เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'คืนออกตรวจ' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'คืนออกตรวจ' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

23 ก.พ. 2025

       ตำรวจหน้าใหม่ไฟแรงคนหนึ่ง ได้รับแจ้งเหตุว่ามีขโมยขึ้นบ้าน แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบร่องรอยของโจรเลย กลับพบเพียงตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่มีศพอยู่ในนั้น!

       ศพนี้คือใคร?

       คนที่โทรแจ้งจะเกี่ยวข้องกับศพนี้อย่างไร?

       และเหตุการณ์หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น?

       ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คืนออกตรวจ’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’

       ถ้าพร้อมแล้ว ไปหาคำตอบกันเลย!

 

       ‘คุณออโต้’ ได้นำเรื่องของน้องตำรวจคนหนึ่งชื่อ ‘คุณโจ้’ (นามสมมติ) มาเล่า โดยเล่าว่า 

       ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน เป็นช่วงที่คุณโจ้ได้เป็นตำรวจใหม่ มักได้ออกตรวจเมื่อมีคนมาแจ้งเหตุเข้ามา และในวันที่เกิดเหตุตอนประมาณ ตี 1 กว่า ได้มีคนแจ้งเข้ามาว่า มีคนร้ายขึ้นบ้าน คุณโจ้และเพื่อนอีกสองคน จึงขับรถสายตรวจออกไปที่เกิดเหตุทันที

       จากสถานีตำรวจและบ้านที่เกิดเหตุนั้นห่างกันประมาณ 6 กิโลเมตร ลักษณะของบ้านที่เกิดเหตุมีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่กว่า บ้านติดอยู่กับสวน เมื่อคุณโจ้และเพื่อนมาถึงก็สังเกตเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าประตูบ้าน ผู้ชายที่ยืนอยู่มีท่าทางตกใจเป็นอย่างมาก คุณโจ้จึงได้เข้าไปสอบถาม ผู้ชายคนนี้เล่าว่า

       “เมื่อกี้ ผมได้ยินเสียงกระทืบเท้าบนชั้น 2”

       เมื่อทราบเรื่องคุณโจ้และเพื่อนจึงขึ้นไปตรวจสอบบนบ้านทันที 

       คุณโจ้และเพื่อนเดินขึ้นไปบนชั้น 2 พร้อมกับเจ้าของบ้านนามว่า ‘คุณเอ’ (นามสมมติ) ซึ่งได้บอกกับคุณโจ้เพิ่มเติมว่า

       “พี่ ห้องข้างบ้านเนี่ยผมได้ยินเสียง”

       คุณโจ้จึงพูดไปว่า

       “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ใครอยู่ในห้อง ออกมา”

       แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา คุณโจ้จึงเปิดประตูเข้าไป แต่ก็ไม่พบใคร คุณโจ้จึงถามคุณเอว่า

       “น้อง ในห้องไม่มีคนเลยนะ”

       แต่คุณเอก็ยังยืนยันว่าเขานั้นได้ยินเสียงกระทืบเท้า และบอกต่อว่าอาจจะกระโดดออกทางหน้าต่างไปแล้วก็ได้ คุณโจ้จึงไปตรวจสอบที่หน้าต่างปรากฏว่ามันล็อกอยู่ และคิดว่าคงไม่มีโจรคนไหนกระโดดออกจากทางหน้าต่างแล้วกลับมาล็อกตามเดิม 

       คุณโจ้ได้ปรึกษากับเพื่อนอีกสองคนว่า คุณเออาจจะเมาสารเสพติดแล้วเกิดอาการหลอน คุณโจ้จึงเดินลงมาบอกคุณเอว่าเขาไม่พบใครเลย แต่คุณเอก็ยังยืนยันคำเดิมว่าได้ยินเสียงจริง ๆ และมีเสียงคนคุยกันรอบบ้าน แต่ก็จับใจความที่คุยกันไม่ได้ แล้วยังได้ยินเสียงกระทืบเท้า คุณเอจึงขอให้ไปตรวจดูรอบบ้าน คุณโจ้และเพื่อนก็ทำตามนั้น แต่เมื่อเดินตรวจทุกที่แล้วก็ยังไม่พบใครหรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ จึงเดินกลับมาบอกกับคุณเอว่า

       “พี่เดินตรวจแล้ว ไม่เจอคนร้ายเลยนะ”

       แต่คุณเอก็ยังยืนยันว่าได้ยินจริง ๆ 

       เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย คุณโจ้และเพื่อนจึงขอกลับมาที่สถานีตำรวจ แต่ขับรถมาได้ประมาณ 10 นาที ก็มีวิทยุแจ้งเข้ามาว่า บ้านหลังนั้นที่พวกเขาไปตรวจมามีคนร้ายวิ่งเข้าไปในบ้าน คุณโจ้และเพื่อนก็คิดว่า ‘บ้านหลังนี้อีกแล้ว’ แต่ด้วยหน้าที่จึงเดินทางกลับไปที่บ้านหลังเดิม และเห็นคุณเอยืนอยู่ที่รั้วบ้านด้วยท่าทีตกใจและบอกว่า

       “มันมีคนวิ่งเข้าไปพี่”

       คุณเอจึงได้เอาเชือกล็อกประตูห้องนั้นไว้ มั่นใจว่าครั้งนี้ต้องจับได้แน่

       คุณโจ้และเพื่อนก็ขึ้นไปบนชั้น 2 ของบ้าน แต่คราวนี้คุณเอได้เปิดไฟไว้ทั่วบ้าน พอถึงชั้น 2 คุณโจ้ก็ตะโกนออกไปว่า

       “ใครอยู่ในห้อง! ออกมา! นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ!”

       แต่เรื่องที่แปลกก็คือ ครั้งที่แล้วภายในห้องมีแค่เตียงกับพัดลม แต่ครั้งนี้กลับมีตู้เสื้อผ้าไม้ขนาดใหญ่อยู่กลางห้อง คุณโจ้จึงคุยกับเพื่อนว่า

       “เมื่อกี้เรามาไม่เห็นเจอนะ”

       คุณโจ้จึงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เพื่อดูว่ามีคนร้ายอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่เมื่อเปิดออกก็ไม่พบออะไร เป็นตู้เปล่า ทั้งสามคนจึงสรุปกันว่าเจ้าของบ้านมีอาการหลอน และเริ่มปลีกตัวออกมาพร้อมตะโกนบอกไปว่า

       “ถ้าน้องหลอนหรืออะไร นอนหลับได้เลยนะ อย่าโทรแจ้งอย่างงี้อีก”

       แต่ขณะที่กำลังออกจากห้องนั้น ก็มีเสียงเหมือนคนกำลังเคาะตู้เสื้อผ้าจากด้านใน คุณโจ้จึงหันไปมอง และไฟที่เริ่มติด ๆ ดับ ๆ ในขณะนั้นเองตู้เสื้อผ้าก็ค่อย ๆ เปิดออกมา จนเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งภายในตู้ โดยร่างนั้นมีลักษณะอืดบวม และตรงพัดลมเพดานที่ไฟติด ๆ ดับ ๆ อยู่ ก็มีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งผูกคอห้อยอยู่ แล้วชี้หน้ามาที่ทั้ง 3 คน พร้อมตะโกนออกมาว่า

       “พวกมึงเป็นใคร! เข้ามาบ้านกูทำไม”

       คุณโจ้และเพื่อนรีบวิ่งลงมาข้างล่าง โดยที่คุณเอไปยืนรอที่รถสายตรวจแล้ว ทั้ง 3 คนจึงมาคุยกับคุณเอถึงสิ่งที่พวกเขาเจอ และถามคุณเอว่า

       “แล้วเป็นเจ้าของบ้านหรือเปล่า”

       คุณเอจึงบอกไปว่า

       “ผมพึ่งมานอนคืนแรกพี่ ผมก็ได้ยินเสียง”

       คุณโจ้จึงถามต่อว่า

       “แล้วเจ้าของบ้านละ”

       คุณเอก็บอกว่าเจ้าของบ้านนั้นเป็นคุณป้า ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัด

       ทั้ง 3 คนยังคงตกใจกับสิ่งที่เจอ จึงหันกลับไปมองในตัวบ้านที่เปิดไฟไว้ทั่ว แต่แล้วอยู่ ๆ ไฟก็ดับไป และมีเสียงตะโกนออกมาพร้อมกันว่า

       “พวกมึง! ออกไปจากบ้านกู!”

       โดยเสียงนั้นมาจากร่างชาย-หญิงที่พวกเขาพบ คุณโจ้และเพื่อนจึงรีบพาคุณเอไปที่สถานีตำรวจ เมื่อมาถึงก็ได้เริ่มพูดคุยกัน คุณเอก็ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นภายในบ้านหลังนั้น แต่ก็ไม่สามารถกลับไปได้แล้วเพราะกลัวมาก คุณโจ้จึงให้คุณเอนอนที่สถานีตำรวจ

       เช้าวันรุ่งขึ้น คุณโจ้และเพื่อนมานั่งคุยกันว่าที่พวกเขาเจอนั้นมันคืออะไรกันแน่ เมื่อคุยกันเสร็จก็ขับรถไปส่งคุณเอเพื่อไปเก็บของ และถามว่าจะทำอย่างไรต่อ คุณเอจึงตอบกลับว่า

       “ไม่อยู่แล้วพี่ ผีหลอกขนาดนี้ผมกลับดีกว่า”

       เมื่อคุณโจ้ไปส่งคุณเอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาที่สถานีตำรวจเพื่อไปถามรองผู้กำกับว่าบ้านหลังนั้นเคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น รองผู้กำกับก็มีสีหน้าตกใจและเริ่มเล่าให้คุณโจ้ฟังว่า 

       บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของสองสามีภรรยาคู่หนึ่งที่อยู่ด้วยกันแล้วมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ฝ่ายภรรยาได้แทงสามีและเอาร่างไปไว้ในตู้เสื้อผ้า ส่วนตัวเองก็ผูกคอตายตาม และเมื่อบ้านหลังนี้ได้ขายทอดตลาด คนที่เข้ามาพักก็จะเจอเหตุการณ์แบบที่คุณเอเจอ..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

น้องชายตัวดี ปากแจ๋วกับผี! พี่สาวเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ตะโกนด่าไล่ผีออกจากห้อง ถ้าจะหลอกก็หลอกไป กูจะอยู่! เพราะจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว! เงินก็เงินผม ผีไม่ได้ช่วยออกสักหน่อย !?

05 พ.ค. 2024

น้องชายตัวดี ปากแจ๋วกับผี! พี่สาวเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ตะโกนด่าไล่ผีออกจากห้อง ถ้าจะหลอกก็หลอกไป กูจะอยู่! เพราะจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว! เงินก็เงินผม ผีไม่ได้ช่วยออกสักหน่อย !?

เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นจริง มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 เมษายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ไอแผน’ จะหลอนแค่ไหนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้ ‘คุณออโต้’ (นามสมมติ) ได้นำมาเล่าจากประสบการณ์ตรงของ ‘คุณอีฟ’ โดยคุณออโต้เล่าว่า หากย้อนไปในเมื่อ 10 ปีก่อน คุณอีฟทำงานเป็นทนายความ และมีลูกน้องชื่อ ‘แผน’ เป็นทนายความจบใหม่ โดยทั้งคู่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน คุณแผนได้ไปรับทำคดีชุด ซึ่งคดีชุดเป็นคดีที่รวมคดีของภาคอีสานทั้งหมด พอได้รับทราบคดีแล้วก็ชวนพี่สาวของตัวเองไปช่วยทำเอกสารด้วย และขอให้คุณอีฟหยุดงาน 2 เดือน ในสมัยนั้นการทำคดี ต้องรับงานเหมือนกับ Salesmen ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ทนายความต้องรับคดีอย่างน้อย 80 คดีขึ้นไป ต้องใช้เวลา 38 ชั่วโมง ในการทำคดีและส่งเรื่องขึ้นศาล อีกทั้งสมัยนั้นระบบยังไม่เปิดให้ส่งออนไลน์ ต้องไปทำเรื่องแจ้งที่ศาลประจำจังหวัด ซึ่งการรับทำคดีเยอะ ๆ เช่นนี้ก็ทำให้เกิดอาการเครียดสะสม เขาทั้งคู่แทบที่จะไม่ได้พักผ่อน เมื่อทำคดีของจังหวัดหนึ่งเสร็จก็ต้องขับรถไปทำคดีของอีกจังหวัด ขณะที่กำลังขับรถเปลี่ยนจังหวัดนั้นเอง คุณแผนก็เริ่มที่จะง่วง จึงบอกกับพี่สาวว่า “ถ้าขับรถไป แล้วเจอรีสอร์ต หรือที่พักข้างทางก็ให้แวะพักเลย ขับต่อไปไม่ไหวแล้ว กลัวหลับใน เกิดอุบัติเหตุแน่” ช่วงเวลาประมาณสองทุ่ม แอปก็แจ้งเตือนว่า อีก 50 กิโลเมตรจะถึงตัวเมือง แต่คุณอีฟกับคุณแผนก็เจอกับรีสอร์ตข้างทางเข้าเสียก่อน จึงเลี้ยวรถเข้าไปทันที รีสอร์ตมีลักษณะเหมือนบ้านสวน มีการแบ่งกั้นบ้านเป็นหลังยาวเข้าไป ด้วยความที่คุณอีฟมีเซ้นส์บางอย่าง และเป็นคนที่ชอบเสพเรื่องผี จึงคาดการณ์ว่า การพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันน่าจะต้องมีอะไรบางอย่าง จึงบอกคุณแผนว่า “เราไปพักกันในตัวจังหวัดไหม?” เพราะในความรู้สึกของคุณอีฟ การพักในชานเมืองมันไม่ปลอดภัย แต่คุณแผนก็บอกว่า “เราพักตรงนี้แหละ เพราะผมไม่ไหวแล้ว เราต้องรวบรวมเอกสาร เพื่อคดีในวันพรุ่งนี้อีก” คุณอีฟก็เลยอยู่ในสถานะต้องจำยอม หลังจากนั้น ทั้งคู่จึงเข้าไปติดต่อกับพนักงาน แต่กลับพบลุงวัยกลางคนที่คาดเดาว่า ลุงน่าจะเป็นคนดูแลห้องพัก ลุงบอกว่า “มีห้องพักว่างอยู่เป็น 10 ห้อง อยากพักห้องไหนเลือกได้เลย” คุณอีฟสะกิดคุณแผนว่า “เปลี่ยนที่พักกันไหม ?” ซึ่งคุณแผนก็ยังยืนยันว่าจะพักที่นี่ ด้วยเรื่องของราคาห้องพักที่ประหยัด เพียง 450 บาท ทั้งคู่ก็ได้เข้าพักเลือกเป็นห้องริมสุดจากด้านใน ระหว่างที่กำลังขนของเข้าพัก คุณลุงก็พูดขึ้นว่า “ลุงสแตนบาย อยู่นี่ 24 ชั่วโมงนะ ถ้าเกิดเหตุอะไรหรืออยากจะเปลี่ยนห้อง ลุงอยู่ตรงนี้นะ” ตอนนั้นคุณอีฟกับคุณแผน ก็คิดเพียงว่า อาจจะเป็นไฟเสีย หรือ ห้องน้ำน้ำไม่ไหล พอจอดรถที่หน้าห้องเรียบร้อย คุณอีฟที่เป็นคนมีเซ้นส์ก็สัมผัสอะไรบางอย่างได้ เพียงแค่เปิดประตูห้องเข้าไป ก็ได้กลิ่นเหม็นอับ มีลมปะทะหน้า จากนั้นก็จัดเต็มทุกสิ่งตาม Step ของเรื่องผี คุณอีฟจึงบอกกับคุณแผนว่า “เฮ้ยแผน ! เรากลับตอนนี้ยังทันนะ” แต่คุณแผนก็ยังรั้นตอบว่า “ไม่กลับ!! ที่นี่ราคาห้อง 450 เอง ประหยัดกระเป๋าดี ผมน่ะไม่กลัวผี ! พี่เป็นพี่สาวผมก็ต้องไม่กลัวเหมือนกัน!” ด้วยความที่คุณอีฟเป็นพี่สาวที่แสนดี ก็ไม่อยากจะเถียงต่อด้วย บอกน้องชายไปว่า “เออ ก็แล้วแต่ละกัน !” จากนั้นคุณอีฟจึงเดินเข้าไปสำรวจในห้อง ภาพที่คุณอีฟเห็น คือ ภาพของเตียงนอนกลางห้องที่มีลักษณะก่ออิฐปูนขึ้นมาเป็นฐาน คุณอีฟสัมผัสได้ในทันทีว่า มันมีลักษณะคล้ายกับ ‘เมรุเผาศพ’ หรือที่เรียกว่า ‘เตาเผากลางแจ้ง’ เมื่อเดินไปสำรวจจุดอื่น พบว่าห้องดูเหมือนไม่ได้ใช้งานมานาน และที่พีคสุด ๆ คือ ‘โต๊ะเครื่องแป้ง’ ที่ทางรีสอร์ตน่าจะทำขึ้นเอง เหมือนเป็นไอเดียเฉพาะ สร้างจากอิฐและปูนที่ก่อขึ้นมา และมีกระจกติดไว้ด้านบน ลักษณะคล้ายกับโกศเก็บกระดูก ตอนนั้นคุณอีฟก็ทำได้เพียงแค่บ่นตามประสา หลังจากนั้นคุณอีฟก็เข้าไปอาบน้ำ ฝักบัวก็ไม่มี มีเพียงแต่ขันตักน้ำ ซึ่งน้ำก็เหม็นอีก คุณอีฟจึงตัดสินใจว่าจะไม่อาบน้ำ เลือกที่จะเอาน้ำเปล่ามาล้างหน้าแทน หลังจากที่ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย คุณแผนเสียสละให้คุณอีฟนอนบนเตียง และตัวคุณแผนเองก็นอนบนฟูกข้างขวาของเตียง โดยที่ที่คุณแผนนอนจะนอนติดกับ ‘โต๊ะเครื่องแป้ง’ ที่มีลักษณะคล้ายกับโกศเก็บกระดูก ก่อนนอนคุณแผนก็บอกกับคุณอีฟว่า “พี่อีฟนอนก่อนเลยนะ เพราะผมกรนดัง” ไม่นานเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ในขณะที่คุณอีฟกำลังเคลิ้มหลับ จู่ ๆ คุณแผนก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ดูผู้หญิงคนนั้นดิ ! เขามาทำอะไร !?” คุณอีฟเลยถามกลับไปว่า “ใครแผน !?” คุณแผนจึงตอบว่า “ผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ !? มายืนรำอยู่ที่หน้าผมเนี่ย !” ตอนนั้นคุณอีฟที่กำลังมึนงงจากการกึ่งหลับกึ่งตื่น คิดว่าน้องชายกำลังแกล้งตนอยู่ เพราะเมื่อหันมองในห้องกลับไม่พบอะไร คุณอีฟก็เลยว่ากลับไป “นี่แผนหลอกพี่หรอ !?” คุณแผนตอบกลับแทบจะทันทีว่า “ผมไม่ได้หลอกพี่ ไม่เชื่อพี่ก็ดูดิ เขากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ! กำลังตั้งท่ารำอยู่” คุณอีฟที่มองไม่เห็นอะไร จึงคิดในใจว่า “อะไรวะเนี่ย” คุณแผนก็บอกต่อว่า “ช่างเถอะพี่ ให้มันรำไปเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้า นอนเถอะ !” คุณอีฟที่กำลังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถนอนหลับอีกต่อไป นอนมองซ้ายมองขวา ถามย้ำกับน้องชายว่า “แผน ! แผนเห็นจริง ๆ หรอ !?” น้องชายก็ทำท่าทางเอามือจุ๊ปาก แล้วบอกว่า “พี่อีฟ… เบา ๆ เดี๋ยวมันรู้ว่าเราเห็นมัน…” สักพักคุณแผนก็เอาเท้าขึ้นมาก่ายด้านบนเตียง แล้วก็บอกกับพี่สาวว่า “พี่ช่วยเอาเท้ามาพาดผมหน่อย อย่างน้อยผมจะได้รู้สึกว่าผมมีเพื่อน” คุณอีฟบอกว่า “ทำไมไม่ขึ้นมานอนด้วยกันเลย” คุณแผนก็บอกว่า “ไม่เป็นไรพี่” คุณอีฟก็ไม่อยากคิดมากอะไร ทำตามอย่างที่น้องบอก สัมผัสแรกคุณอีฟรู้สึกได้เลยว่า ตัวของคุณแผนเย็นมาก ! นอนไปได้สักพัก คุณอีฟก็เริ่มรู้สึกแปลกขึ้น เพราะคุณแผนไม่มีการขยับเท้า ไม่มีการพลิกตัว หรือขยับร่างกายเลย ด้วยความสงสัยเลยตะโกนถามไปว่า “แผน ! เท้าเอ็งอยู่ไหน !?” คุณแผนก็ตอบว่า “อ๋อ… ผมชักกลับมาแล้วพี่” พร้อมกับยกเท้าโชว์ขึ้นมาให้พี่สาวดู แต่ตอนนั้นคุณอีฟยังรู้สึกว่า เท้าของคุณอีฟยังแตะเท้าของคุณแผนอยู่ แต่เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่เท้าของคุณแผน คุณอีฟจึงสะดุ้งตัวขึ้นมานั่งบนเตียง! ภาพที่คุณอีฟคือ เท้าของตนแตะอยู่ที่มือของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ปลายเตียง พอเห็นอย่างนั้น คุณอีฟก็ชักเท้ากลับทันที ตะโกนถามน้องชายว่า “แผน ! นั่นใคร !?” ทันทีหลังพูดจบ คุณแผนก็พลิกตัวกลับมาด่าว่า “มึงเป็นใครเนี่ย !? มึงมาหลอกพวกกูทำไม มึงจะหลอกมึงหลอกไปเลยนะ ยังไงกูก็จะนอน เพราะกูจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว ! มีกูมีพี่สาวกู กูจะไม่ไปไหน !”ด้วยความที่คุณอีฟกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เลยตะโกนถามน้องชายว่า “แผน ! กลับไหม !?” คุณแผนก็ยังเถียงต่อว่า “พี่ ! เราเสียเงินตั้ง 450 ! เราต้องได้นอน ! เขาเป็นใครก็ไม่รู้จะมาไล่เราออกได้ยังไง พี่ต้องนอนเชื่อผม !” คุณอีฟที่ทนไม่ไหวแล้ว จึงคว้ากุญแจรถวิ่งหนีออกมา คิดว่าจะขับรถไปสงบสติอารมณ์ แต่อีกใจก็เป็นห่วงน้องชาย จึงเลือกที่จะนอนที่รถดีกว่า แต่ก็กลัวผีอีก จึงเดินไปหาลุงที่เป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่ลุงกับไม่มีท่าทีตกใจ หันหน้ากลับมายิ้มให้เท่านั้น ก่อนที่จะถามขึ้นว่า “เจอแล้วหรอ…” คุณอีฟถามลุงว่า “ลุงรู้หรอ ว่าพวกหนูเจออะไร” ลุงก็ตอบกลับว่า “แหม๊ แค่ 450 ! มันมีอยู่แล้ว…” คุณอีฟก็คิดในใจว่า “ควรจะโกรธน้องชายตัวดี หรือโกรธลุงดี !” ลุงยังบอกอีกว่า “ลุงก็นั่งรอให้เอง มาเปลี่ยนห้องอยู่เนี่ย ก็ไม่เห็นออกมาสักที นึกว่าอยู่กันได้” ลุงก็ยิ้มบอกอีกว่า “ลุงพูดไม่ได้ ลุงแค่มาดูแลให้เฉย ๆ” คุณอีฟถามต่อว่า “ถ้าหนูย้ายห้องอื่น เขาจะตามมาด้วยไหม” ลุงตอบว่า “เขาเป็นเจ้าของเขาไปไหนก็ได้” แล้วคุณอีฟก็เผลอหลับที่รถไป… หลังจากนั้น คุณอีฟสะดุ้งตื่นมาตอนตี 5:45 รวบรวมความกล้า เดินกลับไปที่ห้องเพื่อตามน้องชาย เมื่อเจอพี่สาว คุณแผนก็ถามทันทีว่า “พี่ทิ้งผมทำไม !” คุณอีฟจึงตอบว่า “พี่ไม่อยากนอนร่วมห้องกับผีหรอกนะ” ก่อนที่จะพากันเก็บของ คุณอีฟก็ถามน้องชายต่อว่า “ผีที่เห็นล่าสุดอยู่ตรงไหน?” คุณแผนตอบว่า “อ๋อ มันเข้าห้องน้ำอยู่พี่ ผมเลยไม่อาบน้ำ กลัวมันมองพิกาจูผม” ก่อนที่ทั้งคู่จะออกมาอาบน้ำที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง คุณอีฟก็ถามต่ออีกว่า “แล้วเมื่อคืนอยู่ยังไง” คุณแผนก็ตอบว่า “ผมก็บอกมัน ถ้าอยากจะรำก็รำไป ผมต้องทำงานเช้า ผมจะนอน แล้วผมก็หลับไปเลย…”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

13 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เสือ พิชย’ ผู้กำกับภาพยนตร์ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN ได้นำเรื่อง ‘ขอนั่งข้างๆ’ มาเล่าให้รายการ’ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) หลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ เรื่องราวนี้จะทำเอาทั้งสองดีเจขนลุกขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เสือ พิชย’ เล่าว่าในกองถ่ายจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เวลากลับบ้านจะต้องเรียกชื่อเป็นรายคนและต้องเรียกเป็นชื่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อก่อนนั้น คุณเสือไม่เชื่อเรื่องนี้ จนคุณเสือมีโอกาสได้ไปถ่ายหนังในตึกร้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หลังจากถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย คุณเสือก็พูดเหมารวมขึ้นมาว่า “ทุกคนกลับบ้านกัน” หลังจากนั้น คุณเสือก็ได้กลับบ้านตามปกติ ลักษณะบ้านจะเป็นทาวน์โฮม มีห้องน้ำอยู่ใต้บันได ตอนนั้นคุณเสือกำลังล้างหน้าอยู่ ขณะที่คุณเสือกำลังเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นเงาของใครบางคนอยู่ข้างหลัง แต่สิ่งที่แปลกคือ ไหล่ของคน ๆ นั้นอยู่เหนือหัวของคุณเสือไปอีก! แต่ตอนนั้นคุณเสือคิดว่าคงออกกองมาหลายวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้า ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเจอคือผีหรือว่าแค่ตาฝาดไป เวลาผ่านมาถึงตอนที่คุณเสือ ถ่ายภาพยนตร์ 404 สุขขีนิรันดร์..RUN RUN ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ในกองก็มีทั้งนักแสดงตัวประกอบที่แต่งตัวเป็นผี ทีมช่างเบื้องหลัง ทีมแต่งหน้าต่าง ๆ ในวันนั้นคิวของทีมนักแสดงที่เป็นผีหมดคิวแล้ว ตามธรรมเนียมจะมีการถ่ายรูปรวมกัน และจะมีผู้จัดการกองใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเรียก “ทุกคนมาถ่ายรูปรวมกัน ผีเผอ มาให้หมด” ซึ่งความหมายจริง ๆ คือทีมนักแสดงที่แต่งเป็นผี และช่างแต่งหน้า วินาทีนั้น คุณเสือก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่คุณเสือยังคิดในแง่ดีว่า ‘ทีมงานมีเป็นร้อย เขาคงไม่มาตามตัวเองหรอก’ หลังจากความคิดนั้น เวลาผ่านไปถึงเวลาเลิกกอง ในขณะที่คุณเสือกำลังเดินไปที่ลานจอดรถซึ่งเป็นลานโล่ง ๆ หน้าที่จอดรถของคุณเสือติดเซ็นเซอร์กันชน ซึ่งจะมีอยู่สองสี คือสีส้มกับสีแดง สีส้มคือห่างออกไปประมาณหนึ่ง ส่วนสีแดงคือใกล้ที่จะชนแล้ว ในตอนนั้นลานจอดรถเหลือเพียงรถของคุณเสือเพียงคันเดียว จังหวะที่คุณเสือกำลังจะถอยรถ จู่ ๆ หน้าจอเซ็นเซอร์ก็ขึ้นสีส้ม คุณเสือจึงสงสัยว่ามีอะไรขวางอยู่หรือเปล่า แต่พอมองออกไปดูก็ไม่เห็นสิ่งของหรืออะไรขวางอยู่ คุณเสือจึงเริ่มถอยรถอีกครั้ง สัญญาณก็ขึ้นเป็นสีส้มอีก จึงคิดว่า..เป็นเพราะเซ็นเซอร์อาจขัดข้อง จึงถอยหลังอีกครั้ง ครั้งนี้ สีเซ็นเซอร์เปลี่ยนจากสีส้มกลายเป็นสีแดงรอบคันและมีเสียงร้องเตือนดัง ตอนนั้นคุณเสือมีความรู้สึกว่า ‘เหมือนมีคนมายืนล้อมรถของตัวเองอยู่!’ คุณเสือจึงรีบถอยรถออกมาด้วยความคิดที่ว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก’ พอขับรถออกมาได้สักพักหนึ่ง ในขณะที่ความเร็วเริ่มมากขึ้น จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดของเบาะข้าง ๆ ก็ดัง แต่ที่แปลกคือ ที่นั่งข้างคนขับของคุณเสือไม่มีใครนั่งอยู่เลย เพราะมีแค่กระดาษบทใบบาง ๆ วางไว้ก็ไม่น่าจะทำให้เตือนขึ้นมาได้ ขณะนั้นคุณเสือเริ่มรู้สึกอึดอัด คิดว่าเขาน่าจะเข้ามาอยู่ในรถแล้ว และเสียงเตือนก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณเสือทำคือชะลอรถและหันไปคาดเข็มขัดให้เบาะข้าง ๆ เพื่อทำให้เสียงสัญญาณเตือนหายไป หลังจากนั้น คุณเสือก็ขับรถต่อไปจนถึงบ้าน คุณเสือใช้วิธีลงจากรถแล้วรีบปิดประตู โดยไม่เรียกเขาลงมาด้วย เพราะคุณเสือมีความเชื่อว่า เรียกขึ้นมาแล้วก็ต้องเรียกลงในสถานที่เดิม วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุณเสือถึงสถานที่ถ่ายทำเดิม หลังจากที่จอดรถก็เปิดประตูรถทุกบานทิ้งไว้ และพูดเชิญให้เขาลงรถไป เพื่อหวังไว้ว่าคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ จะหายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

อยู่ในช่วงดวงตก ปัญหาหลายอย่างรุมเร้า จับพลัดจับพลูได้มาอยู่อะพาร์ตเมนต์ กะจะหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ดันทำให้สัมผัสที่ 6 เปิดขึ้นแบบเต็มคาราเบล เพราะห้องที่อยู่นั้นเต็มไปด้วยผีมาตามก่อกวน!

19 พ.ค. 2023

อยู่ในช่วงดวงตก ปัญหาหลายอย่างรุมเร้า จับพลัดจับพลูได้มาอยู่อะพาร์ตเมนต์ กะจะหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ดันทำให้สัมผัสที่ 6 เปิดขึ้นแบบเต็มคาราเบล เพราะห้องที่อยู่นั้นเต็มไปด้วยผีมาตามก่อกวน!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (9 พฤษภาคม 2566) ได้มีสายจาก ‘คุณอ้อ’ โทรมาเล่าเรื่องของตัวเองที่ดวงตกจนเจอดี ให้กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ ฟัง เรื่องราวจะหลอนสักแค่ไหน ไปติดตามกันได้เลย! คุณอ้อเล่าว่า เรื่องในครั้งนี้เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้นอายุประมาณ 37 ปี และมีแพลนจะแต่งงาน แต่คงเป็นช่วงที่ดวงตัวเองตก เพราะมีเหตุการณ์แย่ ๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งเลิกกับแฟน สูญเสียบ้านและรถ ไปพร้อมกัน เหลือก็แต่ชีวิตของตัวคุณอ้อเอง และการดวงตกในครั้งนี้ ทำให้เกิดผลกระทบกับตัวคุณอ้ออีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือคุณอ้อมีสัมผัสที่ 6 ทำให้เห็นผีได้ เมื่อออกมาจากบ้านแฟน ก็มาอยู่อะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สิ่งที่เจอในสัปดาห์แรกคือผีผู้หญิงวัยกลางคนมาหลอกด้วยสภาพหน้าเละครึ่งร่าง ทำให้คุณอ้อนอนไม่ได้ ต้องเปิดไฟและทีวีทิ้งไว้ทั้งคืน คุณอ้อทนไม่ไหวจึงบอกกับผีตนนั้นไปว่า “คุณคะ หนูหนีร้อนมาพึ่งเย็นนะ หนูขอมาอยู่ร่วมกับคุณนะคะ แล้วพรุ่งนี้หนูไปทำบุญให้” พอตื่นเช้ามาสิ่งที่เกิดขึ้นคืออาการปวดไหล่ที่ทรมานมาก ๆ คุณอ้อจึงคิดว่าเดี๋ยวพอทำบุญเสร็จจะไปนอนนวดตัว และเมื่อถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลเรียบร้อย ปรากฏว่าอาการปวดเมื่อยไหล่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง คุณอ้อถึงกับตะลึงในใจอยู่สักพักเพราะเคยเห็นแต่ในทีวีหรือฟังเรื่องเล่าจากคนอื่นไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเองแบบนี้ หลังจากเจอเคสแรกแบบสยองขวัญไป คุณอ้อก็บอกกับผีในห้องนั้นว่า “ฉันขอไม่เห็นนะ เพราะฉันไม่ไหวจริง ๆ ถ้าคุณมาเละ มาแบบน่ากลัว ฉันจะแช่งให้คุณถึงที่สุดเอาให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” จนกระทั่งผ่านไป 3 – 4 วัน คุณอ้อก็เจอผีอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นผีผู้หญิงวัยกลางคนที่มาในสภาพสวยดูดี ใส่เสื้อคอบัวสีชมพู ตามที่คุณอ้อได้บอกไว้ว่าขอเจอในสภาพดี แต่คุณอ้อก็คิดในใจว่าเขาจะเอาอะไรอีกนะ เพราะทำบุญให้ไปแล้ว หลังจากนั้นก็ตัดสินใจไปทำบุญให้อีกครั้ง ต่อมาก็ได้เจอผีอีกตนหนึ่ง แถมมาแบบพีคและหลอนที่สุดอีกด้วย! เพราะทุกครั้งที่นอนหงาย คุณอ้อมักจะโดนผีตนนี้อำทำให้หายใจไม่ออก คุณอ้อจึงกลัวการนอนหงายมาก และเปลี่ยนมานอนตะแคงแทน ในครั้งนี้คุณอ้อก็ยังคงเจอเช่นเคยแถมยังเป็นคืนวันโกน ทำให้เห็นชัดเลยทั้งร่าง! ผีตนนั้นเดินมาที่ปลายเตียงก่อนจะเดินเข้ามาข้าง ๆ และจับไหล่ จับคอคุณอ้อแล้วบอกว่า “นอนหงายสิ นอนหงายสิ!” ตอนนั้นคุณอ้ออยากย้ายออกจากอะพาร์ตเมนต์นี้มาก แต่ได้ซื้อบ้านไว้แล้ว และต้องรอให้ครบเก้าเดือนก่อนถึงจะย้ายเข้าไปอยู่ได้ ทำให้ตอนนั้นที่พึ่งเดียวที่มีคือหมอดู และหมอดูก็ทักมาขึ้นมาว่า “ห้องอื่นมีเยอะแยะไม่อยู่เนาะ มาอยู่ชั้นห้า เปิดลิฟต์ออกมาเลี้ยวซ้ายมืดทั้งชั้น แถมเข้าห้องไปมีแต่ผีเต็มไปหมด” คุณอ้อคิดในใจ “แม่นมาก รู้ได้ยังไง” และหมอดูก็แนะนำวิธีแก้ปัญหาโดยให้จุดธูปบอกเขา ว่าเราหนีร้อนมาเพิ่งเย็นขออยู่แบบประนีประนอม ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ และต้องใส่ประคำของพระอาจารย์นอนตลอดด้วย ไม่งั้นมันนอนไม่ได้ ต่อมาคนที่ทำให้คุณอ้อมั่นใจมาก ว่าสิ่งที่เจอมันมีจริง ก็คือเพื่อนของคุณอ้อที่มาเที่ยวห้อง คุณอ้อบอกว่า “ห้องเรามีแบบนี้นะ ถ้าเธอจะนอนให้ใส่ประคำนอน” แต่ตอนนั้นเพื่อนของคุณอ้อพาแฟนมานอนด้วยในตอนที่คุณอ้อไม่อยู่ห้อง ด้วยความที่เพื่อนคนนั้นเป็นคนดวงแข็งจึงไม่เจออะไร แต่แฟนของเพื่อนฝันว่ามีคนมาเคาะห้องเสียงดัง ปังปังปัง! พอไปส่องดูที่ตาแมว ก็เห็นว่าเป็นผู้ชายผมประบ่า เปลือยท่อนบน ใส่กางเกงขาก๊วย ซึ่งเป็นลักษณะแบบเดียวกันที่คุณอ้อเองก็เคยเจอ หลังจากนั้นแฟนของเพื่อนก็เจอผีตนนั้นอีก แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มาในฝัน เขามาแบบเสียงไล่ดังอยู่ข้างหูว่า “ชิ่ว ออกไป ออกไป!!“ สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้จึงพากันกลับ เมื่อผ่านไปจนครบเก้าเดือน ก็ถึงเวลาที่คุณอ้อต้องย้ายออกจากที่แห่งนี้ แต่ก่อนจะย้ายก็เกิดความสงสัยว่า ในห้องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงมีผีเยอะขนาดนี้ จึงไปถามคุณป้าที่อยู่ร้านขายของข้างล่างตึกว่า “คุณป้าหนูถามหน่อย ที่นี่มันมีอะไรแปลก ๆ มั้ย” ป้าก็ตอบมาว่า “อ้อมี บางวันนะ เห็นคนเดินเข้ามาเป็นผู้หญิงวัยกลางคน บางวันก็เป็นผู้หญิงแบบสาวสวยหน่อยใส่เสื้อชมพูคอบัว บางวันก็เป็นผู้ชายผมประบ่าใส่กางเกงขาก๊วย ซึ่งป้าก็ยืนยันว่าไม่ใช่คนที่พักอะพาร์ตเมนต์ นี้แน่นอน ซึ่งเดิมทีอะพาร์ตเมนต์นี้เคยมีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ที่คนมักจะเอาศาลเก่ามาทิ้ง แล้วเอาผ้าหลากสีมาผูกไว้ แต่เจ้าของที่ตรงนี้เป็นคนนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้ตอนสร้างอะพาร์ตเมนต์ต้องตัดต้นโพธิ์ออก และไม่ได้ตั้งศาลพระภูมิใหม่ไว้ เหมือนกับว่าไปรื้อบ้านเขาออก แล้วเขาไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนเลยพากันไปอยู่ในห้องของอะพาร์ตเมนต์นี้แทน” หลังเล่าจบก็เลยย้อนถามคุณอ้อก็มาว่า “ทำไมหรอหนู หนูเจอหรอ” คุณอ้อพยักหน้าบอกว่า “ใช่ เจอครบตามที่ป้าบอกเลย” นอกจากนี้ คุณอ้อเคยมีเคสที่หนักกว่าตอนที่อยู่ในอะพาร์ตเมนต์นี้ คือการโดนผีเข้า ด้วยความที่คุณอ้อได้ไปเจอคนนู้นคนนี้มา และในบ้านของคนนั้นมีคนตายไป แต่วิญญาณสื่อสารกับใครไม่ได้ พอได้มาเจอคุณอ้อที่อยู่ในช่วงดวงตก จึงเข้าสิงร่างแทน ซึ่งคุณอ้อเล่าว่ารู้สึกตัวว่ามีคนมาอยู่ด้วยกัน แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ภาพที่คนอื่นเห็นตอนนั้นคือ คุณอ้อร้องไห้พลั่งพรูเล่าหลายสิ่งหลายอย่างที่วิญญาณตนนั้นต้องการออกมา และเมื่อจบเหตุการณ์นั้น ทำให้คุณอ้อรู้สึกไม่ดี และเราคิดว่ามันไม่ควรจะมาเกาะติดกับตัวขนาดนี้ ที่สำคัญเลยคือทำให้สุขภาพคุณอ้อแย่ลงไปด้วย ป่วยง่ายขึ้น หรือแม้แต่ป่วยไม่รู้สาเหตุ และหลังจากเหตุการณ์เหล่านั้น คุณอ้อก็กลายเป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 แรงขึ้น ต้องปรับตัวให้อยู่กับสิ่งเหล่านั้นให้ได้ พร้อมกับหันมาพึ่งในเรื่องของการสวดมนต์นั่งสมาธิ เพราะไม่อยากเจอเหมือนเคสที่ผ่าน ๆ มา พร้อมกับบอกข้อคิดแก่คนที่ได้ฟังเรื่องราวของตนว่า “สัมผัสที่ 6 นี้เราไม่สามารถปฏิเสธมันได้ แต่เราเลือกที่จะอยู่ร่วมกับมันได้ และสามารถเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ โดยที่ต้องไม่กระทบเรา” (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

กลายเป็นทริปทะเลทรายสุดหลอน เมื่อไกด์ทัวร์ไม่ยอมจองที่พักล่วงหน้าไว้ ทำให้ต้องไปนอนทับที่คนตายโดยไม่รู้ตัว และด้วยความชอบส่วนตัวจึงแต่งตัววาบหวิวออกมาถ่ายรูป จบที่คืนนั้นเกือบตาย! เพราะโดนหลอกแบบดับเบิ้ล!

22 พ.ค. 2023

กลายเป็นทริปทะเลทรายสุดหลอน เมื่อไกด์ทัวร์ไม่ยอมจองที่พักล่วงหน้าไว้ ทำให้ต้องไปนอนทับที่คนตายโดยไม่รู้ตัว และด้วยความชอบส่วนตัวจึงแต่งตัววาบหวิวออกมาถ่ายรูป จบที่คืนนั้นเกือบตาย! เพราะโดนหลอกแบบดับเบิ้ล!

‘คุณอ้วน รีเทิร์น’ ได้มาเยือนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (9 พฤษภาคม 2566) เพื่อมาเล่าเรื่องหลอนของตัวเองที่เจอดีระหว่างท่องทริปทะเลทราย ให้กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ ฟัง ว่าได้เจอผีถึง 2 ตน! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามกันได้เลย! คุณอ้วนเล่าว่าตัวเองนั้นชอบไปเที่ยวทะเลทรายช่วงเดือนธันวาคมของทุกปีมาก เพราะมันดูมีมนต์ขลัง ดูมีเสน่ห์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และเมื่อย้อนกลับไปประมาณ 6 ปีที่แล้วในวันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันที่คุณอ้วนวางแพลนว่าจะไปเคาท์ดาวน์ที่กลางทะเลทราย มีเพื่อนคนไทยไปด้วย 2 คน หนึ่งในนั้นสามารถพูดอาหรับได้ และมีไกด์ทัวร์ด้วยอีกหนึ่งคน ซึ่งได้วานให้ไกด์ทัวร์รีบโทรไปจองเต็นท์ที่อยู่ในแคมป์กลางทะเลทราย เพราะกลัวว่าเต็นท์จะเต็ม แต่ไกด์ทัวร์บอกว่าไม่เต็มแน่นอน พอไปถึงปรากฏว่าเต็นท์เต็ม! จะกลับก็ไม่ได้เพราะใช้เวลาเดินทางมากว่า 4 ชั่วโมง ด้วยความโมโห คุณอ้วนจึงโวยวายด่าไกด์ทัวร์หนักมาก จนเจ้าของแคมป์เดินมาเห็นเหตุการณ์และสงสารไกด์ทัวร์คนนั้น จึงเดินเข้ามาบอกว่า “ขอโทษนะ ถ้าไม่รังเกียจ เขามีห้องเล็ก ๆ อยู่ห้องหนึ่ง ซึ่งจะนำเตียง 3 ฟุต 3 เตียง มาเติมให้แต่ห้องสภาพไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ เพราะไม่เคยมีคนมานอน” คุณอ้วนชั่งใจอยู่สักครู่ ก็หยวน ๆ ให้เพราะไม่รู้ว่าจะไปพักที่ไหนแล้ว แถมตอนนั้นอากาศก็เริ่มเย็นลงแล้ว... ก่อนที่ฟ้าจะมืดคุณอ้วนได้ไปถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ซึ่งชุดที่คุณอ้วนสวมใส่ค่อนข้างที่จะโป๊ เมื่อไกด์ทัวร์เดินมาเห็น เขาก็เข้ามาเตือนว่าอย่าถ่ายรูปแบบนี้ แต่ด้วยความที่ยังคงโกรธไกด์ทัวร์คนนั้นอยู่ คุณอ้วนจึงไม่สนใจและยืนยันว่าจะถ่ายต่อ เพราะบนสันของเนินทะเลทรายนี้มีแค่กลุ่มของคุณอ้วนเท่านั้น และคิดว่าไม่น่ามีใครมาเห็น เมื่อถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณอ้วนรู้สึกเหนื่อยมาก จึงไม่ได้ออกไปปิ้งย่างบาร์บีคิวกับเพื่อน ๆ และได้อาบน้ำเข้านอนทันที คุณอ้วนนอนที่เตียงด้านในสุด ขณะที่กำลังล้มตัวนอนและกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเปิดเต็นท์ตรงเข้ามายังเตียงที่นอนอยู่ เมื่อลืมตามอง ก็เห็นเป็นผู้ชายคนหนึ่งคล้ายคนอินเดีย ผมสั้นแต่พะรุงพะรัง มีหนวด ใส่เสื้อเป็นลายสก็อตแขนสั้นเก่า ๆ ในใจคุณอ้วนก็คิดสงสัยว่าเป็นใคร เป็นคนงานหรือเปล่า และพอเขามาหยุดที่เตียงของคุณอ้วน เขาก็มายืนจ้องหน้าพร้อมกับทำตาเหลือกถลนใส่ ในขณะนั้นคุณอ้วนก็เหมือนกับมองชายคนนั้นอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น และรู้สึกได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่คนแน่ ๆ และรู้สึกว่าอยากจะลุกหนีไปให้เร็วที่สุด จึงพยายามร้องให้คนช่วย! และเพื่อนทั้ง 2 คนของคุณอ้วนก็เดินเข้ามาในเต็นท์พอดี จึงพยายามร้องเรียกให้ช่วย ด้วยอาการเหมือนจะขาดใจเพราะเริ่มหายใจไม่ออก แต่เพื่อนทั้ง 2 คนนั้นคิดว่าคุณอ้วนแค่ละเมอ จึงไม่ได้สนใจและพากันเข้านอน และผีผู้ชายคนนั้นก็ได้หายไป แต่คุณอ้วนรู้สึกว่าเหมือนมีตัวอะไรไม่รู้มุดเข้ามาในผ้าห่มแทน! และเมื่อมันมุดมาถึงตรงหน้าอก คุณอ้วนก็พยายามเอามือดันตรงหน้าอกไว้ คุณอ้วนกลัวมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงตัดสินใจสวดมนต์และคิดถึงพ่อกับแม่ ซึ่งในตอนนั้นอาการหายใจไม่ออกเหมือนจะขาดใจตายให้ได้ก็หนักขึ้น ขณะที่กำลังสวดมนต์อยู่นั้นก็เห็นเป็นผู้ชายตัวเล็ก ชุดขาว หน้าเหี่ยวย่น มีหนวดเคราและใส่ผ้าโพกหัวสีขาว เดินเข้ามาหาที่เตียงซึ่งในตอนนั้นคุณอ้วนรู้สึกว่าเหมือนตัวเองลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งเรียบร้อยแล้ว และผู้ชายคนนั้นก็เอามือหนึ่งกดบ่าคุณอ้วน อีกมือหนึ่งดันเต็นท์ไว้ แล้วก็มองหน้าคุณอ้วนด้วยสายตาที่ดูน่ากลัว นึกในใจตอนนั้นคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ ๆ จึงพยายามเอามือไปหยิบพาวเวอร์แบงค์เพื่อจะโยนใส่เพื่อนที่นอนอยู่ แต่พอจะโยนมันกลับหลุดมือตกลงพื้นเสียงดัง ทำให้ในตอนนั้นคุณอ้วนก็รู้สึกตัว และลุกขึ้นมาตะโกนร้องว่า “ช่วยด้วย ๆ ผีหลอก” เพื่อนทั้งสองคนจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาและเห็นว่าหน้าของคุณอ้วนนั้นเขียวไปหมดเลยเหมือนคนกำลังจะช็อก เพื่อน ๆ ก็ถามว่าเป็นอะไรคุณอ้วนจึงเล่าทุกอย่างให้ฟัง หลังจากนั้นคุณอ้วนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เพราะเวลาตี 2 แล้ว จะนอนก็ไม่ได้ จึงพากันออกไปนอกเต็นท์ เพื่อนคนหนึ่งจึงไปตามไกด์ทัวร์มาและเล่าทุกอย่างให้ฟัง พร้อมกับขอให้เขาหาที่นอนใหม่ให้ แต่จนแล้วจนรอดก็หาที่นอนใหม่ให้ไม่ได้ จะพากันไปนอนที่รถก็ไม่ได้ จึงจำใจต้องกลับไปนอนที่เต็นท์นั้น เพื่อนคุณอ้วนก็ช่วยกันปลอบว่าอย่ากลัว ให้ตั้งสติ และทุกคนจึงตัดสินใจไปนอนกองรวมกันอยู่ที่มุมเต็นท์ คุณอ้วนเองก็ให้เพื่อนทั้ง 2 คนมานอนประกบสองข้าง และเอาขามากอดคุณอ้วนไว้ด้วย ส่วนไกด์ทัวร์คนนั้นไปนอนที่เตียงของคุณอ้วนแทน แต่คุณอ้วนและเพื่อน ๆ ก็นอนไม่ลงอยู่ดี แถมพากันสวดมนต์แทบทั้งคืนจนถึงเช้า รุ่งเช้า คุณอ้วนก็ลุกออกไปชงกาแฟกิน เพื่อน ๆ และไกด์ก็ตามออกมา เจ้าของแคมป์เดินมาเห็นเข้าพอดี จึงถามว่าทำไมถึงพากันออกเต็นท์มาเช้าจัง ปกตินักท่องเที่ยวจะตื่นสายกว่านี้ ไกด์ทัวร์จึงบอกไปว่าเมื่อคืนแขกของเราโดนผีหลอก ทำให้นอนไม่ได้ ด้วยความที่คนอาหรับมักจะเป็นคนที่พูดตรงและไม่โกหก เจ้าของแคมป์จึงเล่าว่าจริง ๆ เต็นท์ตรงนั้นถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ได้อยากขายให้ เพราะย้อนกลับไปตอนที่เขาเข้ามาทำกิจการแคมป์ตรงพื้นที่นี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีคนงานเป็นคนอินเดียมาฆ่าตัวตายตรงเต็นท์ที่คุณอ้วนนอน คุณอ้วนได้ฟังดังนั้นก็ขนลุกหนักมาก เพราะตอนที่เจอเหตุการณ์นั้นก็นึกสงสัยในใจอยู่ว่าคนอินเดียจะมาอยู่ทำไมในพื้นที่อาหรับ หลังจากนั้น ตามแพลนคุณอ้วนและเพื่อน ๆ จะต้องนอนค้างอีกหนึ่งคืน แต่ทุกคนก็ตัดสินใจยกเลิกทริป และนั่งรถกลับเข้าเมืองทันที ระหว่างที่ขับรถอยู่นั้น ไกด์ทัวร์ก็พูดว่า “ผมบอกคุณแล้วใช่ไหม ว่าไม่ให้แต่งตัวโป๊ออกมาถ่ายรูป เพราะที่นี่เจ้าที่แรงมาก และศาสนาเขาไม่ชอบเรื่องอะไรแบบนี้” นั่นทำให้คุณอ้วนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น ว่าจริง ๆ แล้วตนเจอผีผู้ชาย 2 คน และผีผู้ชายคนที่สองที่เข้ามาในเต็นท์คงต้องเป็นเจ้าที่เจ้าทางแน่ ๆ คุณอ้วนถึงกับขนลุกขึ้นมาอีกครั้งทันที และบอกกับตัวเองว่าจะไม่ไปในพื้นที่ตรงนั้นอีกแล้ว เมื่อกลับมาถึงยังในตัวเมืองจึงได้ทำพิธีของไทยเพื่อกราบขอขมาลาโทษผีเหล่านั้น และเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็ทำให้คุณอ้วนไม่กล้าแต่งตัวโป๊ถ่ายรูปอีกเลย พร้อมกับบอกว่าเวลาเราจะไปยังสถานที่ไหน เราควรให้ความเคารพต่อสถานที่ตรงนั้นทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วย (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-