถเข้าไปรับชมความฟิน ที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ และเสนห์ชวนหลงของทั้งคู่ ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ในเส้นทางความฝันของ “DICE” พร้อมซิงเกิลใหม่ “SWIPE UP” ที่อัดพลังความมันส์สุดเท่ ต้อนรับปีใหม่ และส่งต่อรอยยิ้มให้กับ ‘PRIZE’ ทุกคน

21 ม.ค. 2026

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ในเส้นทางความฝันของ “DICE” พร้อมซิงเกิลใหม่ “SWIPE UP” ที่อัดพลังความมันส์สุดเท่ ต้อนรับปีใหม่ และส่งต่อรอยยิ้มให้กับ ‘PRIZE’ ทุกคน

รายการ EFM FANDOM LIVE [15 มกราคม 2569] ค่ำคืนนี้มามันส์กระฉูด หัวเราะลั่นสตู ! ไปกับ “DICE” ที่จะมาปลุกพลังดาเมจความวิชวล ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... คดีกุหลาบน้ำเงินปริศนา กับคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบนามปากกา : Mr.Rose อาโป ดีว่าแห่งโรงละครหายตัวไปอย่างลึกลับจากห้องส่วนตัวของเธอที่คราคร่ำไปด้วยช่อดอกไม้มากมายที่ถูกสั่งมาจากร้านเดียวกัน เฟรมและมิน สองพี่น้องนักจัดดอกไม้ดวงซวยจึงต้องรับบทนักสืบจำเป็นเพื่อตามหาความจริง ผ่านเบาะแสที่ถูกซ่อนอยู่ในภาษาดอกไม้และชื่อที่ถูกหมายไว้บนการ์ด ไม่ว่าจะเป็น เจย์ นายตำรวจหนุ่มมาดเท่เจ้าของคดีผู้คอยดูแลความปลอดภัยให้อาโป โอโบ นักธุรกิจหนุ่มทรงเสน่ห์ผู้จับจองที่นั่ง VIP ของโรงละครตลอดกาล จีซัง จิตรกรอารมณ์ดีที่วาดรูปเธอเพื่อใช้ประกอบการโฆษณาของโรงละครอยู่เสมอ อเล็กซ์ แพทย์ประจำตัวแสนอบอุ่นผู้รู้ถึงโรคร้ายที่บอกใครไม่ได้ของหญิงสาว ชีส เด็กส่งกาแฟที่ทำได้เพียงชะเง้อมองเธอในทุกเช้าเหมือนสุนัขมองเครื่องบิน แมดดอค หนุ่มโรงน้ำชาสุดลึกลับที่อ้างว่าเป็นนักเรียนนอกจากยุโรป อ๊อตโต้ เทเนอร์เสียงหวานผู้ร่วมคณะโรงละครที่สนิทกับอาโปที่สุด คดีที่ชวนสับสนแต่ยังไม่น่ามึนงงเท่ากับความจริงที่ว่าดอกไม้ทุกช่อนั้น อาโปล้วนเป็นคนสั่งไว้เอง กับช่อดอกกุหลาบสีน้ำเงินช่อสุดท้ายที่ไร้เจ้าของ และข้อความที่บอกว่า "คุณช่วยเป็นรางวัลของฉันได้ไหม"EFM FANDOM FANFICTION : The opening tale is title.... The enigmatic Blue Rose mystery, filled with queries best left unresolved.Pen name : Mr.Rose In a dramatic twist, Apo, the enchanting star of the stage, vanishes from his lavish sanctuary, which is overflowing with vibrant bouquets, all sourced from the same flower shop. Enter Frame and Min, a pair of hapless siblings from the florist realm, who find themselves drawn into an amateur sleuthing adventure to unravel this puzzling mystery. They embark on a quest to decode hidden messages within the floral arrangements and the names inscribed on the accompanying cards. Among the colorful cast of characters are Jay, the dashing police officer tasked with solving the case, who also happens to be Apo's devoted bodyguard; Obo, the suave businessman who has claimed the theater's VIP seats for himself; Jisang, the upbeat artist known for painting Apo's publicity portraits; Alex, the compassionate doctor privy to Apo's secret affliction; Cheese, the coffee delivery boy who loves to watch her from a distance every morning; Maddoc, the enigmatic owner of the tea shop who claims to have studied in Europe; and Otto, the sweet-voiced tenor and Apo's closest companion. While the case is bewildering, the mystery deepens with the revelation that Apo personally ordered every bouquet, culminating in one last unclaimed blue rose accompanied by a curious note: "Would you be my reward?"FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... Destiny Roll: The Missing Melodyนามปากกา : เรือป๋อง มีบทเพลงหนึ่งหายไปจากโลก และมีเพียง เฟรม เด็กมัธยมผู้เชื่อในเสียงดนตรีคนเดียวที่ได้ยินเศษเสี้ยวของมัน เพื่อค้นหาเมโลดี้ที่หายไป เขาอธิษฐานไปกับลูกเต๋าแห่งโชคชะตา โดยที่ไม่รู้ว่าทุกการตกกระทบของมันคือชนวนฉีกเส้นเวลา ดึงคนจากต่างโลก ต่างยุคให้ทะลุมิติมาพบกันในโลกปัจจุบัน มิน หมอผีไสยขาวผู้คลุกคลีกับเสียงวิญญาณ , อเล็กซ์ พระเอกลิเกเสียงหวานขวัญใจแม่ยก , เจย์ ลูกมาเฟียที่เขียนกวีแทนการลั่นไก , อาโป จากสมัยอโยธยา มาพร้อมกับชีส บ่าวประจำตัวแสนจงรักภักดี , จีซัง ยอดมนุษย์ที่หลงใหลในเสียงดนตรีมากกว่าพลังวิเศษ , โอโบ ฮ่องเต้จากต่างเมือง แมดดอค แวมไพร์หนุ่มจากป่าช้า และ อ๊อตโต้ พ่อมดน้อยยุคy2k ที่โตมากับกามิกาเซ่ ผู้เชื่อว่าเสียงเพลงคือเวทย์มนต์ เมื่อท่วงทำนองที่ขาดหาย ถูกเติมเต็มด้วยเสียงของคนผู้คนทั้ง 10 จาก 10 มิติ บทเพลงที่ไม่สมบูรณ์จึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และการพบกันของพวกเขาไม่ใช่แค่เพื่อปิดจบเพลงหนึ่ง แต่เพื่อเปิดฉาก ทีป็อป จากผู้คนที่ไม่เคยยืนอยู่บนเส้นเวลาเดียวกันมาก่อนEFM FANDOM FANFICTION : This second tale is title... Destiny Roll: The Missing MelodyPen name : เรือป๋อง A melody has slipped away from existence, and only Frame, a high schooler with a passion for music, can catch whispers of it. To uncover the lost tune, he rolls the dice of destiny, oblivious to the fact that each toss will ripple through time, weaving together individuals from distinct eras and realms into the present moment. There’s Min, a white magic user who converses with spirits; Alex, a beloved Thai folk opera singer with a charming voice and a legion of female admirers; Jay, the poetic son of a mafia family who prefers words over weapons; Apo, from the Ayutthaya period, accompanied by his devoted servant, Cheese; Jisang, a superhuman more enthralled by melodies than his extraordinary abilities; Obo, an emperor from a distant city; Maddoc, a young vampire emerging from the shadows of a graveyard; and Otto, a youthful wizard from the Y2K era, raised on Kamikaze music and convinced that melodies hold magical powers. When the voices of these ten individuals from ten different dimensions converge, the incomplete song begins to pulse with life once more. Their convergence is not merely to finalize one tune, but to herald a new chapter in T-Pop, embarking on a journey that connects souls who have never shared the same timeline before.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... วัน ๆ ของพวกผมก็เป็นแบบนี้แหละครับเจ้านายนามปากกา : ประแจกินดินเผา "เดี๋ยวเค้าไปทำงานแล้วนะหมา ฝากดูแลน้องด้วยนะ" "เมี๊ยว" หมา คือชื่อผมครับ ใช่ ผมเป็นแมวและยังเป็นพี่ใหญ่ของบ้านอีกด้วย บ้านหลังนี้มีสมาชิกทั้งหมดสิบตัว บวกหนึ่งคน ประกอบไปด้วย เร้ก โกลเด้นผู้ใจดี , เจ๋ง กระรอกจอมสแว๊กแก๊ก , โปโป แมวสก็อตติช หนึ่งเดียวของบ้าน , จ๋อง แฮมสเตอร์แบตน้อย , โอย ซามอยด์ขนฟูขวัญใจสัตวแพทย์ , เนย นกแก้วจอมกวนที่พูดได้ทั้งวัน , มาก ไซบีเรียน ฮัสกีที่อยากทำอะไรก็ทำ , โตโต้ นากหลงที่ชอบแอบเข้ามาในบ้านจนสนิทกับทุกตัว , เฟย์ คอร์กี้น้องเล็กของพวกเรา คนสุดท้ายก็คือ ไพรซ์ เจ้านายที่แสนใจดี ที่ชอบใช้ชีวิตให้น่าเป็นห่วงและน่าตั้งคำถามอยู่เสมอ วันดีคืนดีก็ชอบคิดว่าคุยกับพวกเรารู้เรื่อง วันร้ายคืนร้ายก็สะดุดขาตัวเองล้มหน้าคะมำ ไม่ก็เผลอหยิบอาหารของเนยไปกินเพราะคิดว่ามันคือขนม อาจขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้าง แต่พวกเราก็มีความสงบสุขดี ยกเว้นตอนมากกัดโซฟาแข่งกับโอย และตอนเนยเถียงกับโตโต้ ช่วงเวลานั้นบอกลาความสงบไปได้เลย "กลับมาแล้วเด็ก ๆ คิดถึงกันไหม โอ๊ย!" เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรด ถ้าไม่ติดที่ตามมาด้วยเสียงร้องและการล้มหน้าคว่ำของเจ้าของเสียงละนะ เฮ้อ~EFM FANDOM FANFICTION : This Third tale is titled... Welcome to a glimpse of our daily adventures, boss!Pen name : ประแจกินดินเผา "I'm heading off to work now, Doggy. Keep an eye on the little one, alright?" "Meow." My name's Doggy. Yep, I'm a cat—and the oldest one in this bustling household. We’ve got ten furry and feathered friends plus one human to make things lively. Let me introduce you: Reg, the sweet-natured Golden Retriever; Jeng, the stylish squirrel with a flair for the fashionable; Popo, the truly stunning Scottish Fold; Jong, the adorable little hamster; Oi, the fluffy Samoyed who’s the vet's favorite; Noey, the playful parrot who chatters non-stop; Mak, the free-spirited Siberian Husky; Toto, the crafty stray otter who sneaks in and makes pals with everyone; Fay, the youngest Corgi full of energy; and finally, our compassionate owner PRIZE, who is perpetually filled with worry and questions. Sometimes, he thinks he gets us, but other times he trips and falls flat on his face or mistakenly snatches Ney's food, believing it to be a treat. We might act a bit wild at times, but mostly we coexist in harmony—except when Mak and Oi get into a tug-of-war over the sofa cushions. And when Ney and Toto clash, all bets are off for tranquility. "I’m home, kids! Did you miss me? Oh!" It sounded like a divine announcement, if only it weren't for the thud that followed as the owner stumbled and landed face-first. Sigh~FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... คำเตือน : ระวังคิดถึงอดีตนามปากกา : blue butterfly ท่ามกลางเมฆหมอกในความทรงจำที่พร่าเลือน ผมนั่งมองมือที่สั่นเทาของตัวเอง พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าความทรงจำของผมหายไปเมื่อไหร่ จนกระทั่งปลายนิ้วไปสัมผัสกับรูปถ่ายที่ซ่อนอยู่ในสมุดบันทึกเล่มเก่า ในนั้นคือภาพเด็ก 10 คนที่ยืนกอดคอหัวเราะท่ามกลางหยาดเหงื่อ วินาทีนั้นเหมือนโลกที่หยุดหมุนมานานเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ความทรงจำหลั่งไหลกลับมาเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องทะลุม่านหมอก ผมจำได้แล้ว เราเคยเป็นเด็กที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากความฝันที่มีเหมือนกัน เราเคยวิ่งตามหาดวงดาวร่วมกันมานานหลายปี ชวนนึกถึงความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจยามที่พวกเราล้อมวงกันพูดถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง รอยยิ้มของคนในรูปยังคงงดงามและชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าของเพื่อนอีก 9 คนที่โอบกอดผมไว้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งผมเคยถูกรักมากแค่ไหน น้ำตาของผมหยดลงบนรูปถ่ายใบนั้น แม้สมองจะเคยลืมเลือนชื่อเรียกหรือวันเวลาไปบ้าง แต่หัวใจกลับไม่เคยลืมเลือนไออุ่นจากมิตรภาพของพวกเราเลย "ขอบคุณนะที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีกัน" ถึงโลกจะลบเลือนผมไปอีกกี่ครั้ง แต่นี่จะเป็นความทรงจำชิ้นสุดท้ายที่ผมจะไม่มีวันยอมสูญเสียไปอีกEFM FANDOM FANFICTION : This Fourth tale is titled... Heads up: Watch out for getting lost in yesterday!Pen name : blue butterfly In the swirling fog of my thoughts, I found myself staring at my shaking hands, pondering the moment my memories began to blur. Just then, my fingers brushed against a photo tucked away in an old scrapbook. It captured ten joyful kids, arms linked and laughter echoing through the sweat-soaked air. At that moment, it felt like the world, which had long been still, sprung back to life. Waves of memories washed over me, bright as the sun breaking through the morning haze. Suddenly, clarity returned—I was reminded of our childhood dreams, pure and shared. We chased stars side by side for years on end. I felt that familiar warmth enveloping me as we huddled together, dreaming about the endless possibilities ahead. The smiles in the picture shone more brilliantly than anything else I could recall. The faces of the nine friends who held me close stood as undeniable proof of the love that once surrounded me. Tears slipped onto the photograph as I recognized that, while names and dates might slip from my mind, the essence of our friendship would forever warm my heart. “Thank you for the moments we shared.” Even if the world tried to erase me again, this would be the one memory I'd hold onto for eternity.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... Dicetria (ไดเซเทรีย โลกของฉันคือเธอ)นามปากกา : kanikani ไอดอลทั้งสิบตน ผู้มาจากโลกอีกใบที่แสนลึกลับ ณ ดินแดนไกลแสนไกลออกไป มีเมืองของเหล่าภูตจิ๋ว ที่ๆถูกขนานนามว่า ไดเซเทรีย (Dicetria) ภูตทุกตนเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์แสนพิเศษในด้านดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เต้น เล่นดนตรีฯลฯ จนถึงช่วงยุคสมัยหนึ่งที่ภูตทุกตนหันหลังให้กับพรสวรรค์เหล่านั้น มองว่ามันเป็นเรื่องที่แสนธรรมดา ไม่มีใครพิเศษไปกว่าใครและละทิ้งมันไปราวกับว่าพรสวรรค์ที่พวกเขามีมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง หากแต่ยังมีภูตจิ๋วทั้งสิบตนที่ยังคงมีความศรัทธาต่อเสียงดนตรี ในทุกค่ำคืนพวกเขาจะรวมตัวกันซ้อมดนตรีและขับร้องเพลงโปรดของพวกเขาในสวนลับของพระราชวังภูตจิ๋วคืนหนึ่งเกิดเหตุการณ์ประหลาด น้ำพุในสวนไหลรินออกมาเป็นทำนองเพลง รูปปั้นลูกเต๋าโบราณบนยอดน้ำพุร่วงหล่นลง ลูกเต๋ากลิ้งเรี่ยดินไปหลายตลบก่อนที่ประตูมิติจะเปิดออกมีแสงสว่างวาบพุ่งออกมา แค่เพียงชั่วพริบตาพวกเขาได้กลายเป็นไอดอลในโลกมนุษย์ ยืนเฉิดฉายอยู่บนเวทีและห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย พวกเขาได้ใช้พรสวรรค์ของตนที่มีสร้างความสุขให้กับเหล่ามนุษย์ ในโลกที่แสนธรรมดานี้เสียงดนตรียังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายและทำให้พวกเขาอยากที่จะมีชีวิตต่อไปEFM FANDOM FANFICTION : This last story is titled... Dicetria (My universe revolves around you)Pen name : kanikani In a far-off realm known as Dicetria, where tiny fairies flit about, ten extraordinary idols emerge from a mysterious dimension. Each fairy is born with remarkable musical gifts—be it singing, dancing, or playing instruments. Yet, there came a time when the fairies dismissed their special talents, viewing them as ordinary and believing that no one stood out. They shunned their gifts, as if they had never held any significance at all. But not these ten fairies; they held onto their love for music. Each night, they would gather in the hidden garden of the fairy palace, immersed in the joy of rehearsing and singing their beloved songs. One fateful evening, something unusual unfolded. The fountain in the garden erupted with a captivating melody. Suddenly, an ancient statue of dice perched on top of the fountain toppled over, rolling across the ground just as a shimmering portal appeared, bursting with light. In the blink of an eye, the fairies transformed into radiant idols in the human world, gracing the stage before enthusiastic crowds. They harnessed their exceptional talents to spread happiness among people. In this everyday world, their music resonated deeply, igniting inspiration and fueling the spirit of life for many.เข้าสู่ช่วงที่สองของ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้กับ “DICE”เริ่มต้นปีใหม่ด้วยโมเมนต์ความน่ารัก โก๊ะ ๆพร้อมคลายความคิดถึงให้แฟน ๆ กับซิงเกิลใหม่สุดคาริสม่า1 สิ่ง MVP ในปี 2025 ของ “DICE” ! เริ่มต้นด้วย อาโป ที่เลือก “DICE TO MEET YOU! ยินดีที่ DICE รู้จัก” เนื่องจากคลอบคลุมทั้งเป็นการท่องเที่ยวและได้ไปเจอแฟน ๆ แบบต่อหน้า โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า ‘ถ้าแฟน ๆ เดินทางมาหาเราไม่ได้ เราก็ไปหาเขาเองเลย ไปศึกษาวัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วย ออกไปท่องเที่ยวเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ สนุกมาก !’ ต่อด้วย เฟรม ที่เลือกคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก ‘DICE THE FIRST CONCERT : THE MYSTIC ROLL’ ให้เป็น MVP ของปี 2025 เพราะรู้สึกว่าคอนเสิร์ตนั้นมีการโปรโมตที่สนุกสนาน และหนึ่งในความฝันของการเป็นศิลปินของเฟรม คือการได้มีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง ต่อมาที่ มิน ได้เลือก DICE การละคร อย่าง ‘Birthday But With DICE’ ที่ได้เล่นอยู่เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในปี 2025 โดยเจ้าตัวได้กล่าวว่ารู้สึกประทับใจ และสนุกกับการที่ได้แสดงละครครั้งนี้สุด ๆ ทางด้าน อ๊อตโต้ ก็ได้เลือก MVP ของปีนี้ให้เป็น คอนเสิร์ตใหญ่ ‘DICE THE FIRST CONCERT : THE MYSTIC ROLL’ เช่นกัน ต่อมาที่ แมคดอค ได้เลือกงานครบรอบ 1 ปี ของวง “DICE” ที่ใช้ชื่อว่า ‘DICE YEAR ONE : BRITHDAY BUT WITH DICE 1 ST ANNIVERSARY FANCON’ โดยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ‘พอได้เห็นผลลัพธ์กับตา ว่าทุกอย่างที่เราทำมาตลอดปี มันส่งผลอะไรบ้าง มีคนที่ชื่นชอบ DICE มากเยอะแค่ไหนบ้าง ก็ทำให้รู้สึกดี และมีความสุขมาก’ จึงได้เลือกให้สิ่งนี้เป็น MVP ของปี 2025 ที่ผ่านมา ทางด้านของ จีซัง ก็ได้เลือกสิ่งที่เป็น MVP ในปี 2025 เป็น ‘DICE YEAR ONE : BRITHDAY BUT WITH DICE 1 ST ANNIVERSARY FANCON’ ที่ได้จัดขึ้นในช่วงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ที่เกิดขึ้นช่วงท้ายปี เจ้าตัวกล่าวเพิ่มเติมว่า ‘เป็นการเปิดต้นปีที่ใหญ่ และเป็นประสบการที่ดีมาก ๆ’ ในส่วนของ เจย์ ได้เลือกอัลบั้ม ‘DICE THE FIRST ALBUM: POSSIBILITIES’ ที่เป็นอัลบั้มแรกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2025 ที่ผ่าน เจ้าตัวได้กล่าวว่า ‘ความฝันในการเป็นศิลปินคือ อยากมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง ซึ่งปีที่แล้วก็ได้มีอัลบั้มแรกออกมา’ ต่อมาในด้านของ ชีส ก็ได้เลือกคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกอย่าง ‘DICE THE FIRST CONCERT : THE MYSTIC ROLL’ เช่นเดียวกับ เฟรม และ อ๊อตโต้ โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า ‘คอนเสิร์ตใหญ่ถือเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งในชีวิตของเด็กทั้ง 10 คน ทำให้เราได้เห็นว่าการเป็นศิลปินทุกวันนี้มันดีมาก ๆ’ และปิดท้ายด้วย อเล็กซ์ ที่ได้เลือก “PRIZE” เป็น MVP ของปี 2025 โดยให้เหตุผลว่า ‘PRIZE คือคนที่อยู่ในทุกเส้นทางการเดินทาง และอยู่เคียงข้างคอยซัพพอร์ต DICE มาโดยตลอด’1 word from “DICE” for “PRIZE” ‘รัก’ ทุกคนในวงได้ปรึกษากันแล้วเลือกคำตอบสุดท้ายที่ทำให้ PRIZE ได้ยิ้มแก้มแตกไปตาม ๆ กัน โดยให้เหตุผลว่า เพราะอยู่ด้วยกันมาเกือบ 2 ปี นานพอจะรู้ใจกันได้แล้ว จนตอนนี้ก็เดินทางเคียงข้างกันมาจนมีอัลบั้มที่ 2 พร้อมปล่อยซิงเกิลแรก “SWIPE UP” ที่พูดถึงการเติบโตที่แข็งแรงขึ้น และอะไรที่ไม่ดีสำหรับเราก็ให้ปัดทิ้งไป“ อรุณสวัสดิ์ครับเพ่ย์ ! ” เป็นคีย์เวิร์ดที่เมื่อเปิดเพลงปุ๊บ ทุกคนจะต้องจดจำไม่แพ้กับท่อนฮุคของเพลง เหมือนเป็นการบอกว่า ‘กลับมาแล้วครับ ! ’ กลายเป็นอีกเอกลักษณ์ของเพลง ที่ฟังแล้วจำได้ทันที มาพร้อมความซนปนเท่ของแก๊งเด็ก ๆ DICE ถือเป็นการ Come back ที่ทั้งเท่และน่าจดจำสุด ๆ !‘Swipe Up’ หนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของ “DICE” ! หลังจากที่มีคอมเมนต์ของแฟน ๆ บอกว่า ‘ผมคิดว่า SWIPE UP เป็น 1 เพลงที่ดีที่สุดของ DICE’ ทางด้านหนุ่มๆ DICE ก็ได้ให้ความเห็นว่า ‘ผมเห็นด้วย เพราะเพลงนี้พวกเราก็ตั้งใจทำ ทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เรียกว่าดีที่สุดในแต่ละแนวเพลงดีกว่าครับ เพราะพวกเราเต็มที่กับทุกเพลงที่ทำออกมา’How to ใช้ “SWIPE UP” คำว่า “SWIPE UP” อาจแปลได้ว่า ปัดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป โดย เฟรม ได้เป็นตัวแทนยกตัวอย่างการใช้คำว่า “SWIPE UP” ที่สามารถใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ เช่น วันนี้อยากกินชานมไข่มุก แต่ไข่มุกดันหมด เลย Swipe Up ไปกินอย่างอื่นแทน พร้อมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สามารถใช้ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ก็ให้ปัดผ่านความรู้สึกที่ไม่ดีนั้น แล้วก้าวผ่านมันไปให้ได้ ซึ่งสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย ๆ เลยความรู้สึกของการฟัง DEMO ครั้งแรก ! ซิงเกิลใหม่ “SWIPE UP” เป็นเพลงที่ผสมผสานกันของแนวเพลงแบบ EDM และ HIPHOP ซึ่งในเพลงนี้มีเสียงเบสที่หนักและเด่นชัดมาก โดยตัวของ ชีส ก็ได้บอกว่า ตรงจุดนี้เป็นเหตุผลที่ตนชื่นชอบในเพลงนี้มาก ด้วยเสียงเบสที่หนักแน่น ทำให้เพลงนี้มีจังหวะที่สนุกและมันส์สุด ๆ และ ดีเจดาว ได้พูดเสริมถึงตัว MV ที่มีการใช้ Transition ที่โหดมาก ๆ ทางด้าน DICE ก็เห็นด้วยกับความโหดของ Transition นี้เช่นกัน โดยกล่าวว่า หลายซีนที่ถ่ายทำ ตอนถ่ายทำก็ไม่เห็นภาพว่า Transition จะออกมาเป็นยังไง และเพิ่มเติมว่า มีซีนถ่ายทำอยู่เยอะ แต่ไม่ยาก ตอนถ่ายเน้นการใช้อินเนอร์เป็นหลัก และต้องมีความแข็งแรงอย่างมาก นอกจากนี้เส้นเรื่อง MV มี Attitude วิชวลเป็นส่วนใหญ่ มีพาร์ทการร้องที่โหด และมี High note ที่เหมือนจะสูงที่สุดตั้งแต่เคยอัดเพลงมา ส่วนในพาร์ทท่าหมุนตัวที่เป็นที่จดจำของทุกคน กับอินเนอร์ใด ๆ ที่ออกมาจาก เป็นฟีลทั้งหมด !‘อรุณสวัสดิ์ครับเพ่ย์ ! ’ แบบ “DICE” งานนี้สองดีเจสาวสวย ดีเจดาว และ ดีเจแนน จัดเต็มเสิร์ฟความน่ารักให้กับ PRIZE แบบถึงใจ โดยให้ DICE แต่ละคนพูดประโยค ‘อรุณสวัสดิ์ครับเพ่ย์’ ตามสไตล์ของตัวเอง สร้างทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับแฟน ๆ ยิ้มแก้มปริ ใจละลายไปตาม ๆ กัน กับความซุกซน ขี้เล่นของเด็ก ๆ แต่ละคน (สามารถรับชมความน่ารักได้ที่ Youtube : ATIME)และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ… ทางรายการ EFM FANDOM LIVEมีเกมสุดท้าทายมาให้ “DICE” เล่นกันด้วย มีชื่อเกมว่า ‘ITEM นี้… ได้แต่ DICE มา !?’งานนี้แก๊งเด็กป่วนขโมยเสียงหัวเราะไปเต็ม ๆ ไปย้อนดูความน่ารักสดใสของเจ้าพวกเด็กกันเลยย !(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)เดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย รายการได้เปิดโอกาสให้แฟนคลับ ได้ถาม QA กับ “DICE”ขอประโยคปฏิเสธเก๋ ๆ ใน Format ตอนนี้ไม่ว่าง…อยู่ (ห้ามซ้ำกับในเพลง) ! จีซัง : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘ตั้งใจเรียน’ อยู่ เจย์ : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘ไลฟ์ EFM FANDOM’ อยู่ ชีส : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘ขำพี่เจย์’ อยู่ อเล็กซ์ : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘ซักผ้า’ อยู่ แมคดอค : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘six seven’ อยู่ครับ อ๊อตโต้ : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘ดู DICE’ อยู่ มิน : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘คิดโชว์ไปโชว์ให้ PRIZE ดู’ อยู่… รอดู เฟรม : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘ส่อง PRIZE’ อยู่ครับ อาโป : ตอนนี้ไม่ว่าง ‘กำลังสตรีมเพลง Swipe Up’ อยู่ครับถ้าไม่กอดน้องหมา ( แมวของมินใน MV ) DICE แต่ละคนจะกอดอะไร ? อ๊อตโต้ : กอดแม่ครับ! มิน : ผมมีแมวผมไปแล้วอะ เดี๋ยวกอดแมวอีกตัวครับ เป็น 2 มือ เฟรม : เฟรมกอดหมูครับ เพิ่งไปญี่ปุ่นมา เจอคาเฟ่หมู เป็นหมูชมพู~ อาโป : ตอนนี้กอดหมอนอยู่~ อเล็กซ์ : อเล็กซ์กอดกุชชี่อยู่ครับ เจย์ : กอดกบครับ! จีซัง : กอดยีราฟครับ ชีส : กอดกุ้ง… กอดหมาอยู่ครับผม ดีเจดาว : ถ้าไม่กอดน้องหมา! โจทย์ ๆ ชีส : อ๋อ ถ้าไม่กอดน้องหมา โทษทีครับพี่ ผมอ่านโจทย์ไม่เคลียร์ เนี่ยเห็นมั้ยล่ะก็ว่าสอบ O-NET ไม่ผ่าน เอ่อ..ตอนนี้ไม่ว่างกอดหมอนข้างละกันครับ แมคดอค : เอ้ย! หมอนพี่อาโปเพิ่งพูดไป อาโป : ฉันกอดหมอนเปื้อนน้ำตา ดีเจแนน : คนสุดท้าย กอดอะไร ? แมคดอค : ตอนนี้ไม่ว่าง กอดตัวเองอยู่~ เฟรม : Swipe Up Swipe Up และ Swipe Up ครับผมถ้าให้ปัดได้หนึ่งอย่างอยากปัดอะไรกันบ้างครับ ? เฟรม : อะปัดติโถ อะปัดติกึด กึด กึด มิน : เฟรมร้องผิดปะ ? DICE ทุกคน : อะนันตะปัดชะเย อะปัดติเถเถนา อะปัดติยา อะปัดติเถเถคือ อะปัดติโถ อะปัดติกึด กึด กึด เฟรม : Swipe Up Swipe Up และ Swipe Up ครับผม สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “DICE” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ เผลอแป๊บเดียว ก๊วนเด็กป่วนครบรอบ 2 ปีแล้ว ขอบคุณรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มอบให้ PRIZE เสมอมา และฝากติดตามซิงเกิลใหม่ของแก๊งเด็กซน “SWIPE UP” สามารถรับชม MV ได้ทาง YouTube ช่อง “TADA LABELS” และตามไปฟังเพลงได้ที่ทุกสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม พร้อมกันนี้ยังมีผลงานดี ๆ จากซิงเกิลแรกของเด็ก ๆ วง “DICE” อีกมากมาย ฝากเอ็นดูและติดตามผลงานในอนาคตของเจ้าพวกเด็กซนกันด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความน่ารัก วิชวล เปิ่นโก๊ะของเด็ก ๆ ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เปิดศักราชใหม่ หัวใจคนเดิม เตรียมจุดไฟรักให้อบอุ่นใจไปกับ “ออฟ - กัน” ในบทบาทใหม่สุดท้าทาย กับซีรีส์ ‘Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ’ พร้อมชมฝีมือของนักจิตกรตัวจิ๋วไปด้วยกัน !

14 ม.ค. 2026

เปิดศักราชใหม่ หัวใจคนเดิม เตรียมจุดไฟรักให้อบอุ่นใจไปกับ “ออฟ - กัน” ในบทบาทใหม่สุดท้าทาย กับซีรีส์ ‘Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ’ พร้อมชมฝีมือของนักจิตกรตัวจิ๋วไปด้วยกัน !

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 8 มกราคม 2569 ] ค่ำคืนนี้มาเบิร์นความเหนื่อยล้า เยียวยาด้วย “ออฟ - กัน” ไปกับ 2 ดีเจคู่หู “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 เรื่องนี้มีชื่อว่า... Loop fall วงจรแห่งคืนดาวตกนามปากกา : meow Hamburger ทุกครั้งที่เกิดฝนดาวตก อคิณ ชายหนุ่มผู้ทำงานกลางคืนหลงใหลการดูดาว จะฝันถึงภาพเดิมของชายคนหนึ่งยืนอยู่กลางทุ่งกว้างใต้ท้องฟ้าไร้ขอบเขต เขาพยายามเดินเข้าไปหา แต่ไม่เคยไปถึง ความฝันจบลงก่อนจะได้เอื้อมมือแตะอีกฝ่าย ทิ้งความรู้สึกค้างคาเหมือนเคยทิ้งใครบางคนไว้เบื้องหลัง วรัน นักประวัติศาสตร์ฝึกงาน ค้นพบบันทึกดาราศาสตร์จากหลายยุคสมัยที่ผิดปกติ เหตุการณ์ฝนดาวตกซึ่งห่างกันหลายร้อยปีกลับมาพร้อมบันทึกการสูญเสียบุคคลสำคัญ และชื่อสองชื่อที่ปรากฏคู่กันซ้ำๆ ยิ่งค้นลึกความทรงจำที่ไม่ใช่ของชาตินี้เริ่มแทรกเข้ามา จนเข้าใจว่านี่คือวงจรที่ถูกสร้างขึ้นในอดีต ผูกชีวิตของคนสองคนไว้กับคืนดาวตก เพื่อรักษาเสถียรภาพของกาลเวลา หากไม่ตัดวงจร การจากลาจะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง เมื่อได้พบกันความสัมพันธ์เริ่มจากความลังเล อคิณ พยายามถอยห่าง เพราะเชื่อว่าหากวรันไม่มาเกี่ยวข้อง อีกฝ่ายจะปลอดภัยในคืนดาวตกครั้งสำคัญ เขาตัดสินใจจะทำลายจุดกำเนิดลูปเพียงลำพัง แต่อคิณกลับมาปรากฏตัวในนาทีสุดท้าย ไม่ใช่เพราะจำอดีตชาติได้ทั้งหมด เเต่เข้าใจจากความฝัน เมื่อวงจรถูกทำลายความทรงจำอดีตชาติค่อยๆเลือนหาย มีเพียงความรู้สึกที่เข้าใจซึ่งกันเเละกันที่ตัดสินใจเดินต่อด้วยกันFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Loop fall : The enchanting rhythm of a night filled with falling stars.Pen Name : meow Hamburger Every time a meteor shower occurs, Akin, a young man who works nights and is fascinated by stargazing, dreams the same image: a man standing in a vast field under an endless sky. He tries to walk towards him, but never reaches him. The dream ends before he can touch the other man, leaving a lingering feeling of incompleteness, as if he had once left someone behind. Waran, an intern historian, uncovers strange astronomical records spanning various eras. A meteor shower, occurring centuries apart, coincides with the loss of key figures and the repeated mention of two names. As he investigates further, fragmented memories from another life emerge, revealing a cycle from the past that ties two individuals to the meteor shower night, crucial for time's stability. If they don’t break the cycle, they’ll be forced apart again. When they finally meet, Akin tries to keep his distance, thinking it will protect Waran. He decides to confront the source of the cycle alone but shows up at the last moment, influenced by a dream rather than a full recollection of his past lives. As they break the cycle, their memories start to fade, but a deep understanding remains that draws them together.FANFICTION เรื่องที่ 2 เรื่องนี้มีชื่อว่า... ปรปักษา ดวงใจสฤคาลนามปากกา : ปลายหยดน้ำ ตำนานเล่าว่าสัตย์สองพวกที่เป็นอริกันมาช้านานคืออินทรีกับหมาป่า ซึ่งเคยเป็นสหายรักกันมา แต่ต้องห้ำหั่นกันเพราะเจ้าหมาป่าเผลอไปกินลูกอินทรีแรกเกิด นั่นทำให้ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต มีหมาป่าที่ไหนต้องไม่มีอินทรีที่นั่น หากมีอินทรี หมาป่าก็ต้องถูกปลิดชีพ อยู่ด้วยกันไม่ได้ สฤคาลเล่าเรื่องตำนานนี้ให้กับนักศึกษาทุกรุ่นฟัง เขาเองคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์หมาป่าที่หลงเหลืออยู่ แต่ใครเลยจะรู้ว่าคนรักของเขา เวหลจะเป็นพญานกอินทรี และเรื่องที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือพวกเขารักกันโดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายคือศัตรู จนในที่สุดเกิดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ และคนที่จะต้องต่อสู้เพื่อนำชัยชนะมาให้เผ่าของตน ก็คือสฤคาล และเวหล แม้ทั้งคู่จะรักกันมากเพียงใดแต่หน้าที่ก็ต้องมาก่อน ทั้งสองกลายร่างเป็นหมาป่าและอินทรี ต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร จังหวะหนึ่งหมาป่าตะครุบอินทรีไว้ได้ "ถึงเวลาแล้ว จัดการสิ" หมาป่าเอ่ย "ข้าทำไม่ได้" อินทรีบอก "ถ้าเจ้าไม่ทำ ข้าจะฆ่าเจ้า" "ข้ายินดี" เวหลหลับตาพร้อมตายด้วยกรงเล็บของคนรัก 'จึก' จงอย (จะ-งอย) ปากของอินทรีปักไปที่ขั้วหัวใจ หมาป่า เวหลลืมตาขึ้นและได้พบกับรอยยิ้มอบอุ่น...รอยยิ้มสุดท้าย...ของคนรักFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The foe, the essence of a warrior.Pen Name : ปลายหยดน้ำ Legend has it that eagles and wolves have been rivals for ages. Once friends, they became enemies when a wolf accidentally ate a baby eagle. This sparked a deadly cycle: where wolves roamed, eagles couldn’t survive, and vice versa. Sarikal, one of the few remaining wolves, shared this tale with each new generation. Little did he know that his beloved Vela was a stunning eagle. Their love blossomed despite their species’ rivalry. When war erupted between their kind, duty overshadowed their feelings. They transformed into their animal forms and fought hard. At a crucial moment, Sarikal caught Vela. “Finish it,” he said. “I can’t,” she replied. “If you don’t, I’ll kill you,” he threatened. “I accept my fate,” Vela said, ready to die. With a swift strike, she pierced his heart. When Vela opened her eyes, she saw one last warm smile from her lover.FANFICTION เรื่องที่ 3 เรื่องนี้มีชื่อว่า... คำอธิษฐานวันปีใหม่นามปากกา : Or.Soblue 'อยากมีแฟน' กร นำคำอธิษฐานของตนไปแขวนไว้บนต้นไม้ โดยที่ไม่ยอมให้เอสอ่าน ทั้งสองเดินเล่นจนกรเริ่มหนาว เอสบ่นว่ากรไม่ยอมหยิบเสื้อกันหนาวมา แต่ก็สวมแจ็คเก็ตยีนส์ของตนให้กรทันที เอสดูแลกรได้ดีมาก ทำให้ไม่ว่ากรจะมีแฟนมากี่คน ก็ไม่มีใครสู้เอสได้เลย จนกรได้แต่คิดว่า คงดีถ้าได้เป็นแฟนกับเอส ทว่า เอสไม่เคยแสดงออกว่าชอบตนเลย จนวันนี้ กรหันไปสารภาพกับเอสว่า เริ่มรู้สึกดีกับเอสขึ้นเรื่อย ๆ เขาอยากเป็นแฟนกับเอส แต่ถ้าเอสไม่ได้คิดเหมือนกัน ก็ขอให้เอสลืมเรื่องในวันนี้ และเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม เอสจึงพูดขึ้นว่า ‘พอได้ชอบไปแล้วครั้งหนึ่ง มันกลับไปเป็นเพื่อนยาก’ จนกรเริ่มใจเสีย แต่เอสก็เฉลยว่า เขาเข้าใจ เพราะเขาเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว เอสชอบกร แต่เอสกลัวว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะพัง หากกรไม่คิดเหมือนกัน เอสรู้ว่ากรแพ้คนเทคแคร์ ดังนั้นเอสเลยทำทุกอย่าง ไปด้วยทุกที่ ไปรับไปส่ง เพื่อให้กรชอบตนบ้าง และในที่สุด ความพยายามของเอสก็เป็นผล "มึงรู้ไหมว่ากูเขียนคำอธิษฐานเดิม ๆ มาหลายปีแล้ว" "มึงเขียนว่าอะไร?" "อยากมี 'มึง' เป็นแฟน ... ขอบคุณที่ทำให้คำอธิษฐานของกูเป็นจริงนะ"FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... New Year's wishPen Name : Or.Soblue I want a boyfriend," Gorn said, hanging his wish on a tree and keeping it away from Est. They strolled until Gorn got chilly, prompting Est to complain about his lack of a jacket before offering him his denim one. Est took such good care of Gorn that he realized no previous boyfriend compared to him. Gorn couldn't help but fantasize about being with Est. Finally, Gorn confessed his feelings and asked if Est felt the same. If not, he suggested they just stay friends. Est replied, "Once you like someone, it's tough to go back to just friendship." Gorn felt down, but Est explained that he understood—not wanting to risk their bond. He had been trying to win Gorn over by always being there for him. Eventually, Est's persistence paid off. "You know, I’ve been wishing for years," he said. "What’s your wish?" Gorn asked. "I want you to be my boyfriend. Thanks for making it come true.FANFICTION เรื่องที่ 4 เรื่องนี้มีชื่อว่า... ระยะใกล้กว่าที่คิดนามปากกา : NearEnough ออฟ เป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟเล็กๆ เขานั่งโต๊ะเดิม สั่งเมนูเดิมเสมอ กัน คือบาริสต้าที่จำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ระดับความขมของกาแฟ ไปจนถึงเวลาที่ออฟเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว พวกเขามีเพียงบทสนทนาสั้นๆ เรื่องฝน รถติด หรือกาแฟขมไปหรือเปล่า แม้ระหว่างทางไปออฟฟิศจะมีร้านกาแฟดีกว่านี้อีกหลายร้าน แต่ออฟก็เลือกที่จะแวะร้านนี้เสมอ ต่างคนต่างรู้ว่ามีบางอย่างอยู่ในใจเหมือนกันเกินกว่าจะเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่ไม่มีใครกล้าพูดมันออกมา จนคืนหนึ่งหลังปิดร้าน เหลือเพียงโต๊ะตัวเดิม และความเงียบที่ไม่อาจหลบเลี่ยง กันตัดสินใจไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเป็นแค่วันธรรมดา เขาพูดความในใจออกมาทั้งหมด “พี่ออฟครับ ผมคิดอยู่นานมากว่าจะพูดมันออกมาดีไหม” กันกำมือเป็นกำปั้นแน่นที่อกข้างซ้าย “แต่ผมรักพี่ได้แค่เท่านี้เองครับ” “เขาบอกว่าหัวใจคนเรามีขนาดเท่ากำปั้น ผมรักพี่ได้แค่นี้จริงๆ” ออฟไม่ตอบ เขาเพียงคลี่กำปั้นนั้นออกอย่างแผ่วเบา แล้ววางมือของตัวเองทับลงไป “ถ้าหัวใจเรามีขนาดเท่ากำปั้นจริง ๆ” “พี่ว่าของพี่…น่าจะพอดีกับของกัน” ร้านกาแฟยังเล็กเหมือนเดิม กาแฟสองแก้วบนโต๊ะตัวเดิม แต่ระยะห่างระหว่างหัวใจกลับใกล้กว่าที่เคยFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Closer than expected.Pen Name : NearEnough Off was a regular at the local coffee shop, always seated at the same table, ordering the same drink. Gun, the barista, remembered every detail—from the bitterness of the coffee to the way Off smiled without realizing it. Their chats were brief, covering topics like the rain and traffic; despite better coffee options nearby, Off always chose this spot. They both felt a deeper connection but never voiced it. One night, after closing, with only silence between them, Gun decided to share his feelings. “Off, I’ve thought a lot about saying this,” he said, pressing a hand to his chest. “I can only love you this much.” Off didn’t respond immediately. He gently unfolded his fist and placed his hand over Gun’s. “If our hearts are the size of a fist, mine would fit perfectly with yours.” The coffee shop felt the same, and though the cups remained unchanged, their hearts had never been closer.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ทฤษฎีวงโคจรที่ 0.21: เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นสีพาสเทลนามปากกา : ci_ci.gg ในวันที่ท้องฟ้ากรุงเทพฯ กลายเป็นสีชมพู 'กัน' ตื่นมาพร้อมกับพบว่าตัวเองมีพลังพิเศษ... พลังที่แค่สบตาใคร คนคนนั้นจะเห็นละอองดาวปลิวออกมาจากไหล่เขา แต่พลังนี้กลับใช้ไม่ได้ผลกับ 'ป่าปี๊' รุ่นพี่หนุ่มหน้านิ่งที่กันแอบชอบมาตลอด "ทำไมพี่ไม่เห็นดาวของกันล่ะ?" กันเอ่ยถามขณะที่ทั้งคู่ติดฝนอยู่ใต้ชายคาหน้าร้านดอกไม้ ออฟไม่ตอบ แต่กลับขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน ก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมหัวให้คนตัวเล็กกว่า "ไม่เห็นดาวหรอก... เพราะในตากันมันมีพระจันทร์อยู่ทั้งดวงแล้วไง" วินาทีนั้น โลกทั้งใบพลันหยุดหมุน กลิ่นฝนกลายเป็นกลิ่นวานิลลาหอมหวาน ออฟประคองแก้มใสแล้วกระซิบประโยคที่ทำให้อุณหภูมิรอบข้างพุ่งสูงขึ้น "ไม่ต้องใช้พลังพิเศษหรอก แค่กันยิ้ม... พี่ก็ยอมติดอยู่ในวงโคจรของกันตลอดไปแล้วครับ"FANFICTION #5: This FANFICTION is titled... The 0.21 orbital theorem: When everything becomes pastel.Pen Name : ci_ci.gg One day, as the Bangkok sky turned pink, Gun discovered he had a unique ability—he could see stardust falling from the mountains with just a glance. However, this power didn’t work on Papi, the quiet senior Gun had secretly admired. "Why can't you see my stars?" Gun asked as they sheltered from the rain under a flower shop awning. Off didn’t reply; instead, he moved closer, nearly touching noses, then draped his jacket over Gun’s head. “You can’t see the stars… because the whole moon is in your eyes already.” Time seemed to freeze as the rain’s scent shifted to sweet vanilla. Off cupped Gun's face and said something that made the air sizzle: “You don’t need your power. Just your smile keeps me in your orbit forever.”เข้าสู่ช่วงที่สองของ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้กับ “ออฟ - กัน”เริ่มต้นปีใหม่ด้วยโมเมนต์สุดน่ารัก พร้อมเบิร์นความคิดถึง ให้ฟินไปตาม ๆ กันนน !!ตัวห่างไกล แต่ใจไม่ห่างกัน ในช่วงเวลาปีใหม่ของ “ออฟ - กัน” แม้ตัวจะห่างไกล แต่ใจคงไม่ห่างกัน ออฟเล่าว่าปีใหม่ที่ผ่านมา ตนไม่ได้ไปไหนเป็นพิเศษ เพราะต้องอยู่เก็บของ เตรียมย้ายไปบ้านใหม่ที่กำลังจะสร้างเสร็จ ทิ้งเสื้อผ้าไปเท่าไหร่ก็ยังเยอะอยู่ดี สมกับเป็นเจ้าพ่อแฟชั่นเลยนะป่าปี๊ ด้านของกัน ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่เชียงใหม่ ป่าปี๊ก็ได้ถามเสริมขึ้นมาทันทีว่า ‘ได้ไปขึ้นเขารึเปล่าน้าาา?’ ใส่ใจกันไม่มีเปลี่ยนเลยนะป่าปี๊ ด่าด๊าก็ตอบว่า ‘ไปกินปิ้งย่าง ชมวิว ทิวเขา สัมผัสบรรยากาศดี ๆ ในช่วงปีใหม่’ แบบนี้ทั้งคู่ต้องแอบมีฟีลคิดถึงกันแน่เลยยยNew Year’s Resolutions ! ปีใหม่ขอตั้งเป้าหมายให้หัวใจกันดีกว่า สำหรับเป้าหมายในปีนี้ของออฟ คือ การสร้างบ้านใหม่ให้เสร็จตามที่หวัง และอยากทำงานที่รักอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับกันที่อยากทำงานที่รักต่อไป รวมถึงทดลองสวมบทบาทใหม่ ๆ ต่อยอดจากสิ่งเดิม ๆ งานนี้เบบี๋อย่างพวกเราคงได้รับชมผลงานของทั้งสองตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน !สิ่งที่อยากเห็นเธอทำในปีนี้ ‘อยากเห็นเธอทำในปีนี้ เพราะเชื่อว่าเธอทำได้ดีอย่างแน่นอน’ ออฟ บอกว่า อยากให้ปีนี้กันร้องเพลงบ่อยขึ้น เพราะกันเป็นคนเสียงดี มีความสามารถ ป่าปี๊พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ผ่านแววตาที่นุ่มนวลเมื่อหันไปมองด่าด๊าที่อยู่เคียงข้าง แม้กันจะไม่มั่นใจ และมีความกลัวมาตลอด แต่ออฟยังคงเชื่อมั่นในตัวกันเสมอ ด้าน กัน มองออฟด้วยความภูมิใจ ก่อนจะชื่นชมป่าปี๊ที่โตขึ้นในปีนี้ และอยากให้ป่าปี๊ทำอะไรที่อยากทำ สำเร็จในทุก ๆ อย่างเหมือนที่เคยผ่านมา เราเชื่อว่าทั้งสองจะเป็นเวอร์ชั่นที่ดีให้กันและกัน เพราะเธอคือคนสำคัญ หวานกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว น่ารักกันขนาดนี้ เบบี๋ฟินจิกหมอนกันหมดแล้วว10 ปี ที่มี “ออฟ – กัน” วันวานยังหวานอยู่ นับจากเรื่องแรกของ “ออฟ - กัน” ในปี 2016 จนถึงวันนี้ก็ครบ 10 ปีแล้ว แต่ทั้งสองคนยังดูน่ารักเหมือนวันแรกที่รู้จักกันอยู่เลย ย้อนนึกถึงออฟสมัยหนุ่มน้อยหน้าชั้บบี้ ทรงผมปัดเป๋เอียงข้าง ทำเอาทุกคนหัวเราะลั่น ปนกับความน่าเอ็นดู งานนี้ชอบไม่ชอบ ก็ต้องชอบแล้วล่ะจังหวะ… Burnout ของชีวิต อยู่ในวงการมานานนับ 10 ปี ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “ออฟ - กัน” เคยหมดไฟกันบ้างหรือเปล่า แต่ทั้งสองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดย ออฟ เผยว่า ตัวเองไม่เคยรู้สึก Burnout เลย อาจมีช่วงเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้าแค่ตอนถ่ายละครหนัก ๆ เพราะต้องใช้พลังงานเยอะมาก ส่วน กัน ก็ไม่ค่อยมีความรู้สึก Burnout แม้กันจะอยู่วงการมานานถึง 21 ปี ที่รู้สึกแบบนี้ก็เพราะว่าตัวเองมีหลายบทบาทที่ได้รับ เลยไม่มีฟีลหมดไฟ มีแค่กลัวว่าจะมีงานไหม ออฟ เสริมว่า คนที่ทำงานมาเยอะก็มีความรู้สึกแบบนี้บ้าง ส่วนตัวกันก็เริ่มคิดว่าเราจะอยู่วงการได้อีกนานแค่ไหน แต่ไม่ว่ายังไง ป่าปี๊กับด่าด๊าก็ยังมีเบบี๋คอยซัพพอร์ตอยู่เคียงข้างตลอดไปน้าาเสน่ห์ของซีรีส์ที่ชวนหลงใหล ‘Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ’ กัน เผยว่า เสน่ห์ของซีรีส์เรื่องนี้ คือ ภาพอันน่าหลงใหล และไดอะล็อกที่เต็มไปด้วยข้อมูลสำคัญ และเหตุการณ์ปัจจุบันมากมายที่ใส่ลงไป อย่างการเปรียบเทียบศิลปะกับ AI ว่าจะมาทดแทนกันได้ไหม ประเด็นนี้ทำให้เรื่องราวนั้นเข้มข้น และสนุกมากยิ่งขึ้น จุดสำคัญของเรื่อง ออฟ เสริมว่า คือการดีเบตกันว่า AI ดีหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของรักสามเศร้ามาเกี่ยว อย่าง “ดิว” รับบท ‘ภีม’ ตัวแทนของดราม่า โรแมนติก และ “ออฟ” รับบท ‘ก่อ’ ตัวแทนของความอีโรติก ที่ “กัน” รับบท ‘จิระ’ ต้องเลือกใครคนใดคนหนึ่ง อยากจะเก็บเธอไว้ทั้งสองคนก็คงไม่ได้ จิระจะเลือกใครต้องรอติดตามกันในซีรีส์เท่านั้น !ต้องเป็นแบบไหนถึงจะถูกใจ ‘ออฟ - กัน’ น้าาา หากความรักต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “ออฟ - กัน” จะเลือกความ Romantic หรือ Erotic ทั้งสองก็ตอบเป็นเสียงเดียวกัน ว่ามันต้องมาพร้อมกันทั้งคู่ ไม่ว่าจะ Romantic หรือ Erotic จะเลือกได้เพียงแค่สิ่งเดียวก็คงยาก แม้ช่วงแรกเราจะยอมเป็นในแบบไหนก็ได้ แต่สุดท้ายความ Balance คือสิ่งที่ดีที่สุดในความรัก ทั้งสองใจตรงกันขนาดนี้ ทำเอาเบบี๋อย่างเรายิ้มกันไปตาม ๆ กัน สมแล้วที่อยู่เคียงข้างกันมานาน !บทบาทที่ท้าทาย สู่… การพัฒนาตัวเอง ความท้าทายของการพลิกบทบาทครั้งล่าสุดของ กัน ด้วยภาพจำของยัยตัวจิ๋วสุดคิ้วท์ กับบทบาทที่ดูโตขึ้น บวกกับความสัมพันธ์ของคนสามคน เมื่อได้รับบท ก็ต้องปรับตัวกันไป สลัดภาพจำเดิม ๆ ‘เปลี่ยนจากรอยยิ้มอันสดใส สู่สายตาอันเร่าร้อน’ แซ่บซี๊ดด จนแฟน ๆ ต้องร้องว้าว~ ทางด้านของ ออฟ ก็มีความท้าทายไม่แพ้กัน เรียกได้ว่า ‘เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต 34 ปีของออฟ’ เลยทีเดียว กับการฟิตหุ่นสุดเซ็กซี่ ออกกำลังกายว่ายากแล้ว คุมอาหารยากกว่า ! แต่ผลลัพธ์ก็คุ้มค่า งานนี้ทำเอาเบบี๋ใจบางกันเป็นแถวการเดินทางสู่ EP ที่ 7 จะเผ็ชสักแค่ไหนกันเชียว ! หลังจากเรื่องราวชุลมุนได้เริ่มต้นขึ้น หลังจาก Burnout Syndrome เดินทางมาถึงตอนที่ 6 เมื่อคนดูรู้แล้วว่าภีมแอบมีความสัมพันธ์กับจิระ แล้วจิระยังแอบมาอยู่กับก่อ เหมือนจิระจะไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ก่อจึงหาหนทางตัดคู่แข่งออกไป โดยการวางแผนเปิดโปงทุกอย่าง แอบกระซิบว่า... ต่อไปในตอนที่ 7 จะเข้าสู่ทางเลือกของจิระว่าเขาจะเลือกใคร แม้จะลำบากใจ ระหว่างคนที่เรามีใจหรือจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าของเรา ออฟ ถึงกับแซวกันว่า ‘แบบนี้เรียกว่าสวยเลือกได้รึเปล่าน้าา’ แอบสปอยกันแบบนี้ ทำเอาเหล่าแฟนคลับอดใจรอ ‘Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ EP.7’ กันไม่ไหวแล้ว !และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ… ทางรายการ EFM FANDOM LIVEมีเกมสุดท้าทายมาให้ “ออฟ - กัน” เล่นกันด้วย มีชื่อเกมว่า ‘ภาพนี้ ป่าปี๊… ที่สุดเลยยย !’พี่นายแบบโพสขนาดนี้ หัวใจน้องนักวาดจะไม่สั่นได้ยังไงเนี่ยย ไปดูความน่ารักกันเล้ยย~~(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้ พร้อมโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการให้ “ออฟ - กัน” โทรกลับ และพูดคุยกับชาวเบบี๋แบบ Exclusive สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ออฟ - กัน” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ 10 ปีที่มีออฟและกัน ความรักยังคงอบอุ่นในหัวใจของเบบี๋ทุกคนเลย และขอฝากผลงานซีรีส์ ‘Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ’ สามารถรับชมได้ทุกวันพุธ เวลา 20.30 น. ทาง GMM25 และรับชมย้อนหลังทาง iQIYI เวลา 21.30 น. พร้อมกันนี้ยังมีซีรีส์ของทั้งคู่ให้เหล่าเบเบี๋ได้ใจฟูตลอดทั้งปีแน่นอน ที่สำคัญ ! ฝากเอ็นดูและติดตามผลงานอื่น ๆ ของป่าปี๊ออฟ ด่าด๊ากัน กันด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความน่ารัก เติมความฟินกันได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ค่ำคืนที่อบอวลไปด้วยออร่าความสวย เมื่อ “ลีน่า - หมิว” เปิดใจเล่าทุกโมเมนต์ความสัมพันธ์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการแสดงซีรีส์คู่ ไปจนถึงเคมี Destiny ที่แฟน ๆ ต่างตกหลุมรัก

24 ธ.ค. 2025

ค่ำคืนที่อบอวลไปด้วยออร่าความสวย เมื่อ “ลีน่า - หมิว” เปิดใจเล่าทุกโมเมนต์ความสัมพันธ์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการแสดงซีรีส์คู่ ไปจนถึงเคมี Destiny ที่แฟน ๆ ต่างตกหลุมรัก

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 18 ธันวาคม 2568 ] ค่ำคืนนี้เตรียมเปิดพื้นที่ของหัวใจต้อนรับ “ลีน่า - หมิว” พร้อมออร่าความสวยไปกับ 2 ดีเจ “ดีเจโซเซฟ” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 จดหมาย “EFM FANDOM LOVELETTERS”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ ส่งความในใจที่อยากจะบอกกับศิลปิน จดหมายฉบับที่ 1 ชื่อจดหมายว่า... ผีเสื้อที่บินอยู่ในใจหมี ถึงลีน่าและหมิว ดีใจที่การไปเจอลีน่าหมิวครั้งแรก ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้รับความประทับใจมากๆ เป็นการไปพบเจอที่เร็วมากๆ ขอบคุณหมิวที่พูด "ยินดีต้อนรับเข้าสู่กัมเบอร์แบร์นะคะ" ตอนนี้ยังหาทางออกไม่เจอเลยค่ะ ตามดูคลิปลีน่าหมิวทุกวัน ทุกรายการ ดีใจที่ทั้งคู่มีคนรักมากขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น ขอให้ทั้งคู่มีงานต่อเนื่อง แต่ก็ได้พักผ่อนด้วยนะคะ สุขภาพแข็งแรง อยู่เป็นกำลังใจให้กัมเบอร์แบร์นานๆLetter #1: This letter is titled... Fluttering butterflies within a bear's heart. Dear Lena and Miu, I'm truly delighted that my first meeting with both of you was so warm and left such a lovely impression on me. It was a brief but memorable encounter! Thank you, Miu, for your cheerful greeting of "Welcome to Gumber bear!" I’m still filled with joy and I find myself watching your videos every day. I’m thrilled to see both of you gaining more fans and recognition. I wish you continued success in your careers, but remember to take some time to rest and stay healthy. I hope you’ll keep being a source of support for Gumber bear for many years to come!จดหมายฉบับที่ 2 ชื่อจดหมายว่า... หน้าที่ 24 และ 26 ของหนังสือที่ชื่อว่ารักตัวเองในแบบของลลินา-ณัชชา คำนำถึงพี่น่าน้องหมวย คำว่าจังหวะชีวิตและ trust your first instinct ของพี่น่ากับน้องหมิว ยังเป็นคำที่มีความหมายสำหรับหลายๆ คนเสมอ เมื่อหนังสือเล่มนี้เปิดออกผู้อ่านจะหลงรักลีน่าหมิวผ่านตัวอักษร การเติบโตที่ไม่ยอมแพ้ ความเป็นธรรมชาติของทั้งคู่ ความสัมพันธ์ที่เป็น destiny ซึ่งหาได้ยาก ทัศนคติที่ผ่านการเรียงร้อยและออกมาจากใจของพี่น่าน้องหมวย เป็นหนังสือที่ไม่อยากปิด และอยากกลับมาอ่านซ้ำๆ รัก”Letter #2: This letter is titled... Check out pages 24 and 26 in the book called 'Loving Yourself the Lalina-Natcha Way.' Foreword to Lena and Miu : The expressions "life's rhythm" and "trust your first instinct," as voiced by Lena and Miu, resonate with so many of us. From the very first page of this book, you'll find yourself enchanted by Lena and Miu's journey. Their steady personal growth, their authentic selves, and the beautiful connection they share are truly exceptional. Their genuine emotions will keep you turning the pages, making this a book you won't want to put down and will wish to revisit time and again. It's all about love.จดหมายฉบับที่ 3 ชื่อจดหมายว่า... Gumber Bear , where love blooms ในชีวิตที่วุ่นวาย โกลาหลและซับซ้อน ใครจะไปคิดว่าจะได้เจอความสัมพันธ์แสนวิเศษที่เรียกว่า “แฟนคลับ” ในบทบาทอื่นเราต่างเป็นใครสักคนบนโลกใบนี้ที่ไม่รู้จักกัน และคงไม่อาจบังเอิญได้พบกันในที่ใดที่หนึ่ง แต่ในฐานะ Gumber Bear เรากลับได้เป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นกลุ่มคนที่พร้อมซัพพอร์ตลีน่าหมิวอย่างไร้เงื่อนไขเพิ่มเติม เธอทำให้ความบังเอิญใดๆ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจที่จะเดินทางมาพบกันLetter #3: This letter is titled... Gumber Bear , where love blooms In this fast-paced and sometimes overwhelming world, who would have imagined that we would discover such a fantastic bond within the "fan club"? In our everyday lives, we are often just unfamiliar faces to one another, unlikely to cross paths. However, as Gumber Bears, we've united as a family, coming together to wholeheartedly support Lina Miu. We turn random meetings into meaningful connections.จดหมายฉบับที่ 4 ชื่อจดหมายว่า... Lena Miu Safe Zone : ความจริงใจที่ทำให้หัวใจเปิดรับอีกครั้ง เมื่อลีน่าหมิวได้ปรากฎตัว ไม่ได้แค่ส่งมอบผลงาน แต่ทั้งสองคนได้ส่งมอบความจริงใจที่สัมผัสได้ ทุกคำพูด ทุกการกระทำ มันไม่ได้มาจากบทที่ใครเขียนให้ แต่มันไหลออกมาจากหัวใจของทั้งสองคนจริงๆ สิ่งที่ฮีลใจเพิ่มเติมนอกจากซีรีส์แล้ว ยังมี Podcast Safe Zone Safe ที่ฟังแล้ว มันไม่ได้แค่ save ใจคนฟัง แต่มันช่วยเปิดใจที่เคยปิดกั้น ให้กลับมาเชื่อ กลับมารัก ศิลปินไทย และเริ่มรักลีน่าหมิวอีกครั้งLetter #4: This letter is titled... Lena Miu Safe Zone : Honesty that rekindles the heart. When Lena and Miu took the stage, it wasn’t just about their performance; they radiated genuine emotion. Every word and gesture seemed to come straight from their hearts rather than from a pre-written script. Beyond the series, My Safe Zone offered even more healing—not only mending the listeners' hearts but also inspiring them to open their minds. It encouraged a renewed appreciation for Thai artists and rekindled the love for Lena and Miu.จดหมายฉบับที่ 5 ชื่อจดหมายว่า... ลีน่าหมิว... กับกระเป๋าเดินทางที่มองไม่เห็น ทุกคนต่างมีกระเป๋าเดินทางติดตัวที่มองไม่เห็น แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวระหว่างทาง ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี เหมือนกับลีน่าที่เก็บประสบการณ์ระหว่างทางไว้และลากกระเป๋าแสนหนักใบนั้นมานาน จนถึงวันที่ได้เจอกับหมิวที่กำลังเริ่มเก็บสิ่งต่างๆใส่ไว้ การลากกระเป๋ามาเจอกันทำให้ได้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน การแชร์สิ่งต่างๆที่พบเจอและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน ขอบคุณที่ลากกระเป๋าใบนั้นจนได้มาเจอกัน จะคอยซัพพอร์ตตลอดไปนะคะLetter #5: This letter is titled... Lena and Miu... carrying a suitcase you can’t see. Each of us has an unseen suitcase packed with the stories of our lives—both the joyful moments and the challenging ones. Take Lena, for example; she has gathered countless experiences over time, toting around her heavy suitcase for far too long. Then came the day she crossed paths with Miu, who was just beginning to fill her own suitcase with her own adventures. As they walked together, hauling their bags, they exchanged stories, shared their experiences, and learned from each other. I’m grateful for that shared journey, and I want you to know that I’ll always be here to support you.เข้าสู่ช่วงที่สองของ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นกับ “ลีน่า - หมิว”ที่จะมาเปิดใจเล่าทุกโมเมนต์สำคัญ และเตรียมใจไว้ให้ดี ระวังตกหลุมรักกันนะ !ความรู้สึกแรกในฐานะการเล่นซีรีส์คู่ เนื่องจากทั้งคู่รู้จักกันมาก่อน และมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานมากว่า 7 ปี การได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในฐานะนักแสดงที่ต้องเล่นคู่กันเป็นครั้งแรก จึงแทบไม่มีความเกร็งต่อกันเลย ด้านหมิวถึงกับวิ่งเข้าไปกอดลีน่าทันทีที่เจอหน้า แต่วันนั้นทั้งคู่ต้องเข้าฉากเลิฟซีน ทำให้ทั้งคู่เขินกันหนักมาก โดยเฉพาะหมิวที่ยอมรับเองเลยว่าเขินจนกรี๊ดลั่นตึก ด้วยความสนิทและเคมีของทั้งคู่นี้เองทำให้กำเนิดคู่ “ลีน่า - หมิว” ขึ้นมาอย่างลงตัวในวันนี้รางวัล…ที่สุดแห่งปีของ “ลีน่า - หมิว” ตำแหน่งอยู่ไม่นาน แต่ตำนานจะอยู่ตลอดไป ชวนทั้งคู่มารีแคป ความ…ที่สุดของปีนี้กัน โดยลีน่าขอยกตำแหน่ง ที่สุดของความ Energetic ให้กับหมิว เพราะเธอเป็นคนที่มีพลังล้นมาก ๆ เจ้าตัวถึงกับต้องยอมถอยให้ เพราะสู้ไม่ไหว แต่ห้ามเจอแดดเด็ดขาด ! อารมณ์จะเปลี่ยนทันที หมิวเองก็ยอมรับว่าไม่ค่อยสู้กับแดดหรืออากาศร้อนได้สักเท่าไหร่ แต่ก็สามารถแก้ได้ด้วย น้ำเย็นชื่นใจหรือขนมที่ชอบ ด้านหมิว ขอมอบตำแหน่ง ที่สุดของคนแนะนำอาหาร ให้ลีน่า พร้อมยืนยันว่าไม่เคยมีใครพาเปิดโลกอาหารใหม่ ๆ ได้มากขนาดนี้ เพราะปกติเป็นคนทานยากมาก หนึ่งปีอาจได้ลองทานอาหารใหม่ ๆ แค่หนึ่งอย่าง แต่ปีนี้ลีน่าทำให้ได้ลองเกือบ 10 อย่างแล้ว จากคนที่ไม่เคยกินช็อกโกแลต ตอนนี้กลายเป็น Chocolate Lover ไปแล้ว ลีน่ายังเสริมอีกว่ามักเลือกของกินที่คิดว่าน้องจะชอบมาให้ลอง ส่วนหมิวก็เปิดใจชิมเพราะเชื่อใจว่าพี่รู้ใจ งานนี้บอกเลยว่าฟังแล้วใจฟูสุด ๆYou are My Destiny ! คู่ที่แฟนคลับยกให้เป็น คู่แห่ง Destiny เพราะนอกจากจะเกิดวันเดียวกัน เดือนเดียวกันแล้ว ไลฟ์สไตล์ยังใกล้เคียงกันสุด ๆ ทั้งเรื่องการกิน อาหารที่ชื่นชอบ ไปจนถึงแนวคิดที่มักจะไปทางเดียวกัน หลายครั้งทั้งคู่ยังเป็นเหมือนสมองให้กันและกัน รู้ทันความคิดของอีกฝ่าย และคอยเตือนสติกันเสมอ เป็นคู่ที่เข้าใจกันแบบไม่ต้องพูดเยอะจริง ๆแชร์ลุคการแต่งตัวของอีกฝ่ายที่ชอบ แม้จะมีสไตล์การแต่งตัวที่คล้ายกัน แต่ลีน่าจะมีลุคเซ็กซี่มากกว่าเล็กน้อย ส่วนหมิวจะชอบใส่มิดชิดไปเลย โดยหมิวเผยว่าชอบลีน่าทุกลุคในช่วงนี้ ด้วยสีผมที่เข้มขึ้น จับคู่กับเล็บสีแดงที่เข้ากัน ใส่ชุดไหนก็ดูลงตัวสุด ๆ ขณะที่ลีน่าบอกว่าชอบลุคสบาย ๆ ของหมิว ดูน่ารักเป็นธรรมชาติ ชมกันขนาดนี้ทำเอาทั้งคู่เขินกันสุด ๆรีวิวชาว Gumber Bear ! ชาว Gumber Bear เท่ากับปลาสามรส เพราะมีครบทุกรสชาติ มีหลากหลายรูปแบบ อย่างแรกจะเป็นสายคอมเมดี้ที่มาสร้างเสียงหัวเราะ สายอินโทรเวิร์ตที่แค่มานั่งมองหน้ากันเฉย ๆ ก็มีความหมาย ไปจนถึงสายอบอุ่นที่ส่งต่อความรู้สึกปลอดภัยและความสบายใจได้ชัดเจนผ่านแววตาทุกคู่ นับว่าการอยู่ด้อมนี้ได้ครบทุกรสชาติจริง ๆ ทั้งคู่ยังเล่าเพิ่มเติมว่า ล่าสุดแฟนคลับซื้อชุดทำก๋วยเตี๋ยวกับไข่พะโล้มาให้ แต่ความพิเศษคือก่อนจะยื่นให้ แฟน ๆ จะเล่นมุขเชื่อมโยงกันไปเรื่อย ๆ จนครบทุกวัตถุดิบ ทั้งคู่ถึงกับเซอร์ไพร์สกับการทำงานเป็นทีมของชาว Gumber Bear แบบสุด ๆ‘ลุคน้องหมวยน่ารัก พอจะทำให้พี่ชอบได้ไหมน๊าาา…?’ เมื่อมีคนถามว่า ‘ลีน่าชอบผู้หญิงลุคเซ็กซี่ แล้วลุคน้องหมวยน่ารัก พอจะทำให้พี่ชอบได้ไหมน๊าาา’ ด้านลีน่าถึงกับสตั้นไปพักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มเขิน ๆ และถามกลับว่าคนถามคือใครนะคะ พร้อมเสริมว่า ใช่ว่าน้องหมวยของเราจะไม่มีมุมเซ็กซี่นะ ซึ่งส่วนตัวจะชอบมองหมิวลุคสีดำ ดูมีเสน่ห์และน่าค้นหามาก ๆ พูดขนาดนี้ ไม่เขินยังไงไหวเนี่ยย...?คุณสมบัติของ ‘รักสุดท้าย My Safe Zone’ ด้านลีน่าเล่าว่า สิ่งที่ประทับใจในตัวหมิวคือความเสมอต้นเสมอปลาย วันแรกเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นไม่เปลี่ยน ทำให้รู้สึกสบายใจและไว้ใจได้มาก ๆ ขณะที่หมิวเผยว่า ลีน่าเป็นผู้หญิงที่มีความซอฟท์ ละมุน แตกต่างจากตัวเองที่ออกแนวลุย ๆ ขี้เล่น ห้าว ๆ เหมือนเด็กผู้ชาย แต่กลับทำให้หมิวอยากเข้าไปอ้อนโดยไม่รู้ตัว สำหรับหมิว ลีน่าจึงไม่ได้เป็นแค่คนพิเศษ แต่ยังเป็น Safe Zone ในหลาย ๆ เรื่อง พื้นที่ที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจผลงานการแสดงเรื่องต่อไป หลังจากซีรีส์ ‘รักสุดท้าย My Safe Zone’ ที่เต็มไปด้วยดราม่า และด้านหมิวต้องคอยเป็นฝ่ายตามตื้ออยู่ตลอด ทำให้ผลงานถัดไปของทั้งคู่อยากลองสลับบทบาทกันบ้าง โดยลีน่าเล่าว่าอยากลองเป็นฝ่ายตามจีบดูบ้าง ซึ่งหมิวเองก็อยากลองเป็นฝ่ายโดนจีบเช่นกัน ลีน่ายังเผยอีกว่าอยากเล่นแนวดราม่าหนัก ๆ ต่อไป ขณะที่หมิวอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศเป็นแนวคอมเมดี้ เพราะดราม่าทีไรเธอเศร้าทุกที พร้อมชื่นชมลีน่าว่าเป็นคนที่ถ่ายทอดบทดราม่าได้ดีมาก ๆ เลย ทั้งนี้ทำเอาแฟน ๆ ต่างอดใจรอผลงานเรื่องต่อไปกันแทบไม่ไหวสิ่งที่อยากทำใน ‘LENAMIU Born to Shine Fan Meeting’ สวยครบเครื่องกันทั้งคู่ขนาดนี้ แฟน ๆ หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าในงานแฟนมีตครั้งนี้ “ลีน่า - หมิว” จะโชว์อะไรให้ได้เห็นกันบ้าง โดยลีน่าเผยว่าตนอยากเต้น เพราะเป็นสิ่งที่ชื่นชอบอย่างมาก ส่วนหมิวอยากร้องเพลง เพราะเวลาได้ร้องเพลงตนจะเอนจอยมาก ๆ แม้จะไม่เคยเรียนร้องเพลงมาก่อน แต่ก็เริ่มฝึกจริงจังจากเพลงประกอบซีรีส์ งานนี้ต้องมารอลุ้นกันว่า ทั้งคู่จะได้โชว์ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ รับรองว่าความพิเศษจัดเต็มแน่นอน !นอกจากการพูดคุยสุดอบอุ่นแล้ว ทางรายการ EFM FANDOM LIVEก็มีเกมมาให้ “ลีน่า - หมิว” เล่นกันด้วย มีชื่อเกมว่า ‘LENA MIU 10 Minute Be My Love’เป็นเกมที่ทำให้ใจนวยไปตาม ๆ กัน แต่จะฟินขนาดไหน ไปชมกันเลยย !(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME) เติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้กับโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการให้ “ลีน่า - หมิว” โทรกลับมาทักทายแฟน ๆ แบบ Exclusive ! สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ลีน่า - หมิว” ที่มาสร้างสีสันให้ค่ำคืนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสวย ออร่าของทั้งคู่ และขอฝากซีรีส์ ‘รักสุดท้าย My Safe Zone’ สามารถรับชมย้อนหลังได้ทาง 3Plus และ Netflix พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำสุดพิเศษไปด้วยกันที่งาน LENAMIU Born to Shine Fan Meeting วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Phenix Grand Ballroom 5th floor ที่สำคัญ ! รอติดตามซีรีส์เรื่องใหม่ของพี่ฝรั่งกับน้องหมวยด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความน่ารัก เติมความฟินกันได้ทางเจอกันใหม่ Week หน้าค่าา

album
efm
-

-