เรื่องเล่าจากคุณดิว 'หลังเที่ยงคืน' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณดิว 'หลังเที่ยงคืน' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

15 ก.ย. 2024

    เรื่องราวนี้ ’คุณดิว’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (10 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘หลังเที่ยงคืน’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

    โดยคุณดิวเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นตนจัดทริปกับเพื่อนไปเที่ยวทะเลด้วยกัน โดยทำการจองโรงแรมผ่านแอพฯ เลือกที่อยู่ใกล้กับร้านอาหารที่ทานเป็นประจำ โดยมีข้อแม้ว่า ให้มีสระน้ำใหญ่ เพราะไปกันทั้งหมด 7 คน รวมทั้งหมด 3 ห้อง

    ห้องแรก ‘ห้อง A’ อยู่กัน 3 คน เป็นห้อง Family Type  

    ห้องที่สอง ‘ห้อง B’ สำหรับแฟนที่อยู่กัน 2 คน

    และห้องสุดท้าย ‘ห้อง C’ สำหรับตนเองอยู่กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง

    ห้องทั้งหมดจองได้ชั้น 4 ของโรงแรม ซึ่งเป็นชั้นของสระว่ายน้ำพอดี พอไปถึงโรงแรมก็ทำการเช็คอิน และขึ้นห้องตามปกติ โรงแรมสวยตามรูป ตรงตามปก ไม่มีอะไรผิดสังเกตุ แต่สิ่งที่ผิดปกติมันเกิดขึ้นตอนหลังเที่ยงคืน..

    พอหลังเที่ยงคืน ในห้อง A มีเพื่อนคนหนึ่งให้นามสมมติว่า ‘กุ้ง’ สะดุ้งตื่นขึ้นมา กุ้งบอกว่า แอร์ในห้องมีการถูกปิดและเปิดใหม่ ซึ่งตอนนั้นทุกคนหลับกันหมดเเล้ว กุ้งจึงพยายามจะนอนต่อ โดยลักษณะของห้อง A จะมีห้องนั่งเล่นก่อน แล้วเป็นห้องนอน แต่ในคืนนั้น กุ้งได้ยินเสียงคนเดินอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ทำให้นอนไม่หลับ จึงต้องออกมาเปิดไฟนั่งอยู่ข้างนอก

    เหตุการณ์ต่อไปเกิดในห้อง C ห้องนี้มีคุณดิวและเพื่อนที่เป็นผู้หญิงให้นามสมมติว่า ‘เนย’ ลักษณะห้องคือ พอเปิดประตูเข้าไปขวามือจะเป็นตู้เสื้อผ้า ซ้ายมือจะเป็นห้องที่เป็นกระจกใสเห็นข้างในห้องน้ำได้  ซึ่งจะติดอยู่กับเตียงนอน มีม่านกั้นแต่ก็ยังมองเห็นหากมีอะไรในห้องน้ำ พอหลังจากเวลาเที่ยงคืน เนยก็เข้าไปอาบน้ำ ส่วนดิวนั่งอยู่ที่เตียงร้องเพลงเล่นอยู่ ระหว่างนั้นก็เห็นเงาที่ลักษณะเป็นเหมือนกับผู้ชาย ไม่มีผม ดูซูบผอม สูงเกือบถึงเพดาน หลังค่อม แขนและขายาวผิดรูปมนุษย์ เหมือนเขากำลังก้าวเดินอยู่ในห้องน้ำ และมาที่อ่างอาบน้ำที่ติดอยู่กับเตียงของตน! ดิวจึงตะโกนเรียกเนยว่า

    “อาบน้ำแล้วหรอ?!”

    เพื่อนตอบกลับมาว่า “ยัง เรานั่งส้วมอยู่”

    จริง ๆ ดิวก็รู้เเล้วนั่นว่าไม่ใช่เนย แต่ที่ถามก็เพราะว่าไม่อยากคิดมาก หลังจากนั้น ก็ยังไม่ได้พูดอะไร รอจนเนยออกมาจากห้องน้ำ แล้วดิวก็ไปอาบน้ำต่อ พออาบเสร็จ ก็กลับมานั่งฟังเพลงที่ตนบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ จำได้ว่าร้องเพลงปกติ เริ่มต้นเพลงก็เป็นเสียงของตน แต่พอผ่านไปไม่กี่วินาที ก็เป็นเสียงซ่า แล้วก็เสียงวี๊ด จนจบเพลง ตอนนั้นก็ส่งบันทึกเสียงนี้ให้เพื่อนในแอพฟัง เพื่อนก็บอกว่า “มันแปลก ๆ แล้วนะแบบนี้” ซึ่งที่ผ่านมา ดิวก็เล่นแอพนี้มาตลอด แต่ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ดิวก็ทำเป็นไม่สนใจ แล้วก็ปิดไฟนอน

    พอช่วงเวลาประมาณตี 2 ทั้ง ๆ ที่หลับไปแล้วแต่ก็ได้ยินเสียงตู้เสื้อผ้าเปิดออกดัง แอ๊ดดด แล้วก็ ปึ้ง! ดิวตื่นแล้วก็นอนฟัง เสียงนั้นก็เงียบ สักพักมันดังขึ้นมาอีกรอบ ครั้งนี้ดิวลุกขึ้นมาชะโงกดู ก็ไม่เจออะไร ตู้ก็ปิดสนิท จึงนอนเล่น ไม่นานเนยก็ลุกขึ้นมา แล้วชะโงกหน้าตาม พอเนยนอนลงมา เนยก็พูดว่า

    “ได้ยินเหมือนกันใช่ไหม”

    พอพูดจบ เสียงก็ดังอีกครั้ง แอ๊ดดด ปึ้ง! ทั้งคู่จับมือกัน แล้วลุกขึ้นมาดูอีกครั้ง ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิม พอลงมานอนอีกรอบ มันกลับดังมากกว่าเดิม! เป็นเสียงปิดประตูตู้เสื้อผ้า 3 รอบ ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! เหมือนคนปิดประตูห้อง จึงโทรหาเพื่อนที่อยู่ห้อง A ว่าจะขอไปหา ตอนนั้นเป็นช่วงประมาณเกือบตี 4 ทั้งโรงแรมเงียบมาก ทั้งหมดอยู่กันจนถึงประมาณ 6 โมง และก็โทรหาเพื่อนห้อง B ให้นามสมมติว่า ‘หยาด’ ซึ่งหยาดก็บอกว่า “อยู่ที่ล็อบบี้แล้ว” ดิวก็รู้สึกแปลกใจ เพราะมันเช้าเกินไป หยาดจึงเล่าให้ฟังว่า..

    ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปเช็คอิน ทุกคนรวมถึงแฟนของหยาดก็นั่งรออยู่ที่สระว่ายน้ำ แต่หยาดอยากขึ้นไปเปลี่ยนชุด แม้โรงแรมจะมีหลายห้องแต่มีลิฟต์แค่ตัวเดียวกลางโรงแรม หยาดก็เข้าลิฟต์ พอขึ้นไปได้ 2 ชั้น ไฟก็ดับ แล้วลิฟต์ก็หล่นลงมา ค่อย ๆ เลื่อนลงมาที่ชั้น 1 ใหม่ หยาดพยายามกดปุ่มเรียกพนักงาน เเต่ประตูเปิดออกพอดี จึงเดินออกมา แล้วก็ลิฟต์ขึ้นไป แต่ประตูไม่เปิดแล้ว หยาดจึงตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไป และเล่าให้แฟนฟัง

    หลังจากนั้น พอขึ้นไปที่ห้อง คือลักษณะห้อง B จะเหมือนกับห้อง C แต่ของหยาดเป็นเตียงคู่ ตอนที่เปิดประตูเข้าไปก็ได้กลิ่นอับ ทั้งที่ห้องดูใหม่ หยาดและแฟนก็อยากย้ายห้อง แต่เกรงใจอีก 2 ห้องที่มาด้วยกันจึงไม่ได้ย้าย เมื่อถึงเวลานอน หยาดนอนเตียงติดห้องน้ำ ส่วนแฟนนอนเตียงที่ติดกับหน้าต่าง พอหลังเที่ยงคืน หยาดได้ยินเสียงน้ำที่อ่างล้างมือหยด ติ้ง ติ้ง ติ้ง สักพักมันหยดเร็วขึ้น หยาดจึงเรียกแฟนประมาณ 2-3 ครั้ง

    แฟน : “มีอะไร”

    หยาด : “หนูเหมือนได้ยินเสียงน้ำในห้องน้ำ”

    แฟน : “มันก็เป็นไปได้ที่จะได้ยิน ไม่แปลกอะไร”

    พอพูดจบ เสียงนั้นก็กลายเป็นเสียงคนเปิดน้ำในห้องน้ำเหมือนคนเปิดน้ำเพื่อล้างมือแล้วก็ปิด! หยาดจึงย้ายไปนอนเบียดอยู่ที่เตียงของแฟน แฟนก็พยายามปลอบแล้วก็หลับไป ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ อยู่ ๆ หยาดก็ตื่นมาเพราะรู้สึกร้อน ปรากฎว่าไฟดับ แอร์ดับ หยาดหันไปมองที่เตียงที่เคยนอน ตอนนั้นทุกอย่างมืดหมด แต่ภาพที่เห็นมันชัดมาก ๆ คือเป็นผู้หญิงนอนอยู่ที่เตียงนอนตะแคงข้างหันมา พร้อมกับเอามือสางผมจากข้างหลัง แล้วพาดผมมาด้านหน้า แล้วค่อย ๆ ฉีกยิ้มเรื่อย ๆ ให้ ตัวของผู้หญิงคนนี้ซีด เหมือนศพจมน้ำ แต่ไม่ได้บวม ไม่ได้เละ จากนั้นหยาดก็กรี๊ดดังลั่นห้อง แล้วบอกแฟนว่า

    ”หนูว่าหนูโดนผีหลอกแล้ว ลงไปที่ล็อบบี้กันเถอะ”

    พอทั้งคู่ลงไปนั่ง ก็เห็นว่าเป็นเวลา ตี 3 เกือบตี 4 แล้ว

    เมื่อลงไปเช็คเอาท์ก็ถามพนักงานว่าในวันที่พวกเราเข้ามาพักนี้ มีคนเข้ามาพักกี่ห้อง แต่ก็ได้ความว่ามีแค่ 3 ห้อง ของพวกเราเท่านั้น ซึ่งแปลกมาก ๆ เพราะตอนที่เข้ามา ได้ยินเสียงแต่ละห้องเหมือนมีคนเข้าพักอยู่ แต่จริง ๆ กลับไม่มีใครเลย ดิวจึงถามไปตรง ๆ ว่า

    ”โรงแรมนี้มีผีมั้ย“

    พนักงานก็อึ้งไปสักพัก แล้วก็บอกแค่ว่า “ไม่มีค่ะ“

    แต่พอรู้ได้จากท่าทีของพนักงาน แล้วตนก็ถามต่อว่า ”เมื่อคืนนี้ที่โรงแรมไฟดับใช่มั้ย“

    พนักงานบอกว่า ”โรงแรมไม่เคยฟังดับนะคะ เมื่อคืนก็ปกติดี“

    ทั้ง ๆ ที่ห้องของเพื่อนทั้ง 2 ห้องไฟดับ..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

24 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

ครูพี่เลี้ยงที่ดูใจดี และเอ็นดูเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด…แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มตามมา ความรู้สึกที่มีคนยืนจ้อง เสียงเด็กวิ่งทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และฝันร้ายที่เข้าครอบงำทุกคืน สุดท้ายต้องไปหาหลวงพ่อให้ทำพิธีเรียกขวัญ จนได้รู้ว่าครูพี่เลี้ยงที่ใจดีคนนั้นเล่นของใส่ เพราะต้องการให้เธอเป็นบริวาร! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ (18 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูพี่เลี้ยง’ ‘ไนซ์’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘เพื่อนคุณแนน’ ที่ต้องไปฝึกสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และคนที่จะดูแลเธอระหว่างฝึกงานก็คือ ครูพี่เลี้ยง ผู้หญิงที่ดูใจดี เอ็นดู และคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดผมให้ เอาข้าวเอาน้ำมาฝาก หรือถามไถ่แทบทุกวัน เหมือนจะหวังดี แต่กลับมีบางอย่าง…ทำให้รู้สึกประหลาดตั้งแต่แรกเริ่มเพราะอาหารที่ครูพี่เลี้ยงเอามาให้เธอ ไม่เคยแตะกินร่วมกันเลยสักครั้ง เหมือนตั้งใจให้เพื่อนของแนนกินเพียงฝ่ายเดียว ไม่นานความผิดปกติก็ค่อย ๆ ตามมาตอนอยู่ในห้องเธอรู้สึกเหมือนมีคนยืนจ้องจากมุมมืด มีของตกลงมาเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นในชั้นเรียนทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในทุกครั้งที่เดินกลับบ้านพัก ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคน…เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทำให้เธอเริ่มหวาดผวาจนต้องถามครูพี่เลี้ยงว่า โรงเรียนนี้เคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ ไหมแต่คำตอบที่ได้รับจากครูพี่เลี้ยงกลับเย็นยะเยือก“จะมีได้ยังไง…ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว” หลังจากนั้น... ฝันร้ายก็เข้าครอบงำทุกคืน เพื่อนของแนนมักจะเห็นตายายใส่ชุดเหนือยืนอยู่ข้างล่างบ้านมองขึ้นมาที่ห้อง… พร้อมกวักมือเรียกแต่ไม่เคยก้าวเข้ามาได้ และเธอยังฝันว่า แมวดำวิ่งไล่ และไม่ว่าจะพยายามสวดมนต์แค่ไหน… แมวในฝันก็มักจะ สวดมนต์ตามเสียงเดียวกันจิตใจเธออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ รุนแรงถึงขั้นร้องไห้ พร้อมเรียกแม่ซ้ำ ๆ จนต้องโทรให้แม่มาช่วยปลอบ ทั้งคู่เพิ่งมารู้พร้อมกันในเช้าวันหนึ่งว่า แม่ก็ฝันตรงกับลูก ว่าถูก “แมวดำ” ไล่เอาชีวิต ในที่สุดเธอก็ต้องไปหาหลวงพ่อที่วัด มีการอาบน้ำมนต์ ทำพิธีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัว และแล้ว…หลังพิธีนั้นเพียงไม่กี่วันครูพี่เลี้ยงก็ลางานหายไป ถึงสองสัปดาห์กลับมาอีกทีร่างกายซีดเซียว อ่อนแรง เหมือนคนที่โดนของสะท้อนกลับใส่ตัวเอง นั่นคือวันที่ทุกคนเริ่มรู้ว่า เธอเคยทำแบบนี้กับเด็กฝึกสอนหลายรุ่น เพื่อควบคุมพวกเขาเป็นบริวาร ทำให้เชื่อฟังเพื่อผลประเมินที่ดีจะกลับมาหนุนนำตำแหน่งและเงินเดือนของเธอต่อไปทุกครั้งที่เธอจัดผมให้นั้น…ไม่ใช่ความห่วงใยแต่คือ พิธีลงของที่กระหม่อมโดยการเป่าหัวโดยตรง เรื่องเหมือนจะจบ…แต่เพื่อนของแนนเพิ่งโทรมาบอกว่า อยู่ ๆ เธอรู้สึกอยากกลับไปเยือนจังหวัดทางเหนือที่เธอฝึกสอนอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีบางสิ่ง…เรียกหาทว่าพระที่เคยช่วยเหลือกลับเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“อย่าไปเลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่น…ยังรออยู่ถ้ากลับไปครั้งนี้อาจ…ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”เพราะทั้งหมดที่ทำไป…เป็นเพียงการ ถอนของ — ไม่ใช่การทำลายทิ้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณอ๊อฟจัง 'เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

11 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณอ๊อฟจัง 'เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

ความหลอนที่ชวนให้คิดถึง... ‘คุณอ๊อฟจัง’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเองที่บังเอิญพลั้งปากพูดแช่งเพื่อนสนิทจนคิดว่าอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนคนนั้นเสียชีวิต! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost’ (23 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง’ เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงที่ ‘คุณอ๊อฟจัง’ ยังเป็นเด็ก อ๊อฟจังเล่าว่า ในวัยนั้นเพื่อนที่หลากหลายทางเพศยังมีไม่เยอะ เพราะเป็นช่วงที่สังคมยังไม่เปิดกว้างและ LGBTQ+ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ตัวอ๊อฟจังเป็นเด็กกำพร้า นับถือศาสนาคริสต์และอาศัยอยู่ในโบสถ์ เพราะพ่อแม่เสียไปตั้งแต่เด็กจึงทำให้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบาทหลวง ในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ อ๊อฟจังก็มักจะไปนั่งเล่นที่คอนโดของ ‘เดียร์’ ที่เป็นเพื่อนสนิท ตัวของเดียร์มีอาชีพทำงานกลางคืนอยู่ที่พัทยา เวลาเลิกงานกลับมาเดียร์ก็จะชวนเพื่อน ๆ มาสังสรรค์ที่ห้อง นิสัยส่วนตัวของเดียร์จะชอบแต่งตัวด้วยชุดไทยให้อ๊อฟจังและพาไปออกงานต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าอ๊อฟจังนั้นแต่งตัวไม่ค่อยเป็น อยู่มาวันหนึ่ง เดียร์ได้เอ่ยปากชวนอ๊อฟจังให้ไปทำงานที่พัทยาด้วยกัน แต่ในวันนั้นตัวอ๊อฟจังต้องเรียนอยู่ในโบสถ์ทำให้ไม่สามารถไปได้ จึงได้ตอบกลับไปว่า “แกไปเถอะ” “แกไปดี ๆ ระวังจะติดโรคกลับมา” อ๊อฟจังพูดต่อด้วยสำเนียงเย้าหยอก คำพูดที่ไม่ทันคิดของเขาทำให้สีหน้าของเดียร์เปลี่ยนไป สายตาเศร้าที่ส่งมาพร้อมกับความน้อยเนื้อต่ำใจที่เพื่อนสนิทเอ่ยปากบอกเช่นนั้นแทนที่จะอวยพรดี ๆ เห็นอย่างนั้นอ๊อฟจังจึงเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น จนเมื่อเวลาผ่านไป เดียร์ที่ไปทำงานที่พัทยา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา อ๊อฟจังเกิดความรู้สึกคิดถึงเพื่อนสนิทจึงนัดรวมตัวเพื่อนเพื่อไปเซอไพร์สเดียร์ที่พัทยา แต่มีคนหนึ่งที่ไม่สะดวกไปทำให้ทริปนั้นจำเป็นต้องยกเลิก และในคืนลอยกระทงคืนนั้น เมื่อทริปถูกยกเลิก อ๊อฟจังและเพื่อน ๆ จึงกลับมาดื่มสังสรรค์ที่ห้องเพื่อนแทน สังสรรค์กันได้ประมาณหนึ่ง อ๊อฟจังก็พล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทันใดทั้นนั้นก้ได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นข้างหู “ตื่น ๆ ไปลอยกระทงกัน ๆ” น้ำเสียงคุ้นหูที่ได้ยินแค่เพียงครั้งเดียวก็จำได้ขึ้นใจ เสียงของเพื่อนเดียร์! อ๊อฟจังสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็ถามเพื่อนออกไปว่า “เห้ย! ใครมาปลุก กำลังจะหลับอยู่แล้ว” คำถามของอ๊อฟจังสร้างความงงงวยให้กับพื่อนที่นั่งอยู่ตรงนั้นและก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “ไม่ได้ปลุก กูก็นั่งกินเบียร์อยู่ มึงหูฝาดแล้วกินเหล้าเยอะไงเลยพาหูหลอน” จบประโยคของเพื่อน อ๊อฟจังก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติกลับมา แต่ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมานั้นกลับทำให้สติของเขาแตกกระแจกอีกครั้ง เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าคือเพื่อนเดียร์ที่กำลังยืนยิ้มให้อยู่ตรงประตู! ความตกใจกลัวทำให้เขารีบขยี้ตา และพอลืมตาขึ้นมามองใหม่อีกครั้งก็พบว่าเดียร์ได้หายไปแล้ว.. สุดท้ายอ๊อฟจังก็รีบวิ่งออกมา จนเพื่อนในห้องต่างมองด้วยความสงสัย อ๊อฟจังได้แค่ตอบปัดไปเพื่อให้ไม่ผิดสังเกต หลังจากนั้นก็นั่งดื่มกับเพื่อนต่อสักพักจนมีอาการมึนเมาหนักกว่าเดิมทำให้ไม่สามารถที่จะออกไปลอยกระทงได้ กลุ่มเพื่อนต่างล้มตัวลงนอนกัน แต่ด้วยความกลัว อ๊อฟจังอาศัยจังหวะเข้าไปนอนแทรกเพื่อนตรงกลางเตียงและตั้งใจนอนให้รีบผ่านคืนนี้ไป วันถัดมา จู่ ๆ อ๊อฟจังก็อยากไปหาเดียร์ที่คอนโด ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป เมื่อไปถึงชั้นคอนโดของเดียร์ที่โดยปกติจะมีเสียงโวกเหวกโวยวายของคนอยู่อาศัยตลอดเวลา แต่ในวันนั้นกลับเงียบสงบ พอเดินไปถึงหน้าห้องของเดียร์ก็มีความรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันเงียบและวังเวง ภายในใจก็เกิดอาการกลัวและไม่กล้าที่จะเคาะประตูจึงตัดสินใจเดินกลับ คิดเพียงแค่ว่าตนคงคิดมากไปเอง ในขณะที่กำลังเดินกลับลงมา ก็ได้บังเอิญเจอกับเจ้าของคอนโด “อ้าวหนู มาหาใคร?” เจ้าของตึกเอ่ยถาม “มาหาเดียร์ค่ะ” อ๊อฟจังตอบกลับไปด้วยความสงสัยเพราะตนเองแวะเวียนมาที่คอนโดเดียร์บ่อยครั้ง ทำไมเจ้าของตึกถึงจำไม่ได้แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดกลับมาก็ทำให้ความสงสัยทั้งหมดหายไปและแทนที่ด้วยความหลอน! “เดียร์มันไม่อยู่ที่นี่แล้ว มันติดโรคกลับมาเสียชีวิตที่ห้อง” สิ้นเสียงดังกล่าว ขนหัวของเขาก็ลุกขึ้นพร้อมกันพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นภายในใจว่า แล้วสิ่งที่เราเจอเมื่อคืนคืออะไร? สอบถามกันไปก็ได้รู้ว่าตัวของเดียร์ได้เสียชีวิตไปหลายเดือนแล้ว วินาทีนั้นอ๊อฟจังทำได้เพียงแค่กลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมาและกลับมาร้องไห้ที่ห้องของตัวเอง ความเศร้าเกาะกินหัวใจ เขาได้แต่พูดกับตัวเองว่า “ทำไมถึงไปไม่บอกกันเลย” ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นมาท่ามกลางเสียงสะอื้น “ไม่ต้องห่วง เดียร์สบายดี” ได้ยินแบบนั้น ความกลัวและความโศกเศร้าก็ถาโถมเข้ามาทันที อ๊อฟจังพยายามเรียกสติตัวเองกลับมาและคิดว่าคงหูฝาดไปเองเช้าวันรุ่งขึ้น อ๊อฟจังตัดสินใจชวนเพื่อนไปทำบุญให้กับเดียร์และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ในขณะที่กรวดน้ำ อ๊อฟจังก็ได้แต่พร่ำคิดและโทษตัวเองว่าเป็นเพราะคำพูดของเขาที่พลาดพลั้งไปหรือไม่ที่ทำให้เดียร์ต้องจากไป ทันใดนั้นก็มีคนแปลกหน้าเดินมาบอกกับเขาว่า “ไม่เกี่ยวกับแก เราไปทำงานของเราเอง” แม้จะสับสนมึนงงกับการปรากฎตัวของคนแปลกหน้า แต่เมื่อจบประโยค น้ำตาที่เคยอดกลั้นก็ไหลพรั่งพรูออกมาทันที จนกระทั่งในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เพื่อนสนิทก็ไม่เคยคิดที่จะถือโทษหรือโกรธกัน หากได้ย้อนเวลากลับไปนอกเหนือจากแก้ไขในสิ่งที่ได้พลั้งพลาดพูดออกไปก็คงมีอีกสิ่งที่อยากจะบอกคือ ขอโทษ คิดถึงแกนะ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณหงส์หยก 'บ้านเช่า 1500' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

18 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณหงส์หยก 'บ้านเช่า 1500' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

‘คุณหงส์หยก’ สายจากทางบ้าน ได้มาเปิดประสบการณ์ขนลุกกับเรื่อง ‘บ้านเช่า 1,500’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 มกราคม 2568) ซึ่งเป็นบ้านเช่าหลังเก่าที่เต็มไปด้วยโกศกระดูก เจ้าของบ้านชวนขนลุก และหญิงชราปริศนา แต่ความจริงหลังย้ายออกกลับน่าตกใจยิ่งกว่า! จะหลอนขนาดไหน? มาฟังเรื่องจริงสุดสะพรึงนี้พร้อมกับ 3 ดีเจตัวท็อป ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ แล้วคุณจะได้รู้ว่า…บ้านราคาถูก อาจมีบางอย่างที่ต้องแลกมากกว่าค่าเช่า! ‘บ้านเช่า1,500’ เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของ ‘คุณหงส์หยก’ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 13 ปีก่อน ตอนนั้นครอบครัวของเขายังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง คุณแม่จึงต้องหาบ้านเช่าและย้ายบ้านบ่อยครั้ง โดยคุณแม่นั้นทำงานค้าขายและเข้าโรงงานเป็นกะ ทำให้คุณหงส์หยกต้องอยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่ยังเด็ก ในตอนนั้น ได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แต่ต้องย้ายออกเพราะลูกชายของเจ้าของบ้านจะกลับมาอยู่ คุณแม่จึงตระเวนหาบ้านใหม่ จนเจอบ้านเช่าสองชั้นในระแวกใกล้เคียง ตัวบ้านชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ เมื่อได้ย้ายเข้าไป คุณหงส์หยกรู้สึกชอบบ้านหลังนี้มากเพราะไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง และบ้านก็ยังหลังใหญ่มี 2 ชั้น บริเวณรอบบ้านเต็มไปด้วยทุ่งนา แต่ค่าเช่าบ้านเพียง 1,500 บาท คุณหงส์หยกจึงตื่นเต้น นอกจกานี้ บนชั้น 2 ของบ้านจะมีโกศใส่กระดูกอยู่ประมาณ 4-5 อัน พร้อมกับรูปถ่ายญาติผู้เสียชีวิตของเจ้าของบ้าน ส่วนเจ้าของบ้านนั้น เป็นคุณลุงคนหนึ่ง ทำงานเป็นมัคนายกในวัดที่อยู่ใกล้บ้าน คุณลุงจึมักจะมีนิสัยชอบพูดคนเดียว พออยู่ไปได้สักพัก บรรยากาศในบ้านก็เริ่มเปลี่ยน จากที่เคยรู้สึกชอบ กลับกลายเป็นไม่น่าอยู่ คนในบ้านเริ่มทะเลาะกันบ่อย คุณหงส์หยกรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านมันร้อนและทำให้ไม่อยากกลับบ้าน พอตกกลางคืน ก็มักจะได้ยินเสียงกระดานลั่น หลังจากนั้นพักใหญ่ ก็มีเรื่องให้ต้องย้ายออก เพราะว่าคุณลุงเจ้าของบ้านแอบมาดูคุณหงส์หยกตอนอาบน้ำ นี่ถือเป็นเหตุผลหลักที่คุณแม่ตัดสินใจพาย้ายออก ก่อนย้ายออกประมาณ 1-2 สัปดาห์ คุณหงส์หยกทานข้าวอยู่กับแม่ ก็เห็นคุณยายคนหนึ่งมายืนโบกมือเรียกอยู่หลังบ้าน ลักษณะของคุณยายคือ มีผมบ๊อบ ใส่เสื้อลูกไม้สีเหลืองอ่อนและผ้าถุงสีน้ำตาลแบบคนสมัยก่อน ร่างของคุณยายดูเลือนรางเหมือนไม่ใช่คน คุณหงส์หยกจึงถามแม่ว่าใครมายืนเรียก แต่แม่ไม่ได้พูดอะไร ทั้งคู่จึงไม่ได้สนใจและกินข้าวต่อ หลังจากย้ายออกไปแล้ว ก็ได้กลับไปอยู่ในระแวกเก่าก่อนที่จะย้ายมา คุณหงส์หยกได้ไปสระผมที่ร้านเสริมสวยของ ‘ป้าพิกุล’ คุณป้าถามว่าหายไปไหนมาเพราะไม่เห็นหน้านาน คุณหงส์หยกก็อธิบายว่าตนนั้นย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังใหญ่แถววัดที่เจ้าของบ้านเป็นมัคนายก คุณป้าได้ยินก็อุทานว่า “อ้าว! ไม่รู้เหรอ บ้านหลังนั้นเคยมีกำนันโดนยิงตายอยู่หลังบ้าน” คุณหงส์หยกตกใจมาก จึงบอกป้าไปว่า “หนูไม่รู้เลย แต่หนูเจอเขามาเรียกอยู่หลังบ้านจริงๆ” ป้าพิกุลยังบอกอีกว่า “แกเจอดีแล้วล่ะ เขาโดนยิงตายตรงนั้น เพราะเรื่องขาดผลประโยชน์อะไรบางอย่าง” คุณหงส์หยกคิดว่าคุณแม่น่าจะรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ไม่บอกเพราะเกรงว่าคุณหงส์หยกจะกลัว หลังจากนั้น คุณหงส์หยกถึงกับพูดอะไรไม่ออก และเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็ขนลุกทุกที…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ห้องรวมความหลอน!! เรื่องราวของคนไข้ห้องรวม ที่ห้ามเรียกพยาบาลกลางดึก เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินมาจะเป็นคนหรือผี!!

26 ม.ค. 2024

ห้องรวมความหลอน!! เรื่องราวของคนไข้ห้องรวม ที่ห้ามเรียกพยาบาลกลางดึก เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินมาจะเป็นคนหรือผี!!

ต้องแอดมิทนอนห้องรวมที่โรงพยาบาล แต่บรรยากาศของคนไข้ที่นี่แปลกชอบกล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับ ‘คุณไก่’ โดย ‘ครูตรี’ ได้นำเรื่องนี้มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย คุณไก่เล่าว่า ย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณไก่ไม่สบาย อาหารเป็นพิษ มีอาการอาเจียน ท้องเสีย มีไข้สูง แฟนคุณไก่จึงตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านหมอสั่งให้คุณไก่แอดมิทเพราะมีไข้ขึ้นสูง คุณไก่จึงขอห้องพิเศษเพื่อที่จะให้แฟนอยู่ด้วยได้ แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าห้องพิเศษเต็มหมดทุกห้อง เหลือแค่ห้องรวมที่มีเตียงว่าอยู่เพียงแค่ 2 เตียง คุณไก่จึงตัดสินใจพักอยู่ที่ห้องรวม บุรุษพยาบาลเข็นรถที่คุณไก่นั่ง เข้าไปยังห้องพักรวม คุณไก่บอกว่า “ตอนไปถึงหนูแทบอยากจะกลับ ต่อให้ต้องคลานกลับก็อยากกลับ” ด้วยความที่เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ แสงไฟก็ไม่ได้มากมายนัก ภายในห้องพักรวม จะมีทั้งหมด 8 เตียง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 4 เตียง และกั้นระหว่างเตียงด้วยผ้าม่าน จากที่คุณไก่สังเกตุ มีเตียงว่างอยู่ 2 เตียง คือเตียงที่ 2 จากฝั่งขวา และเตียงในสุดฝั่งซ้าย คุณไก่ได้ไปนอนที่เตียงฝั่งขวา หลังจากคุณไก่ได้เตียงนอน แฟนของคุณไก่ก็บอกว่า “เฝ้าไม่ได้นะ เพราะมันเป็นห้องรวม และที่สำคัญตอนนี้มันดึกแล้ว เราต้องกลับแล้ว” หลังจากแฟนคุณไก่กลับไป คุณไก่ก็นอนเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็มีพยาบาลเดินเข้ามาเช็คคนไข้แต่ละเตียงจนเสร็จแล้วก็เดินออกไป คุณไก่ก็นอนเล่นต่อจนได้ยินเสียงเตียงข้าง ๆ ไอหนักมาก คุณไก่จึงลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า “ขอโทษนะคะ ให้หนูเรียกพยาบาลให้ไหม” หลังจากพูดจบ เสียงไอขอเตียงฝั่งขวาก็ค่อย ๆ เบาลงเหลือเพียงเสียงไอในลำคอ คุณไก่ก็เอนตัวลงนอนต่อ แต่ด้วยอาการอาหารเป็นพิษกำเริบ จึงทำให้ปวดหนักต้องไปห้องน้ำและต้องเข็นน้ำเกลือไปด้วย ทำให้ไปห้องน้ำไม่ทัน คุณไก่ก็ใช้เวลาพอสมควรในการจัดการความเรียบร้อยของตัวเองจนเสร็จจึงกลับมาที่เตียง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเตียงสุดท้ายที่ว่างอยู่มีผ้าม่านปิดแสดงว่ามีคนมาอยู่แล้ว หลังจากคุณไก่มาถึงเตียงก็นอนเช่นโทรศัพท์จนเผลอหลับไป มาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงไอจากเตียงเดิมข้าง ๆคุณไก่จึงลุกขึ้นเปิดผ้าม่านเตรียมจะเรียกพยาบาล แต่สายตาไปเห็นคุณยายนั่งอยู่บนเตียง นั่งจ้องเตียงข้างคุณไก่ หันมาหาคุณไก่แล้วบอกว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” คุณไก่สังเกตุเห็นว่ามีการเลื่อนผ้าม่านออก คุณยายคนนั้นก็บอกอีกเหมือนเดิมว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” คุณไก่จึงปิดผ้าม่านของเตียงตัวเองและนอนลง สักพักหนึ่งมีเสียงเคาะผ้าม่านจากทางฝั่งซ้ายและมีมือเลื่อนผ้าม่านออก เจอคุณป้าคนหนึ่งบอกว่า “หนู นอนไปเหอะ อย่าอะไรเลย พักผ่อน ๆ เดี๋ยวก็เช้าแล้ว” คุณไก่ตัดสินใจนอน เอาผ้ามาคลุมและหลับไป มารู้ตัวอีกทีนึงคือแฟนมาปลุก ระหว่างที่คุณไก่เล่าเรื่องทุกอย่างให้แฟนฟัง คุณหมอก็เดินมาตรวจคนไข้แต่ละเตียง จนมาถึงเตียงคุณไก่ คุณหมอบอกว่า “หลังจากให้น้ำเกลือไปคืนนึงแล้ว อาการดีขึ้น วันนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” คุณไก่จึงรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แฟนก็เก็บของที่เตียงให้ หลังจากกลับมาจากห้องน้ำ เห็นคุณหมอกำลังตรวจคนไข้เตียงข้าง ๆ ก็เบาใจว่าเป็นคนที่อยู่เตียงนั้นไม่ใช่ผี ก่อนกลับ คุณไก่ก็หันไปเห็นคุณยายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและเดินไปไหว้ เพื่อที่เวลาหันกลับมาจะได้เห็นคนไข้เตียงข้าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นการเนียนแอบดู คุณไก่ก็เดินไปลาคุณยายและหันหลังกลับมา เห็นคุณตาที่มีอายุมากนอนอยู่เตียงข้าง ๆ (เตียงที่ต้องการจะแอบเนียนดู) ก็เดินมาหาแฟนกำลังจะกลับ ก็เห็นคุณป้าเตียงข้าง ๆ ที่เตือนเมื่อคืนนี้ แล้วจึงเดินไปบอกว่า ”สวัสดีค่ะคุณป้า หนูกลับแล้วนะคะ“ ป้าก็บอกว่า “ก็บอกแล้วนอนไปเดี๋ยว เช้าแล้วก็ได้กลับ” คุณไก่ก็เกิดคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมถึงย้ำให้นอน คุณไก่เลยถามป้าไปว่า “ป้า หนูถามหน่อยสิ ทำไมถึงเชียร์ให้หนูนอนจังเลยอะ มีอะไรหรอป้า ป้าบอกหนูหน่อยสิ” คุณไก่ตื้อจนป้ายอมบอก ป้าเล่าให้ฟังว่า “ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ และมีพยาบาลคนหนึ่ง ที่ต้องมาเข้ากระดึก กำลังจะมาที่โรงพยาบาล แต่โดนรถเบียด จนมอเตอร์ไซค์ล้มแล้วหน้าฝั่งซ้ายไถลไปกับพื้น แต่ปรากฏว่า มีหลาย ๆ คน เห็นพยาบาลคนนี้ มาเดินตรวจคนไข้ตามปกติทั้งที่หน้ายังเละ โดยเฉพาะก่อนที่จะปิดห้องจะมีพยาบาลเดินเข้ามาเช็ด บางวันก็ไม่ใช่พยาบาลจริง แต่เป็นพยาบาลคนที่หน้าเละเดินเข้ามาตรวจห้อง คนที่รู้เรื่องราวนี้ก็จะปิดผ้าม่านตรงปลายเท้าตลอด” ครูตรียังเล่าเสริมอีกว่า “เคยมีคนไข้เรียกพยาบาลเพราะหายใจไม่ออกและนอนรอพยาบาลเดินมา ปรากฏว่าเป็นพยาบาลที่หน้าฝั่งซ้ายเละเดินมา บ้างคนก็เจอเข็นรถอยู่ในโรงพยาบาล” นั่นหมายความว่าคนไข้ทั้งหมดในห้องเตียงรวมที่คุณไก่เจอนั้น เป็นคนไข้ปกติ แต่พยาบาลที่เดินเข้ามา อาจจะเป็นพยาบาลที่เป็นคนจริง ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นผีก็ได้ เพราะในคืนนั้น หลังจากที่คุณไก่ได้ยินเสียงไอ ก็อาสาเรียกพยาบาลให้ แต่คุณยายกลับบอกว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” ก็เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นวิญญาณของพยาบาลหน้าเละที่เสียชีวิตไปแล้วมาเดินตรวจอาการก็เป็นได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-