3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

อังคารคลุมโปง RECAP

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

01 มี.ค. 2024

        เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณโก้’ ที่ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 กุมภาพันธ์ 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวคุณโก้ตอนที่ขับรถไปรับผู้โดยสาร เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! 

เรื่องที่หนึ่ง

        คุณโก้เคยทำอาชีพไรด์เดอร์ส่งอาหาร หลังจากเกิดอุบัติเหตุก็เปลี่ยนจากขับมอเตอร์ไซค์มาขับรถยนต์รับ-ส่งคนแทน วันหนึ่ง คุณโก้ได้ขับรถจากจังหวัดปราณบุรีกำลังจะเข้าหัวหิน ระหว่างทางได้เจอพระรูปหนึ่งกำลังเดินอยู่ข้างทาง คุณโก้จึงจอดรถแล้วถามพระว่า “หลวงพี่จะไปหัวหินหรือเปล่า ผมกำลังจะเข้าหัวหิน เดี๋ยวผมไปส่งถึงวัดเลย จะได้ไม่ต้องเดินเหนื่อย” หลังจากพูดคุยกันเสร็จ หลวงพี่ก็เปิดประตูด้านหลังแล้วก็ขึ้นไปนั่งข้างซ้าย

        ตลอดการเดินทาง พระท่านสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้คุณโก้รู้สึกสงสัย เพราะปกติคุณโก้ก็ไม่เคยรับผู้โดยสารที่เป็นพระมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรจนกระทั่งถึงวัด หลวงพี่ก็ได้เปิดประตูลงจากรถจากนั้นก็ชะโงกหน้าเข้ามาในรถแล้วพูดว่า “โยม โยมที่มากับเขาเนี่ย ลงมาเถอะไม่ต้องตามเขาไป ไม่ต้องจองเวรจองกรรมอะไรกับเขา เขาเป็นคนดี ลงมาอาตมาขอบิณฑบาตนะโยม” จากนั้นหลวงพี่ก็ปิดประตูรถแล้วเดินจากไป ทิ้งคุณโก้ให้อยู่กับความสงสัยคนเดียวในรถ แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ลงไปถามว่าหลวงพี่พูดอะไร พูดกับใคร

        นอกจากนี้ พี่แจ็คยังได้สอบถามคุณโก้ว่า “ก่อนหน้านั้นตอนที่อยู่บนรถคุณโก้มีความรู้สึกแปลก ๆ อะไรบ้างไหม” แต่คุณโก้ก็ไม่ได้มีอาการอะไร ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร คุณโก้จึงวิเคราะห์กับพี่แจ็คเล่น ๆ ว่า เป็นเพราะคุณโก้อัธยาศัยดี เวลาที่ผู้โดยสารขึ้น คุณโก้ก็จะพูดว่า “เชิญคร้าบ!” อาจจะมีสิทธิ์เป็นไปได้ที่จะมีวิญญาณขึ้นมาด้วย

เรื่องที่สอง

        หลังจากวันนั้นเวลาผ่านไปไม่นาน คุณโก้ได้ไปรับผู้โดยสาร เมื่อไปยังจุดหมายที่จะรับผู้โดยสาร คุณโก้ก็เห็นมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน คนแรกเป็นผู้สูงอายุ คนที่สองเป็นผู้ชายวัยกลางคน คนที่สามเป็นผู้หญิงวัยกลางคน และคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงอายุไม่มากเท่าไร ทั้งหมดขึ้นมาบนรถ โดยที่น้องผู้หญิงขึ้นมาก่อน และตามด้วย ชาย-หญิง วัยกลางคน แต่คุณป้าคนแก่ไม่ได้ขึ้นมาด้วย คุณโก้เข้าใจว่าอาจจะมายืนส่งขึ้นรถ จุดที่น่าสังเกตคือทั้ง 3 คนที่ขึ้นมาใส่ชุดดำหมดเลย แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ขับรถไปเรื่อย ๆ จนถึงที่หมาย ชายวัยกลางคนเปิดประตูลงไปก่อน ผู้หญิงลงตาม คุณโก้เช็คในแอปฯว่าจ่ายเงินแล้ว จึงกดเสร็จสิ้นการรับส่งในครั้งนี้ จากนั้นผู้โดยสารก็ปิดประตูแล้วคุณโก้ก็ขับรถออกไป

        คุณโก้ขับไปได้ยังไม่ถึง 1 กิโลเมตร ก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงร้องไห้มาจากเบาะข้างหลัง เขามองกระจกหลังและสิ่งที่เห็นคือ เด็กผู้หญิงผมสั้นนั่งกอดเข่าพิงเบาะรถมองออกไปนอกหน้าต่าง คุณโก้พยายามถามว่า “น้องทำไมถึงไม่ลง แล้วพี่ต้องทำยังไง จะให้ไปกลับไปส่งไหม” น้องผู้หญิงร้องไห้สะอื้นแล้วก็บอกว่า “กลับ ไป” คุณโก้ตอบกลับไปว่า “พี่ต้องกลับไปส่งน้องใช่ไหมเนี่ย มันเสียเวลาพี่นะ พี่ต้องทำมาหากินด้วยนะเนี่ย” แต่คุณโก้ก็กลับไปส่ง

        พอถึงที่หมาย ผู้ชายวัยกลางคนก็เปิดประตูรถแล้วพูดว่า “รู้ได้ยังไงเนี่ย ว่าผมลืมของไว้ ผมกำลังแจ้งที่ศูนย์เลยว่าช่วยตามรถให้หน่อย ผมลืมของไว้” แล้วคุณโก้ก็บอกว่า “ยังไม่มีใครแจ้งผมเลย ผมมาเอง ก็พี่ลืมน้องไว้” ผู้โดยสารอึ้งแล้วก็เข้ามาหยิบของออกไป แล้วก็บอกว่า “มาคุยกับผมก่อน” คุณโก้จึงลงจากรถ ผู้ชายคนนั้นก็ถามว่า “น้องคืออะไร” คุณโก้ตอบไปว่า “ก็พี่ขึ้นมา แล้วก็น้องขึ้นมา แล้วตอนลงไปผมก็นึกว่าลงไปหมดแล้ว เนี่ยผมก็วนมาส่ง” ผู้ชายคนนั้นจึงเปิดถุงกระดาษที่ลืมไว้แล้วบอกว่า “เนี่ย น้องผมอยู่ในนี้” ในถุงกระดาษนั้นมีตลับใส่อัฐิไว้ แล้วก็พูดอีกว่า “น้องเสียไปนานแล้ว คนที่ดูแลอัฐินี้ตลอดคือแม่ผม แล้วก็เมื่อ 2 วันก่อนแม่ผมเพิ่งเสีย” คุณโก้ตกใจจึงพูดว่า “เดี๋ยวนะ แม่เพิ่งเสีย ใช่ป้าที่มาส่งแล้วแต่งตัวแบบนี้ ใช่ไหม” ชายคนนั้นบอกว่า “ใช่ นั่นคือชุดสุดท้ายที่ผมใส่ไปในโลงให้กับคุณแม่ผม” พี่แจ็คก็ได้สอบถามว่า “แล้วหลังจากนั้นทำยังไง เพราะตอนนั้นก็ประมาณ 3 ทุ่ม แล้วต้องขับรถกลับจากหัวหินไปปราณบุรี” คุณโก้บอกว่า “ก็เปิดรายการผีฟัง” พี่แจ็คจึงถามว่า “แล้วกลับได้ใช่ไหม” คุณโก้ตอบกลับว่า “มันก็ต้องได้แหละ เพราะยังไงผมก็ต้องกลับ”

เรื่องสุดท้าย

        วันหนึ่ง คุณโก้ขับรถจนถึงช่วงกลางคืน มีคนเรียกให้ไปรับตามปกติ พอไปถึงก็มีผู้หญิงวัยกลางคน เปิดประตูขึ้นมานั่งอยู่ด้านหลังฝั่งซ้าย วันนั้นคุณโก้ขับรถมาทั้งวันจึงรู้สึกอ่อนเพลีย สักพักก็รู้สึกว่าด้านหลังเบาะเหมือนมีอะไรดันอยู่ตลอด คุณโก้คิดว่ารถคงสะเทือน จากนั้นก็มีความรู้สึกว่าที่พิงเบาะข้างหลังเหมือนมีมือเล็ก ๆ เย็น ๆ ลูปที่คอ คุณโก้จึงเอาปกคอเสื้อขึ้นมาบังไว้แล้วก็ขับรถต่อ

        ผ่านมาสักพัก เหมือนมีลมมาเป่าที่หูซ้ายที ขวาที แล้วคุณโก้ก็ได้พูดออกมาว่า “อะไรวะเนี่ย!” ผู้โดยสารจึงกระแอมขึ้นมา แล้วทุกอย่างก็หยุดแล้วหายไป แม้คุณโก้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่เขาก็ขับรถต่อไป รถคุณโก้เป็นรถ 7 ที่นั่ง จึงพับเบาะหลังไว้เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ใส่กระเป๋าผู้โดยสาร คุณโก้มองกระจกหลังแล้วเห็นเด็กนั่งหันหลังแล้วขย่มรถอยู่! แต่รถคุณโก้ไม่ได้ขยับตาม คุณโก้ตกใจจึงจอดรถแล้วกำลังจะหันไปถามผู้โดยสาร แต่ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาก่อนว่า “พี่ขับไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” คุณโก้รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ แน่นอน เมื่อถึงที่หมาย ผู้หญิงคนนี้ก็เปิดประตูแล้วพูดว่า “ ถ้าขับรถแล้วง่วงอะ อันตรายนะ นอนหลับให้เพียงพอ ที่พี่เห็นอะลูกหนูเอง” จากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็ลงจากรถปิดประตูแล้วก็ไปเลย คุณโก้ก็คิดในใจว่า สิ่งที่มาด้วยน่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่เธอเลี้ยงไว้ แล้วก็พามาด้วย สิ่งที่เขาทำ (ขย่มรถให้สะเทือน) น่าจะเป็นเพราะคุณโก้ง่วง จึงมาทำให้มีสติเพื่อที่จะให้แม่ของเขาปลอดภัย

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

09 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบท้าผี ด้วยความเชื่อว่า “ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่” ก่อนจะบุกเข้าไปในบ้านร้างที่เคยเป็นตำหนักทรงเจ้าสถานที่ซึ่งเคยเกิดคดีฆาตกรรมสุดสยอง วิญญาณหญิงสาวผู้ถูกแขวนคอไม่เคยไปไหน และคืนที่พวกเขาเข้าไปทำให้กลายเป็นคืนสุดท้ายของหลายชีวิต… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า’ (2 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ล่า ท้า ตาย’ ‘คุณต้น สาลิกาผี’ ได้เล่าเรื่องราวของผู้ชายชื่อว่า ดอน ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน… สมัยนั้นกลุ่มของดอนเป็นพวกที่ชอบ ล่า ท้า ผี ไปตามบ้านร้างสถานที่แปลก ๆ เพื่อพิสูจน์ว่า “ผีไม่มีจริง” พวกเขามีสโลแกนกันว่า“ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่”หลังพ้นช่วงลอยกระทงปลายปี เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกว่ามีสถานที่ใหม่ที่อยากให้ไปลอง เป็นสำนักร้างที่คนเล่าว่า เฮี้ยนสุด ๆ สถานที่ตรงนั้นเดิมเป็นที่ดินเปล่า ก่อนจะมีครอบครัวหนึ่งมาเช่า และสร้างเป็นตำหนักคล้ายสำนักเจ้าทรง ช่วงแรกมีคนแห่เข้ามาไม่ขาดสาย จึงมีการจ้างแรงงานมาสร้างต่อเติมเพิ่มซึ่งมีคนงานชาวพม่าชาย 2 คน ได้ลงมือข่มขืนคนงานหญิงชาวพม่าคนหนึ่ง ก่อนจะจับเธอ ‘แขวนคอทั้งที่ยังมีชีวิต’ แล้วจัดฉากให้เหมือนฆ่าตัวตาย หลังจากวันนั้น… สถานที่แห่งนี้เริ่มกลายเป็นที่ต้องห้ามคนที่ตั้งใจจะไปทำพิธี มักขับรถหลงทาง บางคนรถตกน้ำ บางคนไปถึงหน้าบ้านกลับเห็นร่างผู้หญิงแขวนคอห้อยอยู่ตรงหน้า จนสุดท้ายคนไม่เข้ามาอีก สำนักขาดรายได้เจ้าของบ้านพยายามขาย แต่ไม่มีใครกล้าซื้อ จึงนิมนต์หลวงพ่อมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์แต่ระหว่างพิธี…ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามาทั้งบ้านหลวงพ่อที่นั่งสวดมนต์อยู่ จู่ ๆ ก็ ‘นิ่งไป’ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปหยิบเชือกและพยายามจะ…แขวนคอตัวเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคล้ายภาษาพม่า คนในบ้านแตกตื่น ช่วยกันยื้อจนหลวงพ่อได้สติ ก่อนจะรีบหนีกลับวัดทันที และไม่กลับมาอีกเลย บ้านหลังนี้จึงถูกปล่อยร้าง… แบบที่ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปอีก สามเดือนถัดมา… กลุ่มของดอนรู้ข่าว และตัดสินใจไปพิสูจน์ คืนวันนั้นพวกเขาไปกัน 5 คน ผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 1 คน พอไปถึง พวกเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว และพูดทิ้งท้ายไว้ว่า‘ไม่เห็นมีอะไรเลย เสียเวลาเปล่า’กลุ่มของดอนกำลังจะถอดใจกลับ…แต่จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งปั่นจักรยานเข้ามา หน้าตาดูอายุไล่เลี่ยกัน เขาพูดขึ้นว่า‘พี่จะกลับแล้วเหรอ…เข้าไปข้างในยังล่ะ?’ ทุกคนส่ายหน้า…ชายหนุ่มคนนั้นล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามันคือ เชือก เพื่อนของดอนถามติดตลกแต่เสียงสั่น‘อย่าบอกนะ…ว่าเป็นเชือกที่ใช้แขวนคอ?’ ชายคนนั้นไม่ตอบแค่หันหลัง แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ทำให้พวกเขาทั้งหมดเดินตามเข้าไป ระหว่างเดินชายคนนั้นพูดขึ้นมาเสียงเรียบ ๆ ว่า‘ผมเอง…ที่เป็นคนเจอศพคนแรก’‘…แล้วก็เป็นคนเอาศพลงมา’มีคนถามต่อทันที‘แล้วเอาเชือกมาไว้ทำไม?’คำตอบที่ได้คือ‘เห็นมูลนิธิเอาแต่ศพ…เชือกเลยไม่มีใครเก็บ ผมก็เลยเก็บไว้’เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะพาทุกคนเดินลึกเข้าไปในบ้านร้าง บรรยากาศข้างในเงียบผิดปกติไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดจนเพื่อนของดอนถามขึ้นว่า‘แล้วตรงไหนที่เขาแขวนคอตัวเอง?’ชายหนุ่มคนนั้นค่อย ๆ หันมาแล้วเงยหน้ามองไปที่เพดานทุกคนเงยหน้าตามและทันทีที่สายตาไปถึง พวกเขาเห็นร่างผู้หญิงลิ้นจุกปาก กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเชือกก่อนที่ร่างนั้นจะตกลงมาต่อหน้าทุกคน เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น เชือกค่อย ๆ รัดแน่น ลูกตาถลนออกจากเบ้า… ทุกคนแตกกระเจิง วิ่งหนีคนละทิศละทางแต่เมื่อรวมกลุ่มกันได้อีกครั้ง พวกเขาเพิ่งรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้น หายไป ขณะที่กำลังวิ่งหาทางออก ไฟฉายของใครคนหนึ่งส่องขึ้นไปบนเพดานอีกครั้งสิ่งที่เห็นคือ…ชายหนุ่มคนนั้น ถูกแขวนคออยู่และมีร่างของผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้านหลังมือของเธอกำลัง ‘กระชากเชือก’ ให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆทุกคนกรีดร้องและวิ่งหนีออกจากบ้านได้สำเร็จแต่ก่อนจะขึ้นรถ…พวกเขาได้ยินเสียงชายคนนั้นดังตามมาเบา ๆ‘น่ากลัวไหมล่ะ…’‘ผมบอกพวกพี่แล้ว…ว่ามันน่ากลัว’น้ำเสียงนั้น…เหมือนคนที่กำลังจะขาดใจตาย ระหว่างขับรถหนี ตามสองข้างทางที่มีต้นไม้ทุกคนเห็นร่างของ ‘ผู้หญิง’ และ ‘ชายหนุ่มคนนั้น’ ห้อยตัวลงมาทีละต้น ภาพที่เห็นดิ้นทุรนทุราย จนทำให้คนขับเสียหลักรถพุ่งตกข้างทางคืนนั้น…มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เจ้าหน้าที่พบว่าศพทุกคนมีรอย ‘เชือก’ ที่ลำคอ ผู้หญิงที่รอดชีวิตมาได้เหลือสภาพเกือบเป็นอัมพาต และต่อมาไม่นาน ขณะที่เธอกำลังข้ามถนนไปซื้อของมีรถฝ่าไฟแดงชนเธอเสียชีวิตคาที่เวลาต่อมา…ความจริงก็ถูกเปิดเผย ชายหนุ่มที่พวกเขาพบในบ้านคือ ‘คนงานชาย’ ที่เป็นคนข่มขืนผู้หญิงคนนั้นและเป็นคน ‘จัดฉากแขวนคอ’ จากนั้นโทรแจ้งตำรวจเอง หลายวันต่อมา เขาเริ่มถูกผีหลอกอย่างหนักจนเสียสติสุดท้ายกลับไปแขวนคอตายที่บ้านหลังเดิม หลังจากเหตุการณ์นั้น ดอนยังมีชีวิตอยู่… แต่ทุกคืนเขามองเห็นร่างเพื่อน ๆ ของเขาชายหนุ่มคนนั้น และผู้หญิงพม่าคนนั้น… แขวนคออยู่บนเพดานบ้าน บางคืน เขาลุกขึ้นมาละเมอพยายามใช้เชือกผูกคอตัวเองดีที่ครอบครัวช่วยไว้ทันสุดท้าย… ดอนตัดสินใจ “บวช”และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวิญญาณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

24 พ.ย. 2023

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

ระหว่างทางไปน้ำตกเผลอนอนหลับในรถ จึงฝันเห็นเหตุการณ์​คนเสียชีวิตในสถานที่ที่กำลังจะไป ปรากกฎว่า พอไปถึง.. เหตุการณ์เหมือนในฝันดันเกิดขึ้นจริง! เรื่องนี้ ‘NICECNX’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตัวตายตัวแทน’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! คุณไนซ์เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทีมงานใกล้ตัว นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคุณไนซ์พอสมควร เพราะทุกคนล้วนเคยเกิดเหตุการณ์ ‘เดจาวู’ แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่หนึ่งถือว่าแรงมาก ๆ เพราะพอเดจาวูเสร็จ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริงในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมา เรื่องมีอยู่ว่าในตอนเด็ก พ่อกับแม่พาพี่หนึ่งไปเที่ยวน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีหลายชั้น ซึ่งในน้ำตกจะมีชั้นนึงที่เป็นวังน้ำวน พี่หนึ่งชอบไปเล่นที่ชั้นนี้มาก ขณะเดินทางไปน้ำตก ด้วยความเป็นเด็กจึงนอนหลับในรถตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า พอไปถึงน้ำตก กำลังจะลงเล่นน้ำ คนที่อยู่บริเวณนั้นอย่างพ่อค้าแม่ค้าวิ่งแตกตื่นกันมา พ่อกับแม่จึงถามไปถามคนแถวนั้นว่า “เกิดอะไรขึ้น อันนี้น้ำตกเปิดตามปกติรึเปล่า?” พ่อค้าแม่ค้าก็ตอบว่า “มีเด็กผู้หญิงจมน้ำ ไม่รู้เสียชีวิตรึเปล่า เพราะยังหาร่างไม่เจอ หากันมาเป็นชั่วโมงแล้ว อาจจะไม่รอดแล้วมั้ง” จากนั้นในฝันก็ตัดภาพเห็นพี่หนึ่งถึงน้ำตก เดินงัวเงียลงจากรถเพราะพึ่งตื่น เป็นจังหวะที่เขากู้ศพขึ้นมาพอดี พี่หนึ่งจึงชะเง้อดู เห็นเป็นเด็กผู้หญิงหน้าหมวย ใส่ชุดแขนสั้นสีฟ้า ผมประบ่า เป็นศพที่ถูกกู้ขึ้นมาจากในน้ำ จนในที่สุดก็สะดุ้งตื่น เป็นจังหวะเดียวกับรถใกล้จะถึงน้ำตกพอดี พอรถจอด พ่อกับแม่ก็ลงไปจากรถ แล้วคนก็วิ่งแตกตื่น แล้วหลังจากนั้นก็มีการพบศพคนเสียชีวิตเหมือนกับในฝัน! นั่นเป็นเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกที่หนึ่งไม่เคยลืม นอกจากนี้ คุณไนซ์ยังเสริมอีกว่า จริง ๆ แล้วตอนแรกน้ำตกมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง แต่พอมีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตซ้ำเยอะ ๆ เขาจึงตั้งชื่อตามและเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ในมุมหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานที่อันตราย แต่ว่าถ้าลองมุมอีกมองอาจจะเป็นการหาตัวตายตัวแทนก็เป็นได้...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

หนุ่มกระตุกทั้งคืน! เมื่อไปนอนรีสอร์ทใกล้วัด คืนนั้นเห็นคนมาป้วนเปี้ยนที่หน้าห้อง แต่พอลุกไปดู ร่างนั้นก็หายวับไป! ซ้ำยังโดนกระตุกข้อเท้าทั้งคืนจนนอนไม่ได้! ตื่นเช้ามาก็เจอรอยมือปริศนาอีก!!

01 ธ.ค. 2023

หนุ่มกระตุกทั้งคืน! เมื่อไปนอนรีสอร์ทใกล้วัด คืนนั้นเห็นคนมาป้วนเปี้ยนที่หน้าห้อง แต่พอลุกไปดู ร่างนั้นก็หายวับไป! ซ้ำยังโดนกระตุกข้อเท้าทั้งคืนจนนอนไม่ได้! ตื่นเช้ามาก็เจอรอยมือปริศนาอีก!!

หลอนตั้งแต่ทางเข้า เมื่อเข้าพักในรีสอร์ท แต่กว่าจะเจอต้องผ่านเข้าไปในวัดก่อน! เรื่องหลอนนี้มาจาก ‘คุณโจ’ สายที่โทรเข้ามาในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤศจิกายน 2566) บอกเลยว่าหลอนจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนหัวลุก! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ปิดไฟแล้วไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปลายเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณโจจะต้องไปแข่งกีฬาในจังหวัดนครนายก จึงตัดสินใจขับรถไปกับแฟน และจองรีสอร์ทแห่งหนึ่งไว้ พอได้เวลาออกเดินทางก็ตั้งค่า GPS ไปรีสอร์ทนี้ จนประมาณ 6 โมงเย็น บน GPS ก็ขึ้นว่า อีกประมาณ 200 เมตร จะถึงรีสอร์ทให้เลี้ยวซ้าย แต่ในเส้นทางที่ไป รอบ ๆ ข้างนั้น ก็ไม่มีวี่แววที่จะเป็นซอยให้เข้าไปเจอรีสอร์ทได้เลย คุณโจก็ขับไปเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เปลี่ยวอะไรมาก พอถึงจุดที่ต้องเลี้ยวซ้ายก็ต้องทำให้คุณโจแปลกใจ เพราะว่ามันเป็นทางเข้าวัด! ซึ่งมันเป็นเส้นทางร่วม ก่อนจะถึงรีสอร์ทต้องผ่านวัดนี้เข้าไปก่อน คุณโจจึงเลี้ยวเข้าไป เมื่อเลี้ยวเข้าซุ้มประตูวัดไปแล้ว ก็เจอต้นไทรต้นใหญ่ อยู่ด้านหน้า ถัดไปมีโบสถ์ แล้วทางนี้จะต้องค่อย ๆ เลาะขอบข้างทางวัดไป ก็ต้องผ่านโบสถ์ ที่ไว้โกศกระดูกตั้งเรียงรายอยู่ คุณโจก็ลองขับเลาะไป ได้แต่ภาวนาในใจว่ามันอาจจะไม่ใช่ แต่สุดท้ายก็ขับไปเจอรีสอร์ทจริง ๆ รีสอร์ทนี้ตั้งอยู่ด้านหลังวัด เป็นตึกเป็น 2 ชั้น และเป็นบ้านพักทั้งหลังให้เลือก คุณโจเลือกบ้านพักที่เป็นหลัง เพราะว่าสะดวกกว่า หลังจากรับกุญแจเรียบร้อยแล้ว คุณโจก็ขับรถเข้าไปที่บ้านพัก ลักษณะของบ้านหลังนี้คือ เป็นบ้านชั้นเดียว มีที่จอดรถอยู่ด้านหน้า เมื่อลงจากรถก็ไขกุญแจเข้าบ้านได้เลย เวลาจอดรถก็จะบังบ้านจนมิด คนข้างนอกก็จะมองไม่เห็นบ้านเรา เราก็มองไม่เห็นคนข้างนอก และ 3 ด้านของบ้านหลังนี้จะเป็นสไตล์ก่อปูนเปลือย ด้านหน้าจะเป็นกระจกบานใหญ่ใส แล้วก็มีม่าน มีประตูไขเข้าไป ระหว่างที่คุณโจกำลังไขกุญแจเข้าบ้าน คุณโจก็เห็นพวงมาลัยแห้งวางอยู่ 3 - 4 พวง และธูปที่เคยถูกจุดไปแล้ว ด้วยความที่คุณโจกลัวว่าแฟนจะกังวล จึงหยิบทั้งหมดและโยนไปด้านข้างทันที ก่อนที่แฟนจะมาเห็น หลังจากนั้นก็ไขประตูเข้าบ้านไป ลักษณะด้านในของบ้านหลังนี้คือ เป็นบ้าน Studio ห้องน้ำอยู่ด้านใน เข้าไปแล้วจะเจอเตียงด้านซ้ายมือ 2 เตียง ตัวของคุณโจกับแฟนจะนอนคนละเตียงกัน คุณโจเลือกเตียงที่ติดกับริมกระจก ส่วนเตียงของแฟนจะอยู่ใกล้กับห้องน้ำ หลังจากจัดของกันเสร็จแล้ว คุณโจกับแฟนก็ออกไปหาอะไรทานข้างนอก จนคุณโจได้ลืมเรื่องของพวงมาลัยไป ประมาณ 3 - 4 ทุ่ม คุณโจและแฟนก็ได้เตรียมตัวเข้านอน เมื่อปิดม่านและปิดไฟเรียบร้อยแล้ว แต่คุณโจรู้สึกว่ามันมืดเกินไป มืดจนมองอะไรไม่เห็นจึงลุกขึ้นไปเปิดม่านเล็กน้อยเพื่อให้แสงเข้ามาได้ จากนั้นคุณโจก็กลับมาเล่นมือถือต่อ ส่วนแฟนของคุณโจหลับไปเรียบร้อย.. คุณโจเล่นมือถือไปได้สักพักก็รู้สึกว่ามีคนยืนอยู่นอกบ้าน จึงเหลือบตาไปมองช่องผ้าม่านที่เปิดแง้มเอาไว้ สิ่งที่คุณโจเห็นก็คือเป็นลักษณะเหมือนเงาคน คุณโจจึงพยายามมองให้ชัดว่ามันคืออะไร แต่ว่าภายในห้องนั้นมืดและข้างนอกเองก็มีเพียงแสงเล็กน้อย และได้เห็นเงาที่ว่านั่น เป็นเงาของคน และเป็นผู้หญิงแน่ ๆ เพราะว่า ช่วงผมที่มันฟูๆ จะเห็นได้ว่าเป็นผม ในระหว่างที่คุณโจกำลังพยายามจะมอง เหมือนกับว่าเขาคนนั้นกำลังหันหน้าจากขวาค่อย ๆ มาด้านซ้ายตรงที่คุณโจนอน แล้วมาหยุดตรงกันพอดี! คุณโจรู้สึกได้ว่าเขาชะงักเมื่อเห็นหน้าคุณโจ ตอนนั้นคุณโจไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่นนอกกลัวว่าคนนั้นจะเป็นโจรมางัดรถงัดบ้าน จึงรีบพุ่งตัวไปเปิดม่าน แต่จังหวะที่คุณโจพุ่งเข้าไปก่อนจะถึงม่าน เงานั้นก็ขยับตัวไปทางขวา คุณโจก็รีบเปิดม่านจนสุด แต่ปรากฏว่ามันไม่มีอะไรเลย! คุณโจคิดว่ามันเร็วมาก ไม่น่าจะหลบได้เร็วขนาดนั้น ทางด้านแฟนก็รู้สึกตัวตื่นจึงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า” คุณโจก็ตอบกลับไปว่า “อ๋อ ไม่มีอะไร แค่จะมาดูว่ารถจอดดีไหม” คุณโจไม่กล้าเล่าว่าเจออะไร จึงรีบกลับไปนอนและครั้งนี้ปิดม่านทึบไปเลย สักพักนึงคุณโจก็ผล็อยหลับไป.. คุณโจสะดุ้งตื่นเพราะว่ารู้สึกว่าถูกกระตุกที่ข้อเท้าแรงมากจนหัวตกจากหมอน ตอนนั้นคุณโจก็ยังมึนงงอยู่ และรู้สึกได้ว่าข้อเท้าทั้ง 2 ข้างนั้นเหมือนมีคนกำอยู่ เมื่อเหลือบตาไปมองปลายเท้า คราวนี้ห้องไม่ได้มืดเหมือนครั้งแรก ทำให้คุณโจเห็นว่ามีเงาอยู่ที่ปลายเท้า ซึ่งมือทั้ง 2 ข้างของเงานั้นกำลังกำข้อเท้าของคุณโจอยู่แน่นมาก! คุณโจพยายามจะขยับตัวหรือจะร้องออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงลืมตา จึงพยายามเพ่งมองว่ามันคืออะไร ในระหว่างที่คุณโจกำลังเพ่งมอง เงานั้นก็ค่อย ๆ สูงขึ้น แต่ว่ามือที่จับข้อเท้ายังอยู่ที่เดิม จากนั้นก็โน้มตัวเข้ามาข้างหน้า คุณโจเริ่มเห็นชัดเจนแล้วว่าคือผู้หญิงที่เห็นอยู่นอกบ้าน ผู้หญิงคนนั้นค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามา โดยที่คุณโจก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งหลับตา ภาพนั้นมันใกล้มาก ๆ จนผมฟู ๆ ของผู้หญิงคนนั้นมาโดนใบหน้าของคุณโจ แต่หน้าของผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เข้ามาใกล้กับหน้าของคุณโจ ในระหว่างที่คุณโจกำลังคิด ก็ได้ยินเสียงพูดจากผู้หญิงคนนี้ว่า “ดูสิ ดูสิ อยากเห็นไม่ใช่หรอ” พูดซ้ำอย่างนี้อยู่ 2 รอบแล้วก็หัวเราะ! คุณโจก็พยายามที่จะสวดมนต์ แต่ด้วยความกลัวในตอนนั้นทำให้คุณโจสวดได้แค่ “นะโมตัสสะ นะโมตัสสะ” วนอยู่แค่นี้ และขณะที่คุณโจพยายามสวด ผู้หญิงคนนั้นก็พูดมาเหมือนกันว่า “มองสิ มองสิ” แต่ ณ ตอนนั้นคุณโจก็หลับตาไม่ได้ เห็นตลอดแต่ว่ามองหน้าผู้หญิงคนนั้นได้ไม่ชัด แต่ยังมีความรู้สึกว่าก้อนผมนั้นยังมาคลอเคลียอยู่ที่หน้าเขาตลอด สักพักความรู้สึกทั้งหมดก็หายไป จึงลุกขึ้นมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าเปิดไฟก็กลัวว่าแฟนจะตื่น คุณโจจึงพยายามนอนห่มผ้าหดขาดึงผ้าห่มให้ขึ้นมาจนถึงคอและก็หลับไปอีกรอบ.. แต่แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีกเหมือนเดิม ขาที่คุณโจคิดว่าหดเข้าไปแล้วก็ถูกกระตุกจนหัวตกจากหมอนอีกรอบ ทุกอย่างเหมือนถูกรีรัน ตั้งแต่โดนจับข้อเท้า โน้มตัวเข้ามาแล้วสักพักก็หลุดไป ตัวคุณโจก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการมาแกล้งหรือว่าต้องการมาบอกว่าคุณโจทำอะไรผิด แต่คุณโจก็นึกคิดได้ว่าอาจจะเกี่ยวกับที่คุณโจโยนพวงมาลัยกับธูปทิ้งไป และในรอบ 2 นี้ ทันทีที่คุณโตเริ่มขยับตัวได้ก็รีบเปิดไฟและดูนาฬิกา ปรากฏว่าตอนนี้เป็นเวลา ตี 5 ครึ่ง แฟนของคุณโจพลิกตัวหันมาถามคุณโจว่า “นอนไม่หลับหรอ” คุณโจก็ยังไม่กล้าเล่าให้แฟนฟัง จึงตอบกลับไปว่า “เออใช่ นอนไม่หลับ” แฟนของคุณโจก็หันหลังกลับไป คุณโจตัดสินใจว่าไม่นอนต่อแล้ว จนเวลาเกือบ 6 โมงเช้า คุณโจก็ลุกไปเปิดม่าน แต่ก็ต้องทำให้คุณโตตกใจผงะถอยหลังออกมา เพราะว่าตำแหน่งที่คุณโจเห็นเงาผู้หญิงจากข้างนอกเมื่อคืนนี้ มีรอยมือที่ใหญ่และนิ้ว 4 นิ้วที่เรียวยาวมาก คุณโจก็ตัดสินใจเล่าให้แฟนฟัง หลังจากที่แฟนได้ฟังแล้ว แฟนก็เล่าในมุมมองของตัวเองบ้างว่า “นอนไม่หลับเหมือนกัน รู้สึกเหมือนมีแมลงหรือยุงมาไต่หน้าไต่แขน” หลังจากคุณโจได้ฟังก็คิดว่าว่าไม่น่าจะใช่ยุง จึงถามแฟนไปว่า “มันเหมือนผมหรือเปล่า ที่มันมาไรโดนหน้า” แฟนก็บอกว่า “ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องนี้ รู้สึกเหมือนมีคนมาชะโงก แต่ว่าไม่กล้าลืมตา อาจจะเป็นผมก็ได้” ตัวแฟนก็ไม่กล้าพลิกตัวเพราะว่ากลัวคุณโจจะตื่น หลังจากคุยกันเสร็จ คุณโจก็ตัดสินใจเปิดประตูออกไปเพื่อที่จะไปดูรอยมือนั้นเพื่อหาเหตุผลว่ามันคือรอยอะไร พอเปิดประตูออกไป ตำแหน่งที่มีรอยมือนั้น ต้องเป็นคนที่สูงประมาณ 180 – 190 เซนติเมตร มือถึงจะอยู่ระดับนั้นได้ เพราะว่าพื้นห้องพักจะสูงกว่าลานจอดรถ ซึ่งรอยมือนี้เหมือนเป็นรอยมือจากไอร้อนอยู่ด้านนอก แล้วเป็นนิ้วที่ดูน่ากลัวมาก คุณโตก็คิดว่าอยู่อีกคืนไม่ได้แล้ว จะต้องย้ายที่พัก หลังจากนั้นคุณโตก็ไปแข่งกีฬา และไปเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็ถามว่า “ไปนอนที่นี่ใช่ไหม” คุณโจจึงบอกว่า “ใช่” เพื่อนคุณโจจึงบอกว่า “โห ส่วนใหญ่แล้ว นักกีฬาที่ไปพักที่นี่หรือคนที่ไปพักที่นี่ ก็จะมีประสบการณ์แบบนี้หมด” ในระหว่างที่คุณโจและเพื่อนกำลังคุยกันอยู่นักกีฬาอีกกลุ่มหนึ่งที่นอนบนตึกก็มาบ่นกันว่า “นอนไม่หลับ” คุณโจจึงเข้าไปถามว่าทำไมนอนไม่หลับ สรุปแล้วหลายคนก็เจอคล้ายกันกับคุณโจ แต่เขาไม่ได้เล่าละเอียด เล่ามาแค่ว่า “เขาโดนกวน นอนกันไม่ได้” เพื่อนก็บอกว่า “ก็เป็นไปได้ว่าถ้ามาที่นี่ก็มีโอกาสที่จะเจอ” แต่คุณโจก็ไม่ได้ไปถามผู้ดูแลต่อ เพราะว่าถ้าถามไปเขาก็คงไม่เล่าให้ฟัง จึงคิดเองว่า ที่พักนี้อยู่ใกล้กับวัด ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ นี้ แต่สุดท้ายแล้วคุณโจก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่คุณโจเจอเกี่ยวอะไรกับห้องที่เขาพักหรือเปล่า..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

บ้านพักข้าราชการในวันที่ไม่มีคนอยู่

24 มี.ค. 2024

บ้านพักข้าราชการในวันที่ไม่มีคนอยู่

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘บอม Retrospect’ ที่ ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย คุณบอมเล่าว่า สมัยที่คุณพ่อเป็นข้าราชการทหารอากาศ ก็จะพักอยู่ที่บ้านพักทหารอากาศใกล้สนามบินดอนเมือง ในสมัยก่อนที่จะมาเป็นบ้านพัก ที่ตรงนี้เป็นเหมือนที่อยู่ของกลุ่มคนอินเดียเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว ซึ่งคุณบอมเล่าว่าเวลาที่ไม่มีคนอยู่บ้านเขาจะเปิดแต่ไฟโรงรถไว้ วันหนึ่งมีเพื่อนบ้านที่รู้จักกันเข้ามาถามคุณบอมว่า “บอม เมื่อวาน รถไม่อยู่แต่เหมือนใครเต้นเหมือนแขก ๆ อยู่ในบ้านอ่ะ” แต่คุณบอมก็ไม่ได้คิดอะไร ช่วงนั้นเป็นช่วงมอปลาย คุณพ่อและคุณแม่ไปธุระต่างจังหวัดคุณบอมจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว ช่วงกลางคืนรู้สึกเหมือนจะไม่สบายเลยคิดว่าวันนี้จะเข้านอนเร็ว หลังจากนอนหลับไปสักพักก็รู้สึกว่ามีแสงจากข้างนอกเข้ามาแยงตา เพราะเขาจะเปิดไฟหน้าห้องไว้ พอลืมตาขึ้นมาดูและเห็นว่า ประตูห้องนอนที่ตรงใต้ลูกบิดมีโซ่คล้องไว้เหมือนจะแง้มออกมานิดนึงและเห็นเหมือนคนจากช่องประตูตรงนั้นเข้ามาครึ่งตัวแต่ไม่เห็นลูกตา แต่รู้ว่าเขาจ้องมาที่คุณบอม คุณบอมก็จ้องกลับไปและตัวก็ไม่สามารถขยับได้ความรู้สึกเหมือนโดนผีอำ เขาก็จ้องอยู่แบบนั้น จนรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยมากเพราะไม่สบายอยู่ด้วยจึงคิดในใจไปว่า “อย่ามายุ่งกับกูเลย กูเหนื่อยไม่ไหวแล้วจะนอน” หลังจากนั้นก็หลับไป เช้าตื่นมาก็เห็นประตูปิดสนิท โซ่ตึงปกติ คิดว่าตัวเองคงฝันหรือละเมอไปเอง จนบ่ายวันนั้น คุณบอมเผลอหลับไปตรงโซฟาตอนช่วงเวลาโพล้เพล้ และรู้สึกได้ยินเสียงเหมือนมีคนพูดแต่จับใจความไม่ได้ และรู้สึกคันที่หน้าจึงลืมตาขึ้นมาแต่มันมืดไปหมด แล้วก็ค่อย ๆ ปรับโฟกัสเห็นเป็นคนนั่งยอง ๆ ก้มหน้าลงมาจากพนักพิงของโซฟา ผมยาวลงมาที่หน้าคุณบอมแล้วก็พูดว่า “ไปอยู่กับกูๆๆๆๆๆๆ” คุณบอมก็คิดว่าตัวเองแค่ฝันไปหรือเปล่าแต่เขาก็โดนแบบนี้อีก 2-3 รอบ หลังจากนั้นคุณบอมก็พยายามลืมตาและลุกขึ้นมา เหตุการณ์ตรงนั้นก็หายไป แต่ความรู้สึกคันหน้าก็ยังคันอยู่ หลังจากวันนั้นก็ไม่เจออีก แต่บ้านหลังนั้นจะมีอะไรแปลก ๆ อยู่เรื่อย ๆ ข้างหลังบ้านก็จะมีต้นโพธิ์ปลูกอยู่ และต้นโพธิ์จะอยู่ตรงกับห้องรับแขกที่เขานั่งยอง ๆ จ้องคุณบอมตรงโซฟา ก็จะมีบางคนที่เจอเหมือนกันตรงต้นโพธิ์บางคนเห็นว่าเป็นผู้ชายและของเซ่นไหว้จะหายไปเป็นอย่าง ๆ แต่ส่วนมากจะเป็นยาเส้นที่หายไป(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-