เรื่องเล่าจากคุณเเชมพู 'พี่พยาบาล' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 19 พ.ย. 2567 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเชมพู 'พี่พยาบาล' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 19 พ.ย. 2567 ]

23 พ.ย. 2024

          ขนลุกกับเรื่องราวสุดหลอนในโรงพยาบาล โดย ‘คุณแชมพู’ ที่ได้นำเรื่อง ‘พี่พยาบาล’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 พฤศจิกายน 2567)  ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกซู่! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปอ่านกันเลย!

          ‘คุณแชมพู’ ได้เล่าว่าตนเป็นพนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ซึ่งในตึกที่คุณแชมพูทำงานอยู่มีการก่อสร้าง ทำให้ต้องใช้ทางออกทางเดียว และอาชีพนี้ก็ทำให้คุณแชมพูต้องกลับบ้านช่วงเย็น - ค่ำทุกวัน ต้องผ่านจุด ๆ นี้ตลอด โดยส่วนตัวคุณแชมพูเป็นคนที่กลัวผีมาก แต่ใจสู้ คิดว่าคงไม่มีอะไร จึงใช้ชีวิตตามปกติต่อไป

          อยู่มาวันหนึ่ง คุณแชมพูมีโอกาสได้เจอกับ ‘พี่พยาบาล’ คนหนึ่งที่อายุประมาณ 50 ปี ทุกครั้งที่เจอ ก็จะสวัสดีทักทายตลอด ซึ่งครั้งสองครั้งแรกที่สวัสดี พี่พยาบาลคนนั้นไม่เห็นคุณแชมพู และไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา จนคุณแชมพูเริ่มเอะใจว่า ‘เขาจะไม่เห็นเราจริง ๆ หรอ?’ ด้วยความที่ทางเดินไม่ได้กว้างมากนัก ออกไปทางแคบด้วยซ้ำ แถมพื้นที่ตรงนั้นมีแค่พวกเขาสองคน โอกาสที่พี่พยาบาลคนนั้นจะไม่เห็นคุณแชมพูมีน้อย เพราะมันใกล้กันมาก แต่คุณแชมพูก็ไม่ได้ติดใจอะไร

          จนมาครั้งที่สาม - ครั้งที่สี่ คุณแชมพูก็เจออีก ในช่วงเวลาเดิมประมาณ 6 โมงครึ่ง เป็นช่วงที่ฟ้าจะมืดก็ไม่มืด จะสว่างก็ไม่สว่าง ตะวันโพล้เพล้ เมื่อเดินไปเจอพี่พยาบาล ก็หันไปสวัสดี แต่พี่พยาบาลไม่หันมอง จนคุณแชมพูคิดว่าตนนั้นไปทำผิดอะไรมาหรือเปล่า อาจทำให้เขาไม่พอใจ และไม่อยากคุยกับตน แต่สายตาของพี่พยาบาลคนนี้ที่คุณแชมพูเห็น เป็นสายตาที่ว่างเปล่า เหมือนมองไม่เห็นอะไรที่อยู่รอบตัวเลย ซึ่งในครั้งสองครั้งแรกคุณแชมพูก็ยังไม่ทันได้สังเกต แต่พอหลายครั้งเริ่มรู้สึกว่าแปลก ๆ พี่พยาบาลคนนั้น ไม่ได้มีสีหน้าตึงเครียด แต่เป็นสีหน้าที่เรียบเฉย ขาวซีด สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ได้มีการหันกลับมามองตัวคุณแชมพูเลย

          ตอนนั้นเอง คุณแชมพูเริ่มเอะใจขำ ๆ ว่า ‘ใช่คนหรือเปล่านะ’ แต่ก็คิดว่าไม่ใช่ จึงได้ไปปรึกษากับพี่ในห้องที่ทำงานมานานแล้ว คุณแชมพูเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เจอ และพูดทิ้งท้ายตลก ๆ ว่า ‘เขาจะใช่คนหรือเปล่านะ’ พี่คนนั้นก็ได้เงียบไป และให้คุณแชมพูบอกถึงรูปพรรณสัณฐานของพี่พยาบาลคนนี้แทน คุณแชมพูได้ตอบไปว่า

          “เป็นพี่พยาบาลผมสั้นแบบลอนประบ่า ส่วนสูงกลาง ๆ ส่วนสูงประมาณนี้ สีผิวประมาณนี้ ใส่เสื้อพยาบาลที่ค่อนข้างขาวไปทางสีขาวซีด”

          พี่ในห้องคนนั้นก็ถามเพิ่มเติม และก็ได้เงียบไป ตอบกลับแค่ว่า

          “ไม่มีอะไรหรอก คิดมากไป ลองไปทำบุญดูจะได้สบายใจ”

          คุณแชมพูเล่าต่อว่า มีหลายเหตุการณ์ที่พอมีคนรู้ว่าคุณแชมพูเจอแบบนี้ เขาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘คิดมาก ไม่มีอะไรหรอก’ แต่คุณแชมพูรู้สึกว่าเหมือนพวกเขาจะรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่อยากบอกให้คุณแชมพูรู้ เพราะกลัวคุณแชมพูจะคิดมากและรู้สึกกลัว

          จนอยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนสนิทที่อยู่แถวบ้านคุณแชมพู ซึ่งแม่ของเพื่อนคนนี้เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกัน โดยที่เพื่อนสนิท ก็ให้คุณแชมพูได้พูดคุยสอบถามกับแม่ของเขา ด้วยความที่รูปพรรณสัณฐานไม่ได้สังเกตยากมาก แม่ของเพื่อนก็เลยหยิบรูปมาให้คุณแชมพูดูและถามว่า

          “ใช่คนนี้หรือเปล่า”

          พอคุณแชมพูเห็นรูป ‘มันใช่เลย คือมันใช่!’ นี่คือสิ่งที่คุณแชมพูคิดเป็นอย่างแรกหลังจากที่เห็นรูป และสิ่งที่รู้ต่อมาคือ ‘เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว’ เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ พอคุณแชมพูได้ยินก็ขนลุกซู่ และคิดในใจว่า ‘คงไม่ใช่หรอก หรืออาจจะหน้าคล้าย’

          นอกจากนี้ เมื่อสอบถามคนอื่น ๆ ก็ได้ความว่าบุคลากรที่เข้ามาใหม่ก็มักจะเห็นแบบเดียวกัน ส่วนคนเก่า ๆ ก็ชินแล้ว เหมือนจิตของพี่พยาบาลคนนั้นยังอยากทำงานอยู่ และยังผูกพันกับที่ที่เขาเคยอยู่

          และหลังจากที่คุณแชมพูได้รู้ความจริงก็ไม่เคยเจอพี่พยาบาลคนนั้นอีกเลย...

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ดูดวงให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ เปิดไพ่มาพบว่ามีวิญญาณมาเกี่ยวข้อง แถมห้องนั้นก็น่าจะมีการนองเลือดเกิดขึ้น พอพูดจบ ประตูห้องนั้นก็ปิดลงดังปั้ง! จนลูกค้ากรี๊ดหนีเตลิดออกจากห้องและหายไปเป็นอาทิตย์ ก่อนจะทักกลับมาว่า “จริงด้วย ห้องนี้มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น!”

01 มิ.ย. 2023

ดูดวงให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ เปิดไพ่มาพบว่ามีวิญญาณมาเกี่ยวข้อง แถมห้องนั้นก็น่าจะมีการนองเลือดเกิดขึ้น พอพูดจบ ประตูห้องนั้นก็ปิดลงดังปั้ง! จนลูกค้ากรี๊ดหนีเตลิดออกจากห้องและหายไปเป็นอาทิตย์ ก่อนจะทักกลับมาว่า “จริงด้วย ห้องนี้มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น!”

รายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ ที่ผ่านมา (30 พฤษภาคม 2566) ได้มีสายจาก ‘คุณอ้อม’ โทรมาเล่าเรื่องหลอนให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จะหลอนแค่ไหนนั้น อ่านไปพร้อมกันเลย! คุณอ้อมเรียนดูดวงจนชำนาญพอสมควร จึงเปิดรับดูดวงให้กับคนทั่วไป เคสนี้เป็นของ ‘คุณกิ๊ฟ’ (นามสมมุติ) อาศัยอยู่ต่างประเทศ ทั้งคู่โทรดูดวงออนไลน์แบบไม่ได้เปิดกล้อง ระหว่างการดูดวงก็ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งคุณอ้อมเปิดได้ไพ่ใบหนึ่ง ซึ่งเป็นไพ่ที่สื่อได้ประมาณว่า “มีวิญญาณหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับเจ้ากรรมนายเวร” นอกจากนี้ คุณอ้อมเล่าเสริมว่าเวลาที่ดูดวงนั้น จะเชื่อมโยงจากวันเดือนปีเกิด, เลขบัตรประชาชน, เลขที่ห้อง, เลขที่บ้าน,ทะเบียนรถ หรือ เบอร์โทร ควบคู่กันไป จึงถามคุณกิ๊ฟไปว่า “เลขที่ห้องน้องอ่ะเท่าไหร่” คุณอ้อมจำไม่ได้ว่าเลขตัวแรกคืออะไรแต่ข้างหลังลงท้ายด้วยเจ็ดศูนย์ ซึ่งก็รู้ได้ทันทีว่าเลขเจ็ด คือดาวเสาร์ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับผีหรือวิญญาณ ยิ่งดูดวง ยิ่งเปิดไพ่ มันก็จะขึ้นแบบนี้มาซ้ำ ๆ คุณอ้อมจึงบอกคุณกิ๊ฟไปว่า “ไพ่มันบอกว่าเจ้าที่แรง ไปทำบุญหน่อยแล้วกัน” เพราะในความคิดคุณอ้อมคือไม่ว่าจะศาสนาหรือวัฒนธรรมไหน การทำบุญมันเป็นกุศลส่วนกลาง ขอแค่ให้เราตั้งใจและระลึกนึกถึงเขา เขาก็น่าจะได้รับ คุณกิ๊ฟก็ตอบกลับมาว่า “ต้องขนาดนั้นเลยหรอพี่” สักพักก็มีเสียงตะคอกดังเข้ามาในสาย! แต่คุณอ้อมฟังไม่รู้เรื่อง จนเสียงนั้นเริ่มตะเบ็งดังขึ้น! คุณอ้อมจึงถามคุณกิ๊ฟไปว่า “มีเสียงอะไรไหม” คุณกิ๊ฟก็ตอบว่า “ไม่มีนะ” แต่คุณอ้อมก็ยังได้ยินอยู่ตลอด จึงขอให้คุณกิ๊ฟเปิดกล้องวิดีโอคอลแบบเห็นหน้า ตอนแรกคุณกิ๊ฟก็ปฏิเสธเพราะภายในห้องนั้นค่อนข้างเก่า แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดกล้อง นั่นทำให้คุณอ้อมเห็นว่าภายในห้องมันดูเก่าจริง ๆ และมีข้าวของจากเจ้าของเดิมวางทิ้งไว้อยู่ จากนั้นคุณอ้อมก็ถามต่อว่า “แล้วอยู่ห้องนี้เป็นยังไงบ้าง” คุณกิ๊ฟก็ตอบว่า “ตอนที่มาอยู่แรก ๆ ไม่ค่อยได้อยู่ห้องตัวเอง ส่วนใหญ่จะไปอยู่กับแฟน พอแฟนไม่อยู่ห้อง ก็เลยต้องกลับมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์แล้ว แต่ทุกครั้งที่เวลาจะนอน ก็มักจะได้ยินเสียงลมหายใจอยู่ข้างหลังเสมอ หรือบางทีเวลาอยู่ในห้อง ก็จะรู้สึกว่ามีคนมอง แต่หันไปก็ไม่เจอใคร” แต่คุณกิ๊ฟไม่ได้คิดอะไรมาก คุณอ้อมได้ยินดังนั้นจึงพูดไปว่า “จริง ๆ แล้วห้องนี้มันมีอะไรไม่ดีนะ เพราะไพ่ที่กำลังเปิดเหมือนจะเกี่ยวข้องกับอะไรที่เป็นเลือดหรือการฆาตกรรม” สิ้นสุดคำพูดนี้ ประตูห้องที่อยู่ด้านหลังของคุณกิ๊ฟก็เปิดออกมาดังปั้ง!!! คุณกิ๊ฟตกใจกรี๊ดลั่นออกมา แล้วรีบวิ่งออกไปจากห้อง ซึ่งโทรศัพท์ก็ยังตั้งอยู่ และคุณอ้อมก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังเข้ามาในสายจนต้องรีบกดวาง! หลังจากเหตุการณ์นั้น คุณกิ๊ฟก็หายไป กระทั่งหนึ่งอาทิตย์ต่อมา คุณกิ๊ฟได้โทรมาเล่าให้คุณอ้อมฟังว่าหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้น คุณกิ๊ฟก็ออกจากห้อง จนเช้าของอีกวันถึงกลับมา ระหว่างวันก็นั่งอยู่ในห้องคนเดียว และรู้สึกว่ามีคนมาลูบที่เท้าหรือสัมผัสตัวอยู่ตลอดเวลา ต่อมาขณะที่กำลังเคลิ้ม ๆ จะหลับก็เห็นว่ามีผู้ชายแก่ ๆ ผอม ๆ กำลังเอื้อมมือมาแตะที่ตัวเขา ซึ่งพอลืมตาขึ้นมาก็ไม่เจอใคร จนมาถึงคืนหนึ่ง ขณะที่กำลังนอนหลับอยู่นั้น ก็เห็นว่าผู้ชายคนเดิมกระโดดขึ้นมาบนตัว จนสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมา พอมองไปข้าง ๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเหมือนมีคนนอนอยู่! เพราะมีร่องรอยของหมอนและเตียงที่ยุบลงไป ด้วยความกลัวและสับสนจึงตัดสินใจลุกขึ้นมานั่งที่โซฟาจนเผลอหลับไปอีกครั้ง พอตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีมีดปลายแหลมจากไหนไม่รู้มาวางทิ้งไว้อยู่บนเตียง! คุณกิ๊ฟงุนงงว่ามันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร จนผ่านไปอีกวันหนึ่งขณะที่กำลังจะออกไปทำงานก็ได้จัดเตียงและเจอว่ามีดเล่มเดิมวางอยู่ข้างใต้หมอน! ซึ่งคุณกิ๊ฟก็ยืนยันว่าไม่ได้มีเพื่อนหรือมีใครเข้ามาในห้องเลย คุณอ้อมได้ฟังดังนั้นจึงบอกไปว่า “ถ้าเป็นลักษณะแบบนี้ในบ้านเรา (ไทย) มันเหมือนกับว่าเค้ามาเตือน” คุณกิ๊ฟรู้ดังนั้นจึงพยายามหาห้องพักแห่งใหม่ แต่ระหว่างนั้นก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่น ขณะที่กำลังเข้าห้องน้ำอยู่ ก็พบว่ามีดเล่มเดิมที่เจอและเอาไปเก็บอยู่ตลอด วางอยู่ตรงอ่างล้างหน้า เป็นต้น เมื่อสืบสาวราวเรื่องประวัติห้องนั้น ก็พบว่าภายในห้อง มันเคยเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นจริง ๆ คุณกิ๊ฟเล่าว่า “คนเก่าที่เคยอาศัยอยู่ติดยา แล้วเกิดอาการคลั่ง เลยนำมีดมาปาดคอกันตาย” นี่คงเป็นสาเหตุที่คุณกิ๊ฟเจอมีดเล่มเดิมวางอยู่ตามที่ต่าง ๆ ภายในห้อง คุณอ้อมจึงได้บอกไปว่า “ดีแล้วที่ตัดสินใจย้ายออกมาก่อนที่จะเกิดเรื่องอะไรไม่ดีไปมากกว่านี้” และนี่ก็เป็นเรื่องหลอนที่คุณอ้อมได้พบเจอจากการดูดวง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

Retrospect ต้องไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัด แล้วได้เข้าพักโรงแรมที่เป็นเหมือนโรงพยาบาลเก่า!

21 ก.ย. 2023

Retrospect ต้องไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัด แล้วได้เข้าพักโรงแรมที่เป็นเหมือนโรงพยาบาลเก่า!

จะเป็นอย่างไรเมื่อ ‘Retrospect’ วงร็อกแนวหน้าของเมืองไทย เจอเรื่องหลอนที่ทำให้ทั้งวงนอนกันไม่ได้! ทั้งเสียงเคาะและเสียงกรี๊ดมากันให้ครบ เรื่องนี้ทำเอาแฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 กันยายน 2566) รวมทั้ง ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถึงขั้นอ้าปากค้าง! จะอึ้งตามกันขนาดไหน ตามไปอ่านกันเลย! ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับวง Retrospect โดยตรง ในวันนั้นทุกคนเข้าพักในโรงแรมแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครปฐม โดยปกติแล้ว โรงแรมธรรมดาที่ไม่ได้ใหญ่โตมากในสมัยนั้น ควรจะเป็นทางบันไดเดินขึ้นลงธรรมดาไม่ได้เอื้อต่อคนที่ต้องใช้รถเข็น แต่ที่โรงแรมแห่งนี้ มีทางเดินสำหรับคนใช้รถเข็นแทบทุกจุด ราวกับว่าก่อนจะเป็นโรงแรม ที่นี่อาจเป็นโรงพยาบาลหรือสถานที่ที่มีคนป่วยใช้รถเข็นอยู่มาก่อน วง Retrospect คิดได้เพียงเท่านั้น แต่ก็เข้าพักตามปกติ เมื่อเดินเข้าไปยังล็อบบี้ ทุกคนก็มองเห็นว่า มีเส้นทางเดินลงไปยังชั้นใต้ดิน แต่มีไม้อัดปิดกั้นไว้เต็มไปหมด และมีศาลตี่จู้เอี๊ยะตั้งอยู่ด้านหน้า ทุกคนยังไม่ได้คิดอะไรเช่นเดิม ต่างคนต่างแยกย้ายเก็บของ ไปทานข้าว เตรียมซาวด์เช็ค และเล่นคอนเสิร์ตตามปกติ เมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนหลังเล่นคอนเสิร์ตจบ ทุกคนก็กลับมายังโรงแรม และแยกย้ายอาบน้ำเตรียมตัวนอน โดยพี่บอมนอนพักร่วมกับเพื่อนชาวต่างชาติที่ชื่อว่า ‘เดวิด’ ลักษณะของห้องมีห้องน้ำ ถัดมาเป็นเตียง 2 เตียง ถัดไปเป็นระเบียง พี่บอมคิดว่าการแบ่งสัดส่วนเช่นนี้ดูคล้ายกับห้องในโรงพยาบาลอย่างไรอย่างนั้น ก่อนจะนอน พี่บอมปิดไฟห้องจนมืดมีเพียงแสงจากโทรทัศน์เท่านั้น สายตาหันไปมองด้านข้างก็พบว่าเดวิดหลับไปแล้ว ตัวพี่บอมเองก็เริ่มง่วงกำลังจะหลับตาลง จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง! ดังขึ้นรัว ๆ แต่ในตอนนั้นไม่คิดถึงเรื่องผีแม้แต่น้อย คิดว่าเพื่อนมาเคาะเรียก เพื่อชวนไปสังสรรค์ เพราะตามปกติของวงจะมีห้องที่รวมตัวกันเรียกว่า ‘ห้องงาน’ พี่บอมจึงลุกขึ้นไปเปิดประตู แต่สิ่งที่เห็นมีแต่ความว่างเปล่า! พอชะโงกหน้ามองซ้ายขวาปรากฏว่าไม่มีคน ทุกอย่างตรงนั้นเงียบสนิท จึงตัดสินใจปิดประตูหันหลังเข้าห้อง แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงได้ไม่นาน เสียง ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง! ก็ดังขึ้นอีก ซึ่งรอบนี้เสียงไม่ได้ดังมาจากประตูหน้าห้อง แต่ดังมาจากห้องน้ำภายในห้อง! พี่บอมเริ่มรู้สึกตัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ปกติแล้ว ระหว่างนั้นก็พยายามจ้องไปบริเวณที่มีเสียง เสียงก็ดังขึ้นอีก และค่อย ๆ ย้ายมาจากห้องน้ำ เป็นดังมาจากตู้เสื้อผ้า เคาะไล่มาเรื่อย ๆ จนมาถึงโต๊ะตั้งโทรทัศน์! ตอนนั้นพี่บอมเริ่มมีความรู้สึกกลัว แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร สายตาก็หันไปมองที่เดวิดอีกครั้ง ทำให้ยังมีความรู้สึกอุ่นใจขึ้นเพราะมีเพื่อนอยู่ด้านข้าง พี่บอมพยายามจะจ้องไปที่โต๊ะวางโทรทัศน์ แต่จังหวะนั้น ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง! ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากใต้เตียง! ในตอนนั้นพี่บอมก็สัมผัสได้ถึงแรงกระแทกของเตียง จึงตัดสินใจลุกวิ่งหนีทันที แล้วทิ้งเดวิดให้นอนอยู่ในห้อง! เมื่อวิ่งออกมาถึงห้องงานก็รีบเปิดประตูเข้าไป แต่ดันเจอเซอร์ไพรส์กว่า เพราะภาพที่เห็นคือทุกคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว ซึ่งปกติทั้งวงจะไม่ค่อยมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้ พี่บอมเดินเข้าไปขอเครื่องดื่ม แล้วนั่งลงโดยที่ยังไม่เล่าอะไร แต่แล้วสมาชิกในวงก็พูดขึ้นมาว่า “พี่เจอแล้วใช่ไหม” เพราะทุกคนที่นั่งอยู่ทั้ง 11 คนเจอเหมือนกันทุกคน แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค เสียง ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง! ก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง เมื่อเดินไปเปิดประตูอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่าและความเงียบเช่นเดิม เพียงเท่านั้นทุกคนมองหน้ากันแล้วคิดตรงกันว่า ‘ใช่แน่นอน’ จากนั้นก็ลงความเห็นตรงกันว่าจะออกไปข้างนอก แต่พี่บอมก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีเดวิดนอนอยู่ในห้อง แล้วตำแหน่งห้องงานและห้องที่เดวิดนอน อยู่ห่างกันคนละฝั่ง (โรงแรมมีลิฟต์ตรงกลาง ห้องงานอยู่ฝั่งซ้ายสุด ส่วนห้องที่เดวิดนอนอยู่ฝั่งขวาสุด) พี่บอมจึงชวนทุกคนออกไปด้วยกัน กลายเป็นทั้งหมดเดินเกาะแขนกันไปเพื่อที่จะไปเรียกเดวิดออกมา ระหว่างทางทุกคนค่อย ๆ เดินช้า ๆ ขณะที่กำลังเดิน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นซ้ำอีก แต่รอบนี้ดังจากในห้อง เป็นจังหวะแบบที่เมื่อห้องด้านซ้ายดัง ห้องด้านขวาจะดังต่อ สลับกันอย่างต่อเนื่อง! ยังไม่ทันจะถึงห้องของเดวิด เสียงเคาะก็ดังขึ้นก็ไล่มาจนถึงห้องด้านขวาของทุกคน เมื่อทุกสายตามองไปทางประตูด้านขวา เสียงเคาะนั้นกลายเป็นเสียงผู้หญิงกรี๊ดดังขึ้นจากห้องด้านซ้ายแทน! จังหวะนั้นทุกคนส่งเสียงพร้อมกัน “ไป มึงไปปปป!” แล้วก็ตัดสินใจไปนั่งที่ร้านข้าวต้มแถวนั้นจนถึงเช้า เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง ทุกคนก็กลับเข้าไปยังที่โรงแรมนั้นอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือ เดวิดยังคงนอนอยู่ท่าเดิมตื่นมาด้วยความไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น และยังยืนยันว่านอนหลับสบายปกติ ทุกคนในวงจึงตัดสินใจเข้าไปถามพนักงานที่ทำงานในโรงแรม คำตอบที่ได้มาคือ ตามปกติแล้วจะเจอที่ชั้น 5 และทั้งชั้นจะไม่มีคนเลย (แต่ที่ Retrospect เจอคือชั้น 4) แต่ทุกเวลาหกโมงเย็น ประตูจะเปิดเองทุกห้อง พร้อมกับเสียงโทรทัศน์ที่เป็นเสียงเพลงชาติเปิดดังขึ้นเอง เมื่อเพลงจบลงโทรทัศน์จะดับเองโดยไม่มีสาเหตุ ส่วนประตูทุกห้องก็จะปิดกลับตามเดิมแบบไร้สาเหตุเช่นกัน! เรื่องหลอนยังไม่จบเพียงเท่านี้ พี่บอมเล่าว่าเมื่อย้อนกลับไปวันที่เข้าพัก ก่อนที่จะไปเล่นคอนเสิร์ต ทุกคนได้มีโอกาสไปทานข้าวร่วมกับเจ้าของโรงแรม โดยเจ้าของเป็นคนออกค่าอาหารให้ทั้งหมด และหลังจากคืนที่เกิดเหตุการณ์เสียงเคาะนั้นจบลงไปได้ไม่นาน ก็มีข่าวว่า เจ้าของได้เสียชีวิตลงจากเหตุฆาตกรรม!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เชือกผูกผี' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

09 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เชือกผูกผี' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

‘คุณต้น‘ ได้นำเรื่อง ‘เชือกผูกผี’ มาเล่าในรายการอังคารคลุมโปง X (29 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ ฟัง เป็นเรื่องราวสุดหลอนในวัยเด็กที่ตนได้เจอ จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณต้นได้เล่าว่าเป็นเรื่องราวของน้องที่รู้จักชื่อ ‘โต้ง’ เป็นเด็กที่อยู่ในจังหวัดหนึ่งทางแถบอีสานใต้ ทางครอบครัวของคุณโต้งมีวิชาอาคมเป็นทางศาสตร์ของทางฝั่งเขมร ในช่วงที่ยังเด็ก คุณโต้งก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรจึงใช้ชีวิตในวัยเด็กตามปกติ อยู่มาวันหนึ่ง คุณตาก็ได้ชวนคุณโต้งไปจับปลาแถวบ้านในช่วงเวลาประมาณหัวค่ำ ในขณะที่คุณโต้งกำลังนั่งรอคุณตากำลังจับปลาอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากริมตลิ่งฝั่งตรงข้าม พอมองไปตามเสียงนั้นแล้วก็พบกับร่างเด็ก 2 คน ตัวซีดเผือด มีเลือดแห้งเปรอะเปื้อนเต็มหน้า! เด็ก 2 คนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณโต้ง ประมาณ 8-9 ขวบ เมื่อเห็นดังนั้นคุณโต้งก็ตะโกนเรียกคุณตา แต่คุณตากลับคว้างก้อนดินไปบริเวณนั้น แล้วเด็ก 2 คนนั้นก็หายไป! เหตุการณ์นี้ทำให้คุณโต้งรู้จักคำว่า ‘ผี’ เป็นครั้งแรกในชีวิต จากนั้น คุณตาก็ได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนเนี่ย ก่อนที่จะมีบ่อน้ำนี้ ในช่วงที่ขุดแรก ๆ มีเด็ก 2 คนนี้แหละมาเล่นน้ำแล้วจมน้ำตาย วิญญาณก็น่าจะอยู่บริเวณนี้” เรื่องราวสุดหลอนต่อมาที่คุณโต้งได้เจอก็คือ หลังคุณโต้งเลิกเรียนก็ได้ยินว่าหมู่บ้านข้าง ๆ มีคนผูกคอฆ่าตัวตาย ซึ่งคนที่ตายก็คือญาติของคุณโต้ง เมื่อทราบข่าวแล้วทางครอบครัวเขาก็ไปดูแล้วก็พบกับศพผู้หญิงผูกคอตาย จึงได้มีการเผาศพในวันนั้นทันที เนื่องจากหมู่บ้านของคุณโต้งมีความเชื่อว่าถ้าเป็นศพผีตายโหงจะต้องทำการเผาวันนั้น จึงนำศพไปเผาที่ป่าช้าในหมู่บ้านที่คุณโต้งและคุณตาใช้เป็นเส้นทางในการไปจับปลา ต่อมาหลังจากที่เรื่องนี้ผ่านไปได้ 1 เดือน ก็มีคุณตาอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นน้องของคุณยายคุณโต้ง ให้นามสมมติว่า ‘ตาต้อย’ ได้มาถามว่า “ได้ข่าวว่าญาติที่อยู่หมู่บ้านนี้ผูกคอตายหรอ เอาไปเผาเอาไปฝังที่ไหนล่ะ” และได้ถามถึงเชือกเส้นนั้นที่ผูกคอตาย เนื่องจากตาต้อยเป็นคนที่มีวิชาอาคมจึงอยากจะได้เชือกเส้นนั้นเพื่อไปทำพิธีกรรมขอหวย จากนั้น ตาต้อยก็ได้ชวนคุณแม่คุณโต้งไปทำธุระในตัวเมือง ซึ่งคุณแม่ก็ได้มาเล่าให้คุณโต้งฟังแล้วมารู้ทีหลังว่าท้ายกระบะมีเชือกที่ตาต้อยเก็บสะสมอยู่ท้ายกระบะ ทำให้ในขณะที่นั่งรถอยู่นั้น คุณแม่รู้สึกเหมือนมีคนนั่งอยู่ท้ายกระบะ จึงหันไปดูและสิ่งที่คุณแม่เห็น ก็คือ ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก และคนแก่นั่งเต็มท้ายกระบะประมาณ 10 คน พอคุณแม่กำลังจะหันไปถามตาต้อยร่างเหล่านั้นก็หายไป ตาต้อยจึงบอกว่า “นั่งไปเหอะ คงไม่มีอะไรหรอกลูก” ในวันนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณแม่ก็รู้สึกมีอาการเหมือนไม่สบายจึงรีบเข้านอน หลังจากที่หลับได้สักพักก็รู้สึกตัวในช่วงกลางดึก เพราะได้ยินเสียงเหมือนมีมือมาครูดสังกะสีบริเวณขื่อบ้าน จึงตัดสินใจเปิดมุ้งไปดูแล้วเห็นเป็นภาพคนผูกคอตาย ตัวซีด ดวงตาปูดโปน ลิ้นจุกปากห้อยลงมาจากขื่อบ้าน เรียกร้องขอให้คุณแม่ช่วย “ช่วยด้วยย.. ช่วยด้วย” ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือไม่ได้มีคนเดียว แต่มีทั้งหมดเกือบ 10 คนที่ห้อยอยู่ตรงนั้น! ด้วยความที่คุณแม่ตกใจจึงรีบปิดมุ้งแล้วมานอนคลุมโปง ไม่นานก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างร่วงตกลงมาทับตัว! คุณแม่ค่อย ๆ เปิดผ้าห่มแล้วก็เห็นเป็นร่างที่ผูกคอตายนั้นร่วงตกลงมาทำให้มุ้งขาดแล้วลงมาทับคุณแม่ บางร่างตกลงมานอนประจันหน้ากับคุณแม่ เมื่อคุณแม่เจอเช่นนี้จึงร้องกรี๊ดจนหมดสติไป! คุณยายมาปลุกจึงทำให้คุณแม่รู้สึกตัว คุณแม่ที่อยู่ในอาการที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เจอจึงเล่าให้คุณยายฟัง เมื่อคุณยายทราบเช่นนั้นก็ได้บอกน้าไปตามตาต้อยมา แล้วพูดกับตาต้อยว่า “ดูซิเนี่ย หลานมึงจะตายแล้วเนี่ย ไปเอาไรมา ไปออกมาให้หมดแล้วเผาทิ้งไปเลย” ตาต้อยจึงได้นำกล่องหนึ่งมาแล้วเทให้ดู ซึ่งของที่อยู่ในกล่องคือเชือกเกือบ 10 เส้น หลังจากนั้นก็ได้ให้นำเชือกทั้งหมดไปเผา ในขณะที่เผาคุณแม่ก็เห็นเป็นภาพลาง ๆ เหมือนดวงวิญญาณแต่ละดวงค่อย ๆ ลอยขึ้นไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ครูตรีเล่าเรื่อง ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

27 พ.ค. 2024

ครูตรีเล่าเรื่อง ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

เรื่องนี้ ‘ครูตรีมีเรื่องเล่า’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษภาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ และ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ‘คุณชาติ’ ฝากครูตรีมาเล่า ตอนนั้นคุณชาติมีแฟนมีคนหนึ่งชื่อ ‘คุณมิว’ (นามสมมุติ) คบกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เรียนคณะเดียวกัน ตัวติดกันตลอด พอทั้งคู่เรียนจบก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทั้งคู่ต้องห่างกัน ซึ่งคุณชาติกับคุณมิวต้องแยกกันอยู่ เพราะสถานที่ทำงานไม่สามารถทำให้อยู่ด้วยกันได้เหมือนตอนเรียนมหาลัย คุณชาติย้ายมาอยู่กับแม่ ซึ่งที่ทำงานของคุณชาติอยู่ห่างจากบ้านค่อนข้างไกล ส่วนคุณมิวนั้นมีที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน ดังนั้นเวลากลับบ้าน คุณมิวก็จะถึงบ้านก่อน แต่คุณชาติกว่าจะเดินทางมาถึงบ้านต้องใช้เวลา เฉลี่ยเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ด้วยความที่อยู่ไกลกัน แล้วสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือค่าบริการแพงมาก จะมีก็แต่โทรศัพท์บ้านอยู่เครื่องหนึ่ง ซึ่งบ้านของคุณชาติอยู่นอกเหนือพื้นที่ให้บริการโทรศัพท์บ้าน ด้วยความที่ทั้งคู่ทำงานไกลกัน คุณชาติจึงต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อจะได้ติดต่อกับคุณมิว คุณมิวจึงตั้งกฎเหล็กสำคัญไว้ใช้สำหรับทั้งคู่คือ ทุกครั้งที่กลับบ้านต้องโทรหากัน ทั้งคู่จะตกลงกันก่อนว่าจะคุยกัน 5 บาท หรือ 10 บาท (ในสมัยนั้น 1 บาท คุยได้ 3 นาที) หากคุยไม่ครบเวลาที่กำหนดกันไว้ คุณมิวก็จะงอนและทะเลาะกัน ดังนั้นถ้าตกลงกันแล้วต้องคุยให้ครบเวลาตามที่ตกลงกันไว้ จากนั้นคุณชาติก็เล่าต่อว่า ปกติเวลาเลิกงานคุณชาติจะนั่งรถสาธารณะกลับบ้านทุกวัน ซึ่งลักษณะซอยบ้านนั้น ถ้าลงรถสาธารณะแล้ว กว่าจะเดินเข้าถึงตัวบ้าน จะมีระยะทางประมาณ 600 เมตร และถ้าลงจากรถสาธารณะแล้วเดินเท้าเข้าไปในซอย ไม่นานจะเจอบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งแสงสว่างแหล่งแรกของซอยนี้ จากนั้นเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณถึงกลางซอย ก็จะพบเสาไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างเป็นไฟทาง ซึ่งไฟสมัยนั้นจะเป็นไฟสลัว และถัดจากเสาไฟฟ้าไปอีกประมาณ 15 ก้าว ก็จะเจอตู้โทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่หนึ่งตู้ คุณชาติจะใช้โทรศัพท์สาธารณะตู้นี้มาโดยตลอด เมื่อไหร่ก็ตามที่กลับจากที่ทำงาน ก็จะนัดกับคุณมิวโทรคุยกัน เช่น วันนี้จะคุย 5 บาท ก็หยอดเหรียญ 5 บาท แล้วก็คุยกันไปเรื่อย ๆ พอคุยใกล้จะเสร็จเวลาตัวเลขก็ถอยหลัง 5 4 3 2 จนเหลือบาทสุดท้าย คุณชาติก็จะบอกกับแฟนที่อยู่ปลายสายว่า “เออเธอ มันจะหมดเงินแล้ว แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวเรากลับบ้านก่อน” จากนั้นคุณชาติก็วางโทรศัพท์แล้วก็เดินออกจากตู้ นี่คือสิ่งคุณชาติทำเป็นกิจวัตรประจำวัน มีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นคุณชาตินั่งรถสาธารณะมาลงที่ปากซอยบ้านเวลาประมาณ 2 ทุ่ม พอลงจากรถเสร็จ ก็เดินเข้าซอยบ้านไปเรื่อย ๆ ก็จะพบเสาไฟฟ้าต้นเดิม ทุกอย่างบริเวณนั้นเหมือนเดิมทุกอย่าง เดินจนมาถึงตู้โทรศัพท์สาธารณะตู้ประจำ แล้วก็เดินเข้าไปข้างในตู้ จากนั้น ก็หยอดเหรียญ 5 บาท เพราะวันนี้นัดกันว่าจะคุยกัน 5 บาท ระหว่างที่คุณชาติโทรอยู่ ตัวเลขเงินก็จะลดลง 5 4 3 2 พอเลข 2 ขึ้น คุณชาติก็มองออกไปข้างนอกตู้โทรศัพท์ กลับพบผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หลังเสาไฟฟ้าต้นนั้น แล้วเอียงคอชะโงกมองมาที่คุณชาติ! คุณชาติคิดว่าผู้ชายคนนั้นน่าจะมารอคุยโทรศัพท์ต่อเป็นแน่ แต่ผู้ชายคนนั้นเขามารยาทดีมาก ไม่มายืนกดดันคุณชาติที่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะเลย แล้วตอนนี้เหลือเงินแค่ 2 บาท นั่นก็คือเหลือเวลาอีก 6 นาที ทั้งคู่ก็คุยกันจนหมดเวลา จากนั้นคุณชาติก็บอกกับแฟนว่า “เออเธอแค่นี้นะ เงินที่หยอดไปมันหมดแล้ว” คุณชาติก็วางสายโทรศัพท์แล้วเดินออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ซึ่งคุณชาติก็บอกว่า ตัวเขาก็หันกลับมามอง ผู้ชายคนนั้นก็ยังยืนอยู่เสาไฟฟ้าที่เดิมแล้วเอียงคอชะโงกหน้ามองคุณชาติเหมือนเดิม คุณชาติคิดว่าเขาคงรอให้เราไปก่อน แล้วเดี๋ยวเขาก็จะคงเดินมาเข้าไปใช้โทรศัพท์สาธารณะเอง ไม่น่าจะมีอะไรคุณชาติก็เดินกลับบ้านไป เช้าวันต่อมาคุณชาติก็ไปทำงานเหมือนเดิมตามปกติ แต่วันนี้มีการประชุมหลายอย่าง ที่บริษัทก็มีปัญหาด้วย จากเดิมที่เคยกลับบ้านเฉลี่ยเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ทำให้วันนี้นั่งรถสาธารณะมาลงที่ปากซอยบ้านถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ซึ่งดึกกว่าเดิม เมื่อนั่งรถสาธารณะมาลงหน้าปากซอยบ้าน ก็เดินผ่านบ้านหลังนั้นที่เป็นแหล่งแสงสว่างแสงแรก พอเดินไปเรื่อย ๆ ก็ผ่านเสาไฟฟ้าไปจนถึงตู้โทรศัพท์ แต่วันนี้เป็นวันที่คุณชาติ ตกลงกับแฟนไปเมื่อวานว่าวันนี้เราจะคุยกัน 10 บาท คือครึ่งชั่วโมง คุณชาติก็หยอดเงินไป 10 บาท จากนั้นก็เริ่มโทรคุยกับแฟน ซึ่งระหว่างที่คุยโทรศัพท์ ตาก็มองนั่นมองนี่ไปเรื่อย คุณชาติก็ไม่เจอใคร แต่สักพักหนึ่งขณะที่คุณชาติหันหลังให้กับตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วหันหน้าไปอีกทางหนึ่งเพื่อคุยกับแฟนเพลิน ๆ จนตัวเลขหน้าตู้โทรศัพท์มันก็ลดลงจนเหลือ 4 บาท คุณชาติก็หันกลับมา คุณชาติก็ได้พบกับผู้ชายคนเดิมยืนอยู่หลังเสาไฟฟ้าอีกแล้วในลักษณะชะโงกหน้ามองมาที่คุณชาติเหมือนเดิม แต่ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเร่งหรือเดินเข้ามาหาคุณชาติ ตอนนั้นอารมณ์ของคุณชาติไม่ได้คิดเรื่องกลัวผีหรืออะไรเลย คุณชาติกำลังคิดว่าผู้ชายคนนี้เป็นโจรหรือเปล่า หรือจะมาปล้นจี้มั้ย จากเดิมที่คุยกับแฟนสบาย ๆ ก็เริ่มเกิดความรู้สึกหวาดระแวง คุยโทรศัพท์ไปก็แอบเหลือบตามองไป ประมาณว่า ถ้ามองตรง ๆ เดี๋ยวเขาจะรู้ว่าเรารู้ตัวแล้ว ถ้าเกิดเขาทำอะไรตอนนี้คงจะหนีไม่ทันเพราะ ยังอยู่ในตู้โทรศัพท์แบบนี้ คุณชาติก็แอบเหลือบตามองไป แกล้งหมุนตัวไป แต่ตั้งแต่ 4 บาท 3 บาท 2 บาท จนเหลือบาทสุดท้าย ผู้ชายคนนั้นก็ยืนอยู่ที่เดิมด้วยลักษณะท่าทางเดิม ไม่ขยับไปไหน คุณชาติเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มหลอน เพราะการที่มีคนหนึ่งแอบมองอยู่ด้วยลักษณะแบบนั้นมันน่ากลัว พอถึงบาทสุดท้ายคุณชาติบอกกับแฟนที่อยู่ปลายสายว่า “เธอแค่นี้ก่อนนะเราหมดเงินแล้ว” พอวางสายเสร็จคุณชาติก็รีบเดินออกไป ไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนี้ออกมาจากเสาหรือยัง วันรุ่งขึ้นเป็นอีกวันที่คุณชาตินัดกับแฟนว่าจะคุยกัน 10 บาท และวันนี้เหมือนเดิมคืองานที่บริษัทมีปัญหาเคลียร์ไม่ลงตัว พอนั่งรถสาธารณะมาถึงหน้าปากซอยบ้านก็เป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม จากนั้นก็เดินเรื่อย ๆ ผ่านบ้านหลังนั้นเหมือนเดิม เดินมาจนถึงเสาไฟฟ้า คราวนี้เพื่อความชัวร์ คุณชาติกลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะมายืนรออีกหรือเปล่า เพราะว่าถ้าคิดในแง่ดีเขาอาจจะมายืนรอคิวต่อโทรศัพท์ ถ้าคิดให้แง่ร้ายอาจจะมารอดูท่าทีว่าจะมาปล้นเราหรือเปล่า คุณชาติจึงยืนรอตรงเสาไฟฟ้า ประมาณว่าถ้าเกิดผู้ชายคนนั้นจะเข้ามาร้าย อย่างน้อยจะได้ตะโกนดัง ๆ บ้านหลังแรกต้นซอยก็จะได้ยิน เพราะถ้าอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งอันตรายกว่ามาก คุณชาติยืนรอตรงนั้นเกือบประมาณ 5 นาทีก็ไม่เจอผู้ชายคนนั้น จึงคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์แบบเมื่อวานเกิดขึ้นแล้ว หลังจากนั้นคุณชาติก็เข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็หยอดเหรียญ ตัวเลขมันก็เริ่มถอยหลังจาก 10 ก็เป็น 9 เป็น 8 คุยไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นตาก็มองรอบๆ มองไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เจอใครที่เสาไฟฟ้านั้น คุณชาติก็เลยเกิดความสบายใจขึ้นเพราะไม่เจอผู้ชายคนนั้น และตอนนี้มั่นใจแล้วว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญ คุณชาติก็คุยไปหัวเราะไป แต่มันจะมีจังหวะที่เขาหันไปอีกด้านหนึ่งแล้วหัวเราะ พอหันกลับมา ก็เจอผู้ชายคนนั้นยืนเอียงคอชะโงกมองอยู่หลังเสาไฟฟ้า ซึ่งมันเป็นช่วงจังหวะไม่กี่วินาที! ซึ่งไม่กี่วินาทีนั้นเขาจะวิ่งมาจากไหนเราต้องเห็น แต่อยู่ ๆ มายืนลักษณะเดิม คุณชาติก็เริ่มมองตัวเลขในโทรศัพท์ เหลือ 4 บาท ตอนนั้นก็ต้องตัดสินใจว่าจะวางแล้วหนีหรือยังไงดี แต่ผู้ชายคนนั้นไม่มีท่าทีว่าจะขยับหรืออะไรเลย ระหว่างที่คุณชาติคิดอย่างหวาดระแวงแฟนก็พูดไปเรื่อย ๆ ดูเวลาในโทรศัพท์ตอนนั้นก็เหลือ 3 บาท ลดลงมาเหลือ 2 เท่ากับเหลือเวลาอีก 6 นาที ถ้าวางตอนนี้แล้วขอตัวจากแฟนเลยเพื่อความปลอดภัยของตัวเองมันก็ได้ แต่มีสิทธิ์ที่จะทะเลาะกับแฟนสูงมาก คุณชาติจึงคิดว่า ระหว่างที่ผู้ชายคนนั้นไม่มีท่าทีจะมาทำร้ายคุณชาติ และแฟนที่ถ้าคุณชาติวางสายตอนนี้อาจจะมีปัญหากัน คุณชาติก็เลยตัดสินใจได้ว่า คุยกับแฟนต่อ พอคุยจนเหลือบาทสุดท้าย คุณชาติก็บอกแฟนว่า “เธอเงินหมดแล้วแค่นี้นะ” คุณชาติก็รีบเดินออกมาจากตู้โทรศัพท์ พอจังหวะที่เดินออกมาก็ยังเห็นผู้ชายคนนั้นยืนเอียงคอชะโงกหน้าอยู่หลังเสาไฟฟ้า วันนี้คุณชาติโทรศัพท์คุยกับแฟนนานเกือบครึ่งชั่วโมง แล้วเขามายืนรอเป็น 10 นาทีเลย คุณชาติเริ่มรู้สึกระแวง เลยรีบเดินออกไป แต่ก็มีหันเหลือบตาไปมองทางขวาว่าผู้ชายคนนั้นวิ่งตามหรือเดินตามมามั้ย ปรากฎว่าผู้ชายคนนั้นไม่อยู่ที่เสาไฟฟ้าแล้ว คุณชาติก็พูดออกมาว่าเลย “เห้ย! แล้วหายไปไหน” ด้วยความระแวงจึงรีบเดินจ้ำออกจากตรงนั้น ปรากฎว่าได้ยินเสียงปิดประตูดัง ปั้งงงงง!!!! มาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะตู้นั้นที่คุณชาติพึ่งใช้บริการไปเมื่อกี้ พอคุณชาติได้ยินเสียงที่ดังมากจาตู้โทรศัพท์สาธารณะ ก็สะดุ้งแล้วหันกลับมามองที่ตู้โทรศัพท์อีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่เขาเห็นคือ ผู้ชายคนนั้นนอนอยู่ในตู้โทรศัพท์ ในลักษณะเหมือนกึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วขาก็ยันไว้กับตู้โทรศัพท์ ส่วนคอเอียงไปด้านหนึ่งแล้วก็มีเลือดไหลออกมา มือก็ห้อยไปด้านข้าง ส่วนหูโทรศัพท์สาธารณะก็ห้อยมาด้านข้างเหมือนกัน คุณชาติเห็นแบบนั้นก็ร้องลั่นวิ่งกลับบ้าน แล้วก็รีบวิ่งมาบอกคุณแม่ว่า “ผมเจอผี ผมเจอผี!” แล้วก็เล่าทุกอย่าง แม่ก็บอกว่า “ใจเย็น ตาฟาดหรือเปล่า” คุณชาติก็ตอบกลับคุณแม่ว่า “ไม่ฟาดแม่ลักษณะแบบนี้เลย” แม่ก็บอก “เราก็อยู่มาตั้งนานแล้วไม่เคยเจอเลยนะ” สุดท้ายพอได้เห็นเหตุการณ์นั้นคุณชาติก็ไข้ขึ้นสูง วันรุ่งขึ้นคุณชาติไม่ได้ไปทำงาน ตอนเย็นแม่ก็เอาข้าวต้มมาให้ แม่ก็บอกว่ากับคุณชาติว่า “แม่รู้แล้วนะ แม่ไปเล่าให้ป้าข้างบ้านฟัง ว่าชาติอ่ะโดนผีหลอกมา” ป้าข้างบ้านก็บอกกับแม่คุณชาติว่า “อ้าวว…ไม่รู้เรื่องหรอ?” แม่ถามว่าเรื่องอะไร จากนั้นคุณป้าข้างบ้านก็เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นตรงกับที่คุณชาติกับแม่ไปต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์ ทั้งคู่จึงไม่รู้เหตุการณ์นี้ เหตุการณ์นี้คือ มีผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็มีวัยรุ่นคนหนึ่งเปิดประตูเข้าไปแล้วเอามีดจี้เพื่อจะปล้นเอาเงิน ผู้ชายในตู้โทรศัพท์ก็ยื่นเอาเงินให้วัยรุ่นคนนั้นแต่โดยดีโดยที่ไม่มีการขัดขืน โจรวัยรุ่นคนนั้นรับเงินมาแล้วแล้วก็วิ่งหนี แต่อยู่ ๆ ผู้ชายคนนั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมา เปิดประตูวิ่งไล่โจรเพื่อจะไปเอาเงินคืน พอวิ่งมาถึงเสาไฟฟ้าต้นนั้น และเกิดการต่อสู้กันขึ้นมา จนสุดท้ายโจรวัยรุ่นก็เอามีดมาปาดที่คอผู้ชายคนนั้น แล้วโจรก็วิ่งหนีหายไป ส่วนผู้ชายคนนั้นก็กระเสือกกระสนมาที่ตู้โทรศัพท์เพื่อจะโทรขอความช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน ผู้ชายคนนั้นเสียชีวิตคาตู้โทรศัพท์สาธารณะ โดยสภาพศพตรงกับสิ่งที่คุณชาติเห็นทุกอย่าง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-