พ่อแม่ใจสลาย.. ลูกสาวพลัดตกน้ำเสียชีวิต! มาเข้าฝันชาวบ้านบอกว่า “เขาไม่ให้หนูมา” เชิญวิญญาณกลับบ้านหลายครั้งก็ไม่เป็นผล จนได้มาดูดวง ถึงรู้ความจริง!

อังคารคลุมโปง RECAP

พ่อแม่ใจสลาย.. ลูกสาวพลัดตกน้ำเสียชีวิต! มาเข้าฝันชาวบ้านบอกว่า “เขาไม่ให้หนูมา” เชิญวิญญาณกลับบ้านหลายครั้งก็ไม่เป็นผล จนได้มาดูดวง ถึงรู้ความจริง!

21 ธ.ค. 2023

       ฟังเรื่องสยองจากเรื่อง ‘ลูกสาวมึง กูขอนะ’ โดย ‘คุณขวัญ’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการอังคารคลุมโปง X (19 ธันวาคม 2566) เรื่องจะหลอนแค่ไหน ไปอ่านกันเลย!

       จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนสมัยนั้นคุณขวัญมีอาชีพเป็นหมอดู และมีโอกาสได้เดินทางไปดูดวงที่ต่างอำเภอให้กับลูกดวงที่นัดไว้ เมื่อชาวบ้านละแวกนั้นทราบข่าวว่ามีหมอดูมาที่หมู่บ้านก็ให้ความสนใจ จึงได้ต่อคิวเพื่อดูดวงด้วย

       หลังจากที่ดูดวงให้ลูกดวงเสร็จก็เป็นคิวของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ชื่อ ‘คุณโบว์’ และ ‘คุณแบงค์’ (นามสมมุติ) คุณแบงค์ดูดวงก่อนเป็นลำดับแรก แต่ยังไม่ทันได้เริ่ม คุณขวัญกลับเห็นเป็นภาพเด็กผู้หญิงผมสั้น ใส่เสื้อสีเขียวมะนาว ยืนบริเวณบ่อน้ำ และกำลังจ้องมองไปตรงนั้น เธอยืนนิ่ง และไม่ได้พูดอะไร คุณขวัญเห็นเช่นนั้น จึงถามกับคุณแบงค์ว่ารู้จักใครที่มีลักษณะแบบนี้หรือไม่ หลังจากที่คุณแบงค์ได้ยินคำถามก็เงียบไปสักพัก พร้อมกับน้ำตาคลอ จากนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา คุณแบงค์เล่าว่า “ลูกสาวผมเองครับ น้องจมน้ำเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว” จากนั้นก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวให้คุณขวัญฟังว่า คุณโบว์ตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน เป็นการท้องลูกคนแรก คุณโบว์รู้สึกปวดท้องมาก รุ่งขึ้นจึงเธอจึงรีบไปหาหมอเพื่อสอบถามอาการเบื้องต้น ปรากฏว่าคุณหมอแจ้งว่าลูกมีภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากขาดออกซิเจนเฉียบพลัน ซึ่งคุณหมอได้วินิจฉัยว่าเกิดจากสาเหตุสายรกพันคอ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกของคุณโบว์เสียชีวิตไป

       หนึ่งปีผ่านไปหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น คุณโบว์ได้ตั้งครรภ์อีกครั้ง ตอนนั้นอายุครรภ์ได้ 4 เดือน คุณโบว์มีอาการปวดท้องซ้ำอีกครั้ง แต่เธอคิดว่าอาจจะเป็นเพียงอาการปวดท้องธรรมดา จึงตัดสินใจเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ แต่ปรากฏว่าในระหว่างที่เธอกำลังนั่งบนชักโครก เธอได้แท้งลูกอีกคนออกมาทันที! เธอตกใจมาก และรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

       เรื่องราวร้าย ๆ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้จิตใจสามีภรรยาคู่นี้เศร้าหมอง แต่ไม่นานคุณโบว์ก็ได้ตั้งครรภ์อีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้เธอคลอดได้ตามปกติ น้องเป็นเด็กผู้หญิงชื่อว่า ‘น้องน้ำ’ (นามสมมุติ) ชีวิตช่วงนั้นกำลังไปได้ดี จนน้องน้ำอายุได้ 7 ขวบ

       วันหนึ่ง น้องน้ำได้ไปเล่นกับเพื่อน เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทกัน พวกเขาไปที่ฟาร์มหมูในวันหยุด และในวันเดียวกัน ขณะที่คุณแบงค์และคุณโบว์กำลังจะออกไปขายของ จึงคิดว่าจะแวะรับลูกสาวไปด้วย แต่วันนั้นเป็นวันหยุด น้องน้ำอยากเล่นกับเพื่อนมากกว่าจึงปฏิเสธที่จะไปกับพ่อแม่ในวันนั้น

       2-3 ชั่วโมงต่อมา คุณโบว์ได้รับโทรศัพท์จาก ‘แม่นิด’ (นามสมมุติ) แม่ของคุณแบงค์ พูดกับเธอว่า “น้องน้ำพลัดตกน้ำ และยังไม่พบร่าง” คุณโบว์ได้ยินเช่นนั้น ก็รีบโทรหาสามี ให้ไปยังจุดเกิดเหตุ เพราะทั้งคู่แยกกันไปขายของคนละที่

       เมื่อคุณแบงค์มาถึงที่เกิดเหตุก็เห็นชาวบ้านกำลังมุงกันเยอะมาก แต่บางส่วนก็ช่วยดำน้ำหาร่างของน้องน้ำ เพราะยังไม่พบร่างของลุงและน้องน้ำในตอนนั้น คุณแบงค์จึงตัดสินใจที่จะลงไปช่วยหาลูกสาวอีกคน ขณะที่กำลังดำลงไปในน้ำ เขาก็รู้สึกว่ามีเท้าของใครบางคนมาสัมผัสตัว เขาจึงค่อย ๆ ดึงร่างนั้นขึ้นไปเหนือน้ำ ปรากฏว่าร่างนั้นคือลูกสาวของคุณแบงค์เอง ขณะที่นำร่างของน้องขึ้นมา ร่างของน้องก็อ้วกออกมาเป็นขนมจีนน้ำยาที่กินไปก่อนจะมาเล่นที่บ่อน้ำ จนกลายเป็นภาพติดตาของคุณแบงค์มาจนถึงทุกวันนี้ นั่นทำให้เขาไม่กินขนมจีนน้ำยาอีกเลย ไม่นานชาวบ้านที่กำลังดำน้ำอยู่ก็พบร่างของลุง ชาวบ้านจึงรีบนำร่างของทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลทันที จากนั้นก็นิมนต์พระมาทำพิธีเรียกดวงวิญญาณกลับบ้าน ชาวบ้านเล่าว่าเหตุการณ์พลัดตกน้ำครั้งนี้มีถึง 3 ราย เสียชีวิต 2 รายเป็นน้องน้ำและลุงของน้องน้ำ แต่เพื่อนที่ไปเล่นด้วยในวันนั้นรอดมาได้

       หลังจากนำร่างของทั้งคู่กลับมาทำพิธีกรรมทางศาสนา ชาวบ้านก็มารวมตัวกันที่บ้านของคุณแบงค์เพื่อมาช่วยงานศพ ในคืนนั้น ขณะที่คุณโบว์นอนหลับก็รู้สึกว่าเหมือนมีใครเดินอยู่บริเวณศีรษะ สักพักก็เหมือนมีมือกำลังมาดึงเส้นผมอยู่บ่อยครั้ง ตอนนั้นคุณโบว์คิดว่าเป็นน้องน้ำ เธอจึงไม่กล้าที่จะลืมตาหันไปมอง เพราะกลัวว่าลูกสาวจะหายไป จึงให้ลูกสาวดึงเส้นผมต่อไป

       หลังจากที่น้องน้ำจากไปครบ 100 วัน ทางครอบครัวตัดสินใจจะทำบุญให้ ระหว่างที่กำลังจัดเตรียมงาน ก็มีญาติคนหนึ่งรู้สึกเหมือนว่ามีอาการไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่นานเธอก็พูดขึ้นมาว่า “หนูพาเพื่อนมาด้วย แต่เพื่อนเข้ามาไม่ได้ เพราะเจ้าที่ไม่ให้เข้า อยากกินขนมจีนจังเลย” แล้วก็ร้องไห้ออกมา! คุณแม่นิดได้ยินเช่นนั้น ก็นำขนมจีนไปวางไว้ที่รูปน้องน้ำ คุณแบงค์สงสัยจึงถามแม่นิดว่าทำไมถึงมีขนมจีนมาวางตรงนี้ ทั้ง ๆ อาหารที่เตรียมไว้ก็เยอะอยู่แล้ว แม่นิดเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง ทั้งคู่รู้สึกไม่สบายใจจึงนิมนต์พระให้เรียกดวงวิญญาณลูกสาวกลับบ้านเพราะคิดว่าน้องน้ำยังกลับบ้านไม่ได้

       หนึ่งเดือนต่อมา ชาวบ้านในละแวกนั้นเล่าให้ฟังว่าน้องน้ำมาเข้าฝัน “อยากกินเฟรนช์ฟรายส์จังเลย แต่เค้าไม่ให้หนูมา เค้าตีหนู” ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็สงสัยว่าคือใคร ใครไม่ให้มา คุณโบว์และคุณแบงค์เริ่มกังวลขึ้นอีกครั้ง เพราะมีหลายคนที่มาเล่าให้ทั้งคู่ฟังว่าน้องน้ำมาเข้าฝัน จึงคิดว่าลูกสาวยังไม่สามารถกลับบ้านได้ และตัดสินใจไปนิมนต์พระเรียกดวงวิญญาณลูกสาวกลับบ้านอีกครั้ง

       หลังจากที่คุณแบงค์ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับลูกสาวให้คุณขวัญฟัง ในวันถัดมา คุณขวัญจึงตัดสินใจที่จะไปยังสถานที่เกิดเหตุ แต่ถึงกับต้องขนหัวลุก เพราะสิ่งที่คุณขวัญเห็นคือร่างของวิญญาณสีดำมืด ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง กำลังโอบกอดร่างของน้องน้ำอยู่! คุณขวัญจึงรีบให้คุณโบว์จุดธูปเรียกลูกสาวกลับบ้านทันที และให้คุณแบงค์สตาร์ทรถรอ ภาพที่คุณขวัญเห็นหลังจากนั้นคือน้องน้ำพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากบ่อน้ำ จนมายืนอยู่ข้างหลังของคุณโบว์ คุณขวัญจึงบอกกับคุณโบว์ให้รีบไปที่รถ และห้ามหันหลังมองไปที่บ่อน้ำอีกเด็ดขาด!

       ขณะที่ทั้งหมดกำลังเดินไปที่รถ คุณขวัญก็ได้ยินเสียงของใครบางคนพูดขึ้นมาว่า “หนูจะไปไหน” ดวงวิญญาณของน้องน้ำที่ได้ยินดังนั้นก็ทำท่าว่าจะหันไปมอง คุณขวัญพูดขึ้นมาทันที “อย่าหันไปมองเด็ดขาด รีบเดินตามแม่ไป” จากนั้นทุกคนก็รีบขึ้นรถทันที

       หลังจากที่ทั้งหมดกลับมาถึงบ้าน คุณขวัญก็ได้เล่าทุกอย่างให้กับทุกคนฟังว่าจริง ๆ แล้วที่น้องน้ำยังไม่สามารถกลับบ้านได้ ก็เพราะมีดวงวิญญาณของผีพรายควบคุมดวงวิญญาณของน้องน้ำอยู่ และตั้งแต่ที่เธอได้ไปทำพิธี ดวงวิญญาณของน้องน้ำก็สามารถกลับบ้านได้ และดวงวิญญาณของน้องน้ำก็ไม่ได้มาปรากฏให้ใครเห็นอีกเลย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

น้องชายตัวดี ปากแจ๋วกับผี! พี่สาวเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ตะโกนด่าไล่ผีออกจากห้อง ถ้าจะหลอกก็หลอกไป กูจะอยู่! เพราะจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว! เงินก็เงินผม ผีไม่ได้ช่วยออกสักหน่อย !?

05 พ.ค. 2024

น้องชายตัวดี ปากแจ๋วกับผี! พี่สาวเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ตะโกนด่าไล่ผีออกจากห้อง ถ้าจะหลอกก็หลอกไป กูจะอยู่! เพราะจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว! เงินก็เงินผม ผีไม่ได้ช่วยออกสักหน่อย !?

เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นจริง มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 เมษายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ไอแผน’ จะหลอนแค่ไหนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้ ‘คุณออโต้’ (นามสมมติ) ได้นำมาเล่าจากประสบการณ์ตรงของ ‘คุณอีฟ’ โดยคุณออโต้เล่าว่า หากย้อนไปในเมื่อ 10 ปีก่อน คุณอีฟทำงานเป็นทนายความ และมีลูกน้องชื่อ ‘แผน’ เป็นทนายความจบใหม่ โดยทั้งคู่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน คุณแผนได้ไปรับทำคดีชุด ซึ่งคดีชุดเป็นคดีที่รวมคดีของภาคอีสานทั้งหมด พอได้รับทราบคดีแล้วก็ชวนพี่สาวของตัวเองไปช่วยทำเอกสารด้วย และขอให้คุณอีฟหยุดงาน 2 เดือน ในสมัยนั้นการทำคดี ต้องรับงานเหมือนกับ Salesmen ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ทนายความต้องรับคดีอย่างน้อย 80 คดีขึ้นไป ต้องใช้เวลา 38 ชั่วโมง ในการทำคดีและส่งเรื่องขึ้นศาล อีกทั้งสมัยนั้นระบบยังไม่เปิดให้ส่งออนไลน์ ต้องไปทำเรื่องแจ้งที่ศาลประจำจังหวัด ซึ่งการรับทำคดีเยอะ ๆ เช่นนี้ก็ทำให้เกิดอาการเครียดสะสม เขาทั้งคู่แทบที่จะไม่ได้พักผ่อน เมื่อทำคดีของจังหวัดหนึ่งเสร็จก็ต้องขับรถไปทำคดีของอีกจังหวัด ขณะที่กำลังขับรถเปลี่ยนจังหวัดนั้นเอง คุณแผนก็เริ่มที่จะง่วง จึงบอกกับพี่สาวว่า “ถ้าขับรถไป แล้วเจอรีสอร์ต หรือที่พักข้างทางก็ให้แวะพักเลย ขับต่อไปไม่ไหวแล้ว กลัวหลับใน เกิดอุบัติเหตุแน่” ช่วงเวลาประมาณสองทุ่ม แอปก็แจ้งเตือนว่า อีก 50 กิโลเมตรจะถึงตัวเมือง แต่คุณอีฟกับคุณแผนก็เจอกับรีสอร์ตข้างทางเข้าเสียก่อน จึงเลี้ยวรถเข้าไปทันที รีสอร์ตมีลักษณะเหมือนบ้านสวน มีการแบ่งกั้นบ้านเป็นหลังยาวเข้าไป ด้วยความที่คุณอีฟมีเซ้นส์บางอย่าง และเป็นคนที่ชอบเสพเรื่องผี จึงคาดการณ์ว่า การพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันน่าจะต้องมีอะไรบางอย่าง จึงบอกคุณแผนว่า “เราไปพักกันในตัวจังหวัดไหม?” เพราะในความรู้สึกของคุณอีฟ การพักในชานเมืองมันไม่ปลอดภัย แต่คุณแผนก็บอกว่า “เราพักตรงนี้แหละ เพราะผมไม่ไหวแล้ว เราต้องรวบรวมเอกสาร เพื่อคดีในวันพรุ่งนี้อีก” คุณอีฟก็เลยอยู่ในสถานะต้องจำยอม หลังจากนั้น ทั้งคู่จึงเข้าไปติดต่อกับพนักงาน แต่กลับพบลุงวัยกลางคนที่คาดเดาว่า ลุงน่าจะเป็นคนดูแลห้องพัก ลุงบอกว่า “มีห้องพักว่างอยู่เป็น 10 ห้อง อยากพักห้องไหนเลือกได้เลย” คุณอีฟสะกิดคุณแผนว่า “เปลี่ยนที่พักกันไหม ?” ซึ่งคุณแผนก็ยังยืนยันว่าจะพักที่นี่ ด้วยเรื่องของราคาห้องพักที่ประหยัด เพียง 450 บาท ทั้งคู่ก็ได้เข้าพักเลือกเป็นห้องริมสุดจากด้านใน ระหว่างที่กำลังขนของเข้าพัก คุณลุงก็พูดขึ้นว่า “ลุงสแตนบาย อยู่นี่ 24 ชั่วโมงนะ ถ้าเกิดเหตุอะไรหรืออยากจะเปลี่ยนห้อง ลุงอยู่ตรงนี้นะ” ตอนนั้นคุณอีฟกับคุณแผน ก็คิดเพียงว่า อาจจะเป็นไฟเสีย หรือ ห้องน้ำน้ำไม่ไหล พอจอดรถที่หน้าห้องเรียบร้อย คุณอีฟที่เป็นคนมีเซ้นส์ก็สัมผัสอะไรบางอย่างได้ เพียงแค่เปิดประตูห้องเข้าไป ก็ได้กลิ่นเหม็นอับ มีลมปะทะหน้า จากนั้นก็จัดเต็มทุกสิ่งตาม Step ของเรื่องผี คุณอีฟจึงบอกกับคุณแผนว่า “เฮ้ยแผน ! เรากลับตอนนี้ยังทันนะ” แต่คุณแผนก็ยังรั้นตอบว่า “ไม่กลับ!! ที่นี่ราคาห้อง 450 เอง ประหยัดกระเป๋าดี ผมน่ะไม่กลัวผี ! พี่เป็นพี่สาวผมก็ต้องไม่กลัวเหมือนกัน!” ด้วยความที่คุณอีฟเป็นพี่สาวที่แสนดี ก็ไม่อยากจะเถียงต่อด้วย บอกน้องชายไปว่า “เออ ก็แล้วแต่ละกัน !” จากนั้นคุณอีฟจึงเดินเข้าไปสำรวจในห้อง ภาพที่คุณอีฟเห็น คือ ภาพของเตียงนอนกลางห้องที่มีลักษณะก่ออิฐปูนขึ้นมาเป็นฐาน คุณอีฟสัมผัสได้ในทันทีว่า มันมีลักษณะคล้ายกับ ‘เมรุเผาศพ’ หรือที่เรียกว่า ‘เตาเผากลางแจ้ง’ เมื่อเดินไปสำรวจจุดอื่น พบว่าห้องดูเหมือนไม่ได้ใช้งานมานาน และที่พีคสุด ๆ คือ ‘โต๊ะเครื่องแป้ง’ ที่ทางรีสอร์ตน่าจะทำขึ้นเอง เหมือนเป็นไอเดียเฉพาะ สร้างจากอิฐและปูนที่ก่อขึ้นมา และมีกระจกติดไว้ด้านบน ลักษณะคล้ายกับโกศเก็บกระดูก ตอนนั้นคุณอีฟก็ทำได้เพียงแค่บ่นตามประสา หลังจากนั้นคุณอีฟก็เข้าไปอาบน้ำ ฝักบัวก็ไม่มี มีเพียงแต่ขันตักน้ำ ซึ่งน้ำก็เหม็นอีก คุณอีฟจึงตัดสินใจว่าจะไม่อาบน้ำ เลือกที่จะเอาน้ำเปล่ามาล้างหน้าแทน หลังจากที่ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย คุณแผนเสียสละให้คุณอีฟนอนบนเตียง และตัวคุณแผนเองก็นอนบนฟูกข้างขวาของเตียง โดยที่ที่คุณแผนนอนจะนอนติดกับ ‘โต๊ะเครื่องแป้ง’ ที่มีลักษณะคล้ายกับโกศเก็บกระดูก ก่อนนอนคุณแผนก็บอกกับคุณอีฟว่า “พี่อีฟนอนก่อนเลยนะ เพราะผมกรนดัง” ไม่นานเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ในขณะที่คุณอีฟกำลังเคลิ้มหลับ จู่ ๆ คุณแผนก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ดูผู้หญิงคนนั้นดิ ! เขามาทำอะไร !?” คุณอีฟเลยถามกลับไปว่า “ใครแผน !?” คุณแผนจึงตอบว่า “ผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ !? มายืนรำอยู่ที่หน้าผมเนี่ย !” ตอนนั้นคุณอีฟที่กำลังมึนงงจากการกึ่งหลับกึ่งตื่น คิดว่าน้องชายกำลังแกล้งตนอยู่ เพราะเมื่อหันมองในห้องกลับไม่พบอะไร คุณอีฟก็เลยว่ากลับไป “นี่แผนหลอกพี่หรอ !?” คุณแผนตอบกลับแทบจะทันทีว่า “ผมไม่ได้หลอกพี่ ไม่เชื่อพี่ก็ดูดิ เขากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ! กำลังตั้งท่ารำอยู่” คุณอีฟที่มองไม่เห็นอะไร จึงคิดในใจว่า “อะไรวะเนี่ย” คุณแผนก็บอกต่อว่า “ช่างเถอะพี่ ให้มันรำไปเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้า นอนเถอะ !” คุณอีฟที่กำลังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถนอนหลับอีกต่อไป นอนมองซ้ายมองขวา ถามย้ำกับน้องชายว่า “แผน ! แผนเห็นจริง ๆ หรอ !?” น้องชายก็ทำท่าทางเอามือจุ๊ปาก แล้วบอกว่า “พี่อีฟ… เบา ๆ เดี๋ยวมันรู้ว่าเราเห็นมัน…” สักพักคุณแผนก็เอาเท้าขึ้นมาก่ายด้านบนเตียง แล้วก็บอกกับพี่สาวว่า “พี่ช่วยเอาเท้ามาพาดผมหน่อย อย่างน้อยผมจะได้รู้สึกว่าผมมีเพื่อน” คุณอีฟบอกว่า “ทำไมไม่ขึ้นมานอนด้วยกันเลย” คุณแผนก็บอกว่า “ไม่เป็นไรพี่” คุณอีฟก็ไม่อยากคิดมากอะไร ทำตามอย่างที่น้องบอก สัมผัสแรกคุณอีฟรู้สึกได้เลยว่า ตัวของคุณแผนเย็นมาก ! นอนไปได้สักพัก คุณอีฟก็เริ่มรู้สึกแปลกขึ้น เพราะคุณแผนไม่มีการขยับเท้า ไม่มีการพลิกตัว หรือขยับร่างกายเลย ด้วยความสงสัยเลยตะโกนถามไปว่า “แผน ! เท้าเอ็งอยู่ไหน !?” คุณแผนก็ตอบว่า “อ๋อ… ผมชักกลับมาแล้วพี่” พร้อมกับยกเท้าโชว์ขึ้นมาให้พี่สาวดู แต่ตอนนั้นคุณอีฟยังรู้สึกว่า เท้าของคุณอีฟยังแตะเท้าของคุณแผนอยู่ แต่เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่เท้าของคุณแผน คุณอีฟจึงสะดุ้งตัวขึ้นมานั่งบนเตียง! ภาพที่คุณอีฟคือ เท้าของตนแตะอยู่ที่มือของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ปลายเตียง พอเห็นอย่างนั้น คุณอีฟก็ชักเท้ากลับทันที ตะโกนถามน้องชายว่า “แผน ! นั่นใคร !?” ทันทีหลังพูดจบ คุณแผนก็พลิกตัวกลับมาด่าว่า “มึงเป็นใครเนี่ย !? มึงมาหลอกพวกกูทำไม มึงจะหลอกมึงหลอกไปเลยนะ ยังไงกูก็จะนอน เพราะกูจ่ายเงินค่าห้องไปแล้ว ! มีกูมีพี่สาวกู กูจะไม่ไปไหน !”ด้วยความที่คุณอีฟกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เลยตะโกนถามน้องชายว่า “แผน ! กลับไหม !?” คุณแผนก็ยังเถียงต่อว่า “พี่ ! เราเสียเงินตั้ง 450 ! เราต้องได้นอน ! เขาเป็นใครก็ไม่รู้จะมาไล่เราออกได้ยังไง พี่ต้องนอนเชื่อผม !” คุณอีฟที่ทนไม่ไหวแล้ว จึงคว้ากุญแจรถวิ่งหนีออกมา คิดว่าจะขับรถไปสงบสติอารมณ์ แต่อีกใจก็เป็นห่วงน้องชาย จึงเลือกที่จะนอนที่รถดีกว่า แต่ก็กลัวผีอีก จึงเดินไปหาลุงที่เป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่ลุงกับไม่มีท่าทีตกใจ หันหน้ากลับมายิ้มให้เท่านั้น ก่อนที่จะถามขึ้นว่า “เจอแล้วหรอ…” คุณอีฟถามลุงว่า “ลุงรู้หรอ ว่าพวกหนูเจออะไร” ลุงก็ตอบกลับว่า “แหม๊ แค่ 450 ! มันมีอยู่แล้ว…” คุณอีฟก็คิดในใจว่า “ควรจะโกรธน้องชายตัวดี หรือโกรธลุงดี !” ลุงยังบอกอีกว่า “ลุงก็นั่งรอให้เอง มาเปลี่ยนห้องอยู่เนี่ย ก็ไม่เห็นออกมาสักที นึกว่าอยู่กันได้” ลุงก็ยิ้มบอกอีกว่า “ลุงพูดไม่ได้ ลุงแค่มาดูแลให้เฉย ๆ” คุณอีฟถามต่อว่า “ถ้าหนูย้ายห้องอื่น เขาจะตามมาด้วยไหม” ลุงตอบว่า “เขาเป็นเจ้าของเขาไปไหนก็ได้” แล้วคุณอีฟก็เผลอหลับที่รถไป… หลังจากนั้น คุณอีฟสะดุ้งตื่นมาตอนตี 5:45 รวบรวมความกล้า เดินกลับไปที่ห้องเพื่อตามน้องชาย เมื่อเจอพี่สาว คุณแผนก็ถามทันทีว่า “พี่ทิ้งผมทำไม !” คุณอีฟจึงตอบว่า “พี่ไม่อยากนอนร่วมห้องกับผีหรอกนะ” ก่อนที่จะพากันเก็บของ คุณอีฟก็ถามน้องชายต่อว่า “ผีที่เห็นล่าสุดอยู่ตรงไหน?” คุณแผนตอบว่า “อ๋อ มันเข้าห้องน้ำอยู่พี่ ผมเลยไม่อาบน้ำ กลัวมันมองพิกาจูผม” ก่อนที่ทั้งคู่จะออกมาอาบน้ำที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง คุณอีฟก็ถามต่ออีกว่า “แล้วเมื่อคืนอยู่ยังไง” คุณแผนก็ตอบว่า “ผมก็บอกมัน ถ้าอยากจะรำก็รำไป ผมต้องทำงานเช้า ผมจะนอน แล้วผมก็หลับไปเลย…”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

Epic time ถ่ายรายการผีที่ต้องไปนอนบ้านคนอื่น จนทีมงานเจอดี วิ่งหนีแทบไม่ทัน

09 ก.พ. 2024

Epic time ถ่ายรายการผีที่ต้องไปนอนบ้านคนอื่น จนทีมงานเจอดี วิ่งหนีแทบไม่ทัน

เรื่องนี้ ‘คุณทับทิม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกิดในรายการ ‘Epic Ghost Camp’ อีพีที่เป็นบ้านของน้องสตรีมเมอร์คนหนึ่ง ซึ่งทางเจ้าของบ้านได้มีการชักชวนด้วยตัวเอง เพราะมั่นใจว่าบ้านของตัวเองโหดที่สุด ตั้งแต่รายการนี้ไปถ่ายทำมา เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย โดยเรื่องนี้ที่คุณทับทิมได้นำมาเล่าเป็นประสบการณ์จากรายการ Epic Ghost Camp EP ที่ไปถ่ายทำที่บ้านของ ‘คุณต้น’ (นามสมมติ) สตรีมเมอร์คนหนึ่ง โดยรายการนี้ พิธีกรหลักคือ ‘คุณเอก’ และ ‘คุณทับทิม’ ยูทูปเบอร์จากช่องดังอย่าง Epic Time จะเข้าไปรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้านกับเจ้าของบ้านก่อน ส่วนทีมงานจะอยู่ข้างนอกไม่ได้เข้าไปฟังด้วย เพื่อป้องกันการเตี้ยม นอกจากนี้รายการยังให้ทีมงานไปนอนตรงจุดที่มีเรื่องราวต่าง ๆ ในบริเวณบ้าน ด้วยการจับฉลากอีกด้วย เมื่อเริ่มถ่ายทำ คุณต้นก็เล่าเรื่องหลอนให้คุณเอกและคุณทับทิมฟังว่า สิ่งที่เกิดกับบ้านหลังนี้คือ เวลาอยู่คนเดียวมักจะได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนกำลังเดินขึ้นลงบันได อธิบายเพิ่มเติมว่าบ้านหลังนี้จะมี 1 ห้อง ที่เป็นห้องนอนสำหรับทีมงานของคุณต้น และเล่าให้ฟังอีกว่า วันหนึ่งมีทีมงานคนหนึ่งนอนหลับอยู่ในห้องตามปกติ อยู่ ๆ ก็เจอเงาสีดำ รูปร่างคล้ายกับกุมารทอง แต่ไม่เห็นใบหน้า มายืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งก่อนหน้าที่ทางทีมงานของคุณต้นจะเจอดี ตอนเช้าได้มีการท้าทายว่า “ถ้าบ้านหลังนี้มีผีจริง ๆ คืนนี้ขอเจอหน่อย อยากเจอ” ที่พูดไปแบบนั้นเพราะทีมงานคนอื่นได้เจอกันหมดแล้ว เหลือเขาคนเดียวที่ยังไม่เคยเจอ และสุดท้ายก็ได้เจอดีเข้าจริง ๆ คุณต้นยังเล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองอีกว่า ขณะที่เขากำลังนั่งเล่นเกมอยู่คนเดียว อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูแบบรัว ๆ “ปึง ปึง ปึง!” ครั้งแรกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าบ้านตนเองมีอะไรบางอย่างอยู่ จึงนั่งเล่นเกมต่อ เวลาก็ผ่านไปไม่ถึง 20 วินาที เขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูอีก ครั้งนี้เคาะเสียงดังมาก “ปึง ปึง ปึง!!” จนประตูสั่น เขาจึงตัดสินใจวิ่งไปเปิดประตู แต่กลับไม่พบอะไรเลย! และอีกเหตุการณ์ที่หนักที่สุดตั้งแต่เคยเจอมาในบ้านนี้ก็คือ คุณแม่ของคุณต้นถูกผีเข้าสิง! ซึ่งเป็นผีกุมารทองที่คุณแม่เป็นคนเลี้ยงไว้เอง คุณต้นเล่าลักษณะตอนที่คุณแม่ถูกเข้าสิงว่า “คุณแม่มีอาการเสียงเปลี่ยนไป เป็นเหมือนกับเสียงของเด็ก และก็มีแรงเยอะผิดปกติ ขนาดผู้ชายจับ 4 คนจับยังไม่อยู่” เมื่อเล่าเรื่องหลอนกันพอสังเขป ทางรายการก็ให้ทีมงานเข้าไปในบ้าน เพื่อจับสลากเลือกจุดที่จะนอน เพื่อให้แต่ละคนได้จุดที่นอนแตกต่างกันไป ซึ่งคุณทับทิมก็ได้นอนด้วย เป็นจุดที่ต้องนอนในห้องของทีมงานที่เคยเจอกุมารทอง แต่สุดท้ายคุณทับทิมก็ไม่เจออะไร ทางด้านทีมงาน ก็มีทีมงานคนหนึ่งเขามีสัมผัสที่หก ได้ไปนอนอยู่หน้าห้องของทีมงานคุณต้น ซึ่งอยู่ตรงทางขึ้นลงบันได จุดนี้เป็นจุดที่เจอดีเยอะมาก อันแรกคือ จุดที่ทีมงานนอน ด้านบนจะมีหิ้งพระ ข้างหิ้งพระก็จะเป็นแจกันดอกบัว ทีมงานคนนี้ก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง จังหวะที่สายตามองขึ้นไปเห็นหิ้งพระ ดอกบัวที่อยู่ในแจกันขยับเอง ทั้งที่แจกันก็ยังตั้งอยู่นิ่ง ๆ ในขณะที่กำลังพักกล้อง อยู่ดี ๆ ทีมงานคนเดิมก็มีอาการแปลก ๆ ยืนเอาหลังพิงกำแพงแล้วก็ค่อย ๆ รูดตัวลงไปกับกำแพง พร้อมกับเอามือปิดหน้า คุณเอกที่ดูผ่านมอนิเตอร์ เห็นท่าทางอาการเริ่มไม่ค่อยดี จึงใช้วอไปถามทีมงานคนนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งทางทีมงานก็ตอบว่า “มีผู้ชายตัวเล็ก ๆ มานั่งชันเข่าอยู่ข้าง ๆ” จากนั้นทีมงานคนเดิมก็เห็น ผู้ชายตัวเล็กคนเดิม ไปนั่งห้อยขาลงมาจากตู้เสื้อผ้า คุณเอกก็ได้มีการวอถามซ้ำอีกว่า “ยังเห็นอยู่ไหม เขาไปหรือยัง” ทีมงานก็เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วก็ตอบว่า “ยังอยู่ค่ะ” ต่อมามีเหตุการณ์ที่ทีมงานคนเดิมวิ่งลงบันไดพร้อมกับกรี๊ดเสียงดังมาก ทุกคนที่ยังนอนตามจุดต่าง ๆ ก็ตกใจ และกลัวว่าทีมงานคนนี้จะตกบันได ก็ได้มีการมารวมตัวกันที่กลางบ้าน ทีมงานคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า ‘จังหวะที่กำลังเดินลงบันใดมาข้างล่าง เขามองไปตรงชานพักบันไดกลางบ้าน ด้านซ้ายจะเป็นหน้าต่างระบายอากาศ เขาเห็นเป็นเหมือนผู้หญิง ผมยาว ๆ อยู่ข้างนอก เขาตกใจจึงวิ่งกรี๊ดลงมา’ ซึ่งทีมงานอีกคน ที่นอนอยู่บริเวณด้านล่าง เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงสาธิตให้ดูว่า ‘เห็นทีมงานคนนี้หันหน้าออกไปที่หน้าต่าง แล้วก็ตกใจกรี๊ดแล้วก็วิ่งลงมา’ หลังจากคลิปนี้ได้เผยแพร่ออกไป ก็มีคอมเมนต์จากแฟนคลับว่า นาทีที่ 25.53 เห็นเงาหน้าผู้หญิงที่หน้าต่าง ซึ่งจังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ทีมงานคนที่เห็นเหตุการณ์กำลังสาธิตอยู่ พอทีมงานคนที่สาธิตเดินจากบันไดมาถึงข้างล่าง หน้าของผู้หญิงก็หันออกไปแล้วก็หายไปแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

นอนไม่หลับเพราะกลิ่นเหม็นเน่า ตามหาต้นเหตุจนเจอถุงกระดาษปริศนา พอเช็คกล้องวงจรปิดก็พบว่าเป็น ‘ของ’ ที่ลูกค้าลืมไว้ ข้างในมีหม้อดินเผา ตุ๊กตาชายหญิง พร้อมคาถาให้สวด! ซ้ำยังมีเสียงแว่วเข้ามาในหูอีกด้วยว่า “ลองเปิดดูสิ”

15 พ.ค. 2023

นอนไม่หลับเพราะกลิ่นเหม็นเน่า ตามหาต้นเหตุจนเจอถุงกระดาษปริศนา พอเช็คกล้องวงจรปิดก็พบว่าเป็น ‘ของ’ ที่ลูกค้าลืมไว้ ข้างในมีหม้อดินเผา ตุ๊กตาชายหญิง พร้อมคาถาให้สวด! ซ้ำยังมีเสียงแว่วเข้ามาในหูอีกด้วยว่า “ลองเปิดดูสิ”

เรื่องหลอนชวนหมาหอนในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (2 พฤษภาคม 2566) มีชื่อเรื่องว่า ‘ลูกค้าคนสุดท้าย’ จาก ‘คุณตาล’ เจ้าของร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งย่านรัชดา เรื่องจะหลอนแค่ไหนนั้น.. ไปติดตามอ่านกันเลย! คุณตาลเกริ่นเรื่องว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านของเธอเอง ในช่วงดึกคืนหนึ่ง จวนเวลาใกล้ปิดร้านประมาณ 3 – 4 ทุ่ม มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านเพื่อขอให้ทำสีผมให้ แต่คุณตาลก็ปฏิเสธเพราะถึงเวลาที่จะต้องปิดร้านแล้ว “ทำสีผมใช้เวลานานมาก ไว้โอกาสหน้าได้มั้ยคะ? ขอสระผม ม้วนผมให้ก่อนได้มั้ยคะ?” ลูกค้าไม่ติดอะไร และนั่งรอคิวเพราะยังมีคิวก่อนหน้าที่ยังค้างอยู่ กระทั่งถึงคิวของเธอมาถึง เมื่อลูกค้าผู้หญิงคนนั้นทำผมเสร็จสรรพก็ออกจากร้านไป ในเวลา 5 ทุ่มกว่า คุณตาลจึงปิดร้าน เวลาล่วงมาจนถึงเที่ยงคืน หลังจากที่คุณตาลทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็รู้สึกแปลก ๆ เริ่มจากได้ยินเสียงคนเดินขึ้นบนบ้าน แต่ก็คิดว่าคงเป็นเสียงจากตึกข้าง ๆ ไม่ได้คิดอะไรต่อ จึงเตรียมตัวจะนอนหลับ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู เป็นเสียงที่เคาะหนึ่งครั้งแล้วก็ทิ้งระยะห่างไปสักพัก แล้วก็เคาะขึ้นอีก แม้จะแปลกใจและรู้สึกสงสัย แต่คุณตาลก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู เมื่อเปิดประตู คุณตาลก็รู้สึกถึงความเย็นบางอย่างแทรกเข้ามาที่แขน แต่เมื่อเปิดไปไม่เจอใคร จึงตัดสินใจกลับไปนอนต่อ ผ่านไปสักพักก็ได้กลิ่นเหม็นขึ้นมา คุณตาลเล่าเสริมว่า “เหม็นเหมือนกลิ่นหมาเน่า” และพยายามหาต้นตอกลิ่นนั้นด้วยการดมกลิ่นตัวเอง เมื่อคิดว่ากลิ่นตัวไม่ใช่ต้นเหตุ จึงสลัดความคิดออกจากหัว แล้วพยายามนอนต่ออีกรอบ สักพักก็รู้สึกได้ว่ามีคนกำลังเดินอยู่รอบเตียง แล้วกลิ่นก็ตามไปรอบเตียงด้วย! คุณตาลทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปเปิดบานเกล็ดแอร์ เพื่อเช็คว่ากลิ่นมาจากแอร์หรือไม่ แต่ก็ยังไม่ใช่ คุณตาลรู้สึกว่ากลิ่นเหม็นเน่านั้น ลอยมาจากข้างหลัง..! คุณตาลหันหลังกลับไปดู ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ จึงตัดสินใจเดินลงมาข้างล่าง ระหว่างที่เดินนั้นก็ยังรู้สึกเหมือนมีคนเดินตามอยู่เรื่อย ๆ ด้วยความที่ดึกมากและไม่มีใครอยู่ ชั้นล่างตรงนี้จึงเงียบสงัด คุณตาลเปิดตู้เย็นเพื่อที่จะหยิบน้ำ แล้วก็มีเสียงผู้หญิงแว่วน่าขนลุกดังขึ้นมาว่า “หิวน้ำ” คุณตาลคิดว่าคงฟุ้งซ่านไปเอง จึงหยิบน้ำมาดื่ม แต่ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างผลักขวดน้ำ แม้จะตงิดใจแต่คุณตาลก็พยายามไม่คิดอะไร จากนั้นก็เดินตามหากลิ่นเหม็นเน่าต่อ กระทั่งพบถุงกระดาษใบหนึ่งวางไว้ที่ซอกโซฟา คุณตาลคิดว่าคงเป็นของที่ลูกค้าหรือคนที่เข้ามาที่ร้านลืมไว้ จึงโทรหาพี่ที่รู้จักคนนึง แล้วก็ได้ยินเสียงปริศนาพูดขึ้นมาว่า “มึงอยากจะคุยกับกูหรอ?” คุณตาลใจดีสู้เสือไม่ตอบกลับอะไร และสงสัยว่าข้างในถุงกระดาษใบนั้นคืออะไร เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นรูปผู้หญิงนั่งชันเข่าวางไว้ในขันสีเงิน และมีเลือดเก่า ๆ อยู่ในนั้น! เมื่อรู้สึกว่านอนไม่ได้แล้ว และคิดว่ากับตัวเองในใจว่า “เอาละ กูโดนละ” จึงพูดออกมาว่า “ชั้นจะเอายังไงกับแกดี?” เมื่อสังเกตดูอีกครั้งก็เห็นว่ามีอีกถุง จึงเปิดดูและพบว่ามีหม้อดินที่มียันต์เขียนไว้ ลักษณะเหมือนทำเพื่อคนที่รัก! สักพักก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นว่า “ลองเปิดดูสิ” แต่คุณตาลก็ไม่กล้าเปิดหม้อ และยังเห็นอีกด้วยว่าข้างในถุงมีหุ่นผู้หญิงกับผู้ชาย พร้อมคาถา และเขียนไว้ว่าถ้าสวดคาถานี้จะได้เป็นเจ้าของสิ่งนี้โดยสมบูรณ์ คุณตาลคิดว่าข้างในหม้อคงจะเป็นศพเด็ก เพราะมีใบกระดาษเขียนกำกับ มีเลขวันชาตะ วันมรณะให้ชัดเจน คุณตาลตัดสินใจหาลูกค้าที่ลืมสิ่งนี้ไว้จากกล้องวงจรปิด นั่นยิ่งสร้างความหลอนให้เสียวสันหลังเข้าไปใหญ่ เพราะคุณตาลก็จะเห็นตัวเองในภาพจากกล้อง ที่ขนหัวลุกไปยิ่งกว่าคือคุณตาลเห็นเป็นเงามืดนั่งอยู่ข้าง ๆ ชะโงกหัวดูโทรศัพท์พร้อมกับคุณตาล! คุณตาลบอกว่า ตอนนั้นตนรู้สึกตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าหันไปมอง และยังได้ยินเสียงหายใจครืดคราดอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย! แม้ว่าจะลองปิด-เปิดกล้องดูแล้ว แต่ก็ยังเห็นเงานั้นอยู่เหมือนเดิม คุณตาลใจดีสู้เสืออีกครั้ง และพูดขึ้นมาว่า “แกอยู่ในบ้านเราไม่ได้นะ ไปตามคนของแกมา” แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ตอนนี้คุณตาลรู้แล้วว่าเจ้าของถุงกระดาษนี้คือลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งคุณตาลไม่มีเบอร์ติดต่อเลย คุณตาลตัดปัญหาด้วยการเอาถุงมาครอบต้นเหตุกลิ่นเหม็นนั้นก่อน แต่แล้วก็พบว่ามันไม่ได้เหม็นจากในถุง.. แต่มันเหม็นมาจากเงาข้าง ๆ ที่เดินตามอยู่! กระทั่งตีสาม คุณตาลที่เหนื่อยมากก็หลับไป จนหกโมงเช้าเสียงโทรศัพท์โชว์เบอร์แปลกโทรเข้ามา ปลายสายพูดขึ้นมาว่า “พี่คะ หนูลืมของไว้อ่ะค่ะ” คุณตาลดีใจมาก จึงบอกว่าจะให้ไรเดอร์ไปส่งของให้และขอที่อยู่ แต่ปลายสายกลับปฏิเสธบอกว่าไม่สะดวกที่จะรับ ขอฝากไว้ที่คุณตาลก่อน แต่คุณตาลก็ไม่ยอม เมื่อตกลงกันไม่ได้ จู่ ๆ ปลายสายก็วางสายไป คุณตาลโทรจี้ไปหลายรอบ พอสายนั้นรับก็พูดว่า “หนูให้มาส่งก็ได้ค่ะ ส่งมาตามที่อยู่นี้นะคะ” คุณตาลเรียกไรเดอร์และจัดแจงให้ไปส่งของตามที่อยู่นั้น แล้วเสียงปริศนาก็ดังเข้ามาในหูอีกครั้งว่า “อืม กูไปแล้วนะ” แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะอยากจะนำของออกไปให้พ้นความรับผิดชอบตัวเองมากที่สุด เมื่อไรเดอร์มาถึง ก็ถามคุณตาลว่าของที่จะให้ไปส่งเป็นอะไร เป็นอาหารหรือเป็นของที่แตกง่ายหรือเปล่า คุณตาลตอบไปว่า “ไม่ใช่อาหารค่ะ พี่ว่าน้องอย่าเปิดเลยนะ” แต่ไรเดอร์ก็เปิด แล้วกลิ่นเหม็นก็ตีเข้าหน้าอย่างจัง แล้วเขาก็เอามือล้วงลงไปหยิบหุ่นผู้หญิงผู้ชายนั้นขึ้นมา ทำให้มือเปื้อน เขาจึงใช้ผ้าเช็ดรถมาเช็ดมือ จากนั้นก็ขับรถออกไปส่งของ เมื่อไรเดอร์ไปถึง เขาก็โทรกลับมาหาคุณตาลด้วยน้ำเสียงโมโหว่า “พี่ครับ นี่มันที่คนอยู่จริง ๆ หรอครับ ผมไม่เห็นอะไรเลยเนี่ย พี่ให้ผมมาต้นไม้อะไรเนี่ย ผมเห็นแต่ศาลใหญ่ ๆ ตรงเนี้ย!” คุณตาลจึงให้ไรเดอร์โทรไปหาลูกค้าเจ้าของถุงนี้ แต่ไรเดอร์ก็บอกว่า “ผมโทรไป 8-9 สายแล้วครับ เขาไม่รับเลย หลอกผมป้ะพี่” คุณตาลก็ช่วยโทรด้วย แต่ก็ยังไม่มีวี่แววรับสาย ผ่านไปสักพัก เจ้าของถุงก็รับสายไรเดอร์แล้วบอกว่า “หนูอยู่ตรงร้านคาราโอเกะXXXค่ะ” เมื่อส่งของเสร็จเรียบร้อย ไรเดอร์ก็บอกว่าเหมือนกลิ่นเหม็นมันติดมือ พอกลับไปที่บ้านก็ทะเลาะกับภรรยา ไรเดอร์โทรมาด่าคุณตาล 3 วันได้ เขายังบอกอีกว่า “พี่ เวลาผมไปไหนอ่ะ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างซ้อนรถผมอยู่อ่ะ” และยังบอกว่า “เขามาชวนไปอยู่ด้วยทุกวันเลย ผมไปหาหลวงพ่อมา เอาน้ำมนต์ล้างมือ เอามาอาบน้ำ ก็ยังเหม็นอยู่เลยพี่ แล้วผมได้กลิ่นคนเดียวด้วยนะ พี่ให้ผมไปส่งอะไรกันแน่” คุณตาลจึงไปหาข้อมูลมา สรุปว่าสิ่งนั้นคือ ‘เป๋อ’ หลังจากนั้นไรเดอร์ก็เงียบหายไปประมาณ 8-9 วัน คุณตาลคิดว่าคงไม่เจออะไรแล้ว แต่ก็มาทราบทีหลังว่าไรเดอร์คนนั้นเกิดอุบัติเหตุ! (ทราบเพราะไรเดอร์โทรมา) แล้วหลวงพ่อก็แนะนำให้ไรเดอร์ไปบวช 7 วัน ขณะที่บวชอยู่ก็ยังเห็นสิ่งนั้นอยู่เรื่อย ๆ เช่นที่ปลายเตียงบ้าง ฝันถึงบ้าง จนครบ 7 วันแล้ว แต่ไรเดอร์ก็ยังไม่กล้าสึก วันเวลาผ่านไปอีกสักพัก เวลาเที่ยงคืนกว่า ลูกค้าคนนั้นก็มาที่ร้านอีกครั้งพร้อมกับของบางอย่างในมือ คุณตาลจึงรีบบอกลูกค้าไปว่า “ร้านปิดแล้วค่ะ” แต่ลูกค้าก็คะยั้นคะยอขอให้ทำผมให้ แต่คุณตาลก็ปฏิเสธด้วยความสุภาพแต่ก็เสียมารยาทเพราะเธอปิดประตูร้านลงต่อหน้าลูกค้าไปเลย คุณตาลบอกว่าหลังจากนี้ คงจะหลอนกับลูกค้าที่ถือถุงกระดาษไปอีกนาน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากม้าม่วง PowerpuffGAY 'ขอใครไว้' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

02 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากม้าม่วง PowerpuffGAY 'ขอใครไว้' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

‘คุณม้าม่วง Powerpuff GAY’ ได้มาเล่าเรื่องหลอนของน้องสาวที่ต้องฝันร้ายทุกคืน จนวันหนึ่ง พราหมณ์ที่วัดแขกยื่นของบางอย่างให้ แล้วฝันร้ายก็หายไป… แต่คืนหนึ่ง เธอกลับฝันเห็นคนแก่มายืนจ้อง และไม่นาน หมอดูก็พูดประโยคชวนขนลุก “เคยขออะไรไว้ กลับไปหาเขาหน่อยนะ” น้องสาวคุณม้าม่วงเคยขออะไรไว้? แล้วเธอลืมอะไรไป? มาฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 มกราคม 2568) ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! ‘คุณม้าม่วง Powerpuff GAY’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้องสาว โดยน้องสาวของคุณม้าม่วงนั้นชอบมาปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับคุณม้าม่วงเป็นประจำ เพราะว่าน้องสาวของคุณม้าม่วงฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ และชอบมาบ่นอยู่ทุกวันว่า “เธอชั้นฝันร้ายอีกแล้ว เธอชั้นฝันว่าถูกไล่ฆ่า ฝันว่าผีมาดึงแขนอีกแล้ว!” คุณม้าม่วงถึงถามไปว่า “มึงเคยไหว้พระ ไหว้อะไรไหม” ทางน้องสาวก็ตอบกลับมาว่า “เธอ ชั้นก็ไหว้ ชั้นก็สวดมนต์ ชั้นพยายามสวดมนต์ตอนกลางคืนแล้ว แต่มันก็ยังมีเรื่องแปลกประหลาดมาเกิดขึ้นอยู่ดี” เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งทางน้องสาวได้ลาออกจากงานมาเป็นผู้จัดการให้คุณม้าม่วง ในช่วงแรก คุณม้าม่วงอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ จึงจำเป็นต้องเช่าเพิ่มอีก 1 ห้องเพื่อให้น้องสาวอยู่ เป็นห้องที่อยู่ตรงข้ามกันพอดี หลังจากที่น้องสาวคุณม้าม่วงย้ายมาแล้ว ก็ยังคงฝันร้ายอีกเช่นเคย และมักจะเป็นฝันเรื่องเดิม ๆ ฝันว่า ‘มีผีมาหา มีคนไล่ฆ่า วิ่งขึ้นรถแล้วก็มีคนต่างด้าวไล่ฆ่า’ เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนคุณม้าม่วงพูดว่า “มึงมาไหว้พระในห้องกูไหม” หลังจากไหว้เสร็จคืนนั้นน้องคุณม้าม่วงก็หลับสบายดีโดยที่ไม่ฝัน พอวันต่อมา น้องคุณม้าม่วงก็กลับมาฝันอีก และมาเล่าให้คุณม้าม่วงฟัง “คราวนี้ชั้นฝันว่าไปกับเธอ แล้วทีนี้มันไล่เราสองคน เธอดึงแขนชั้นวิ่ง แล้วมันก็วิ่งตามเธอกับชั้นไม่ทัน เพราะเธอวิ่งเร็วมาก” ด้วยความที่คุณม้าม่วงกลัวว่าน้องจะตกใจกลัวจึงพูดติดตลกกลับไปว่า “มึงดูขากูสิ กูสูงยาวเข่าดีขนาดนี้ กูก็วิ่งสิ” โดยพยายามพูดเปลี่ยนให้บรรยากาศมันดีขึ้น แต่เหมือนว่าทางน้องสาวไม่ได้คิดอย่างนั้นและตอบกลับมาว่า “เธอแต่ในความฝันมันน่ากลัวมากเลยนะ มันถือมีดไล่ฟันเราเลยนะ มันเหมือนเหตุการณ์จริงมาก” คุณม้าม่วงจึงทำได้แค่พยายามปลอบใจน้องสาวเท่านั้น หลังจากนั้น วันเวลาก็ผ่านไป ในระหว่างนั้น คุณม้าม่วงก็คอยบอกน้องสาวให้ช่วยเปลี่ยนน้ำพระ หรือทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกันในวันพระ เพื่อหวังว่าจะดีขึ้นและฝันร้ายนั้นจะหายไป พอทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จากที่น้องสาวฝันทุกวัน ก็เริ่มเป็นฝัน ไม่ฝัน ฝัน เว้นวัน ดูเหมือนว่าจะเริ่มดีขึ้น จนมาถึงวันหนึ่ง ซึ่งเป็นงานวัดแขกนวราตรี งานนวราตรีเป็นอีกเทศกาลประจำปีของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ในทุกปีจะมีการบูชาพระแม่ทุรคา หรือพระแม่ปารวตี หรือพระแม่อุมาเทวี เป็นระยะเวลา 9 คืน ซึ่งเป็นปีแรกของคุณม้าม่วงที่ได้ไป จึงชวนน้องสาวไปด้วยเพราะคุณม้าม่วงเองก็ไม่เคยไป พอไปถึงก็มีคนขอถ่ายรูปคุณม้าม่วงเยอะจนทำให้ไม่ได้คุยกับน้องสาวเท่าไหร่นัก ผ่านไปสักพักหนึ่งคุณม้าม่วงก็ได้เหลือบตาไปเห็นพราหมณ์ เดินเข้าไปหาน้องคุณม้าม่วง แล้วก็ถามว่า “เป็นยังไงบ้าง” ทางด้านน้องสาวก็ตกใจและงงงวยที่อยู่ ๆ พราหมณ์เข้ามาทัก ทางพราหมณ์ก็พูดต่อว่า “ฝันไม่ค่อยดีใช่ไหม เอาอย่างนี้” จากนั้นพราหมณ์ก็ได้ยื่นของมาให้น้องคุณม้าม่วง พอคุณม้าม่วงเห็นอย่างนั้นจึงหยุดกิจกรรมการถ่ายรูปทั้งหมด แล้วเดินเข้าไปหาและพูดไปว่า “อะไรคะพี่ อะไร ๆ” พราหมณ์ก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้มีอะไร แต่น้องสาวฝันไม่ดีใช่ไหม” “ใช่ค่ะ ใช่” คุณม้าม่วงตอบกลับไปอย่างนั้น และตามต่อไปว่าสิ่งนี้คืออะไร พราหมณ์ก็บอกว่า “คือจะเอาของอันนี้ ให้น้องพกติดตัวเอาไว้ มันจะช่วยให้ดีขึ้น” แต่ตัวคุณม้าม่วงกังวลและไม่กล้าให้น้องสาวรับของจากใคร ด้วยความกลัวและไม่รู้ผสมปนเปกันไป คุณม้าม่วงจึงเสนอตัวรับของสิ่งนั้นเอาไว้ และคิดในใจว่า ‘ถ้าผีจะมาลง มาลงที่กู’ พราหมณ์จึงเอาของสิ่งนั้นมาวางไว้บนมือของคุณม้าม่วงและพูดว่า “บอกน้องสาวพกเอาไว้ มันจะช่วย” จากนั้นคุณม้าม่วงก็เก็บของสิ่งนั้นเข้ากระเป๋าไป หลังจากเสร็จงานช่วงเวลาประมาณตี 1-2 คุณม้าม่วงและน้องสาวก็นั่งรถกลับ ระหว่างทาง คุณม้าม่วงได้เปิดกระเป๋า และยื่นของสิ่งนั้นให้น้องสาวและบอก “นี่เขาเอามาให้มึง” ของสิ่งนั้นมีลักษณะคล้าย ‘ลิงหรือหนุมานถือหรือลูกตุ้ม ของประเทศอินเดีย’ คุณม้าม่วงจึงพูดต่อว่า “นี่ไงเขาบอกให้มึงพก มึงก็ต้องพกพระพิฆเนศด้วยนะ เพราะเราไปขอพรมาจากวัดแขกแล้ว” พอน้องสาวของคุณม้าม่วงพกของสิ่งนี้เอาไว้ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทางน้องสาวก็ฝันดี นอนสบาย มาตลอด จนอยู่มาวันหนึ่ง จากที่ไม่ได้ฝันร้ายมานานจู่ ๆ น้องคุณม้าม่วงก็กลับมาฝันว่า ‘มีคนแก่มาหา’ คุณม้าม่วงจึงถามต่อไปว่า “เขาได้มาทำอะไรมึงไหม” ทางด้านน้องสาวก็ตอบว่า “เขาไม่ได้มาทำอะไร แต่ฉันก็กลัวอยู่ดี” จากนั้นคุณม้าม่วงก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้หมอดูประจำตัวฟัง หมอดูก็บอกกลับมาว่า “พี่หนุ่ม ไม่ต้องให้เย่ (ชื่อน้องสาวของคุณมะม่วง) มาดูดวงกับหนูหรอก เย่มันกลัวใช่ไหม” “ใช่ เย่มันกลัว” คุณม้าม่วงตอบกลับไป หมอดูพูดต่อ “แต่หนูอยากขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม เย่อะไปขออะไรใครไว้ กลับไปหาเขานะ” พอได้ยินอย่างนั้นคุณม้าม่วงก็สงสัยและคิดในใจว่า ‘เย่ไม่ไหวพระ เวลาไปกับเพื่อนมากสุดก็แค่สาธุ จะไปขออะไรใครไว้ได้อย่างไร’ หมอดูพูดเพิ่มเติมว่า “ไม่รู้พี่หนุ่ม เขามาสื่อกับหนูว่า เย่ไปขออะไรกับเขาไว้” จากนั้นทางคุณม้าม่วงก็นำเรื่องนี้มาบอกและถามน้องสาว “มึงไปขออะไรใครไว้หรือเปล่า มึงไปบนอะไรไว้ไหม” แต่น้องสาวก็ตอบกลับมาทันทีว่า “ฉันไม่เคยขอหรือบนอะไรใครไว้เลยนะ ฉันมีแต่พระที่เธอให้ หรือแค่หิ้งพระที่เราไหว้กันแค่นั้น” สุดท้ายน้องสาวก็จำไม่ได้ คุณม้าม่วงจึงบอกได้แค่ว่าให้เธอกลับไปนึกดี ๆ วันนั้น ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปนอนในห้องของตัวเอง ยังไม่ทันพ้นคืนนั้นไป ตอนเวลา 5 ทุ่มแชทคุณม้าม่วงก็เด้งขึ้นเป็นข้อความของน้องสาวที่พิมพ์มาว่า ‘เธอ ฉันจำได้แล้ว ที่อุบลมันจะมีวัดหนึ่ง เขาเรียกว่าวัดตำแย ถ้าใครที่อยู่อุบลน่าจะรู้จักกันดี เป็นวัดที่มีองค์พระพรหม เดินถัดเข้าไปจะมีศาลตายาย หุ่นตัวเท่าคนนั่งพับเพียบอยู่’ ประมาณว่าทางน้องสาวเคยไปไหว้กับเพื่อน และขออะไรท่านสักอย่างหนึ่ง และลืมไปว่าได้เคยขอไว้ คุณม้าม่วงจึงนึกย้อนกลับไปตอนที่หมอดูบอกว่า ‘ยายฝากมาบอกว่า ขออะไรไว้ กลับมาหาหน่อยนะคิดถึง’ เหมือนคนแก่คิดถึงหลาน หมอดูยังบอกอีกว่า ‘ให้น้องซื้อชุดที่คนแก่ชอบใส่ คอกระเช้าสวย ๆ เอาไปถวายท่าน อย่างที่เราเคยขอไว้ แล้วท่านก็บอกว่าท่านคิดถึงนะ มาหาหน่อย’ จึงบอกกับน้องสาวว่า “มึงเอาไปคืนด้วย” เพราะส่วนตัวคุณม้าม่วงเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องที่มองไม่เห็นมาก หลังจากที่น้องสาวทำตามที่บอก เอาเสื้อผ้าไปถวายกลับไปหาท่าน ความฝันร้าย ๆ พวกนั้นก็หายไป...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-