ย้ายหอไปกีที่ ก็เจอผีทุกรอบ!

อังคารคลุมโปง RECAP

ย้ายหอไปกีที่ ก็เจอผีทุกรอบ!

25 ก.พ. 2024

       เรื่องนี้เป็นสายจาก ‘คุณตุ๊ก’ ที่โทรมาเล่าเหตุการณ์ที่เจอมากับตัวเองให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง x ’ (20 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการย้ายหอ ที่ไม่ว่าจะย้ายไปที่ไหนก็เจออะไรแปลก ๆ ทุกที่! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย

       คุณตุ๊กเล่าว่า เป็นช่วงที่คุณตุ๊กเรียน ปวส. ซึ่งจะต้องย้ายไปอยู่ในตัวจังหวัด และยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปอยู่หอรวมหรืออยู่คนเดียว คุณตุ๊กจึงขอไปอยู่กับรุ่นพี่ที่เขาอยู่กัน 3 คน เพราะคิดว่าถ้ามีเพื่อนก็คงไม่น่ากลัวเท่ากับอยู่คนเดียว ซึ่งมีความปลอดภัยและสะดวกกว่าอยู่หอรวม  คุณตุ๊กก็ใช้ชีวิตปกติทุกวันจนมีอยู่คืนนึง คุณตุ๊กฝันว่า ได้ยินเสียงน้ำในห้องน้ำเปิดอยู่ จึงลุกขึ้นมาและมองไปที่ห้องน้ำ เห็นแสงไฟผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่ จึงลุกขึ้นเดินไปกำลังจะเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำ สายตาก็ดันไปเห็นเหมือนมีขาคนห้อยอยู่ คุณตุ๊กกำลังจะเงยหน้าขึ้นไปมอง แต่คุณตุ๊กยังไม่ทันได้มองก็สะดุ้งตื่น และพอหันไปมองทางห้องน้ำ แต่ห้องน้ำก็ปิดไฟมืดปกติ คุณตุ๊กคิดในใจว่า ‘คงแค่ฝันไป ห้องนี้ไม่มีอะไรหรอก’

       หลังจากนั้นคุณตุ๊กก็ฝันแบบเดิมเรื่องเดิมอีกประมาณ 2-3 ครั้ง จึงตัดสินใจถามเพื่อนที่มาเช่าอยู่คนแรกที่ชื่อ ‘ดาว’ ว่า “ดาวอยู่ห้องนี้ เคยเจออะไรแปลก ๆ ไหม” เพื่อนก็ถามกลับว่า “เป็นอะไรหรือเปล่าตุ๊ก เจออะไร” คุณตุ๊กก็ไม่กล้าเล่าว่าตัวเองฝันร้าย เพราะกลัวว่าเพื่อนจะกลัว คุณดาวก็ได้บอกกลับมาอีกว่า “ไม่มีอะไรหรอก แถวนี้เจ้าที่เจ้าทางดีนะ” จากนั้นดาวก็เล่าให้ฟังว่าตอนที่มาอยู่ก่อนที่ ‘กล้วย’ และ ‘กานต์’ จะมาอยู่ด้วย ตนเคยนอนอยู่แล้วประตูข้างหลังบ้านเปิดออกเองและได้กลิ่นควัน ดาวก็ตกใจและเดินไปปิดประตู คุณตุ๊กนึกในใจว่าที่ห้องนี้มันต้องมีอะไรแปลก ๆ เพราไม่อย่างนั้นคงไม่ฝันแบบนั้น 3 รอบ

       เมื่อคุณตุ๊กได้สังเกตและมองไปรอบห้อง ก็เห็นสายสิญจน์โยงเข้ามาในห้อง เห็นแก้วกับหมากพลูที่แห้ง วางอยู่บนหิ้งเล็ก ๆ หลังประตู คุณตุ๊กก็คิดแค่ว่า อาจจะทำบุญหอแค่นั้น หลังจากนั้นคุณตุ๊กได้ไปสำรวจห้องของเพื่อนที่อยู่ติดกันอีก 3 ห้อง แต่ทั้ง 3 ห้องก็ไม่มีสายสิญจน์เหมือนห้องคุณตุ๊ก

       วันนึงเพื่อนทั้ง 3 คน จะต้องไปหาที่ฝึกงาน จึงมาถามคุณตุ๊กว่า “อยู่คนเดียวได้ไหม” คุณตุ๊กก็บอกว่า “อยู่ได้ เพื่อนข้างห้องอยู่กันเยอะแยะ” หลังจากที่เพื่อนทั้ง 3 คนไม่อยู่ ก็มีรุ่นพี่เรียกไปถามว่า “กล้าอยู่คนเดียวหรอ ห้องนี้มันมีคนเคยผูกคอตายนะ” คุณตุ๊กก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก และหลังจากรู้เรื่องก็กลับมาเก็บของย้ายออกและให้เหตุผลกับเพื่อนว่าจะย้ายไปอยู่กับญาติ 

       หลังจากที่คุณตุ๊กย้ายไปบ้านญาติ เป็นบ้านเดี่ยวอยู่กลางสวนส้มโอหลังวัด ในซอยจะเป็นซอยตัน มีบ้านอยู่ 5 หลัง บ้านที่คุณตุ๊กอยู่คือหลังที่ 4 หลังจากที่คุณตุ๊กอยู่ได้ไม่กี่เดือน แฟนคุณตุ๊กมาหาและนั่งคุยกันที่หน้าบ้านจนถึงประมาณ 1 ทุ่ม คุณตุ๊กได้สังเกตุเห็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 5 ขวบ เดินเขามาในซอย เดินมาถึงต้นกล้วยหน้าบ้านคุณตุ๊ก คุณตุ๊กก็พยายามจะมองหน้าเด็กแต่ก็เห็นแค่เป็นเงาๆ จากนั้นเหมือนเด็กคนนั้นจ้องมาทางคุณตุ๊กและยกมือขวามาดึกใบกล้วย ขึ้น-ลง ๆ ซ้ำๆ คุณตุ๊กจึงหันไปมองหน้าแฟนและหันไปมองต้นกล้วย เพื่อที่จะสื่อว่าเห็นเด็กคนนั้นที่อยู่ตรงต้นกล้วยไหม แต่แฟนคุณตุ๊กก็ทำหน้างง คุณตุ๊กจึงบอกออกไปว่า “เข้าบ้านกัน” แฟนสงสัยจึงถามกลับว่า “ทำไมมีอะไร” คุณตุ๊กไม่ตอบอะไร บอกแค่ว่า “เข้าบ้านก่อนเดี๋ยวบอก” หลังจากที่เข้ามาในบ้าน คุณตุ๊กได้ถามแฟนว่า “เห็นเด็กที่ยืนอยู่ตรงต้นกล้วยไหม” แฟนตอบว่า “ไม่เห็น” คุณตุ๊กก็คิดว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะมันก็มืดแล้ว คุณตุ๊กก็ไม่ได้ไปสืบว่าเด็กคนนั้นคือใคร เพราะมีคนบอกว่าแถวที่คุณตุ๊กอยู่ วัดนั้นผีดุ 

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากไท ธนาวุฒิ 'เรื่องผีหัวโต' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

08 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากไท ธนาวุฒิ 'เรื่องผีหัวโต' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

“คืนหนึ่งเจอสิ่งแปลกประหลาด หน้าดำ ตาแดง จ้องมองจากหน้าต่าง เลยพูดท้าทายไปว่า ‘ถ้าเก่งจริงก็มา’ จนอีกวัน… เจอดี! ตามมาหลอกถึงในห้อง มาเหยียบหน้าอก พร้อมคำเตือนว่า ‘มึงทำตัวให้ดีหน่อย’ แล้วรู้ตัวไหมว่าบางครั้งคำท้าทายอาจทำให้เจอสิ่งที่ไม่ควรเจอ!”‘ไท ธนาวุฒิ’ เปิดเรื่องหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (4 มี .ค. 2568)’ กับเรื่องราว ‘’ผีหัวโต’’ ที่ทำเอาขนหัวลุก กับเงาปริศนานุ่งโจงกระเบนแดง ดวงตาแดงฉาน… ที่โผล่มาถึงห้อง มันคืออะไรกันแน่? มาฟังไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วอย่าลืมระวัง… คืนนี้ อาจมีบางอย่างมาหาคุณ!คุณไท ได้เล่าว่า คืนหนึ่งขณะกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาหันไปมองที่หน้าต่างแล้วต้องชะงัก เพราะมีบางสิ่งอยู่ตรงนั้น… เป็นใบหน้าขนาดใหญ่เต็มกระจก ดวงตาสีแดงก่ำจ้องตรงมาที่เขา คุณไท ถึงกับตกใจ แต่ก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น จึงพูดท้าทายออกไปว่า “ไม่จริงเว้ย! ถ้าเก่งจริงก็มา”ทำให้ในคืนต่อมา… ก็ได้เจอจริงๆ ร่างนั้นยืนอยู่ปลายเตียง สวมโจงกระเบนแดง ผิวดำคล้ำ ดวงตาแดงฉาน ก่อนจะก้าวขึ้นมาเหยียบบนอกเขา หนักจนแทบหายใจไม่ออก แล้วพูดด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “มึงทำตัวให้ดีหน่อย”ในคืนต่อมา เพื่อนของพี่ชายมาขอนอนที่ห้องคุณไท แต่เขาอยู่ได้เพียงสองคืนก่อนจะหนีไป คุณไทสงสัยจึงถามถึงสาเหตุ และคำตอบที่ได้รับทำให้ขนลุกไปทั้งตัว เพราะพี่ชายก็ได้ “โดนคนใส่โจงกระเบนแดงเหยียบ” เหมือนกันและเหตุผลที่เขาโดนแบบนั้น… เป็นเพราะพี่ชายของเขาเคยฆ่าคนตายแล้วหนีคดี ผีตนนั้นเลยมาเตือน… ทำให้คุณไทนึกขึ้นได้ว่า ตัวเขาเองก็เคยถูกเตือนแบบนี้มาก่อน และบางที อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เขาเองก็เคยเป็นเด็กแสบไม่แพ้กัน ผีตนนั้น… ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “เจ้าที่ เจ้าบ้าน” ที่คอยมาเตือนให้ผู้คนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง ใครที่ปฏิบัติตัวดี ก็จะไม่เจอ แต่หากใครทำผิด คิดไม่ซื่อ หรือก้าวล้ำเส้นที่ไม่ควรก็อาจได้รับการเตือนในแบบที่ลืมไม่ลง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ทำพรอพถ่ายหนังไม่ทัน เลยขอยืมของจริงซะเลย! “ผมมั่นใจเลยว่าตายายเป็นสิ่งแรกที่ผมจะหยิบมาด้วย ..แต่หายังไงก็ไม่เจอ!” พอเอาของกลับไปคืน ตายายดันอยู่ที่เดิมเฉยเลย!

16 มี.ค. 2023

ทำพรอพถ่ายหนังไม่ทัน เลยขอยืมของจริงซะเลย! “ผมมั่นใจเลยว่าตายายเป็นสิ่งแรกที่ผมจะหยิบมาด้วย ..แต่หายังไงก็ไม่เจอ!” พอเอาของกลับไปคืน ตายายดันอยู่ที่เดิมเฉยเลย!

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “หุ่นพยนต์” อย่าง “พี่ไมค์ ภณธฤต” และนักแสดงคู่ใจ “อัพ ภูมิพัฒน์” ได้นำเรื่องหลอนมาเล่าให้ชาว “อังคารคลุมโปง X” (14 มีนาคม 2566) ได้ฟัง ทำเอา “ดีเจแนน” และ “ดีเจเจ็ม” แทบจะร้องกรี๊ดลั่นสตูดิโอ! หนึ่งในเรื่องหลอนที่ต้องขนหัวลุกไปตาม ๆ กันคือเรื่องที่มีชื่อว่า “ตายายไม่ไปถ่ายหนัง” เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามอ่านกันได้เลย! พี่ไมค์เล่าว่า เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พี่ไมค์ยังทำงานเป็นฝ่ายอาร์ตให้กับกองถ่าย ซึ่งจะมีหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก และเซ็ตแต่ละฉากให้ดูสมจริงเพื่อใช้ในการถ่ายภาพยนตร์ ในตอนนั้นพี่ไมค์ได้รับโปรเจคให้ทำภาพยนตร์เรื่อง “ศพเด็ก 2002” ซึ่งมีเค้าโครงมาจากข่าวที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศสะเทือนขวัญกับการพบศพทารกจำนวนมากถึง 2,002 ศพ สถานที่คือวัดไผ่เงินโชตนาราม เมื่อทราบว่าจะมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมอาร์ตของพี่ไมค์ก็จัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทำ หนึ่งในนั้นคือโกดังวัดไผ่เงินและศาลที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งพี่ไมค์กับทีมงานต้องสร้างขึ้นมาเอง จึงเดินทางไปสถานที่จริง เพื่อวัดสัดส่วน ความกว้าง ความสูง และรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้มีความสมจริงมากที่สุด จากนั้นก็วางแผนว่าจะสร้างในโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว เป็นเวลาจวนพลบค่ำ ปรากกฎว่าพี่ไมค์ดันลืมองค์ประกอบสำคัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป เช่น พวงมาลัยแห้ง เหล่าบริวาร และของเซ่นไหว้ เพื่อความสมจริง ของเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องดูเก่า พี่ไมค์คิดว่าถ้าจะไปหาซื้อใหม่ตอนนั้นก็คงไม่ทัน จึงต่อสายหาสัปเหร่อ (ตอนนั้นยังไม่ถูกจับไป) เพื่อขออนุญาตขอ “ของจริง” มาใช้ และจะซื้อของใหม่เข้าไปถวายแทน ทางสัปเหร่อของวัดก็ไม่ได้ว่าอะไร และบอกว่า “ถ้าจะเอาก็มาขอเขาก่อน” สิ้นสุดการสนทนา พี่ไมค์และทีมงานก็เดินทางไปที่วัดเพื่อนำบริวารของจริงทุกอย่างที่มี ไปประกอบฉากอย่างที่ตั้งใจ และนำของใหม่ที่พึ่งซื้อหน้าวัดเข้าไปสับเปลี่ยน พร้อมทั้งบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง จากนั้นของจริงก็ถูกนำมาใช้ระกอบฉาก เรียกได้ว่าออกมา “สมบูรณ์แบบ” พอเสร็จงาน พี่ไมค์ก็เดินทางกลับบ้าน ซึ่งตอนนั้นพึ่งจะเช่าบ้านใหม่และมีหลานอยู่ด้วย ตกดึกหลานก็บอกว่าได้ยินเสียง “กุกกัก กุกกัก” เป็นเหมือนเสียงคนเดินอยู่ในบ้าน พี่ไมค์บอกว่าบ้านหลังนั้นไม่มีศาลแต่มีตี่จู่เอี๊ยะ (ศาลเจ้าตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีน) จึงคิดในใจว่าหลานเราไปทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า หรือเป็นเพราะพี่ไมค์ที่ย้ายบ้านเข้ามาใหม่แต่ไม่ได้ไหว้ตี่จู่เอี๊ยะเลย พี่ไมค์เล่าว่าได้ยินเสียงคนเดินอยู่ที่บ้านแบบนั้นอยู่ 3 วัน ตามระยะเวลาที่ไปถ่ายทำภาพยนตร์ จนกระทั่งวันสุดท้าย พี่ไมค์เล่าเรื่องที่เจอให้กับพี่คนขับรถฟัง พี่คนขับรถได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม พี่ไมค์จึงปรึกษาว่า “เอายังไงดี เพราะบ้านหลังนี้ก็พึ่งเช่า ผมยังไม่พร้อมจะย้าย” พี่คนขับรถก็บอกว่า “ไมค์ น้ามีเรื่องอยากจะบอกนะ ของที่ไมค์ไปเอาเขามา ไมค์ได้ไหว้ที่โรงเรียนนั้นมั้ย?” พี่ไมค์ตอบกลับไปว่าไม่ได้ไหว้ เพราะตอนนั้นสถานการณ์ค่อนข้างเร่งรัด พี่คนขับรถจึงบอกว่า “ไมค์อ่ะทำพลาดแล้ว ไมค์ไปเอาของเขามา แต่ไม่ได้ไปจุดธูปไหว้เจ้าที่ที่โรงเรียน เขาก็เลยไปไหนไม่ได้ เขาก็เลยมาหาไมค์ เลยมาหาที่บ้าน” พอถึงวันถ่ายทำวันสุดท้าย จากเดิมที่คิดว่าจะทิ้งเพราะมีของใหม่ไปเปลี่ยนแทนแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะนำของทุกอย่างที่ยืมมาไปคืนให้หมด แต่พอเก็บไปเก็บมา “คิน” หนึ่งในทีมอาร์ตของพี่ไมค์ก็ต้องตกใจ และบอกกับพี่ไมค์ว่า “เห้ยพี่ ของไม่ครบอ่ะ” พี่ไมค์ก็ตกใจว่าทำไมไม่ครบ เพราะฉากนี้ไม่ได้เปลี่ยนอะไร เป็นการตั้งไว้เฉย ๆ จึงไม่น่าทำให้ของหายได้ ส่วนของที่หายคือ “ตา-ยาย” ของสำคัญที่ไม่ควรจะหาย แต่หายังไงก็หาไม่เจอ! ทุกคนในทีมมั่นใจเต็มร้อยว่าเอามาหมด ของสำคัญอย่างตายายเราจะลืมเอามาได้อย่างไร แถมศาลยังเล็ก ๆ เราซื้อของใหม่เข้าไปเปลี่ยนด้วย ยังไงก็ต้องเอามา พี่ไมค์ถึงกับขนลุกและพูดกับคินว่า “โหยคิน ถ้ากลับไปที่ศาลแล้วเขาอยู่ที่ศาล เราจะทำยังไงวะ” แม้จะดูเหมือนเป็นการคุยกันเล่น ๆ แต่ลึก ๆ ในใจ ทุกคนในทีมก็หวังว่าจะไม่เจอสิ่งที่พูดไป พอกลับไปถึงศาลที่วัด พี่ไมค์เล่าว่าภาพมันเหมือนกับฉากในภาพยนตร์ไม่มีผิด พี่ไมค์กับคินก็คิดในใจว่า “อย่าอยู่นะ อย่ามีนะ” พอเดินเข้าไปใกล้ศาลเรื่อย ๆ ก็แง้มดูข้างใน พี่ไมค์บอกว่า “นั่งเดี่ยว ๆ อยู่เลย” ซึ่งรวมอยู่กับของใหม่ที่เอามาเปลี่ยนแทน กลายเป็นมีตายายเก่าและตายายใหม่อยู่ด้วยกัน! นั่นทำให้พี่ไมค์คิดแล้วคิดอีก และหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไม “ตายาย” ถึงอยู่ที่ศาลเดิม เพราะนั่นคือสิ่งแรกที่พี่ไมค์จะนำมาด้วย และก็นำของใหม่เข้าไปสับเปลี่ยน สุดท้ายก็หาเหตุผลไม่ได้ หลังจากนั้นพี่ไมค์ก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระอาจารย์ที่วัดฟัง ท่านก็บอกว่า “ไม่ต้องคิดไรมากโยม ก็แสดงว่าเขาไม่ไป”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

12 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

กลางดึกของทุกคืน... มักจะมีคนมาช่วยทำงานวิจัย เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ต้องทำโปรเจกต์คู่กับเพื่อนในเวลากลางคืนแทบทุกวัน ภายในตึกเงียบ ๆ แต่ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังงานเหนือธรรมชาติ ที่คอยผ่านไปผ่านมาให้เห็น รวมไปถึงเรื่องเล่าจากปากรปภ. ที่อยู่ ๆ ก็หายตัวไปเพราะเจอสิ่งที่ทำให้อยู่ไม่ได้ และน่ากลัวไปกว่านั้นคือ ไม่ว่านักศึกษาคนไหนที่ใช้ตึกนี้ในเวลากลางคืน ก็ต้องเจอกับเธอคนนี้ที่มาปรากฏในรูปแบบที่หลอนจนทำไม่ลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (24 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องจากในแล็บ’ เรื่องราวนี้ ‘เจน The Ghost’ ได้มาเเชร์เรื่องราวของ ‘คุณแบงค์’ เมื่อ 14 ปีที่แล้วคุณแบงค์ เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ปี 4 ตอนเรียนได้มีโปรเจกต์ที่ทำคู่กับเพื่อนให้เลือกหัวข้อทำแล็บ และคุณแบงค์ก็ได้คู่กับ ‘คุณบี’ ทั้งคู่จับคู่กันช้า เลือกหัวข้อโปรเจกต์ช้า จึงได้สิทธิ์ในการจองห้องแล็บช้ากว่าคู่อื่น ๆ ทั้งคู่ต้องจำใจจองห้องแล็บ และใช้ได้แค่ช่วงกลางคืน เพราะช่วงเช้าโดนจองจนเต็มหมดแล้วอาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าสูง 5 ชั้น แล็บที่ใช้อยู่ที่ชั้น 3 ระยะเวลาในการใช้ห้องแล็บคือ 2 ทุ่มถึง 6 - 7 โมงเช้า ลักษณะห้องจะมี หน้าต่างบานเกล็ดอยู่ติดฝั่งทางเดิน ที่สามารถเห็นได้เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา และภายในก็มีอุปกรณ์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วไป ทั้งคู่ได้ตกลงกันว่า จะสลับกันทำแล็บโดยเป็นการนับเซลล์ยีสต์ที่ใช้ในการหมักไวน์ โดยคุณบีจะทำเสร็จช่วงเวลา 00.00 - 01.00 น. หลังจากนั้นจะเป็นคิวของคุณแบงค์ ระหว่างสลับกัน คุณบีก็จะไปนอนรอห้องข้าง ๆสามวันแรกทุกอย่างปกติ แต่พอมาถึงวันที่ 4 ช่วงเวลาตี 2 - 3 ขณะกำลังส่องกล้องเขาสังเกตเห็นคนผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่กำลังแอบมองเขาอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปก็ดูเหมือนว่าบุคคลปริศนานั้นจงใจจะแกล้งเขาด้วยการนั่งลงเพื่อซ่อนตัว คุณแบงค์จึงคิดว่าอาจเป็นบี แต่เมื่อเดินไปดูที่ห้องข้าง ๆ ก็พบว่าคุณบียังนอนอยู่ จึงกลับมาทำงานต่อไม่นานก็เห็นว่ามีคนมายืนอยู่หน้าห้องเช่นเดิม และเมื่อหันไปเขาก็แกล้งนั่งลงไปเพื่อหลบอีก คุณแบงค์เริ่มรอจังหวะ ถ้ามีครั้งถัดไป เขาตั้งใจจะวิ่งออกไปต่อว่า... ว่ามาแกล้งทำไมเสียสมาธิคนจะทำงาน และไม่นานคนคนนั้นโผล่มา คุณแบงค์ก็วิ่งออกไปจริง ๆ แต่ปรากฏว่า ด้านนอกตลอดโถงทางเดินกลับไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ… คุณแบงค์ เดินกลับเข้าห้องมาด้วยความโมโห ถ้ามีครั้งที่ 4 เขาคิดในใจว่า จะไม่ทนอีกแล้ว และก็มีครั้งที่ 4 จริง ๆ คุณแบงค์จึงตะโกนไปว่า “ไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้ามีจริง ๆ ช่วยขยับบีกเกอร์ให้ดูหน่อยซิ” และหลังจากพูดจบ บีกเกอร์ที่มีของเหลวอยู่ด้านในก็ล้มลงราวกับโดนใครสักคนปัดจนของเหลวด้านในหกเต็มโต๊ะ คุณแบงค์รู้สึกได้ว่า บางทีพลังงานนี้อาจจะกำลังโมโหอยู่เช่นกันจึงรีบขอโทษ และขอร้องว่า “ผมจะต้องใช้สมาธิในการทำแล็บจริง ๆ ผมขอทำงานก่อน แล้วตอนเช้าผมจะไปใส่บาตรให้” และเมื่อเขาพูดจบร่างนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย คุณแบงค์ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง... และตอนเช้าเขาก็ไปใส่บาตรให้ตามคำพูด ต่อมาเขาย้ายห้องแล็บมาที่ชั้น 1 ครั้งนี้เขาทำแล็บเกี่ยวกับการเลี้ยงสาหร่าย เขาเป็นตัวแทนในการไปเก็บตัวอย่างสาหร่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยห้องแรกเป็นห้องที่มีโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน ส่วนห้องที่สองเป็นห้องเลคเชอร์ มีโต๊ะอาจารย์ และโต๊ะนักศึกษา ห้องถัดไปจะเป็นห้องเก็บตัวอย่างสาหร่าย เมื่อเขาเปิดเข้าไปในห้องเลคเชอร์ เขาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งผมสั้นประบ่า สวมเสื้อกาวน์ นั่งอยู่ที่โต๊ะของอาจารย์ แต่เธอไม่ได้สนใจคุณแบงค์เลย คุณแบงค์ก็มองเธออยู่พักนึง จนเธอค่อย ๆ เดินช้า ๆ ออกไป จึงเห็นได้ว่าเธอใส่ชุดนักศึกษา สวมเสื้อกาวน์ยาวคลุมเข่า รองเท้าคัทชูสีดำ เดินไปที่ห้องเก็บตัวอย่าง คุณแบงค์จึงคิดว่า อาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มาทำงานเช่นกัน แต่ที่น่าตกใจคืออยู่ ๆ เธอก็เดินทะลุประตูเข้าไปเลย เห็นอย่างนั้น คุณแบงค์ก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างในทันที จำใจเปิดประตูเข้าไปเพื่อรีบเก็บข้าวของจำเป็นทุกอย่างออกมา แต่เมื่อของมันเยอะมาก ขณะวิ่งออกมาเขาได้ทำโทรศัพท์หล่นบริเวณที่ด้านหลังของเขา คือโต๊ะอาจารย์ที่ผู้หญิงคนนั้นเคยนั่นอยู่ระหว่างกำลังก้มเก็บเขาก็เห็นว่ามีเท้าของผู้หญิงใส่คัทชูสีดำอยู่ด้านหลังกำลังเขย่งเหมือนชะเง้อมองคุณแบงค์กำลังทำอะไรอยู่ คุณแบงค์จึงรีบคว้าโทรศัพท์วิ่งหนีออกไป หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด คุณแบงค์ตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง โดยมีอาจารย์ฟังอยู่ด้วยเพื่อนของคุณแบงค์ตอบว่า “กูก็เคยเจอเหมือนกัน” ซ้ำอาจารย์ยังอธิบายรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงคนนั้นได้เหมือนกันที่เขาเพิ่งเจอไม่มีผิด อาจารย์เล่าต่อว่า พี่ผู้หญิงคนนี้เป็นนักศึกษาที่ชอบทำแล็บมาก ๆ และเขามักจะช่วยเพื่อน ๆ ทำแล็บด้วยเสมอ วันนึงเธอก็เสียชีวิตในที่พักเธอเอง แต่เมื่อจิตสุดท้ายของเธออยู่ที่แล็บ วิญญาณของเธอจึงยังคงอยู่ และปรากฏตัวให้คนอื่น ๆ เห็นอยู่บ่อยครั้ง… เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของพี่รปภ. ที่คุณแบงค์สนิทเขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะรปภ. หน้าลิฟต์ ชั้น 1 ตรงนั้นจะมีจอ CCTV ของทุกชั้นอยู่ แต่เขาได้หายตัวไปประมาณเกือบเดือน จนสุดท้ายคุณแบงค์ ก็เจอกับเขาอีกครั้งที่คณะจึงทักทาย และถามไถ่ว่า “หายไปไหนมาครับ ตั้งเกือบเดือนเลย” แรกเริ่มพี่รปภ. ก็ไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าคุณแบงค์จะกลัวเอา แต่คุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว จึงยอมเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมสั้น หน้าที่ของเขาคือกการเดินตรวจตราทุกชั้นว่ามีใครอยู่ในห้อง หรือในอาคารหรือไม่ เมื่อตรวจจนครบเขาก็กลับมานั่งประจำโต๊ะ แต่ในจอ CCTV เห็นว่าที่ชั้นสาม มีผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อกาวน์ รองเท้าคัทชูสีดำ ผมสั้นประบ่ายืนอยู่ โดยเท้าของเธอนั้น ติดกับเพดาน และห้อยหัวลงมา… เธอคนนั้นเดินมาเรื่อย ๆ โดยทุกครั้งที่เดินผ่านกล้องวรจรปิด เธอจะย่อตัวเพื่อให้กล้องสามารถจับใบหน้าของเธอได้ชัด ๆ เธอค่อย ๆ เดินมาจากชั้นสาม ลงมายังชั้นสอง และกำลังจะเดินมาถึงชั้นหนึ่งในตำแหน่งที่ใกล้กับพี่ รปภ. แต่พี่รปภ. ทนไม่ไหววิ่งหนีออกไป และทำเรื่องขอย้ายไปทำงานที่ตึกอื่นเมื่อคุณแบงค์ ได้ยินแบบนั้นจึงเล่าให้เพื่อนฟังอีกว่า จึงมีบทสนทนาเกิดขึ้นว่า “พี่คนนี้เธอสามารถทะลุได้ทุกห้อง ไปได้ทุกชั้นเลยนะ” และมีเรื่องเล่าเพิ่มอีก…เพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งมีกันอยู่ 3 คน ขณะที่เธอกำลังทำธุระกันที่ห้องน้ำ และบังเอิญเกิดเหตุการณ์ไฟตกทั้งคณะ พวกเธอจึงกรี๊ดขึ้นมาด้วยความตกใจ และจากนั้นไฟก็เปิด แต่มันก็ทำให้พวกเธอกรี๊ดขึ้นดังกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ปรากฏคือเท้าของใครสักคน ใส่คัทชูสีดำ ห้อยลงมาจากเพดานห้องน้ำโดยที่มีแค่ขา ไม่มีตัวเหตุการณ์อีกฝั่งจากน้องอีกคนบอกว่า เขาเองก็เคยเจอเช่นกันนั่นคือ ‘น้องเจ’ เกิดเหตุในห้องน้ำชาย วันนั้นเขาปวดหนัก จึงไปเข้าห้องน้ำห้องด้านในสุด แต่เขาเห็นว่าประตูห้องข้าง ๆ กันนั้นปิดอยู่เหมือนมีคนกำลังเข้า เขาก็บ่นในใจเพราะไม่สบายในที่จะทำธุระติดกับห้องข้าง ๆ เขาจึงเดินออกไปล้างมือ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นท่อนขาผู้หญิงใส่รองเท้าคัทชูสีดำ ยืนอยู่บนเพดาน… ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นของ คุณแบงค์ และคุณบีช่วงเวลาประมาณตี 4 ทั้งสองทำงานเสร็จ และกำลังจะกลับ จึงไปกดลิฟต์เพื่อจะลงไปชั้นหนึ่ง แต่จู่ ๆ ลิฟต์ก็เปิดออก และมีสัญญาณดังขึ้นว่า OVERLOAD คุณแบงค์พูดออกไปด้วยความปากไวว่า “โอ้ย แย่จังลิฟต์เต็ม ออกไปก่อนได้มั้ย ให้พวกผมลงไปก่อน” และจากนั้นเอง สัญญาณก็หยุดดัง และทั้งคู่ก็สามารถลงไปยังชั้น 1 เมื่อไปถึงคุณบีก็รีบไปเอารถ ส่วนคุณแบงค์ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์เขาอยากพิสูจน์ และรอยืนดูตรงที่โต๊ะ รปภ. ผ่านจอ CCTV เขาเห็นว่า ลิฟต์กำลังขึ้นไปที่ชั้น 3 ด้วยตนมันเอง โดยไม่มีคนกด และเมื่อถึงชั้น 3 ประตูก็เปิดออก และปิดลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนถึงชั้น 1 คุณแบงค์ยังคงยืนอยู่าหน้าลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสังเกตได้ว่า พื้นลิฟต์มันยวบลง 8 ครั้ง เหมือนกับว่า มีคนเดินออกมาจากลิฟต์ 8 คน…กลายเป็นเรื่องราวหลอนที่ยังคงวนเวียน และปรากฏให้ผู้คนได้เห็นในทุกชั้นของอาคารคณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เบ็คกี้ รีเบคก้า เล่าเรื่อง ‘นาฎศิลป์ โรงเรียนไทย’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

12 เม.ย. 2025

เบ็คกี้ รีเบคก้า เล่าเรื่อง ‘นาฎศิลป์ โรงเรียนไทย’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

‘เบคกี้ เเพทรีเซีย’ มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (4 มีนาคม 2568) พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘นาฏศิลป์ โรงเรียนไทย’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์เเปลก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในห้องนั้น จนทำให้เกิดความสงสัยว่า มีอะไร อยู่ภายในห้องนาฏศิลป์เเห่งนี้กันแน่? เบคกี้ได้เล่าว่า ในตอนที่ตนได้เรียนที่โรงเรียนไทยเเห่งหนึ่ง ในเเผนการเรียนนั้น ตนจำเป็นต้องเรียนวิชานาฏศิลป์ ตัวของคุณเบคกี้ไม่ถนัดวิชานี้จึงทำให้สอบไม่ผ่าน เป็นเหตุให้ต้องสอบเเก้ใหม่อีกครั้ง โรงเรียนที่คุณเบคกี้เรียน เป็นโรงเรียนประจำ โดยการซ้อมนาฏศิลป์เพื่อที่จะสอบเเก้ ก็มีเวลาที่จะสามารถซ้อมได้เเค่ตอนกลางคืน ส่วนห้องนาฏศิลป์นี้อยู่ที่ชั้นบนสุดของตัวอาคารเรียน จำเป็นที่จะต้องเดินบันไดขึ้นไป ในคืนเเรกที่คุณเบคกี้ซ้อม ขณะที่ซ้อมอยู่ได้สักครู่หนึ่ง ประตูของห้องนาฏศิลป์ก็ได้เปิดออกเอง ในใจตอนนั้นคุณเบคกี้คิดเเค่ว่า อาจจะเป็นเพราะลมพัดทำให้ประตูเปิดออก จึงไม่ได้สนใจในเหตุการณ์นี้มากเเละซ้อมต่อไป คืนถัดมา ความน่ากลัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเพราะขณะที่คุณเบคกี้ซ้อมอยู่นั้น ทุกครั้งที่คุณเบคกี้มองไปที่หุ่นนาฏศิลป์ภายในห้องซ้อม หุ่นตัวนั้นได้มีการเปลี่ยนตำเเหน่งที่ตั้งทุกครั้งราวกับว่าหุ่นตัวนั้นเคลื่อนไหวได้เอง นอกจากนี้โรงเรียนนี้ยังมีความเก่าเเก่ ทำให้รู้สึกว่าห้องซ้อมนี้ต้องมีบางอย่างที่ไม่ปกติเเน่นอน เเละนั่นเป็นเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่คุณเบคกี้ได้ขึ้นมาใช้ห้องซ้อมรำในโรงเรียนนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-