เรื่องเล่าจากเฌอปราง ‘เงาที่ทอดไป 5 ชั้น’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากเฌอปราง ‘เงาที่ทอดไป 5 ชั้น’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

16 ส.ค. 2024

       เรื่องราวนี้ ’เฌอปราง’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘เงาที่ทอดไป 5 ชั้น’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

       เฌอปรางเล่าว่า ย้อนกลับไปตอนอายุ 5 ขวบ ช่วงสุดสัปดาห์ไปอยู่คุณปู่ที่อพาร์ทเม้นท์ที่ไม่ได้ไปบ่อยนัก ตอนนั้นหลังกลับจากเที่ยวห้างและสวนสัตว์กับคุณปู่ ทางกลับจะเป็นซอยเข้าไปลึก ทางเปลี่ยว ไม่ค่อยมีผู้คน และเป็นอพาร์ทเม้นท์หลายตึก ตอนนั้นเป็นช่วงเวลา 2-3 ทุ่ม ทุกอย่างมืดมาก ต้องเปิดไฟ สองปู่หลานเดินจูงมือกันไปตามทาง เดินผ่านซอกอพาร์ทเม้นท์ที่เป็นถนนที่ต้องเดินผ่าน ด้านข้างเป็นผนังสีขาว โล่ง ๆ สูงประมาณตึก 5 ชั้น ทั้ง 2  ข้าง ซึ่งเป็นทางที่ผ่านประจำ แต่ครั้งนี้เฌอปรางรู้สึกแปลกไปกว่าเดิม ไม่รู้อะไรดลใจ

       เท่าที่จำได้ เฌอปรางเห็นตั้งแต่เริ่มเดินเข้าไปในซอกนั้น เป็นเงารูปคนสูงเท่าตึก แขนและขา ยาว ผอม เฌอปรางก็มองแล้วคิดในใจตามประสาเด็กว่า “มันคืออะไร” พอพยายามมองไปรอบ ๆ ก็เจอไฟที่ส่องมา แต่ไม่เจอต้นกำเนิดหรือเจ้าของเงา พอเดินไปต่ออีกประมาณ 5 นาที ระหว่างนั้นก็เดินแล้วก็มองอยู่หลายครั้ง เงานั้นก็อยู่เฉย ๆ ตอนนั้นคิดว่าน่าจะรู้สึกกลัวเลยไม่ได้ถามคุณปู่ เฌอปรางจำได้ว่าหลังจากนั้นก็กลัวที่จะเดินผ่านซอกนั้น และระแวงซอกที่คล้าย ๆ ตอนนั้นไปเลย จนทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย

       5-6 ปีผ่านไป พอโตขึ้นมาก็ได้ยินเรื่องเล่าว่า ‘มันมีสิ่งมีชีวิตที่ตัวสูงเท่าตึก แขน-ขา ยาว ผอมแห้ง ปากเท่ารูเข็ม เรียกว่าเปรต’ เฌอปรางจึงเอะใจว่าวันนั้นที่เราเจอมันจะใช่ไหมนะ จึงถามว่า

       ”ตอนนั้นตอนเด็ก หนูเจอที่อพาร์ทเม้นท์ปู่เนี่ย มันใช่ไหมคะ“

       เขาก็บอกว่า ”เฌอไปทำบุญเถอะ เขาน่าจะมาขอส่วนบุญ“

       และนี่เป็นไม่กี่เรื่องที่เฌอปรางยังจำได้ตั้งแต่เด็ก..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

น้ำมันพราย ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

21 พ.ค. 2025

น้ำมันพราย ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดหลอน ที่ความตายก็ไม่อาจล้างหนี้ได้! เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคุณ ‘จ๊ะโอ๋’ ที่ได้ให้พี่สาวข้างบ้านคนสนิทยืมเงินไป พอทวงเงินก็กลับได้เพียงความนิ่งเฉย แต่ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่ง พี่สาวที่เธอเคยรู้จักจะไม่ใช่คนอีกต่อไป สุดท้ายเธอจะได้เงินคืนหรือไม่ หาคำตอบได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (13 พฤษภาคม 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจเเนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ‘ดีเจมดดำ’ กับชื่อเรื่องว่า ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ คุณขวัญ น้ำมันพราย เล่าว่า ‘คุณผึ้ง’ เป็นหัวหน้าเซลส์อยู่ที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน และมีลูกทีมใหม่ชื่อว่า ‘คุณจ๊ะโอ๋’ เธอมักเล่าให้ฟังว่าตนเป็นคนขยัน ทำงานช่วยที่บ้านมาตั้งแต่เด็ก จนวันหนึ่งต้องย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ในย่านที่ถนนยังเป็นดินแดง รายล้อมด้วยป่าอ้อยและต้นไม้ใหญ่ บ้านตรงข้ามคือบ้านของคุณตากับคุณยาย และก็ได้รู้จักกับพี่ข้างบ้านที่เป็นผู้หญิงชื่อว่า ‘พี่พี’ จนสนิทสนมกัน แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่ทั้งคู่ห่างกันไปเพราะพี่พีมีแฟน จนวันหนึ่ง พี่พีโทรมาหาและชวนจ๊ะโอ๋ไปที่บ้าน เมื่อไปถึง พี่พีก็พูดขึ้นว่า “ยืมตังค์หน่อยดิ” โดยให้เหตุผลว่ามีเรื่องต้องใช้เงิน และขอยืมไป 10,000 บาท ด้วยความไว้ใจ จ๊ะโอ๋จึงให้ยืม แต่เมื่อถึงกำหนดคืนเงิน จ๊ะโอ๋ไปทวง พี่พีก็ขอผลัดเป็นเดือนหน้า หนึ่งเดือนผ่านไป จ๊ะโอ๋กลับไปเคาะประตูบ้าน แต่พี่พีไม่ยอมเปิด เธอจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป บ้านที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อยของพี่พีกลับกลายเป็นบ้านที่ดูอึมครึม รกรุงรัง เมื่อทวงเงิน พี่พีพูดเพียงว่า “รอแป๊บ” ก่อนจะยื่นเงินให้เพียงหนึ่งพันบาท เมื่อนึกขึ้นได้ เธอพยายามติดต่อพี่พีแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนผ่านไปหลายเดือน เธอจึงตั้งใจว่าเสร็จงานวันนี้จะขับรถไปหาพี่พี ขณะขับรถเข้าไปในหมู่บ้าน ไฟหน้ารถส่องไปเห็นต้นไม้ใหญ่ มีชิงช้าห้อยอยู่ในระดับที่สูงจากพื้นดินเกินศีรษะ พอขับเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่ามีคนยืนอยู่บนชิงช้า เป็นพี่พีนั่นเอง จ๊ะโอ๋เอ่ยปากทวงเงินอีกครั้งว่า “ไหนบอกจะคืน หนูก็ต้องใช้เงินนะ” แต่พี่พีไม่ตอบอะไร กลับโยกชิงช้าไปมา แล้วแลบลิ้นใส่เธอ จากนั้นก็มีลมเย็น ๆ พัดวูบมา เธอจึงพูดว่า “งั้นเดี๋ยวเดือนหน้าหนูกลับมาทวงอีกนะ ไม่งั้นจะแจ้งความ” แต่ในใจก็รู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมของพี่พี หนึ่งเดือนต่อมา... จ๊ะโอ๋ขับรถกลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้ง พบว่าบ้านของคุณตาคุณยายย้ายออกไปแล้ว และบ้านของพี่พีก็มีป้ายติดไว้ว่า ‘ให้เช่า’ จ๊ะโอ๋เห็นก็ยิ่งรู้สึกโกรธ จึงขับรถไปจอดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ และพูดคุยกับคุณป้าเจ้าของร้าน เมื่อเล่าให้คุณป้าฟังว่าเพิ่งเจอพี่พีเมื่อเดือนที่แล้ว คุณป้ากลับหน้าถอดสีแล้วถามว่า “ไปเจอเขามาตอนไหน?” จากนั้นก็เล่าให้ฟังว่า พี่พีผูกคอตายตรงต้นไม้ที่มีชิงช้า และทิ้งจดหมายไว้ว่า “สุดท้ายมึงก็เลือกมัน มึงจะไปอยู่กับมันใช่ไหม เดี๋ยวกูจะตายตรงนี้ เพื่อรอดูว่ามึงจะมาหากูรึเปล่า แล้วกูจะคอยดูว่าใครจะมาทวงหนี้กูบ้าง” คุณป้าเล่าว่า พี่พีหลงรักหัวหน้างานที่ฐานะดี จึงพยายามยกระดับตัวเองโดยการยืมเงินคนอื่น จนบัตรเอทีเอ็มถูกยึด วันหนึ่งภรรยาของหัวหน้าได้ขับรถมาหาที่บ้านพี่พี ทำให้เกิดการทะเลาะรุนแรง จนพี่พีเสียใจมาก และตัดสินใจจบชีวิตลง หลังจากนั้นทุกคืน คุณตาคุณยายที่อยู่ข้างบ้าน ก็มักจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ จนกระทั่งคืนหนึ่ง คุณยายเปิดประตูไปดู ก็เห็นวิญญาณของพี่พีกำลังร้องไห้พร้อมกับเดินออกจากบ้าน และก่อนจะผ่านหน้าบ้านคุณยาย วิญญาณพี่พีกลับหยุดเดิน แล้วหันมามอง เหตุการณ์นี้ทำให้คุณตาคุณยายทนไม่ไหว จนต้องย้ายออกไป ในคืนนั้นเอง ขณะที่จ๊ะโอ๋กลับถึงบ้าน ก็ได้รับข้อความเด้งขึ้นมาว่า ‘พี่เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ จากนั้นสองสัปดาห์ถัดมา ระหว่างที่จ๊ะโอ๋เดินออกจากร้านสะดวกซื้อ ก็มีคุณป้าคนหนึ่งยื่นลอตเตอรี่ให้ พร้อมบอกว่า “มีคนซื้อให้” แล้วชี้ไปข้างหลัง แต่เมื่อหันกลับไปก็ไม่พบใครอยู่ตรงนั้น ต่อมา ลอตเตอรี่ใบนั้นถูกรางวัล ได้เงินประมาณ 8,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่พี่พีเคยยืมไป จ๊ะโอ๋จึงนำเงินไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พี่พี พร้อมพูดว่า “เงินอีกพันหนูยกให้”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

บ้านนี้ใครอยู่ก็ตาย! สืบสาวราวเรื่องจึงได้ความว่าคุณยายเคยเลี้ยงปอบเพื่อทำเสน่ห์ใส่คุณตา ต่อมาเลี้ยงไม่ไหวจึงมอบให้คนอื่นไป แต่สุดท้ายมันก็วนกลับมากินคนในบ้านจนหมด มิหนำซ้ำที่ดินของบ้านยังมีบ่อเน่าที่เคยเป็นที่ทิ้งศพทหาร!

12 พ.ค. 2023

บ้านนี้ใครอยู่ก็ตาย! สืบสาวราวเรื่องจึงได้ความว่าคุณยายเคยเลี้ยงปอบเพื่อทำเสน่ห์ใส่คุณตา ต่อมาเลี้ยงไม่ไหวจึงมอบให้คนอื่นไป แต่สุดท้ายมันก็วนกลับมากินคนในบ้านจนหมด มิหนำซ้ำที่ดินของบ้านยังมีบ่อเน่าที่เคยเป็นที่ทิ้งศพทหาร!

‘ท่าปอบหยิบ’ กลายเป็นไอคอนที่ทำให้หลายคนนึกถึง ‘ผีปอบ’ แต่หลังจากที่ได้เจอเข้ากับตัวจริง ๆ ‘คุณอ๊อฟ คนเห็นผี’ ก็ได้เล่าใน ‘รายการอังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (2 พฤษภาคม 2566) ว่าผีปอบจริง ๆ แล้วไม่ได้กินตับไตไส้พุงอย่างที่พวกเรารู้กัน แล้วความจริงที่คุณอ๊อฟได้เจอมาเป็นอย่างไรนั้น ไปหาคำตอบพร้อมกันเลย! คุณอ๊อฟเล่าว่าเรื่องนี้มาจากเคสหนึ่งใน ‘รายการ The sixth sense คนเห็นผี’ เคสนี้ต้องเดินทางไปไกลถึงจังหวัดกำแพงเพชร แต่คืนก่อนที่จะไป คุณอ๊อฟกินยาไทรอยด์จึงทำให้หลับลึกไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ จนทีมงานคนอื่น ๆ ต้องออกเดินทางไปก่อน คุณอ๊อฟจึงกล่าวขอโทษทีมงาน และคิดว่าคงไปไม่ทันแล้ว แต่แล้วก็มีความรู้สึกหนึ่งที่สะกิดคุณอ๊อฟขึ้นมาว่า “ลุก แล้วไปซะ” ตอนนั้นคุณอ๊อฟก็รับรู้ได้เลยว่าเป็นเสียงพระแม่ทุรคาที่ตนนับถือ หลังจากนั้นก็เสิร์ชหาบริการรถเช่าด่วนเพื่อออกเดินทางทันที เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดกำแพงเพชร เส้นทางที่เข้าไปในบ้านของเคสนั้น เหมือนกับหลงเข้าไปในป่าเพราะข้างทางเป็นป่าไม้รกทึบ จะเจอบ้านคนอยู่แค่หลังเดียวต่อระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเมตรเกือบตลอดทาง และเมื่อถึงจุดหมายและกำลังจะลงจากรถ พี่คนขับรถก็ทักขึ้นมาว่า “แล้วพี่ผู้หญิงคนนั้นจะลงไปด้วยไหมครับ” คุณอ๊อฟจึงคิดในใจว่า “เรานั่งมาตลอดทางทำไมถึงไม่เห็นใครเลย แล้วทำไมตอนเราขึ้นรถพี่คนขับรถไม่สังเกตบ้างหรอว่าขึ้นมาคนเดียว” จึงตอบกลับพี่คนขับรถไปว่า “ไม่รู้ค่ะ เดี๋ยวถามพี่เขาอีกทีนึงละกัน”จากนั้นก็ลงมาจากรถก่อน ทำให้ได้เห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้นเต็ม ๆ และสัมผัสได้ว่าเขาพึ่งขึ้นมาบนรถตอนที่คุณอ๊อฟมองออกไปนอกหน้าต่างระหว่างเดินทางเข้ามา คุณอ๊อฟไม่ได้คิดอะไรต่อ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องถ่ายทำรายการ ระหว่างที่คุณอ๊อฟเข้าฉากก็ได้เห็น ‘ผีกระสือ’ ครั้งแรกในชีวิต ลักษณะคือเป็นหน้าคนที่มีดวงไฟสีส้มกระพริบเป็นจังหวะวูบวาบช้า ๆ ขึ้นมา ซึ่งในตอนนั้นเห็นอยู่ไกล ๆ และทุกคนก็เห็นเหมือนกันหมด มาถึงเรื่องของเคสในวันนั้นกันบ้าง เจ้าของเคสเล่าว่าตนนั้นซื้อบ้านมาจากที่ดินแบ่งขายสำหรับให้ทำกิน เมื่ออยู่กับครอบครัวไปได้สักพัก คุณยายก็เริ่มป่วย โดยมีอาการผอมแห้ง ซูบผอมลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียชีวิต ต่อมาก็เป็นคุณตาและญาติที่มีอาการเดียวกัน และอาการเหล่านั้นก็มาถึงตัวเขา เจ้าของเคสเล่าว่าเมื่อก่อนเขาเป็นคนรูปร่างอ้วนท้วมอุดมสมบูรณ์ แต่พอกลับมาอยู่บ้านหลังนี้ รูปร่างก็กลับผอมแห้ง นอกจากนี้ครอบครัวของเขาก็เลิกราแยกย้ายออกไป ทำให้เขาต้องอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว เขาจึงกลัวว่าอาจจะต้องเสียชีวิตเหมือนกับตายายและญาติของเขาอีกเป็นแน่ ต่อมาเจ้าของเคสได้พาไปดูบริเวณรอบ ๆ บ้านแต่ก็ไม่พบอะไรเชื่อมโยงถึงปอบเลย จนกระทั่งได้ขึ้นไปดูชั้นสองของบ้าน คุณอ๊อฟสัมผัสได้ว่ามันมีอะไรอยู่ข้างบน แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่า ‘สิ่งนั้น’ คืออะไร จนได้เจอกับรูปคุณตาคุณยาย และสัมผัสได้ว่าเมื่อก่อนตอนสาว ๆ คุณยายชอบคุณตา จึงไป “ทำเสน่ห์เพื่อให้คุณตาหลงรัก” และได้อยู่กินด้วยกัน แต่สุดท้ายมันเหมือนกับว่า “อยู่แต่ตัวแต่ใจไม่อยู่” นับวันก็มีแต่จะแห้งเหี่ยวลงไปเรื่อย ๆ คุณยายจึงต้องหมั่นไปเติมของและเลี้ยงสิ่งนั้นด้วยเลือด คุณยายรู้ว่าสิ่งนั้นคือปอบและเลี้ยงต่อไม่ไหว จึงเอาไปฝากบ้านข้างหน้าที่อยู่ถัดห่างออกไปจากบ้านตัวเองประมาณ 2-3 กิโลเมตรให้เลี้ยงแทน แต่คนที่บ้านหลังนั้นก็สติฟั่นเฟือน ทำให้เลี้ยงไม่ดีพอ ปอบจึงกินคนในบ้านหลังนั้นแทน และกลับมาไล่กินคุณยายเจ้าของดั้งเดิมและคนเกี่ยวข้องไปทีละคน ขณะที่กำลังสืบสาวราวเรื่องอยู่นั้น คุณอ๊อฟก็ได้เห็นสิ่งหนึ่งในเงามืด ลักษณะคือเป็นคุณยายที่หน้าตาเหมือนกับผู้หญิงที่นั่งรถเช่ามากับคุณอ๊อฟเป๊ะ!! “แถมร่างนั้นก็ค่อย ๆ คลานแบบ 4 ขา และกำลังหักคอตัวเองไปมา” เดินออกมาจากอีกห้องหนึ่ง มายืนอยู่ตรงหน้าคุณอ๊อฟก่อนที่จะหายไป! คุณอ๊อฟบอกว่า “เคยมีความคิดเกี่ยวกับปอบว่า มันจะต้องกินไส้ กินตับ หรืออะไรดิบ ๆ แต่จริง ๆ แล้ว ปอบมีลักษณะคือ มันจะค่อย ๆ กินจากจิตใจ เหมือนสะกดจิตเราว่าต้องเป็นซึมเศร้า เราจะต้องไม่คบหาสมาคมกับใคร เราจะต้องอยู่แบบนี้อยู่คนเดียว และไม่กินข้าว กระทั่งมันสูบพลังชีวิตเราไปทีละนิดจนหมด ตัวอย่างเช่น เมื่อคน ๆ หนึ่งโดนปอบสิง และมีสังคมรอบข้าง เขาจะค่อย ๆ ถอยตัวห่างออกมาจากสังคมนั้น ทำให้พลังชีวิตนอกบ้านมันเริ่มหาย และเมื่อเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านพลังชีวิตมันก็หมุนอยู่แต่ในบ้าน และหลังจากนั้นมันก็จะตัดพลังชีวิตที่หมุนเวียนอยู่ในบ้านออกไปอีกโดยทำให้คนในครอบครัวแยกกันอยู่คนละที่ ทำให้พลังงานนั้นก็จะหมุนอยู่กับแค่ตัวเอง และสาเหตุการเป็นปอบมันเกิดจากการที่คนนั้นเคยมีความอิจฉาริษยาโลภมากในจิตสุดท้ายก่อนตาย” หลังจากผ่านเหตุการณ์สยองนั้นมาได้ คุณอ๊อฟก็เล่าต่ออีกว่าทีมงานสัมผัสได้ถึงเมืองบังบด (เมืองลับแลของกำแพงเพชร) ตั้งอยู่ในพื้นที่บริเวณบ้าน ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ประหารคนในช่วงสงครามสมัยก่อน และเป็นที่สำหรับโยนศพของทหารลงไปในบ่อหลังบ้านเจ้าของเคสได้ยินดังนั้นก็ขนลุก เพราะที่ผ่านมาตนได้พยายามขุดลอกบ่อนั้นมาหลายครั้ง แต่ลอกยังไงก็ยังเหม็นเน่าอยู่ตลอด จึงตัดสินใจปลูกบัวแต่ก็ไม่สำเร็จอีก สุดท้ายจึงปล่อยเน่าอยู่อย่างนั้น คุณอ๊อฟจึงแนะนำไปว่าวิธีแก้ง่ายที่สุดเลยคือการย้ายออกจากที่นี่ เจ้าของเคสถึงกับอึ้งอยู่พักหนึ่ง เพราะการทิ้งถิ่นกำเนิดก็เป็นเรื่องที่ทำใจลำบาก แต่ก็มีอีกวิธีนั่นก็คือ ต้องพลิกหน้าดินโดยใช้น้ำมนต์ธรณีสารล้างพื้นดิน ต่อมาคือตัวเจ้าของเคสต้องหมั่นทำบุญ เพราะคุณอ๊อฟรู้ได้เลยว่าตัวเจ้าของเคสไม่ค่อยทำบุญ สวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือทำทานเลย แม้แต่บุญเก่าที่เขาเคยทำมาก็ไม่มีติดตัว จึงทำให้ไม่มีสิ่งใดเป็นเกราะคุ้มครอง เจ้าของเคสก็ลังเลว่าเขาจะทำได้หรือไม่เพราะที่ผ่านมาไม่เคยทำจริง ๆ คุณอ๊อฟจึงตอบไปว่า “ลังเลไม่ได้นะมันคือชีวิตคุณ ถ้าคุณไม่ทำ คุณไม่เริ่ม เราก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว” เมื่อคุณอ๊อฟเล่าจบ ดีเจแนนก็ได้ถามคุณอ๊อฟไปว่าถ้าเกิดเจ้าของเคสตัดสินใจย้ายที่อยู่ออกไปจริง ๆ และไปใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ถือศีลภาวนาหรือทำบุญใด ๆ จะเป็นอย่างไร คุณอ๊อฟก็ตอบว่า “ก็อาจจะหลุดพ้นจากปอบตัวนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปเจออะไรในข้างหน้าอีกเพราะไม่มีอะไรคุ้มครองเขาไว้เลย มันเป็นเหมือนการหนีปัญหา แต่ไม่หาทางแก้ ดังนั้นต้องหมั่นทำบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง เพื่อเป็นเกราะป้องกันจากสิ่งที่มองไม่เห็น”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณมะปราง ‘ผีปิดดวง’ l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

21 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณมะปราง ‘ผีปิดดวง’ l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

เมื่อต้องดูดวงให้กับลูกดวงที่มีวิญญาณตามติดมานานเกือบ 10 ปี เขาไม่สามารถมองเห็นนิมิตใด ๆ เกี่ยวกับลูกดวงคนนี้ได้เลย เหมือนมีบางสิ่งพยายามปิดกั้นเธออยู่จากการดูดวงที่ควรจะราบรื่น สู่เรื่องราวหลอนเต็มไปด้วยปริศนาที่ไขไม่ได้ ไม่รู้ว่าผีตนนี้เป็นใคร และเกี่ยวข้องอะไร ทำไมถึงคอยรบกวนชีวิตลูกดวงคนนี้ รวมถึงคนรอบตัวเขา หรือแม้กระทั่งหมอดูเองที่โดนตามหลอกหลอนด้วยการเคาะประตูบ้าน และกรีดร้องใส่ทั้งคืน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน 'อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล' (12 พ.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผีปิดดวง’ ‘คุณมะปราง’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ตัวคุณมะปรางเป็นสาวออฟฟิศ หลังเลิกงานเธอจะรับดูดวงด้วยไพ่ออราเคิลให้เพื่อน ๆ ที่ออฟฟิศ หรือรับแค่เฉพาะคนรู้จัก และคนใกล้ตัวเท่านั้น บวกกับที่เธอเป็นคนมีเซนส์เห็นผีมาตั้งแต่เด็ก ๆ เธอจึงดูดวงให้คนอื่น และสามารถสื่อสารกับสิ่งที่มองไม่เห็นได้ เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อรุ่นพี่ที่เธอรู้จักได้แนะนำเพื่อนสนิทของเขา ที่อยากดูดวงกับคุณมะปรางมาก ให้มาดูดวงด้วย ซึ่งคุณมะปรางจะมีกฎในการดูดวงดังนี้1.จะดูดวงให้ได้ในเวลา 2 ทุ่ม ขึ้นไปเท่านั้น 2. จะไม่ถามวัน/เดือน/ปีเกิด และเวลาตกฟากใด ๆ ปกติเวลาดูดวงจากแค่รูปภาพของลูกดวง และเปิดไพ่เท่านั้น ก็จะสามารถเห็นนิมิตเห็นภาพในหัวอย่างชัดเจนแล้ว เมื่อถึงนัดดูดวง มะปรางก็ได้คุยกับพี่ลูกดวงคนนี้ซึ่งเป็น LGBTQ+ ผ่านทางการโทรไลน์ และดูรูปจากรูปโปรไฟล์ของเขา ก่อนเริ่มมะปรางได้ให้ลูกดวงอธิฐานขอให้เธอสามารถดูดวงเขาได้ตามปกติ แต่ที่แปลกมาก คือไม่ว่าจะพยายามดูเท่าไหร่ มะปรางก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรเกี่ยวกับลูกดวงคนนี้ได้เลย เหมือนมีบางอย่างไม่ยอมเปิดให้เธอเห็น มะปรางจึงทักเขาไปว่า “ขอโทษนะคะ เคยมีใครทักมั้ยคะ ว่ามีผู้หญิงตามอยู่” พี่เขาก็แปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนทักแบบนี้อยู่เหมือนกัน และเขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังแม้แต่เพื่อนสนิทของเขาที่แนะนำให้เขามาดูดวงกับมะปรางก็ด้วย เขามั่นใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้ มะปรางจึงบอกกับเขาว่า “พี่พอจะอธิฐานขอผู้หญิงคนนั้น ให้มะปรางดูดวงพี่หน่อยได้มั้ยคะ” แล้วเขาก็เริ่มอธิฐาน หลังจากนั้นมะปรางก็สามารถดูดวงเขาได้ แต่ระหว่างที่เปิดไพ่อยู่ผีผู้หญิงคนนี้จะคอยแทรกเข้ามาเหมือนตั้งใจจะขัดขวาง มะปรางรับรู้ได้ทั้งเสียง และภาพลักษณะของเธอ เป็นผีผู้หญิง สวมชุดไทยสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวถึงหลัง ผีตนนั้นกรี๊ดเสียงดังรบกวนสมาธิมะปรางซึ่งเป็นคนเดียวที่ได้ยินตลอดเวลา มะปรางตัดสินใจถามลูกดวงไปตรง ๆ ว่า “เคยมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในชีวิตมั้ยคะ ตั้งแต่มีผีตนนี้ตาม” ลูกดวงจึงตัดสินใจเล่าให้ฟัง ในขณะที่ผีผู้หญิงก็ยังกรี๊ดรบกวนบทสนาอยู่ตลอด เรื่องราวแปลก ๆ ที่ลูกดวงเจอมีอยู่ว่า เขาเคยมีเพื่อนผู้หญิงค่อนข้างเยอะตั้งแต่ย้ายมาอยู่คอนโดใหม่ที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน เพื่อน ๆ ก็เริ่มเฟดตัวออกไป ซึ่งเขาเองก็ไม่ค่อยอยากพบใคร หรือออกไปไหนชอบเก็บตัวอยู่ในห้อง และไม่ว่าเพื่อนผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มานอนกับเขาที่ห้อง แม้จะมานอนด้วยกันหลาย ๆ คน ก็จะต้องเก็บของ และรีบออกไปจากห้องเขาก่อน 6 โมงเช้าเสมอ เพราะระหว่างนอน ทุกคนจะได้ยินผีผู้หญิงคนนี้มาตะคอกใส่ข้างหูว่า “ออกไป!” และยังมีอีก 1 เหตุการณ์ประหลาดที่เพื่อนของเขาออกจากห้องเขา และกลับบ้านไปพบว่า มีรอยเล็บขูดที่กลางหลังจนเจ็บแสบไปทั้งหลังเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง เขาจึงไม่ค่อยได้พบเพื่อน ๆ อีกเลย มะปรางอยากช่วยแก้ปัญหานี้ เลยลองเปิดไพ่เพื่อคุยกับผีอยากทราบว่า เธอเป็นใคร มาจากที่ไหน แต่ผีตนนั้นก็ไม่ยอมบอกอะไรเลย รู้แค่ว่าเขาตามลูกดวงของมะปรางมานานเกือบ 10 ปีแล้ว มะปรางจึงเปิดไพ่ เพื่อให้คำแนะนำกับลูกดวงถึงวิธีที่จะทำให้ผีตนนี้เลิกตามแทน มะปรางได้ถามลูกดวงว่า “ช่วยเช็คเตียงนอนที่ห้องหน่อยได้มั้ย ว่าหันหัวไปทางไหน” เขาตอบว่า เตียงนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก มะปรางสังเกตได้ถึงความผิดปกติของห้องจึงถามเรื่อย ๆ จนพี่เขาส่งรูปห้องที่อาศัยอยู่มา สิ่งที่เห็นได้ คือห้องปัจจุบันที่ลูกดวงอยู่ โดนออกแบบ และวางตำแหน่งต่าง ๆ ผิดหลังฮวงจุ้ยหมดเลย เราเลยแนะนำให้พี่เขาย้ายคอนโดจะดีกว่า เพราะเขาอยู่ห้องนี้มานาน ผีก็ตามเขามานาน และชีวิตลูกดวงก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลยตั้งแต่งอยู่ที่นี้มะปรางยังแนะนำอีกว่าให้ไปทำพิธีกรรมทางศาสนา พี่เขาเป็นคนพุทธก็ไปทำพิธีพุทธที่วัด และผีตนนั้นก็หายไปได้ประมาณ 2 เดือน ก่อนลูกดวงคนนี้ของมะปรางจะทักเธอมาอีกในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันพระว่า...“ช่วยดูให้หน่อยได้มั้ย ว่าผีผู้หญิงคนนั้นเธอไปหรือยัง เพราะรู้สึกว่ามีคนเกาหลังให้ในตอนกลางคืน” มะปรางจึงเปิดไพ่ดูให้อีกครั้ง และเห็นว่า ผีตนนั้นได้ออกไปแล้ว แต่ด้วยความที่เขาตามมานานเขาจะยังสมารถกลับมาได้เดือนละครั้ง เดาว่าเพราะอาจมีพันธะบางอย่างจากชาติก่อนที่ผูกพันกัน มะปรางพยายามสื่อสาร แต่ผีตนนั้นก็ไม่ยอมคุยด้วยจึงแก้ไขอะไรไม่ได้ แม้ลูกดวงจะย้ายไปอยู่คอนโดใหม่แล้ว แต่ดวงเขาก็ยังทำให้เขาต้องเจอเรื่องแบบนี้อีก เพราะห้องใหม่ที่เขาไปอยู่ทั้งเลขห้อง และภายในห้อง ล้วนทำให้เขาต้องได้เจอกับสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งสิ้น เหมือนกับว่าเขามีอะไรบางอย่างที่จะดึงดูดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งการดูดวงครั้งนี้น่ากลัวมากหลังจากที่ดูจบไป ผีผู้หญิงตนนั้นก็มาเคาะประตูกระจกที่บ้านมะปราง พร้อมกับส่งเสียงกรี๊ดทั้งคืนเลย แต่เขาเข้ามาไม่ได้ เพราะบ้านมะปรางก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ พี่ลูกดวงยังเคยเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อนานมาแล้ว ระหว่างที่เขาขับรถมาจากต่างจังหวัด แล้วเขาเกิดหลับใน อยู่ ๆ ก็มีใครสักคนช่วยหักพวงมาลัยให้ทำให้เขาไม่เกิดอุบัติเหตุ มะปรางเลยสันนิษฐานว่า อาจจะไปเจอผีผู้หญิงตนนี้เข้าบังเอิญเป็นคนเคยรู้จักกันในอดีตชาติเขาจึงช่วยเหลือ และเริ่มติดตามพี่ลูกดวงเรื่อยมา แต่ก็ยังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าให้ไปลอดโบสถ์ และทำบุญให้อย่างเดียว เพื่อสลัดสิ่งที่ติดตามเรามา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดี หรือไม่ดี ให้หลุดพ้นจากกันสักที….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ข้อห้ามเพียงอย่างเดียวของร้านอิซากายะแห่งนี้คือห้ามรับโทรศัพท์ แต่ด้วยความอยากรู้เลยรับสาย แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไร ลองอีกรอบสอง ปลายสายพูดกลับมาว่า ผมอยู่ข้างหลัง.. หันมามองผมหน่อย!! ตกใจหลอนจนไม่กล้าไปทำงานอีก !

28 เม.ย. 2024

ข้อห้ามเพียงอย่างเดียวของร้านอิซากายะแห่งนี้คือห้ามรับโทรศัพท์ แต่ด้วยความอยากรู้เลยรับสาย แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไร ลองอีกรอบสอง ปลายสายพูดกลับมาว่า ผมอยู่ข้างหลัง.. หันมามองผมหน่อย!! ตกใจหลอนจนไม่กล้าไปทำงานอีก !

เรื่องนี้ ‘คุณต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้นำเรื่องเล่าสุดหลอนจากประเทศญี่ปุ่น มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 เมษายน 2567) ขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เวลาเดิม’เป็นเรื่องราวของเด็กพาร์ทไทม์ที่อยากจะลองดีจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! ต้นกล้าเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของผู้ชายชาวญี่ปุ่น ให้ชื่อสมมุติว่า ‘อาคิยะ’ ตัวเขานั้นกำลังหางานพาร์ทไทม์ จึงถามกับเพื่อนว่า “มีที่ไหน แนะนำบ้างไหม?” เพื่อนตอบว่า “ตอนนี้ไม่มีเลยว่ะ” แต่อาคิยะนึกขึ้นได้ว่า เพื่อนของตนทำงานอยู่ที่ร้านอิซากายะแห่งหนึ่ง จึงถามเพื่อนว่า “แล้วที่ทำอยู่ไม่รับเพิ่มแล้วหรอ” เพื่อนรีบตอบปัดเสียงแข็งกลับมาว่า “กูออกมาแล้ว” อาคิยะเกิดความสงสัยจึงถามต่อว่า “ทำไมถึงออกล่ะ?” แต่เพื่อนกลับแสดงท่าทีมีพิรุธแปลก ๆ ตอบเพียงว่า “เรื่องของกู กูอยากออก” อาคิยะจึงขอว่า “ถ้ามึงไม่ทำแล้ว.. กูขอได้ไหม เพราะตอนที่มึงทำอยู่ เจ้าของร้านก็ดูใจดี มีข้าวให้กิน มีเวลาให้พัก” ครั้งนี้เพื่อนกลับดูมีพิรุธกว่าเดิม และยังเตือนอีกว่า “อย่าเลย มันเดินทางลำบากน่ะ” อาคิยะจึงตอบปัดขำ ๆ ไปว่า “เดินทางลำบากมันเรื่องของกู ไม่เกี่ยวกับมึงไง มีอะไรก็แนะนำมาเถอะ อย่ามากั๊กกัน” สุดท้ายเพื่อนก็ยอมบอก หลังจากได้ข้อมูลร้านมา อาคิยะก็ทำการติดต่อร้านอิซากายะแห่งนั้นไป เมื่อถึงวันสมัครสัมภาษณ์งาน อาคิยะก็เตรียมความพร้อม ทั้งเรซูเม่และเอกสารทุกอย่างไปครบ แต่ยังไม่ทันได้ตอบสัมภาษณ์ทุกคำถาม ทางหัวหน้าก็ถามกลับมาทันทีว่า “เริ่มทำงานได้วันไหน วันนี้เลยไหม พร้อมทำงานหรือยัง?” อาคิยะตั้งตัวไม่ทัน แต่ก็ตอบกลับไปว่า “เริ่มวันนี้เลยก็ได้ครับ” หลังจากนั้นก็ถูกส่งต่อให้รุ่นพี่สอนงาน เมื่ออาคิยะเข้าใจหน้าที่ทุกอย่าง ก่อนที่จะแยกย้าย พี่ที่ร้านก็กำชับบางอย่างว่า “พี่ลืมบอกไป ร้านเราน่ะ ถ้ามีโทรศัพท์โทรเข้ามา ไม่ต้องรับนะ เพราะว่าคนชอบคิดว่าร้านอิซากายะเรามีเดลิเวอรี ก็เลยชอบโทรมา ถ้าจะรับก็แค่ช่วงกลางวันแล้วกัน ตอนนั้นจะมีคนโทรมาส่งของ แต่หลังช่วงเย็นมันไม่มี ไม่ต้องรับนะ” หลังจากนั้นอาคิยะก็เริ่มทำงาน เขาทำงานกะดึก ซึ่งการทำงานก็ดูเหมือนว่าจะปกติทั่วไป แต่กลับมีบางอย่างแปลก ๆ อาคิยะสังเกตได้ว่า ร้านอิซากายะแห่งนี้ มีพนักงานช่วงกะดึกเพียงแค่ 2 คน คืออาคิยะและรุ่นพี่ ทั้งที่ตอนกลางคืนที่ร้านค่อนข้างยุ่ง แต่กลับไม่มีพนักงานคนอื่นอยู่เลย ส่วนหัวหน้าก็จะแอบหนีกลับไปก่อนทุกครั้ง เขาจึงถามกับหัวหน้าและก็ได้คำตอบว่า “ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนแรงงาน แต่เดี๋ยวหัวหน้าให้เงินเดือนเพิ่ม” สุดท้ายอาคิยะก็ต้องทำงานต่อไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องแปลก ๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์ อย่างที่หัวหน้าเคยบอกว่า ทุกวันที่ร้านจะมีสายโทรศัพท์โทรเข้ามาเวลาเดิม เป็นช่วงเวลาหลังปิดร้านพอดี และตอนที่ตัวเขาเองกำลังจะกลับบ้าน อาคิยะก็ท่องจำไว้เสมอกับคำที่หัวหน้าเคยบอกว่า “ไม่ต้องรับสายนะ” อาคิยะก็ไม่เคยรับโทรศัพท์เลย จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง ระหว่างที่อาคิยะกำลังเก็บของอยู่คนเดียว เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น อะไรดลใจก็ไม่ทราบได้ อาคิยะยกหูรับสายทันที เสียงจากปลายสาย เป็นเสียงคล้ายคนพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาเองไม่สามารถจับใจความได้ อาคิยะก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงโทรผิด จึงเลือกที่จะวางสายไป ช่วงเย็นของอีกวัน ขณะที่รุ่นพี่กำลังยืนล้างจานอยู่ อาคิยะก็เล่าเหตุการณ์ที่เจอให้รุ่นพี่ฟังว่า “เมื่อวาน.. ผมน่ะ รับสายโทรศัพท์ที่มันดังในร้านทุกวัน” หลังอาคิยะพูดจบ รุ่นพี่ก็เผลอปล่อยจานจนหล่นแตก แล้วถามกลับว่า “แล้วมึงได้ฟังไหม ได้ยินที่เขาพูดหรือเปล่า?” อาคิยะตอบว่า “ได้ยินนะครับพี่ แต่เขาพูดไม่รู้เรื่อง” รุ่นพี่บอกต่อว่า “อ๋อ เออดีแล้ว แต่วันหลังไม่ต้องรับนะ” แต่อาคิยะจับพิรุธได้ว่า รุ่นพี่มีอาการแปลก ๆ จนเขาตั้งข้อสงสัยขึ้นมาว่า นี่คงเป็น ‘โทรศัพท์ผีสิง’ มันจะต้องมีเรื่องราวลึกลับบางอย่างกับสายโทรศัพท์นี้แน่นอน อาคิยะจึงเริ่มวางแผน แกล้งทำงานช้า ๆ ปล่อยให้รุ่นพี่กลับบ้านไปก่อน เขาจะได้อยู่ร้านเพียงคนเดียว ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน จากนั้นเขาจึงมานั่งรอสายโทรศัพท์ เมื่อใกล้ถึงเวลา โทรศัพท์ก็ดัง กริ๊งงงง… ตรงตามเวลาเป๊ะ อาคิยะหัวใจเต้นแรง ตึกตัก.. ตึกตัก เมื่อยกหูรับสาย “สวัสดีครับ..” ก็ไร้การตอบกลับจากเสียงปลายสายเหมือนเดิม ได้ยินเพียงเสียงคนพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ เมื่อเขากำลังจะวางสายลง เสียงก็เริ่มชัดเจนขึ้นจนได้ยินว่า “ผมอยู่ข้างหลัง ผมอยู่ข้างหลัง ผมอยู่ข้างหลัง.. หันมามองผมหน่อย ผมอยู่ข้างหลัง” ปลายสายพูดย้ำหลายครั้ง และเป็นจังหวะเดียวกับที่อาคิยะกำลังจะเหลือบไปมองข้างหลัง เขาสัมผัสได้ทันทีว่า มีคนหรืออะไรบางอย่างยืนอยู่ข้างหลังเขาจริง ๆ ! อากิยะรีบวางโทรศัพท์ แล้ววิ่งกลับบ้านทันที ! โดยที่ไม่มาทำงานอีกเลย เวลาผ่านไปจนกระทั่ง อากิยะได้เจอเพื่อนที่แนะนำร้านอิซากายะแห่งนี้ให้ เพื่อนก็ถามว่า “เป็นยังไงล่ะมึง” อาคิยะบอกว่า “แล้วทำไม ไม่บอกตั้งแต่แรกว่าที่ร้านมีผี” เพื่อนก็อธิบายให้ฟังว่า “ถึงบอกไป มึงก็ไม่เชื่อ กลัวโดนหาว่าโกหกอีก แต่สิ่งที่มึงสัมผัสตอนนั้น คือของแท้หมดเลย มึงคงเจอผีจริงๆ” เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ที่ร้านเคยมีพนักงานคนหนึ่ง เป็นคนที่ขยันทำงาน และทุ่มเทให้กับงานมาก แต่ทุ่มเทเท่าไหร่ก็เหมือนจะไม่พอ เกิดความกดดัน จนท้ายที่สุดก็จบชีวิตตัวเอง คิดว่าสาเหตุเป็นเพราะเครียดเรื่องงาน ซึ่งหลังจากพนักงานคนนี้ได้จากไป ทุกวันเวลาเดิมก็จะมีเสียงโทรศัพท์โทรเข้ามาเสมอ เพื่อที่จะบอกใครสักคนว่า “ผมอยู่ข้างหลัง.. หันมากลับมาดูหน่อย.. ผมที่กำลังตั้งใจทำงานอยู่..” ซึ่งคนที่พนักงานคนนั้นพยายามที่จะโทรหา ก็คือ ‘หัวหน้า’ นั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-