เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'คืนออกตรวจ' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'คืนออกตรวจ' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

23 ก.พ. 2025

       ตำรวจหน้าใหม่ไฟแรงคนหนึ่ง ได้รับแจ้งเหตุว่ามีขโมยขึ้นบ้าน แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบร่องรอยของโจรเลย กลับพบเพียงตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ ที่มีศพอยู่ในนั้น!

       ศพนี้คือใคร?

       คนที่โทรแจ้งจะเกี่ยวข้องกับศพนี้อย่างไร?

       และเหตุการณ์หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น?

       ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คืนออกตรวจ’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กุมภาพันธ์ 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’

       ถ้าพร้อมแล้ว ไปหาคำตอบกันเลย!

 

       ‘คุณออโต้’ ได้นำเรื่องของน้องตำรวจคนหนึ่งชื่อ ‘คุณโจ้’ (นามสมมติ) มาเล่า โดยเล่าว่า 

       ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน เป็นช่วงที่คุณโจ้ได้เป็นตำรวจใหม่ มักได้ออกตรวจเมื่อมีคนมาแจ้งเหตุเข้ามา และในวันที่เกิดเหตุตอนประมาณ ตี 1 กว่า ได้มีคนแจ้งเข้ามาว่า มีคนร้ายขึ้นบ้าน คุณโจ้และเพื่อนอีกสองคน จึงขับรถสายตรวจออกไปที่เกิดเหตุทันที

       จากสถานีตำรวจและบ้านที่เกิดเหตุนั้นห่างกันประมาณ 6 กิโลเมตร ลักษณะของบ้านที่เกิดเหตุมีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่กว่า บ้านติดอยู่กับสวน เมื่อคุณโจ้และเพื่อนมาถึงก็สังเกตเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าประตูบ้าน ผู้ชายที่ยืนอยู่มีท่าทางตกใจเป็นอย่างมาก คุณโจ้จึงได้เข้าไปสอบถาม ผู้ชายคนนี้เล่าว่า

       “เมื่อกี้ ผมได้ยินเสียงกระทืบเท้าบนชั้น 2”

       เมื่อทราบเรื่องคุณโจ้และเพื่อนจึงขึ้นไปตรวจสอบบนบ้านทันที 

       คุณโจ้และเพื่อนเดินขึ้นไปบนชั้น 2 พร้อมกับเจ้าของบ้านนามว่า ‘คุณเอ’ (นามสมมติ) ซึ่งได้บอกกับคุณโจ้เพิ่มเติมว่า

       “พี่ ห้องข้างบ้านเนี่ยผมได้ยินเสียง”

       คุณโจ้จึงพูดไปว่า

       “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ใครอยู่ในห้อง ออกมา”

       แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา คุณโจ้จึงเปิดประตูเข้าไป แต่ก็ไม่พบใคร คุณโจ้จึงถามคุณเอว่า

       “น้อง ในห้องไม่มีคนเลยนะ”

       แต่คุณเอก็ยังยืนยันว่าเขานั้นได้ยินเสียงกระทืบเท้า และบอกต่อว่าอาจจะกระโดดออกทางหน้าต่างไปแล้วก็ได้ คุณโจ้จึงไปตรวจสอบที่หน้าต่างปรากฏว่ามันล็อกอยู่ และคิดว่าคงไม่มีโจรคนไหนกระโดดออกจากทางหน้าต่างแล้วกลับมาล็อกตามเดิม 

       คุณโจ้ได้ปรึกษากับเพื่อนอีกสองคนว่า คุณเออาจจะเมาสารเสพติดแล้วเกิดอาการหลอน คุณโจ้จึงเดินลงมาบอกคุณเอว่าเขาไม่พบใครเลย แต่คุณเอก็ยังยืนยันคำเดิมว่าได้ยินเสียงจริง ๆ และมีเสียงคนคุยกันรอบบ้าน แต่ก็จับใจความที่คุยกันไม่ได้ แล้วยังได้ยินเสียงกระทืบเท้า คุณเอจึงขอให้ไปตรวจดูรอบบ้าน คุณโจ้และเพื่อนก็ทำตามนั้น แต่เมื่อเดินตรวจทุกที่แล้วก็ยังไม่พบใครหรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ จึงเดินกลับมาบอกกับคุณเอว่า

       “พี่เดินตรวจแล้ว ไม่เจอคนร้ายเลยนะ”

       แต่คุณเอก็ยังยืนยันว่าได้ยินจริง ๆ 

       เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อย คุณโจ้และเพื่อนจึงขอกลับมาที่สถานีตำรวจ แต่ขับรถมาได้ประมาณ 10 นาที ก็มีวิทยุแจ้งเข้ามาว่า บ้านหลังนั้นที่พวกเขาไปตรวจมามีคนร้ายวิ่งเข้าไปในบ้าน คุณโจ้และเพื่อนก็คิดว่า ‘บ้านหลังนี้อีกแล้ว’ แต่ด้วยหน้าที่จึงเดินทางกลับไปที่บ้านหลังเดิม และเห็นคุณเอยืนอยู่ที่รั้วบ้านด้วยท่าทีตกใจและบอกว่า

       “มันมีคนวิ่งเข้าไปพี่”

       คุณเอจึงได้เอาเชือกล็อกประตูห้องนั้นไว้ มั่นใจว่าครั้งนี้ต้องจับได้แน่

       คุณโจ้และเพื่อนก็ขึ้นไปบนชั้น 2 ของบ้าน แต่คราวนี้คุณเอได้เปิดไฟไว้ทั่วบ้าน พอถึงชั้น 2 คุณโจ้ก็ตะโกนออกไปว่า

       “ใครอยู่ในห้อง! ออกมา! นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ!”

       แต่เรื่องที่แปลกก็คือ ครั้งที่แล้วภายในห้องมีแค่เตียงกับพัดลม แต่ครั้งนี้กลับมีตู้เสื้อผ้าไม้ขนาดใหญ่อยู่กลางห้อง คุณโจ้จึงคุยกับเพื่อนว่า

       “เมื่อกี้เรามาไม่เห็นเจอนะ”

       คุณโจ้จึงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เพื่อดูว่ามีคนร้ายอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่เมื่อเปิดออกก็ไม่พบออะไร เป็นตู้เปล่า ทั้งสามคนจึงสรุปกันว่าเจ้าของบ้านมีอาการหลอน และเริ่มปลีกตัวออกมาพร้อมตะโกนบอกไปว่า

       “ถ้าน้องหลอนหรืออะไร นอนหลับได้เลยนะ อย่าโทรแจ้งอย่างงี้อีก”

       แต่ขณะที่กำลังออกจากห้องนั้น ก็มีเสียงเหมือนคนกำลังเคาะตู้เสื้อผ้าจากด้านใน คุณโจ้จึงหันไปมอง และไฟที่เริ่มติด ๆ ดับ ๆ ในขณะนั้นเองตู้เสื้อผ้าก็ค่อย ๆ เปิดออกมา จนเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งภายในตู้ โดยร่างนั้นมีลักษณะอืดบวม และตรงพัดลมเพดานที่ไฟติด ๆ ดับ ๆ อยู่ ก็มีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งผูกคอห้อยอยู่ แล้วชี้หน้ามาที่ทั้ง 3 คน พร้อมตะโกนออกมาว่า

       “พวกมึงเป็นใคร! เข้ามาบ้านกูทำไม”

       คุณโจ้และเพื่อนรีบวิ่งลงมาข้างล่าง โดยที่คุณเอไปยืนรอที่รถสายตรวจแล้ว ทั้ง 3 คนจึงมาคุยกับคุณเอถึงสิ่งที่พวกเขาเจอ และถามคุณเอว่า

       “แล้วเป็นเจ้าของบ้านหรือเปล่า”

       คุณเอจึงบอกไปว่า

       “ผมพึ่งมานอนคืนแรกพี่ ผมก็ได้ยินเสียง”

       คุณโจ้จึงถามต่อว่า

       “แล้วเจ้าของบ้านละ”

       คุณเอก็บอกว่าเจ้าของบ้านนั้นเป็นคุณป้า ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัด

       ทั้ง 3 คนยังคงตกใจกับสิ่งที่เจอ จึงหันกลับไปมองในตัวบ้านที่เปิดไฟไว้ทั่ว แต่แล้วอยู่ ๆ ไฟก็ดับไป และมีเสียงตะโกนออกมาพร้อมกันว่า

       “พวกมึง! ออกไปจากบ้านกู!”

       โดยเสียงนั้นมาจากร่างชาย-หญิงที่พวกเขาพบ คุณโจ้และเพื่อนจึงรีบพาคุณเอไปที่สถานีตำรวจ เมื่อมาถึงก็ได้เริ่มพูดคุยกัน คุณเอก็ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นภายในบ้านหลังนั้น แต่ก็ไม่สามารถกลับไปได้แล้วเพราะกลัวมาก คุณโจ้จึงให้คุณเอนอนที่สถานีตำรวจ

       เช้าวันรุ่งขึ้น คุณโจ้และเพื่อนมานั่งคุยกันว่าที่พวกเขาเจอนั้นมันคืออะไรกันแน่ เมื่อคุยกันเสร็จก็ขับรถไปส่งคุณเอเพื่อไปเก็บของ และถามว่าจะทำอย่างไรต่อ คุณเอจึงตอบกลับว่า

       “ไม่อยู่แล้วพี่ ผีหลอกขนาดนี้ผมกลับดีกว่า”

       เมื่อคุณโจ้ไปส่งคุณเอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาที่สถานีตำรวจเพื่อไปถามรองผู้กำกับว่าบ้านหลังนั้นเคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น รองผู้กำกับก็มีสีหน้าตกใจและเริ่มเล่าให้คุณโจ้ฟังว่า 

       บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของสองสามีภรรยาคู่หนึ่งที่อยู่ด้วยกันแล้วมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ฝ่ายภรรยาได้แทงสามีและเอาร่างไปไว้ในตู้เสื้อผ้า ส่วนตัวเองก็ผูกคอตายตาม และเมื่อบ้านหลังนี้ได้ขายทอดตลาด คนที่เข้ามาพักก็จะเจอเหตุการณ์แบบที่คุณเอเจอ..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา

21 มี.ค. 2023

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา คืนหนึ่ง.. ต้องไปส่งเอกสารด่วน ขากลับขับผ่านโค้งหักศอก ตรงนั้นมีศาลตั้งอยู่ด้วย! พยายามมองแค่ทางตรงแล้ว แต่หางตาดันสะดุด ทำให้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น! สติหลุด ทั้งกรี๊ด ทั้งร้องไห้ ขับต่อแทบไม่ไหวจนต้องจอดพัก แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก่อให้เกิดคลื่นน้ำขนาดยักษ์ที่เรารู้จักและหวาดกลัวอย่าง ‘สึนามิ’ พัดถล่มเข้าชายฝั่งหลายจังหวัดทางภาคใต้ในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทั้งโลกไม่อาจลืมเลือน หนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์เต็ม ๆ คือ จ.พังงา และยังเป็นจุดหมายปลายทางของ ‘คุณแนน’ สายจากทางบ้านที่พบเจอกับประสบการณ์หลอนทันทีที่ได้มาถึง ทำเอา ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ถึงกับอ้าปากค้างในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (14 มีนาคม 2566) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ย้ายไปพังงา’ คุณแนนเล่าว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เมื่อ 13 ปีก่อน ตอนนั้นคุณแนนได้บรรจุเป็นราชการครั้งแรก ได้ทำงานอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงา แต่เดิมนั้นคุณแนนอาศัยอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงใช้เวลาเดินทางไปที่พังงานานหลายชั่วโมง ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน รวมทั้งบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยทะเลที่สวยงาม และความเหน็ดเหนื่อยจากเดินทางไกล ทำให้คุณแนนไม่ได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง และผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยทันทีที่เดินทางไปถึงบ้านพักข้าราชการ.. ทันทีที่หลับ คุณแนนก็ฝันว่าตัวเองนั้นนั่งอยู่ที่ท้ายกระบะ สักพักก็มีคนโยนศพขึ้นมาบนรถ! โยนมาจนเต็มหลังกระบะและเบียดพื้นที่ของคุณแนน ตอนนั้นคุณแนนรู้ตัวแล้วว่ากำลังฝันอยู่ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ จากนั้นก็พยายามพูดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียง “อึกอัก อึกอัก” ไม่เป็นภาษา จนพี่ที่อยู่บ้านพักเดียวกันตื่นขึ้นมาเขย่าตัวคุณแนนและตะโกนเรียกเสียงดังจนคุณแนนตื่นขึ้นมาจากภวังค์นั้น และบอกว่า “เห้ยพี่ หนูฝันร้าย” เมื่อชาวบ้านทราบข่าวก็ถามขึ้นมาว่า “พอลงเกาะมาเนี่ย ได้ไหว้ ได้ขอเจ้าที่เจ้าทางบ้างหรือเปล่า” คุณแนนก็ตอบไปว่า “ไม่ได้ขอเลยค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้นก็พาคุณแนนไปที่หน้าหาดเพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่เจ้าทาง จะได้ทำงานและอยู่อาศัยที่นี่ได้อย่างราบรื่น คุณแนนเล่าเสริมอีกว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์สึนามิถล่ม จำนวนประชากรที่เกานี้มีประมาณ 500 - 600 คน จนปีที่คุณแนนบรรจุเข้าไปทำงาน เหลือประชากรเพียง 200 กว่าคนเท่านั้น นอกจากจะไปไหว้ที่หน้าหาดแล้ว ชาวบ้านยังพาคุณแนนไปไหว้ที่ศาลพ่อตาหินกอง ลักษณะคือเป็นศาลที่ตั้งอยู่บนหิน ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ไม่โดนสึนามิแม้จะตั้งอยู่หน้าหาดก็ตาม หลังจากนั้นคุณแนนก็ไม่เจออะไรพิศวงจนกระทั่ง.. เวลาผ่านไปสักพัก ในคืนที่คุณแนนต้องนอนคนเดียว เพราะเพื่อนร่วมงานหลายคนส่วนใหญ่เป็นคนใต้ที่มาจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครศรีธรรมราชบ้าง สุราษฎร์ธานีบ้าง พัทลุงบ้าง เขาก็จะกลับบ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณแนนเล่าว่าทุกครั้งที่ต้องนอนคนเดียว จะรู้สึกเหมือนว่าถูกผีอำ แล้วก็จะเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่ที่ปลายเท้า บางครั้งก็เป็นเด็ก บางครั้งก็เป็นผู้ชายแก่ หรือคนท้องบ้าง เรียกได้ว่ามาทุกรูปแบบ ทุกครั้งที่เจอคุณแนนก็จะสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ตลอด บางคนก็ไปง่าย แต่กับบางคนก็ต้องใช้เวลาสวดนาน คุณเล่าเสริมอีกว่าเขาจะมาปรากฏโดยที่ไม่ได้พูดหรือสื่อสารอะไร เหมือนมายืนมองเราเฉย ๆ แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่หลอนขนลุกจนคุณแนนจำได้ถึงทุกวันนี้.. คุณแนนเล่าให้ฟังว่าอำเภอที่อาศัยอยู่นั้นค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมง แถมที่นี่ยังมีฝนตกแทบจะตลอดเวลา วันนั้นต้องไปส่งเอกสารด่วนในตัวเมือง คุณแนนจึงรีบออกเดินทางเพราะรู้ดีว่าเส้นทางขากลับที่จะต้องผ่านหากว่ายิ่งมืดก็ยิ่งอันตราย เส้นทางที่ว่าจะมีลักษณะเป็นทางโค้งหักศอกหากหลุดโค้งก็เท่ากับตกเหว นอกจากนั้นยังมีศาลตั้งอยู่ด้วย ทุกครั้งที่ผ่านคุณแนนก็จะรู้สึกอึดอัดใจทุกครั้ง แต่ด้วยงานที่ยังค้างคาและกว่าจะสะสางเสร็จ เวลากลับก็ล่วงเลยมาถึงหนึ่งทุ่ม คุณแนนตั้งใจว่าจะไม่วอกแวกและจะตั้งสติในการขับรถเพียงอย่างเดียว พี่ที่นั่งมาด้วยก็รู้ดีว่าคุณแนนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง เขาก็พยายามหาเรื่องอื่นคุยกับคุณแนน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเครียด พอใกล้จะถึงทางโค้ง พี่เขาก็จับขาคุณแนน แล้วก็บอกว่า “พี่อยู่นี่นะ ไม่ต้องกลัว เราอยู่ด้วยกัน” คุณแนนก็พยายามมองแค่ทางตรง แต่ก็ต้องเสียสมาธิเพราะมีอะไรบางอย่างดึงความสนใจอยู่ที่หางตา! คุณแนนเผลอหันไปมองเข้าเต็ม ๆ ภาพที่เห็นคือศพหน้าเละที่ถูกผ้าห่อเต็มไปด้วยเลือดสีแดงยืนอยู่ตรงศาล! คุณแนนเห็นแบบนั้นก็ร้องกรี๊ดออกมาทันที สติแทบไม่อยู่กับตัว! พี่ที่นั่งมาด้วยก็พยายามช่วยตั้งสติ เพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ คุณแนนพอเริ่มได้สติก็พยายามขับรถให้ผ่านตรงนั้นไปแม้จะยังร้องไห้และช็อคกับสิ่งที่เห็น เมื่อขับผ่านจุดนั้นก็จอดรถและรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด เมื่อทุกอย่างเริ่มโอเคขึ้น ก็ขับรถกลับที่พักอย่างปลอดภัย ปัจจุบันนี้คุณแนนได้ย้ายกลับมาทำงานที่จังหวัดสุพรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้คิดร้ายอะไร ขอแค่ถ้าอยากได้อะไรก็ให้มาบอกดี ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

13 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณขวัญ น้ำมันพราย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’กูยังไม่ตาย‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ปุ๊ก’ ที่เป็นเพื่อนของตนในสมัยเรียน ปวช. ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมา 20 ปีแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 40 ก่อน หลังจากเรียน ปวช.จบที่ระยอง ปุ๊กก็ได้ย้ายไปอยู่อีกจังหวัด ได้ไปเจอเพื่อนใหม่และได้เช่าหอพักอยู่ด้วยกัน ซึ่งหอพักนี้คือหอพักของเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ชื่อ ‘ตั๋ม’ เเละยังเป็นที่รวมพลของกลุ่ม หอพักในสมัยนั้นมีโทรศัพท์กลางที่ตั้งอยู่หน้าหอพัก เมื่อมีปัญหาอะไรก็โทรหา รปภ. ได้ วันนั้นเป็นวันที่จะเริ่มเรียนซัมเมอร์ ในกลุ่มมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ‘เล็ก’ ซึ่งเป็นคนที่สวยมาก แต่น่าสงสารเพราะว่าพ่อแม่เสียไปแล้ว ทุกวันนี้เล็กจึงอยู่กับยายเเล้วก็หลานที่บ้านหลังหนึ่ง เล็กมักจะพยายามชวนเพื่อนในกลุ่มว่า “ว่าง ๆ ไปเที่ยวบ้านชั้นสิ” เพื่อน ๆ ทราบเช่นนั้นก็รวมตัวกันไป ปรากฏว่าบ้านของเล็กนั้นอยู่อีกอำเภอซึ่งไกลมาก เมื่อถึงบ้านของเล็ก ปุ๊กก็ได้บอกกับคุณขวัญว่า “ไม่อยากนอนค้างที่บ้านหลังนี้เลย บ้านหลังนี้น่ากลัวมาก“ ซึ่งลักษณะของบ้านจะเป็นไม้ยก 2 ชั้น ตั้งอยู่กลางสวนมะพร้าว มืดทะมึน ห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านเเละบ้านหลังนี้คุณตาของเล็กเพิ่งจะเสียชีวิตไป ในตอนแรกปุ๊กคิดว่าบ้านหลังนี้อยู่กัน 3 คน เเต่ปรากฎว่ามีเเฟนของเล็กอยู่ด้วยอีกคน ในคืนวันนั้นปุ๊กเเละกลุ่มเพื่อนได้นอนเปิดประตูอยู่บนชั้น 2 แต่แล้วก็มีเสียง ปึก ปึก ปึกก! เหมือนเป็นเสียงคนเดินขึ้นบันได ในระหว่างที่มีเสียงนั้น ทุกคนก็จ้องไปประตูเพื่อดูว่าเป็นใครที่เดินขึ้นมา แต่เมื่อสุดขั้นบันได เสียงนั้นก็เงียบหายไป… ไม่มีใครเดินออกมา! ทุกคนได้เเต่สงสัยว่าเป็นใครเเต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นในตอนเช้าก็แยกย้ายกลับบ้าน ผ่านไปเมื่อปุ๊กเรียนซัมเมอร์จบ วันสุดท้ายของการเรียนวันนั้นก็ได้กลับบ้านที่ระยอง ในขณะที่เดินทางกลับก็มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนขึ้นมา ซึ่งคนที่ส่งมาก็คือตั๋มเเละได้บอกว่า “เล็กตายเเล้ว” ปุ๊กก็ตกใจเเละไม่เชื่อในสิ่งที่ตั๋มบอก เพราะก่อนที่ปุ๊กจะขึ้นรถกลับบ้านนั้นทั้งคู่ยังกล่าวลากันอยู่เลยเเละเล็กยังได้บอกปุ๊กอีกว่าจะไปทำบุญกับครอบครัว ปุ๊กติดต่อเล็กไม่ได้จึงรอเวลาให้เล็กกลับไปที่หอ ในระหว่างที่รอ ปุ๊กก็ได้ทำธุระของตัวเองไปจนลืมเวลา เวลาล่วงเลยมาจนถึง 3 ทุ่ม พอปุ๊กนึกขึ้นได้จึงโทรไปหา รปภ.ที่หอว่า ปุ๊ก : ไปตามเพื่อนให้หน่อย ตามตั๋มให้หน่อย หนูอยากรู้เรื่องเพื่อนหนู เพื่อนหนูตาย รปภ. : ไม่ตามให้หรอก ดึกแล้ว ไม่ใช่พ่อแม่ ถ้าเกิดเป็นธุระด่วนก็ตาม เมื่อปุ๊กทราบเช่นนั้นก็ได้โทรหาเพื่อนที่อยู่อีกหลังหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มก็สงสัยเเละบอกว่า “เล็กตายจริงหรอวะ?” ปุ๊กก็ตอบกลับว่า “จริง ก็มันบอกว่าไอเล็กตาย” ในขณะที่คุยกันก็มีเพื่อนบอกว่า “ปุ๊ก มึงมีเบอร์โทรศัพท์บ้านไอเล็กไม่ใช่หรอ มึงไม่โทรไปล่ะ” ปุ๊กจึงวางสายจากเพื่อนเเล้วโทรไปที่บ้านของเล็ก สายแรกที่โทรไปไม่มีใครรับ จึงโทรไปอีกครั้งปรากฏว่ามีคนรับสาย ซึ่งคนที่รับสายนั้นเป็นหลานของปุ๊ก “ฮัลโหล น้าปุ๊กหรอ” ปุ๊ก : เป็นไงบ้าง น้าเล็กอยู่ป่าว หลาน : น้าเล็กหรอ เดี๋ยวนะ อ๋อนั่นไง น้าเล็กเดินลงมาพอดี ปุ๊ก : เอ้า น้าเล็กเดินลงมาแล้วหรอ ขอน้าคุยกับน้าเล็กหน่อย เล็ก : เออ ปุ๊กเป็นไง (เเล้วก็มีไอหลังพูดจบ) ปุ๊ก : เป็นไรอ่ะ ทำไมไออย่างงี้ เล็ก : เออ กูเจ็บคอนิดหน่อย ว่าไง ปุ๊ก : มึง ไอตั๋มมันเพจมาบอกกูว่ามึงตายอะ เล็ก : มึงจะบ้าหรอ กูยังไม่ตาย ระหว่างนั้นก็มีเสียงคุณยายของเล็กแทรกขึ้นมาว่า คุณยายเล็ก : ไม่ต้องออกไปเเล้วนะ ไม่ต้องชวนไปเที่ยวไหนเเล้วนะ เมื่อปุ๊กได้ยินเสียงเล็กเช่นนั้นก็โล่งใจว่าเล็กยังไม่ตาย แล้วก็วางสายไป.. วันต่อมา มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนซึ่งเป็นของเพื่อนอีกคนที่ส่งมาหาปุ๊ก ส่งมาบอกว่า “ไอปุ๊ก เล็กตายแล้ว” ปุ๊กไม่เชื่อเพราะเพิ่งคุยกับเล็กเมื่อคืน จึงโทรกลับไปหาเพื่อนคนนั้นเเล้วบอกว่า “เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูไปบ้านมัน” ในวันถัดมา ปุ๊กร้อนใจจึงรีบไปบ้านของเล็กที่ชลบุรี ซึ่งไปกับเพื่อนคนที่ส่งเพจเจอร์มาหา ระหว่างทางที่ไปก็ไม่มีคนเเต่เมื่อใกล้จะถึงบ้านของเล็กก็เริ่มมีคนเยอะขึ้น เมื่อปุ๊กเเละเพื่อนมาถึงบ้านของเล็ก สิ่งที่เห็นคือโลงศพตั้งอยู่ 3 โลงในบ้าน! ซึ่งมีโลงของคุณยาย หลานเเละเล็ก ตั้งเรียงกันอยู่ ซึ่งสาเหตุการตายคือโดนรถพ่วงกลับรถกระทันเเล้วชน คอหักตายคาที่!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกล้วย 'ตำเเหน่งอาถรรพ์' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

16 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกล้วย 'ตำเเหน่งอาถรรพ์' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กุมภาพันธ์ 2568) ‘คุณกล้วย’ ได้มาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับ ‘ตำแหน่งอาถรรพ์’ ที่เกิดขึ้นในออฟฟิศ หลังจากรับของฝากจากเมเนเจอร์ทีม A แล้วเกิดเหตุการณ์ลึกลับจนต้องลาออกจากงาน! มาฟังเรื่องราวเต็มๆ ไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วคุณจะรู้ว่า บางครั้งการเป็นคนเก่งก็กลายเป็นอุปสรรค! คุณกล้วยได้เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ย้อนกลับไปช่วงโควิด คุณกล้วยมีโอกาสได้ส่งใบสมัครเข้าทำงานที่บริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และสุดท้ายก็ได้รับเลือกให้เข้าทำงานในตำแหน่งเมเนเจอร์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง บรรยากาศในบริษัทค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกัน เนื่องจากบริษัทไม่ได้ใหญ่มาก แต่ลักษณะการทำงานแบ่งออกเป็น 2 ทีมใหญ่ คุณกล้วยได้มีการเรียกแทนว่า ทีม A และ ทีม B ซึ่งตำแหน่งของเขาคือเมเนเจอร์ของ ทีม B เป็นทีมน้องใหม่ และทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ได้รับการดูแลที่ดีจากเพื่อนร่วมงาน รวมถึง CEO แต่เชื่อว่าทุกออฟฟิศต้องมีใครสักคนที่ไม่ได้ถูกชะตากับเรา ต่อให้พูดอะไรเพียงนิดเดียว เขาก็ไม่ชอบสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ หรือแม้แต่ตัวตนของเราเอง แต่ด้วยความที่คุณกล้วยเป็นเด็กใหม่ จึงพยายามมองข้ามเรื่องเหล่านั้นไป จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทมีการมอบหมายโปรเจกต์ใหญ่ประจำปี โดยเมเนเจอร์ของทีม A และทีม B ต้องนำโจทย์ไประดมความคิดกันในทีม และก่อนนำเสนอ จะต้องขายไอเดียของแต่ละทีมให้ CEO ตัดสินว่าไอเดียของทีมไหนน่าสนใจกว่ากัน ปรากฏว่าในวันนั้น โปรเจกต์ที่ทีมของคุณกล้วยคิดถูกรับเลือกและได้รับความสนใจจาก CEO ซึ่งในระหว่างนั้น คุณกล้วยสังเกตเห็นสีหน้าของเมเนเจอร์ทีม A ดูไม่พอใจเล็กน้อย อาจเพราะเขาอยู่มาก่อน มีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิที่สูงกว่า กลับกลายเป็นว่าผลงานของคุณกล้วยโดดเด่นกว่า แต่กระบวนการทำงานยังมีอีกขั้นตอนก่อนไฟนอล นั่นคือ การนำไอเดียกลับมาทบทวนกันอีกครั้ง แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป… วันถัดมา ในที่ประชุม CEO ตำหนิทีมของคุณกล้วยอย่างรุนแรงด้วยคำพูดที่เย็นชาว่า “จ้างเงินเดือนขนาดนี้ คิดงานได้แค่นี้เองเหรอ?” ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาซื้อไอเดียนี้ไปแล้ว แต่สุดท้าย CEO กลับไปเลือกไอเดียของเมเนเจอร์ทีม A แทน คุณกล้วยรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ยังไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เมเนเจอร์ทีม A เดินทางกลับต่างจังหวัด และมีของกลับมาฝากทุกคนในทีม คุณกล้วยก็ได้รับขนมมาหนึ่งชุดเช่นกัน ด้วยความเกรงใจจึงรับไว้และทาน หลังจากทานของฝากวันนั้น ทุกครั้งที่อยู่ที่ทำงาน หรือแม้แต่เดินกลับบ้าน คุณกล้วยรู้สึกเหมือนมี ใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อขึ้นห้อง แต่กลับรู้สึกว่า มีสายตาลึกลับจ้องมาจากนอกหน้าต่างอยู่เสมอ จนกระทั่งคืนนั้น คุณกล้วยนอนหลับไปตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า มีบางอย่างรูปร่างท้วมมานั่งทับที่ตัวแล้วเอามือมากดที่ใบหน้า บีบตรงจมูกและปาก เหมือนพยายามกดให้หัวจมไปในหมอน แรงกดนั้นรุนแรงมาก ราวกับต้องการให้หายใจไม่ออกแล้วก็พยายาม ล้วงมือลึกเข้ามาในปาก แล้วกดซ้ำที่ฟัน จนรู้สึกเจ็บไปทั้งปาก คุณกล้วยพยายามดิ้นสุดแรงจนหลุดออกมาได้ แล้วก็ สะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อมองไปที่ปลายเตียง เขาเห็นเงาร่างหนึ่ง ค่อย ๆ ก้าวลงจากเตียง ก่อนจะจางหายไปต่อหน้าต่อตา ที่น่ากลัวกว่านั้นคือปากของคุณกล้วยมีเลือดซึมออกมา รู้สึกปวดฟันเหมือนถูกกดทับอย่างแรง ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฝันเป็นเรื่องจริง! แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในตอนเช้า แฟนของคุณกล้วยที่พักอยู่ที่เดียวกันก็ได้ฝันเหมือนกันและเล่าให้เขาฟังว่า มีคนมานั่งทับที่ตัวและใช้มือมาพยายามกดที่หน้า ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายกัน แต่ในฝันของแฟนได้ยินเสียงกระซิบข้างหูบอกให้แฟนมาบอกคุณกล้วยว่า “ถ้าอยากอยู่ที่นี่อย่างสบาย ๆ ก็ให้รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวไว้หน่อย” หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป เขาก็ไม่ได้นำเรื่องที่ฝันไปเล่าให้คนที่ออฟฟิศฟัง แต่ด้วยความที่ตอนนั้นสถานการณ์บางอย่างในออฟฟิศมันหนักกว่าที่เขาจะรับมือได้ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากออฟฟิศนั้น หลังจากวันที่คุณกล้วยลาออก เขามีโอกาสได้พบกับรุ่นน้องในทีม ซึ่งเปิดประเด็นคุยด้วยคำถามว่า “พี่กล้วยจำวันที่เรารับขนมจากพี่เมเนเจอร์ทีม A ได้ไหม” ตอนแรกคุณกล้วยไม่ได้เอะใจว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อน้องเริ่มเล่า เขากลับรู้สึกอยากฟังต่อ น้องบอกว่าอยากเตือนให้คุณกล้วยระวังตัวจากพี่เมเนเจอร์ทีม A เพราะในออฟฟิศมีข่าวลือกันว่า พี่เมเนเจอร์คนนั้นเลี้ยงผี แต่เหตุผลที่น้องไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน อาจเป็นเพราะกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง น้องเล่าต่อว่า คำว่า ‘เลี้ยงผี’ ในที่นี้ อาจไม่ได้หมายถึงการใช้สิ่งลี้ลับเล่นงานใครโดยตรง แต่เป็นการทำเพื่อ ไม่ให้ใครก้าวขึ้นมาเหนือกว่าเขา และนั่นอาจเป็นสาเหตุว่าทำไม ตำแหน่งของคุณกล้วยถึงมีคนเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน เพราะแต่ละคนที่รับตำแหน่งนี้ ก็มักจะต้องลาออกไปด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กัน ซึ่งวันที่น้องนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ก็คือวันที่เขาตัดสินใจลาออกเช่นกัน…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

รับของมาไม่รู้ตัว พอไม่สวดมนต์ให้ก็ตามมาหาถึงเตียง! ร้องบอก “กูหิว กูหิว!” จนอยู่แทบไม่ได้ สุดท้ายไปหลอกฝรั่งว่าเป็นแองเจิ้ลของไทย บูชาแล้วจะได้ดี!

24 ก.พ. 2024

รับของมาไม่รู้ตัว พอไม่สวดมนต์ให้ก็ตามมาหาถึงเตียง! ร้องบอก “กูหิว กูหิว!” จนอยู่แทบไม่ได้ สุดท้ายไปหลอกฝรั่งว่าเป็นแองเจิ้ลของไทย บูชาแล้วจะได้ดี!

เมื่อย้ายห้องไปอยู่กับรุ่นน้องที่ทำงาน แต่กลับเจอเป็นพวงกุญแจผู้หญิงเปลือยกาย ก็คิดว่าไม่มีอะไรจึงเก็บไว้กับตัว จนเจอดีถึง 3 ครั้ง! สุดจะทนต่างคนต่างอยู่ละกันก็นำไปทิ้งโดยไม่ทำพิธี แต่แล้วก็ต้องช็อคเมื่อสิ่งนั้นกลับมาอีกครั้ง! เรื่องนี้ ‘ขวัญ น้ำมันพราย’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘กูหิว’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณออโต้’ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้คุณขวัญน้ำมันพรายได้ฟัง โดยคุณออโต้เล่าว่า พึ่งได้รับเรื่องนี้มาเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งคนที่ฝากเรื่องมาคือ ‘คุณดา’ มีอาชีพเป็นผู้ช่วยเชฟอยู่ต่างประเทศ (จากนี้จะขอเรียกว่าพี่ดา) เมื่อพี่ดาไปทำงานที่ต่างประเทศ ช่วงที่ไปทำงานแรก ๆ นั้นสถานที่พักอาศัยยังไม่สะดวก จึงต้องไปอยู่รวมกับคนไทยที่รู้จักกันในบ้านหลังใหญ่ แต่ด้วยความที่พี่ดาต้องการความเป็นส่วนตัว เมื่อทำงานได้ประมาณ 2-3 ปี อยู่ดี ๆ มีน้องที่ทำงานชื่อว่า ‘คุณส้ม’ บอกพี่ดาว่า “พี่ดา คอนโดที่หนูอยู่ รูมเมทที่อยู่ห้องเดียวกันเขาออก พี่ดาเอาป่าว?” พี่ดาใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็ตอบตกลง เช้าวันรุ่งขึ้นพี่ดาย้ายของไปอยู่ห้องใหม่ ซึ่งลักษณะของห้องนี้มี 2 ห้องอยู่ในห้องใหญ่ มีห้องน้ำและห้องครัวแยกต่างหาก พี่ดาอยู่อีกห้องหนึ่ง คุณส้มก็อยู่อีกห้องหนึ่ง ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันเพราะทำงานที่เดียวกันและเป็นผู้ช่วยเชฟเหมือนกัน วันแรกที่พี่ดาเข้าไปอยู่นั้นก็ทำความสะอาดห้อง ด้วยความที่เป็นคนรักความสะอาดอยู่แล้ว ก็ปัดกวาดเช็ดถูผิวปากอารมณ์ดีเพราะดีใจที่ได้ห้องส่วนตัว นอกจากนี้ในห้องจะมีตู้เสื้อผ้าบิ้วอิน พี่ดาปัดโดนอะไรบางอย่างหล่นลงบนพื้น พอหยิบขึ้นมาสิ่งนั้นเป็นเหมือนพวงกุญแจ รูปผู้หญิงเปลือย พี่ดาจึงคิดในใจว่า ‘น่ารักดี ใครเอามาทิ้งไว้ งั้นอยู่ด้วยกันละกัน’ จากนั้นพี่ดาจึงนำพวงกุญแจไปใส่ไว้ในกระป๋องสังกะสีที่วางอยู่บนหัวเตียงนอน พี่ดามักจะสวดมนต์และแผ่เมตตาก่อนนอนทุกคืน แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป 2 เดือน มีอยู่คืนหนึ่งที่พี่ดาลืมสวดมนต์และแผ่เมตตา คืนนั้นฝันว่าตัวเองอยู่บนเตียง จู่ ๆ ระหว่างที่กำลังมองไปรอบ ๆ ห้อง ก็มีเสียงเหมือนดัง ก๊อกแก๊ก ๆ เสียงเหมือนคนรื้อของ พี่ดาก็เหลือบตาไปมองตรงบริเวณต้นเสียง ซึ่งตรงนั้นเป็นเหมือนโต๊ะกินข้าวที่อยู่ในห้อง (พี่ดาเป็นคนที่ชอบซื้อของตุนไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง ขนมก็วางไว้ตรงนั้น) เมื่อหันไปมองปรากฏว่าในฝัน เห็นผู้หญิงนั่งยอง ๆ หันหลังให้อยู่บนเก้าอี้ ผู้หญิงคนนั้นพยายามค้นอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ ผ่านไปสักพักพี่ดาก็สงสัยว่าใครมาอยู่ในห้องของตน ซึ่งลักษณะของผู้หญิงคนนั้นคือไม่ใส่เสื้อผ้า ระหว่างที่พี่ดากำลังคิดและกำลังจะเอ่ยปากถาม ผู้หญิงคนนั้นก็หยุดการกระทำทุกอย่าง แล้วหันหน้ามาพูดว่า “เอากูมาเลี้ยง แล้วปล่อยให้กูอดอยากทำไม กูหิว!” สักพักผู้หญิงคนนั้นก็หันหน้ามาหาพี่ดาแล้วกระโดดใส่ที่เตียง! พี่ดาสะดุ้งตื่น เมื่อตื่นขึ้นมามีเสียงเคาะประตูจากข้างนอก คุณส้มมาเรียกว่า “พี่ดาไปทำงานเร็ว ยังไม่ตื่นหรอ?” จากนั้นพี่ดาก็ไปทำงานและไม่ได้เล่าอะไรให้คุณส้มฟัง เวลาผ่านไปอีกประมาณ 2 เดือน ช่วงนั้นพี่ดาติดละครไทยจึงดูแล้วเผลอหลับไปจนลืมสวดมนต์ แต่คราวนี้พี่ดายืนยันว่าตนไม่ได้ฝัน ขณะที่นอนอยู่นั้นก็มีเสียงเปิดประตูดัง แอ๊ด… แล้วก็มีเสียงเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงโต๊ะนั้น จากนั้นก็มีเสียงเหมือนค้นของ พี่ดาคิดว่าเป็นรูมเมท พี่ดาก็นอนตะแคงถามว่า “ส้มมารื้ออะไรวะตอนนี้ พี่จะนอน พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปทำงาน ไป ๆ พี่จะนอน” หลังจากนั้นเสียงก็เงียบลง และไม่มีเสียงตอบกลับ พี่ดาสงสัยว่าทำไมคุณส้มไม่ตอบ เพราะปกติคุณส้มจะเป็นคนโต้ตอบเสียงแจ๋น จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า ‘อ้าว กูล็อคห้องนี่หว่า!’ แล้วก็เอี้ยวคอหันไปดูที่โต๊ะ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเตียง ปรากฏว่าพี่ดาเห็นเป็นผู้หญิงที่อยู่ในฝันมารื้อของอยู่บนโต๊ะ พี่ดาตกใจจึงหันไปดู ระหว่างที่พี่ดากำลังจะเอ่ยปากถาม เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนในฝัน และเหมือนผู้หญิงคนนั้นเขาจะรู้ว่าพี่ดารู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ พี่ดาตกใจมาก ผู้หญิงคนนั้นก็หันมาพูดว่า “กูหิว!” แล้วกระโดดมาหาพี่ดา! พี่ดาดึงผ้าห่มคลุมโปงร้องกรี๊ดลั่นห้อง สักพักมีเสียงเคาะประตู คุณส้มถามว่า “พี่ดาเป็นอะไร ๆ” พี่ดากลั้นใจสะบัดผ้าห่มแล้ววิ่งไปเปิดประตู คุณส้มเข้ามาในห้องและกระโดดกอดร้องไห้ พี่ดาบอกคุณส้มว่า “พี่เจอผี” แล้วเล่าทุกอย่างให้คุณส้มฟัง เมื่อคุณส้มได้ฟังเรื่องทั้งหมดกลับไม่มีอาการตกใจ แต่กลับนิ่งแล้วพูดว่า “พี่ดาเจอผีบราซิลหรอ? ไม่ใช่พี่คนแรกหรอกที่เจอ คนที่อยู่ในคอนโดนี้ก็เจอกันหลายคน” พี่ดาก็ถามว่า “แล้วมันคืออะไร” คุณส้มก็เล่าย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่แล้วว่า ก่อนที่ส้มจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เขาเล่ากันว่าที่นี่เคยมีคนมาแบ่งห้องเช่ากัน และมีสาวจากประเทศบราซิลมาอยู่ที่นี่ เขาทำงานบริการก็พาลูกค้ามานอนที่ห้องนี้ แล้วเกิดการทะเลาะกัน จนผู้หญิงบราซิลถูกฆ่าตายในห้อง ซึ่งเป็นห้องที่พี่ดาอาศัยอยู่ พี่ดาก็พูดว่า “เฮ้ยแก แต่เขาพูดภาษาไทยนะ” ส้มก็พูดว่า “เอ๊ะ! หนูก็ไม่รู้อะพี่ แต่ที่นี่เขาเจอแต่ผีบราซิล” จบสนทนาเวลาก็ผ่านไป เช้าวันถัดมาพี่ดาก็บอกว่า “พี่ไม่ไหวว่ะส้ม พี่ลางานดีกว่า” พี่ดาลางานกับหัวหน้าแล้วนอนพักผ่อนอยู่ที่ห้อง เมื่อตื่นมาตอนสาย จึงเดินลงไปข้างล่างใต้ตึกที่มีร้านโชว์ห่วย เจ้าของร้านเป็นคนที่มาจากประเทศอินเดีย ร้านก็จะขายของกินและขายเครื่องรางสายมู พี่ดาจึงพยายามไปตะล่อมถามคนขายและเล่าว่าตนเจอกับอะไร เจ้าของร้านก็พูดว่า “เธอเจอผีบราซิลหรอ?” ลูกค้าที่อยู่ในตึกก็พูดเหมือนกัน เมื่อเสร็จจากซื้อของพี่ดาก็ขึ้นไปบนห้องคิดในใจว่า ‘ไม่รู้เป็นเจ้าที่หรืออะไร แต่ต่างประเทศเจ้าที่พูดไทยได้ด้วยหรอ’ ตามความเชื่อของตนนั้นเวลาเจอผีก็จะสวดมนต์แผ่เมตตา จึงซื้อของขึ้นไปวางไว้หน้าห้อง จุดธูป 1 ดอกแล้วก็ไหว้พร้อมพูดว่า “หนูมาอยู่ที่นี่นะ อย่าทำอะไรหนูเลย ให้หนูอยู่พักผ่อนอย่างดี” หลังจากนั้นพี่ดาก็เข้านอน เวลาผ่านไป 3-4 เดือนก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนอยู่มาวันหนึ่งเป็นวันที่พี่ดาเล่าให้คุณออโต้ฟังว่า “พี่จำไม่เคยลืมเลยเรื่องนี้” วันนั้นพี่ดารู้สึกเพลียเพราะเป็นประจำเดือนจึงนอนพัก จากนั้นก็เผลอหลับไปและลืมสวดมนต์อีกเช่นเคย พี่ดาตื่นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงเหมือนเดิม มีคนเปิดประตูเข้ามา แต่คราวนี้พี่ดาเปิดประตูไว้ เพราะว่าเผื่อคุณส้มจะเข้ามาเอาของ และเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมันห่างมาหลายเดือนคิดว่าผู้หญิงคนนั้นคงไม่อยู่แล้ว ระหว่างที่พี่ดานอนหลับนั้น เสียงเปิดประตูก็ดัง แอ๊ด… พี่ดาสงสัยว่าเป็นคุณส้มที่มาค้นของจึงพูดว่า “ส้ม รีบเอารีบออกไปพี่จะนอน พี่เพลีย วันนี้พี่เป็นประจำเดือนด้วย” หลังจากพูดจบเสียงก็เงียบ และไม่มีเสียงตอบกลับ สักพักพี่ดาลืมตาแล้วเอี้ยวคอมาดูเหมือนเดิม สิ่งที่เห็นคราวนี้ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา ซึ่งครั้งแรกเจอในฝัน ครั้งที่ 2 เจอผู้หญิงนั่งหันหลังให้ แต่ครั้งนี้ผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปนั่งบนโต๊ะกินข้าว แล้วก็หันหน้ามามองพี่ดาพร้อมกับโยกหัว และพูดว่า “กูหิว เอากูมาเลี้ยงทำไมเลี้ยงกูไม่ดี กูหิว มึงเข้าใจไหม กูหิว!!!” หลังจากนั้นพี่ดาตกใจลืมตาขึ้นมาดู ก็เห็นผู้หญิงคนนั้นกำลังกระโดดเข้ามาหาตน และระหว่างที่จะลอยมาหานั้นร่างก็หายไป พี่ดาก็อึ้งกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พี่ดาจึงมองหาว่าผู้หญิงคนนั้นหายไปไหน เหลือบไปมองปลายเตียง ก็ค่อย ๆ มีมือเกาะขอบเตียง และผู้หญิงคนนั้นก็ค่อย ๆ โผล่หน้าขึ้นมาจากขอบเตียง เมื่อเห็นหน้าเต็ม ๆ พี่ดาเล่าให้ฟังว่า หน้าของเขาเป็นหน้าซีด ๆ แต่ที่แปลกคือตาของเขาโตเป็นไข่ห่าน และแลบลิ้นเลีย พี่ดารีบดึงเท้าของตน ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นตะปบขา แล้วจับขาไว้ แลบลิ้น และคลานเข้าไปหาพยายามเอาหน้าซุกตรงระหว่างขาของพี่ดา พี่ดากรีดร้องด้วยความกลัว จนคุณส้มเปิดประตูเข้ามาและถามว่า “พี่ดาเป็นอะไร ๆ” พี่ดาก็พยายามเหวี่ยงมือสะบัดจนปัดไปโดนกล่องบนหัวเตียง พี่ดาจะก้มเก็บ แต่คุณส้มบอกว่า “ไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวหนูช่วย” คุณส้มก็ช่วยเก็บ เมื่อผ่านไปสักพักหนึ่ง คุณส้มก็พูดกับพี่ดาว่า “พี่ดาเลี้ยงอีเป๋อด้วยหรอ?” พร้อมทั้งหยิบของขึ้นมาแล้วชูให้พี่ดาดู พี่ดาก็ตอบกลับไปว่า “อีเป๋อไหน?” ความจริงแล้วเป็นพวงกุญแจที่เคยหล่น แล้วพี่ดาลืมไปว่าตนเก็บใส่กล่องเอาไว้ ซึ่งนั่นคืออีเป๋อ! พี่ดาก็ถามว่า “แล้วอีเป๋อมันคืออะไรพี่ไม่เข้าใจ” คุณส้มบอกว่า “ก็นี่ไงเล่นของเรียกมนต์เสน่ห์ ถ้าเลี้ยงบูชาดี ๆ หรือถ้าดีไปกว่านั้นก็คือ เนี่ยถ้าเอาประจำเดือนให้เขาจะดีมากจะประสบผลสำเร็จ” พี่ดาบอกว่า “อะไร กูไม่ได้เลี้ยง มันมาเอง กูเห็นมันอยู่บนหลังตู้” จากนั้นจึงโทรกลับไปหารูมเมทคนเก่าที่เป็นคนไทยซึ่งเคยทำงานด้วยกัน เมื่อโทรไปทั้งคู่เปิด สปีกเกอร์โฟนและด่าทอว่า “ทำไมเอามาเลี้ยงแล้วมึงไม่เอาไปด้วยล่ะ?” คนที่รับสายนั้นอยู่ประเทศไทยก็ไม่ฟังอะไร พูดสวนกลับมาว่าของมันดี ฝั่งพี่ดาก็พูดว่า “เดี๋ยวฉันออกค่าขนส่งให้ เดี๋ยวจ่ายเองเอาไปเลย” ปลายสายก็บอกว่า “ไม่เป็นไรพี่ แบ่ง ๆ กันใช้” แล้วก็รีบวางสายไป จากนั้นพี่ดาโมโหจึงเอาทิชชูห่ออีเป๋อเดินไปตรงหน้าต่าง แล้วก็พูดว่า “มึงกับกูต่างคนต่างอยู่ละกัน” แล้วจึงขว้างอีเป๋อออกไปข้างนอก เสร็จแล้วพี่ดาก็สบายใจขึ้น เช้าวันถัดมา ต่างคนก็ต่างออกไปทำงาน ตกเย็นพี่ดาเข้าห้องก่อน ส่วนคุณส้มซึ่งทำโอทีตามมาทีหลัง คุณส้มก็มาเคาะประตูแล้วพูดว่า “พี่ดา ๆ มานี่ มานี่เร็ว” พี่ดาเปิดประตูออกไปหาคุณส้ม ณ ตอนนั้นคุณส้มยืนอยู่ตรงหน้าประตู แต่ไม่ยืนใกล้ประตูและชี้ลงพื้น ถามว่า “พี่ดา พี่เอามาทำไม? ปรากฏว่าอีเป๋อวางอยู่หน้าห้อง เมื่อเห็นดังนั้นพี่ดาก็ช็อกไม่รู้จะทำอย่างไร น้ำตาคลอคิดว่าชีวิตเจอกับอะไรอยู่ ขนาดปาทิ้งยังกลับมาอีก คุณส้มก็บอกว่า “ไม่เป็นไรพี่ หนูจัดการเอง” คุณส้มจึงตัดสินใจคว้าอีเป๋อยัดใส่ถุงดำวิ่งลงไปข้างล่าง ขณะนั้นรถขยะมาพอดี คุณส้มจึงโยนใส่รถขยะไป และอีเป๋อก็ไปกับรถขยะ ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ เวลาผ่านไป 2-3 เดือน พี่ดาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าเชฟ จากที่เคยเป็นผู้ช่วยเชฟ แต่เจ้านายอยากให้พี่ดาไปดูแลสาขาอีกเมือง จึงต้องย้ายห้อง ระหว่างนั้นคุณส้มชวนแฟนชาวต่างชาติมาช่วยขนของ จากนั้นก็นั่งกินเลี้ยงกันเพื่อขอบคุณ พี่ดานั้นเป็นคนที่เก็บแก้วแหวนเงินทองที่สะสมไว้ในถุงแดง เมื่อหยิบมาจากบนหัวเตียงแล้วแกะดู จู่ ๆ ขณะที่เปิดถุงแดงพี่ดาก็ขว้างลงพื้น ของกระจายเต็มไปหมด และมีสิ่งหนึ่งกลิ้งมาตรงโต๊ะที่คุณส้มและแฟนนั่งอยู่ ปรากฏว่าอีเป๋ออยู่ในถุง! พี่ดาเห็นแบบนั้นก็ร้องไห้ พี่ดากลัวแฟนต่างชาติของคุณส้มตกใจ จึงวิ่งไปล้างหน้า เมื่อเปิดประตูออกมาก็เจอคุณส้มยืนยิ้มอยู่หน้าห้องน้ำ คุณส้มพูดว่า “พี่ดา ไม่ต้องห่วงแล้วนะ หนูหาทางออกให้พี่ได้แล้ว” พี่ดาก็ถามว่า “ยังไงอะ?” คุณส้มตอบว่า “ผัวฝรั่งหนูคนนี้ มันเปิดร้านอาหารกลางคืน หนูก็ไปหลอกมันว่าเป็นแองเจิ้ลของคนไทยนะ เนี่ยเอาไปบูชาถ้ามีประจำเดือนก็ให้กิน” แฟนของคุณส้มก็งงว่ากินประจำเดือนด้วยหรอ แต่ก็ยินดีรับไป หายไปประมาณเกือบครึ่งปี คุณส้มมีโอกาสได้ไปหาพี่ดาอีกเมือง เมื่อคุณส้มเจอพี่ดาก็ยื่นเงินให้หนึ่งหมื่น พี่ดาก็ถามว่า “เงินใคร?” คุณส้มก็บอกว่า “อ้าว ก็ส่วนแบ่งไง แบ่งกันคนละหมื่น” ฝรั่งคนนั้นบูชาอีเป๋อไปสองหมื่นบาท แล้วปรากฏว่า ในช่วงเวลานั้นกิจการของเขารุ่งเรือง เปิดร้านหลายสาขา แต่ชีวิตครอบครัวจากที่อบอุ่นก็แตกแยกกัน และทุกวันนี้อีเป๋อก็อยู่กับฝรั่งคนนั้น…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-