เรื่องเล่าจากโนอาร์ ‘นางรำ’ I อังคารคลุมโปง X โนอาร์ ล่าท้าผี [ 7 พ.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากโนอาร์ ‘นางรำ’ I อังคารคลุมโปง X โนอาร์ ล่าท้าผี [ 7 พ.ค. 2567]

12 พ.ค. 2024

            เรื่องนี้ ‘โนอาร์ ล่าท้าผี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 พฤษภาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘นางรำ’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

            โนอาร์เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอมาก่อนที่จะทำล่าท้าผี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ตอนที่ยังเรียนอยู่โรงเรียนวัด ช่วงประมาณ ม.2 - ม.3 ซึ่งรั้วโรงเรียนกับรั้ววัดคือรั้วเดียวกัน แต่ฝั่งรั้วของวัดจะมีรูปผู้ที่เสียชีวิตติดอยู่รอบรั้ว ส่วนฝั่งโรงเรียนไม่มี

            โนอาร์เป็นเด็กกิจกรรมที่สนิทกับครูนาฏศิลป์ แม้ว่าตนจะไม่ได้เป็นเด็กนาฏศิลป์  แต่ก็มักจะเข้าไปช่วยงานหากชมรมนาฏศิลป์มีงานแสดงทั้งข้างนอกและข้างในโรงเรียน เช่น ยกของ หรือช่วยจัดอุปกรณ์ต่าง ๆ

            ในตอนนั้น โนอาร์มีเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายอยู่ 2 คน ในขณะนั้นทางโรงเรียนได้จัดงานประจำสัปดาห์ เป็นงานที่จัดขึ้นปีละครั้ง มีประมาณ 3 - 5 วัน ในคืนแรก โนอาร์ได้รับหน้าที่จัดอุปกรณ์ประกอบฉากบนเวที เมื่องานวันแรกจบ คนก็ทยอยกลับบ้าน เหลือเพียงโนอาร์กับเพื่อนอีก 2 คนที่อยู่เก็บของ

            ระหว่างที่โนอาร์กำลังเก็บของอยู่บนเวที อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง เหมือนเสียงดนตรีไทยที่ดังมาจากห้องนาฏศิลป์ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าอยู่ในช่วงวันงาน และคิดว่าคงจะเป็นพวกนางรำมาซ้อมตามปกติ ในตอนนั้นก็ได้ยินทั้งเสียงเครื่องดนตรีไทย มีทั้ง เสียงระนาด เสียงปี่ เสียงฉิ่ง ครบทุกอย่างบรรเลงเป็นเพลง โนอาร์ไม่รู้ว่ามันคือเพลงอะไร จากนั้นเพื่อนสนิทคนหนึ่งก็พูดว่า

            “โชว์ของนาฏศิลป์วันนี้เขาโชว์จบไปแล้วนะ แล้วทำไมเขาถึงยังซ้อมอยู่”

            โนอาร์ตอบไปตามประสาเด็กห้าวที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีว่า “เขาก็อาจจะซ้อมงานอื่นหรือเปล่า?”

            แล้วพูดต่อว่า “นี่มัน 5 ทุ่มแล้วนะ มึงอย่าไปคิดมาก รีบเก็บของให้เสร็จจะได้กลับบ้าน”

            ระหว่างที่คุยกับเพื่อนอยู่นั้น เสียงดนตรีไทยจากห้องนาฏศิลป์ก็ยังคงบรรเลงอยู่ตลอด โนอาร์กับเพื่อนก็รีบเก็บของเอาไว้หลังเวที เพราะงานวันที่ 2 ก็ต้องนำออกมาจัดใหม่ หลังจากเก็บของเสร็จ ก็ต่างแยกย้ายกลับบ้าน

            ถัดมาคืนที่ 2 โนอาร์รองานจบเพื่อที่จะเก็บของ โนอาร์คิดในใจว่า ‘หากได้ยินเสียงหรือว่ายังมีคนอยู่ในห้องนาฏศิลป์อีก จะไปแอบดู’ จากนั้นก็บอกกับเพื่อนไปว่า

            “เดี๋ยวพวกเรา 3 คน จะเข้าไปดูหลังจากที่เก็บของเสร็จแล้ว”

            เพื่อนอีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วยและตอบตกลง

            เวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม  คนก็เริ่มทยอยกลับ เมื่อโชว์สุดท้ายจบ โนอาร์กับเพื่อนก็เก็บของเหมือนเมื่อวาน ระหว่างที่เก็บของก็ได้ยินเสียงมาจากห้องนาฏศิลป์อีก แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เสียงเครื่องดนตรีแบบวันแรก แต่เป็นเสียง ‘เอื้อน’ ที่ถูกเปล่งออกมาจากผู้หญิง

            หลังจากได้ยินเสียงนี้ ด้วยความที่เป็นเด็กผู้ชาย โนอาร์คิดในใจว่า ‘ขอไปดูหน่อยดีกว่า เพราะเป็นนางรำด้วยคงจะสวยน่าดู’ จากนั้นก็เอ่ยปากชวนเพื่อนว่า

            “เห้ยพวกมึง เสียงผู้หญิงว่ะ”

            จากนั้นโนอาร์และเพื่อนก็รีบเก็บของ แล้วรีบเดินไปตามเสียงเอื้อนที่ได้ยิน ซึ่งต้นเสียงมากจากห้องนาฏศิลป์

            ห้องนาฏศิลป์กับเวทีอยู่ไม่ไกล ห่างกันแค่ช่วงตึกเท่านั้น ลักษณะประตูของห้องนาฏศิลป์จะเป็นแบบบานเลื่อน ฟิล์มกระจกห้องเป็นแบบทึบ หากจะดูก็ต้องเอาหน้าทาบกระจกเพื่อที่จะได้เห็นข้างใน ภายในห้องนาฏศิลป์ก็จะมี ชุดไทย อุปกรณ์แต่งหน้าแต่งตัว เครื่องดนตรีไทย เศียรพ่อแก่ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์ทั่วไป

            เมื่อเดินมาถึง โนอาร์ก็รู้สึกผิดสังเกต เพราะในห้องไม่ได้เปิดไฟ ถ้ามีคนมาซ้อมอย่างน้อยก็ต้องเปิดไฟ จะได้ซ้อมแบบสะดวก แต่ในห้องนาฏศิลป์ตอนนั้นกลับมืดสนิท ที่สำคัญคือยังมีเสียงเอื้อนดังออกมาจากห้อง  โนอาร์ก็บอกกับเพื่อนว่า

            “เขาอาจจะซ้อมแบบไม่เปิดไฟหรือเปล่า?” เขายังคิดในแง่บวก แล้วก็บอกกับเพื่อนต่อว่า

            “เห้ย ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเข้าไปดูก็รู้เอง”

            ตอนนั้นเอง โนอาร์และเพื่อนยังยืนอยู่ที่หน้าห้องนาฏศิลป์ เสียงเอื้อนยังดังอยู่ แต่มองไม่เห็นอะไรเลยเพราะมืดมาก โนอาร์บอกกับเพื่อนอีกว่า

            “เห้ย เราแอบดูดีกว่า”

            พูดจบ โนอาร์และเพื่อนก็เอาหน้าทาบไปตรงกระจกเพื่อดู ก็ได้เห็นเหมือนเป็นผู้หญิง นั่งท่าเทพธิดาหันหลังไม่เห็นหน้า เธอมีผมยาวเกือบจรดพื้น ชุดที่ใส่ท่อนบนเป็นเสื้อนักเรียน ส่วนท่อนล่างจะนุ่งเป็นโจงกระเบนสีแดง แล้วเธอก็ทำท่ารำ พร้อมกับเปล่งเสียงเอื้อนออกมา ผู้หญิงคนนั้นทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ โนอาร์แปลกใจว่าทำไมเธอคนนั้นถึงไม่เปิดไฟ

            โนอาร์ส่งซิกกับเพื่อนว่า

            “เดี๋ยวกูจะเลื่อนประตูนะ แล้วมึงก็เอามือเอื้อมไปเปิดสวิตช์ไฟ”

            เนื่องจากสวิตช์ไฟอยู่ข้างประตูสามารถเอื้อมมือเข้าไปเปิดได้ เธอคนนั้นยังคงรำแล้วเอื้อนเสียงอยู่ โนอาร์มองไม่เห็นหน้าของเธอ แต่ก็มีจังหวะที่เธอกระแทกเสียงที่เปล่งออกมาให้ดังขึ้นกว่าเดิม จังหวะนั้นเธอก็ค่อย ๆ หันหน้ามา แต่โนอาร์กับเพื่อนก็ยังไม่เห็นหน้าของเธออยู่ดี เห็นแค่เสี้ยวหูกับมือที่รำอยู่เท่านั้น

            พอเห็นแบบนั้น โนอาร์ก็ส่งสัญญาณ 1 2 3 พอถึง 3 โนอาร์ก็เลื่อนประตู เพื่อนก็เอื้อมมือเปิดสวิตช์ไฟตามที่วางแผนกันเอาไว้ พอเปิดไฟจนห้องสว่าง แต่กลับไม่พบใครนั่งอยู่ตรงกลางห้องนั้นเลยแม้แต่คนเดียว! พอเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า เพื่อนอีกคนที่ไม่ได้เปิดสวิตช์ไฟและไม่ได้เปิดประตูก็ช็อค เพราะเพื่อนเห็นตอนจังหวะที่ผู้หญิงคนนั้นกระแทกเสียง  แล้วเธอกำลังหันหน้ามา เพื่อนคนนี้เห็นว่าเธอคนนี้ไม่มีหน้า ในจังหวะที่เปิดไฟพอดี พอเห็นแบบนั้นก็ยืนค้างไปเลย แต่โนอาร์กับเพื่อนอีกคนที่เป็นคนเปิดสวิตช์ไฟก็รีบวิ่งหนีออกไปทันที!

            เช้าวันต่อมา ก็เล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ไม่นานเรื่องนี้ก็หลุดไปถึงหูครูนาฏศิลป์ ครูก็บอกว่า

“ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นรุ่นพี่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากด้านนอก เหมือนประมาณว่า เขาเป็นเด็กนาฏศิลป์เนี่ยแหล่ะ แล้วเขาใส่เสื้อนักเรียน นุ่งโจงกระเบนสีแดง ตามที่เห็นเลย แล้วเขาก็ไปเสียชีวิตด้านนอกเพราะอุบัติเหตุ ช่วงนั้นก็มีการทำบุญห้องนาฏศิลป์กันยกใหญ่เลย คนในโรงเรียนก็เริ่มกลัวเริ่มหลอนเพราะมันติดวัดด้วย”

            หลังจากคืนนั้นก็ทำให้โนอาร์และเพื่อน ๆ ที่ชอบแอ๊วสาวหลอนไปเลย ไม่กล้าไปแอบดูสาวที่ไหนอีกแล้ว

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

13 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เสือ พิชย’ ผู้กำกับภาพยนตร์ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN ได้นำเรื่อง ‘ขอนั่งข้างๆ’ มาเล่าให้รายการ’ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) หลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ เรื่องราวนี้จะทำเอาทั้งสองดีเจขนลุกขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เสือ พิชย’ เล่าว่าในกองถ่ายจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เวลากลับบ้านจะต้องเรียกชื่อเป็นรายคนและต้องเรียกเป็นชื่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อก่อนนั้น คุณเสือไม่เชื่อเรื่องนี้ จนคุณเสือมีโอกาสได้ไปถ่ายหนังในตึกร้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หลังจากถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย คุณเสือก็พูดเหมารวมขึ้นมาว่า “ทุกคนกลับบ้านกัน” หลังจากนั้น คุณเสือก็ได้กลับบ้านตามปกติ ลักษณะบ้านจะเป็นทาวน์โฮม มีห้องน้ำอยู่ใต้บันได ตอนนั้นคุณเสือกำลังล้างหน้าอยู่ ขณะที่คุณเสือกำลังเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นเงาของใครบางคนอยู่ข้างหลัง แต่สิ่งที่แปลกคือ ไหล่ของคน ๆ นั้นอยู่เหนือหัวของคุณเสือไปอีก! แต่ตอนนั้นคุณเสือคิดว่าคงออกกองมาหลายวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้า ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเจอคือผีหรือว่าแค่ตาฝาดไป เวลาผ่านมาถึงตอนที่คุณเสือ ถ่ายภาพยนตร์ 404 สุขขีนิรันดร์..RUN RUN ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ในกองก็มีทั้งนักแสดงตัวประกอบที่แต่งตัวเป็นผี ทีมช่างเบื้องหลัง ทีมแต่งหน้าต่าง ๆ ในวันนั้นคิวของทีมนักแสดงที่เป็นผีหมดคิวแล้ว ตามธรรมเนียมจะมีการถ่ายรูปรวมกัน และจะมีผู้จัดการกองใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเรียก “ทุกคนมาถ่ายรูปรวมกัน ผีเผอ มาให้หมด” ซึ่งความหมายจริง ๆ คือทีมนักแสดงที่แต่งเป็นผี และช่างแต่งหน้า วินาทีนั้น คุณเสือก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่คุณเสือยังคิดในแง่ดีว่า ‘ทีมงานมีเป็นร้อย เขาคงไม่มาตามตัวเองหรอก’ หลังจากความคิดนั้น เวลาผ่านไปถึงเวลาเลิกกอง ในขณะที่คุณเสือกำลังเดินไปที่ลานจอดรถซึ่งเป็นลานโล่ง ๆ หน้าที่จอดรถของคุณเสือติดเซ็นเซอร์กันชน ซึ่งจะมีอยู่สองสี คือสีส้มกับสีแดง สีส้มคือห่างออกไปประมาณหนึ่ง ส่วนสีแดงคือใกล้ที่จะชนแล้ว ในตอนนั้นลานจอดรถเหลือเพียงรถของคุณเสือเพียงคันเดียว จังหวะที่คุณเสือกำลังจะถอยรถ จู่ ๆ หน้าจอเซ็นเซอร์ก็ขึ้นสีส้ม คุณเสือจึงสงสัยว่ามีอะไรขวางอยู่หรือเปล่า แต่พอมองออกไปดูก็ไม่เห็นสิ่งของหรืออะไรขวางอยู่ คุณเสือจึงเริ่มถอยรถอีกครั้ง สัญญาณก็ขึ้นเป็นสีส้มอีก จึงคิดว่า..เป็นเพราะเซ็นเซอร์อาจขัดข้อง จึงถอยหลังอีกครั้ง ครั้งนี้ สีเซ็นเซอร์เปลี่ยนจากสีส้มกลายเป็นสีแดงรอบคันและมีเสียงร้องเตือนดัง ตอนนั้นคุณเสือมีความรู้สึกว่า ‘เหมือนมีคนมายืนล้อมรถของตัวเองอยู่!’ คุณเสือจึงรีบถอยรถออกมาด้วยความคิดที่ว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก’ พอขับรถออกมาได้สักพักหนึ่ง ในขณะที่ความเร็วเริ่มมากขึ้น จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดของเบาะข้าง ๆ ก็ดัง แต่ที่แปลกคือ ที่นั่งข้างคนขับของคุณเสือไม่มีใครนั่งอยู่เลย เพราะมีแค่กระดาษบทใบบาง ๆ วางไว้ก็ไม่น่าจะทำให้เตือนขึ้นมาได้ ขณะนั้นคุณเสือเริ่มรู้สึกอึดอัด คิดว่าเขาน่าจะเข้ามาอยู่ในรถแล้ว และเสียงเตือนก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณเสือทำคือชะลอรถและหันไปคาดเข็มขัดให้เบาะข้าง ๆ เพื่อทำให้เสียงสัญญาณเตือนหายไป หลังจากนั้น คุณเสือก็ขับรถต่อไปจนถึงบ้าน คุณเสือใช้วิธีลงจากรถแล้วรีบปิดประตู โดยไม่เรียกเขาลงมาด้วย เพราะคุณเสือมีความเชื่อว่า เรียกขึ้นมาแล้วก็ต้องเรียกลงในสถานที่เดิม วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุณเสือถึงสถานที่ถ่ายทำเดิม หลังจากที่จอดรถก็เปิดประตูรถทุกบานทิ้งไว้ และพูดเชิญให้เขาลงรถไป เพื่อหวังไว้ว่าคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ จะหายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

24 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

คืนล้อมวงดื่มในหอพักมหาวิทยาลัย กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น เมื่อสังเกตว่ามีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำ ทั้งที่ในห้องมีผู้หญิงเพียงสองคน และสิ่งที่เห็น…คือกระโปรงยาวกับเท้าเปลือย ๆ หลังจากคืนนั้น ความผิดปกติเริ่มตามติดไม่หยุด ไฟถนนที่ดับไล่ตามทาง ไปจนถึงเสียงเล็บขูดหน้าต่างยามค่ำคืน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปงXเต้ย ผีเหรียญ ’ (9 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในห้องน้ำ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ ‘เบนจี้’ ยังอาศัยอยู่หอพักมหาวิทยาลัย คืนหนึ่งมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันชวนไปนั่งดื่มที่ห้อง เบนจี้จึงไปพร้อมกับรูมเมทอีกหนึ่งคน ภายในห้องมีคนนั่งล้อมวงดื่มเหล้ากันหลายคน บรรยากาศดูปกติ ไม่มีอะไรผิดสังเกตตำแหน่งที่เบนจี้นั่งอยู่เป็นจุดที่มองเห็นประตูห้องน้ำได้พอดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความผิดปกติ เบนจี้สังเกตเห็นว่า มีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำหลายครั้งเห็นแค่ระดับเท้า จึงไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเป็นรุ่นพี่คนอื่นในวง จนกระทั่งเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เดินผ่านหน้าประตูห้องน้ำ เป็นกระโปรงยาวคลุมถึงตาตุ่ม และเท้าเปลือย ๆ เบนจี้เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ เพราะในวงดื่มคืนนั้น มีผู้หญิงแค่เบนจี้กับรูมเมทเท่านั้นไม่นานนัก รุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจะไปเข้าห้องน้ำ ทั้งที่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้น เบนจี้เพิ่งเห็นเท้าคู่นั้นเดินเข้าไปแล้ว เมื่อหันไปมองอีกครั้ง…กลับเห็นเพียงพี่ผู้ชายคนเดียวอยู่ในห้องน้ำ ไม่มีใครอื่นเลย ความรู้สึกอึดอัด และกดดันเริ่มก่อตัว เบนจี้จึงขอออกไปสูดอากาศข้างนอก และรูมเมทก็เดินตามออกมา ทั้งสองไปนั่งอยู่ที่บันไดทางขึ้นหอ เบนจี้บอกกับเพื่อนว่า…“กูเห็นนะ” เพราะส่วนตัวเป็นคนที่มีเซ้นส์เรื่องลึกลับอยู่แล้วรูมเมทตอบกลับทันทีว่า ตอนอยู่ในห้องก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน พอเพื่อนถามต่อว่าเห็นเป็นยังไง ในจังหวะที่เบนจี้กำลังจะอธิบายปลายหางตากลับเห็นข้อเท้าและชายกระโปรงสีขาวแบบเดียวกับที่เห็นในห้องอยู่ด้านหลังพวกเขาร่างนั้นค่อย ๆ ย่อตัวลง จนเห็น ปลายผมสีดำยาว เหมือนกำลังโน้มตัวลงมา เพื่อฟังว่าเบนจี้จะพูดอะไรต่อเบนจี้ลดเสียงลงทันที แล้วกระซิบกับเพื่อนว่า“มันอยู่ตรงนี้…มันกำลังฟังเราอยู่”ทั้งสองนับจังหวะแล้วหันกลับไปมองพร้อมกันแต่…ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ความไม่สบายใจทำให้ทั้งคู่รีบขอตัวกลับ ระหว่างขับรถกลับหอ เบนจี้ได้แต่ภาวนาในใจว่า ขออย่าตามกลับมาเลย แต่ขณะขับรถอยู่ เบนจี้เหลือบมองกระจกข้างเห็น ไฟถนนค่อย ๆ ดับลงทีละดวง ไล่ตามหลังมาอีกเพียงเลี้ยวซ้ายเดียวก็จะถึงหอพักแต่จู่ ๆ รถกลับ ดับกลางทาง…ฝนเริ่มตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบผิดปกติ โชคดีที่มีนักศึกษาผู้ชายขับรถผ่านมา จึงช่วยสตาร์ทรถให้ จนทั้งคู่สามารถกลับหอได้อย่างปลอดภัยเช้าวันถัดมา เบนจี้ถามรูมเมทว่า “เมื่อคืนหลับสบายไหม”แต่คำตอบที่ได้คือ“สบายอะไร…ได้ยินเสียงเหมือน เล็บขูดบานเกร็ดหน้าต่างทั้งคืน”ตอนแรกเบนจี้ไม่เชื่อ จนไปดูที่หน้าต่าง และพบว่า มีรอยเล็บจริง ๆ เป็นรอยเล็กยาว คล้ายเล็บยาวขีดลากลงมา คืนนั้นเอง เบนจี้ก็เริ่มได้ยินเสียงเดียวกัน และจะได้ยินเฉพาะตอนที่ปิดไฟ เสียงนั้นเกิดซ้ำ ๆ อยู่ 2-3 คืน จนกระทั่งวันเข้าพรรษา เบนจี้ได้ไปทำบุญ และอธิษฐานบอกกับสิ่งที่ตามมาว่าขอมอบบุญทั้งหมดในวันนี้ให้ ขอให้กลับไปอยู่ที่เดิมและอย่าตามมาอีกหลังจากวันนั้น…ก็ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเอฟ ‘หอเฮี้ยน ย่านลาดกระบัง’ I อังคารคลุมโปง X เอฟ พงศ์พิทักษ์ [ 14 พ.ค. 2567]

18 พ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเอฟ ‘หอเฮี้ยน ย่านลาดกระบัง’ I อังคารคลุมโปง X เอฟ พงศ์พิทักษ์ [ 14 พ.ค. 2567]

เรื่องนี้ ‘เอฟ พงศ์พิทักษ์‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(14 พฤษภาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘หอเฮี้ยน ย่านลาดกระบัง’ เรื่องราวสุดเฮี้ยนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย คุณเอฟเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 ตอนนั้นเป็นช่วงสอบ นักศึกษาส่วนใหญ่มักจะมารวมตัวเพื่อติวหนังสือกัน แต่คุณเอฟเเรียนไม่ค่อยทัน จึงให้เพื่อนคนหนึ่งมาติวให้ส่วนตัวที่หอ การติวหนังสือเป็นไปอย่างปกติ แต่หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่สมาธิเริ่มหลุด เพราะเครียดเกินไป จึงใช้เวลาพักคุยเล่นกัน 5-10 นาที แต่พอคุยกันไปกันมา จับพลัดจับผลูคุยกันเรื่องผีเสียอย่างนั้น เพื่อนคุณเอฟที่ชื่อ ‘เอ’ (นามสมมติ) ถามว่า “มึงเคยเจอผีที่หอนี้ป่ะ” คุณเอฟตอบว่า “ก็ไม่เคยเจอนะ เคยมีบ้างที่รู้สึกเหนื่อย กึ่งหลับกึ่งตื่น คล้ายกับอาการผีอำ แต่ก็คิดไปในทางวิทยาศาสตร์ว่าอาจจะเหนื่อยทำให้เกิดอาการแบบนี้” เมื่อเอได้ยินดังนั้น เอก็พูดขึ้นมาว่า “มึงอยากลองดีป่าว มีสถานที่ให้ลองได้นะ” คุณเอฟก็บอกว่า “ไม่อยาก” เพราะรู้สึกกลัว แต่ในใจก็อยากรู้อยากเห็น จึงบอกเพื่อนว่า “เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย” คุณเอจึงเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่หอนอกบริเวณลาดกระบัง (ณ ปัจจุบันคุณเอฟก็ไม่ทราบว่าหอนี้ยังอยู่ที่เดิมหรือไม่) ในช่วงกีฬาสีของมหาวิทยาลัย ตอนนั้นคุณเอไม่มีหอพัก จึงไป-กลับจากบ้าน หากมีกิจกรรมหรือมีสอบ คุณเอก็จะขอมานอนที่หอเพื่อน วันนั้นเวลาประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม คนอื่นไปทำงานกันหมด แต่คุณเอทำเสร็จแล้ว จึงอยู่หอ พักผ่อน เล่นเกมไปเรื่อย ระหว่างที่เล่นมือถืออยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” คุณเอหันไปดูแล้วมองตาแมว ก็ไม่มีอะไรอยู่หน้าห้อง เปิดประตูไปเช็คก็ไม่มี ในใจก็คิดว่า ‘อาจจะเป็นห้องข้าง ๆ หรือเปล่า’ ที่คิดแบบนั้นเพราะมีห้องพักติดกันหมด ก็มีสิทธิ์ที่จะได้ยิน คุณเอจึงกลับมานั่งที่เดิม ผ่านไปไม่กี่นาที ก็ได้ยินเสียงอีกครั้งเป็นเสียงเคาะเหมือนเดิม รอบนี้แรงกว่าเดิมด้วย “ปึ้ก ปึ้ก ปึ้ก!” คุณเอมองไปที่ตาแมว แต่ก็ไม่มีอีกแล้ว จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์นี้อีก 2 รอบ รวมเป็น 4 รอบ แม้คุณเอจะไม่เชื่อเรื่องผี แต่ในใจก็แอบกลัวอยู่ หลังจากโดนรบกวนหลายครั้ง คุณเอก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญ จึงอยากพิสูจน์ว่ามีคนแกล้ง หรือเป็นเสียงจากห้องข้าง คิดได้ดังนั้น คุณเอก็กำลูกบิดประตูไว้ กะว่าถ้ามีเสียงอีกจะเปิดประตูทันที ไม่นานเสียงเคาะก็มา รอบนี้เคาะจนประตูลูกบิดสั่น แต่พอเปิดประตูออกไป กลับไม่มีอะไรอยู่เลย! คุณเอคิดว่าถ้าเป็นห้องอื่น ประตูเราจะต้องไม่สั่น แต่ประตูกลับสั่นตามจังหวะเคาะ คุณเอรู้สึกแปลกใจจึงปิดประตู แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นกลับไปที่เตียง แต่เปิดประตูห้องน้ำแง้มเอาไว้ คุณเอไม่อยากคิดอะไรแล้วจึงรีบเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องไปทำงาน พอกำลังจะขึ้นเตียง เสียงเคาะก็มาอีก 2 รอบ คุณเอพยายามเมินเสียงนั้น แต่กลับทวีความรุนเเรงเพิ่มขึ้น แล้วยังมีเสียงน้ำจากอ่างล้างมือในห้องน้ำที่เปิดประตูเเง้มไว้ เหตุการณ์เริ่มแปลกขึ้นเรื่อย ๆ จนคุณเอทนไม่ไหว แต่ก็พยายามข่มตาไม่สนใจ ฟังเพลงไป ปกติแล้วหากประตูห้องนั้นปิด ตัวกลอนจะเข้าล็อคและมีเสียง “แกร๊ก” ซึ่งตอนนั้นคุณเอเปิดแง้มไว้เพื่อให้อากาศถ่ายเท หลังจากได้ยินเสียงน้ำไหลสักพักก็ได้ยินเสียง “แกร๊ก” เหมือนประตูปิดเอง! คุณเอได้ยินก็รีบพุ่งไปที่ประตู สิ่งที่สังเกตุเห็นคือประตูห้องน้ำ มันปิดสนิท! เขาก็พยายามคิดว่าอาจจะเป็นเพราะลม หรือเพราะประตูห้องอื่นปิดแรงจนประตูของเราปิดไปด้วย แต่ในตอนนั้นไม่มีลมเลย คุณเออยู่ไม่ได้จึงออกจากห้องไป ส่วนน้ำค่อยกลับมาปิดตอนเช้า เหตุการณ์ต่อมา ยังอยู่ในช่วงกีฬาสีเพื่อนในกลุ่มคุยกันเรื่องที่นอน สรุปคือได้ผู้กล้า 4 คน ไปนอนที่เตียงใหญ่ เป็นหมอนเรียงกันกับผ้าห่มผืนใหญ่ ซึ่ง 1 ในนั้นก็มีคุณเอฟอยู่ด้วย แต่เขาไม่ได้ไป คุณเอที่ติวหนังสือให้จึงไปแทน ซึ่งคุณเอนอนริมซ้ายสุดแล้วก็เรียงกันอีก 3 คน หลังจากนอนไปสักพักก็เริ่มเคลิ้มหลับ แต่คุณเอรู้สึกเหมือนโดนดึงผ้าห่ม เขาคิดว่าเพื่อนแกล้ง เลยดึงกลับมา เป็นแบบนี้อยู่ 3 รอบ คุณเอเริ่มโมโหจึงดึงกลับมาแรง ๆ แล้วกำผ้าห่มไว้ แต่ปรากฎว่าโดนกระชากผ้าห่มลงมาครึ่งตัว! คุณเอลุกขึ้นมา มองอีก 3 คนที่นอนอยู่ ปรากฎว่าทุกคนทำท่ายกมือขึ้นสองข้างเหมือนกำลังบอกว่า พวกเราไม่ได้เป็นคนดึง แล้วหางตาของเอก็เห็นอะไรดำ ๆ อยู่มุมเตียง เขารีบหันไปมองก็เห็นเงาผู้หญิง ดำ ๆ ผอม ๆ ผมปิดหน้า เอามือดึงผ้าห่มช้า ๆ อยู่ ในตอนนั้นทุกคนตะลึงกันหมด จากนั้นก็มีเสียงก็ทุบตู้ไม้ “ตึก ตึก ตึก ตึก” หางตาคุณเอเห็นตรงตู้เห็นเป็นเหมือนเท้าเด็ก เห็นเป็นกุมารทองไม่มีหน้า แต่มีรอยยิ้มแล้วนั่งเอาส้นเท้าเคาะตู้อยู่! พอเห็นอย่างนั้น ทุกคนวิ่งหนีกระเจิง ไม่มีใครอยู่ต่ออีกเลย หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีใครค้างหอนี้จนหมดสัญญา อาจจะเข้าไปเอาของตอนกลางวันบ้าง เพราะทุกคนกลัวหมด และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าหอนี้มีประวัติอะไร ทำไม…จึงมีผู้หญิงและกุมารทองอยู่ที่นี่(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณปอนด์ ‘ตู้คอนเทนเนอร์’ l อังคารคลุมโปง X บอย ฉีดปลวก [ 10 มิ.ย.2568 ]

18 มิ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณปอนด์ ‘ตู้คอนเทนเนอร์’ l อังคารคลุมโปง X บอย ฉีดปลวก [ 10 มิ.ย.2568 ]

‘คุณปอนด์’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นได้ไปรื้อถอนโรงงานเก่า ทำให้เขาต้องเจอเรื่องราวสุดหลอน เกี่ยวกับวิญญาณที่ตายอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (10 มิถุนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตู้คอนเทนเนอร์’ ที่ใครได้ฟังก็ต้องขนลุกไปตามกัน! คุณปอนด์ทำธุรกิจรับรื้อถอนโรงงานเก่า วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อจากนายหน้ารายหนึ่ง ให้ไปทำการรื้อโรงงานร้างในกรุงเทพฯ ที่ถูกปิดทิ้งร้างมานานกว่า 3-4 ปี เมื่อถึงวันนัด คุณปอนด์ก็จัดทีมพร้อมรถไปที่หน้างานตามปกติ โดยเริ่มลงมือรื้อถอนช่วงเช้า ทุกอย่างก็ดูจะเป็นไปด้วยดี แต่ช่วงพักเที่ยง จู่ ๆ รถขนของที่เพิ่งซื้อมาใหม่กลับสตาร์ทไม่ติด ทั้ง ๆ ที่ยังซื้อมาไม่นาน ช่วงประมาณหนึ่งทุ่ม ฝนเริ่มโปรยลงมา ปัญหาคือ หลังคาโรงงานที่คนงานรื้อไปหมดแล้ว ทำให้ไม่มีที่หลบฝน ทุกคนวิ่งหาที่หลบฝน จนมาเจอกับตู้คอนเทนเนอร์ใบหนึ่ง จึงพากันเข้าไปหลบฝน และกินอาหารเย็นกันข้างใน อาหารมื้อนั้นคือส้มตำกับข้าวเหนียว คนงานนั่งล้อมวงกันปั้นข้าวเหนียวกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ยกเว้น ‘เจ้าขัน’ หนึ่งในคนงานที่ดูมีท่าทีแปลก ๆ คุณปอนด์สังเกตว่า เจ้าขันพยายามจะปั้นข้าวเหนียวเข้าปากหลายรอบ แต่ข้าวกลับหล่นทุกครั้ง จนคุณปอนด์อดแซวไม่ได้ “วันนี้สงสัยจะทำงานหนัก ขนาดปั้นข้าวยังไม่มีแรงเลย” ทันใดนั้น เจ้าขันหยิบข้าวเหนียวปั้นโยนเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ แล้วพูดเสียงแข็งว่า “จะกินก็กินดี ๆ ทำไมต้องแย่งจากปากด้วย?” คำพูดนั้นทำเอาทั้งวงเงียบกริบ ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ และในคืนนั้นเองเวลาประมาณสี่ทุ่ม คุณปอนด์ได้รับสายจาก ‘ตี๋’ ลูกน้องอีกคนโทรมาบอกว่า “รถชนเสาไฟหน้าบ้าน อยู่ดี ๆ ก็เห็นเสาไฟฟ้าอยู่ด้านหน้า แล้วรถมันก็ไหลไปชน” คุณปอนด์ฟังแล้วก็แปลกใจ เพราะตี๋เป็นคนขับรถระมัดระวังมาก ตีสี่กว่า สายโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นข่าวว่าเจ้าขันขับรถไปชนที่ด่านจ่ายเงินมอเตอร์เวย์ โชคดีไม่มีใครบาดเจ็บ แต่สองอุบัติเหตุภายในคืนเดียวทำให้คุณปอนด์เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ รุ่งเช้าเขากลับมาที่ไซต์งานเพื่อตรวจดูว่ามีอะไรต้องเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม หนึ่งในสิ่งที่เหลืออยู่คือ ตู้คอนเทนเนอร์ คุณปอนด์จึงเรียกรถเครนมายกตู้ไป แต่ไม่ว่าจะใช้แรงเท่าไหร่ตู้ก็ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว คิดว่าอาจจะมีของหนักอยู่ในตู้ จึงให้คนงานช่วยกันเปิดรื้อของข้างในออกทั้งหมด แต่เมื่อเปิดฝ้าภายในตู้ออกมา ทุกคนต้องชะงัก... บนฝ้าเต็มไปด้วยสายสิญจน์เก่า ๆ เขียนอักขระแปลกตาคล้ายอักษรขอมสีแดง พอผู้จัดการเห็นดังนั้นก็รีบไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียนมาไหว้ในทันที แต่คุณปอนด์ที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้ก็ยังดื้อดึง เรียกรถเครนมาเพิ่มอีกคัน... แต่ตู้ก็ยังไม่ขยับ สุดท้ายเขาตัดสินใจทิ้งตู้ใบนี้ไว้ไม่แตะอีก ต่อมาได้ลองสอบถามคุณป้าคนหนึ่งที่อาศัยอยู่แถวนั้น ป้าเล่าว่า... “ตู้ใบนั้นน่ะ เมื่อก่อนเคยมีคนงานอยู่ข้างใน เป็นพ่อแม่ลูกกัน แต่เกิดอะไรบางอย่างไม่รู้... เสียชีวิตกันหมดทั้ง 3 คน ข้างในตู้นั่นแหละ” คำพูดของคุณป้าทำให้คุณปอนด์นึกถึงคืนวันแรกที่รื้อของมาวางไว้หลังบ้านพักคนงาน มีลูกน้องคนหนึ่งมาบอกว่า ฝันเห็นคน 3 คนมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง หลังจากเหตุการณ์นั้น คุณปอนด์ก็ทิ้งตู้คอนเทนเนอร์นั้นไว้และไม่มีใครแตะต้องมันอีก(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-