เรื่องเล่าจาก POPPY C. ‘คืนหลอนใน LA’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก POPPY C. ‘คืนหลอนใน LA’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

09 ก.ค. 2024

        เรื่องราวนี้ ’คุณป๊อปปี้’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘คืนหลอน LA’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

        โดยคุณป๊อปปี้เล่าว่า วันนั้นตนมีไฟล์ทบินไป LA ประมาณ 14 ชั่วโมง ทำให้รู้สึกเหนื่อยมาก พอถึงโรงแรมใน LA เป็นโรงแรมที่ไปพักประจำ เปิดประตูห้องเข้าไป ทางขวามือเป็นห้องน้ำ พื้นพรม ไม่เก่า ไม่ใหม่ ตกแต่งเป็นไม้ มี 2 เตียง ด้วยความเชื่อของแอร์โฮสเตส ไม่ปล่อยให้มีที่นอนอื่น หรือไม่ปล่อยให้มีเตียงว่าง จึงเอากระเป๋าเดินทาง กระเป๋าอื่น ๆ และเสื้อผ้า วางกางออกทับอีกเตียง แล้วก็เลือกนอนเตียงที่ติดกับหน้าต่าง

        เวลานั้นดึกแล้ว ทุกอย่างในห้องเป็นปกติดีทุกอย่าง ผ้าม่านไม่ไหวติง หลังจากคุณป๊อปปี้อาบน้ำเสร็จก็ใส่ชุดนอน แล้วนอนเล่นโทรศัพท์ หันไปมองนาฬิกาบอกเวลาประมาณตี 3 แล้ว แต่อยู่ดี ๆ เตียงก็สั่น

        “กึ้ก กึ้ก กึ้ก กึ้ก”

        สิ่งที่คิดคือ ตนต้องเตรียมอพยพหรือเปล่า เกิดแผ่นดินไหวหรือไม่ พอมองซ้ายมองขวา ก็เห็นว่าโคมไฟปลายเตียงที่อยู่บนโต๊ะไม้ยังเปิดอยู่ สักพักเตียงก็สั่นอีกรอบ ในใจคุณป๊อปปี้ก็คิดว่า ‘ถ้าแผ่นดินไหวจนเตียงสั่นขนาดนี้ อย่างน้อยโคมไฟต้องหล่น ผ้าม่านต้องสั่น แต่ทุกอย่างมันกลับนิ่ง..’

        คุณป๊อปปี้เริ่มคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ปกติแล้ว จึงพยายามลุกขึ้น แต่ก็ลุกไม่ได้ รู้สึกเหมือนโดนล็อคที่ไหล่ ทำอะไรไม่ได้ จากนั้นจึงกรี๊ดออกมา ยังโชคดีที่ถือโทรศัพท์อยู่ คุณป๊อปปี้จึงโทรหาคุณแม่ ในเวลานั้นประเทศไทยน่าจะเวลาประมาณบ่ายโมง พอคุณแม่กดรับก็พูดว่า

        ”แม่ สวดมนต์“

        แล้วคุณแม่ก็สวดมนต์ทุกบท ส่วนคุณป้อปปี้ก็เปิดลำโพงให้เขาได้ยิน แล้วก็พูดว่า

        ”เรามาอยู่ที่นี่แค่คืนเดียว อย่ามาทำอะไรเรา“ แล้วก็ค้างอยู่แบบนี้

        ในระหว่างที่สวดมนต์นั้น คุณป๊อปปี้รู้สึกเหมือนมีแรงต้าน ให้ลองนึกถึงเวลานั่งอยู่บนเครื่องบินแล้วมีเด็กถีบที่นั่งของเรา เราจะรู้สึกได้ถึงแรงถีบซ้าย ขวา แต่ตอนนี้คุณป๊อปปี้กำลังนอนอยู่ แล้วเขาก็ถีบมาจากใต้เตียง ถีบหลายต่อหลายครั้ง คุณป๊อปปี้คิดว่าใต้เตียงต้องมีอะไรอย่างแน่นอน แต่ก็ยังขยับตัวไม่ได้ ส่วนคุณแม่ก็ยังคงสวดตั้งแต่ตอนนั้น จนถึง 7 โมงเช้า

        พอถึงเวลา 7 โมงเช้า คุณป๊อปปี้รู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มคลาย จึงพิมพ์ไปหาพี่ลูกเรือคนไทยว่า

        ”ช่วยหน่อย หนูขยับตัวไม่ อกกจากห้องไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง“

        โชคดีที่พี่คนนั้นไม่กลัว คุณป๊อปปี้จึงบอกไปอีกว่า ”เจ้มาถึงให้เคาะประตูยาว ๆ เลยนะ ให้รู้ว่ามีคนมา”

        คุณป๊อปปี้จินตนาการว่า ใต้เตียงต้องมีบางสิ่งบางอย่าง เพราะมีคนถีบ ก็ไม่กล้าเอาเท้าลง จากนั้นก็กระโดดข้ามเตียงไปเปิดประตู พี่ลูกเรือก็เอาพระเข้ามาให้แล้วบอกว่า

        ”ไหน ใคร อยู่ไหน“

        จากนั้นก็เปิดม่านให้แสงสว่างเข้าห้อง คุณป๊อปปี้รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังมึนและผะอืดผะอม เพราะเครียดรวมทั้งยังไม่ได้นอน คุณป๊อปปี้คิดว่าจะไปนอนห้องพี่ลูกเรือคนนี้ แต่พี่เขากำลังจะไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ส่วนตนนั้นไม่กล้านอนคนเดียว เพราะไม่รู้ว่าเขาจะตามไปอีกห้องหรือไม่ คุณป๊อปปี้จึงตัดสินใจไปเดินเล่นรอพี่

        จนกระทั่งถึงเวลา 11 โมง คุณป๊อปปี้อาบน้ำแต่งตัวอยู่ที่ห้องพี่ แล้วกลับมาเก็บของที่ห้อง ซึ่งจะมีนาฬิกาดิจิทัลวางไว้ตรงหัวเตียง จังหวะที่เปิดประตูเข้าไป อยู่ดี ๆ มีเสียงออกมาจากลำโพงของนาฬิกา เป็นเสียงผู้ชาย ฟังไม่ออก เพราะไม่ใช่ภาษอังกฤษ หรือภาษาอารบิก และเสียงก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ

        ตอนนั้นคุณป๊อปปี้โมโหมาก จึงบอกไปว่า “จะเอายังไง” เพราะตนไม่ได้นอน แล้วก็ยืนเปลี่ยนเสื้อผ้าตรงประตู จากนั้นก็เอาของออกมา แล้วไม่กลับเข้าไปในห้องอีกเลย

        จนกลับมาได้คุยกับคุณแม่ คุณแม่บอกว่า

        “ระหว่างที่แม่สวดมนต์ แม่ได้ยินเสียงผู้ชาย ไม่รู้ว่าเสียงทีวี หรืออะไร แต่ก็ไม่กล้าถาม”

        คุณป๊อปปี้ถามกลับว่า “เป็นเสียงผู้ชายใช่มั้ย เสียงพูดใช่มั้ย”

        แม่บอก “ใช่”

        คุณป๊อปปี้จึงคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนเป็นการบอกว่าเขายังอยู่ คุณป๊อปปี้ก็ทำได้แค่กลับมาไทยทำบุญให้เขา แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาคือใครหรือต้องการอะไร..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

ล่าความหลอนที่โบสถ์เก่า พอไปถึงก็เจอป้ายืนอยู่คนเดียวเลยเข้าไปทัก

29 มี.ค. 2024

ล่าความหลอนที่โบสถ์เก่า พอไปถึงก็เจอป้ายืนอยู่คนเดียวเลยเข้าไปทัก

เรื่องนี้ ‘คุณโนอาร์’ จากเพจ ‘โนอาร์-Noah’ ได้นำเรื่องดล่าสุดหลอนที่เจอเข้ากับตัวเองมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 มีนาคม 2567) ได้ขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เจอป้าที่โบสถ์เก่า’ ‘คุณโนอาร์’ เล่าว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 มีนาคม 2567) ได้เดินทางไปยังโบสถ์ที่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ‘พี่นาค 4’ ตามคำแนะนำของผู้กำกับอย่าง ‘พี่ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ’ เพื่อพิสูจน์และสัมผัสประสบการณ์หลอนด้วยตนเอง คุณโนอาร์และแฟนใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงก็ถึงโบสถ์ซึ่งเป็นเวลาโพล้เพล้ ที่โบสถ์แห่งนั้นมีบ่อน้ำคั่นกลางต้นไม้ เมื่อไปถึงก็จัดแจงตั้งกล้องหันไปทางโบสถ์ไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนคลับ ระหว่างที่กำลังไลฟ์สดอยู่นั้น ก็มีคุณป้าท่านหนึ่งเดินมาจากต้นโพธิ์ด้านหลังคุณโนอาร์ คุณโนอาร์เหลือบมองเห็นจึงสลับให้แฟนทำหน้าที่พูดไลฟ์แทน ส่วนคุณโนอาร์ก็ลุกไปหาคุณป้าที่ต้นโพธิ์ ระหว่างที่กำลังเดินอยู่นั้น คุณป้าก็พูดขึ้นมาทั้ง ๆ ที่คุณโนอาร์ยังไม่ได้พูดอะไรว่า “มาหา เพราะเป็นห่วง” คุณโนอาร์ได้ยินก็คิดว่าคุณป้าท่านนี้อาจจะเป็นชาวบ้านละแวกนี้ จึงถามกลับไปว่า “ป้าเป็น FC ผมหรือเปล่าครับ?” แต่คุณป้ากลับไม่ตอบอะไร หลังจากเงียบไปสักพัก คุณป้าก็พูดประโยคเดิมว่า “มาหา เพราะเป็นห่วง” คุณโนอาร์จึงบอกไปว่า “ประมาณ 2-3 ทุ่ม ผมจะเริ่มสำรวจโบสถ์ ป้าจะไปที่โบสถ์กับผมมั้ย?” คุณป้าก็ตอบกลับมาว่า “ป้าอยู่ที่นี่มานาน ยังไม่เคยเข้าไปสักครั้ง” ได้ยินดังนั้น คุณโนอาร์ก็เริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ ในระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น คุณโนอาร์ก็มองไปที่ตาของคุณป้า สังเกตได้ว่าดวงตาของคุณป้าไม่กะพริบเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ก็คิดเพียงว่าเป็นบุคลิกของคุณป้าเท่านั้น หลังจากไลฟ์ช่วงเย็นจบไป ก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปเก็บภาพด้านในของโบสถ์ ตอนนั้นเป็นเวลา 2-3 ทุ่มตามที่วางแผนไว้ คุณโนอาร์เดินอ้อมบ่อน้ำเข้าไปในโบสถ์ เมื่อถึงหน้าโบสถ์ก็มีแมวดำกระโดดออกมาจากข้างใน ตนนั้นรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ก็เดินเข้าไปสำรวจต่อไป ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียง ก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก จากคานไม้ด้านบน ตอนนั้นคุณโนอาร์คิดเพียงว่าอาจจะเป็นเสียงนก จึงหันหลังมองย้อนกลับไปที่ต้นโพธิ์ ก็เห็นว่าแฟนของตนนั้นยืนถือตะเกียงอยู่ข้างคุณป้าปริศนาท่านนั้น เมื่อเห็นดังนั้นก็สบายใจที่แฟนไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว เมื่อสำรวจไปได้สักพัก คุณโนอาร์ก็เดินกลับออกมายังรถที่จอดไว้ใกล้ต้นโพธิ์ จากนั้นก็พูดกับคุณป้าว่า “พรุ่งนี้ผมจะมาอีกรอบ” คุณป้าจึงตอบกลับมาว่า “พรุ่งนี้ จะมาอีกใช่มั้ย?” คุณโนอาร์ย้ำคำตอบเดิมไปว่า “ใช่ครับ” แต่คุณป้าก็ถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ในตอนนั้นคุณโนอาร์คิดเพียงว่าคุณป้าท่านนี้อาจจะได้ยินไม่ค่อยชัด คุณโนอาร์จึงต้องตอบแบบเดิมอยู่ 3-4 รอบ จากนั้นจึงบอกคุณป้าไปว่า “ผมจะเข้าไปเก็บภาพบรรยากาศข้างในอีกรอบ อีกครึ่งชั่วโมงก็เสร็จครับ” เมื่อบอกคุณป้าเสร็จ ตนก็เดินเข้าไปในโบสถ์อีกครั้ง เมื่อเก็บภาพบรรยากาศรอบโบสถ์เสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่รถอีกครั้ง รอบนี้คุณโนอาร์ตั้งใจจะไปหยิบน้ำดื่มที่หลังรถเพื่อมาดื่มและจะให้คุณป้าด้วย แต่เมื่อเดินมาที่หลังรถก็ไม่พบคุณป้าแล้ว คุณโนอาร์ย้อนกลับไปว่าช่วงเวลาที่ตนเข้าไปเก็บภาพในโบสถ์นั้น แฟนก็ยืนคุยกับคุณป้า แต่แฟนรู้สึกว่ายุงเยอะจนทนไม่ไหว จึงบอกคุณป้าไปว่า “หนูขอเข้าไปรอในรถนะคะ ตรงนี้ยุงเยอะมากเลย” คุณป้าไม่ตอบอะไรกลับมา จากนั้นแฟนก็เดินขึ้นรถ และคิดว่าคุณป้าน่าจะยืนอยู่ข้างนอกคนเดียวพร้อมกับตะเกียงที่แฟนเคยถือเอาไว้ เมื่อคุณโนอาร์มาถึงรถและเดินไปข้างหลังแต่ไม่เห็นคุณป้าจึงคิดว่าน่าจะกลับไปแล้ว ส่วนแฟนเองก็ไม่ได้สังเกตว่าคุณป้าไปไหนหรือกลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางกลับ วันถัดมา รอบนี้จะเป็นการถ่ายทำที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเพราะมีทีมงานมาช่วยถ่ายด้วย ฝ่ายทีมงานเดินทางมาถึงก่อนคุณโนอาร์ครึ่งชั่วโมง เมื่อตนมาถึงก็ถามทีมงานว่า “มีใครเข้ามาหรือยัง?” เพราะตนจำได้ว่าคุณป้าบอกว่าจะเข้ามาหา แต่ทีมงานส่ายหัวและบอกว่า “ยังไม่มีใครเข้ามานะ” ได้ยินดังนั้นคุณโนอาร์ก็คิดว่าคุณป้าอาจจะมาเวลาเดียวกับเมื่อวานจึงไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้นทีมงานก็จัดแจงสถานที่ ปูเสื่อเพื่อพักผ่อนและรอเวลา เมื่อถึงเวลาทุ่มครึ่ง คุณป้าก็ยังไม่ปรากฏตัว จากนั้นก็ถึงเวลาไลฟ์สด คุณโนอาร์ต้องไปยืนที่หน้าต้นโพธิ์เพื่อถ่ายเปิดรายการ เวลานั้นคุณโนอาร์เหลือบมองเห็นกรอบรูปอยู่ข้างหลังตากล้อง เมื่อเห็นรูปชัดขึ้นตนก็อุทานออกมาว่า “ป้า! ในรูป!” คุณโนอาร์จึงเรียกให้แฟนมาดู แฟนก็พูดว่า “เห้ย! ป้านี่นา!” ทีมงานทุกคนก็ตกใจ เพราะในช่วงที่ทีมงานมาถึงก่อนนั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นรูปนี้เลย นอกจากนี้ยังมีถุงอัฐิห่อวางไว้ข้าง ๆ กันอีกด้วย คุณโนอาร์จึงเล่าเรื่องเมื่อวานให้ทีมงานฟัง หลังจากได้ฟังก็มีข้อถกกันมากมาย คิดไปต่าง ๆ นานาว่าคุณป้าอาจจะมีแฝด แต่การถ่ายรายการก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป สรุปแล้วในวันที่สองนั้น คุณป้าก็ไม่ปรากฏตัวออกมา คุณโนอาร์จึงโพสต์เรื่องราวที่เจอลงในเฟสบุ๊ค หลังจากนั้นก็มีการแชร์ออกไปมากมาย แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีคนทักเข้ามาบอกว่าเป็นคนในครอบครัวของคุณป้า! ตอนแรกคุณโนอาร์ยังไม่เชื่อ จึงขอตรวจสอบข้อมูล บุคคลปริศนาก็ส่งมาให้ทั้งรูปถ่ายงานศพของคุณป้า และส่งนามสกุลในบัตรประชาชนเพื่อยืนยันว่าเป็นคนในครอบครัวจริง นั่นทำให้คุณโนอาร์เชื่อว่านี่คือลูกของคุณป้าอย่างแน่นอน ลูกของคุณป้าบอกว่า “ถ้าคุณไม่โพสต์ ก็คงจะไม่มีใครรู้เลย” คุณโนอาร์จึงสอบถามต้นสายปลายเหตุว่า รูปของคุณป้าไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร? ลูกของคุณป้าเล่าว่าตนเองก็ไม่มั่นใจว่าใครนำมาทิ้ง แต่คุณแม่เสียไปตั้งแต่ปี 2559 ด้วยอุบัติเหตุรถชน หลังจากทำพิธีชาปณกิจศพเสร็จ ลูกหลานและคนในครอบครัวของคุณป้าต่างก็แยกย้ายไปใช้ชีวิตที่อื่น ส่วนรูปของคุณป้านั้นเก็บเอาไว้ที่บ้านหลังเก่า คิดว่าอาจจะเป็นเจ้าของคนใหม่หรือคนในครอบครัวที่บอกไม่ได้ว่าเป็นใครเอามาทิ้งก็เป็นได้ คุณโนอาร์จึงนัดวันเวลากับลูกของป้าเพื่อรับรูปและอัฐิ เวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ทางคุณโนอาร์และครอบครัวก็ได้พบกัน ทางครอบครัวถามคุณโนอาร์ว่า “ตอนที่เห็นป้า รูปร่างเป็นยังไง ใส่เสื้อผ้ายังไง” คุณโนอาร์ก็เล่ารายละเอียดที่จำได้ให้ฟัง ปรากฏว่าข้อมูลเหล่านั้นตรงกันหมด จากนั้นหลวงพ่อก็ช่วยทำพิธีสวดมนต์เพื่อที่จะได้นำรูปนั้นไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกคือจุดเริ่มต้นของเรื่องสยอง! เมื่อสืบหาความจริงจึงพบว่ามีคนแอบหยิบของมีค่าออกจากที่เกิดเหตุ จากนั้นก็วุ่นทั้งหมู่บ้าน! เพราะมีร่างไหม้เกรียมศีรษะขาดออกมาหลอกหลอนจนแทบนอนไม่ได้!

31 ต.ค. 2023

โศกนาฏกรรมเครื่องบินตกคือจุดเริ่มต้นของเรื่องสยอง! เมื่อสืบหาความจริงจึงพบว่ามีคนแอบหยิบของมีค่าออกจากที่เกิดเหตุ จากนั้นก็วุ่นทั้งหมู่บ้าน! เพราะมีร่างไหม้เกรียมศีรษะขาดออกมาหลอกหลอนจนแทบนอนไม่ได้!

ติดตามเรื่องราวความสยอง จากเรื่อง ‘คืนสยองหลอนทั้งหมู่บ้าน’ โดย ‘คุณรุ้ง’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจเคเบิ้ล’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 ตุลาคม 2566) ไปอ่านพร้อมกันเลย! ย้อนกลับไปเมื่อ 31 ปีก่อน มีเหตุโศกนาฎกรรมสุดช็อค ที่เครื่องบินของสายการบินประเทศเพื่อนบ้านตก เนื่องจากขณะเครื่องลดระดับลงจอด มีฝนตกหนักและทัศนวิสัยไม่ดี มีรายงานว่าเครื่องถูกฟ้าผ่านักบินลดระดับความสูงไม่ถูกต้อง จนนำเครื่องลงจอดผิดเป้าหมายและตกลงในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้พบผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทุกคนในบริเวณนั้นต่างพากันออกมาดูเหตุการณ์ยังสถานที่เกิดเหตุ ในตอนแรกตัวคุณรุ้งเองก็ไม่ได้สนใจ แค่รับรู้ว่ามีข่าวเครื่องบินตกบริเวณใกล้บ้าน เย็นวันนั้น เพื่อนของคุณรุ้ง นามสมมุติ ‘เจิด’ ชวนไปดูสถานที่เกิดเหตุ เธอจึงตัดสินใจไปด้วย ในสถานที่เกิดเหตุมีซากเครื่องบินและสัมภาระของผู้โดยสารกระจัดกระจายอยู่บ้าง และมีบางส่วนที่เจ้าหน้าที่ได้เก็บกวาดไปแล้ว จากนั้นก็ต่างพากันแยกย้ายกันกลับบ้าน ในคืนนั้น ขณะที่คุณรุ้งนอนหลับก็สะดุ้งตื่นด้วยอาการปวดปัสสาวะ จึงตัดสินใจลุกไปเข้าห้องน้ำ ในระหว่างทางสายตาก็หันไปทางหน้าต่างซึ่งทะลุเห็นบริเวณหน้าบ้าน ปรากฏว่าเธอสังเกตเห็นมีบางคนยืนอยู่บริเวณนั้น แสงไฟจากถนนส่องลงมากระทบตัวคนนั้น และก็ค่อย ๆ หันลำตัวก็เข้ามาทางบ้านของเธอ! ในใจคุณรุ้งตอนนั้นคิดแค่ว่าเป็นแค่ใครบางคนที่กำลังทำอะไรบางอย่าง เมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จเธอก็กลับไปนอนตามปกติ คืนต่อมา เหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คุณรุ้งรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเดินอยู่บริเวณนอกบ้าน ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นขโมยขึ้นบ้าน จึงตัดสินใจแอบส่องออกไปจากผ่านหน้าต่าง ปรากฎเธอเห็นผู้ชายเดินตัดหน้าไป จากนั้นผู้ชายคนนั้นก็หยุดชะงักตรงบริเวณหน้าต่าง เหมือนกับว่ารับรู้ว่ามีคนแอบมอง! ไม่นานก็ค่อย ๆ หันกลับมาอย่างช้า ๆ และจ้องมาทางตัวคุณรุ้ง! ในตอนนั้นคุณรุ้งตกใจจนขนลุก เพราะสิ่งที่กำลังยืนประจันหน้าเธออยู่นั้น เป็นร่างกายที่มีรอยไหม้เกรียมและศีรษะขาดหายไป! คุณรุ้งเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งกลับไปยังห้อง แล้วนอนคลุมโปงทันที ขณะที่เธอรู้สึกกลัวอยู่ใต้ผ้าห่ม หูก็ดันไปได้ยินเสียงเท้าเดินฉับ ๆ ภายในบ้าน คล้ายกับสิ่งนั้นกำลังพยายามหาอะไรบางอย่าง! ในตอนเช้าคุณรุ้งเล่าทุกอย่างให้คุณแม่ฟัง จากนั้นเธอถึงกลับต้องขนหัวลุกอีกครั้ง เพราะแม่เล่าว่าทุกคนในหมู่บ้านได้มาเล่าว่าเจอเหตุการณ์คล้ายกันกับคุณรุ้ง! หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจิดได้มาบอกกับคุณรุ้งว่า ในวันที่ทั้งคู่ไปยังสถานที่เกิดเหตุ เจิดบังเอิญไปเหยียบกับอะไรบางอย่าง พอยกเท้าขึ้นปรากฎว่าเป็นแหวนทอง จึงตัดสินใจเก็บกลับมาด้วยเพราะคิดว่าคงมีมูลค่า จากนั้นคุณเจิดก็ตั้งใจจะขายแหวนวงนี้ แต่คุณรุ้งบอกว่าให้นำไปคืน จึงตัดสินใจกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุ และโยนแหวนนี้ทิ้งไป เหตุการณ์หลอนชวนขนหัวลุกที่หลาย ๆ บ้านเจอ ก็อาจเป็นเพราะเจ้าของแหวนอยากจะได้ของคืน จึงต้องมาตามหาทุกบ้านในบริเวณนั้นนั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ‘บ้านรีโนเวท’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 28 พ.ค. 2567]

01 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ‘บ้านรีโนเวท’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 28 พ.ค. 2567]

เรื่องนี้ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤษภาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ’ดีเจเคเบิ้ล’ เรื่องที่มีชื่อว่า ‘บ้านรีโนเวท’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! พี่แจ็คบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจาก ‘คุณบอย’ โดยต้องย้อนกลับไปในช่วงที่คุณบอยทำอาชีพฉีดปลวก ซึ่งตัวคุณบอยจะมีเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจต่าง ๆ เพื่อนของคุณบอยได้ไปรับงานจากคนที่รู้จัก ซึ่งคนนี้คือเพื่อนของเพื่อนคุณบอยและเป็นหลานเจ้าของบ้าน เขาอยากให้ไปจัดการปลวก หนู และแมลงต่าง ๆ แต่ก่อนที่จะไปทำ คุณบอยได้เข้าไปดูสถานที่จริงว่าบ้านเป็นอย่างไร ซึ่งคุณบอยบอกว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้าน 2 ชั้น ด้านล่างเป็นปูน ด้านบนเป็นไม้ บริเวณด้านล่างจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ด้านบนจะสำคัญกว่าเพราะเป็นไม้ จะต้องไล่ปลวกและฉีดปลวกก่อน ด้วยความที่ตัวคุณบอยเชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่แล้ว จึงรู้ว่าควรจะเริ่มทำอย่างไรก่อน บริเวณชั้น 2 จะมี 3 ห้องได้แก่ 2 ห้องนอน 1 ห้องโถง ก่อนที่คุณบอยจะเริ่มสำรวจ เจ้าของบ้านได้บอกให้เข้าไปดูห้องหนึ่ง เป็นห้องที่คิดว่าน่าจะเสียหายมากที่สุด คุณบอย เพื่อนคุณบอย และเจ้าของบ้านจึงขึ้นไปยังห้องนั้น คุณบอยบอกว่าแว๊บแรกที่เปิดประตูเข้าไปคือมีกลิ่นเหม็นเน่า เหมือนมีซากสัตว์ตายจำนวนมาก ตามสัญชาตญาณของคนทำงานแนวนี้สันนิษฐานว่าจะมีอยู่ 2 อย่างที่ตาย คือไม่หนูก็ตุ๊กแก จากนั้น คุณบอยก็ได้เดินไปสำรวจ ในระหว่างที่เดินสำรวจมุมต่าง ๆ คุณบอยก็ได้ไปเจอกับซากตุ๊กแกตายหลายจุด แต่มีอยู่หนึ่งตัวที่ดูแปลกไปคือมีแต่ตัวส่วนหัวหายไป ทำให้คุณบอยทราบว่าที่ห้องนี้เหม็นเพราะตุ๊กแกตาย คุณบอยจึงแจ้งกับเจ้าของบ้านว่าห้องนี้อาจจะต้องทำเยอะ ยังไม่รวมบนฝ้าที่ไม่รู้ว่าหนักขนาดไหน คุณบอยจึงจำเป็นที่จะต้องปีนขึ้นไปดู เมื่อคุณบอยเห็นก็ได้บอกว่า “หนักกว่าข้างล่างอีก” เพราะว่ามีซากตุ๊กแกนอนตายกลาดเกลื่อนเต็มไปหมด แต่คุณบอยก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติเพราะบ้านหลังนี้อยู่ในสวนจึงไม่แปลก แต่ที่ผิดปกติคือบนฝ้ามีรอยมือคนที่เหมือนเอาตัวลากไปกับฝ้า รอยเท้า รอยมือเต็มไปหมด ที่แปลกที่สุดคือตรงไหนที่มีคานติดกับฝ้าที่มีระยะห่างเพียงแค่นิดเดียว จะมีรอยมือที่เหมือนเอาตัวลากไปกับฝ้าสามารถผ่านช่องเล็ก ๆ นั้นไปได้ เมื่อคุณบอยลงมาด้านล่าง ได้บอกกับเจ้าของบ้านว่า “ด้านบนต้องทำความสะอาดเยอะนะ” เพราะกลิ่นเหม็นมาจากด้านบนเนื่องจากมีตุ๊กแกตายเยอะ หลังจากสำรวจห้องนี้เสร็จก็ไปสำรวจห้องอื่นต่อซึ่งเป็นห้องของน้าสาว ห้องนี้ก็เละไม่ต่างกัน มองไปทางไหนก็มีซากตุ๊กแกตาย เมื่อสำรวจเสร็จคุณบอยก็มาคุยกับเจ้าของบ้านว่า “ต้องทำเยอะนะ” เวลานั้นเป็นช่วงเที่ยงพอดี คุณบอยจึงลงมาพักทานข้าว ระหว่างที่กินข้าว ด้วยความที่คุณบอยเป็นคนที่ปีนขึ้นไปสำรวจบริเวณฝ้าและรู้สึกผิดปกติจึงคิดอยากถามกับเจ้าของบ้านว่าห้องนี้เกิดอะไรขึ้น เจ้าของบ้านจึงได้เล่าว่า อดีตของบ้านหลังนี้มีน้าสาวของเจ้าของบ้านอาศัยอยู่ ซึ่งห้องที่ไปดูมาเป็นห้องของน้าสาว น้าสาวเป็นคนหน้าตาดี สวย มีผู้ชายมาจีบเยอะ วัน ๆ ก็มักจะมีหนุ่ม ๆ ขี่รถมาจีบจนเป็นกิจวัตร แต่อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้หญิงขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดที่หน้าบ้านของน้าสาว ซึ่งบ้านหลังนี้ไม่มีรั้ว เมื่อจอดเสร็จผู้หญิงคนนี้ก็ได้หยิบห่อผ้าขาวที่พกมาปาเข้าไปในห้องของน้าสาว หลังจากนั้นก็ด่าน้าสาวพร้อมกับสาปแช่ง คนในบ้านและน้าสาวตกใจจึงพากันแห่ออกมาดู ภาพที่เห็นคือผู้หญิงคนนี้โกรธจัดยืนชี้หน้าด่าน้าสาว จนคนในบ้านต้องจับผู้หญิงคนนี้ออกไปและไล่น้าสาวกลับเข้าไปในห้อง ระหว่างที่กำลังจับผู้หญิงคนนี้ออกไปและน้าสาวกำลังกลับเข้าห้อง ขณะนั้นทุกคนได้ยินเสียงน้าสาวกรี๊ด ทุกคนจึงวิ่งกลับเข้าไปในห้อง ปรากฎว่าสิ่งที่เห็นคือน้าสาวนอนสลบอยู่ข้าง ๆ ห่อผ้า ซึ่งหลังจากที่ห่อผ้าถูกปาเข้ามาก็แตกกระจาย สิ่งที่ทุกคนเห็น คือ เป็นก้อนขาว ๆ ขุ่น ๆ มีเศษผม เศษเล็บ เต็มไปหมด เหมือนกับเป็นห่อผ้าที่ใช้ห่อกระดูกคนแล้วถูกเอามาโยนใส่เพื่อทำอะไรบางอย่าง ในช่วงชุลมุนนั้นเอง ญาติก็ช่วยกันเก็บห่อผ้าไปไว้สักที่ แล้วพาน้าสาวไปโรงพยาบาล เมื่อตรวจแล้วก็ไม่มีความผิดปกติ แต่หลังจากวันนั้น น้าสาวมักจะบ่นปวดหัว และทำตัวไม่ปกติ จากที่เป็นคนสวย เป็นมิตร กลับกลายเป็นเก็บตัวไม่ออกจากห้อง ไม่กินข้าว จนต้องนำข้าวเข้าไปในห้อง แม้จะพาไปหาหมอแต่ก็ได้ความเหมือนเดิมว่าน้าสาวไม่ได้เป็นอะไร แต่แล้ววันหนึ่งสิ่งที่ไม่ปกติก็เกิดขึ้น คนในบ้านกำลังจะเอาข้าวไปให้น้าสาว ปรากฏว่าเคาะประตูแล้วแต่ก็ไม่ยอมเปิด จึงเปิดเข้าไปดู ภาพที่เห็นคือน้าสาวนั่งอยู่ที่มุมห้องกำลังทำอะไรบางอย่าง พอเรียกน้าสาวที่ทำตัวยุกยิก น้าสาวที่กำลังทำอะไรอยู่นั้นก็หยุดทันทีแล้วหันมา สิ่งที่เห็นทำเอาคนในบ้านตกใจมาก คือ น้าสาวกำลังคาบหัวตุ๊กแกที่ถูกดึงออกมาจากตัวและเต็มไปด้วยเลือด ด้วยความที่ทุกคนในบ้านตกใจจึงรีบเข้าไปจับตัวน้าและเอาหัวตุ๊กแกออกแล้วนำส่งโรงพยาบาล โรงพยาบาลจึงแจ้งว่าอาการนี้น่าจะผิดปกติทางจิต มีใครในบ้านไปทำอะไรที่ส่งผลให้น้าสาวได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจรึป่าว ทางบ้านไม่รู้จะทำอย่างไร ไปหาพระก็แล้ว หมอดูก็แล้ว ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอาการของน้าสาวคือ ‘โดนของ’ แต่ไม่รู้ว่าโดนอะไร แต่สิ่งที่หนักขึ้นกว่าเดิม คือทุกวันที่มีฝนตกน้าสาวจะกรีดร้องเสียงดัง โหวกเหวกโวยวายเหมือนคนเสียสติ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนมาเยี่ยมบ้านหลังนี้ ประจวบเหมาะกับวันนั้นเป็นวันฝนตก ทุกคนในบ้านก็เฝ้าระวังว่าน้าสาวจะกรีดร้องหรือไม่ ปรากฏว่าเมื่อฝนตกน้าสาวกลับเงียบกริบ แต่ฝ้าเพดานข้างบนมีเสียง กุกกักไปมา คนในบ้านจึงคิดว่าเป็นหนู เลยพยายามไล่ดูและเอาไม้กระทุ้งเพดาน ระหว่างที่กำลังเอาไม้กระทุ้งนั้นก็มีฝ้าแผ่นหนึ่งหลุดลงมา แล้วทุกคนก็หันไปมอง สิ่งที่ทุกคนเห็นคือ น้าสาวห้อยหัวลงมาจากฝ้าปากคาบตุ๊กแกไปด้วย แล้วน้าสาวก็วิ่งกลับเข้าไปในเพดาน พอปีนเข้าไปดูปรากฎว่าฝ้าเพดานเต็มไปด้วยซากตุ๊กแกที่น้าสาวเหมือนไปจับแล้วกิน เหมือนกับคนโรคจิต คนในบ้านเลยจับน้าสาวลงมาสงบสติ ระหว่างที่ลงมาน้าสาววิ่งเข้าไปในอีกห้อง ทุกคนจึงรีบวิ่งตามไป พอไปถึงก็เห็นน้าสาวกำลังนั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่าง นั่งหันหลังให้ออกไปด้านนอก หันหน้าเข้ามาในบ้านแล้วแกก็เคี้ยวตุ๊กแกไปด้วย คนในบ้านจึงจะรีบวิ่งไปจับ ปรากฏน้าสาวทิ้งตัวเองหงายลงไปจากชั้น 2 นอนแน่นิ่งอยู่ด้านล่าง ทุกคนจึงรีบพาไปโรงพยาบาล วันรุ่งขึ้นหมอแจ้งว่าน้าสาวเสียชีวิตแล้ว สาเหตุการตายไม่ได้มาจากการตกจากชั้น 2 แต่เสียชีวิตจากการที่เลือดเป็นพิษที่น่าจะมาจากสิ่งที่น้าสาวกินเข้าไป ก็คือตุ๊กแกจำนวนมากที่ทั้งดิบทั้งสกปรก หลังจากจัดการพิธีศพของน้าสาวเสร็จ คนในบ้านก็คิดกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้าสาว สิ่งที่แว๊บเข้ามาในหัวคนในบ้าน คือผู้หญิงที่เคยมาโยนห่อผ้าสีขาวใส่หิ้งของน้าสาว คนในบ้านเลยคุยกันว่าห่อผ้าที่ถูกเก็บไปอยู่ที่ไหน ซึ่งก็ไม่มีใครจำได้ว่าใครเก็บและห่อผ้าถูกเก็บไว้ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของบ้านต้องหาให้ได้คือผู้หญิงคนนี้เป็นใคร จึงเริ่มสืบจากการไปถามคนนั้น คนนี้ ว่ารู้จักผู้หญิงลักษณะแบบนี้ไหม แล้วก็ได้คำตอบจากป้าคนหนึ่งในหมู่บ้านว่ารู้จัก บ้านอยู่ไม่ไกลกันเอง ทำให้ฉุกคิดได้ว่าทำไมรู้สึกหน้าคุ้น ๆ เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นคนในหมู่บ้าน เจ้าของบ้านเลยไปที่บ้านของผู้หญิงคนนี้ เมื่อไปถึงคนข้างบ้านบอกว่าบ้านหลังนี้เคยมีสามีภรรยาอยู่ แต่เสียชีวิตหมดแล้ว เหมือนคู่นี้ทะเลาะกันแล้วผู้ชายหนี ผู้หญิงจึงผูกคอตาย จากนั้นก็มีการสืบเรื่องต่อไปอีก ได้ความว่า ผู้ชายบ้านนี้เจ้าชู้ จีบผู้หญิงไปเรื่อย แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ผู้ชายจะไปจีบบ่อยก็คือน้าสาว ผู้หญิงจึงจับได้ว่าสามีตัวเองมาบ้านน้าสาวบ่อย จึงทะเลาะกับผู้ชายทำให้ผู้ชายหนีออกจากบ้านไป ผู้หญิงคนนี้เสียใจมากเลยผูกคอตาย แต่ก่อนที่จะผูกคอตายผู้หญิงคนนี้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่บ้านของน้าสาวก่อนแล้วทำคุณไสยใส่น้าสาว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียว แต่รู้สึกตัวเหมือนนอนอยู่ในโลงและยังมีเสียงขึ้นมาอีกว่า “มึงลบหลู่กู” พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นมาได้ แต่แทบเป็นลม เพราะสิ่งที่เจอคือร่างของตัวเองยังนอนอยู่ที่เตียง!

03 พ.ย. 2023

ต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียว แต่รู้สึกตัวเหมือนนอนอยู่ในโลงและยังมีเสียงขึ้นมาอีกว่า “มึงลบหลู่กู” พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นมาได้ แต่แทบเป็นลม เพราะสิ่งที่เจอคือร่างของตัวเองยังนอนอยู่ที่เตียง!

เมื่อต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียวในเวลากลางวันแสก ๆ กลับได้เผชิญเหตุการณ์ที่ลืมไม่ลงถึง 2 ครั้ง! คุณแพรจะต้องเจออะไรบ้าง มาลุ้นกันใน รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (31 ตุลาคม 2566) พาทุกคนไปหลอนกับ ‘คุณแพร’ ที่จะมาเล่าเรื่อง ‘ต่างที่ต่างถิ่น’ กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! เหตุการณ์นี้ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2539 ตัวของคุณแพรเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย ในปีนั้นมีมหาวิทยาลัยหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือเป็นเจ้าภาพ นักกีฬาทุกคนจะเดินทางโดยใช้รถไฟที่มหาวิทยาลัยจองทั้งขบวน ออกเดินทางจากหัวลำโพง เวลาประมาณ 4 - 5 โมงเย็น และไปถึงจังหวัดที่มีการแข่งขันกีฬาในตอนเช้า จากนั้นก็จะมีรถสองแถวมารับไปส่งที่สนามกีฬา ซึ่งสนามกีฬาแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก รองรับกีฬาได้ทุกประเภท รวมถึงมีบ้านพักนักกีฬาให้ด้วย ห้องที่คุณแพรได้ไปอยู่นั้นเมื่อเปิดประตูเข้าไปจะเป็นห้องใหญ่ มี 2 เตียง ในห้องมีประตูเปิดเข้าไปเป็นอีกห้องเล็ก มี 2 เตียงเล็ก นอนกันได้ประมาณ 5 - 6 คน ในตอนนั้นเพื่อนร่วมห้องของคุณแพรออกไปหาอะไรกินข้างนอก แต่ตัวคุณแพรด้วยความที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางและเพลียมาก จึงไม่ได้ไปกับเพื่อน และขอนอนพักอยู่ที่ห้อง พอคุณแพรหลับ ก็รู้สึกว่ามีอาการอึดอัดมาก ทุกอย่างมืดไปหมด ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นเวลากลางวัน คุณแพรมองอะไรไม่เห็นเลย รู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่ในกล่องแคบ ๆ หรือจะเรียกว่าโลงเลยก็ว่าได้ แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร และพยายามขยับตัว แต่ในความรู้สึกนั้นเหมือนกับขยับแขนไม่ถนัด คล้ายกับอาการผีอำ จากนั้นความรู้สึกอึดอัดมันก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ คุณแพรพยายามใช้แรงให้หลุดจากความอึดอัดนี้ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ พอพยายามจะสวดมนต์แต่บทสวดง่ายอย่างนะโม 3 จบ ก็ยังสวดไม่ได้ สวดผิด ๆ ถูก ๆ หลังจากที่พยายามจะสวดมนต์ ก็มีเสียงก้องในหัวว่า “มึงลบหลู่กู” แล้วก็พูดว่า “มึง มึง มึง” เสียงที่ได้ยินนี้เป็นเสียงผู้ชายที่เกรี้ยวกราดมาก ในตอนนั้น คุณแพรก็คิดว่า โดนแล้ว ความรู้สึกนี้มันนานมาก ๆ จากนั้นคุณแพรก็ได้พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเด้งตัวขึ้นมา แล้วก็หลุดออกมาได้ คุณแพรรู้สึกโล่งมากแต่ก็รู้สึกเหนื่อยมาก ทันทีที่หันไปมองที่เตียง ก็ทำให้คุณแพรแทบเป็นลม เพราะว่า สิ่งที่เห็นคือร่างของตัวเองที่ยังนอนอยู่ที่เตียง! แล้วมีร่างผู้ชายตัวดำใหญ่มากหันมามองด้วยใบหน้าที่โกรธมาก! หลังจากนั้นคุณแพรก็ตื่นขึ้นมาและรีบออกจากห้องไป คุณแพรนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนฟัง แล้วซื้อธูปเทียนมาไหว้ขอขมา แล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ก็จบไป แต่เมื่อประมาณ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา คุณแพรได้กลับไปแข่งกีฬาที่สนามเดิม แต่ได้พักที่บ้านพักแห่งใหม่ ซึ่งลักษณะของห้องนี้ เมื่อเปิดประตูไปจะเจอห้องน้ำด้านขวา ตรงเข้าไปเป็นเตียงเรียงกัน 4 เตียง คล้ายกับห้องพักทหาร ซึ่งคืนแรกก็ไม่มีอะไร แต่คืนที่ 2 ระหว่างที่คุณแพรหลับ ก็ได้ยินเสียงสนทนา ได้ยินเสียงเด็กเล่นกัน มีทั้งเสียงเด็กและเสียงผู้ใหญ่ คุณแพรที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วแต่ก็ไม่ได้ขยับตัวหรือแสดงตัวว่าสัมผัสพวกเขาได้ เพราะว่ากลัวพวกเขาจะรู้ว่าตัวเองสัมผัสได้ และครั้งนี้คุณแพรได้เล่าเรื่องที่เจอให้คนดูแลหอพักซึ่งเป็นคนในพื้นที่ฟัง คนที่ดูแลหอพักก็บอกกลับมาว่า “พื้นที่ตรงนี้มันแรง เจอกันเยอะ” ตัวคุณแพรก็ไม่เข้าใจว่าคำว่าแรงคืออะไร จึงคิดอาจหมายถึงเจ้าที่แรง ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยก็ไม่มีใครเจอเลย ในครั้งแรกที่มาหลังจากที่จุดธูปขอขมาเสร็จหลังจากนั้นก็ไม่เจออะไรเลย แล้วครั้งที่สองที่เจอ ก็เจอหลังเข้าห้องไปไม่เกิน 30 นาที แต่ในความรู้สึกของคุณแพรคือยาวนานมาก ทรมานมาก คุณแพรคิดว่าต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เสียแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-