เรื่องเล่าจากคุณดิว ’หวง‘ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 30 ก.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณดิว ’หวง‘ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 30 ก.ค. 2567]

03 ส.ค. 2024

       ‘คุณดิว’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจมดดำ’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หวง’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

       คุณดิวเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวของคุณดิวเองเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงตอนที่คุณดิวพึ่งเรียนจบใหม่ก็ได้เข้ามาอยู่ที่กรุงเทพ และมีโอกาสได้ทำอาชีพเสริมหลากหลายอย่าง คุณดิวจึงได้รู้จักกับเพื่อนร่วมอาชีพคนหนึ่งที่พี่ในทีมแนะนำให้รู้จัก นามสมมติว่า ‘พี่เอ’ ซึ่งพี่ในทีมก็เหมือนอยากให้คุณดิวและพี่เอจีบกัน คบกัน หลังจากนั้นคุณดิวก็มีการพูดคุยกับพี่เอตามปกติ โทรหากัน ไปเจอกันบ้าง พอผ่านระยะเวลาไปได้ประมาณ 1 เดือน พี่เอก็เริ่มชวนคุณดิวออกไปทานข้าว

       วันหนึ่ง พี่เอได้เปิดร้านนั่งชิวอยู่ในโซนกรุงเทพ พี่เอก็ได้ชวนคุณดิวไปร่วมงานเปิดร้าน คุณดิวก็ได้ตกลงว่าจะไป ในวันที่คุณดิวไป ก็ไปนั่งดื่มตามปกติ คุณดิวได้เล่าว่าร้านของพี่เอเป็นบ้านเก่าที่ไม่ได้รีโนเวทอะไรมาก แค่ตกแต่งเพิ่มเติมและทำเป็นร้านนั่งชิว ในระหว่างที่ทุกคนนั่งดื่มกันตามปกติ พี่เอก็เริ่มมาจู๋จี๋ มานั่งข้าง ๆ บ้าง มาโอบไหล่โอบตัวคุณดิว ซึ่งเหตุการณ์แปลก ๆ มันเริ่มต้นขึ้นในตอนที่ร้านปิด ณ ตอนนั้นเป็นเวลาตี 1 ในร้านเหลืออยู่ประมาณ 2 โต๊ะที่เป็นเพื่อนพี่เอ และโต๊ะคุณดิว ซึ่งในโต๊ะทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 8 คน รวมคุณดิว ช่วงเวลาประมาณตี 1 กว่า ๆ พี่เอก็เริ่มมานั่งตักคุณดิว ในตอนนั้นหางตาคุณดิวได้เห็นเป็นกลุ่มเงาดำ ๆ คลานอยู่กับพื้นข้าง ๆ แบบเร็ว ๆ และผ่านไป คุณดิวก็ปล่อยผ่านไม่ได้อะไร และนั่งสังสรรค์ต่อ พอพี่เอเริ่มเข้ามาใกล้อีก ป้อนข้าวบ้าง มาเติมน้ำให้ คุณดิวก็เริ่มเห็นเงาดังกล่าวคลานเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ซึ่งช่วงที่พีคที่สุดคือช่วงใกล้ ๆ ตี 3 พี่เอได้ลุกมานั่งตักคุณดิว คุณดิวจึงรู้สึกว่าเงาดำนั้นคลานมาข้าง ๆ แต่ตัวคุณดิวไม่กล้าหันไปมอง และมันเป็นช่วงแว๊บเดียวที่ตัวคุณดิวเห็น คุณดิวรู้สึกว่าบรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือก และรู้สึกแปลก ๆ ตอนเกือบตี 3 คุณดิวปวดปัสสาวะ ซึ่งร้านพี่เอเป็นบ้านไม้สมัยเก่า 2 ชั้น ที่คนสมัยก่อนจะไม่มีห้องน้ำในตัวบ้าน จะมีห้องน้ำนอกบ้านอยู่ด้านหลัง และพี่เอก็ยังใช้ห้องน้ำข้างหลังเป็นห้องน้ำของร้านนี้ คุณดิวจึงบอกพี่ ๆ ว่าขอไปเข้าห้องน้ำ คุณดิวก็เดินอ้อมไปหลังบ้าน ในระยะประมาณ 5-10 เมตรจะถึงห้องน้ำ คุณดิวเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องน้ำ ซึ่งลักษณะของผู้หญิงคนนี้คือเป็นผู้หญิงผมยาวประบ่า ใส่เสื้อสีขาว กระโปรงสีเขียว ซึ่งไม่ได้อยู่ในโต๊ะที่คุณดิวนั่ง คุณดิวคิดว่าอาจจะเป็น 2 โต๊ะที่เหลืออยู่ พอระยะที่คุณดิวกำลังจะเข้าไปอีก ความรู้สึกที่ว่าเขาไม่ใช่คนก็ตีปะทะคุณดิวเข้ามา หลังจากที่คุณดิวรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คน เขาก็เอามือ 2 ข้างดึงปากตัวเองฉีกออกมา พร้อมกับตาถลนออกมา แล้วก็พุ่งเข้ามาใส่คุณดิว พอคุณดิวหันหลังก็รู้สึกก้าวขาไม่ออก ปัสสาวะก็ราดด้วย เพราะรู้สึกกลัวไปหมด ขนหัวลุก และรู้สึกว่าเขายืนจ่ออยู่ข้างหลัง ตัวคุณดิวจึงยืนอยู่ตรงนั้นเกือบ 10 นาทีเพราะไม่สามารถขยับตัวได้ ตัวแข็งไปหมด จนเพื่อนพี่เอเดินมาเข้าห้องน้ำ เขาเห็นคุณดิวกำลังยืนตัวสั่น เขาเลยมาจับแขน ตัวคุณดิวจึงหลุดจากภวังค์นั้น เพื่อนพี่เอถามว่า

       “เกิดอะไรขึ้น”

       คุณดิวก็ตอบกลับไปว่า “พากลับโต๊ะหน่อย”

       เมื่อไปถึงที่โต๊ะ ก็ถามว่าคุณดิวเป็นอะไร ทำไมอาการเป็นแบบนี้ เมาหรือเปล่า คุณดิวจึงถามว่า ที่นี่ได้เลี้ยงกุมารหรืออะไรไหม เพราะตัวคุณดิวมีเซ้นส์มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต พี่ ๆ เลยถามคุณดิวว่าเห็นเป็นอย่างไร คุณดิวจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้พี่ ๆ ฟัง เพื่อน ๆ พี่เอร้องพร้อมกันว่า

       “อ้าว อีเอเอาอีกแล้ว”

       คุณดิวก็เลยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พี่เอเลยยอมเล่าให้ฟังว่า ผีคนนี้เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของพี่เอ ซึ่งในตอนที่น้องสาวมีชีวิตอยู่เป็นคนที่หวงพี่เอมาก หวงทุกอย่างแม้กระทั่งกับเพื่อน ไม่ให้ออกไปไหน แล้วในวันที่น้องสาวพี่เอตายเค้าถูกรถชนแบบทีเดียวตายเลย กรามฉีก ทุกอย่างเละ และพึ่งเสียชีวิตก่อนพี่เอมาเจอคุณดิวประมาณ 1-2 เดือน

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากเต๋อ ฉันทวิชช์ 'มือบอน' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

14 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเต๋อ ฉันทวิชช์ 'มือบอน' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เต๋อ ฉันทวิชช์’ นำเรื่อง ‘มือบอน’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโจเซฟ’ ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เต๋อ ฉันทวิชช์’ ได้เล่าว่า ตนนั้นมีโอกาสไปที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ ไปกับน้องที่คอยดูแลที่ชื่อ ‘แนน’ ได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่พักจะเป็นห้อง 2 ห้อง บรรยากาศภายในโรงแรมรู้สึกได้ถึงความหลอน ความวังเวง จากการตกแต่งที่ทำให้รู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน เมื่อเข้าห้องพักไป ก็จะเป็นห้องพักแบบ Connecting Room คุณเต๋อได้ไปนั่งเล่นอยู่ในห้องของคุณแนน จนถึงดึก แล้วคุณแนนก็ได้บอกกับคุณเต๋อว่า “จะมีเพื่อนมาหา เดี๋ยวแนนจะออกไปหาเพื่อนหน่อย” จากนั้นคุณแนนก็ออกไปหาเพื่อนตามที่บอกไว้ ส่วนคุณเต๋อนั้นกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง หลังจากกลับมาที่ห้องได้สักพักใหญ่ ตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว คุณเต๋อได้ยินเสียงว่าเหมือนกับว่าคุณแนนจะกลับมาถึงห้อง คุณเต๋อเป็นคนที่ชอบแกล้งคนและคุณแนนเป็นคนที่กลัวผีมาก คุณเต๋อจึงคิดแผนการแกล้งคุณแนน โดยที่คุณเต๋อจะแอบซ่อนตัวอยู่ตรงประตูเพื่อที่จะรอให้คุณแนนเดินผ่านแล้วตกใจ คุณเต๋อนั่งตรงบริเวณประตู รอให้คุณแนนเปิดประตูเข้าห้องมา ผ่านไป 10 นาที คุณเต๋อเอะใจขึ้นมาว่า ‘ทำไมแนนไม่เดินผ่านมาสักที’ คุณเต๋อจึงค่อย ๆ ชะเง้อหน้าออกไปดู ปรากฏว่าประตูทุกอย่างปิดหมด! ไม่มีคนอยู่ในห้อง! ยังไม่มีใครกลับมาที่ห้อง! แต่เสียงก่อนหน้านี้ที่ได้ยินก็มั่นใจชัดเจน มีคนเปิดประตูเข้าห้องมาอย่างแน่นอน คิดในใจว่าสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดี จึงถอยกลับเข้าห้องตัวเองและปิดประตูที่เชื่อมต่อระหว่างห้อง แล้วพยายามข่มตานอนหลับไป เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเต๋อตั้งใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้คุณแนนฟัง จึงเปิดประตูเชื่อมข้ามไปที่ห้องของคุณแนน ทั้งสองคุยกันจนเข้าประเด็น ขณะนั้นก็กำลังจะเปิดโทรทัศน์ในห้องของคุณแนนเพื่อดู แต่ก็สังเกตเห็นใบกระดาษที่บอกช่องของโทรทัศน์ คุณเต๋อเห็นเหมือนมีคนเอาปากกามาขีดเขียนเต็มกระดาษทั้งแผน จนกระดาษบางจุดขาด คล้าย ๆ คนโมโหมาขีดเขียนเพื่อระบายอารมณ์ ซึ่งคุณเต๋อจำได้ว่าเมื่อคืนยังไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้น ทำให้คุณเต๋อรู้สึกว่าโดนหลอกแล้วแน่นอน จนถึงทุกวันนี้ คุณเต๋อก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอในตอนนั้นคืออะไร แต่รู้ว่า เขามือบอน!!!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

26 ม.ค. 2024

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

เรื่องนี้ ‘คุณนัฎฐ์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ เมื่อต้องเจอกับผู้หญิงปริศนาใส่ผ้าถุงสีแดง ยืนหวีผมหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนตัวเอง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านคนเดียว บ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านที่ซื้อมาใหม่ ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องลี้ลับอะไรตั้งแต่อยู่มา เรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 61 วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตอนเช้าถึงเย็น จึงทำให้คุณนัฎฐ์ไม่ได้ออกไปทำงาน คุณนัฎฐ์จึงพักผ่อนอยู่บ้าน พอตกกลางคืน คุณนัฎฐ์ก็เข้านอนตามปกติ ภายในห้องนอนเป็นห้องเล็ก ๆ ทาด้วยสีขาว เตียงนอนอยู่ฝั่งซ้าย ตู้เสื้อผ้าอยู่ฝั่งขวา และมีกระจกบานใหญ่แบบเต็มตัวที่น้องชายทำมาให้วางติดอยู่กับตู้เสื้อผ้า ปกติคุณนัฎฐ์เป็นคนนอนปิดไฟ แต่มักจะเปิดหน้าต่างบานเกล็ดไว้ เพื่อให้แสงสว่างภายนอกส่องเข้ามาภายในห้อง ทำให้ในห้องนอนมีแสงสว่างเล็กน้อย มองเห็นภายในห้องแบบสลัว ๆ เวลาประมาณ ตี 1 คุณนัฎฐ์สะดุ้งตื่น ได้ยินเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่ภายในห้อง คุณนัฎฐ์ลืมตาขึ้นและกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง ปรากฏว่าหางตาก็เห็นเป็นเหมือนผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ใส่เสื้อสีขาว ผ้าถุงเลื่อมลายดอกพิกุลสีแดง ผมยาวถึงก้น ยืนหันหลังให้คุณนัฎฐ์ หันหน้าเข้ากระจก คุณนัฎฐ์รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะตัวเองอยู่บ้านคนเดียว และเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ ที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงผู้หญิงคนนั้นกำลังหวีผมช้า ๆ ตั้งแต่โคนผมยาวไปถึงปลายผม คุณนัฎฐ์กลัวมาก และคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าคุณนัฎฐ์เห็นแล้ว คุณนัฎฐ์จึงหยิบผ้าห่มบนหัวมาสะบัด แต่สะบัดเท่าไหร่ก็ยังนิ่งเฉย ผู้หญิงคนนั้นก็คงรู้ว่าคุณนัฎฐ์ตื่นแล้ว แต่ก็ไม่ไปไหน ยังหวีผม ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่เหมือนเดิม คุณนัฎฐ์กลัวมาก จึงหาวิธีใหม่นั่นคือ การสวดมนต์ คุณนัฎฐ์หลับตาสวดมนต์ ด้วยความที่คุณนัฎฐ์กลัวมาก ทำให้ลืมบทสวดมนต์ สวดไปได้แค่ครึ่งทางก็ลืม คุณนัฎฐ์จึงค่อย ๆ ลืมตาเพื่อดูว่าผู้หญิงคนนั้นหายไปหรือยัง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่หายไป ยังยืนหวีผมหน้ากระจกอยู่เหมือนเดิม พอครั้งที่สาม คุณนัฎฐ์จึงตั้งสติใหม่ หลับตาลงแล้วตั้งใจสวดมนต์ ครั้งนี้จำบทสวดมนต์ได้ทั้งหมด พอสวดมนต์จนจบ คุณนัฎฐ์ก็ค่อย ๆ ลืมตาเพื่อจะเช็คอีกรอบว่าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าครั้งนี้ได้ผล ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว! หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นหายไป คุณนัฎฐ์ก็นอนไม่หลับจนถึงเช้า พอเช้าวันใหม่ คุณนัฎฐ์ก็ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ป้าแม่บ้านฟัง แต่คุณนัฎฐ์ก็ยังกลัวว่าคืนนี้จะเจอผู้หญิงคนนั้นอีกหรือเปล่า ป้าแม่บ้านจึงให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างงี้ไหม เดี๋ยวป้าจะพาไปหาร่างทรง เป็นหมอดูให้เขาดูให้” คุณนัฎฐ์ก็ตกลงและก็ไปหาหมอดูคนนั้น หมอดูก็เริ่มถามคำถามไปเรื่อย ๆ ถามเรื่องบ้านแต่ก็ไม่น่าใช่เพราะบ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านใหม่ และก็อยู่มานานแล้วไม่เคยเจอ ถ้าเป็นกระจกบานใหญ่ที่น้องชายทำให้ก็ไม่น่าใช่ เพราะได้เป็นของขวัญตอนขึ้นบ้านใหม่ จนถามไปถึงเรื่องงานที่คุณนัฎฐ์ทำ ว่าทำงานเกี่ยวกับอะไร คุณนัฎฐ์ก็ตอบว่า ‘ขายเสื้อผ้ามือสอง แต่เสื้อผ้าที่ขาย ก็ไม่ใช่แบบเดียวกันกับผู้หญิงคนนั้นใส่’ เรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน แต่หมอดูก็บอกว่า ‘เขามาดีนะเขาจะมาช่วยค้าขายดีขึ้น’ หลังจากนั้น คุณนัฎฐ์ก็ไม่เจออะไรอีกเลย แต่ธุรกิจขายเสื้อผ้ามือสองก็ต้องปิดลงเพราะมรสุมโควิด 19 และปัจจุบันก็ธุรกิจกระจกร่วมกับน้องชายแทน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเรนนี่น้ำพริกผีบอก 'ตามหาเเฟน' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

09 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเรนนี่น้ำพริกผีบอก 'ตามหาเเฟน' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

ไปส่งของให้แม่ตอนตี 3 เพราะจำเป็นต้องใช้เงิน รถก็ไม่มี ต้องนั่งรอวินอยู่หน้าวัดกับน้องชาย 2 คน แต่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงวิ่งเข้ามาแล้วถามหาแฟน ‘แฟนพี่หายไปไหนไม่รู้!!’ และพอมองไปที่เท้าก็เห็นว่าผู้หญิงคนนี้ลอยอยู่!! #อังคารคลุมโปงวิญญาณที่ล่องลอยไม่มีที่ไป!! วนเวียนตามหาแฟน จนคนในชุมชนต้องเจอเหตุการณ์สุดหลอนไปตามๆ กันเรื่องราวสุดเฮี้ยนนี้จะจบลงอย่างไร….?! ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตามหาแฟน’ จาก ‘คุณเรนนี่’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(4 มีนาคม 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีีเจเจ็ม’ ที่จะเป็นเพื่อนหลอนไปกับคุณ!! เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่คุณเรนนี่อายุประมาณ 19-20 ปี ตั้งแต่จำความได้ ที่บ้านประกอบอาชีพเย็บกระเป๋าขาย ในช่วงนั้นธุรกิจที่บ้านได้มีการทำข้อตกลงกับร้านในสำเพ็งไว้ และเป็นที่รู้กันว่า ถ้าต้องไปเดินสำเพ็งจะต้องไปช่วงกลางคืน และเช่นเดียวกับที่ต้องไปส่งสินค้า ก็ต้องไปช่วงกลางคืน บ้านของคุณเรนนี่จะอยู่ติดกับวัด โรงเรียน ไม่มีรถประจำทางผ่านเข้ามา และเป็นชุมชนที่มักจะเห็นอะไรแปลกๆ อยู่บ่อยครั้งในวันเกิดเหตุคุณเรนนี่ และน้องชายอายุ 9 ขวบ ได้รับภารกิจจากคุณพ่อคุณแม่ ให้ไปส่งสินค้าช่วงตี 2 ตี 3 ให้กับคุณป้าเหี่ยว และต้องไปส่งที่ร้านของ ป้าเหี่ยว ซึ่งเป็นเจ้าของร้านกระเป๋าที่สำเพ็ง พากันแบกของเพื่อที่จะไปส่งของ ที่ต้องไปส่งเวลานี้เพราะแม่บอกว่า ต้องเอาเงินค่าสินค้า ไปจ่ายค่าบ้าน จึงจำเป็นมาก ๆ ที่จะออกไปส่งในตอนนั้นในคืนนั้น แถวบ้านของคุณเรนนี่ ก็ไม่มีรถประจำทาง หรือรถสองแถว มีแค่วินมอเตอไซค์ที่จะวิ่งทั้งคืน เพราะออกไปถนนหลัก ตรงที่คุณเรนนี่และน้องชายยืนอยู่นั้น เมื่อก่อนจะมีตู้โทรสับสาธารณะ ติดกับกำแพงของโรงเรียน เมื่อถัดไปอีกก็จะเป็นโกศที่เก็บอัฐิที่ดูสยดสยอง แต่ด้วยความเป็นคนในพื้นที่จึงไม่ได้คิดอะไรมาก และรอวินต่อไป…เมื่อรอไปได้ 15 นาที ก็ยังไม่มีวินมอเตอร์ไซค์มา แต่จู่ๆ ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ผมยุ่งเหยิง อาการเหมือนคนขาดสติ วิ่งมาหาคุณเรนนี่ และน้องชายด้วยหน้าตาที่ตื่นตระหนก ทั้งสองพี่น้องก็หันมองหน้ากัน และสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้มาจากไหน ไม่เคยเห็นอยู่ในชุมชนเลย และเมื่อหันกลับไปมองผู้หญิงคนนั้น ก็เข้ามาใกล้ทั้งสองคน ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นว่า“น้องๆ ช่วยพี่ด้วย เนี่ย ไม่รู้ว่าพี่มาอยู่ที่ไหน พี่จะกลับบ้าน แล้วแฟนพี่ก็หายไปไหนไม่รู้”ในขณะนั้นคุณเรนนี่ก็เริ่มรู้สึกกลัว เพราะผู้หญิงคนเข้ามาด้วยท่าทีโวยวาย คุณเรนนี่เลยบอกไปว่า “พี่คะ ใจเย็นๆ นะ คือยังไงคะพี่ พี่จะไปไหน”ตอนนั้นคุณเรนนี่คิดว่าผู้หญิงคนนี้หลงทางมา เนื่องจากซอยเข้าออกค่อนข้างลำบาก ผู้หญิงคนนั้นจึงเลยพูดต่อว่า “พี่ก็ไมรู้” แล้วร้องไห้ออกมา“เนี่ยพี่มากับแฟน พี่นั่งรถมากับแฟน ไม่รู้ว่าแฟนพี่หายไปไหนแล้ว”ทำให้ผู้หญิงคนนั้นก็พยายามที่เข้ามาประชิดตัว โดยการเอามือมาจับที่ไหล่ และเขย่าตัวคุณเรนนี่ ในขณะที่ตัวของผู้หญิงคนนั้นก็สั่น แต่คุณเรนนี่ก็รู้สึกว่า ‘มือที่จับอยู่นั้นไม่รู้สึกถึงแรงกด และทำไมตัวเราถึงไม่สั่นตามแรงเขย่า‘คุณเรนนี่กับน้องชายจึงค่อยๆ หันลงไปมองช่วงตัวของผู้หญิงคนนั้น และสิ่งที่เห็นคือ ผู้หญิงคนนี้ไม่มีขา มีแค่ท่อนบนและกางเกงยีนส์ แต่ส่วนเท้าหายไป ไม่มีรองเท้า เมื่อเห็นดังนั้นคุณเรนนี่ก็รีบยกกระเป๋า และวิ่ง โดยน้องชายก็วิ่งนำไปก่อนแล้วเมื่อกลับไปถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พ่อ และแม่ฟัง ซึ่งพ่อ และแม่ก็เข้าใจเพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับคุณเรนนี่ และน้องชายแต่ครั้งนี้ทำให้ต้องเสียงานที่ต้องไปส่ง แม่จึงตำหนิ และโทรไปหาป้าเหี่ยว เพื่อขอไปส่งของใหม่ในตอน 9 โมงเช้า ตอนที่ป้าเหี่ยวเก็บร้านแล้ว ป้าเหี่ยวตอบตกลง โดยคุณเรนนี่ให้เหตุผลกับป้าเหี่ยวว่า ที่ไม่สามารถไปส่งของให้ได้เพราะปวดท้องในตอนเช้า เมื่อคุณเรนนี่ไปส่งของให้ป้าเหี่ยวเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับมาบ้านใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม และวันหนึ่งเวลา 6 โมงเย็น คุณเรนนี่ที่กำลังล้างจานอยู่ โดยที่ล้างจานที่บ้านจะอยู่ข้างหน้าบ้าน เมื่อใกล้ล้างเสร็จ น้องชายของคุณเรนนี่ก็วิ่งมาหา ด้วยหน้าตาตื่นแล้วมาบอกกับคุณเรนนี่ว่า“พี่ พี่มากับผมหน่อย” คุณเรนนี่จึงถามว่า “ไปไหน พี่ยังล้างจานไม่เสร็จเลย”แต่น้องชายก็ยังลากคุณเรนนี่ไปจนเกือบใส่รองเท้าไม่ทัน และระหว่างทางคุณเรนนี่ก็ยังถามน้องชายตลอดว่าจะไปไหน เพื่อที่จะได้รับมือถูก แต่ถามมาตลอดทางน้องชายก็ยังไม่ตอบ จนกระทั้งมาถึงวัดที่อยู่ติดกับบ้าน พอมาถึงทั้งสองคนก็ไปที่ศาลาหนึ่ง ที่มีคนกำลังจัดงานศพอยู่ ซึ่งก็เป็นปกติของวัด แต่น้องชายก็ยังยืนยันให้คุณเรนนี่เข้าไปดูรูปข้างในงาน คุณเรนนี่ก็สังสัยว่าเข้าไปทำไม และพอเดินเข้าไปในงานรูปที่อยู่หน้าโรงศพคือ ผู้หญิงที่คุณเรนนี่ และน้องชายเห็นในคืนนั้น น้องชายจึงหันมาถามคุณเรนนี่ว่า..“พี่ ใช่ปะเนี่ย ใช่ ใช่ไหม”“เออ ใช่”ในตอนนั้นคุณเรนนี่ก็อึ้งกับสิ่งที่เห็น เลยได้ไปคุยกับคนในงานศพว่า ศพนี่คือใคร ซึ่งก็ได้รู้ว่าคุณแม่ของผู้ตาย เป็นคนที่คุณเรนนี่รู้จัก และผู้ใหญ่ในงานก็ถามกับคุณเรนนี่ว่า“จำไอยุ้ยไม่ได้หรอ” แต่คุณเรนนี่ก็ยังนึกไม่ออกว่ายุ้ยไหน ผู้ใหญ่ในงานเลยพูดต่อว่า “มันน่าจะจำไม่ได้แหละ”ซึ่งคุณเรนนี่ และยุ้ย เคยเล่นด้วยกันตอนอายุ 4-5 ขวบ และยุ้ยก็ได้กลับไปบ้านพ่อที่ต่างจังหวัด ไม่ได้กลับมาอยู่ที่กรุงเทพอีก ต่อมายุ้ยได้มาอยู่กับแฟนที่กรุงเทพ และระหว่างที่นั่งรถเพื่อจะไปที่ไหนสักแห่ง ก็ได้เกิดอุบัติเหตุทำให้ยุ้ย และแฟนเสียชีวิตทั้งคู่ แม่ของยุ้ยจึงได้นำศพของลูกสาวมาบำเพ็ญกุศลที่วัดนี้แต่เรื่องก็ไม่ได้จบเพียงแค่นี้ เพราะลุงวินแถวนั้นก็เอาเรื่องที่ไปพูดต่อๆ กันว่า มีผู้หญิงใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ มายืนโบกรถ แล้วขอให้ไปส่งเพราะว่าเแฟนรออยู่ พอลุงวินขี่มาได้สักพักก็เจอเข้ากับลูกระนาดบนถนน แต่ลุงวินก็มองไม่เห็น ด้วยความเป็นห่วงผู้โดยสารลุงวินจึงหันกลับไปมองข้างหลัง แต่ก็ไม่พบผู้โดยสารที่นั่งซ้อนมา ลุงวินจึงวนรถกลับไปดูว่าผู้โดยสารอยู่ไหน แต่ก็ไม่พบใคร ลุงวินจึงขี่รถกลับบ้านและยังมีคนที่เจอเหตุการณ์นี้เหมือนกัน คือ น้าจ่า เป็นทหารเก่า น้าจ่าก็เป็นวินเหมือนกัน และมีผู้หญิงโบกรถจากหน้าวัด เพื่อให้ไปส่งที่หน้าปากซอยเหมือนกัน พอขี่ไปถึงที่หน้าปากซอยก็ไม่เจอคนกลายเป็นว่า ยุ้ย ก็เป็นวิญญาณที่ล่องลอยที่ตาหาแฟน และฝั่งของฝ่ายชาย แฟนของยุ้ย ที่ได้ถูกนำศพไปทำพิธีที่บ้านเกิด ก็ได้เป็นวิญญาณที่ล่องลอย และตามหาแฟนเหมือนกัน จนสุดท้ายก็ได้มีการนำศพของทั้งคู่ไปตั้งคู่กัน และได้ทำการเผาพร้อมกัน ทุกอย่างถึงได้สงบลง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

16 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

จากมื้อค่ำแสนธรรมดาที่สองพ่อลูกนั่งรอ ‘แม่เลี้ยง’ กลับซุกซ่อนความลับสุดสยองที่ไม่มีใครคาดคิด! เมื่อมีคำสั่งที่ต้องลงมือเชือด ‘สัตว์เลี้ยงแสนรัก’ เธอจึงต้องชำแหละทั้งน้ำตา แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างหมูตัวนั้นยังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน แล้วเนื้อที่ถูกแช่แข็งอยู่คืออะไรกันแน่? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘แม่เลี้ยงใจร้าย’ คุณอาท ได้เล่าเรื่องราวชวนขนลุกจากกระทู้ต่างประเทศ เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะอาหาร เด็กผู้หญิงวัย 7 ขวบ กำลังนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอให้คุณแม่มาร่วมโต๊ะ แต่ก่อนที่จะเล่าต่อถึงเหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร ก็ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก่อนก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเด็กหญิงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก และที่บ้านทำกิจกรรมฟาร์มเกษตร คุณแม่ของเธอทำงานหนักมาก ออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และกลับมาอีกทีหลังพระอาทิตย์ตก จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป คุณพ่อก็เริ่มรู้สึกไม่ประทับใจ และหมดรักในตัวคุณแม่ ในขณะเดียวกันแม่ก็มีน้องสาวชื่อ ‘ซูซาน’ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเอง หุ่นดีหน้าตาสวย คุณพ่อจึงแอบไปตามจีบลับหลังคุณแม่ หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวก็ได้รู้ข่าวร้ายว่าคุณแม่ป่วยหนักด้วยโรคร้ายต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่แทนที่คุณพ่อจะคอยไปดูแล เขากลับไม่ไปจนในที่สุดคุณแม่ก็เสียชีวิตลง ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ในงานศพของคุณแม่ คุณพ่อไม่ได้มีท่าทีโศกเศร้าแม้แต่น้อย ยังดูดีใจมากกว่าด้วยซ้ำ และประกาศกลางงานศพว่าจะแต่งงานใหม่กับซูซาน ทั้ง ๆ ที่ร่างของคุณแม่ยังไม่ทันถูกฝัง นั่นทำให้เด็กหญิงสูญเสียความประทับใจในตัวคุณพ่อไปหมดแล้ว แต่ด้วยความที่เหลือพ่อเพียงคนเดียว เธอจึงต้องทำใจยอมรับหลังจากที่ซูซานเข้ามาเป็น ‘แม่เลี้ยง’ ต่อหน้าคุณพ่อเธอก็เป็นแม่พระที่แสนดี คอยดูแลเอาใจใส่ พูดจาอ่อนหวาน และหาข้าวหาอาหารมาให้กิน แต่ลับหลังคุณพ่อ ซูซานกลับกลายเป็นนางมารร้าย คอยออกคำสั่งใช้งาน ดุด่าทุบตีเด็กหญิงถ้าไม่ทำตามคำสั่ง เด็กหญิงพยายามบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อ แต่คุณพ่อกลับไม่เชื่อคำพูดของลูกสาว แถมยังปกป้องซูซานอีกว่าคนดี ๆ แบบนั้นจะทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้อย่างไร แต่นานวันเข้านิสัยที่แท้จริงของซูซานก็เริ่มเผยออกมาให้เห็นมากขึ้น อย่างเวลาออกไปทานข้าวข้างนอกบ้าน หากอาหารมาช้าเธอก็จะเริ่มโวยวายเสียงดัง หรือหากไปสถานที่ไหนแล้วไม่ถูกใจก็จะวีนเหวี่ยงใส่ทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ่อก็ยังรัก และเทิดทูนว่าเธอยังเป็นภรรยาที่ดีที่สุด จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กหญิงต้องเข้าไปทำงานในฟาร์ม ทั้งเก็บมูลสัตว์ และให้อาหารหมู ปกติแล้วเธอจะพยายามหลบหน้าซูซานเพื่อที่จะได้ไม่ถูกเรียกใช้งาน แต่วันนั้นเธอหลบยังไงก็หลบไม่พ้น ซูซานก็เดินเข้ามาหา และออกคำสั่งให้เธอไปเชือดหมู ถึงแม้การเชือดหมูจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้แล้ว แต่ความโหดร้ายอยู่ตรงที่ ซูซานเจาะจงให้เธอเชือด ‘มิสพิกเคิล’ หมูตัวโปรดที่เหมือนเพื่อนรัก และเคยพาไปประกวดจนได้รางวัลมาเยอะแยะ เด็กหญิงไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี สุดท้ายเธอก็ต้องลงมือทำ เธอหยิบมีดมากรีดลงไปที่หน้าท้องช้า ๆ ทำตามขั้นตอนที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้ทุกอย่าง แล้วค่อย ๆ หยิบเครื่องในออกมาล้าง ซับให้แห้ง ก่อนที่จะนำไปแช่ในตู้เย็น เธอลงมือทำไปพร้อมกับร้องไห้ไป ตัดกลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบันบนโต๊ะอาหาร เด็กหญิงนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอแม่เลี้ยงซูซานมาร่วมโต๊ะ คุณพ่อก็ถามว่า “แม่ได้บอกแกมั้ยว่าจะไปไหน?” เด็กหญิงก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้บอกค่ะ” และคุณพ่อก็พูดต่อว่า “ก็ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้บอกอะไรใคร” หลังจบประโยคนั้นเด็กหญิงก็มองออกไปนอกหน้าต่างฟาร์มเธอมองเห็นฝูงหมูกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน และหนึ่งในนั้นคือ มิสพิกเคิลหมูตัวโปรดของเธอที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ด้วย ในหัวของเด็กหญิงจึงนึกย้อนไปถึงงานเชือดหมูที่เพิ่งทำไป พร้อมกับความคิดที่นึกอยู่ในใจว่า “หมูในฟาร์มมันก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้านั้นแหละ…รวมถึงน้าซูซานด้วย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-