เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

12 มี.ค. 2026

กลางดึกของทุกคืน... มักจะมีคนมาช่วยทำงานวิจัย เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ต้องทำโปรเจกต์คู่กับเพื่อนในเวลากลางคืนแทบทุกวัน ภายในตึกเงียบ ๆ แต่ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังงานเหนือธรรมชาติ ที่คอยผ่านไปผ่านมาให้เห็น รวมไปถึงเรื่องเล่าจากปากรปภ. ที่อยู่ ๆ ก็หายตัวไปเพราะเจอสิ่งที่ทำให้อยู่ไม่ได้ และน่ากลัวไปกว่านั้นคือ ไม่ว่านักศึกษาคนไหนที่ใช้ตึกนี้ในเวลากลางคืน ก็ต้องเจอกับเธอคนนี้ที่มาปรากฏในรูปแบบที่หลอนจนทำไม่ลืม

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (24 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องจากในแล็บ’

   เรื่องราวนี้ ‘เจน The Ghost’ ได้มาเเชร์เรื่องราวของ ‘คุณแบงค์’ เมื่อ 14 ปีที่แล้วคุณแบงค์ เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ปี 4 ตอนเรียนได้มีโปรเจกต์ที่ทำคู่กับเพื่อนให้เลือกหัวข้อทำแล็บ และคุณแบงค์ก็ได้คู่กับ ‘คุณบี’ ทั้งคู่จับคู่กันช้า เลือกหัวข้อโปรเจกต์ช้า จึงได้สิทธิ์ในการจองห้องแล็บช้ากว่าคู่อื่น ๆ ทั้งคู่ต้องจำใจจองห้องแล็บ และใช้ได้แค่ช่วงกลางคืน เพราะช่วงเช้าโดนจองจนเต็มหมดแล้ว

อาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าสูง 5 ชั้น แล็บที่ใช้อยู่ที่ชั้น 3 ระยะเวลาในการใช้ห้องแล็บคือ 2 ทุ่มถึง 6 - 7 โมงเช้า ลักษณะห้องจะมี หน้าต่างบานเกล็ดอยู่ติดฝั่งทางเดิน ที่สามารถเห็นได้เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา และภายในก็มีอุปกรณ์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วไป ทั้งคู่ได้ตกลงกันว่า จะสลับกันทำแล็บโดยเป็นการนับเซลล์ยีสต์ที่ใช้ในการหมักไวน์ โดยคุณบีจะทำเสร็จช่วงเวลา 00.00 - 01.00 น. หลังจากนั้นจะเป็นคิวของคุณแบงค์ ระหว่างสลับกัน คุณบีก็จะไปนอนรอห้องข้าง ๆ

 สามวันแรกทุกอย่างปกติ แต่พอมาถึงวันที่ 4 ช่วงเวลาตี 2 - 3 ขณะกำลังส่องกล้องเขาสังเกตเห็นคนผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่กำลังแอบมองเขาอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปก็ดูเหมือนว่าบุคคลปริศนานั้นจงใจจะแกล้งเขาด้วยการนั่งลงเพื่อซ่อนตัว คุณแบงค์จึงคิดว่าอาจเป็นบี แต่เมื่อเดินไปดูที่ห้องข้าง ๆ  ก็พบว่าคุณบียังนอนอยู่ จึงกลับมาทำงานต่อไม่นานก็เห็นว่ามีคนมายืนอยู่หน้าห้องเช่นเดิม และเมื่อหันไปเขาก็แกล้งนั่งลงไปเพื่อหลบอีก คุณแบงค์เริ่มรอจังหวะ ถ้ามีครั้งถัดไป เขาตั้งใจจะวิ่งออกไปต่อว่า... ว่ามาแกล้งทำไมเสียสมาธิคนจะทำงาน และไม่นานคนคนนั้นโผล่มา คุณแบงค์ก็วิ่งออกไปจริง ๆ  แต่ปรากฏว่า ด้านนอกตลอดโถงทางเดินกลับไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ…

  คุณแบงค์ เดินกลับเข้าห้องมาด้วยความโมโห ถ้ามีครั้งที่ 4 เขาคิดในใจว่า จะไม่ทนอีกแล้ว และก็มีครั้งที่ 4 จริง ๆ คุณแบงค์จึงตะโกนไปว่า “ไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้ามีจริง ๆ ช่วยขยับบีกเกอร์ให้ดูหน่อยซิ” และหลังจากพูดจบ บีกเกอร์ที่มีของเหลวอยู่ด้านในก็ล้มลงราวกับโดนใครสักคนปัดจนของเหลวด้านในหกเต็มโต๊ะ คุณแบงค์รู้สึกได้ว่า บางทีพลังงานนี้อาจจะกำลังโมโหอยู่เช่นกันจึงรีบขอโทษ และขอร้องว่า “ผมจะต้องใช้สมาธิในการทำแล็บจริง ๆ ผมขอทำงานก่อน แล้วตอนเช้าผมจะไปใส่บาตรให้” และเมื่อเขาพูดจบร่างนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย คุณแบงค์ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง...

  และตอนเช้าเขาก็ไปใส่บาตรให้ตามคำพูด ต่อมาเขาย้ายห้องแล็บมาที่ชั้น 1 ครั้งนี้เขาทำแล็บเกี่ยวกับการเลี้ยงสาหร่าย เขาเป็นตัวแทนในการไปเก็บตัวอย่างสาหร่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยห้องแรกเป็นห้องที่มีโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน ส่วนห้องที่สองเป็นห้องเลคเชอร์ มีโต๊ะอาจารย์ และโต๊ะนักศึกษา ห้องถัดไปจะเป็นห้องเก็บตัวอย่างสาหร่าย เมื่อเขาเปิดเข้าไปในห้องเลคเชอร์ เขาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งผมสั้นประบ่า สวมเสื้อกาวน์ นั่งอยู่ที่โต๊ะของอาจารย์ แต่เธอไม่ได้สนใจคุณแบงค์เลย คุณแบงค์ก็มองเธออยู่พักนึง จนเธอค่อย ๆ เดินช้า ๆ ออกไป จึงเห็นได้ว่าเธอใส่ชุดนักศึกษา สวมเสื้อกาวน์ยาวคลุมเข่า รองเท้าคัทชูสีดำ เดินไปที่ห้องเก็บตัวอย่าง คุณแบงค์จึงคิดว่า อาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มาทำงานเช่นกัน แต่ที่น่าตกใจคืออยู่ ๆ เธอก็เดินทะลุประตูเข้าไปเลย เห็นอย่างนั้น คุณแบงค์ก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างในทันที จำใจเปิดประตูเข้าไปเพื่อรีบเก็บข้าวของจำเป็นทุกอย่างออกมา แต่เมื่อของมันเยอะมาก ขณะวิ่งออกมาเขาได้ทำโทรศัพท์หล่นบริเวณที่ด้านหลังของเขา คือโต๊ะอาจารย์ที่ผู้หญิงคนนั้นเคยนั่นอยู่ระหว่างกำลังก้มเก็บเขาก็เห็นว่ามีเท้าของผู้หญิงใส่คัทชูสีดำอยู่ด้านหลังกำลังเขย่งเหมือนชะเง้อมองคุณแบงค์กำลังทำอะไรอยู่ คุณแบงค์จึงรีบคว้าโทรศัพท์วิ่งหนีออกไป

   หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด คุณแบงค์ตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง โดยมีอาจารย์ฟังอยู่ด้วยเพื่อนของคุณแบงค์ตอบว่า “กูก็เคยเจอเหมือนกัน” ซ้ำอาจารย์ยังอธิบายรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงคนนั้นได้เหมือนกันที่เขาเพิ่งเจอไม่มีผิด อาจารย์เล่าต่อว่า พี่ผู้หญิงคนนี้เป็นนักศึกษาที่ชอบทำแล็บมาก ๆ และเขามักจะช่วยเพื่อน ๆ ทำแล็บด้วยเสมอ วันนึงเธอก็เสียชีวิตในที่พักเธอเอง แต่เมื่อจิตสุดท้ายของเธออยู่ที่แล็บ วิญญาณของเธอจึงยังคงอยู่ และปรากฏตัวให้คนอื่น ๆ เห็นอยู่บ่อยครั้ง…

    เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของพี่รปภ. ที่คุณแบงค์สนิทเขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะรปภ. หน้าลิฟต์  ชั้น 1 ตรงนั้นจะมีจอ CCTV ของทุกชั้นอยู่ แต่เขาได้หายตัวไปประมาณเกือบเดือน จนสุดท้ายคุณแบงค์ ก็เจอกับเขาอีกครั้งที่คณะจึงทักทาย และถามไถ่ว่า “หายไปไหนมาครับ ตั้งเกือบเดือนเลย” แรกเริ่มพี่รปภ. ก็ไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าคุณแบงค์จะกลัวเอา แต่คุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว จึงยอมเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมสั้น หน้าที่ของเขาคือกการเดินตรวจตราทุกชั้นว่ามีใครอยู่ในห้อง หรือในอาคารหรือไม่ เมื่อตรวจจนครบเขาก็กลับมานั่งประจำโต๊ะ แต่ในจอ CCTV เห็นว่าที่ชั้นสาม มีผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อกาวน์ รองเท้าคัทชูสีดำ ผมสั้นประบ่ายืนอยู่ โดยเท้าของเธอนั้น ติดกับเพดาน และห้อยหัวลงมา…

    เธอคนนั้นเดินมาเรื่อย ๆ โดยทุกครั้งที่เดินผ่านกล้องวรจรปิด เธอจะย่อตัวเพื่อให้กล้องสามารถจับใบหน้าของเธอได้ชัด ๆ เธอค่อย ๆ เดินมาจากชั้นสาม ลงมายังชั้นสอง และกำลังจะเดินมาถึงชั้นหนึ่งในตำแหน่งที่ใกล้กับพี่ รปภ. แต่พี่รปภ. ทนไม่ไหววิ่งหนีออกไป และทำเรื่องขอย้ายไปทำงานที่ตึกอื่นเมื่อคุณแบงค์ ได้ยินแบบนั้นจึงเล่าให้เพื่อนฟังอีกว่า จึงมีบทสนทนาเกิดขึ้นว่า “พี่คนนี้เธอสามารถทะลุได้ทุกห้อง ไปได้ทุกชั้นเลยนะ” และมีเรื่องเล่าเพิ่มอีก…

เพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งมีกันอยู่ 3 คน ขณะที่เธอกำลังทำธุระกันที่ห้องน้ำ และบังเอิญเกิดเหตุการณ์ไฟตกทั้งคณะ พวกเธอจึงกรี๊ดขึ้นมาด้วยความตกใจ และจากนั้นไฟก็เปิด แต่มันก็ทำให้พวกเธอกรี๊ดขึ้นดังกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ปรากฏคือเท้าของใครสักคน ใส่คัทชูสีดำ ห้อยลงมาจากเพดานห้องน้ำโดยที่มีแค่ขา ไม่มีตัว 

เหตุการณ์อีกฝั่งจากน้องอีกคนบอกว่า เขาเองก็เคยเจอเช่นกันนั่นคือ ‘น้องเจ’ เกิดเหตุในห้องน้ำชาย วันนั้นเขาปวดหนัก จึงไปเข้าห้องน้ำห้องด้านในสุด แต่เขาเห็นว่าประตูห้องข้าง ๆ กันนั้นปิดอยู่เหมือนมีคนกำลังเข้า เขาก็บ่นในใจเพราะไม่สบายในที่จะทำธุระติดกับห้องข้าง ๆ เขาจึงเดินออกไปล้างมือ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นท่อนขาผู้หญิงใส่รองเท้าคัทชูสีดำ ยืนอยู่บนเพดาน…

   ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นของ คุณแบงค์ และคุณบีช่วงเวลาประมาณตี 4 ทั้งสองทำงานเสร็จ และกำลังจะกลับ จึงไปกดลิฟต์เพื่อจะลงไปชั้นหนึ่ง แต่จู่ ๆ ลิฟต์ก็เปิดออก และมีสัญญาณดังขึ้นว่า OVERLOAD คุณแบงค์พูดออกไปด้วยความปากไวว่า “โอ้ย แย่จังลิฟต์เต็ม ออกไปก่อนได้มั้ย ให้พวกผมลงไปก่อน” และจากนั้นเอง สัญญาณก็หยุดดัง และทั้งคู่ก็สามารถลงไปยังชั้น 1 เมื่อไปถึงคุณบีก็รีบไปเอารถ ส่วนคุณแบงค์ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์เขาอยากพิสูจน์ และรอยืนดูตรงที่โต๊ะ รปภ. ผ่านจอ CCTV เขาเห็นว่า ลิฟต์กำลังขึ้นไปที่ชั้น 3 ด้วยตนมันเอง โดยไม่มีคนกด และเมื่อถึงชั้น 3 ประตูก็เปิดออก และปิดลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนถึงชั้น 1 คุณแบงค์ยังคงยืนอยู่าหน้าลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสังเกตได้ว่า พื้นลิฟต์มันยวบลง 8 ครั้ง เหมือนกับว่า มีคนเดินออกมาจากลิฟต์ 8 คน…

กลายเป็นเรื่องราวหลอนที่ยังคงวนเวียน และปรากฏให้ผู้คนได้เห็นในทุกชั้นของอาคารคณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

24 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

คืนล้อมวงดื่มในหอพักมหาวิทยาลัย กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น เมื่อสังเกตว่ามีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำ ทั้งที่ในห้องมีผู้หญิงเพียงสองคน และสิ่งที่เห็น…คือกระโปรงยาวกับเท้าเปลือย ๆ หลังจากคืนนั้น ความผิดปกติเริ่มตามติดไม่หยุด ไฟถนนที่ดับไล่ตามทาง ไปจนถึงเสียงเล็บขูดหน้าต่างยามค่ำคืน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปงXเต้ย ผีเหรียญ ’ (9 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในห้องน้ำ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ ‘เบนจี้’ ยังอาศัยอยู่หอพักมหาวิทยาลัย คืนหนึ่งมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันชวนไปนั่งดื่มที่ห้อง เบนจี้จึงไปพร้อมกับรูมเมทอีกหนึ่งคน ภายในห้องมีคนนั่งล้อมวงดื่มเหล้ากันหลายคน บรรยากาศดูปกติ ไม่มีอะไรผิดสังเกตตำแหน่งที่เบนจี้นั่งอยู่เป็นจุดที่มองเห็นประตูห้องน้ำได้พอดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความผิดปกติ เบนจี้สังเกตเห็นว่า มีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำหลายครั้งเห็นแค่ระดับเท้า จึงไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเป็นรุ่นพี่คนอื่นในวง จนกระทั่งเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เดินผ่านหน้าประตูห้องน้ำ เป็นกระโปรงยาวคลุมถึงตาตุ่ม และเท้าเปลือย ๆ เบนจี้เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ เพราะในวงดื่มคืนนั้น มีผู้หญิงแค่เบนจี้กับรูมเมทเท่านั้นไม่นานนัก รุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจะไปเข้าห้องน้ำ ทั้งที่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้น เบนจี้เพิ่งเห็นเท้าคู่นั้นเดินเข้าไปแล้ว เมื่อหันไปมองอีกครั้ง…กลับเห็นเพียงพี่ผู้ชายคนเดียวอยู่ในห้องน้ำ ไม่มีใครอื่นเลย ความรู้สึกอึดอัด และกดดันเริ่มก่อตัว เบนจี้จึงขอออกไปสูดอากาศข้างนอก และรูมเมทก็เดินตามออกมา ทั้งสองไปนั่งอยู่ที่บันไดทางขึ้นหอ เบนจี้บอกกับเพื่อนว่า…“กูเห็นนะ” เพราะส่วนตัวเป็นคนที่มีเซ้นส์เรื่องลึกลับอยู่แล้วรูมเมทตอบกลับทันทีว่า ตอนอยู่ในห้องก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน พอเพื่อนถามต่อว่าเห็นเป็นยังไง ในจังหวะที่เบนจี้กำลังจะอธิบายปลายหางตากลับเห็นข้อเท้าและชายกระโปรงสีขาวแบบเดียวกับที่เห็นในห้องอยู่ด้านหลังพวกเขาร่างนั้นค่อย ๆ ย่อตัวลง จนเห็น ปลายผมสีดำยาว เหมือนกำลังโน้มตัวลงมา เพื่อฟังว่าเบนจี้จะพูดอะไรต่อเบนจี้ลดเสียงลงทันที แล้วกระซิบกับเพื่อนว่า“มันอยู่ตรงนี้…มันกำลังฟังเราอยู่”ทั้งสองนับจังหวะแล้วหันกลับไปมองพร้อมกันแต่…ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ความไม่สบายใจทำให้ทั้งคู่รีบขอตัวกลับ ระหว่างขับรถกลับหอ เบนจี้ได้แต่ภาวนาในใจว่า ขออย่าตามกลับมาเลย แต่ขณะขับรถอยู่ เบนจี้เหลือบมองกระจกข้างเห็น ไฟถนนค่อย ๆ ดับลงทีละดวง ไล่ตามหลังมาอีกเพียงเลี้ยวซ้ายเดียวก็จะถึงหอพักแต่จู่ ๆ รถกลับ ดับกลางทาง…ฝนเริ่มตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบผิดปกติ โชคดีที่มีนักศึกษาผู้ชายขับรถผ่านมา จึงช่วยสตาร์ทรถให้ จนทั้งคู่สามารถกลับหอได้อย่างปลอดภัยเช้าวันถัดมา เบนจี้ถามรูมเมทว่า “เมื่อคืนหลับสบายไหม”แต่คำตอบที่ได้คือ“สบายอะไร…ได้ยินเสียงเหมือน เล็บขูดบานเกร็ดหน้าต่างทั้งคืน”ตอนแรกเบนจี้ไม่เชื่อ จนไปดูที่หน้าต่าง และพบว่า มีรอยเล็บจริง ๆ เป็นรอยเล็กยาว คล้ายเล็บยาวขีดลากลงมา คืนนั้นเอง เบนจี้ก็เริ่มได้ยินเสียงเดียวกัน และจะได้ยินเฉพาะตอนที่ปิดไฟ เสียงนั้นเกิดซ้ำ ๆ อยู่ 2-3 คืน จนกระทั่งวันเข้าพรรษา เบนจี้ได้ไปทำบุญ และอธิษฐานบอกกับสิ่งที่ตามมาว่าขอมอบบุญทั้งหมดในวันนี้ให้ ขอให้กลับไปอยู่ที่เดิมและอย่าตามมาอีกหลังจากวันนั้น…ก็ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากขึก สิทธิชัย 'เจ้าที่หลอนในกุฏิ' l อังคารคลุมโปง X เอิร์ธ - ขึก [ 16 ธ.ค.2568 ]

25 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากขึก สิทธิชัย 'เจ้าที่หลอนในกุฏิ' l อังคารคลุมโปง X เอิร์ธ - ขึก [ 16 ธ.ค.2568 ]

เดินทางไปค้างคืนที่วัดแห่งหนึ่ง ตกดึกกำลังจะเคลิ้มหลับตาลง ก็มีเสียงดังลั่นขึ้นมา! ตึก..ตึก..ตึก… ดังรายล้อมไปรอบตัว พร้อมเสียงกระซิบแผ่ว ๆ “นอนหลับสบายดีมั้ย..” จึงได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดเปิดผ้าคลุมออก พบเข้ากับผู้หญิงที่จ้องหน้ามาอย่างจัง หลังจากวันคืนนั้น ก็ยังพบเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่ซ้ำไปในทุก ๆ คืน… เรื่องราวของกุฏิหลอน.. ‘คุณขึก’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ที่ได้ไปนอนค้างที่กุฏิวัดชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ในจังหวะที่จะเคลิ้มหลับ มักจะได้ยินเสียง ตึก..ตึก..ตึก… ดังขึ้นในทุก ๆ คืน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X’ (16 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เจ้าที่หลอนในกุฏิ’ เรื่องเล่าจาก ‘คุณขึก’ ได้เดินทางจากต่างจังหวัด เข้ามาหาหลวงตาที่เป็นรองเจ้าอาวาส ณ วัดชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ แม่คุณขึกได้บอกว่า ก่อนที่จะเข้านอนอย่าลืมไหว้พระสวดมนต์ ช่วงเวลากลางคืน เริ่มมีอาการเคลิ้ม ๆ ปรากฏว่าเสียงดังลั่นขึ้นมา ตึก!..ตึก!…ตึก! ค่อย ๆ หันซ้าย หันขวาไปมอง ก็พบแต่ความว่างเปล่า หลังจากเสียงดังลั่นเมื่อครู่ ก็เริ่มที่จะมีอาการเคลิ้มอีกครั้ง ทันใดนั้นบริเวณหน้าต่างก็มีเสียงดังลั่น ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ลุกขึ้นไปดูในทันที แต่กลับไม่พบอะไรที่ผิดปกติ หลังจากนั้นได้กลับมาปิดไฟ เริ่มจะเอนตัวลงนอน ทันใดนั้นก็มีเสียงดังลั่นขึ้นอีกครั้ง ตึก..ตึก..ตึก… เป็นเสียงดังล้อมรอบตัว และได้ลุกขึ้นสำรวจรอบ ๆ ตัวก็พบแต่ความว่างเปล่าอีกครั้ง ผ่านเวลามาจนถึง ตี 3 เริ่มได้ยินเสียงเดินอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกว่ามีบางอย่าง มาเขี่ยไปมาอยู่บนใบหน้า และได้แต่นึกในใจว่าอาจจะเป็นขนแมว แต่ทันใดนั้นมีเสียงพูดแผ่ว ๆ ว่า “นอนหลับสบายดีมั้ย” เป็นเสียงของหญิงสาวที่กระซิบอยู่เบา ๆ คุณขึกรวบรวมความกล้าทั้งหมด เปิดผ้าออกมองตรงไปด้านหน้า สายตามองเห็นเป็นใบหน้า ของผู้หญิงนั่งจ้องตาเขม็ง คุณขึกตกใจสะดุ้งเฮือก หลวงตาได้ปรากฏตัวขึ้นในทันที พร้อมพูดมาว่า “อย่าไปกวนเขา ต่างคนต่างอยู่” หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็เฝดหายไป ผ่านไปไม่นานด้วยความเพลีย มีอาการง่วงขึ้นอีกครั้ง และเสียงก็ค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ตึก..ตึก… คุณขึกเริ่มสวดคาถาไล่ผีขึ้นมา แต่ทันใดผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า“ไม่ต้องสวดหรอก..ฉันไม่กลัว” ผู้หญิงคนนี้เดินไป เดินมา อยู่รอบ ๆ ตัว คุณขึกนึกในใจว่า เราได้ไปลบหลู่เขาหรือเปล่า รุ่งเช้าวันต่อมา จึงได้ไปใส่บาตรให้กับเขา แล้วก็เดินทางกลับบ้าน แต่เดือนถัดมาได้กลับมาที่วัดอีกครั้ง ก็ยังพบเจอเหตุการณ์แบบเดิมอยู่ซ้ำ ๆ วนไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost 'สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

04 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost 'สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

รถแท็กซี่ที่คุณนั่ง แค่รับส่งผู้โดยสาร หรือเคย ‘พรากชีวิต’ ใครมาก่อนหรือเปล่า? เรื่องราวหลอนระทึกของคนขับรถกะดึก ที่รับผู้โดยสารสาวขึ้นรถมาด้วยความหวังดี แต่กลายเป็นสาเหตุที่ต้องเลิกขับแท็กซี่ไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อหญิงที่ขึ้นมาบนรถนั้น ดันกลายเป็นศพที่ถูกล้อรถทับ ที่ต้องหนีไปขอความช่วยเหลือจากลุงยามหมู่บ้านใกล้ ๆ แต่ใครจะรู้ ว่านั่นคือการ 'หนีเสือปะจระเข้'... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost (27 มกราคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่’ เรื่องราวนี้ ‘สาวแอน’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกเล่ามาโดย “คุณอาร์ท” เป็นเรื่องราวของพี่ที่รู้จัก ที่มีชื่อว่า “คุณนัท” ซึ่งเหตุการณ์นี้ คือสาเหตุที่ทำให้ ‘คุณนัท’ ถึงกับต้องเลิกทำอาชีพสร้างเนื้อสร้างตัวของเขา นั่นคือการขับแท็กซี่ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ‘คุณอาร์ท’ ตกงาน จึงไปสมัครเป็นคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งการเช่ารถแท็กซี่ 1 คัน จะถูกจัดให้มีคนขับอยู่ 2 คน ซึ่งคุณอาร์ท จะขับรถในกะกลางวัน และการทำงานในกะกลางคืน จะเป็นของพี่นัท พี่นัทเป็นคนตรงเวลามากมาตลอด เขาจะมาส่งรถประมาณตี 5 ของทุกวัน คืนวันนั้นพี่นัท ก็ออกไปทำงาน และคุณอาร์ทก็มารอรับรถปกติ แต่วันนี้ พี่นัทดันไม่มา คุณอาร์ทยังรอไปหลายชั่วโมง จนกระทั่ง 7 โมงเช้า พี่นัทก็ยังไม่มา จึงกลับไปรอที่บ้าน ประมาณ 9.00 น. พี่นัท โทรมา บอกว่า “อาร์ท พี่ขอโทษ 11 โมง มารับรถนะ เดี๋ยวพี่จะให้ค่าเสียเวลา” คุณอาร์ทก็ตอบตกลง และไปเจอกันที่อู่รถแท็กซี่แต่หลังจากเจอกับพี่นัท คุณอาร์ทสังเกตได้เลยว่า หน้าพี่นัท ดูซีดเซียว เหมือนคนอดหลับอดนอน แต่ก็ไม่ได้ถามไถ่อะไร แล้วไปขับรถทำงานตามปกติ หลังจากการทำงานวันนั้น คุณอาร์ทก็ขับรถเข้ามาที่อู่ และเห็นว่า พี่นัทกำลังนั่งรออยู่ เมื่อเจอกัน พี่นัทพูดว่า “อาร์ท… พี่ขอแลกกะได้มั้ย พี่ไม่อยากขับกะกลางคืนแล้ว” แต่คุณอาร์ท ปฏิเสธไป เพราะไม่ชินกับการขับรถกลางคืน แต่พี่นัทก็ไม่ได้ตื้ออะไร ต่างคนจึงแยกย้ายกัน วันถัดมาหลังจากคุณอาร์ท กลับจากทำงาน แล้วเอารถมาส่งที่อู่ ปรากฎว่าคนที่ยืนรอกลับเป็น เจ๊ เจ้าของอู่ ไม่ใช่พี่นัท เจ๊บอกกกับคุณอาร์ทว่า พี่นัทลาออกแล้ว อยากให้คุณอาร์ทควง 2 กะเลยทั้งกลางวัน และกลางคืน ทีแรกคุณอาร์ทคิดว่า เขาทำอะไรให้พี่นัทไม่พอใจ หรือโกรธที่ไม่ยอมแลกกะ หรือเปล่า? หลังจากนั้นจึงไปหาพี่นัทที่บ้าน ขณะนั้นพี่นัทกำลังดื่มอยู่ คุณอาร์ทจึงทราบจากภรรยาพี่นัทว่า พี่นัทไม่ได้โกรธ แต่เจอผีหลอกมาต่างหาก เขาก็เอ๊ะใจว่า แค่นี้ถึงกับต้องเลิกขับแท็กซี่เลยหรอ พี่นัทจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พี่นัทเล่าว่า ตอนนั้นทำงานกะดึกอยู่เขาขับไปส่งลูกค้าแถวชานเมือง แต่ขากลับมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกรถพอดี เขาเองก็ดีใจที่อย่างน้อย ก็ไม่ได้ตีรถกลับไปเฉย ๆ เมื่อเปิดกระจกถามว่าจะไปไหน ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “ไปซอยในหมู่บ้านตรงนั้นค่ะ…” พี่นัทก็เริ่มคิดแล้วว่า ซอยตรงนั้นมันเปลี่ยวสองข้างทางเป็นป่าต้นธูป มืดไม่มีไฟ เขากลัวว่าจะโดนลวงไปปล้น แต่เขาก็เป็นห่วงน้องผู้หญิงเลยตัดสินใจไปส่ง หลังจากนั้นน้องผู้หญิงก็ขึ้นรถมาแล้วบอกว่า ไม่ขอนั่งข้างหลัง อยากนั่งข้างหน้า พี่นัทก็ตกลง เมื่อขับรถออกไปสักพัก ด้วยความที่ผู้หญิงคนนั้นใส่กระโปรงสั้นแต่งตัวล่อตา พี่นัทจึงเผลอไปมองขา และหน้าอกของน้องผู้หญิง เขาเองก็รู้สึกผิด แต่สักพักน้องผู้หญิงก็หยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาจดป้ายทะเบียนรถปกติ แล้วจู่ ๆ ก็หันมาพูดว่า “มึงมองนมกูหรอ !” พี่นัทตกใจจึงรีบปฏิเสธ “กูไม่ได้มอง !” ระหว่างนั้นก็ขับรถไป และทะเลาะกันไป ใช้คำหยาบขึ้นมึงกู เมื่อขับไปถึงจุดกลับรถใต้สะพานทางด่วนซึ่งมืดมาก เสียงทะเลาะของน้องผู้หญิงเมื่อครู่ก็เงียบไป และเมื่อขับออกมาพ้นใต้สะพาน มีแสงสว่าง พี่นัทก็หันไปพบว่าน้องผู้หญิงได้หายไปแล้ว พี่นัทตกใจมาก และนั่งสักพัก ก่อนที่จะได้ยินเสียง ปั๊ง! ปั๊ง! ปั๊ง! ที่ท้ายรถ จึงตัดสินใจลงจากรถไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่พี่นัทเห็นคือ ภาพสยดสยองของน้องผู้หญิงคนนั้นที่โดนล้อรถทับอยู่ มีทั้งเลือด และอวัยวะกระจายเต็มไปหมด ผู้หญิงคนนั้นพูดกับพี่นัทว่า “มึงชนกูทำไม!” พี่นัทรู้ตัวเลยว่านี่ไม่ใช่คน จึงรีบขึ้นรถ และขับหนีออกมาโดยเร็วที่สุด ขับออกมาเรื่อย ๆ จนเห็นแสงสว่างจากหมู่บ้าน และหน้าหมู่บ้านก็มีป้อมยาม ขณะนั้นมีคุณลุงคนนึง กำลังถือเก้าอี้เดินเข้าไปในป้อมพอดี พี่นัทจอดรถ และรีบวิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือ “ลุง ๆ ช่วยผมด้วย ผมโดยผีหลอก” ลุงจึงบอกให้พี่นัทเข้ามาก่อน ด้วยความกลัวพี่นัทก็รีบวิ่งเข้าไปนั่งหลบที่ใต้โต๊ะ ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาอีกทีในตอนเช้า เมื่อพี่นัทโดนปลุกจนตื่น ก็พบว่าข้างนอกป้อมยามมีชาวบ้านเต็มไปหมด ทุกคนต่างมามุงดู เพราะคิดว่าพี่นัทอาจจะนอนเสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นก็มีการซักถามว่า “มาที่นี่ได้ยังไง คุณเป็นคนต่างถิ่นหนิ” คุณนัทจึงเล่าให้ฟังว่าโดนผีหลอก และมีป้าชาวบ้านคนนึงพูดขึ้นมาว่า “หึ้ย.. ไอส้มมันยังไม่ไปไหนอีกหรอ” พี่นัทจึงถามกลับไปว่า “ส้ม… ส้มที่ว่านี่คือใคร สิ่งที่ผมเจอคืออะไร” ป้าจึงบอกให้ตามมาจะเล่าให้ฟัง พี่นัทตามป้าไปที่ร้านข้าวของเธอ ป้าก็เล่าให้ฟังว่า ส้ม ก็เป็นคนหมู่บ้านนี้แหละ คืนนั้นส้มไปเรียกแท็กซี่ตรงจุดที่พี่นัทเคยไปรับ เมื่อขึ้นรถไปก็จดป้ายทะเบียนรถแท็กซี่เหมือนที่ทำตอนที่ขึ้นรถพี่นัทเลย แต่จังหวะที่รถขับไปถึงจุดกลับรถใต้สะพานที่เกิดเหตุ ลุงขับแท็กซี่คนนั้นกลับจอดรถ และพยายามข่มขืนเธอแต่น้องส้มเปิดประตู และหนีไปได้ ลุงจึงขับรถหนีไป แต่หนีได้สักพัก ก็นึกขึ้นได้ว่า น้องส้มได้จดชื่อ และทะเบียนรถของเขาไว้ จึงอยากย้อนกลับไปขอโทษ เมื่อกลับไปถึง ก็พยายามตามหาแต่ส้มกลับวิ่งหนี เขาจึงคิดว่าน่าจะไม่สามารถประนีประนอมกันได้ จึงตัดสินใจ ขับรถชนน้องส้มจนเธอสลบไป และพยายามลงจากรถไปค้นหาสมุดเล่มนั้นแต่ก็หาไม่เจอ จู่ ๆ น้องส้มก็ฟื้นขึ้นมา ลุงขับแท็กซี่ จึงขับรถเหยียบเธอซ้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอเสียชีวิตแล้ว จากนั้นจึงเอารถไปส่งที่อู่ แต่ไม่นานเมื่อกฎหมายทำงาน ลุงขับแท็กซี่ก็โดนจับไปรับโทษทันที หลังจากการชันสูตรศพ และสอบสวนผู้ต้องหา ตำรวจได้ถามลุงขับแท็กซี่ว่า ลุงข่มขืน และฆ่าน้องส้มใช่ไหม ลุงปฏิเสธตอบว่า “ผมฆ่าก็จริง แต่ผมไม่ได้ข่มขืน” ตำรวจเอะใจมาก “เป็นไปไม่ได้ เพราะศพโดนข่มขืนด้วย” เมื่อไม่มีการยอมรับ จึงต้องพักการสอบสวนไว้ก่อน และไม่นานก็มีสายจากตำรวจอีกนายโทรเข้ามาว่าให้มาดูที่เกิดเหตุอีกเหตุที่บ้านน้องส้ม เมื่อไปถึง ก็พบว่าภายในห้องมีข้อความเขียนอยู่ว่า “...กูแค่ข่มขืนมึง กูไม่ได้ฆ่ามึง… คนที่ฆ่ามึง คือคนขับแท็กซี่…” และถัดจากข้อความนั้นเป็นร่างของลุงแก่ ๆ ขี้เมา แขวนคอตัวเองอยู่ ตำรวจจึงสรุปได้ว่า ขณะที่ลุงขับแท็กซี่ขับรถหนีไป ลุงขี้เมาคนนี้ได้เข้ามา และข่มขืนน้องส้ม สมุดที่น้องส้มถือ จึงหล่นอยู่แถวนั้น เมื่อลุงขับแท็กซี่กลับมา ลุงขี้เมาก็หนีไป… เมื่อเล่ามาถึงอย่างนี้ คุณอาร์ทจึงพูดขึ้นว่า “แต่พี่ก็โชคดีนะ ที่มีลุงยามมาช่วยเอาไว้” พี่นัทตอบว่า “โชคดีกับผีอะไรล่ะ ที่กูสลบเพราะลุงนั่นแหละ” พี่นัทเล่าต่อว่า ในตอนที่เขาเข้าไปหลบใต้โต๊ะ ลุงยามก็เดินหยิบเก้าอี้มา แล้วพูดว่า “ผีตัวนี้ ลุงไม่กลัวมันหรอก ลุงมีวิธีหนีมันแล้ว” หลังจากนั้นลุงก็ปีนขึ้นบนเก้าอี้ และแขวนขอตัวเองต่อหน้าต่อตาพี่นัท และความจริงที่น่ากลัวสกว่านั้นคือ รถที่ทั้งสองคนขับ คือรถคันเดียวกันที่ชนน้องส้มจนเสียชีวิต…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเเนต 'ภาพทับซ้อน' l อังคารคลุมโปง X The Shock [ 6 ม.ค.2569 ]

09 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเเนต 'ภาพทับซ้อน' l อังคารคลุมโปง X The Shock [ 6 ม.ค.2569 ]

ทริปทัวร์ใหญ่ที่เหมาปิดรีสอร์ทในจังหวัดราชบุรี กลายเป็นคืนที่ไม่มีใครลืม เมื่อห้องพักชั่วคราวใต้ร้านสะดวกซื้อ เป็นจุดที่มีใครบางคนในชุดสีแดง “เดินวนอยู่หน้าห้อง” เช้าวันถัดมา ความจริงที่ถูกซ่อนของรีสอร์ทแห่งนี้ค่อย ๆ ถูกเปิดเผย และทำให้รู้ว่า สิ่งที่ยืนมองพวกเขาในคืนนั้น…อาจไม่เคยไปไหนเลยตั้งแต่วันเกิดเหตุ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X The Shock’ (6 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘ภาพทับซ้อน’ เรื่องราวของ “แนต” เกิดขึ้นเมื่อราว ๆ 10 ปีก่อน ในช่วงที่แนตทำงานเป็นไกด์ทัวร์ วันนั้นเป็นทริปใหญ่ที่ต้องเดินทางไปจังหวัดราชบุรี มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 300 คน เป็นการเหมาทั้งรีสอร์ทเพื่อจัดปาร์ตี้ บรรยากาศด้านหน้ารีสอร์ทดูดีมีร้านสะดวกซื้ออยู่ด้านบน แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปด้านในความสวยงามด้านหน้ากลับหายไป เหลือเพียงทางเดินเงียบงัน และบรรยากาศวังเวง… ด้วยความที่เป็นไกด์ แนต และทีมงานต้องดูแลลูกค้าทั้งคืน กว่าจะรู้ว่าตัวเองได้พักห้องไหนก็ต่อเมื่อปาร์ตี้เลิกแล้ว เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน หลังจากส่งลูกค้าเข้าที่พักเรียบร้อย แนตจึงไปสอบถามทางรีสอร์ทว่าทีมงานจะได้นอนตรงไหน คำตอบที่ได้คือ ห้องเล็ก ๆ ชั้นล่าง ใต้ร้านสะดวกซื้อด้านหน้ารีสอร์ท เป็นห้องพัก 3 ห้องเล็ก ๆ ที่จัดที่นอนไว้ให้ ส่วนห้องฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นห้องเก็บของ ก็ถูกจัดเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับทีมงานบางส่วน แนตรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้สุดท้ายไกด์ และเพื่อน ๆ ของแนตจึงรวมกันนอนห้องเดียว ประมาณ 6–7 คน ทุกคนนั่งดื่มนั่งคุยคลายเหนื่อยกันอยู่ในห้อง แนตนั่งอยู่บนเตียงหันหลังให้กระจกบานใหญ่ที่อยู่ฝั่งหน้าห้อง ขณะที่เพื่อน ๆ ทุกคนหันหน้าไปทางกระจกไม่นาน เพื่อนคนหนึ่งก็ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ“แนต…น้องทีมงานมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เห็นเดินผ่านหน้าห้องหลายรอบแล้ว ใส่เสื้อสีแดง” แนตลุกขึ้นไปเปิดประตูดูทันที แต่ด้านนอกกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย แนตคิดว่าอาจเป็นความเข้าใจผิด จึงกลับเข้ามานั่งคุยต่อประมาณ 15 นาทีผ่านไป เพื่อนคนเดิมทักขึ้นมาอีก“แนต เขายังเดินอยู่นะ ลองออกไปดูอีกทีไหม” แนตลุกออกไปดูอีกครั้ง เพราะตัวเองนั่งใกล้ประตูที่สุด แต่ผลก็เหมือนเดิมไม่มีใคร ไม่มีแม้แต่เงา ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เพื่อนคนนั้นเริ่มพูดจริงจังขึ้น บอกว่าเห็นชัดมาก คน ๆ นั้นไม่ได้แค่เดินผ่าน แต่ “ยืนมองอยู่หน้ากระจกหน้าต่าง” แนตเริ่มหงุดหงิด คิดว่าอาจจะโดนเพื่อนอำ จึงลุกออกไปดูเป็นครั้งที่สาม และก็ยังไม่เห็นอะไรเหมือนเดิมแต่ทันทีที่แนตกำลังจะหันกลับเข้าไปในห้อง เพื่อนในห้องกลับพูดขึ้นว่า“จะไม่มีอะไรได้ยังไง…เขายังยืนอยู่เลย” แนตออกไปยืนดูอีกครั้งโดยครั้งนี้เดินตรงไปที่กระจกหน้าต่าง ก่อนที่เสียงโวยวายในห้องจะเริ่มดังขึ้น เมื่อแนตได้ยินเสียงโวยวายจึงเดินกลับเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร” เพื่อนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ว่า“ตอนที่แนตออกไปยืนดูที่กระจก…แนตไปยืนทับร่างของคนนั้น”บรรยากาศในห้องเงียบสนิท ทุกคนตัดสินใจเก็บของ และย้ายไปอยู่อีกห้องทันที และนั่งคุยถึงสิ่งที่แต่ละคนเห็นกันยาวไปจนถึงเช้า เช้าวันถัดมา แนตยังคาใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงไปถามพนักงานรีสอร์ท แต่ไม่มีใครยอมตอบ จนกระทั่งได้คุยกับแม่บ้านคนหนึ่ง แม่บ้านเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดว่า“พี่เจอเหรอ…” จากนั้นเธอเล่าว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ห้องบริเวณนั้นเคยเป็นที่พักของพนักงาน มีคู่รักคู่หนึ่งทะเลาะกัน ผู้ชายรีบออกไปง้อแฟน แต่ยังไม่ทันจะพ้นร้านสะดวกซื้อ รถก็ชนเสียชีวิตตายคาที่… และตั้งแต่นั้นมา ก็มีคนบอกว่า “ยังมีใครบางคน” ใส่เสื้อสีแดง เดินวนอยู่แถวนั้นไม่ไปไหน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-