เรื่องเล่าจากจี๋ สุทธิรักษ์ 'เเพกลางป่า' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากจี๋ สุทธิรักษ์ 'เเพกลางป่า' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

24 ส.ค. 2024

   ‘คุณจี๋’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘แพกลางป่า’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

   ‘คุณจี๋’ เล่าว่าตัวคุณจี๋เองไม่เคยเจอผีมาก่อน และเรื่องที่จะเล่านี้ไม่ใช่เรื่องของคุณจี๋ แต่เป็นเรื่องของเพื่อนคุณจี๋ ที่ตัวคุณจี๋ได้ไปอยู่ในสถานการณ์นั้น ณ ตอนนั้นด้วย แต่คุณจี๋ไม่ได้พบเห็นอะไร

   เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนนี้คุณจี๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย และได้มีโอกาสไปเที่ยวแพ ที่จังหวัดกาญจนบุรีกับเพื่อนผู้ชายประมาณ 10 คน และมีแฟนเพื่อนอีกประมาณ 2-3 คน ซึ่งแพที่ไปจะเป็นแพบ้านที่จะต้องใช้เรือหางยาวลำเล็กลากไป ซึ่งเพื่อนของคุณจี๋ก็ได้บอกให้คุณลุงที่ขี่เรือหางยาวให้ลากตัวแพออกไปไกล ๆ เพราะอาจจะเสียงดังจากการปาร์ตี้ และต้องการความเป็นส่วนตัว คุณลุงจึงทำตามคำขอของเพื่อนคุณจี๋ โดยการลากแพบ้านไปลึกมาก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่นานมากสำหรับการลากแพออกไป เมื่อถึงคุณลุงก็นำเชือกของแพไปผูกกับตอไม้ ซึ่งที่ตรงนั้นไม่มีอะไรเลย และเงียบมาก น้ำก็เชี่ยวประมาณหนึ่ง ก่อนคุณลุงกลับคุณลุงได้ถามว่า “เอาน้ำมันปั่นไปไหม” เพื่อน ๆ ของคุณจี๋ก็บอกไม่เป็นไร คุณลุงจึงขับกลับไป

   โดยแพจะมีลักษณะ 2 ชั้น ด้านบนเป็นห้องนอน ด้านล่างเป็นลานโล่ง และมีห้องน้ำ โดยบริเวณลานแพจะหันไปขนานกับฝั่งป่าทึบที่มองไม่เป็นอะไร ส่วนฝั่งห้องนอนและห้องน้ำจะหันไปทางแม่น้ำ

   เวลาประมาณ 4 โมง คุณจี๋และเพื่อน ๆ ก็กระโดดเล่นน้ำกัน แต่อยู่ ๆ มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งวิ่งไปขึ้นไปชั้น 2 ที่เป็นห้องนอน เขาวิ่งไปหยิบพระใต้หมอนของแฟนเพื่อนและเขวี้ยงพระออกนอกแพ ซึ่งผู้หญิงที่เป็นเจ้าของพระบอกว่าเธอนั้นไม่ได้บอกใครว่าเก็บพระไว้ใต้หมอน แต่โชคดีที่พระไปติดอยู่กับขื่อ แล้วเพื่อนผู้ชายคนนั้นก็วิ่งไปเอาพระที่ติดอยู่เพื่อเขวี้ยงออกไปจากแพ ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของจึงไปห้ามและหยิบกลับพระมา

   ตกดึกทุกคนก็นอนหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็เห็นเพื่อนคนหนึ่งนั่งหน้าซีดตัวซีดถามอะไรก็ไม่ตอบ จนเพื่อนคนนี้บอกว่า

   “เดี๋ยวเข้าเมืองแล้วเล่าให้ฟัง”

   สรุปว่าสิ่งที่เพื่อนเล่าให้ฟังคือ ในขณะที่ทุกคนเมาและนอนเรียงกัน โดยตอนนอนหัวจะอยู่ตรงกับแกล้ม เท้าจะหันไปทางฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเพื่อนคนนี้ได้ตื่นมากลางดึกก็เห็นคนกำลังกินกับแกล้ม เพื่อนคนนี้ก็เข้าใจว่าเป็นกลุ่มเพื่อนที่ยังปาร์ตี้ต่อจึงตั้งใจจะลุกไปกินด้วย แต่พอหันไปดันเห็นเป็นคุณยายคนหนึ่งใส่ผ้าถุงนั่งยอง ๆ กำลังกินกับแกล้มอยู่ คุณยายจึงหันมามองหน้าเพื่อนคนนี้ เมื่อทั้งสองมองหน้ากันคุณยายก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งแบบนั่งยอง ๆ กลับเข้าป่าทึบไป!

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม?' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 24 ก.ย. 2567]

24 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม?' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 24 ก.ย. 2567]

ประเดิมสายแรกของรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 กันยายน 2567) กับ ‘คุณคิงส์’ ที่มาเล่าเรื่องราวขนหัวลุกกับเรื่อง ‘ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม’ เป็นเรื่องสุดหลอนที่เจอบนเกาะ ทำเอา ‘ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจมส์’ ขนลุกจนลูบเเขนไม่หยุด! เรื่องราวบนเกาะว่านั้นจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านกันเลย! เรื่องราวนี้เกิดขึ้นจากการที่คุณคิงส์และกลุ่มเพื่อนจัดทริปไปเที่ยวทะเลแบบฉุกละหุก โดยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน เพื่อนได้ติดต่อไกด์ไว้ เเละได้กันคุยว่าจะหาที่พักบนเกาะ 2 คืน หลังจากตกลงกันเรียบร้อยก็ออกเดินทาง เมื่อไปถึงเกาะก็กางเต็นท์นอนกัน มีการนั่งล้อมวงกันคุยกันเรื่องสัพเพเหระ หนึ่งในเรื่องที่ขาดไม่ได้คือเรื่องผี ในขณะที่เพื่อนผู้หญิงกำลังเล่าอยู่นั้น ก็มีเพื่อนชื่อนนท์พูดขึ้นมาว่า นนท์ : หึ้ย! หยุดก่อน คุณคิงส์ : ทำไม? กำลังเล่าได้ที่เลย นนท์ : ทำไมมีหมาไปวิ่งอยู่ในทะเล ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า ตอนแรกทุกคนก็มองไปที่ทะเล เเต่คุณคิงส์คิดว่าอย่าทักดีกว่า จึงเปลี่ยนเรื่องให้เพื่อนไม่สนใจเเล้วมาคุยกันต่อ แต่นนท์ก็ชี้ไปอีกครั้ง นนท์ : นั่นไง ๆ หมาวิ่งอยู่ คุณคิงส์ : จะไปวิ่งได้ไงเรือจอดอยู่ตรงนั้นก็ 2 เมตรกว่า ๆ ละ น้ำลึกขนาดนั้น นนท์ : วิ่งจริง ๆ นั่นน่ะ ทุกคนมองตามไปอีกครั้ง ปรากฎว่าไม่มีอะไร เเล้วไกด์ก็เดินมาบอกว่า ไกด์ : อย่าทักดีกว่าครับ เลิกเล่าแล้วไปพักผ่อนกันดีกว่าครับ ทุกคนมองหน้ากันจากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ในขณะที่คุณคิงส์กำลังฟังเสียงคลื่น เคลิ้มกำลังจะหลับ สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินรอบ ๆ เต็นท์ เป็นเสียงคนเดินเหยียบทราย ซาบซ่าบบ ซาบซ่าบบ… คุณคิงส์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นเงายืนอยู่ข้าง ๆ เต็นท์ คุณคิงส์คิดว่าเพื่อนจะมาเอาอะไรหรือเปล่า เเล้วสักพักคนที่อยู่นอกเต็นท์ก็เอามือมาเเตะผ้าใบของเต็นท์เเล้วก็ค่อย ๆ เอามือลูบ 2-3 ครั้งดัง ครื้ดดด ครื้ดดดด~ จากนั้นก็ค่อย ๆ ก้มตัวลงมาเอาหน้าเตะอยู่ที่ผ้าเต็นท์! ซึ่งหน้ามันใหญ่กว่าคนปกติ คุณคิงส์ตกใจร้องเสียงหลง เเล้วหน้านั้นก็ดึงออกไปตามด้วยเสียงวิ่ง คุณคิงส์จึงปลุกเพื่อนออกไปดูข้างนอกด้วยกัน คุณคิงส์กับเพื่อนได้เดินรอบเต็นท์ ปรากฎว่าไม่พบร่องรอยอะไรเลย คุณคิงส์สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เดินกลับมานอนต่อที่เต็นท์ เเต่ก่อนนอนรอบนี้ได้สวดมนต์เเผ่เมตตา พอกำลังจะนอนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฮื้อออ… ฮื้ออ~“ คุณคิงส์ได้คิดในใจว่า ‘ผมไหว้พระเเล้ว สวดมนต์ เเผ่เมตตาให้เเล้ว ขออนุญาตนอนที่นี่เเล้วนะครับ อย่ารบกวนซึ่งกันเเละกันเลย’ แล้วเสียงนั้นก็เงียบไป… เช้าวันถัดมามีฝนตกลมแรงมาก พอฝนซาก็ออกไปพักผ่อน ทำกิจกรรมเล่นกับเพื่อนสนุกสนาน จนกระทั่งตอนเย็นกลับมา หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ นนท์ก็นั่งก้มหน้าก้มตา คุณคิงส์จึงเอ่ยถามเพื่อเช็คว่าเพื่อนสบายดีหรือไม่ รวมทั้งเพื่อนคนอื่นก็ถามเพราะเห็นนนท์มีอาการแปลก ๆ เเต่นนท์ก็ไม่ตอบอะไรได้เเต่เงยหน้าขึ้นมาเเสยะยิ้มเเล้วก้มหน้าลงไป เพื่อนในกลุ่มเห็นว่าอาการแปลกเกินไป จึงตกลงช่วยกันสังเกตอาการเรื่อย ๆ แต่ในขณะที่คุณคิงส์กำลังจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ นนท์ก็เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะ เเล้วก็วิ่งหายเข้าไปในชายป่าที่อยู่ริมเกาะ! ในตอนนั้นทุกคนตกใจมากเเล้วรีบวิ่งตามไป สักพักฝนก็ตกหนักลงมา ทำให้ตามหายากขึ้น จนผ่านไปเกือบชั่วโมงก็ไม่ยังไม่เจอ คุณคิงส์ก็ได้ยกมือไหว้เจ้าที่เจ้าทาง “ผมขออนุญาตครับ ถ้าหากพวกทำอะไรผิดพลาดไปละก็ขอขมาครับ ถ้าพวกผมทำอะไรผิดไปเนี่ย พวกผมจะมาขอโทษอีกครั้งนึง เเต่ว่าตอนนี้ช่วยพวกผมหาเพื่อนหน่อยได้มั้ยครับ พวกผมขอร้องล่ะครับ” ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนร้อง โอ้ยย! โอ้ยยย ไม่ไกลจากที่คุณคิงส์เเละเพื่อน ๆ หา จึงรีบไปหาตามเสียงร้องนั้น ปรากฎว่าสิ่งที่เจอคือนนท์ในสภาพขาที่มีเลือดชุ่ม! จึงนำไปปฐมพยาบาล คุณคิงส์พยายามถามนนท์ว่าเกิดอะไรขึ้น เเต่นนท์ก็ได้เเต่เพ้อเเละตอบออกมาเป็นภาษาที่ทุกคนไม่เคยได้ยิน ฟังไม่ออก จนกระทั่งไกด์ได้พูดกับนนท์ 2-3 คำแล้วก็นิ่งไป เเละได้บอกกับทุกคนว่า “เพื่อนพวกคุณน่ะ น่าจะไปทำอะไรผิดที่ผิดทาง ไปลบหลู่อะไรเข้าเเน่ ๆ เพราะที่เขาพูดเมื่อกี้เป็นภาษายาวี เเล้วเขาพูดว่า… จะเอาไปอยู่ด้วย!” ทุกคนในที่นั้นตกใจเเละได้ขอขมาทันที สักพักไกด์ก็ได้ถอดเครื่องรางเอาไปคล้องที่คอนนท์ จนอาการเพ้อค่อย ๆ ดีขึ้นจนสงบไป … เช้าวันต่อมา ไกด์ได้พาทุกคนไปไหว้ต้นไม้ใหญ่เเถวนั้น เเละพูดว่า ”ถ้าหากพวกผมล่วงเกินไป ต้องขอโทษขอขมา“ หลังพูดจบนนท์ก็อาการดีขึ้น มีสติมากขึ้น เเละจากที่ฝนตกอยู่นั้นท้องฟ้าก็ค่อย ๆ โปร่ง เหมือนเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เเละไกด์ก็ได้พาทุกคนขึ้นเรือกลับ บนเรือไกด์ก็ได้พูดว่า ”ไม่ไปกังวลนะครับ พวกเราขอขมาเเล้ว“ พอกลับมาถึงกรุงเทพก็เเยกย้ายกันกลับ ... นนท์หายไป 2-3 วัน หลังจากนั้นก็ได้โทรหาคุณคิงส์ เเละได้บอกว่า “เมื่อคืนฝันแปลก ๆ ฝันว่าเดินไปที่เกาะที่พวกเราไปเที่ยวกัน เดินไปสักพักมีผู้หญิงออกมาหา หน้าตาสะสวย เดินยิ้มมา เเล้วจูงมือไปนั่งคุยกัน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า ”ที่นี่สวยมั้ย น่าอยู่มั้ย“ ก็เอามือมาโอบเอวเเล้วพูดว่า “งั้นมาอยู่ดัวยกันมั้ย” ในความฝันก็มีเสียงเพื่อนตะโกนเรียกนนท์! นนท์… แล้วก็หลุดออกจากฝัน“ ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจเเละชวนกันไปทำบุญ มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เเต่เราไม่มั่นใจว่าเขานั้นนับถือศาสนาอะไร ไปอีกที่หนึ่งดีมั้ย” จึงตัดสินใจกันไปที่มัสยิดเเล้วก็ได้ทำความดี ล้างห้องน้ำเเละบริจาคบางส่วนเพื่อกิจการของมัสยิด เเล้วหลังจากนั้นมาทุกคนก็ไม่ได้ฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นหรือเหตุการณ์นั้นอีก สุดท้ายจึงได้รู้สาเหตุที่นนท์มีอาการแปลก ๆ เเบบนั้นก็เป็นเพราะว่า ในวันแรกช่วงที่ทุกคนไปถึงเกาะนั้น นนท์ปวดปัสสาวะมากจึงได้ไปถ่ายโดยพลการ เเละในวันที่ 2 ขณะที่เพื่อน ๆ กำลังไปถ่ายรูปเล่นกันนั้นนนท์ได้มีการถมน้ำลายบนเกาะ โดยที่ไม่ได้ทำการขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางบนเกาะก่อนนั่นเอง ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ 'ลบผง' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568 ]

12 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ 'ลบผง' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568 ]

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล’ ได้นำเรื่องเล่าที่มาจากประสบการณ์จริง มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) โดยมี ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร่วมรายการ ทั้ง 2 ดีเจก็ได้คิดเห็นตรงกันว่า เรื่องที่หมอบีเล่าสามารถเป็นข้อคิดให้กับแฟน ๆ ของรายการได้อย่างแน่นอน หมอบีได้เล่าว่าเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยเนื้อหาหรือสถานที่ของเหตุการณ์ได้มากนัก โดยเริ่มแรก มีลูกศิษย์ของพระรูปหนึ่ง (พระรูปนี้เสียชีวิตไปนานแล้ว) ได้มาบอกหมอบีว่า พระอาจารย์ท่านนี้เก่งในเรื่องเกี่ยวกับการ ‘สักยันต์ วิชาอาคม ไสยศาสตร์’ แต่ส่วนตัวของหมอบีนั้นไม่ได้ชอบเรื่องพวกนี้ แต่เหตุผลที่ตกลงไปเพราะได้รับการชวนหลายครั้ง และอีกใจหนึ่งก็อยากไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาด้วย เมื่อไปถึงสถานที่แห่งนั้น ก็พบว่าเป็นสถานที่รกร้างแต่กว้างใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเมื่อก่อนมีผู้คนจำนวนมากที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ หลังจากได้เห็นสถานที่ หมอก็เริ่มรับรู้ได้ว่าพระรูปนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะได้เจอกับรูปปั้นของพระรูปนั้น และได้ทราบภายหลังว่าพระรูปนี้มีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยา นอกจากนี้ ในประวัติท่านได้บอกว่าท่านได้เก็บพระไว้ในโถหรือไห ที่บริเวณรอบ ๆ ของต้นโพธิ์ที่อยู่ใกล้กับรูปปั้นของท่านและยังมีของที่ตัวท่านทำเอง เก็บไว้ที่ฐานของรูปปั้น (ในตอนแรก หมอบีก็ยังไม่ทราบว่าคืออะไร) แต่เนื่องจากเวลาผ่านมานาน ทำให้มีหลายคนได้เข้ามาขโมยพระเหล่านั้นไป หมอบีจึงตัดสินใจที่จะลองดูที่ใต้ฐานของพระพุทธรูป จนได้เจอกับแผ่นจานทองเหลืองที่มีอักขระเขียนไว้ พอได้เปิดเข้าไปข้างใน หมอบีก็ได้เจอกับร่างของพระรูปนั้น ซึ่งร่างของท่าน ไม่มีการเน่าเปื่อยแต่อย่างใด กลับมีลักษณะเป็นเหมือน ‘ไม้’ มากกว่า และอักขระที่เป็นยันต์ตามตัวก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม หลังจากนั้น ลูกศิษย์ของพระท่านนั้นก็ได้ลองให้หมอบีเขียนอักขระยันต์ พอหมอบีเขียนเสร็จ ลูกศิษย์คนนั้นได้นำไปให้คุณป้าท่านหนึ่งดู ป้าท่านนั้นตกใจเป็นอย่างมาก เพราะลายมือของหมอบี มีความเหมือนกับของพระอาจารย์เป็นอย่างมาก ต่อมา หมอบีได้เจอกับกุฏิของพระรูปนั้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านใช้ชีวิตอยู่และทำพิธีต่าง ๆ จึงไม่สามารถให้คนอื่นเข้าได้ แต่คุณป้าที่เป็นผู้ดูแลกลับอนุญาตให้หมอบีเข้าไป คุณป้าได้ให้หมอบีนั่งตรงจุดที่พระอาจารย์ได้ทำการ ‘ลบผง’ และคุณป้าก็ได้หยิบกระดานชนวนและชอล์กมาให้หมอบี ซึ่งกระดานชนวนที่หมอบีรับมาก็คือกระดานชนวนที่หลวงพ่อเคยใช้ หมอบีได้แต่สงสัยว่าต้องทำอะไร แต่พอเวลาได้ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้หมอบีทำการเขียนอักขระลงไป ซึ่ง ณ ตอนนั้น ในใจของหมอบีได้แต่คิดในใจว่าหลวงพ่อท่านแกล้ง เพราะรู้ว่าหมอบีไม่ค่อยได้สนใจในศาสตร์ด้านนี้ พอเขียนเสร็จ หมอบีก็ลบอักขระเหล่านั้นออกจากกระดาน สิ่งนี้เองที่เรียกว่าการ ‘ลบผง’ หลังจากหมอบีได้ทำไปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จึงได้รับรู้ว่า การทำแบบนี้เป็นเหมือนกับการฝึกสมาธิและสติ ทำให้หมอบีได้รับรู้ถึงความหมายอักขระแต่ละตัว “เปรียบเสมือนกับทุกสิ่ง มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป” หลังจากนั้น หมอบีได้รู้ว่าหลวงพ่อท่านนี้เคยได้ทำการสักยันต์ให้กับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งหมอบีกับผู้ใหญ่ท่านนี้ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้ใหญ่ท่านนี้ได้ทำการติดต่อหมอบีและส่งรถยนต์มารับ พร้อมกับได้บอกกับหมอบีว่า “หลวงพ่อท่านได้ทำการเข้ามาในความฝันและบอกให้เรียกหมอบีมา” หลังจากนั้น หมอบีก็ได้ตระเวนไปตามเคสต่าง ๆ จนได้ไปเจอกับหลวงปู่สุข และได้รับคำสอนในเรื่องเกี่ยวกับการทำสมาธิอีกครั้ง หลังจากครั้งนั้น ทำให้หมอบีต้องกลับมายังกุฏิของหลวงพ่อท่านนั้นอีก ในครั้งนี้เหมือนหมอบีได้รับรู้ว่าหลวงพ่อท่านบอกว่า “เห็นไหม เรียนกับเราแต่แรกก็จบแล้ว” หลังจากวันนั้น หมอบีก็เข้าใจและไม่ได้ต่อต้านเรื่องเหล่านี้อีก ทั้งสองดีเจได้เห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่หมอบีได้รับเป็นเสมือนคำสอน อีกทั้งยังเหมือนได้รับเครื่องเตือนใจหรือสติสอนใจ หมอบีได้เล่าต่อว่าสถานที่แห่งนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ที่ดินของพื้นที่นี้ได้มีการถูกแย่งพื้นที่ไปมา และหลวงพ่อท่านยังเคยมาบอกหมอบีด้วยว่า “จะมีคนมาแย่งร่างของท่านกัน อยากให้หมอบีมาช่วยแย่งร่างท่านไปด้วย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณอ๊อฟจัง 'เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

11 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณอ๊อฟจัง 'เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

ความหลอนที่ชวนให้คิดถึง... ‘คุณอ๊อฟจัง’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเองที่บังเอิญพลั้งปากพูดแช่งเพื่อนสนิทจนคิดว่าอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนคนนั้นเสียชีวิต! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost’ (23 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเดียร์(เกย์)ที่คิดถึง’ เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงที่ ‘คุณอ๊อฟจัง’ ยังเป็นเด็ก อ๊อฟจังเล่าว่า ในวัยนั้นเพื่อนที่หลากหลายทางเพศยังมีไม่เยอะ เพราะเป็นช่วงที่สังคมยังไม่เปิดกว้างและ LGBTQ+ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ตัวอ๊อฟจังเป็นเด็กกำพร้า นับถือศาสนาคริสต์และอาศัยอยู่ในโบสถ์ เพราะพ่อแม่เสียไปตั้งแต่เด็กจึงทำให้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของบาทหลวง ในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ อ๊อฟจังก็มักจะไปนั่งเล่นที่คอนโดของ ‘เดียร์’ ที่เป็นเพื่อนสนิท ตัวของเดียร์มีอาชีพทำงานกลางคืนอยู่ที่พัทยา เวลาเลิกงานกลับมาเดียร์ก็จะชวนเพื่อน ๆ มาสังสรรค์ที่ห้อง นิสัยส่วนตัวของเดียร์จะชอบแต่งตัวด้วยชุดไทยให้อ๊อฟจังและพาไปออกงานต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าอ๊อฟจังนั้นแต่งตัวไม่ค่อยเป็น อยู่มาวันหนึ่ง เดียร์ได้เอ่ยปากชวนอ๊อฟจังให้ไปทำงานที่พัทยาด้วยกัน แต่ในวันนั้นตัวอ๊อฟจังต้องเรียนอยู่ในโบสถ์ทำให้ไม่สามารถไปได้ จึงได้ตอบกลับไปว่า “แกไปเถอะ” “แกไปดี ๆ ระวังจะติดโรคกลับมา” อ๊อฟจังพูดต่อด้วยสำเนียงเย้าหยอก คำพูดที่ไม่ทันคิดของเขาทำให้สีหน้าของเดียร์เปลี่ยนไป สายตาเศร้าที่ส่งมาพร้อมกับความน้อยเนื้อต่ำใจที่เพื่อนสนิทเอ่ยปากบอกเช่นนั้นแทนที่จะอวยพรดี ๆ เห็นอย่างนั้นอ๊อฟจังจึงเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น จนเมื่อเวลาผ่านไป เดียร์ที่ไปทำงานที่พัทยา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา อ๊อฟจังเกิดความรู้สึกคิดถึงเพื่อนสนิทจึงนัดรวมตัวเพื่อนเพื่อไปเซอไพร์สเดียร์ที่พัทยา แต่มีคนหนึ่งที่ไม่สะดวกไปทำให้ทริปนั้นจำเป็นต้องยกเลิก และในคืนลอยกระทงคืนนั้น เมื่อทริปถูกยกเลิก อ๊อฟจังและเพื่อน ๆ จึงกลับมาดื่มสังสรรค์ที่ห้องเพื่อนแทน สังสรรค์กันได้ประมาณหนึ่ง อ๊อฟจังก็พล็อยหลับไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทันใดทั้นนั้นก้ได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นข้างหู “ตื่น ๆ ไปลอยกระทงกัน ๆ” น้ำเสียงคุ้นหูที่ได้ยินแค่เพียงครั้งเดียวก็จำได้ขึ้นใจ เสียงของเพื่อนเดียร์! อ๊อฟจังสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็ถามเพื่อนออกไปว่า “เห้ย! ใครมาปลุก กำลังจะหลับอยู่แล้ว” คำถามของอ๊อฟจังสร้างความงงงวยให้กับพื่อนที่นั่งอยู่ตรงนั้นและก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “ไม่ได้ปลุก กูก็นั่งกินเบียร์อยู่ มึงหูฝาดแล้วกินเหล้าเยอะไงเลยพาหูหลอน” จบประโยคของเพื่อน อ๊อฟจังก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติกลับมา แต่ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมานั้นกลับทำให้สติของเขาแตกกระแจกอีกครั้ง เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าคือเพื่อนเดียร์ที่กำลังยืนยิ้มให้อยู่ตรงประตู! ความตกใจกลัวทำให้เขารีบขยี้ตา และพอลืมตาขึ้นมามองใหม่อีกครั้งก็พบว่าเดียร์ได้หายไปแล้ว.. สุดท้ายอ๊อฟจังก็รีบวิ่งออกมา จนเพื่อนในห้องต่างมองด้วยความสงสัย อ๊อฟจังได้แค่ตอบปัดไปเพื่อให้ไม่ผิดสังเกต หลังจากนั้นก็นั่งดื่มกับเพื่อนต่อสักพักจนมีอาการมึนเมาหนักกว่าเดิมทำให้ไม่สามารถที่จะออกไปลอยกระทงได้ กลุ่มเพื่อนต่างล้มตัวลงนอนกัน แต่ด้วยความกลัว อ๊อฟจังอาศัยจังหวะเข้าไปนอนแทรกเพื่อนตรงกลางเตียงและตั้งใจนอนให้รีบผ่านคืนนี้ไป วันถัดมา จู่ ๆ อ๊อฟจังก็อยากไปหาเดียร์ที่คอนโด ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรไป เมื่อไปถึงชั้นคอนโดของเดียร์ที่โดยปกติจะมีเสียงโวกเหวกโวยวายของคนอยู่อาศัยตลอดเวลา แต่ในวันนั้นกลับเงียบสงบ พอเดินไปถึงหน้าห้องของเดียร์ก็มีความรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันเงียบและวังเวง ภายในใจก็เกิดอาการกลัวและไม่กล้าที่จะเคาะประตูจึงตัดสินใจเดินกลับ คิดเพียงแค่ว่าตนคงคิดมากไปเอง ในขณะที่กำลังเดินกลับลงมา ก็ได้บังเอิญเจอกับเจ้าของคอนโด “อ้าวหนู มาหาใคร?” เจ้าของตึกเอ่ยถาม “มาหาเดียร์ค่ะ” อ๊อฟจังตอบกลับไปด้วยความสงสัยเพราะตนเองแวะเวียนมาที่คอนโดเดียร์บ่อยครั้ง ทำไมเจ้าของตึกถึงจำไม่ได้แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดกลับมาก็ทำให้ความสงสัยทั้งหมดหายไปและแทนที่ด้วยความหลอน! “เดียร์มันไม่อยู่ที่นี่แล้ว มันติดโรคกลับมาเสียชีวิตที่ห้อง” สิ้นเสียงดังกล่าว ขนหัวของเขาก็ลุกขึ้นพร้อมกันพร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นภายในใจว่า แล้วสิ่งที่เราเจอเมื่อคืนคืออะไร? สอบถามกันไปก็ได้รู้ว่าตัวของเดียร์ได้เสียชีวิตไปหลายเดือนแล้ว วินาทีนั้นอ๊อฟจังทำได้เพียงแค่กลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมาและกลับมาร้องไห้ที่ห้องของตัวเอง ความเศร้าเกาะกินหัวใจ เขาได้แต่พูดกับตัวเองว่า “ทำไมถึงไปไม่บอกกันเลย” ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นมาท่ามกลางเสียงสะอื้น “ไม่ต้องห่วง เดียร์สบายดี” ได้ยินแบบนั้น ความกลัวและความโศกเศร้าก็ถาโถมเข้ามาทันที อ๊อฟจังพยายามเรียกสติตัวเองกลับมาและคิดว่าคงหูฝาดไปเองเช้าวันรุ่งขึ้น อ๊อฟจังตัดสินใจชวนเพื่อนไปทำบุญให้กับเดียร์และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ในขณะที่กรวดน้ำ อ๊อฟจังก็ได้แต่พร่ำคิดและโทษตัวเองว่าเป็นเพราะคำพูดของเขาที่พลาดพลั้งไปหรือไม่ที่ทำให้เดียร์ต้องจากไป ทันใดนั้นก็มีคนแปลกหน้าเดินมาบอกกับเขาว่า “ไม่เกี่ยวกับแก เราไปทำงานของเราเอง” แม้จะสับสนมึนงงกับการปรากฎตัวของคนแปลกหน้า แต่เมื่อจบประโยค น้ำตาที่เคยอดกลั้นก็ไหลพรั่งพรูออกมาทันที จนกระทั่งในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เพื่อนสนิทก็ไม่เคยคิดที่จะถือโทษหรือโกรธกัน หากได้ย้อนเวลากลับไปนอกเหนือจากแก้ไขในสิ่งที่ได้พลั้งพลาดพูดออกไปก็คงมีอีกสิ่งที่อยากจะบอกคือ ขอโทษ คิดถึงแกนะ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณปอนด์ ‘ตู้คอนเทนเนอร์’ l อังคารคลุมโปง X บอย ฉีดปลวก [ 10 มิ.ย.2568 ]

18 มิ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณปอนด์ ‘ตู้คอนเทนเนอร์’ l อังคารคลุมโปง X บอย ฉีดปลวก [ 10 มิ.ย.2568 ]

‘คุณปอนด์’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นได้ไปรื้อถอนโรงงานเก่า ทำให้เขาต้องเจอเรื่องราวสุดหลอน เกี่ยวกับวิญญาณที่ตายอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (10 มิถุนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตู้คอนเทนเนอร์’ ที่ใครได้ฟังก็ต้องขนลุกไปตามกัน! คุณปอนด์ทำธุรกิจรับรื้อถอนโรงงานเก่า วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อจากนายหน้ารายหนึ่ง ให้ไปทำการรื้อโรงงานร้างในกรุงเทพฯ ที่ถูกปิดทิ้งร้างมานานกว่า 3-4 ปี เมื่อถึงวันนัด คุณปอนด์ก็จัดทีมพร้อมรถไปที่หน้างานตามปกติ โดยเริ่มลงมือรื้อถอนช่วงเช้า ทุกอย่างก็ดูจะเป็นไปด้วยดี แต่ช่วงพักเที่ยง จู่ ๆ รถขนของที่เพิ่งซื้อมาใหม่กลับสตาร์ทไม่ติด ทั้ง ๆ ที่ยังซื้อมาไม่นาน ช่วงประมาณหนึ่งทุ่ม ฝนเริ่มโปรยลงมา ปัญหาคือ หลังคาโรงงานที่คนงานรื้อไปหมดแล้ว ทำให้ไม่มีที่หลบฝน ทุกคนวิ่งหาที่หลบฝน จนมาเจอกับตู้คอนเทนเนอร์ใบหนึ่ง จึงพากันเข้าไปหลบฝน และกินอาหารเย็นกันข้างใน อาหารมื้อนั้นคือส้มตำกับข้าวเหนียว คนงานนั่งล้อมวงกันปั้นข้าวเหนียวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ยกเว้น ‘เจ้าขัน’ หนึ่งในคนงานที่ดูมีท่าทีแปลก ๆ คุณปอนด์สังเกตว่า เจ้าขันพยายามจะปั้นข้าวเหนียวเข้าปากหลายรอบ แต่ข้าวกลับหล่นทุกครั้ง จนคุณปอนด์อดแซวไม่ได้ “วันนี้สงสัยจะทำงานหนัก ขนาดปั้นข้าวยังไม่มีแรงเลย” ทันใดนั้น เจ้าขันหยิบข้าวเหนียวปั้นโยนเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ แล้วพูดเสียงแข็งว่า “จะกินก็กินดี ๆ ทำไมต้องแย่งจากปากด้วย?” คำพูดนั้นทำเอาทั้งวงเงียบกริบ ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ และในคืนนั้นเองเวลาประมาณสี่ทุ่ม คุณปอนด์ได้รับสายจาก ‘ตี๋’ ลูกน้องอีกคนโทรมาบอกว่า “รถชนเสาไฟหน้าบ้าน อยู่ดี ๆ ก็เห็นเสาไฟฟ้าอยู่ด้านหน้า แล้วรถมันก็ไหลไปชน” คุณปอนด์ฟังแล้วก็แปลกใจ เพราะตี๋เป็นคนขับรถระมัดระวังมาก ตีสี่กว่า สายโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นข่าวว่าเจ้าขันขับรถไปชนที่ด่านจ่ายเงินมอเตอร์เวย์ โชคดีไม่มีใครบาดเจ็บ แต่สองอุบัติเหตุภายในคืนเดียวทำให้คุณปอนด์เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ รุ่งเช้าเขากลับมาที่ไซต์งานเพื่อตรวจดูว่ามีอะไรต้องเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม หนึ่งในสิ่งที่เหลืออยู่คือ ตู้คอนเทนเนอร์ คุณปอนด์จึงเรียกรถเครนมายกตู้ไป แต่ไม่ว่าจะใช้แรงเท่าไหร่ตู้ก็ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว คิดว่าอาจจะมีของหนักอยู่ในตู้ จึงให้คนงานช่วยกันเปิดรื้อของข้างในออกทั้งหมด แต่เมื่อเปิดฝ้าภายในตู้ออกมา ทุกคนต้องชะงัก... บนฝ้าเต็มไปด้วยสายสิญจน์เก่า ๆ เขียนอักขระแปลกตาคล้ายอักษรขอมสีแดง พอผู้จัดการเห็นดังนั้นก็รีบไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียนมาไหว้ในทันที แต่คุณปอนด์ที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้ก็ยังดื้อดึง เรียกรถเครนมาเพิ่มอีกคัน... แต่ตู้ก็ยังไม่ขยับ สุดท้ายเขาตัดสินใจทิ้งตู้ใบนี้ไว้ไม่แตะอีก ต่อมาได้ลองสอบถามคุณป้าคนหนึ่งที่อาศัยอยู่แถวนั้น ป้าเล่าว่า... “ตู้ใบนั้นน่ะ เมื่อก่อนเคยมีคนงานอยู่ข้างใน เป็นพ่อแม่ลูกกัน แต่เกิดอะไรบางอย่างไม่รู้... เสียชีวิตกันหมดทั้ง 3 คน ข้างในตู้นั่นแหละ” คำพูดของคุณป้าทำให้คุณปอนด์นึกถึงคืนวันแรกที่รื้อของมาวางไว้หลังบ้านพักคนงาน มีลูกน้องคนหนึ่งมาบอกว่า ฝันเห็นคน 3 คนมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง หลังจากเหตุการณ์นั้น คุณปอนด์ก็ทิ้งตู้คอนเทนเนอร์นั้นไว้และไม่มีใครแตะต้องมันอีก(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-