น้ำมันพราย ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

น้ำมันพราย ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

21 พ.ค. 2025

       นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดหลอน ที่ความตายก็ไม่อาจล้างหนี้ได้! เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคุณ ‘จ๊ะโอ๋’ ที่ได้ให้พี่สาวข้างบ้านคนสนิทยืมเงินไป พอทวงเงินก็กลับได้เพียงความนิ่งเฉย แต่ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่ง พี่สาวที่เธอเคยรู้จักจะไม่ใช่คนอีกต่อไป สุดท้ายเธอจะได้เงินคืนหรือไม่ หาคำตอบได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (13 พฤษภาคม 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจเเนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ‘ดีเจมดดำ’ กับชื่อเรื่องว่า ‘เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’

       คุณขวัญ น้ำมันพราย เล่าว่า ‘คุณผึ้ง’ เป็นหัวหน้าเซลส์อยู่ที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน และมีลูกทีมใหม่ชื่อว่า ‘คุณจ๊ะโอ๋’ เธอมักเล่าให้ฟังว่าตนเป็นคนขยัน ทำงานช่วยที่บ้านมาตั้งแต่เด็ก จนวันหนึ่งต้องย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ในย่านที่ถนนยังเป็นดินแดง รายล้อมด้วยป่าอ้อยและต้นไม้ใหญ่ บ้านตรงข้ามคือบ้านของคุณตากับคุณยาย และก็ได้รู้จักกับพี่ข้างบ้านที่เป็นผู้หญิงชื่อว่า ‘พี่พี’ จนสนิทสนมกัน แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่ทั้งคู่ห่างกันไปเพราะพี่พีมีแฟน จนวันหนึ่ง พี่พีโทรมาหาและชวนจ๊ะโอ๋ไปที่บ้าน เมื่อไปถึง พี่พีก็พูดขึ้นว่า

       “ยืมตังค์หน่อยดิ”

       โดยให้เหตุผลว่ามีเรื่องต้องใช้เงิน และขอยืมไป 10,000 บาท ด้วยความไว้ใจ จ๊ะโอ๋จึงให้ยืม แต่เมื่อถึงกำหนดคืนเงิน จ๊ะโอ๋ไปทวง พี่พีก็ขอผลัดเป็นเดือนหน้า

       หนึ่งเดือนผ่านไป จ๊ะโอ๋กลับไปเคาะประตูบ้าน แต่พี่พีไม่ยอมเปิด เธอจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป บ้านที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อยของพี่พีกลับกลายเป็นบ้านที่ดูอึมครึม รกรุงรัง เมื่อทวงเงิน พี่พีพูดเพียงว่า

       “รอแป๊บ”

       ก่อนจะยื่นเงินให้เพียงหนึ่งพันบาท

       เมื่อนึกขึ้นได้ เธอพยายามติดต่อพี่พีแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนผ่านไปหลายเดือน เธอจึงตั้งใจว่าเสร็จงานวันนี้จะขับรถไปหาพี่พี

       ขณะขับรถเข้าไปในหมู่บ้าน ไฟหน้ารถส่องไปเห็นต้นไม้ใหญ่ มีชิงช้าห้อยอยู่ในระดับที่สูงจากพื้นดินเกินศีรษะ พอขับเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่ามีคนยืนอยู่บนชิงช้า เป็นพี่พีนั่นเอง จ๊ะโอ๋เอ่ยปากทวงเงินอีกครั้งว่า

       “ไหนบอกจะคืน หนูก็ต้องใช้เงินนะ”

       แต่พี่พีไม่ตอบอะไร กลับโยกชิงช้าไปมา แล้วแลบลิ้นใส่เธอ จากนั้นก็มีลมเย็น ๆ พัดวูบมา เธอจึงพูดว่า

       “งั้นเดี๋ยวเดือนหน้าหนูกลับมาทวงอีกนะ ไม่งั้นจะแจ้งความ”

       แต่ในใจก็รู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมของพี่พี

       หนึ่งเดือนต่อมา...

       จ๊ะโอ๋ขับรถกลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้ง พบว่าบ้านของคุณตาคุณยายย้ายออกไปแล้ว และบ้านของพี่พีก็มีป้ายติดไว้ว่า ‘ให้เช่า’ จ๊ะโอ๋เห็นก็ยิ่งรู้สึกโกรธ จึงขับรถไปจอดที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ และพูดคุยกับคุณป้าเจ้าของร้าน เมื่อเล่าให้คุณป้าฟังว่าเพิ่งเจอพี่พีเมื่อเดือนที่แล้ว คุณป้ากลับหน้าถอดสีแล้วถามว่า

       “ไปเจอเขามาตอนไหน?”

       จากนั้นก็เล่าให้ฟังว่า พี่พีผูกคอตายตรงต้นไม้ที่มีชิงช้า และทิ้งจดหมายไว้ว่า

       “สุดท้ายมึงก็เลือกมัน มึงจะไปอยู่กับมันใช่ไหม เดี๋ยวกูจะตายตรงนี้ เพื่อรอดูว่ามึงจะมาหากูรึเปล่า แล้วกูจะคอยดูว่าใครจะมาทวงหนี้กูบ้าง”

       คุณป้าเล่าว่า พี่พีหลงรักหัวหน้างานที่ฐานะดี จึงพยายามยกระดับตัวเองโดยการยืมเงินคนอื่น จนบัตรเอทีเอ็มถูกยึด วันหนึ่งภรรยาของหัวหน้าได้ขับรถมาหาที่บ้านพี่พี ทำให้เกิดการทะเลาะรุนแรง จนพี่พีเสียใจมาก และตัดสินใจจบชีวิตลง หลังจากนั้นทุกคืน คุณตาคุณยายที่อยู่ข้างบ้าน ก็มักจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ จนกระทั่งคืนหนึ่ง คุณยายเปิดประตูไปดู ก็เห็นวิญญาณของพี่พีกำลังร้องไห้พร้อมกับเดินออกจากบ้าน และก่อนจะผ่านหน้าบ้านคุณยาย วิญญาณพี่พีกลับหยุดเดิน แล้วหันมามอง เหตุการณ์นี้ทำให้คุณตาคุณยายทนไม่ไหว จนต้องย้ายออกไป

       ในคืนนั้นเอง ขณะที่จ๊ะโอ๋กลับถึงบ้าน ก็ได้รับข้อความเด้งขึ้นมาว่า ‘พี่เป็นหนี้ พี่ต้องใช้’

       จากนั้นสองสัปดาห์ถัดมา ระหว่างที่จ๊ะโอ๋เดินออกจากร้านสะดวกซื้อ ก็มีคุณป้าคนหนึ่งยื่นลอตเตอรี่ให้ พร้อมบอกว่า “มีคนซื้อให้” แล้วชี้ไปข้างหลัง แต่เมื่อหันกลับไปก็ไม่พบใครอยู่ตรงนั้น

       ต่อมา ลอตเตอรี่ใบนั้นถูกรางวัล ได้เงินประมาณ 8,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่พี่พีเคยยืมไป จ๊ะโอ๋จึงนำเงินไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พี่พี พร้อมพูดว่า

       “เงินอีกพันหนูยกให้”

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'หอในมหาวิทยาลัยย่านรังสิต' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

09 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'หอในมหาวิทยาลัยย่านรังสิต' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 กุมภาพันธ์ 2568) ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ ได้นำเรื่องราวหลอน ‘หอในมหาวิทยาลัยย่านรังสิต’ ที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ลี้ลับ จนทำให้ต้องย้ายออก! เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นอย่างไร? มาฟังไปพร้อมกันกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วคุณจะรู้ว่า บางครั้งความหลอนอาจหลบอยู่ในที่ที่เราไม่เคยคิด! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 13 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องเล่าจากเพื่อนของคุณฟิลม์ ซึ่งในขณะนั้นเพื่อนของคุณฟิลม์อาศัยอยู่ที่หอในของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิตพร้อมกับรูมเมทของเขา ตอนแรกทุกอย่างดูปกติ ไม่มีสิ่งใดผิดแปลก จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ทั้งสองเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในห้อง.. สิ่งแรกที่พวกเขาสังเกตคือ มีลมพัดในห้อง แต่หน้าต่างและประตูถูกปิดอยู่ และไม่ได้เปิดพัดลมหรือแอร์ จากนั้นไม่นาน พวกเขาเริ่มได้ยิน เสียงแปลกประหลาด บ้างก็เป็นเสียงเคาะโต๊ะหนังสือที่ปลายเตียง บ้างก็เป็นเสียงเก้าอี้โยกคล้ายมีใครบางคนนั่งอยู่ เมื่อเวลาผ่านไป ความผิดปกติเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น อาหารในห้องหายไป อย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่ในห้องไม่มีหนูหรือแมลงสาบแต่อย่างใด ด้วยความสงสัย เพื่อนของคุณฟิลม์จึงลองนำคุกกี้ไปวางไว้ที่มุมห้อง ปรากฏว่าคุกกี้ที่วางไว้กลับแตกออกเอง และบางส่วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเพื่อนอีกคนมาค้างที่ห้องด้วย และเพื่อนคนนั้นเป็นคนที่มีเซนส์สัมผัสถึงสิ่งลี้ลับได้ ก่อนจะเข้าห้อง เพื่อนคนนั้นทักว่า “ห้องนี้เจ้าที่แรงนะ” จนกระทั่งรุ่งเช้า เพื่อนคนนั้นเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนเขาเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือปลายเตียง ทว่ามีเพียงเขาที่มองเห็น ขณะที่เพื่อนของคุณฟิลม์กลับไม่เห็นอะไรเลย หลังจากนั้น เหตุการณ์แปลก ๆ เริ่มเกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งหนึ่ง ขณะที่เพื่อนของคุณฟิลม์กำลังรีดผ้า เขารู้สึกได้ถึง ลมหายใจมาเป่าที่ข้างหู ราวกับมีใครบางคนอยู่ใกล้ ๆ นั่นทำให้เขารู้สึกหวาดระแวง จิตใจเริ่มไม่อยู่กับตัว จนนอนไม่หลับ ท้ายที่สุด เพื่อนของคุณฟิลม์จึงตัดสินใจโทรปรึกษาที่บ้าน และย้ายออกไปอยู่หอนอก แม้ในตอนแรกจะเลือกหอในเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เขาไม่สามารถทนอยู่ที่นี่ได้อีก ในช่วงเวลากลางวัน ขณะที่กำลังเก็บของอยู่นั้น เสียงหัวเราะของชายปริศนาก็ดังขึ้น! ด้วยความตกใจ เขาจึงรีบสวดมนต์ แต่สิ่งที่เขาได้ยินคือเสียงที่ตอบกลับมาว่า “กูเป็นอิสลาม กูไม่กลัว!!” แต่เสียงไม่หยุดเพียงแค่นั้น แต่กลับหัวเราะดังลั่นทั่วห้อง ราวกับพอใจที่ได้เห็นเขาหวาดกลัว เพื่อนของคุณฟิลม์จึงพยายามรีบออกจากห้องและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาย่างก้าวเข้าไปในห้องนี้.. หลังจากนั้น ด้วยความสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาตัดสินใจสืบประวัติของหอพักแห่งนี้ จนกระทั่งพบว่า ผังของหอพักถูกสร้างขึ้นเป็นรูปยันต์ และที่น่าสะพรึงไปกว่านั้นคือ หอที่เขาอยู่เคยถูกใช้เป็นสถานที่เก็บศพในช่วงที่เกิดสึนามิ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

พ่อแม่ใจสลาย.. ลูกสาวพลัดตกน้ำเสียชีวิต! มาเข้าฝันชาวบ้านบอกว่า “เขาไม่ให้หนูมา” เชิญวิญญาณกลับบ้านหลายครั้งก็ไม่เป็นผล จนได้มาดูดวง ถึงรู้ความจริง!

21 ธ.ค. 2023

พ่อแม่ใจสลาย.. ลูกสาวพลัดตกน้ำเสียชีวิต! มาเข้าฝันชาวบ้านบอกว่า “เขาไม่ให้หนูมา” เชิญวิญญาณกลับบ้านหลายครั้งก็ไม่เป็นผล จนได้มาดูดวง ถึงรู้ความจริง!

ฟังเรื่องสยองจากเรื่อง ‘ลูกสาวมึง กูขอนะ’ โดย ‘คุณขวัญ’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการอังคารคลุมโปง X (19 ธันวาคม 2566) เรื่องจะหลอนแค่ไหน ไปอ่านกันเลย! จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนสมัยนั้นคุณขวัญมีอาชีพเป็นหมอดู และมีโอกาสได้เดินทางไปดูดวงที่ต่างอำเภอให้กับลูกดวงที่นัดไว้ เมื่อชาวบ้านละแวกนั้นทราบข่าวว่ามีหมอดูมาที่หมู่บ้านก็ให้ความสนใจ จึงได้ต่อคิวเพื่อดูดวงด้วย หลังจากที่ดูดวงให้ลูกดวงเสร็จก็เป็นคิวของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ชื่อ ‘คุณโบว์’ และ ‘คุณแบงค์’ (นามสมมุติ) คุณแบงค์ดูดวงก่อนเป็นลำดับแรก แต่ยังไม่ทันได้เริ่ม คุณขวัญกลับเห็นเป็นภาพเด็กผู้หญิงผมสั้น ใส่เสื้อสีเขียวมะนาว ยืนบริเวณบ่อน้ำ และกำลังจ้องมองไปตรงนั้น เธอยืนนิ่ง และไม่ได้พูดอะไร คุณขวัญเห็นเช่นนั้น จึงถามกับคุณแบงค์ว่ารู้จักใครที่มีลักษณะแบบนี้หรือไม่ หลังจากที่คุณแบงค์ได้ยินคำถามก็เงียบไปสักพัก พร้อมกับน้ำตาคลอ จากนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา คุณแบงค์เล่าว่า “ลูกสาวผมเองครับ น้องจมน้ำเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว” จากนั้นก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวให้คุณขวัญฟังว่า คุณโบว์ตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน เป็นการท้องลูกคนแรก คุณโบว์รู้สึกปวดท้องมาก รุ่งขึ้นจึงเธอจึงรีบไปหาหมอเพื่อสอบถามอาการเบื้องต้น ปรากฏว่าคุณหมอแจ้งว่าลูกมีภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากขาดออกซิเจนเฉียบพลัน ซึ่งคุณหมอได้วินิจฉัยว่าเกิดจากสาเหตุสายรกพันคอ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณโบว์เสียชีวิตไป หนึ่งปีผ่านไปหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น คุณโบว์ได้ตั้งครรภ์อีกครั้ง ตอนนั้นอายุครรภ์ได้ 4 เดือน คุณโบว์มีอาการปวดท้องซ้ำอีกครั้ง แต่เธอคิดว่าอาจจะเป็นเพียงอาการปวดท้องธรรมดา จึงตัดสินใจเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ แต่ปรากฏว่าในระหว่างที่เธอกำลังนั่งบนชักโครก เธอได้แท้งลูกอีกคนออกมาทันที! เธอตกใจมาก และรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องราวร้าย ๆ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้จิตใจสามีภรรยาคู่นี้เศร้าหมอง แต่ไม่นานคุณโบว์ก็ได้ตั้งครรภ์อีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้เธอคลอดได้ตามปกติ น้องเป็นเด็กผู้หญิงชื่อว่า ‘น้องน้ำ’ (นามสมมุติ) ชีวิตช่วงนั้นกำลังไปได้ดี จนน้องน้ำอายุได้ 7 ขวบ วันหนึ่ง น้องน้ำได้ไปเล่นกับเพื่อน เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทกัน พวกเขาไปที่ฟาร์มหมูในวันหยุด และในวันเดียวกัน ขณะที่คุณแบงค์และคุณโบว์กำลังจะออกไปขายของ จึงคิดว่าจะแวะรับลูกสาวไปด้วย แต่วันนั้นเป็นวันหยุด น้องน้ำอยากเล่นกับเพื่อนมากกว่าจึงปฏิเสธที่จะไปกับพ่อแม่ในวันนั้น 2-3 ชั่วโมงต่อมา คุณโบว์ได้รับโทรศัพท์จาก ‘แม่นิด’ (นามสมมุติ) แม่ของคุณแบงค์ พูดกับเธอว่า “น้องน้ำพลัดตกน้ำ และยังไม่พบร่าง” คุณโบว์ได้ยินเช่นนั้น ก็รีบโทรหาสามี ให้ไปยังจุดเกิดเหตุ เพราะทั้งคู่แยกกันไปขายของคนละที่ เมื่อคุณแบงค์มาถึงที่เกิดเหตุก็เห็นชาวบ้านกำลังมุงกันเยอะมาก แต่บางส่วนก็ช่วยดำน้ำหาร่างของน้องน้ำ เพราะยังไม่พบร่างของลุงและน้องน้ำในตอนนั้น คุณแบงค์จึงตัดสินใจที่จะลงไปช่วยหาลูกสาวอีกคน ขณะที่กำลังดำลงไปในน้ำ เขาก็รู้สึกว่ามีเท้าของใครบางคนมาสัมผัสตัว เขาจึงค่อย ๆ ดึงร่างนั้นขึ้นไปเหนือน้ำ ปรากฏว่าร่างนั้นคือลูกสาวของคุณแบงค์เอง ขณะที่นำร่างของน้องขึ้นมา ร่างของน้องก็อ้วกออกมาเป็นขนมจีนน้ำยาที่กินไปก่อนจะมาเล่นที่บ่อน้ำ จนกลายเป็นภาพติดตาของคุณแบงค์มาจนถึงทุกวันนี้ นั่นทำให้เขาไม่กินขนมจีนน้ำยาอีกเลย ไม่นานชาวบ้านที่กำลังดำน้ำอยู่ก็พบร่างของลุง ชาวบ้านจึงรีบนำร่างของทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลทันที จากนั้นก็นิมนต์พระมาทำพิธีเรียกดวงวิญญาณกลับบ้าน ชาวบ้านเล่าว่าเหตุการณ์พลัดตกน้ำครั้งนี้มีถึง 3 ราย เสียชีวิต 2 รายเป็นน้องน้ำและลุงของน้องน้ำ แต่เพื่อนที่ไปเล่นด้วยในวันนั้นรอดมาได้ หลังจากนำร่างของทั้งคู่กลับมาทำพิธีกรรมทางศาสนา ชาวบ้านก็มารวมตัวกันที่บ้านของคุณแบงค์เพื่อมาช่วยงานศพ ในคืนนั้น ขณะที่คุณโบว์นอนหลับก็รู้สึกว่าเหมือนมีใครเดินอยู่บริเวณศีรษะ สักพักก็เหมือนมีมือกำลังมาดึงเส้นผมอยู่บ่อยครั้ง ตอนนั้นคุณโบว์คิดว่าเป็นน้องน้ำ เธอจึงไม่กล้าที่จะลืมตาหันไปมอง เพราะกลัวว่าลูกสาวจะหายไป จึงให้ลูกสาวดึงเส้นผมต่อไป หลังจากที่น้องน้ำจากไปครบ 100 วัน ทางครอบครัวตัดสินใจจะทำบุญให้ ระหว่างที่กำลังจัดเตรียมงาน ก็มีญาติคนหนึ่งรู้สึกเหมือนว่ามีอาการไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่นานเธอก็พูดขึ้นมาว่า “หนูพาเพื่อนมาด้วย แต่เพื่อนเข้ามาไม่ได้ เพราะเจ้าที่ไม่ให้เข้า อยากกินขนมจีนจังเลย” แล้วก็ร้องไห้ออกมา! คุณแม่นิดได้ยินเช่นนั้น ก็นำขนมจีนไปวางไว้ที่รูปน้องน้ำ คุณแบงค์สงสัยจึงถามแม่นิดว่าทำไมถึงมีขนมจีนมาวางตรงนี้ ทั้ง ๆ อาหารที่เตรียมไว้ก็เยอะอยู่แล้ว แม่นิดเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง ทั้งคู่รู้สึกไม่สบายใจจึงนิมนต์พระให้เรียกดวงวิญญาณลูกสาวกลับบ้านเพราะคิดว่าน้องน้ำยังกลับบ้านไม่ได้ หนึ่งเดือนต่อมา ชาวบ้านในละแวกนั้นเล่าให้ฟังว่าน้องน้ำมาเข้าฝัน “อยากกินเฟรนช์ฟรายส์จังเลย แต่เค้าไม่ให้หนูมา เค้าตีหนู” ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็สงสัยว่าคือใคร ใครไม่ให้มา คุณโบว์และคุณแบงค์เริ่มกังวลขึ้นอีกครั้ง เพราะมีหลายคนที่มาเล่าให้ทั้งคู่ฟังว่าน้องน้ำมาเข้าฝัน จึงคิดว่าลูกสาวยังไม่สามารถกลับบ้านได้ และตัดสินใจไปนิมนต์พระเรียกดวงวิญญาณลูกสาวกลับบ้านอีกครั้ง หลังจากที่คุณแบงค์ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับลูกสาวให้คุณขวัญฟัง ในวันถัดมา คุณขวัญจึงตัดสินใจที่จะไปยังสถานที่เกิดเหตุ แต่ถึงกับต้องขนหัวลุก เพราะสิ่งที่คุณขวัญเห็นคือร่างของวิญญาณสีดำมืด ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง กำลังโอบกอดร่างของน้องน้ำอยู่! คุณขวัญจึงรีบให้คุณโบว์จุดธูปเรียกลูกสาวกลับบ้านทันที และให้คุณแบงค์สตาร์ทรถรอ ภาพที่คุณขวัญเห็นหลังจากนั้นคือน้องน้ำพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากบ่อน้ำ จนมายืนอยู่ข้างหลังของคุณโบว์ คุณขวัญจึงบอกกับคุณโบว์ให้รีบไปที่รถ และห้ามหันหลังมองไปที่บ่อน้ำอีกเด็ดขาด! ขณะที่ทั้งหมดกำลังเดินไปที่รถ คุณขวัญก็ได้ยินเสียงของใครบางคนพูดขึ้นมาว่า “หนูจะไปไหน” ดวงวิญญาณของน้องน้ำที่ได้ยินดังนั้นก็ทำท่าว่าจะหันไปมอง คุณขวัญพูดขึ้นมาทันที “อย่าหันไปมองเด็ดขาด รีบเดินตามแม่ไป” จากนั้นทุกคนก็รีบขึ้นรถทันที หลังจากที่ทั้งหมดกลับมาถึงบ้าน คุณขวัญก็ได้เล่าทุกอย่างให้กับทุกคนฟังว่าจริง ๆ แล้วที่น้องน้ำยังไม่สามารถกลับบ้านได้ ก็เพราะมีดวงวิญญาณของผีพรายควบคุมดวงวิญญาณของน้องน้ำอยู่ และตั้งแต่ที่เธอได้ไปทำพิธี ดวงวิญญาณของน้องน้ำก็สามารถกลับบ้านได้ และดวงวิญญาณของน้องน้ำก็ไม่ได้มาปรากฏให้ใครเห็นอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost 'จุดจบบนเส้นขนาน' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

04 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost 'จุดจบบนเส้นขนาน' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

นี่คือเรื่องหลอนจาก ‘เจ๊นก’ เจ้าของอู่รถที่กำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ วันหนึ่งเธอขึ้นดอยเพื่อนำสิ่งของไปช่วยเหลือชาวบ้าน จนได้พบกับยายแก่คนหนึ่ง ยายคนนี้ทราบว่าเธอท้อง จึงเอ่ยขอลูกกับเธอ เธอตอบตกลงโดยไม่ได้คิดอะไร หลังจากมอบการช่วยเหลือเสร็จ ก็ต้องไปทำภารกิจกู้ซากรถที่เกิดอุบัติเหตุตกเขา ซึ่งในซากรถคันนั้นยังมีร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost’ (23 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘จุดจบบนเส้นขนาน’ เรื่องราวนี้เดิมทีถูกเล่าโดย ‘ป้าแมว’ ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อ พ.ศ. 2534-2535 เจ้าของอู่ ‘เฮียฟุ่ย’ และภรรยา ‘เจ๊นก’ ธุรกิจของทั้งสองคนมีทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนรถจากต่างประเทศ การจดทะเบียนเสียภาษีและบริการรถลากสำหรับอุบัติเหตุหรือการเสียหายของรถ ในส่วนของการนำเข้าชิ้นส่วนรถมาประกอบก็จะมีการทดสอบสมรรถภาพเครื่องยนต์อย่างการ ขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือเข้าป่า ในเช้าวันธรรมดา การทำงานยังคงดำเนินอย่างปกติ การตรวจสอบสมรรถภาพรถในวันนั้นได้มีการขนขบวนไปกัน 4-5 คัน และทุกครั้งในการเดินทาง เฮียฟุ่ยและเจ๊นกก็จะแวะเวียนนำของไปบริจาคช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่บนป่าบนดอยอยู่เสมอ เมื่อถึงหมู่บ้าน ทั้งสองก็ได้ถามไถ่ถึงความต้องการในการช่วยเหลือของคนในชุมชน พอธุระเสร็จไปได้ด้วยดีจึงมีการจัดงานเลี้ยงขอบคุณ เฮียฟุ่ยและเจ๊นกมีลูกชายร่วมกัน 1 คน และตัวของเจ๊นกในตอนนั้นก็ตั้งครรภ์ได้อ่อน ๆ แต่ก็ไม่ได้นำเรื่องนี้ไปบอกใคร ในระหว่างงานเลี้ยงขอบคุณก็มีเสียงเพลงบรรเลงคลอ เจ๊นกก็ได้พบกับคุณยายคนหนึ่งที่เป็นคนพื้นเมืองหรือที่เรียกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ วินาทีนั้นที่ยายเดินเข้ามาแตะท้องของเจ๊นกและยิ้มเผยซี่ฟันสีดำขลับพร้อมเอ่ยกับเจ๊นกว่า “ปี้! ถ้าปี้มีลูกสาว เฮาขอได้บ่ ?” “ได้สิ” เจ๊นกตอบกลับหญิงแก่โดยไม่ได้คิดอะไร ครั้นพอคุณยายจะเดินผ่านไปก็ได้หันกลับมาเอ่ยถามย้ำคำตอบนั้นอีกครั้ง “เฮาขอแล้วเน้อ” จนเมื่อได้ข้อมูลเกี่ยวกับหญิงมีอายุคนนั้นก็ได้รู้ว่า เดิมทีคุณยายเป็นหมอยา ซึ่งในความเป็นหมอยานั้นก็จะสามารถเป็นได้ทั้งสายขาวและสายดำ นั่นคือการช่วยเหลือผู้คนแต่ก็ทำคุณไสยใส่ผู้คนได้เช่นกัน แต่ตัวคุณยายได้ละเลิกการทำทั้งสองสิ่งนั้นไปแล้ว และกลับมาเลี้ยงหลานชายที่ผูกไว้ด้วยผ้าขาวม้าอยู่บนหลังเสมอ เจ๊นกเห็นแบบนั้นจึงเอ่ยถามยายไปว่า “อยากได้หลานสาวเหรอ ?” และก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “อยากได้..” หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องขับรถลงดอยแต่ในขณะที่กำลังจะเคลื่อนตัว เจ๊นกก็ได้ไปพบกับหัวหน้าหมู่บ้าน เขาได้บอกว่าเส้นทางที่ขึ้นมาอาจจะธรรมดาไปสำหรับการทดสอบรถ จึงได้เสนอเส้นทางใหม่ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นกว่าแต่มีความโหดกว่าเป็นเท่าตัว เมื่อมองเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการทดสอบรถ จึงตัดสินใจขับไปตามเส้นทางนี้ ในระหว่างที่ขบวนรถเคลื่อนตัวเรียงกันไป เฮียฟุ่ยก็ได้สังเกตเห็นรถคันหนึ่งในแถวเกิดการไถลและพุ่งตกจากดอย สร้างความตกใจให้ผู้ร่วมเดินทางทุกคน แต่ถึงอย่างไรในความโชคร้ายก็ยังหลงเหลือความโชคดี เมื่อจุดเกิดเหตุตรงนั้นเป็นดอยที่ยังมีชั้นหินกั้นลงไปอีกขั้น ทำให้รถคันดังกล่าวไม่พลัดตกลงไปและตัวคนขับก็ปีนกลับขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเฮียฟุ่ยและเพื่อน ๆ ก็ช่วยกันยกรถคันนั้นขึ้นมาแต่กลับกลายเป็นว่าพยายามออกแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้อยู่ดี จนสุดท้ายเฮียฟุ่ยก็ตั้งใจอธิษฐานจิตไปยังรถคันนั้น เพื่อที่จะสื่อสารออกไปว่าตนนั้นไม่ได้จะทำอะไรไม่ดี แค่จะนำซากรถกลับไปเก็บไว้ให้เท่านั้นเอง ท้ายที่สุดคำร้องขอดังกล่าวก็เป็นผล เฮียฟุ่ยดึงรถขึ้นมาได้และหันกลับไปถามกับคนขับว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทางด้านของคนขับได้ให้คำตอบกลับมาว่า เขาเห็นเด็กผู้ชายใส่ชุดชาติพันธุ์เดินอยู่ริมทาง แต่เมื่อหันหน้ากลับมาก็พบว่านัยน์ตาและหน้าอกของเด็กคนนั้นมีลูกธนูปักอยู่! ความหลอนได้ช่วงชิงลมหายใจของเขาไป จนกระทั่งเด็กหนุ่มพุ่งตัวเข้ามาที่รถอย่างรวดเร็วทำให้เขาต้องหักพวกมาลัยหลบและพลัดตกลงเขาไปในที่สุด หลังจากเหตุการณ์อลหม่านได้ผ่านพ้นไป ก็มีสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์เฮียฟุ่ย ปลายสายได้แจ้งกับเฮียฟุ่ยว่า มีรถเกิดอุบัติเหตุจึงต้องการให้มาลากรถไป คนขับรถคันนั้นเป็นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ขับรถชนแต่ไม่มีคู่กรณี เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หญิงสาวเจ้าของรถ เสียชีวิตทันที แม้จะกังวลว่าเวลาอาจจะล่วงเลยไปจนถึงดึกดื่น แต่ทั้งสองก็ตัดสินใจขับรถออกไปทำงานนี้ให้เสร็จ ในระหว่างที่รถยังคงสัญจรอยู่ เจ๊นกสังเกตเห็นได้ว่าสามีของตนเกิดอาการตาแข็งในขณะที่ขับรถอยู่ หนำซ้ำยังขับไปในทางที่ไม่ควรจะไป จนสุดท้ายจึงได้รู้ว่ามันเป็นเส้นทางที่พาทั้งคู่ไปยังจุดเกิดเหตุ ตำแหน่งที่หญิงสาวคนนั้นเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต ด้วยความตื่นตระหนก เจ๊นกก็ได้ถามสามีซ้ำ ๆ ว่าทำไมถึงขับมาตรงนี้ ด้านเฮียฟุ่ยเมื่อได้สติก็ได้เอ่ยถามกลับไปเช่นเดียวกันว่าตนนั้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ความสับสนมึนงงทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจขับรถออกมาจากจุดนั้นแล้วไปที่สถานีตำรวจ หลังจากสอบถามเรื่องราว ตำรวจที่ดูแลคดีนี้ก็ได้อธิบายเพิ่มว่า ในกรณีนี้คล้ายกับว่าเจ้าของรถขับรถอยู่แล้วดันไปไถลชนเข้ากับข้างทาง ลักษณะของน้องผู้หญิงคนนั้นที่ถึงแม้ว่าจะเสียชีวิตไปแล้วแต่สองมือยังคงกำพวงมาลัยแน่น ลำคอหักงอพาดไปกับประตู หากสังเกตดูข้างรถยังมีคราบเลือดไหลมาเป็นทาง แม้จะหวาดกลัวแต่ทั้งสองคนก็ช่วยกันยกซากรถกลับไปที่อู่ เรื่องราวระทึกขวัญที่ได้รับฟังมาทำให้การเดินทางบนท้องถนนครั้งนี้ไม่ง่ายอีกต่อไป เมื่อเฮียฟุ่ยได้ขับรถวนกลับไปที่จุดเกิดเหตุเหมือนเดิมราวกับว่าสติของตนได้หายไปแล้ว เจ๊นกในตอนนั้นกลั้นใจเหลือบไปมองกระจกหลังก็พบเข้ากับซากรถที่ภายในห้องโดยสารนั้นมีผู้หญิงพยายามตะเกียกตะกายออกมาจากรถทางช่องหน้าต่าง จนในที่สุดตัวของผู้หญิงคนนั้นก็ไถลออกมาและยืนอยู่บนรถลากไม่ยอมขยับไปไหน เจ๊นกเห็นดังนั้นก็อธิษฐานจิตไปว่า เธอไม่ได้จะทำอะไรกับรถแค่จะเอาไปซ่อมแซมให้ เพราะฉะนั้นขอให้เธอเดินทางกลับบ้านได้โดยดี ปรากฏว่าหญิงสาวคนนั้นก็หายไป แต่ดวงชะตาชีวิตก็โดนเล่นตลกใส่ เมื่อเฮียฟุ่ยได้รับสายว่ามีความจำเป็นที่จะต้องไปทำงานที่เชียงราย ทำให้เจ๊นกต้องอยู่กับอาม่าและลูกชายด้วยกันสามคนในคืนนั้น ในช่วงเวลาประมาณตี 1 อยู่ ๆ ลูกชายก็เกิดอาการป่วย ทำให้เจ๊นกต้องเดินไปเอายาที่สำนักงานซึ่งในทางที่เดินไปนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอกับซากรถของผู้หญิงคนเดิม แต่ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรถที่เพิ่งโดนยกเข้ามาใหม่ ภายในตัวรถมีรอยกระสุนและคราบเลือดที่เบาะคนขับแต่ตามข้อมูลคือรถคนนี้เกิดอุบัติเหตุรถชนจนเสียชีวิต ทำให้รู้ว่าเจ้าของรถคนแรกถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นก็นำรถมาปรับปรุงและนำไปขายจนเกิดเป็นอุบัติเหตุรถชนในครั้งที่สอง เจ๊นกในวินาทีรับรู้ได้ทันทีว่าภายในอู่รถของตนเองไม่ได้มีเพียงดวงวิญญาณแค่ดวงเดียวแต่ยังมีถึง 3 ดวงวิญญาณ! แม้จะหวาดกลัวแต่เจ๊นกก็กลั้นใจวิ่งไปที่สำนักงาน หยิบยาที่ต้องการแล้วตั้งใจจะหันหลังกลับแต่ในจังหวะนั้นเองก็ได้ยินเสียงเหล็กลั่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับผู้หญิงคนเดิมเดินวนรถตัวเองอยู่ ในใจได้แต่หวังให้มีใครสักคนเข้ามาช่วยตัวเองจากสถานการณ์ตรงหน้าแล้วมันก็เป็นผล! สัมผัสจากแขนเรียกสติเจ๊นกกลับมา เมื่อลืมตาขึ้นมองก็พบกับอาม่ายืนอยู่และพูดกับเจ๊นกว่า “นังหนู! ไปเลยนะ เดี๋ยวตรงนี้ยายจัดการเอง” ได้ยินเช่นนั้นเจ๊นกก็เลยรีบวิ่งกลับมาที่บ้านแต่พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า อาม่าและลูกชายกำลังนอนอยู่! ครั้นพอลองทบทวนเรื่องราวทั้งหมด ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าอาม่าไม่เคยเรียกเจ๊นกว่า ‘นังหนู’ และไม่เคยแทนตัวเองว่า ‘ยาย’ เช้าวันถัดมา เจ๊นกตัดสินใจไปทำบุญให้กับเจ้าที่ เพราะลักษณะการใช้คำพูดดูเป็นคนไทย หลังจากทำบุญเสร็จ เจ๊นกก็สั่งรื้อรถคันของน้องผู้หญิงคนนั้น จนไปเจอเข้ากับต่างหูเพชรคู่หนึ่งหล่นอยู่ เจ๊นกโทรเรียกญาติของผู้เสียชีวิตมารับไป คุณแม่ของผู้หญิงคนนั้นก็ได้บอกว่าลูกสาวเขาขอให้ซื้อต่างหูคู่นี้ให้เพราะตั้งใจจะใส่ไปหาคุณพ่อคุณแม่หลังถ่ายรูปรับปริญญา แต่สุดท้ายแล้วดันไปไม่ถึง.. หลังจากนั้นมาเจ๊นกก็ได้คลอดลูกสาว เวลาผ่านไปแรมปีลูกสาวก็ได้ไปทำงานเป็นครูอาสาบนดอยและได้ไปพบรักกับหนุ่มบนนั้นและได้ตัดสินใจแต่งงานกัน ตัวของลูกสาวเดิมทีชื่นชอบในการดูหนังจีนและตั้งใจจะตั้งชื่อลูกว่า ‘นกกระเรียน’ ซึ่งเป็นกระบวนท่าหมัดมวยที่ตนเองชื่อชอบ แต่เจ๊นกลับมองว่าชื่อนี้ไม่ค่อยเพราะ จึงตั้งชื่อที่คล้ายคลึงกันว่า ‘คาเรน’ และด้วยความบังเอิญความหมายนั้นก็ไปพ้องกับคำในภาษาอังกฤษที่เอาไว้ใช้เรียกกลุ่มคนชาติพันธุ์ ซึ่งก็คือ ‘ชาวกระเหรี่ยง’ ที่เจ๊นกได้เคยเข้าไปช่วยเหลือ และเด็กผู้ชายที่ได้กลายมาเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวก็คือหลานชายของคุณยายที่ได้เจอในครานั้น พลันเสียงที่เคยได้ยินผุดขึ้นมาอีกครั้ง “เฮาขอเน้อ” คำขอที่ในตอนนี้เธอได้เข้าใจความหมายของมันแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

ครูตรีเล่าเรื่อง ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

27 พ.ค. 2024

ครูตรีเล่าเรื่อง ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

เรื่องนี้ ‘ครูตรีมีเรื่องเล่า’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษภาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ และ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘โทรศัพท์สาธารณะ’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ‘คุณชาติ’ ฝากครูตรีมาเล่า ตอนนั้นคุณชาติมีแฟนมีคนหนึ่งชื่อ ‘คุณมิว’ (นามสมมุติ) คบกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เรียนคณะเดียวกัน ตัวติดกันตลอด พอทั้งคู่เรียนจบก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทั้งคู่ต้องห่างกัน ซึ่งคุณชาติกับคุณมิวต้องแยกกันอยู่ เพราะสถานที่ทำงานไม่สามารถทำให้อยู่ด้วยกันได้เหมือนตอนเรียนมหาลัย คุณชาติย้ายมาอยู่กับแม่ ซึ่งที่ทำงานของคุณชาติอยู่ห่างจากบ้านค่อนข้างไกล ส่วนคุณมิวนั้นมีที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน ดังนั้นเวลากลับบ้าน คุณมิวก็จะถึงบ้านก่อน แต่คุณชาติกว่าจะเดินทางมาถึงบ้านต้องใช้เวลา เฉลี่ยเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ด้วยความที่อยู่ไกลกัน แล้วสมัยนั้นโทรศัพท์มือถือค่าบริการแพงมาก จะมีก็แต่โทรศัพท์บ้านอยู่เครื่องหนึ่ง ซึ่งบ้านของคุณชาติอยู่นอกเหนือพื้นที่ให้บริการโทรศัพท์บ้าน ด้วยความที่ทั้งคู่ทำงานไกลกัน คุณชาติจึงต้องใช้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อจะได้ติดต่อกับคุณมิว คุณมิวจึงตั้งกฎเหล็กสำคัญไว้ใช้สำหรับทั้งคู่คือ ทุกครั้งที่กลับบ้านต้องโทรหากัน ทั้งคู่จะตกลงกันก่อนว่าจะคุยกัน 5 บาท หรือ 10 บาท (ในสมัยนั้น 1 บาท คุยได้ 3 นาที) หากคุยไม่ครบเวลาที่กำหนดกันไว้ คุณมิวก็จะงอนและทะเลาะกัน ดังนั้นถ้าตกลงกันแล้วต้องคุยให้ครบเวลาตามที่ตกลงกันไว้ จากนั้นคุณชาติก็เล่าต่อว่า ปกติเวลาเลิกงานคุณชาติจะนั่งรถสาธารณะกลับบ้านทุกวัน ซึ่งลักษณะซอยบ้านนั้น ถ้าลงรถสาธารณะแล้ว กว่าจะเดินเข้าถึงตัวบ้าน จะมีระยะทางประมาณ 600 เมตร และถ้าลงจากรถสาธารณะแล้วเดินเท้าเข้าไปในซอย ไม่นานจะเจอบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งแสงสว่างแหล่งแรกของซอยนี้ จากนั้นเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณถึงกลางซอย ก็จะพบเสาไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างเป็นไฟทาง ซึ่งไฟสมัยนั้นจะเป็นไฟสลัว และถัดจากเสาไฟฟ้าไปอีกประมาณ 15 ก้าว ก็จะเจอตู้โทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่หนึ่งตู้ คุณชาติจะใช้โทรศัพท์สาธารณะตู้นี้มาโดยตลอด เมื่อไหร่ก็ตามที่กลับจากที่ทำงาน ก็จะนัดกับคุณมิวโทรคุยกัน เช่น วันนี้จะคุย 5 บาท ก็หยอดเหรียญ 5 บาท แล้วก็คุยกันไปเรื่อย ๆ พอคุยใกล้จะเสร็จเวลาตัวเลขก็ถอยหลัง 5 4 3 2 จนเหลือบาทสุดท้าย คุณชาติก็จะบอกกับแฟนที่อยู่ปลายสายว่า “เออเธอ มันจะหมดเงินแล้ว แค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวเรากลับบ้านก่อน” จากนั้นคุณชาติก็วางโทรศัพท์แล้วก็เดินออกจากตู้ นี่คือสิ่งคุณชาติทำเป็นกิจวัตรประจำวัน มีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นคุณชาตินั่งรถสาธารณะมาลงที่ปากซอยบ้านเวลาประมาณ 2 ทุ่ม พอลงจากรถเสร็จ ก็เดินเข้าซอยบ้านไปเรื่อย ๆ ก็จะพบเสาไฟฟ้าต้นเดิม ทุกอย่างบริเวณนั้นเหมือนเดิมทุกอย่าง เดินจนมาถึงตู้โทรศัพท์สาธารณะตู้ประจำ แล้วก็เดินเข้าไปข้างในตู้ จากนั้น ก็หยอดเหรียญ 5 บาท เพราะวันนี้นัดกันว่าจะคุยกัน 5 บาท ระหว่างที่คุณชาติโทรอยู่ ตัวเลขเงินก็จะลดลง 5 4 3 2 พอเลข 2 ขึ้น คุณชาติก็มองออกไปข้างนอกตู้โทรศัพท์ กลับพบผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หลังเสาไฟฟ้าต้นนั้น แล้วเอียงคอชะโงกมองมาที่คุณชาติ! คุณชาติคิดว่าผู้ชายคนนั้นน่าจะมารอคุยโทรศัพท์ต่อเป็นแน่ แต่ผู้ชายคนนั้นเขามารยาทดีมาก ไม่มายืนกดดันคุณชาติที่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะเลย แล้วตอนนี้เหลือเงินแค่ 2 บาท นั่นก็คือเหลือเวลาอีก 6 นาที ทั้งคู่ก็คุยกันจนหมดเวลา จากนั้นคุณชาติก็บอกกับแฟนว่า “เออเธอแค่นี้นะ เงินที่หยอดไปมันหมดแล้ว” คุณชาติก็วางสายโทรศัพท์แล้วเดินออกจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ซึ่งคุณชาติก็บอกว่า ตัวเขาก็หันกลับมามอง ผู้ชายคนนั้นก็ยังยืนอยู่เสาไฟฟ้าที่เดิมแล้วเอียงคอชะโงกหน้ามองคุณชาติเหมือนเดิม คุณชาติคิดว่าเขาคงรอให้เราไปก่อน แล้วเดี๋ยวเขาก็จะคงเดินมาเข้าไปใช้โทรศัพท์สาธารณะเอง ไม่น่าจะมีอะไรคุณชาติก็เดินกลับบ้านไป เช้าวันต่อมาคุณชาติก็ไปทำงานเหมือนเดิมตามปกติ แต่วันนี้มีการประชุมหลายอย่าง ที่บริษัทก็มีปัญหาด้วย จากเดิมที่เคยกลับบ้านเฉลี่ยเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ทำให้วันนี้นั่งรถสาธารณะมาลงที่ปากซอยบ้านถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ซึ่งดึกกว่าเดิม เมื่อนั่งรถสาธารณะมาลงหน้าปากซอยบ้าน ก็เดินผ่านบ้านหลังนั้นที่เป็นแหล่งแสงสว่างแสงแรก พอเดินไปเรื่อย ๆ ก็ผ่านเสาไฟฟ้าไปจนถึงตู้โทรศัพท์ แต่วันนี้เป็นวันที่คุณชาติ ตกลงกับแฟนไปเมื่อวานว่าวันนี้เราจะคุยกัน 10 บาท คือครึ่งชั่วโมง คุณชาติก็หยอดเงินไป 10 บาท จากนั้นก็เริ่มโทรคุยกับแฟน ซึ่งระหว่างที่คุยโทรศัพท์ ตาก็มองนั่นมองนี่ไปเรื่อย คุณชาติก็ไม่เจอใคร แต่สักพักหนึ่งขณะที่คุณชาติหันหลังให้กับตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วหันหน้าไปอีกทางหนึ่งเพื่อคุยกับแฟนเพลิน ๆ จนตัวเลขหน้าตู้โทรศัพท์มันก็ลดลงจนเหลือ 4 บาท คุณชาติก็หันกลับมา คุณชาติก็ได้พบกับผู้ชายคนเดิมยืนอยู่หลังเสาไฟฟ้าอีกแล้วในลักษณะชะโงกหน้ามองมาที่คุณชาติเหมือนเดิม แต่ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเร่งหรือเดินเข้ามาหาคุณชาติ ตอนนั้นอารมณ์ของคุณชาติไม่ได้คิดเรื่องกลัวผีหรืออะไรเลย คุณชาติกำลังคิดว่าผู้ชายคนนี้เป็นโจรหรือเปล่า หรือจะมาปล้นจี้มั้ย จากเดิมที่คุยกับแฟนสบาย ๆ ก็เริ่มเกิดความรู้สึกหวาดระแวง คุยโทรศัพท์ไปก็แอบเหลือบตามองไป ประมาณว่า ถ้ามองตรง ๆ เดี๋ยวเขาจะรู้ว่าเรารู้ตัวแล้ว ถ้าเกิดเขาทำอะไรตอนนี้คงจะหนีไม่ทันเพราะ ยังอยู่ในตู้โทรศัพท์แบบนี้ คุณชาติก็แอบเหลือบตามองไป แกล้งหมุนตัวไป แต่ตั้งแต่ 4 บาท 3 บาท 2 บาท จนเหลือบาทสุดท้าย ผู้ชายคนนั้นก็ยืนอยู่ที่เดิมด้วยลักษณะท่าทางเดิม ไม่ขยับไปไหน คุณชาติเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มหลอน เพราะการที่มีคนหนึ่งแอบมองอยู่ด้วยลักษณะแบบนั้นมันน่ากลัว พอถึงบาทสุดท้ายคุณชาติบอกกับแฟนที่อยู่ปลายสายว่า “เธอแค่นี้ก่อนนะเราหมดเงินแล้ว” พอวางสายเสร็จคุณชาติก็รีบเดินออกไป ไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนี้ออกมาจากเสาหรือยัง วันรุ่งขึ้นเป็นอีกวันที่คุณชาตินัดกับแฟนว่าจะคุยกัน 10 บาท และวันนี้เหมือนเดิมคืองานที่บริษัทมีปัญหาเคลียร์ไม่ลงตัว พอนั่งรถสาธารณะมาถึงหน้าปากซอยบ้านก็เป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม จากนั้นก็เดินเรื่อย ๆ ผ่านบ้านหลังนั้นเหมือนเดิม เดินมาจนถึงเสาไฟฟ้า คราวนี้เพื่อความชัวร์ คุณชาติกลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะมายืนรออีกหรือเปล่า เพราะว่าถ้าคิดในแง่ดีเขาอาจจะมายืนรอคิวต่อโทรศัพท์ ถ้าคิดให้แง่ร้ายอาจจะมารอดูท่าทีว่าจะมาปล้นเราหรือเปล่า คุณชาติจึงยืนรอตรงเสาไฟฟ้า ประมาณว่าถ้าเกิดผู้ชายคนนั้นจะเข้ามาร้าย อย่างน้อยจะได้ตะโกนดัง ๆ บ้านหลังแรกต้นซอยก็จะได้ยิน เพราะถ้าอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งอันตรายกว่ามาก คุณชาติยืนรอตรงนั้นเกือบประมาณ 5 นาทีก็ไม่เจอผู้ชายคนนั้น จึงคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์แบบเมื่อวานเกิดขึ้นแล้ว หลังจากนั้นคุณชาติก็เข้าตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็หยอดเหรียญ ตัวเลขมันก็เริ่มถอยหลังจาก 10 ก็เป็น 9 เป็น 8 คุยไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นตาก็มองรอบๆ มองไปเรื่อย ๆ ก็ไม่เจอใครที่เสาไฟฟ้านั้น คุณชาติก็เลยเกิดความสบายใจขึ้นเพราะไม่เจอผู้ชายคนนั้น และตอนนี้มั่นใจแล้วว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญ คุณชาติก็คุยไปหัวเราะไป แต่มันจะมีจังหวะที่เขาหันไปอีกด้านหนึ่งแล้วหัวเราะ พอหันกลับมา ก็เจอผู้ชายคนนั้นยืนเอียงคอชะโงกมองอยู่หลังเสาไฟฟ้า ซึ่งมันเป็นช่วงจังหวะไม่กี่วินาที! ซึ่งไม่กี่วินาทีนั้นเขาจะวิ่งมาจากไหนเราต้องเห็น แต่อยู่ ๆ มายืนลักษณะเดิม คุณชาติก็เริ่มมองตัวเลขในโทรศัพท์ เหลือ 4 บาท ตอนนั้นก็ต้องตัดสินใจว่าจะวางแล้วหนีหรือยังไงดี แต่ผู้ชายคนนั้นไม่มีท่าทีว่าจะขยับหรืออะไรเลย ระหว่างที่คุณชาติคิดอย่างหวาดระแวงแฟนก็พูดไปเรื่อย ๆ ดูเวลาในโทรศัพท์ตอนนั้นก็เหลือ 3 บาท ลดลงมาเหลือ 2 เท่ากับเหลือเวลาอีก 6 นาที ถ้าวางตอนนี้แล้วขอตัวจากแฟนเลยเพื่อความปลอดภัยของตัวเองมันก็ได้ แต่มีสิทธิ์ที่จะทะเลาะกับแฟนสูงมาก คุณชาติจึงคิดว่า ระหว่างที่ผู้ชายคนนั้นไม่มีท่าทีจะมาทำร้ายคุณชาติ และแฟนที่ถ้าคุณชาติวางสายตอนนี้อาจจะมีปัญหากัน คุณชาติก็เลยตัดสินใจได้ว่า คุยกับแฟนต่อ พอคุยจนเหลือบาทสุดท้าย คุณชาติก็บอกแฟนว่า “เธอเงินหมดแล้วแค่นี้นะ” คุณชาติก็รีบเดินออกมาจากตู้โทรศัพท์ พอจังหวะที่เดินออกมาก็ยังเห็นผู้ชายคนนั้นยืนเอียงคอชะโงกหน้าอยู่หลังเสาไฟฟ้า วันนี้คุณชาติโทรศัพท์คุยกับแฟนนานเกือบครึ่งชั่วโมง แล้วเขามายืนรอเป็น 10 นาทีเลย คุณชาติเริ่มรู้สึกระแวง เลยรีบเดินออกไป แต่ก็มีหันเหลือบตาไปมองทางขวาว่าผู้ชายคนนั้นวิ่งตามหรือเดินตามมามั้ย ปรากฎว่าผู้ชายคนนั้นไม่อยู่ที่เสาไฟฟ้าแล้ว คุณชาติก็พูดออกมาว่าเลย “เห้ย! แล้วหายไปไหน” ด้วยความระแวงจึงรีบเดินจ้ำออกจากตรงนั้น ปรากฎว่าได้ยินเสียงปิดประตูดัง ปั้งงงงง!!!! มาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะตู้นั้นที่คุณชาติพึ่งใช้บริการไปเมื่อกี้ พอคุณชาติได้ยินเสียงที่ดังมากจาตู้โทรศัพท์สาธารณะ ก็สะดุ้งแล้วหันกลับมามองที่ตู้โทรศัพท์อีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่เขาเห็นคือ ผู้ชายคนนั้นนอนอยู่ในตู้โทรศัพท์ ในลักษณะเหมือนกึ่งนั่งกึ่งนอน แล้วขาก็ยันไว้กับตู้โทรศัพท์ ส่วนคอเอียงไปด้านหนึ่งแล้วก็มีเลือดไหลออกมา มือก็ห้อยไปด้านข้าง ส่วนหูโทรศัพท์สาธารณะก็ห้อยมาด้านข้างเหมือนกัน คุณชาติเห็นแบบนั้นก็ร้องลั่นวิ่งกลับบ้าน แล้วก็รีบวิ่งมาบอกคุณแม่ว่า “ผมเจอผี ผมเจอผี!” แล้วก็เล่าทุกอย่าง แม่ก็บอกว่า “ใจเย็น ตาฟาดหรือเปล่า” คุณชาติก็ตอบกลับคุณแม่ว่า “ไม่ฟาดแม่ลักษณะแบบนี้เลย” แม่ก็บอก “เราก็อยู่มาตั้งนานแล้วไม่เคยเจอเลยนะ” สุดท้ายพอได้เห็นเหตุการณ์นั้นคุณชาติก็ไข้ขึ้นสูง วันรุ่งขึ้นคุณชาติไม่ได้ไปทำงาน ตอนเย็นแม่ก็เอาข้าวต้มมาให้ แม่ก็บอกว่ากับคุณชาติว่า “แม่รู้แล้วนะ แม่ไปเล่าให้ป้าข้างบ้านฟัง ว่าชาติอ่ะโดนผีหลอกมา” ป้าข้างบ้านก็บอกกับแม่คุณชาติว่า “อ้าวว…ไม่รู้เรื่องหรอ?” แม่ถามว่าเรื่องอะไร จากนั้นคุณป้าข้างบ้านก็เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นตรงกับที่คุณชาติกับแม่ไปต่างจังหวัดหนึ่งสัปดาห์ ทั้งคู่จึงไม่รู้เหตุการณ์นี้ เหตุการณ์นี้คือ มีผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในตู้โทรศัพท์สาธารณะ แล้วก็มีวัยรุ่นคนหนึ่งเปิดประตูเข้าไปแล้วเอามีดจี้เพื่อจะปล้นเอาเงิน ผู้ชายในตู้โทรศัพท์ก็ยื่นเอาเงินให้วัยรุ่นคนนั้นแต่โดยดีโดยที่ไม่มีการขัดขืน โจรวัยรุ่นคนนั้นรับเงินมาแล้วแล้วก็วิ่งหนี แต่อยู่ ๆ ผู้ชายคนนั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมา เปิดประตูวิ่งไล่โจรเพื่อจะไปเอาเงินคืน พอวิ่งมาถึงเสาไฟฟ้าต้นนั้น และเกิดการต่อสู้กันขึ้นมา จนสุดท้ายโจรวัยรุ่นก็เอามีดมาปาดที่คอผู้ชายคนนั้น แล้วโจรก็วิ่งหนีหายไป ส่วนผู้ชายคนนั้นก็กระเสือกกระสนมาที่ตู้โทรศัพท์เพื่อจะโทรขอความช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน ผู้ชายคนนั้นเสียชีวิตคาตู้โทรศัพท์สาธารณะ โดยสภาพศพตรงกับสิ่งที่คุณชาติเห็นทุกอย่าง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-