เรื่องเล่าจากคุณเเชมพู 'พี่พยาบาล' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 19 พ.ย. 2567 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเชมพู 'พี่พยาบาล' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 19 พ.ย. 2567 ]

23 พ.ย. 2024

          ขนลุกกับเรื่องราวสุดหลอนในโรงพยาบาล โดย ‘คุณแชมพู’ ที่ได้นำเรื่อง ‘พี่พยาบาล’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 พฤศจิกายน 2567)  ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกซู่! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปอ่านกันเลย!

          ‘คุณแชมพู’ ได้เล่าว่าตนเป็นพนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ซึ่งในตึกที่คุณแชมพูทำงานอยู่มีการก่อสร้าง ทำให้ต้องใช้ทางออกทางเดียว และอาชีพนี้ก็ทำให้คุณแชมพูต้องกลับบ้านช่วงเย็น - ค่ำทุกวัน ต้องผ่านจุด ๆ นี้ตลอด โดยส่วนตัวคุณแชมพูเป็นคนที่กลัวผีมาก แต่ใจสู้ คิดว่าคงไม่มีอะไร จึงใช้ชีวิตตามปกติต่อไป

          อยู่มาวันหนึ่ง คุณแชมพูมีโอกาสได้เจอกับ ‘พี่พยาบาล’ คนหนึ่งที่อายุประมาณ 50 ปี ทุกครั้งที่เจอ ก็จะสวัสดีทักทายตลอด ซึ่งครั้งสองครั้งแรกที่สวัสดี พี่พยาบาลคนนั้นไม่เห็นคุณแชมพู และไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา จนคุณแชมพูเริ่มเอะใจว่า ‘เขาจะไม่เห็นเราจริง ๆ หรอ?’ ด้วยความที่ทางเดินไม่ได้กว้างมากนัก ออกไปทางแคบด้วยซ้ำ แถมพื้นที่ตรงนั้นมีแค่พวกเขาสองคน โอกาสที่พี่พยาบาลคนนั้นจะไม่เห็นคุณแชมพูมีน้อย เพราะมันใกล้กันมาก แต่คุณแชมพูก็ไม่ได้ติดใจอะไร

          จนมาครั้งที่สาม - ครั้งที่สี่ คุณแชมพูก็เจออีก ในช่วงเวลาเดิมประมาณ 6 โมงครึ่ง เป็นช่วงที่ฟ้าจะมืดก็ไม่มืด จะสว่างก็ไม่สว่าง ตะวันโพล้เพล้ เมื่อเดินไปเจอพี่พยาบาล ก็หันไปสวัสดี แต่พี่พยาบาลไม่หันมอง จนคุณแชมพูคิดว่าตนนั้นไปทำผิดอะไรมาหรือเปล่า อาจทำให้เขาไม่พอใจ และไม่อยากคุยกับตน แต่สายตาของพี่พยาบาลคนนี้ที่คุณแชมพูเห็น เป็นสายตาที่ว่างเปล่า เหมือนมองไม่เห็นอะไรที่อยู่รอบตัวเลย ซึ่งในครั้งสองครั้งแรกคุณแชมพูก็ยังไม่ทันได้สังเกต แต่พอหลายครั้งเริ่มรู้สึกว่าแปลก ๆ พี่พยาบาลคนนั้น ไม่ได้มีสีหน้าตึงเครียด แต่เป็นสีหน้าที่เรียบเฉย ขาวซีด สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ได้มีการหันกลับมามองตัวคุณแชมพูเลย

          ตอนนั้นเอง คุณแชมพูเริ่มเอะใจขำ ๆ ว่า ‘ใช่คนหรือเปล่านะ’ แต่ก็คิดว่าไม่ใช่ จึงได้ไปปรึกษากับพี่ในห้องที่ทำงานมานานแล้ว คุณแชมพูเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เจอ และพูดทิ้งท้ายตลก ๆ ว่า ‘เขาจะใช่คนหรือเปล่านะ’ พี่คนนั้นก็ได้เงียบไป และให้คุณแชมพูบอกถึงรูปพรรณสัณฐานของพี่พยาบาลคนนี้แทน คุณแชมพูได้ตอบไปว่า

          “เป็นพี่พยาบาลผมสั้นแบบลอนประบ่า ส่วนสูงกลาง ๆ ส่วนสูงประมาณนี้ สีผิวประมาณนี้ ใส่เสื้อพยาบาลที่ค่อนข้างขาวไปทางสีขาวซีด”

          พี่ในห้องคนนั้นก็ถามเพิ่มเติม และก็ได้เงียบไป ตอบกลับแค่ว่า

          “ไม่มีอะไรหรอก คิดมากไป ลองไปทำบุญดูจะได้สบายใจ”

          คุณแชมพูเล่าต่อว่า มีหลายเหตุการณ์ที่พอมีคนรู้ว่าคุณแชมพูเจอแบบนี้ เขาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘คิดมาก ไม่มีอะไรหรอก’ แต่คุณแชมพูรู้สึกว่าเหมือนพวกเขาจะรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่อยากบอกให้คุณแชมพูรู้ เพราะกลัวคุณแชมพูจะคิดมากและรู้สึกกลัว

          จนอยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนสนิทที่อยู่แถวบ้านคุณแชมพู ซึ่งแม่ของเพื่อนคนนี้เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกัน โดยที่เพื่อนสนิท ก็ให้คุณแชมพูได้พูดคุยสอบถามกับแม่ของเขา ด้วยความที่รูปพรรณสัณฐานไม่ได้สังเกตยากมาก แม่ของเพื่อนก็เลยหยิบรูปมาให้คุณแชมพูดูและถามว่า

          “ใช่คนนี้หรือเปล่า”

          พอคุณแชมพูเห็นรูป ‘มันใช่เลย คือมันใช่!’ นี่คือสิ่งที่คุณแชมพูคิดเป็นอย่างแรกหลังจากที่เห็นรูป และสิ่งที่รู้ต่อมาคือ ‘เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว’ เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ พอคุณแชมพูได้ยินก็ขนลุกซู่ และคิดในใจว่า ‘คงไม่ใช่หรอก หรืออาจจะหน้าคล้าย’

          นอกจากนี้ เมื่อสอบถามคนอื่น ๆ ก็ได้ความว่าบุคลากรที่เข้ามาใหม่ก็มักจะเห็นแบบเดียวกัน ส่วนคนเก่า ๆ ก็ชินแล้ว เหมือนจิตของพี่พยาบาลคนนั้นยังอยากทำงานอยู่ และยังผูกพันกับที่ที่เขาเคยอยู่

          และหลังจากที่คุณแชมพูได้รู้ความจริงก็ไม่เคยเจอพี่พยาบาลคนนั้นอีกเลย...

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณอ้อยใจ ’คืนก่อนวันเเสดง‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

23 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณอ้อยใจ ’คืนก่อนวันเเสดง‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

เมื่อต้องขอยืมสถานที่จากทางมหาลัยเพื่อซ้อมทำกิจกรรม แต่อาจจะไม่ได้จุดธูปขอเจ้าของที่จริงๆ จนทำให้เจ้าของที่ต้องมาแสดงตัวให้เห็น! เรื่องราวนี้ ’อ้อยใจ’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘คืนก่อนวันแสดง’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! อ้อยใจเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปี 2 ที่มีกิจกรรมรับน้องมหาลัย ซึ่งจะให้แต่ละคณะมาแข่งกัน โดยให้เหล่าตัวแม่แต่ละคณะคิดโชว์เพื่อมาแข่งกัน แต่คณะของอ้อยใจมีเวลาซ้อมกัน 2 วัน จึงตกลงกันว่าจะไปซ้อมที่ตึกคณะ ซึ่งตึกคณะเป็นตึกแฝดคู่กัน ตรงกลางจะเป็นที่โล่ง และที่สำคัญ ตึกนี้จะมีข้อห้ามว่าห้ามอยู่ถึงตอนกลางคืน.. ย้อนกลับมาวันที่ซ้อม ทุกคนนัดกันตอน 6 โมงเย็น ซ้อมจนถึง 2 ทุ่ม ตอนนั้นสายตาของอ้อยใจเหลือบขึ้นไปทางฝั่งขวาของตึกคณะ ซึ่งชั้น 2 ตึกนั้นจะเป็นห้องเก็บหุ่นและห้องเก็บโครงกระดูกเป็นงานประติมากรรมของรุ่นพี่ และสิ่งที่อ้อยใจเห็นคือ เหมือนมีคนยืมมองซ้อมเต้นอยู่.. ในใจก็คิดว่าอาจจะเป็นหุ่น แต่คนที่มองอยู่เขาเดินไปและก็เดินกลับ อ้อยใจพยายามไม่คิดอะไร และกลับไปตั้งใจซ้อมการแสดงต่อ หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็พักกินข้าว ตอนนั้นอ้อยใจก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเพื่อน และระหว่างที่พัก ก็มีเพื่อนพูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวเราจะย้ายตึกซ้อมกันนะ เพราะยุงเยอะ” จากนั้น ทุกคนก็ย้ายตึกซ้อมไปที่ตึกเรียนอีกตึก พอถึงตรงนั้นสิ่งเเรกที่อ้อยใจรู้สึกคือ มีลมพัดปึ้งเข้ามาที่หน้า! อ้อยใจจึงหันไปมองเพื่อนอีกคนที่มีเซนส์ ชื่อว่า ‘ยัยเมาท์’ (นามสมมติ) หลังจากหันไปมองหน้า ยัยเมาท์ก็หันมาพยักหน้าให้อ้อยใจเหมือนจะรู้กันว่ามีอะไรบางอย่าง แต่ทั้งสองก็ยังไม่ได้บอกเพื่อน ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีเหล่าตัวแม่ทั้งหมด 30 กว่าชีวิต ทุกคนโดนลมปะทะหน้ากันหมด แต่ก็คิดว่าเป็นลมธรรมชาติ เย็นสบาย จากนั้นก็ซ้อมกันต่อ ระหว่างนั้นอ้อยใจและยัยเมาท์ก็ถือกระเป๋ามาวางไว้ที่โต๊ะใต้ตึก อยู่ ๆ ยัยเมาท์ก็หันมาทางอ้อยใจแล้วก็นิ่ง พอถามก็ไม่ตอบ จากนั้นก็หันไปทางข้างหลังตึกแล้วก็นิ่งอีก และหันมาทางอ้อยใจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มองที่อ้อนใจแล้ว แต่มองผ่านอ้อยใจไป ซึ่งข้างหลังไม่มีอะไรนอกจากร้านถ่ายเอกสาร ตอนนั้นอ้อยใจจึงเอะใจว่าทำไมยัยเมาท์นิ่ง และน้ำตาคลอ แต่เพื่อนก็ไม่เล่าอะไร และบอกว่า “มันไม่มีอะไรหรอก” แล้วก็ซ้อมกันปกติ จนเวลาประมาณตี 3 ระหว่างที่ซ้อมถึงเพลงท่อนที่อ้อยใจต้องเต้น อยู่ ๆ เพลงก็ดับ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะบางทีแบตเตอรี่ของลำโพงอาจจะหมด มารอบสอง เปิดเพลงเดิม ท่อนเดิม เพลงก็ดับอีก ครั้งนี้ก็เอะใจ แต่ก็ซ้อมกันต่อจนมารอบที่ 3 รอบสุดท้าย เพลงก็ยังดับท่อนเดิมที่อ้อยใจต้องเต้น คราวนี้ รุ่นพี่ปี 3 ก็เรียกน้องทุกคน 30 ชีวิตมารวมตัว แล้วยัยเมาท์ก็เฉลยว่า.. ตอนที่หันไปที่ตึกแล้วหยุดนิ่ง คือเห็นผีหลายตน ยืนล้อมเรียงกัน ไม่ใช่แค่สิบ แต่เป็นร้อยตน ส่วนตอนที่หันมาหาอ้อยใจแล้วนิ่งก็เห็นอีกประมาณ 30-40 ตน ตรงร้านถ่ายเอกสารและยืนดูพวกเราอยู่ เท่านั้นยังไม่พอ ยัยเมาท์ยังเล่าต่อว่า ทุกคครั้งที่หันไปมองและหันกลับมา พวกผีทุกตนจะเดินเข้ามาทีละก้าวเสมอ จนสุดท้ายก็ไม่หันอีก เพราะอยู่ขอบตึกแล้ว ถ้าหันไปคงจะมาถึงแน่ ๆ หลังจากได้ยินที่ยัยเมาท์เล่า รุ่นพี่ปี3 ก็เริ่มนำสวด โดยเอาบทสวดจากทางอินเตอร์เน็ต ทุกคนก็สวดแล้วหลับตา ปกติแล้วถ้าหลับตาเราจะยังเห็นแสงวูบวาบของหน้าจอมือถือได้ สิ่งที่อ้อยใจสัมผัสได้คือ เหมือนมีคนเดินผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา จึงรีบสวดมนต์ ขอขมา จนสุดท้ายก็หายไปหมด จึงคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว และซ้อมกันต่อจนถึง 6 โมงเช้า และไปเรียนตามปกติ มาถึงวันที่ต้องแสดงในโรงยิม วันนี้ดูเหมือนคนดูเยอะมากกว่าปกติ และเสียงก็ดังกระหึ่มมากกว่าที่ควรจะเป็น อยู่ ๆ อ้อยใจที่กำลังเต้นอยู่ พอลืมตาขึ้นไปก็เห็นเป็นเงาคนเยอะมากจนนับไม่ได้ เป็นเงานับ ร้อยกว่าตนลุกขึ้นยืนและส่งเสียงดังมากล้อมรอบพวกเราอยู่ และสุดท้ายก็เต้นจนจบ พอย้อนคิดกลับไปก็คิดออกว่าสิ่งที่ทำผิดพลาดไปในตอนนั้น คือ ที่มหาวิทยาลัยของคุณอ้อยใจมีความเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใหญ่หรือเล็ก ก็ควรที่จะจุดธูปไหว้ทุกครั้ง แล้ววันนั้นทุกคนไม่มีใครจุดธูปไหว้กันเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณนัท ‘โรงพยาบาลหลอน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

10 ส.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณนัท ‘โรงพยาบาลหลอน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

‘คุณนัท กู้ภัย’ ได้มาเล่าประสบการณ์สุดสยองที่พบเจอกับตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในคืนนั้นเขาได้พักรักษาอาการป่วย แต่กลับได้ยินเสียงหลอนหูที่จะจำไปตลอดชีวิต รวมถึงเงาดำทมิฬแต่ดวงตากลับสีขาวโพลนอยู่เต็มทางเดิน! เรื่องราวจะจบลงอย่างไร สามารถติดตามไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x’ (5 สิงหาคม 2568) คุณคงจินตนาการไม่ออกแน่ว่า หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จะเอาตัวรอดอย่างไร! คุณนัทได้เล่าว่า เหตุการณ์นี้ย้อนเวลาไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือตำรวจ เมื่อตื่นขึ้นมาหลังจากหมดสติไป ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว จากนั้นก็มีพยาบาลเข้ามาตรวจสุขภาพ วัดความดัน และเธอก็ออกไป กระทั่งประมาณสี่ทุ่ม พยาบาลก็เข้ามาเช็คน้ำเกลือ และตรวจดูว่าแผลเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ออกไปอีก เวลาผ่านเลยไปจนตีสาม คุณนัทรู้สึกได้ว่าบรรยากาศในห้องอึมครึมกว่าปกติ และอบอ้าวขึ้นจนรู้สึกได้อย่างชัดเจน ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกำลังเดินเข้ามาที่ห้อง เสียงนั้นไม่ได้ดังเหมือนคนที่เดินปกติ แต่ราวกับว่ากำลังลากขามา.. เสียงลากขาดัง ‘ครืดดด ครืดดด’ สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของคุณนัท หยุดไปไม่ได้นาน เสียง ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ ก็ดังขึ้น! ขณะนั้นสภาพร่างกายของคุณนัทยังไม่เต็มร้อย มีอาการอ่อนเพลียและลืมตาได้ไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่คุณนัทเห็นคือวิญญาณพยาบาลหญิงที่ไม่มีหัว เธอกำลังเข็นรถอุปกรณ์เข้ามาหา เข็นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดที่ข้างเตียงของเขา! เธอทำทุกอย่างเหมือนที่พยาบาลคนอื่นทำ แต่คุณนัทก็แน่ใจแล้วว่า พยาบาลหญิงคนนี้คงไม่ใช่คนเขาจึงเลือกเบือนหน้าหนีไปทางซ้าย แล้วเขาก็พบว่าศีรษะของเธอได้วางอยู่ที่ข้าง ๆ เตียง! คุณนัทตกใจมากรีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเธอก็เอื้อมมือเข้ามาจับพร้อมกับพูดว่า “คนไข้จะทำอะไร ยังไม่หายดีเลยนะ” แต่คุณนัทก็ไม่รอช้าที่จะกระชากสายน้ำเกลือ แล้วรีบวิ่งออกไปทันที! แต่หลังจากที่วิ่งออกไปก็พบว่าไฟทางเดินทั้งชั้นนั้นมืดสนิท ไม่มีแสงสว่างใด ๆ เขาตัดสินใจวิ่งไปตามทางเดินด้วยความกลัว แต่เมื่อวิ่งไปสักพัก ก็เจอกับที่นั่งต่าง ๆ ที่มีไว้ให้ผู้ป่วยนั่ง คุณนัทได้สะดุดกับอะไรบางอย่างเป็นร่างสีดำ ซึ่งก็คือวิญญาณที่อยู่ตรงเก้าอี้ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่าหากตรงนั้นมีเก้าอี้ 50 ตัว ก็คงเต็มทั้ง 50 ที่นั่ง นั่งเป็นร่างสีดำทมิฬเต็มทางเดิน! และเหมือนวิญญาณจะรู้ว่าคุณนัทมองเห็น วิญญาณจึงหันมามองด้วยนัยน์ตาสีขาว ไม่มีลูกตาสีดำ หลังจากนั้นภาพของคุณนัทได้ตัดไป พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ได้รู้ว่าทั้งหมดมันคือความฝัน แต่เป็นความฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน เขาตื่นมาด้วยหวั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นอีก จึงแหงนหน้ามองนาฬิกา อีกแค่ห้านาทีก็จะถึงเวลาตีสามเหมือนกับในความฝันที่ได้ฝันไปก่อนหน้านี้ กระทั่งเวลา 02.59 น. เสียงฝีเท้าสุดสยองนั้นก็ดังขึ้นเหมือนกับในฝัน! เสียงนั้นเดินลากเท้าช้า ๆ มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพัก จากนั้นก็มีเสียงเคาะ ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ และเมื่อประตูเปิดออกมา วิญญาณผีพยาบาลหัวขาดก็เข็นรถอุปกรณ์ที่มีหัวอยู่บนนั้นมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง! คุณนัทรีบกระชากสายน้ำเกลือออก เธอคว้ามือเขาเอาไว้และพูดว่า “คนไข้จะทำอะไร ยังไม่หายดีเลยนะ” แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ แล้วรีบกระชากตัวออกเพื่อวิ่งหนีทันที! ทางเดินยังคงมืดสนิท แต่เมื่อวิ่งออกมาแล้วก็ไม่สามารถตัดสินใจย้อนกลับได้ คุณนัทเห็นว่าที่แผนกต้อนรับมีวิญญาณพยาบาลยืนอยู่เต็มทางเดิน ทั้งหมดตัวสีดำสนิทแต่มีดวงตาขาวโพลน วิญญาณคงสัมผัสได้ถึงคุณนัทจึงหันมามองพร้อมกัน รอบนี้คุณนัทรู้ตัวว่านี่คือความจริง! เขามีทางเลือกแค่สองทางให้กับตนเอง หนึ่งคือลงบันได สองคือลงลิฟต์ นาทีที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ประตูลิฟต์ก็เปิดส่งเสียงดังขึ้นมา ‘ติ๊ง’ นั่นทำให้คุณนัทตัดสินใจไดว่าจะไปทางบันได เพราะในลิฟต์อัดแน่นไปด้วยผีพยาบาลและคนไข้ คุณนัทรีบวิ่งลงจากบันไดชั้นสี่มาที่ชั้นสาม ทั้งชั้นก็ยังคงปิดไฟมืดสนิท ผ่านจากชั้นสามกำลังจะถึงชั้นสอง ฝีเท้าก็ต้องหยุดชะงักลง เพราะตรงบันไดมีวิญญาณพยาบาล เธอกำลังประคองคนไข้ คุณนัทเลือกที่จะไม่สนใจและวิ่งฝ่าร่างเหล่านั้นไป แม้ในใจจะกลัวมากก็ตาม เมื่อถึงชั้นสอง ไฟที่ชั้นสองสว่างทั้งชั้น มีผู้คนเดินไปเดินมาเต็มไปหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่ คุณนัทรู้ว่านี่เป็นคนแน่ ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเห็นว่าคุณนัทลงมาจากบันได ก็ตะโกนขึ้นมาว่า “คนไข้ ขึ้นไปได้ยังไง!” คุณนัทจึงตอบว่า “ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ พอฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่ชั้นสี่แล้ว” พยาบาลจึงบอกว่า “เป็นไปไม่ได้นะคะ ไม่เชื่อคนไข้ก็ลองมองป้ายตรงบันไดดู ชั้นสามและชั้นสี่ ไม่เปิดให้บริการนะคะ” คุณนัททำอะไรไม่ถูกได้แต่สอบถามว่า “มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงขึ้นไปนอนที่ชั้นสี่ได้” และก็ได้ทราบคำตอบว่า ตนไม่ใช่คนแรกที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนที่โดนไม่ต่างกัน ต่างกันตรงที่เป็นชั้นสามเท่านั้นเอง และเนื่องจากโรงพยาบาลแห่งนี้เตรียมที่จะย้าย ชั้นสามและชั้นสี่ จึงขนอุปกรณ์และบุคลากรออกไปหมด สุดท้ายคุณนัทก็ไม่ได้พักรักษาตัวที่นี่ต่อ แต่ก็ยังคงได้ยินเรื่องเล่าที่ไม่ต่างจากสิ่งที่เขาเจอเรื่อย ๆ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แม้แต่ตัวคุณนัทเอง..เขียน: อภิธิดา ดุรงค์พันธุ์เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

บ้างานจนมีป่วยหนัก รู้สึกเหมือนจะตายแล้วก็วูบไป!

16 มี.ค. 2024

บ้างานจนมีป่วยหนัก รู้สึกเหมือนจะตายแล้วก็วูบไป!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘อ.บาส 7th Sense’ ที่ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตหลังความตายที่้เกิดขึ้นกับตัวเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย อ.บาส ได้เล่าย้อนไปเมื่อช่วงที่ตนอายุประมาณหนึ่งขวบกว่า ตอนนั้นคุณย่าเสีย ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่มีเวลาดูแล จึงพาไปฝากไว้สถานรับเลี้ยงเด็ก เนื่องจากนมที่นั่นอาจจะไม่สะอาด หลังจากที่พ่อแม่กลับมาจากงานศพย่า เห็นว่าลูกเงียบไปรวมทั้งมีอาการช็อกจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ระหว่างทางแม่ก็สันนิษฐานว่าน่าจะไม่อยู่แล้ว พอถึงโรงพยาบาลหมอก็ได้ทำการเอาน้ำเกลือเจาะเข้าที่หัวและเท้า ผ่านไปสักพัก หัวใจก็กลับมาเต้นปกติ อ.บาส ได้เล่าอีกว่า ตั้งแต่เด็ก ๆ ตนชอบทำบุญ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นคนโกรธง่าย พอมีปัญหาก็จะชอบทำสมาธิ พอช่วงอายุประมาณ 25 ปี เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน เริ่มทำงานเกี่ยวกับ IT ในบริษัทแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงกำลังสร้างตัว ตนจึงทำงานหักโหมมากตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ทำให้ อ.บาส ห่างหายไปจากการทำบุญ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใช้ชีวิตหนักมาก วันหนึ่ง ตนรู้สึกว่าไม่มีเอเนอร์จีและเจ็บที่หน้าอก แต่ก็ยังไปทำงานใช้ชีวิตปกติ ผ่านไปหลายวันก็รู้สึกว่ามันเจ็บมากขึ้น มีไข้และเริ่มไปทำงานไม่ไหว จึงไปหาหมอแต่ก็ตรวจไม่เจออะไร หมอบอกแค่ว่าพักผ่อนน้อย หลายวันผ่านไป อ.บาส รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวและมีไข้สูงประมาณ 39-40 องศา จะเรียกรถพยาบาลแต่ก็ไม่มีแรงแม้กระทั่งลืมตา และเริ่มคิดว่า “คนจะตายความรู้สึกเป็นแบบนี้หรอ” หลังจากนั้นก็รู้สึกเหมือนลูกตามันกลับเข้าไปแล้วมันก็มืดไปหมดและรู้สึกว่า ตนยืนอยู่ข้างเตียงและเห็นตัวเองกำลังนอนอยู่ก็ตกใจ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จึงเริ่มเข้าใกล้ตัวเองที่นอนอยู่ แต่ก็ไปไม่ได้และคิดว่าจะทำอย่างไรให้พ่อกับแม่รู้ ผ่านไปสักพัก ก็มีอาการเจ็บปอดขึ้นมาและรู้สึกว่าตนเองถูกดูดไป เห็นบ้านพ่อกับแม่ และเห็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนทำ หลังจากนั้น ก็รู้สึกว่าเจ็บปอดและก็โดนดูดมาที่บ้านเกิดในจ.อยุธยา ตรงสวนมะม่วงและได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้ หลังจากนั้น หน้าของผู้ชายคนนี้ก็เปลี่ยนจากหน้าผู้ชายกลายเป็นหมาแต่ร่างกายยังเป็นคนปกติ อ.บาสจำแววตาได้ว่านี่คือ ดำ หมาที่ตนเคยเลี้ยงสมัยประถม ดำเป็นหมาที่ตนรักมาก แต่ดำโดนยิงตายเพราะไปกัดคนอื่น หลังจากที่อ.บาสรู้ว่านี่คือดำ ในใจก็คิดว่า “ตกลงเราตายหรือยัง” หลังจากสิ้นสุดความคิดก็ได้ยินเสียงออกมาจากผู้ชายคนนั้นว่า “ให้แรงบุญ แรงกรรมพาไป และมีอะไรให้ พุท โธ ไว้นะ” หลังจากนั้นก็เกิดอาการเจ็บปอดและถูกดูดมาอีกที่หนึ่ง ที่นี่มืดมีแสงเพียงเล็กน้อยและร้อนเหมือนอยู่ในเตา สิ่งที่เห็นคือเหมือนเป็นกรงไม้ไผ่สูงยาวเป็นแถว ส่วนชั้นล่างเป็นเหมือนริมน้ำ มีคนและสัตว์อยู่ข้างในเหมือนกำลังเอาตัวรอด หลังจากนั้น อ.บาสได้เห็นห้องหนึ่ง ตนจึงคิดกับตัวเองในใจว่า “เราต้องไปอยู่ในห้องนั้นแน่เลย” แต่ก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ และอยู่ ๆ ก็มีภาพย้อนเข้ามาในหัวว่า ตอนที่อ.บาสอยู่บ้านหลังเก่าได้เจอกับลูกเจี๊ยบตัวหนึ่ง ตนนั้นจับมันขึ้นมาแล้วบีบ แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันตายหรือเปล่าจึงโยนลงไปในบ่อน้ำ นั่นทำให้คิดได้ว่าคงต้องอยู่ที่นี่เพื่อรับกรรม และก็นึกขึ้นมาได้ว่า ดำ เคยบอกไว้ว่า “มีอะไรให้ พุธ โธ” จึงท่อง พุธ โธ หลังจากพูดได้ 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกถูกดูดไปอีกที่ ที่นี่เป็นที่ที่สว่างมาก เป็นสนามหญ้ายาว ด้านข้างของสนามหญ้ามีโต๊ะอาหารยาว แต่ละโต๊ะมีทั้งคนแก่และเด็กยิ้มแย้มแจ่มใส อ.บาสมีความรู้สึกว่า “อยากอยู่ที่นี่จังเลย อาหารน่ากิน” จึงเดินเข้าไปหาคุณยาย คุณยายได้บอกว่า “กินสิ กินแล้วก็อยู่ที่นี่เลย ที่นี่สบาย” หลังจากนั้นก็รู้สึกอบอุ่นและได้หยิบอาหารขึ้นมา แต่พอคิดไปคิดมาก็ไม่อยากกิน รู้สึกหิวน้ำมากกว่า หลังจากนั้นจิตของ อ.บาส ก็ถูกดูดไปอีกที่ ที่นี่มีพราหมณ์ มีกระดานชนวนและมีคนนั่งเรียนเหมือนในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ หลังจากนั้นพราหมณ์คนหนึ่งก็หันมาหา อ.บาส และเอาเงินให้ 600 บาท แล้วก็เขียนเบอร์โทรศัพท์ใส่ในกระดานชนวน เขาบอกว่า “จำไว้ เอาเงินไปใช้แล้วก็กลับไปก่อนยังไม่ถึงเวลา” หลังจากนั้นไม่นาน อ.บาส บอกว่าถูกดูดกลับมา เจ็บหน้าอกเหมือนเดิมแล้วลืมตาขึ้นมาและรู้สึกว่ามีแรงขึ้น จึงลองโทรไปเบอร์ที่พราหมณ์เขียนไว้ให้ พอปลายสายรับ อ.บาส ก็ได้ถามว่า “ที่นั่นที่ไหน” ปลายสายตอบว่า “โรงพยาบาล…ค่ะ” “ช่วยส่งรถมารับหน่อยครับ ผมไม่ไหวแล้ว ผมหายใจไม่ออก” อ.บาสรีบบอก “ทำใจดี ๆ ไว้นะคะ… ขอแจ้งนิดนึงนะคะ ที่นี่ถ้าจะส่งรถพยาบาลไปรับคนต้องมีค่าบริการนะคะ” ปลายสายรีบบอกเงื่อนไข “เท่าไหร่ครับว่ามาเลย” “600 บาท ค่ะ” ทันทีปลายสายบอกราคา อ.บาสก็นึกขึ้นมาได้ว่าพราหมณ์คนนั้นให้เงินมาด้วย 600 บาท จึงลองเปิดดูในกระเป๋าสตางค์ปรากฏว่ามีเงินอยู่ในนั้น 600 บาท เป็นแบงก์ร้อยทั้งหมด อ.บาสบอกว่าอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้เพราะตนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในกระเป๋านั้นมีเงินอยู่แล้วหรือไม่ หลังจากนั้นรถโรงพยาบาลก็มารับที่หอพัก หลังจากนั้น อ.บาส นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 9 วัน เพราะหมอบอกว่าปอดติดเชื้อ ช่วงที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลก็มีความรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่ ร่างกายค่อย ๆ ดีขึ้น หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็กลับมาดูดวงเพราะอยากรวย หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยป่วยโรคร้ายอะไรอีกเลย อ.บาสเองบอกว่าตอนที่วูบไปรู้สึกว่านานมากเหมือนเป็นวัน แต่จริง ๆ แล้วมันแค่ครู่เดียว มันอาจจะแค่ฝันไปก็ได้ แต่มันก็มีเหตุผลของมัน..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก อาโป - เจษ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

20 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจาก อาโป - เจษ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

2 เรื่องหลอนจาก อาโป และ เจษ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ราคี THE STAIN’ ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความหลอน ชวนขนหัวลุก กับเรื่องราวลี้ลับในกองถ่าย ที่เด็กหญิงปริศนาปรากฏมาให้เห็น และการยืนขวางทางของใครบางคน ที่อาจจะไม่ใช่คน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ’ (10 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากอาโป ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และเรื่องเล่าจากเจษ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ เริ่มจาก ‘อาโป’ เล่าว่า เรื่องราวของ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง เป็นเรื่องของลูกค้าคนหนึ่ง ที่ได้เข้ามาในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เพื่อดูสถานที่สำหรับการทำงาน ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่เหมือนจะร้าง และเต็มไปด้วยบรรยากาศชวนขนลุก ขณะที่ลูกค้าอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทุกอย่างปกติ เหมือนไม่มีเรื่องราวน่ากลัวอะไร แต่เมื่อเขาได้กลับไปที่บ้าน ลูกค้าฝันว่า ตนเองได้ขึ้นไปบนชั้นสองของอพาร์ทเม้นท์ ทั้งที่เขาไม่เคยขึ้นไปบนชั้นสองเลย และในฝัน เขาได้เดินเข้าไปในลิฟต์ ในนั้นจะมีกระจกอยู่บานหนึ่ง เขาก็ยืนหันหน้าให้กับกระจกบานนั้น เมื่อประตูลิฟต์ได้เปิดออกมา ขณะที่เขามองตัวเองผ่านกระจกอยู่ สายตาก็ได้กวาดไปเห็นเด็กผู้หญิงกระโปรงแดงคนหนึ่ง ยืนอยู่ด้านหลังของตนเอง สะท้อนผ่านเงากระจก จึงทำให้เขาตกใจกับภาพตรงหน้าที่มองเห็น วันต่อมาลูกค้าคนนี้ได้กลับมาที่อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้อีกครั้ง พร้อมกับซื้อของเซ่นไหว้ติดตัวมาเพื่อที่จะมาไหว้สิ่งลี้ลับที่เจอในฝันนั่นคือ เด็กหญิงกระโปรงแดงปริศนา ที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นเป็นใคร เมื่อได้จัดการเตรียมวางของเซ่นไหว้เสร็จสิ้น ของที่วางอยู่นั้นกลับตกลงมาโดยที่ไม่มีสาเหตุ… มาต่อกันที่เรื่องเล่าจาก ‘เจษ’ มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ ก่อนหน้าที่จะมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องราคี พี่ปอนด์ หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ไปคุยกับทีมทำหนังผีของประเทศอินโด และได้มีการบอกเคล็ดลับในการถ่ายทำหนังผี ให้ออกมาดีที่สุด เราจะต้องขอให้ผีมาช่วยเรา และต้องทำพิธีบวงสรวง หรือพิธีกรรมเลี้ยงข้าวผี โดยมีการนำกระทงมาวางเรียงกันนับร้อย เรียกว่า สะตวง (สะตวง หมายถึง กระบะที่ทำจากกาบกล้วย ใช้สำหรับใส่เครื่องเซ่นไหว้ ตามความเชื่อของชาวล้านนา) ซึ่งในพิธีกรรมเลี้ยงข้าวผี จะมีพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีให้ในวันนั้นเมื่อผมมาถึงสถานที่ถ่ายทำ ด้วยความง่วง ผมจึงไปยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง เพื่อรอให้ทุกคนจัดของทำพิธีให้เสร็จ ในอพาร์ทเม้นท์ที่ทำพิธี เป็นสถานที่ที่เกือบจะร้าง บางห้องก็จะไม่มีประตู จะเป็นทางเดินตรงเข้าไปเลย ซึ่งในกองถ่าย ห้องนั้นจะถูกใช้เป็นห้องสำหรับแต่งตัวผมก็เดินออกจากที่ตรงนั้น เพื่อเข้าไปไหว้ทำพิธีร่วมกับคนอื่น ๆ แต่ผมเมื่อหันกลับไปมองตรงที่ที่ผมเคยยืนอยู่ มันเหมือนมีคนยืนอยู่ตรงนั้น และจ้องมาตรงที่พวกเราที่กำลังไหว้ทำพิธี คนที่ผมเห็น เขามีลักษณะเหมือนคนที่อาศัยอยู่ที่แห่งนี้ ไม่ใช่ทีมงานของเรา แต่ยืนอยู่สักพักเขาก็หายไป หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย จู่ ๆ มีพราหมณ์คนหนึ่งเรียกผมเข้าไปหา แล้วพูดกับผมว่า “อย่าไปยืนตรงนั้นอีก มันบังทางเขา” พราหมณ์ยังได้เล่าอีกว่า ในช่วงเวลาตี 5 ขณะที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านล่างอพาร์ทเม้นท์ ก็ได้เห็นผี 2 คน ยืนอยู่ด้านบนของอพาร์ทเม้นท์ และมีอีกคนหนึ่งเดินเข้าออกทางช่องประตูไปมา ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ผมยืนก่อนหน้านั้น นั่นแปลว่า ผมกำลังยืนขวางทางเขาอยู่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-