เรื่องเล่าจาก POPPY C. ‘คืนหลอนใน LA’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก POPPY C. ‘คืนหลอนใน LA’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

09 ก.ค. 2024

        เรื่องราวนี้ ’คุณป๊อปปี้’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘คืนหลอน LA’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

        โดยคุณป๊อปปี้เล่าว่า วันนั้นตนมีไฟล์ทบินไป LA ประมาณ 14 ชั่วโมง ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก พอถึงโรงแรมใน LA เป็นโรงแรมที่ไปพักประจำ เปิดประตูห้องเข้าไป ทางขวามือเป็นห้องน้ำ พื้นพรม ไม่เก่า ไม่ใหม่ ตกแต่งเป็นไม้ มี 2 เตียง ด้วยความเชื่อของแอร์โฮสเตส ไม่ปล่อยให้มีที่นอนอื่น หรือไม่ปล่อยให้มีเตียงว่าง จึงเอากระเป๋าเดินทาง กระเป๋าอื่น ๆ และเสื้อผ้า วางกางออกทับอีกเตียง แล้วก็เลือกนอนเตียงที่ติดกับหน้าต่าง

        เวลานั้นดึกแล้ว ทุกอย่างในห้องเป็นปกติดีทุกอย่าง ผ้าม่านไม่ไหวติง หลังจากคุณป๊อปปี้อาบน้ำเสร็จก็ใส่ชุดนอน แล้วนอนเล่นโทรศัพท์ หันไปมองนาฬิกาบอกเวลาประมาณตี 3 แล้ว แต่อยู่ดี ๆ เตียงก็สั่น

        “กึ้ก กึ้ก กึ้ก กึ้ก”

        สิ่งที่คิดคือ ตนต้องเตรียมอพยพหรือเปล่า เกิดแผ่นดินไหวหรือไม่ พอมองซ้ายมองขวา ก็เห็นว่าโคมไฟปลายเตียงที่อยู่บนโต๊ะไม้ยังเปิดอยู่ สักพักเตียงก็สั่นอีกรอบ ในใจคุณป๊อปปี้ก็คิดว่า ‘ถ้าแผ่นดินไหวจนเตียงสั่นขนาดนี้ อย่างน้อยโคมไฟต้องหล่น ผ้าม่านต้องสั่น แต่ทุกอย่างมันกลับนิ่ง..’

        คุณป๊อปปี้เริ่มคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ปกติแล้ว จึงพยายามลุกขึ้น แต่ก็ลุกไม่ได้ รู้สึกเหมือนโดนล็อคที่ไหล่ ทำอะไรไม่ได้ จากนั้นจึงกรี๊ดออกมา ยังโชคดีที่ถือโทรศัพท์อยู่ คุณป๊อปปี้จึงโทรหาคุณแม่ ในเวลานั้นประเทศไทยน่าจะเวลาประมาณบ่ายโมง พอคุณแม่กดรับก็พูดว่า

        ”แม่ สวดมนต์“

        แล้วคุณแม่ก็สวดมนต์ทุกบท ส่วนคุณป้อปปี้ก็เปิดลำโพงให้เขาได้ยิน แล้วก็พูดว่า

        ”เรามาอยู่ที่นี่แค่คืนเดียว อย่ามาทำอะไรเรา“ แล้วก็ค้างอยู่แบบนี้

        ในระหว่างที่สวดมนต์นั้น คุณป๊อปปี้รู้สึกเหมือนมีแรงต้าน ให้ลองนึกถึงเวลานั่งอยู่บนเครื่องบินแล้วมีเด็กถีบที่นั่งของเรา เราจะรู้สึกได้ถึงแรงถีบซ้าย ขวา แต่ตอนนี้คุณป๊อปปี้กำลังนอนอยู่ แล้วเขาก็ถีบมาจากใต้เตียง ถีบหลายต่อหลายครั้ง คุณป๊อปปี้คิดว่าใต้เตียงต้องมีอะไรอย่างแน่นอน แต่ก็ยังขยับตัวไม่ได้ ส่วนคุณแม่ก็ยังคงสวดตั้งแต่ตอนนั้น จนถึง 7 โมงเช้า

        พอถึงเวลา 7 โมงเช้า คุณป๊อปปี้รู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มคลาย จึงพิมพ์ไปหาพี่ลูกเรือคนไทยว่า

        ”ช่วยหน่อย หนูขยับตัวไม่ อกกจากห้องไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง“

        โชคดีที่พี่คนนั้นไม่กลัว คุณป๊อปปี้จึงบอกไปอีกว่า ”เจ้มาถึงให้เคาะประตูยาว ๆ เลยนะ ให้รู้ว่ามีคนมา”

        คุณป๊อปปี้จินตนาการว่า ใต้เตียงต้องมีบางสิ่งบางอย่าง เพราะมีคนถีบ ก็ไม่กล้าเอาเท้าลง จากนั้นก็กระโดดข้ามเตียงไปเปิดประตู พี่ลูกเรือก็เอาพระเข้ามาให้แล้วบอกว่า

        ”ไหน ใคร อยู่ไหน“

        จากนั้นก็เปิดม่านให้แสงสว่างเข้าห้อง คุณป๊อปปี้รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังมึนและผะอืดผะอม เพราะเครียดรวมทั้งยังไม่ได้นอน คุณป๊อปปี้คิดว่าจะไปนอนห้องพี่ลูกเรือคนนี้ แต่พี่เขากำลังจะไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ส่วนตนนั้นไม่กล้านอนคนเดียว เพราะไม่รู้ว่าเขาจะตามไปอีกห้องหรือไม่ คุณป๊อปปี้จึงตัดสินใจไปเดินเล่นรอพี่

        จนกระทั่งถึงเวลา 11 โมง คุณป๊อปปี้อาบน้ำแต่งตัวอยู่ที่ห้องพี่ แล้วกลับมาเก็บของที่ห้อง ซึ่งจะมีนาฬิกาดิจิทัลวางไว้ตรงหัวเตียง จังหวะที่เปิดประตูเข้าไป อยู่ดี ๆ มีเสียงออกมาจากลำโพงของนาฬิกา เป็นเสียงผู้ชาย ฟังไม่ออก เพราะไม่ใช่ภาษอังกฤษ หรือภาษาอารบิก และเสียงก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ

        ตอนนั้นคุณป๊อปปี้โมโหมาก จึงบอกไปว่า “จะเอายังไง” เพราะตนไม่ได้นอน แล้วก็ยืนเปลี่ยนเสื้อผ้าตรงประตู จากนั้นก็เอาของออกมา แล้วไม่กลับเข้าไปในห้องอีกเลย

        จนกลับมาได้คุยกับคุณแม่ คุณแม่บอกว่า

        “ระหว่างที่แม่สวดมนต์ แม่ได้ยินเสียงผู้ชาย ไม่รู้ว่าเสียงทีวี หรืออะไร แต่ก็ไม่กล้าถาม”

        คุณป๊อปปี้ถามกลับว่า “เป็นเสียงผู้ชายใช่มั้ย เสียงพูดใช่มั้ย”

        แม่บอก “ใช่”

        คุณป๊อปปี้จึงคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนเป็นการบอกว่าเขายังอยู่ คุณป๊อปปี้ก็ทำได้แค่กลับมาไทยทำบุญให้เขา แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาคือใครหรือต้องการอะไร..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากหมอบี ‘หนูน้อยชอบกินขนมหวาน’ I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ปิงปอง [ 4 มิ.ย. 2567]

09 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากหมอบี ‘หนูน้อยชอบกินขนมหวาน’ I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ปิงปอง [ 4 มิ.ย. 2567]

เคยได้ยินหรือไม่ว่าการที่คนคนหนึ่งมีนิสัยที่ต่างออกไปจากเดิมมาก ๆ นั้น มีสาเหตุมาจากการที่วิญญาณของคนเป็นกับวิญญาณของคนตาย อาจจะสลับกันได้ เรื่องราวนี้ ’หมอบี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 มิถุนายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘หนูน้อยชอบกินขนมหวาน’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! หมอบีเล่าว่า มีครอบครัวหนึ่งแจ้งหมอบีเข้ามาว่า มีลูกสาวคนหนึ่งมีพฤติกรรมเกรี้ยวกราดขึ้นมา ซึ่งก่อนหน้านี้น้องคนนี้เป็นเด็กดีมาก ว่านอนสอนง่าย เป็นเด็กที่กินอาหารไม่ยาก ผักก็กินหมด และพ่อกับแม่ก็เคร่งมาก ควบคุมให้น้องไม่กินขนมหวานตอนกลางคืน มีอยู่วันหนึ่ง น้องอยากกินขนมมาก แต่พ่อกับแม่ไม่ให้กิน น้องจึงตื่นมากลางดึก แอบลงมาหาขนมกิน แต่เห็นพ่อกับแม่กำลังกินขนมอยู่ น้องโกรธมาก น้องคิดว่า ‘ทำไมไม่ให้หนูกิน ทั้งที่หนูอยากกิน แต่พ่อกับแม่แอบมากินขนมได้’ น้องจึงคว้ามีดที่ตัดขนมมาแทงพ่อกับแม่ด้วยความโกรธ แทงไปหลายครั้ง แต่พ่อกับแม่ไม่ตาย จึงแจ้งหมอบีเข้ามา ตอนที่หมอบีมาถึง คือหลังจากที่เกิดเหตุการณ์มาแล้ว หมอบีจึงไปสืบที่ไปที่มาของเรื่องนี้ซึ่งได้ความมาว่า บ้านหลังนี้พ่อแม่มีอาชีพถ่ายภาพศพ ซึ่งก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ไม่กี่วัน มีศพเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อเล่นเดียวกัน อายุเท่ากันกับลูกสาว ทั้งสองก็ทำศพตามปกติ แต่งหน้าให้สวยเพื่อจะถ่ายรูป ระหว่างทำงานก็มีความคิดว่า อยากให้ศพเด็กผู้หญิงคนนี้ดูยิ้ม จึงยัดลูกอมและขนมหวานเข้าไปในปากศพ จากนั้นก็ดันแก้มขึ้นมาเพื่อให้ศพดูยิ้ม ส่วนลูกสาวก็มาเล่นและคลุกคลีอยู่บริเวณศพเป็นปกติ ระหว่างที่กำลังทำงานกันอยู่ น้องก็วิ่งเขามาบอกวพ่อกับแม่ว่า “ศพยิ้มได้เอง บางทีก็ไม่ยิ้ม บางทีก็หายตัวไป” พ่อกับแม่ไม่เชื่อ แต่ก็คาใจ เพราะปกติน้องไม่เคยมาพูดอะไรแบบนี้ เมื่อพ่อกับแม่ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน หลังจากนั้นไม่กี่วันน้องก็มีอาการหงุดหงิด โวยวาย ไม่ยอมกินข้าว อยากกินแต่ขนมอย่างเดียว ซึ่งขนมที่น้องอยากกินคือขนมชนิดเดียวกันที่ใช้ยัดปากศพ และก็เกิดเหตุการณ์ที่เล่าไว้ข้างต้น หลังเกิดเรื่อง เจ้าหน้าที่ได้นำตัวน้องไปสอบสวน ระหว่างที่ถามคำถาม น้องก็จะตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แต่พอถามเยอะมากเกินไป น้องก็ไม่ตอบ และอยู่ ๆ น้องก็คายขนมที่อยู่ในกระพุ้งแก้มออกมา ซึ่งเป็นขนมที่อยู่ในปากศพ หลังจากนั้นไม่กี่วัน น้องก็เสียชีวิตไป หมอบีได้บอกว่า มีความเชื่อหนึ่งว่า น้องผู้หญิงกับศพผู้หญิง อายุเท่ากัน ชื่อเดียวกัน แล้วเหมือนน้องจะไปทำอะไรบางอย่างกับศพ จึงสลับตัวกัน ซึ่งแปลว่า น้องตัวจริงอาจจะกลายเป็นศพ และเด็กที่มาอยู่กับพ่อแม่ อาจจะเป็นวิญญาณของศพเด็กผู้หญิงคนนั้น..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณนัท กู้ภัย ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

03 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณนัท กู้ภัย ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 24 มิ.ย.2568 ]

‘คุณนัท กู้ภัย’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนกับประสบการณ์กู้ภัยที่ไม่มีวันลืม โดยได้รับการแจ้งเหตุว่ามีกลิ่นปริศนาโชยมาจากบ้านหลังหนึ่ง กลิ่นปริศนาที่ว่าคือกลิ่นอะไร? นอกจากกลิ่นแล้ว คุณนัทได้เจออะไรในบ้านหลังนี้? สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 มิถุนายน 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีหลอกเข้าบ้าน’ ที่เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนหัวลุกซู่กันแน่นอน! ‘คุณนัท’ ได้เล่าว่าตนเองได้ทำอาชีพเสริมเป็นกู้ภัยมาประมาณ 17 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันยังคงทำอยู่ และเรื่องที่คุณนัทนำมาเล่าในวันนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่มาจากการทำงานกู้ภัย และเริ่มเจอตอนช่วงที่ตนเองประสบอุบัติเหตุ ในคืนหนึ่ง เมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว ขณะที่คุณนัทและเพื่อน ๆ ได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ช่วงระยะเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ศูนย์ประสานงานกู้ภัยมีการแจ้งเตือนเข้ามาว่า ประชาชนขอให้กำลังอาสาสมัครตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่ง ซึ่งบ้านพักหลังนี้ ประชาชนได้แจ้งมาว่าได้กลิ่นประหลาดโชยออกมาจากบ้าน ซึ่งมันส่งกลิ่นที่รบกวนมาก ๆ อยากให้อาสาเข้ามาตรวจสอบ หลังจากนั้นเมื่อคุณนัทได้รับทราบข้อมูล จึงรีบเดินทางไปยังพื้นที่เป้าหมาย เมื่อคุณนัทไปถึง จึงได้เห็นว่าที่นั่นมีกันอยู่ 3 คน เป็นผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กผู้หญิงอายุราว 17-18 ปี ยืนอยู่ตรงหน้าบ้าน ลักษณะของตัวบ้านจะเป็นบ้านไม้ทรงไทย หลังจากนั้นคุณนัทก็เข้าไปสอบถามข้อมูลจากบุคคลทั้งสามนั้นว่า “พี่ได้กลิ่นนี้นานหรือยังครับ กลิ่นนี้โชยมานานหรือยัง” จากนั้นก็ได้คำตอบกลับมาว่า “ได้กลิ่นนี้มาสักพักแล้ว” และยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าก่อนหน้านี้ บ้านหลังนี้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะว่ามีเสียงดังออกมาจากในบ้าน แต่ความผิดปกติคือ เขาไม่เห็นคนในบ้านนี้ออกมาจากในบ้าน จึงอยากให้ทางอาสาเข้าไปตรวจสอบ ขณะที่กำลังพูดคุยกัน ก็มีกลิ่นโชยมา แต่ตอนนั้นก่อนที่จะเข้าบ้านได้ จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะจะกลายเป็นการบุกรุก และหลังจากนั้น คุณนัทได้แจ้งตำรวจไป ตำรวจจึงบอกกลับมาว่า “อาสา พี่อนุญาตนะ พวกเราเข้าไปก่อนได้เลย เพราะว่าพี่ติดเคสอยู่ พี่น่าจะไปถึงช้ามาก ๆ เข้าไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอพี่” หลังจากที่ได้รับคำอนุญาต คุณนัทก็เข้าบ้านไปสำรวจ โดยคุณนัทได้เล่าต่อว่า เพื่อน ๆ ของคุณนัท 5 คนที่มาด้วย ได้เดินเข้าไปก่อน คุณนัทคือคนสุดท้ายที่เดินเข้าไปในบ้านหลังนี้ เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวนั้น หางตาของคุณนัทดันเห็นว่า 3 คนที่ยืนให้ข้อมูลในตอนแรกนั้น เขาดันไม่มีหัว! คิดในใจว่าตัวเองอาจจะตาฟาด จึงได้รีบหันกลับไปมอง แต่พอหันไปมองตรง ๆ กลายเป็นว่าพวกเขามีหัวปกติ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณนัทมองว่าพวกเขาแปลก ๆ คือ พวกเขาทำสีหน้าที่มันแปลกมาก ๆ และมีหน้าตาที่ซีด ซึ่งตอนนั้นคุณนัทได้ยอมรับตามตรงว่าตนเองไม่ได้สนใจอะไร เพราะกำลังโฟกัสสิ่งที่อยู่ในบ้านมากกว่า จากนั้นพอเดินเข้าไปก็ได้คุยกับเพื่อน ๆ ว่า “เราแบ่งเป็นสองทีมนะ ทีมนึงสำรวจบริเวณใต้ถุนของตัวบ้านและก็บริเวณรอบ ๆ บ้าน แบ่งไปทีมนึงสามคน อีกทีมนึงขึ้นไปสำรวจที่ชั้นสองของตัวบ้าน” โดยตัวคุณนัทคือคนที่ขึ้นไปข้างบน ขณะนั้นเองจังหวะที่คุณนัทก้าวเหยียบบันไดก้าวแรกเพื่อที่จะขึ้นไป กลิ่นนั้นมันโชยมาเตะจมูกอีกครั้ง ซึ่งตัวคุณนัทมั่นใจว่าต้องอยู่ข้างบนแน่ ๆ จึงรีบพากันเดินขึ้นไปทันที แต่ด้วยความที่ตัวบ้านมืดทั้งหมด ไฟไม่ติด มีเพียงแค่ไฟฉายในมือที่ถือไว้เท่านั้น ทันใดนั้นเองจังหวะที่คุณนัทสาดไฟฉายไปบริเวณกลางตัวบ้าน กลับพบว่า ‘มีศพแขวนคออยู่บนคานทั้งสามศพ’ ซึ่งพอคุณนัทและเพื่อนเห็น ถึงกับหน้าชากันไปครู่หนึ่ง และเกิดคำถามพูดขึ้นมาว่า “เพื่อน.. เพื่อนว่าสามคนนี้ คุ้น ๆ ไหม” เพื่อนคุณนัทก็ตอบกลับมาว่า “เออ คุ้นจังเลยว่ะ เหมือนคนที่เขาคุยกับเราอยู่หน้าบ้านเลย” ในตอนนั้น คุณนัทก็รีบหันกลับไปชะเง้อมองตรงประตูรั้วบ้าน และเห็นว่าสามคนนั้นที่เห็นว่าไม่มีหัวในตอนแรก ทว่าตอนนี้ดันไม่มีหัวทั้งสามคนจริง ๆ อย่างชัดเจน เพียงแค่คุณนัทหันหน้ากลับมาเพียงครู่เดียว สิ่งที่อยู่หน้าบ้านกลับหายไปและดันย้ายมายืนอยู่ตรงข้าง ๆ ศพ! ขณะที่คุณนัทและเพื่อนด้านบนกำลังช็อกอยู่ ข้างล่างช็อกยิ่งกว่า เพราะอยู่ ๆ ข้างล่างได้ตะโกนเสียงดังโวยวายขึ้นมาว่า “เฮ้ย ใครโยนหัวลงมาวะ หัวตกลงหัวมาสามหัวเลยเนี่ย” ทีมที่ไปสำรวจข้างล่างได้แตกตื่นวิ่งออกไปด้านนอกประตู รวมถึงคุณนัทและเพื่อนที่อยู่ด้านบนก็แตกตื่นไม่แพ้กัน เมื่อเกิดความช็อกจึงได้รีบพาตนเองออกมาจากบ้านหลังนั้น เพื่อไปอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ทว่าในขณะที่ตัวคุณนัทและเพื่อนได้ออกกันไปแล้ว ดันประจบเหมาะกับที่ตำรวจเข้ามาพอดี ซึ่งหลังจากที่ตำรวจลงมาจากรถ ก็ถามคุณนัทและเพื่อน ๆ ทันทีว่า “พวกคุณ มาทำอะไรที่นี่” ขณะนั้นคุณนัทงง และได้ตอบกลับตำรวจไปว่า “อ้าว ก็มีประชาชนแจ้งมาว่าเขาได้กลิ่นประหลาดออกมาจากบ้านหลังนี้ ผมเลยมาตรวจสอบ แล้วคือบ้านหลังนี้คือบ้านที่ผมแจ้งพี่ไปด้วยนะ” ตำรวจก็ได้บอกกลับมาว่า “บ้านหลังนี้ มันไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้วนะ แล้วพวกเราจะเข้าไปตรวจสอบอะไร” จากนั้น คุณนัทก็ได้ยืนยันกับพี่ตำรวจไปว่าคุณนัทและเพื่อน ๆ ขึ้นไปเห็นศพจริง ๆ ตำรวจดูเหมือนจะเข้าใจว่าตัวคุณนัทและเพื่อน ๆ จะเข้าไปสำรวจบ้านอื่นที่อยู่ระแวกใกล้เคียงไม่ใช่หลังนี้ เพราะตำรวจเคยมาทำคดีที่บ้านหลังนี้ไปแล้วจึงเกิดความสงสัย หลังจากนั้นคุณนัทจึงได้บอกตำรวจไปว่า “งั้นพี่ขึ้นไปสำรวจกับผมหน่อยได้ไหม ขึ้นไปดูด้วยกันเลย” จากที่มี 6 คน ได้รวมตำรวจเพิ่มไปเป็น 8 คน และขึ้นไปด้วยกันทั้งหมด แต่ทว่าในจังหวะที่ขึ้นไปชั้น 2 รอบนี้กลับไม่พบศพ พี่ตำรวจจึงได้ถามกลับมาว่า “แล้วไหนศพหล่ะ?” หลังจากนั้น ตำรวจก็ทำทีเหมือนจะสำรวจต่อ แต่ก็เกิดชะงักขึ้นมา พร้อมตบไหล่คุณนัทและเพื่อน ๆ แล้วพูดว่า “ป่ะ พวกเรากลับเถอะ” ขณะนั้นมือของตำรวจคนนั้นก็มีอาการสั่น และตัวของตำรวจเขาบังอยู่ คุณนัทจึงมองไม่ถนัดว่าตำรวจเห็นอะไรจากข้างหลัง คุณนัทจึงได้ชะเง้อหน้าไปมอง และสิ่งที่คุณนัทกับเพื่อน ๆ เห็นว่าสิ่งที่พี่ตำรวจได้เห็นนั้นก็คือ ทั้ง 3 คนที่ยืนแบบไม่มีหัวอยู่กลางบ้าน แต่อยู่ในลักษณะที่มือซ้ายของเขาถือหัวตนเองไว้อยู่ และทำท่าทางเหมือนจะโยนหัวใส่ จากนั้นวงจึงได้แตกทันที ทั้งตำรวจและอาสา ก้าวบันไดลงมาทีละหลาย ๆ ขั้น แย่งกันลงมาและออกไปที่หน้าบ้าน หลังจากที่ออกมาได้ ตำรวจก็บอกว่า “ยกเลิกเลย ให้อาสาทุกคนกลับเลย ไม่ต้องสำรวจต่อแล้ว คือมันไม่มีอะไรแน่นอน” คุณนัทเล่าต่ออีกว่า หลังผ่านพ้นคืนนี้ไป ก็มีอีกคืนหนึ่งที่มีคนในระแวกบ้านหลังนั้นได้แจ้งกลับเข้ามาอีกเกี่ยวกับบ้านหลังเดิมว่า “เขาทนกลิ่นเหม็นไม่ได้ มันโชยออกมาจากในบ้าน” ด้วยหน้าที่ของคุณนัทและเพื่อน ๆ ต้องยอมรับว่าปฏิเสธไม่ได้ ต้องไปดู แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าถ้าเจอทั้ง 3 คนนั้นยืนอยู่ที่หน้าบ้านเมื่อไหร่ จะไม่จอดและขับผ่านทันที และก็ได้เจอจริง ๆ จึงได้ขับรถผ่านไป ด้วยความที่ตัวคุณนัทสงสัย จึงได้ไปสอบถามข้อมูลทางฝั่งของตำรวจที่เคยดูคดีเรื่องบ้านหลังนี้ และยังไปถามกู้ภัยที่เคยมาเก็บศพที่บ้านนี้จนได้ความว่า “บ้านหลังนี้หน่ะ เหมือนเป็นครอบครัวอยู่กันแบบอบอุ่นมาก ชาวบ้านที่อยู่ระแวกใกล้เคียงเขาก็บอกว่าบ้านนี้ดีมาก แต่ว่าอยู่ ๆ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้ง 3 คนนั้น ก็ได้ฆ่าตัวตายไป โดยการแขวนคอ” หลังจากที่กู้ภัยไปเก็บศพออกมาก็ไม่ได้มีลางอะไรบอกว่าบ้านหลังนี้จะเกิดการหลอกหลอน พึ่งมาเริ่มปรากฏหลังจากที่คุณนัทและเพื่อน ๆ ไปเข้ารับประจำตำแหน่งในช่วงนั้นพอดี จึงได้พบกับเรื่องราวความแปลกของบ้านหลังนี้ ซึ่งคุณนัทเล่าอีกว่า ปัจจุบันนี้ยังมีการเจออยู่ ในแต่ละเคสจะเป็นเหมือนการเลือกเจอ ต้องเป็นเคสที่มีความจำเป็นอยากให้ช่วยเหลือจึงจะได้เจอ อย่างเคสบ้านหลังนี้ที่หลังจากที่มีการแจ้งเข้ามาเรื่อย ๆ คนแถวนั้นก็คิดเพียงอย่างเดียวคือ เขาอาจจะต้องการให้ทำบุญให้ ซึ่งปัจจุบันบ้านหลังนี้ก็ได้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

26 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์นี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้ลืมลงได้เลย คุณต้นกล้าได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องของคุณเอ (นามสมมุติ) ตัวของคุณเอ มีความชื่นชอบในเรื่องของการตกปลาเพราะได้ไปกับคุณพ่อบ่อย ๆ ในตอนเด็ก ปกติคุณเอเเละคุณพ่อ จะชอบเปลี่ยนสถานที่ตกปลาบ่อยครั้ง จนได้ไปเจอที่หนึ่งที่อยู่กับใต้สะพาน เวลาผ่านไป จนคุณเอโตขึ้น เเต่คุณพ่อเสียชีวิตไปเพราะอาการป่วย หลังจากนั้น คุณเอก็ไม่ได้ไปตกปลาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน วันหนึ่ง คุณเอต้องทำการเก็บของของคุณพ่อก็ได้ไปเจอกับเบ็ดตกปลาของคุณพ่อ จึงทำให้รู้สึกนึกถึงอดีตเเละอยากที่จะไปตกปลาอีกครั้ง คุณเอจึงได้ชวนพี่ชาย หลังจากตกลงกันได้ พี่่ชายก็ได้ออกไปตกปลาในตอนเช้าก่อนเพราะคุณเอยังไม่สามารถไปได้ แต่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน ซึ่งต่างจากปกติ เพราะส่วนใหญ่พี่ชายของคุณเอจะกลับมาในช่วงเย็น ในตอนที่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้าน พี่ชายคุณเอได้พูดว่า “อย่า อย่าไปที่ตกปลาตรงนั้นเด็ดขาด” พี่ชายคุณเอได้พูดออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เหมือนได้เจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก คุณเอจึงได้เอ่ยปากถามอีกเรื่องว่า “เเล้วของที่เอาไปละพี่ พวกเบ็ดตกปลา กระติกน้ำเเข็งไรเงี้ย” พี่ชายได้บอกว่า “เเค่กูวิ่งออกมาจากตรงนั้นได้ก็ดีเเล้ว” คุณเอรู้สึกโกรธ เพราะเบ็ดตกปลาคันนั้นเป็นของคุณพ่อที่เสียไปเเล้ว คุณเอจึงตัดสินใจที่จะไปนำเบ็ดตกปลากลับมา ในขณะที่กำลังขับรถออกไป ระหว่างทางก็ได้เจอกับคนกลุ่มหนึ่งที่เดินขวางอยู่กลางถนน ลักษณะคล้ายกับครอบครัวที่มีพ่อเเม่ที่เดินจูงมือลูกอยู่ คุณเอพยายามทำทุกอย่างทั้ง บีบเเตร เปิดไฟสูง ตะโกนเรียกว่าให้หลบทาง แต่ก็ไม่เป็นผล คุณเอจึงคิดว่า ‘หรือเราไม่ควรไปในตอนนี้’ จึงตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อน เเต่ในขณะที่กลับรถ ครอบครัวนั้นก็ได้หันหน้ากลับมาเเละขอโทษที่ขวางทาง ในรุ่งเช้าของวันถัดมา คุณเอก็ได้ทำการขับรถไปยังที่ตกปลา ได้เจอกับจุดที่พี่ชายของคุณเอที่มาตกปลาเมื่อวาน ซึ่งของทุกอย่างก็ยังอยู่ดี ทั้งเบ็ดตกปลาเเละถังน้ำแข็ง เเต่คุณเอกลับรู้สึกถึงบรรยากาศเเปลก ๆ ทั้งกลิ่นเหม็นเน่าเเละเสียงของอีกาที่ร้องตลอดเวลา นอกจานี้ ช่วงเวลาที่คุณเอเดินทางไปคือเวลาเที่ยงตรง เเต่บรรยากาศที่เจอคือมีความอึมครึม คุณเอจึงตัดสินใจที่จะเก็บของเเละกลับไป ในตอนที่กำลังจะยกกระติกน้ำเเข็งขึ้น คุณเอรู้สึกว่ากระติกน้ำเเข็งมีความหนักเเละมีกลิ่นเน่าเหม็นออกมา ทั้ง ๆ ทีพี่ชายของคุณเอพึ่งจะเดินทางมาเมื่อวาน ก็ไม่ควรที่ปลาจะเน่าเสียได้เร็วขนาดนี้ คุณเอจึงได้ตัดสินใจที่จะเก็บของอย่างอื่นก่อน ขณะที่คุณเอหันหน้าไปทางต้นไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบ คุณเอได้พบกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่เเขวนคอ อยู่ใต้ต้นไม้ คุณเอรู้สึกตกใจเพราะในตอนเเรกคุณเอสนใจเเค่การเก็บอุปกรณ์ จึงคิดว่าควรเเจ้งตำรวจดีหรือไม่ หรือปล่อยไปดีเพราะไม่อยากให้วุ่นวายกับตัวเอง เมื่อคิดไปคิดมาได้สักพัก คุณเอก็ได้ตัดสินใจขับรถไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด พอได้เจอเเละเล่าเรื่องให้ฟัง คุณเอก็ได้ทำการขับรถมายังที่เกิดเหตุกับคุณตำรวจ ระหว่างทาง ก็ได้มีการพูดคุยจนถึงสถานที่ที่คุณเอมาตกปลา ทั้งคู่ได้ลงจากรถ เเต่อยู่ดี ๆ ตำรวจคนนั้นก็ได้หยุดเดินเเละพูดขึ้นว่า “ไอหนุ่ม เดี๋ยวพี่เรียกคู่หูพี่มาเเทนดีกว่า พอดีพี่ลืมไปว่า พี่มีคดีด่วน” ท่าทีของตำรวจดูเหมือนไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป เเละคุณตำรวจได้บอกให้คุณเอไปเก็บของ จากนั้นตำรวจคนนั้นก็รออยู่บนรถ เหตุการณ์นี้ทำให้คุณเอรู้สึกเเปลก ๆ เพราะคุณตำรวจคนนั้นได้พูดทิ้งท้ายว่า “วันนี้ ไม่มี ไม่มีศพอะไรทั้งนั้น” คุณเอจึงบอกไปว่า “ถือว่าผมเเจ้งพี่เเล้วนะ เเต่พี่ละเลยหน้าที่เอง” จากนั้น คุณเอก็ได้ลงไปด้านล่างเพื่อจะเก็บของทุกอย่าง ในขณะที่กำลังจะเอาเบ็ดตกปลาขึ้นมาจากน้ำ คุณเอรู้สึกได้ถึงเเรงต้านบางอย่างที่ดึงเอ็นเบ็ดเอาไว้ พอสาวเอ็นขึ้นมาเรื่อย ๆ คุณเอก็ได้พบว่าสิ่งที่ติดขึ้นมาด้วยไม่ใช่ปลา เเต่กลับเป็นหัวคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ! สิ่งนั้นทำให้คุณเอตกใจมากจนโยนคันเบ็ดทิ้ง เเละได้พบว่าที่เเห่งนี้ไม่ได้มีเเค่ศพเดียวที่อยู่บนต้นไม้ เเต่มีอีกหนึ่งศพที่อยู่ในบ่อน้ำ คุณเอจึงตัดสินใจตัดสายเอ็นทิ้ง เเละไปยกถังน้ำเเข็งต่อ เเต่ด้วยความหนักของถังน้ำเเข็ง จึงต้องเทของทุกอย่างในถังน้ำเเข็งทิ้ง จากนั้นก็ได้เปิดถังน้ำเเข็งออก เเต่สิ่งที่อยู่ในถังน้้ำเเข็งนั้นกลับทำให้ต้องตกใจมากกว่าเดิม เพราะในถังน้ำเเข็ง มีหัวของคนอยู่ในนั้นถึงสองหัว ที่ปากของหัวนั้นก็คาบปลาไว้ในปากอยู่ เเละดวงตาของหัวนั้นก็จ้องมองมา! คุณเอจึงตัดสินใจเก็บเเค่คันเบ็ดขึ้นมาเเละทิ้งถังน้ำเเข็งไว้ ขณะที่ปีนขึ้นมาบนเนินเพื่อที่จะกลับไปที่รถ คุณเอได้หันหลังกลับมามองอีกครั้ง เเต่ศพที่เเขวนคออยู่บนตนไม้ก็ได้หันกลับมาจ้องมองคุณเอ ทั้งยังส่งเสียงร้องที่เหมือนกับอีกา คุณเอรู้ได้ทันทีว่า เสียงร้องของอีกาที่ตนได้ยิน เเท้จริงแล้วเป็นเสียงของศพที่เเขวนคออยู่บนต้นไม้นั้นเอง! คุณเอวิ่งกลับมาที่รถเเละขับรถกลับไปที่สถานีตำรวจ ขณะที่ขับกลับไป คุณเอได้ถามกับคุณตำรวจว่า “ทำไมพี่ถึงไม่กล้าลงไป พี่เจออะไรตอนมาถึง?” คุณตำรวจได้ตอบกลับว่า “เอ็งเห็นสะพานตรงที่เราจอดรถไหม พี่เห็นคนหลายคนยืนโบกมือให้เรา” หลังจากนั้น คุณเอก็ได้คิดขึ้นมาว่า ถ้าตัดสินใจที่จะไปตั้งเเต่เมื่อคืน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เเละได้คิดอีกเรื่องหนึ่งว่า ผู้ชายกับเด็กที่มาเดินขวางรถเมื่อคืน มีลักษณะคล้ายกับคุณพ่อของคุณเอที่เสียไปเเล้ว เเละตัวของเด็กผู้ชายก็มีความคล้ายกับคุณเอในวัยเด็ก เหมือนกับว่าคุณพ่อของคุณเอได้มาเตือนลูกชายของตนเองว่า อย่าไปที่นั่นในตอนกลางคืนเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ซื้อตู้เย็นมือสองมา แต่เกิดเรื่องน่าขนลุกขึ้น! ตกเย็นมาเปิดตู้เย็นก็แทบอ้วกเพราะกลิ่นเหม็นเน่า! กลางดึกยังเห็นเด็กผู้หญิงมุดเข้าไปในตู้เย็นคิดว่าเป็นโจร พอตามไปดูกลับปรากฏว่าร่างนั้นหายไป! ที่สยองกว่านั้นคือเจอหัวเด็กอยู่ในตู้กำลังสบตากับเขาอยู่!!!

17 พ.ย. 2023

ซื้อตู้เย็นมือสองมา แต่เกิดเรื่องน่าขนลุกขึ้น! ตกเย็นมาเปิดตู้เย็นก็แทบอ้วกเพราะกลิ่นเหม็นเน่า! กลางดึกยังเห็นเด็กผู้หญิงมุดเข้าไปในตู้เย็นคิดว่าเป็นโจร พอตามไปดูกลับปรากฏว่าร่างนั้นหายไป! ที่สยองกว่านั้นคือเจอหัวเด็กอยู่ในตู้กำลังสบตากับเขาอยู่!!!

เมื่อตัดสินใจซื้อตู้เย็นมือสองที่ราคาแสนจะถูก กลับทำให้เขาต้องเจอเหตุการณ์หลอน ๆ อะไรบางอย่าง รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 พ.ย. 2566) วันนี้จะพาทุกคนหลอนไปกับ ‘พี่แจ๊ค The Ghost Radio’ และ ดีเจทั้งสองท่าน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวของของมือสอง ที่มาพร้อมกับความหลอนน่ากลัว จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้ ‘คุณวิทย์ เซลล์แมน’ นำมาเล่าให้พี่แจ๊คฟัง เริ่มเรื่องโดยคุณวิทย์เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ป้าอร’ ซึ่งป้าอรอยากเปิดร้านอาหารตามสั่ง จึงไปเช่าร้านและเตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไปนั่นก็คือ ‘ตู้แช่’ ป้าอรก็คิดไปว่าถ้ามีตู้แช่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มมาอีก เช่น ค่าน้ำแข็ง ค่าเช่า ซึ่งมารวมดูแล้วก็คิดเป็นเงินหลายบาท ป้าอรจึงตัดสินใจจะซื้อตู้เย็นมือสองสภาพดีแทน เมื่อหาร้านที่ขายก็ไปเจอร้านหนึ่ง ชื่อว่า ‘เม้ง บริการ’ ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้ามือสองทั่วไป ป้าอรไม่รอช้า รีบติดต่อไปหาทันที ปรากฏว่ามีตู้เย็นตรงตามที่ป้าอรต้องการพอดีเป๊ะ เป็นตู้เย็น 2 ชั้นใหญ่ ป้าอรจึงตัดสินใจขับรถไปดูด้วยตนเอง ทันทีที่ป้าอรเห็นตู้เย็นเครื่องนี้ก็ถูกใจมาก แต่ป้าอรก็คิดในใจว่าราคาอาจจะแพงเพราะตู้เย็นมีขนาดใหญ่ ป้าอรจึงไปถามเฮียเม้งว่า “ราคาเท่าไหร่” เฮียเม้งก็บอกว่า “ราคา 2,000” ได้ยินราคาแบบนั้น ป้าอรก็รีบตัดสินใจซื้อเดี๋ยวนั้นเลย เพราะถือว่าราคาถูกแถมยังมีประกันให้อีก 7 วันแถมมาด้วย ป้าอรนำตู้เย็นกลับมาไว้ที่ร้านเพื่อเตรียมตัวเปิดร้านอาหารตามสั่งแบบที่ใจหวัง แต่ด้วยความที่จะเปิดขายวันแรก ป้าอรจึงนำเอาเครื่องรางของขลังมาไว้หลังตู้เย็น จากนั้นก็จุดธูปไหว้ขอพรให้ขายได้ขายดี เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เปิดร้านวันแรก ก็มีลูกค้าแห่เข้ามาซื้อของกันอย่างคับคั่ง ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนเวลา 2 ทุ่มของหมดทุกอย่าง ป้าอรจึงปิดร้าน ระหว่างที่กำลังเคลียร์ร้านป้าอรรู้สึกหิวน้ำ จึงเดินไปเปิดตู้เย็น แต่ทันทีที่เปิดตู้เย็น ก็มีกลิ่นเหม็นโชยออกมา เป็นกลิ่นที่แรงมาก ๆ โดยเฉพาะด้านบนที่เป็นช่องฟรีซ ป้าอรจึงจัดการรื้อของออกมาล้างทำความสะอาดทั้งหมด เสร็จแล้วก็กลับไปนอน แต่ในกลางดึกคืนนั้น ป้าอรได้ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางที่จะไปเข้าห้องน้ำ ป้าอรได้สังเกตเห็นบริเวณหน้าตู้เย็น มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าตู้เย็น! เด็กคนนั้นมีลักษณะท่าทางเหม่อ ๆ งุนงง ทำให้ป้าอรตกใจมาก จึงรีบเปิดไฟ แต่ปรากฏว่าเด็กผู้หญิงที่ป้าอรเห็นก็ได้หายไปแล้ว! ป้าอรคิดว่าตัวเองเหนื่อยจนตาลาย จึงไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วก็กลับเข้าไปนอนต่อ เช้าวันถัดมา ป้าอรได้ไปซื้อของเตรียมขายในจำนวนที่เยอะกว่าเดิมมาก และนำมาใส่ตู้เย็นไว้ ก่อนจะเปิดร้านก็ได้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่หลังตู้เย็นตามเดิม ปรากฏว่า ขายดีเหมือนเดิมขายจนของหมดเกลี้ยง พอถึงเวลา 2 ทุ่ม ป้าอรก็ปิดร้านและจัดการเคลียร์ร้าน ด้วยความเหนื่อยป้าอรก็ไปเปิดตู้เย็นเพื่อจะกินน้ำ แต่ทว่าก็มีกลิ่นเหม็นที่มากขึ้นกว่าเดิมเหม็นไปทั่วทุกชั้นของตู้เย็น ป้าอรโมโหพาลด่าตู้เย็นและเฮียเม้งว่าเอาของไม่ดีมาให้ และคิดว่าต้องไปคุยกับเฮียเม้งเสียหน่อย แต่หลังจากนั้นป้าอรก็เข้านอนและหลับไปด้วยความเพลีย ปรากฏว่าวันถัดมา ที่ร้านขายไม่ดี ไม่มีลูกค้าเข้ามาเลยสักคน วันนั้นทั้งวันขายไม่ได้เลยสักจานเดียว ป้าอรจึงปิดร้านในเย็นวันนั้น แต่พอป้าอรเปิดตู้เย็นอีกครั้ง ก็มีกลิ่นเหม็นตีเข้ามา ซึ่งมีกลิ่นเหม็นขึ้นมากกว่าเดิมอีก! ครั้งนี้ป้าอรคิดว่าเป็นกลิ่นของหมูและเนื้อที่เหลืออยู่ในตู้เย็น จึงรีบโทรสั่งถังแช่พร้อมน้ำแข็งให้มาส่งเพราะจะเอาของมาแช่ในถังนี้ก่อน และได้ขอเบอร์โทรของช่างซ่อมตู้เย็นมาจากคนส่งน้ำแข็ง ในคืนนั้น ด้วยความกังวลว่าของจะเสียทำให้ป้าอรกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ แต่ทันทีที่เปิดประตูออกมาปรากฏว่า เจอเด็กผู้หญิงคนเดิม ผมรุงรัง ทำให้ป้าอรได้รู้ทันทีเลยว่าครั้งแรกที่เห็นนั้นไม่ได้ตาฝาด และในครั้งนี้เด็กผู้หญิงคนนี้ นั่งกอดเข่าเหม่อลอยอยู่หน้าตู้เย็น ป้าอรคิดว่าเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย จึงซุ่มรอดูว่าจะทำอะไรต่อ ผ่านไปสักพักหนึ่ง เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นยืน หันหน้าเข้าหาตู้เย็น และเปิดประตูมุดลงไปในตู้เย็น! และประตูก็ปิดลงเสียงดังปัง!! ป้าอรที่คิดว่าเป็นขโมยจึงรีบวิ่งไปหยิบสากกะเบือและย่องเข้าไปที่ตู้เย็น กะจะใช้ตีโจรคนนี้ แต่ทันทีที่ป้าอรเปิดประตูตู้เย็นออก กลับไม่มีอะไรเลย! มีแต่ของที่แช่ไว้ ด้วยความช็อก ป้าอรจึงรีบปิดตู้เย็นและจะหันหลังเดินออกไป ปรากฎว่าประตูตู้เย็นชั้นบนก็เปิดออก! มีแสงไฟลอดมา จึงหันหลังกลับไปมอง ทำให้ป้าอรกรีดร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ เพราะสิ่งที่ป้าอรเห็นนั้นคือ หัวของเด็กผู้หญิงที่อยู่ในช่องฟรีซ!!! หลังจากที่เสียงของป้าอรดังขึ้น หัวของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ลืมตาขึ้น!! ทำให้ป้าอรช็อกสลบไป! เช้าวันรุ่งขึ้น ป้าอรจึงรีบโทรไปหาเฮียเม้งบอกว่า “เฮียเม้ง ตู้เย็นเฮียเม้งอะ มีปัญหา มันน่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง” เฮียเม้งจึงตอบกลับมาว่า “มันมีปัญหายังไง มันไม่เย็นหรอ” ป้าอรรีบตอบกลับไปว่า “ตู้เย็นเฮียมีผี!” พอได้ยินว่าตู้เย็นมีผี เฮียเม้งก็รีบตัดสายไป ป้าอรจึงโมโหและโทรกลับไป ปรากฏว่าโทรไม่ติด ป้าอรที่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงคิดขึ้นมาได้ว่าคนส่งน้ำแข็งคนนั้นได้ให้เบอร์ช่างซ่อมที่ชื่อ ‘สมศักดิ์’ มา ป้าอรจึงติดต่อช่างให้มาดูตู้เย็นให้ ช่างมาถึงก็ได้ถามป้าอรว่าตู้เย็นเป็นอะไร ป้าอรที่ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะตู้เย็นก็ปกติดี แต่มันมีผี ก็พยายามเลี่ยงคำตอบไปและถามช่างว่า “ช่างอยากซื้อตู้เย็นนี้ไหมล่ะ” ป้าอรพยายามจะขายตู้เย็นนี้ ประกอบกับช่างคนนี้เป็นช่างที่ซ่อมและรับซื้อด้วยอยู่แล้ว จึงตกลงรับซื้อในราคา 800 บาท ป้าอรตกลงขายตู้เย็นนั้นไป หลังจากนั้นป้าอรก็รู้สึกโล่งใจ นอนหลับเป็นปกติ ขายของได้แม้จะไม่ดีเหมือนเดิม แต่ก่อนหน้านั้นมีสิ่งหนึ่งที่ป้าอรสังเกตเห็นว่า ตอนที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน จะมีลูกค้าขับรถมาจอดที่หน้าร้านแต่ว่าคนที่นั่งมาด้วยจะสะกิดแล้วก็ขี่รถผ่านไปเลย หลายคนที่เข้ามาร้านก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ เช้าของอีกวัน ขณะที่ป้าอรกำลังจะเปิดประตูร้าน สิ่งที่ป้าอรเห็นทำให้ป้าอรแทบช็อก เพราะว่าตู้เย็นที่ขายไปกลับมาตั้งอยู่หน้าร้าน! ป้าอรตกใจรีบโทรไปหาช่างสมศักดิ์และถามว่า “ช่าง ทำไมถึงเอาตู้เย็นมาคืน แล้วตู้เย็นมาอยู่หน้าร้านได้ยังไง” ช่างสมศักดิ์จึงตอบกลับมาว่า “ผมไม่ได้คืน แล้วตู้เย็นไปอยู่หน้าร้านได้ยังไง” ป้าอรที่ได้ยินดังนั้นจึงเรียกช่างสมศักดิ์มาที่ร้าน พอมาถึงช่างสมศักดิ์ก็ตกใจเพราะเห็นว่าตู้เย็นมันมาอยู่ที่หน้าร้านจริง ๆ ป้าอรจึงถามว่า “แล้วตกลงมันเป็นยังไง” ช่างสมศักดิ์ก็ตอบกลับมาว่า “ซื้อมาในราคา 800 ก็อยากจะขายเลย อยากจะได้กำไรเร็ว ๆ ก็เลยเอาตู้เย็นนี้ไปขายให้กับร้าน ‘เม้ง บริการ’ แต่วันนั้นเฮียเม้งไม่อยู่ อยู่แต่ลูกสาวเขาก็เลยรับซื้อไว้ในราคา 1200” หลังจากนั้นทุกคนก็คาดเดากันว่า หลังจากเฮียเม้งกลับมาเห็นตู้เย็น คงตกใจให้คนเอาตู้เย็นมาคืนป้าอร ป้าอรที่คิดอย่างนั้น จึงยกตู้เย็นนี้ให้กับช่างศักดิ์ไป ช่างศักดิ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องตู้เย็นนี้ ก็ดีใจรับตู้เย็นนี้ไป ผ่านไป 2 อาทิตย์ ขณะที่ป้าอรกำลังผัดข้าวอยู่ ก็เห็นมีรถกระบะคันหนึ่งขับมาจอดหน้าร้านและเห็นช่างสมศักดิ์เดินเข้ามาและนั่งกิน แต่ไม่ได้พูดอะไรกับป้าอร ป้าอรก็ไม่ได้พูดอะไรกับช่างศักดิ์ แต่มองหน้ากัน เหมือนกำลังดูเชิงกันอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งช่างสมศักดิ์กินข้าวเสร็จ ก็เรียกป้าอรมาคุยว่า “ป้าอร ตู้เย็นป้าอรอะ มีผี” ป้าอรจึงตอบกลับไปว่า “ฮะ! อะไรนะ? ฉันไม่รู้ว่ามันมีผี มันมีได้ยังไง” ป้าอรที่ไม่ยอมรับก็ตอบกลับไป ช่างสมศักดิ์ก็เล่าไปว่า เขาได้เอาตู้เย็นไปตั้งไว้ในบ้าน ในตอนกลางคืนเขาได้เปิดตู้เย็น แต่มันมีกลิ่นเหม็นออกมา และในคืนหนึ่ง เขาออกมาจากห้องนอนกำลังจะมากินน้ำ ปรากฎว่าเขาได้เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยื่นอยู่หน้าตู้เย็น ช่างสมศักดิ์ก็ตกใจว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใคร หลังจากยืนได้ไม่นาน เด็กผู้หญิงคนนี้ก็หันหน้าให้ตู้เย็น แล้วเปิดตู้เย็นมุดเข้าไป ด้วยความตกใจเขาก็รีบวิ่งตามไปดู แต่พอเปิดตู้เย็นดูก็ไม่เจออะไร เขาก็เลยปิดตู้เย็น แต่ทว่าทันทีที่ปิด ประตูข้างบนมันกลับเปิดออกเอง ทำให้เห็นว่ามีเห็นหัวเด็กผู้หญิงตั้งอยู่ในช่องฟรีซ! ช่างสมศักดิ์ตกใจมาก และทันทีที่ตื่นเช้ามา เขาจึงเร่งเอาไปโพสต์ขาย แต่ก็ไม่มีใครซื้อจนเวลาล่วงไปหลายอาทิตย์ จนกระทั่งช่างสมศักดิ์ตัดสินใจรื้อตู้เย็นนี้ออก แยกชิ้นส่วนเอาตัวที่เป็นถังตู้เย็นนี้ขายให้กับรถกับข้าว ส่วนมอเตอร์อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ขายให้กับ ‘เม้งบริการ’ แล้วเรื่องนี้ก็จบลงโดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตู้เย็นเครื่องนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-