เรื่องเล่าจากคุณต้อม พุธพาหลอน 'ตามเอาคืน' l อังคารคลุมโปง X พี่ยม แท๊กซี่ผี [ 19 ส.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต้อม พุธพาหลอน 'ตามเอาคืน' l อังคารคลุมโปง X พี่ยม แท๊กซี่ผี [ 19 ส.ค.2568 ]

04 ก.ย. 2025

       ‘คุณต้อม พุธพาหลอน’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวที่ได้ฟังมาจาก ‘คุณฟ้า’ ที่เพิ่งย้ายไปออฟฟิศใหม่ ซึ่งมีเพื่อนในทีมชอบกลั่นแกล้งจนทำให้มีคนเสียชีวิต! เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X พี่ยม แท๊กซี่ผี’ (19 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตามเอาคืน’ ที่จะทำให้ทุกคนเชื่อว่าเวรกรรมมีจริง!

       เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับ ‘คุณฟ้า’ ในออฟฟิศแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ วันแรกที่ย้ายเข้ามาทำงาน รู้สึกว่าบรรยากาศที่ทำงานดีมาก เธอมีเพื่อนในแผนกทั้งหมด 4 คนคือ ‘พี่โจ – มด - แอน และอิง’

       วันแรกในระหว่างที่ฟ้ากำลังทำงานอยู่ ปากกาของเธอก็ร่วงลงไปในซอกข้างโต๊ะ เธอจึงล้วงมือไปหยิบ แต่สิ่งที่ทำให้ต้องแปลกใจคือสิ่งที่เธอหยิบได้เป็นเส้นผมของผู้หญิงกระจุกใหญ่ที่มาพร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่า จากนั้นก็ถามเพื่อนร่วมงานว่า

       “นี่คือเส้นผมใครหรอ?”

       เมื่อสิ้นสุดคำถาม จากบรรยากาศที่สดใสกลับกลายเป็นอึมครึม ทุกคนต้องหยุดชะงักกับคำถามของฟ้าเหมือนกับว่ากำลังตกใจกลัวอะไรบางอย่างอยู่ ไม่นาน พี่โจก็หันมาต่อว่าคนอื่น ๆ

       “กูบอกแล้วใช่ไหม ให้เอาเส้นผมไปทิ้ง ถ้าเกิดยังไม่ทิ้ง พวกมึงติดคุกกันหมดแน่!”

       ด้วยความไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า ฟ้าจึงอาสาเอาเส้นผมไปทิ้งเอง ระหว่างที่เธอเข้าไปในห้องน้ำช่วงอาทิตย์กำลังจะตกดิน ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกำลังร้องไห้ออกมาเหมือนกำลังเสียใจ เสียงร้องไห้ค่อย ๆ ดังขึ้น ๆ กลายเป็นเสียงกรีดร้องพร้อมกับทุบไปที่ผนัง จนทำให้ฟ้าตกใจ จากนั้นฟ้าก็เอาเรื่องนี้กลับไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟัง ทุกคนได้แต่นิ่งแล้ววันนั้นก็ผ่านไป ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้านโดยไม่มีใครพูดอะไร

       เช้าวันต่อมา ทุกคนก็มาทำงานตามปกติ ระหว่างที่ทุกคนมาทำงานกันครบหมดแล้ว ขาดเพียงแค่พี่โจ จู่ ๆ HR ของบริษัทก็เดินเข้ามาแล้วบอกว่า

       “พี่มีข่าวร้ายมาบอก พี่โจเสียแล้วนะ”

       พร้อมบอกสาเหตุที่พี่โจเสียชีวิตคือ พี่โจใช้สารเสพติดจนเห็นภาพหลอนแล้วผูกคอตายที่บ้านของตัวเอง ทุกคนต่างไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะ ‘มด’ ซึ่งเป็นรุ่นน้องคนสนิทของพี่โจ เธอตัดสินใจกดโทรไปยังเบอร์ของพี่โจแล้วเปิดลำโพงให้ทุกคนฟัง  สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่ใช่เสียงพี่โจที่ตอบกลับมา แต่กลับกลายเป็นเสียงเพลงมอญร้องไห้ที่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงญาติของพี่โจถามว่า

       “ใครคะ?”

       ทำให้ทุกคนแน่ใจได้ว่าพี่โจเสียชีวิตแล้วจริง ๆ

       หลังจากนั้นบรรยากาศในที่ทำงานก็แย่ลงทุกวัน มดตัดสินใจว่าจะลาออก แต่แอนที่นั่งทำงานอยู่ข้าง ๆ ก็กระชากมือแล้วพูดว่า

       “จะไปไหนมด มึงก็เป็นต้นเหตุนะ”

       มดก็ตอบกลับทันทีว่า “ไอ้กานต์มันตายของมันเอง กูไม่เกี่ยว”

       ฟ้าที่ฟังทั้งคู่ทะเลาะกันไปมา ก็จับใจความได้ว่า เพื่อนร่วมงานทุกคน ได้มีการกลั่นแกล้งกานต์จนทำให้เธอต้องจบชีวิตลง รวมถึงพี่โจที่เป็นคนต้นเรื่อง เอากรรไกรไปแกล้งจะตัดผมกานต์ ซึ่งผมที่ตัดออกมาเยอะพอสมควร ทำให้กานต์ร้องไห้ออกมา แล้วกลับบ้านไปกินยาฆ่าตัวตาย และแม้ว่าทุกคนจะเอาเส้นผมไปทิ้งแล้ว แต่มันก็ยังกลับมาอยู่ที่เดิม   

       ระหว่างที่มดกับแอนกำลังทะเลาะกัน แอนก็พูดออกมาว่า

       “ไม่เกี่ยวห่าอะไร ไม่งั้นไอ้กานต์มันคงไม่ตามมึงไปถึงบ้านหรอก”

       มดสติแตกจับหัวแอนกระแทกโต๊ะทำงาน ทำให้แอนทนไม่ไหวคว้ามีดคัตเตอร์ไปโดนมุมปากของมดจนเกือบถึงหู แล้วเลือดก็ไหลออกมา ทำให้ต้องส่งตัวมดไปโรงพยาบาล หลังจากนั้นทั้งสองก็โดนไล่ออกเนื่องจากทำผิดกฎบริษัทอย่างร้ายแรง

       สิ่งที่ฟ้าทราบมาหลังจากนั้น คือ มดที่เป็นคนที่มีใบหน้าสวยหลังจากที่เสียโฉมก็เป็นโรคซึมเศร้า แอนก็กลายเป็นคนเสียสติ คุณฟ้าจึงเชื่อว่าทั้งหมดนี้คือผลของวิบากกรรมที่ทุกคนได้ก่อเอาไว้..

เขียน: ชิติพัทธ์ เพ็ชรมาลัย

เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติ

ภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณกล้วย 'ตำเเหน่งอาถรรพ์' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

16 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกล้วย 'ตำเเหน่งอาถรรพ์' I อังคารคลุมโปง X ตั้ม The Shock [11 ก.พ. 2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กุมภาพันธ์ 2568) ‘คุณกล้วย’ ได้มาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับ ‘ตำแหน่งอาถรรพ์’ ที่เกิดขึ้นในออฟฟิศ หลังจากรับของฝากจากเมเนเจอร์ทีม A แล้วเกิดเหตุการณ์ลึกลับจนต้องลาออกจากงาน! มาฟังเรื่องราวเต็มๆ ไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วคุณจะรู้ว่า บางครั้งการเป็นคนเก่งก็กลายเป็นอุปสรรค! คุณกล้วยได้เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ย้อนกลับไปช่วงโควิด คุณกล้วยมีโอกาสได้ส่งใบสมัครเข้าทำงานที่บริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และสุดท้ายก็ได้รับเลือกให้เข้าทำงานในตำแหน่งเมเนเจอร์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง บรรยากาศในบริษัทค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกัน เนื่องจากบริษัทไม่ได้ใหญ่มาก แต่ลักษณะการทำงานแบ่งออกเป็น 2 ทีมใหญ่ คุณกล้วยได้มีการเรียกแทนว่า ทีม A และ ทีม B ซึ่งตำแหน่งของเขาคือเมเนเจอร์ของ ทีม B เป็นทีมน้องใหม่ และทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ได้รับการดูแลที่ดีจากเพื่อนร่วมงาน รวมถึง CEO แต่เชื่อว่าทุกออฟฟิศต้องมีใครสักคนที่ไม่ได้ถูกชะตากับเรา ต่อให้พูดอะไรเพียงนิดเดียว เขาก็ไม่ชอบสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ หรือแม้แต่ตัวตนของเราเอง แต่ด้วยความที่คุณกล้วยเป็นเด็กใหม่ จึงพยายามมองข้ามเรื่องเหล่านั้นไป จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทมีการมอบหมายโปรเจกต์ใหญ่ประจำปี โดยเมเนเจอร์ของทีม A และทีม B ต้องนำโจทย์ไประดมความคิดกันในทีม และก่อนนำเสนอ จะต้องขายไอเดียของแต่ละทีมให้ CEO ตัดสินว่าไอเดียของทีมไหนน่าสนใจกว่ากัน ปรากฏว่าในวันนั้น โปรเจกต์ที่ทีมของคุณกล้วยคิดถูกรับเลือกและได้รับความสนใจจาก CEO ซึ่งในระหว่างนั้น คุณกล้วยสังเกตเห็นสีหน้าของเมเนเจอร์ทีม A ดูไม่พอใจเล็กน้อย อาจเพราะเขาอยู่มาก่อน มีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิที่สูงกว่า กลับกลายเป็นว่าผลงานของคุณกล้วยโดดเด่นกว่า แต่กระบวนการทำงานยังมีอีกขั้นตอนก่อนไฟนอล นั่นคือ การนำไอเดียกลับมาทบทวนกันอีกครั้ง แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป… วันถัดมา ในที่ประชุม CEO ตำหนิทีมของคุณกล้วยอย่างรุนแรงด้วยคำพูดที่เย็นชาว่า “จ้างเงินเดือนขนาดนี้ คิดงานได้แค่นี้เองเหรอ?” ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาซื้อไอเดียนี้ไปแล้ว แต่สุดท้าย CEO กลับไปเลือกไอเดียของเมเนเจอร์ทีม A แทน คุณกล้วยรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ยังไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เมเนเจอร์ทีม A เดินทางกลับต่างจังหวัด และมีของกลับมาฝากทุกคนในทีม คุณกล้วยก็ได้รับขนมมาหนึ่งชุดเช่นกัน ด้วยความเกรงใจจึงรับไว้และทาน หลังจากทานของฝากวันนั้น ทุกครั้งที่อยู่ที่ทำงาน หรือแม้แต่เดินกลับบ้าน คุณกล้วยรู้สึกเหมือนมี ใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อขึ้นห้อง แต่กลับรู้สึกว่า มีสายตาลึกลับจ้องมาจากนอกหน้าต่างอยู่เสมอ จนกระทั่งคืนนั้น คุณกล้วยนอนหลับไปตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า มีบางอย่างรูปร่างท้วมมานั่งทับที่ตัวแล้วเอามือมากดที่ใบหน้า บีบตรงจมูกและปาก เหมือนพยายามกดให้หัวจมไปในหมอน แรงกดนั้นรุนแรงมาก ราวกับต้องการให้หายใจไม่ออกแล้วก็พยายาม ล้วงมือลึกเข้ามาในปาก แล้วกดซ้ำที่ฟัน จนรู้สึกเจ็บไปทั้งปาก คุณกล้วยพยายามดิ้นสุดแรงจนหลุดออกมาได้ แล้วก็ สะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อมองไปที่ปลายเตียง เขาเห็นเงาร่างหนึ่ง ค่อย ๆ ก้าวลงจากเตียง ก่อนจะจางหายไปต่อหน้าต่อตา ที่น่ากลัวกว่านั้นคือปากของคุณกล้วยมีเลือดซึมออกมา รู้สึกปวดฟันเหมือนถูกกดทับอย่างแรง ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฝันเป็นเรื่องจริง! แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในตอนเช้า แฟนของคุณกล้วยที่พักอยู่ที่เดียวกันก็ได้ฝันเหมือนกันและเล่าให้เขาฟังว่า มีคนมานั่งทับที่ตัวและใช้มือมาพยายามกดที่หน้า ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายกัน แต่ในฝันของแฟนได้ยินเสียงกระซิบข้างหูบอกให้แฟนมาบอกคุณกล้วยว่า “ถ้าอยากอยู่ที่นี่อย่างสบาย ๆ ก็ให้รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวไว้หน่อย” หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป เขาก็ไม่ได้นำเรื่องที่ฝันไปเล่าให้คนที่ออฟฟิศฟัง แต่ด้วยความที่ตอนนั้นสถานการณ์บางอย่างในออฟฟิศมันหนักกว่าที่เขาจะรับมือได้ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากออฟฟิศนั้น หลังจากวันที่คุณกล้วยลาออก เขามีโอกาสได้พบกับรุ่นน้องในทีม ซึ่งเปิดประเด็นคุยด้วยคำถามว่า “พี่กล้วยจำวันที่เรารับขนมจากพี่เมเนเจอร์ทีม A ได้ไหม” ตอนแรกคุณกล้วยไม่ได้เอะใจว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อน้องเริ่มเล่า เขากลับรู้สึกอยากฟังต่อ น้องบอกว่าอยากเตือนให้คุณกล้วยระวังตัวจากพี่เมเนเจอร์ทีม A เพราะในออฟฟิศมีข่าวลือกันว่า พี่เมเนเจอร์คนนั้นเลี้ยงผี แต่เหตุผลที่น้องไม่เคยพูดเรื่องนี้มาก่อน อาจเป็นเพราะกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง น้องเล่าต่อว่า คำว่า ‘เลี้ยงผี’ ในที่นี้ อาจไม่ได้หมายถึงการใช้สิ่งลี้ลับเล่นงานใครโดยตรง แต่เป็นการทำเพื่อ ไม่ให้ใครก้าวขึ้นมาเหนือกว่าเขา และนั่นอาจเป็นสาเหตุว่าทำไม ตำแหน่งของคุณกล้วยถึงมีคนเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน เพราะแต่ละคนที่รับตำแหน่งนี้ ก็มักจะต้องลาออกไปด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กัน ซึ่งวันที่น้องนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ก็คือวันที่เขาตัดสินใจลาออกเช่นกัน…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เปลี่ยนบรรยากาศไปเล่าเรื่องผีในลานวัด แล้วดันตรงกับวันโกนพอดี เจอวิญญาณเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น! ระหว่างถ่ายก็เจอวิญญาณกวนจนไมค์ใช้งานไม่ได้ แถมยังเห็นเจ้ากรรมนายเวรของแขกรับเชิญมาร่วมแจมด้วย!

25 ก.ค. 2023

เปลี่ยนบรรยากาศไปเล่าเรื่องผีในลานวัด แล้วดันตรงกับวันโกนพอดี เจอวิญญาณเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น! ระหว่างถ่ายก็เจอวิญญาณกวนจนไมค์ใช้งานไม่ได้ แถมยังเห็นเจ้ากรรมนายเวรของแขกรับเชิญมาร่วมแจมด้วย!

สำหรับรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ครั้งนี้ (11 กรกฎาคม 2566) ยังอยู่กับ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจแนน’ เช่นเคย มาพร้อม ‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ ที่จะมาเล่าเรื่องหลอนชวนผวาขณะถ่ายรายการเรื่องเล่าแคมป์ไฟ รายการเล่าเรื่องผีของคุณอุ๋มอิ๋มเอง เรื่องจะหลอนขนาดไหน ปิดไฟแล้วไปอ่านกันเลย! เรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่คุณอุ๋มอิ๋มจะมารายการอังคารคลุมโปงเพียงไม่กี่วัน เป็นช่วงขณะที่กำลังถ่ายทำรายการเรื่องเล่าแคมป์ไฟอยู่บริเวณลานวัด ซึ่งปกติแล้ว รายการจะมีสถานที่ประจำในการถ่ายทำอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ทีมงานเห็นว่าลานวัดตรงนี้ให้บรรยากาศหลอนชวนขนหัวลุกมากกว่า จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาถ่ายทำที่สถานที่แห่งนี้แทน เมื่อวันถ่ายทำมาถึง ฝนก็ตกลงมาตลอดทั้งวัน ในช่วงเย็นบรรยากาศยังไม่น่ากลัวเท่าไหร่ พอถึงเวลาถ่ายทำรายการประมาณ 2 ทุ่ม ฝนหยุดตก และบริเวณนั้นก็ไม่มีไฟฟ้า ทีมงานจึงต้องเตรียมอุปกรณ์ไปเอง นอกจากนี้บริเวณที่ถ่ายทำนั้นยังมีต้นหูกระโจงสูงใหญ่กางออกแกมกับไม้ต้นเล็ก ๆ อยู่ริมคลอง ถัดจากจุดที่ทีมงานและคุณอุ๋มอิ๋มอยู่ มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของคนในหมู่บ้านและยังมีชุดไทยอีกประมาณ 30 ชุดวางเรียงราย ด้านหลังเป็นห้องน้ำเก่าที่ไม่มีใครใช้แล้ว เมื่อสำรวจมาถึงตรงนี้ ทีมงานถึงกับพูดออกมาเลยว่าถ่ายรายการจบเมื่อไหร่ จะไปนั่งสมาธิโชว์ให้ทุกคนดูตรงห้องน้ำ ก่อนเริ่มถ่ายรายการ มีทีมงานเดินเข้ามาบอกคุณอุ๋มอิ๋มว่า “วันนี้เป็นวันโกน” ปกติคุณอุ๋มอิ๋มเป็นคนเห็นผีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าวันนี้ จะเป็นวันที่ได้เห็นเยอะขนาดนี้! คุณอุ๋มอิ๋มบอกกับดีเจทั้งสองคนฟังว่า “มันเหมือนคนมาเดินตลาดนัด” ทั้งเห็นออกเข้าวัด เดินสวนเข้าด้านข้างเยอะเต็มไปหมด แต่คุณอุ๋มอิ๋มก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเป็นเรื่องปกติของวันโกนที่วิญญาณจะถูกปล่อยออกมาขอส่วนบุญ รายการเล่าเรื่องผีของคนอุ๋มอิ๋มนี้ จะเชิญแขกรับเชิญมาเล่าประสบการณ์หลอนที่เคยเจอมา หลังจากเริ่มถ่ายทำรายการทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี กระทั่งถึงคิวแขกรับเชิญคนที่สอง คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะ แต่ก็พยายามคิดว่าเป็นเสียงของน้ำที่ไหลลงมาจากต้นหูกระโจง แต่สิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่คิดไว้น่าจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หลังจากนั้นแขกรับเชิญและคุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มสัมผัสได้ถึงพลังงานอะไรบางอย่าง! จึงตกลงกันว่าจะไม่หันไปทัก อย่างไรก็ดี สายตาคุณอุ๋มอิ๋มก็หันไปเห็นชายร่างท้วมใหญ่ ตัดผมเกรียน แต่งกายด้วยสีดำทั้งตัว เดินวูบผ่านข้างหลังไป! คุณอุ๋มอิ๋คิดว่าวิญญาณดวงนี้คงแค่อยากลองมาทักทายเท่านั้น แต่เมื่อดวงวิญญาณนี้เดินผ่านไป เขาก็เดินกลับมาอีกครั้ง! จังหวะนั้นทั้งคุณอุ๋มอิ๋มและแขกรับเชิญต่างหันหลังพร้อมกัน เสียงที่ได้ยินก็ยังคงเหมือนเดิม และเมื่อเธอหันไปบอกตากล้อง ตากล้องก็บอกว่าเขาก็ได้ยินเช่นกัน! รายการยังต้องดำเนินต่อไป คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าตอนนี้ผีคงสนุกกับการที่จะได้แกล้งพวกเธอ จากนั้น คุณอุ๋มอิ๋มก็เห็นวิญญาณเดินมาข้างหลังแขกรับเชิญแล้วก็เป่าไปที่หูของเขา! คุณอุ๋มอิ๋มคิดในใจว่า “อย่ากลัวนะ” และสิ่งที่แขกรับเชิญคนนี้แสดงออกมาเป็นเพียงแต่การปัดหู เหมือนมีแมลงมาตอม ซึ่งก็โชคดีที่เขาเป็นคนไม่กลัวผี เขาบอกกับคุณอุ๋มอิ๋มว่าเดี๋ยวรอให้ถ่ายเทปนี้จบก่อน จากนั้นจะไปเคลียร์ คุณอุ๋มอิ๋มจำเป็นต้องใช้สถานที่ตรงนี้ถ่ายทำรายการต่อให้เสร็จ เธอจึงขอให้ผีอย่าพึ่งรบกวน แต่ยิ่งพูดก็ดูเหมือนจะยิ่งได้ใจกว่าเดิม คุณอุ๋มอิ๋มเหลือบไปมองแขกรับเชิญผู้หญิงอีกคนหนึ่งและพบว่ามีเจ้ากรรมนายเวรตามเธอมาเป็นจำนวนมาก! คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าตนคงเข้าแอดมิดแน่นอน ถ้าบอกผู้หญิงคนนั้นไปว่าตอนนี้ว่าคุณอุ๋มอิ๋มเห็นอะไร และในตอนที่แขกรับเชิญหญิงคนนั้นเดินกลับมาจากการเปลี่ยนเสื้อ ก็มีวิญญาณประมาณ 3 - 4 ตนจิ้มไปที่หลังของแขกรับเชิญคนนั้นตลอดเวลา คุณอุ๋มอิ๋มสงสัยว่าพวกเขาจะจิ้มไปทำไม แต่ก็ห้ามใจไว้ไม่พูดหรือสื่อสารอะไรออกไป รายการจำเป็นต้องถ่ายทำต่อ แขกรับเชิญผู้หญิงก็เริ่มเล่าเรื่องของเธอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้ากรรมนายเวรที่ตามติดตัวพอดี แต่ไม่ทันไรทีมงานก็ต้องบอกให้หยุดเล่าก่อน เพราะมีสัญญาณรบกวนในไมค์ตลอดเวลา พอเปลี่ยนไมค์อีกครั้งก็ยังแทรกเหมือนเดิม ประสบการณ์ทำให้คุณอุ๋มอิ๋มตระหนักได้ว่าอะไรแบบนี้เกิดจากมีวิญญาณพยายามที่จะรบกวนการทำงาน คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าสิ่งที่ตามแขกรับเชิญคนนี้อยู่น่าจะไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรกลุ่มเดิมกับในเรื่องที่เล่า เพราะเจ้าของเรื่องเธอเล่าว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อ 20 กว่าปีแล้ว เมื่อตากล้องพยายามเปลี่ยนไมค์เป็นครั้งที่ 3 ก็ปรากฎว่าไม่เป็นผลสำเร็จ คุณอุ๋มอิ๋มจึงตัดสินใจนำ “กระบองอากง” เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ออกมาตั้งไว้ข้างหลัง และคราวนี้ก็ไม่เสียงใด ๆ มารบกวนอีกเลย.. เมื่อเรื่องถูกเล่าไปสักพัก คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มได้กลิ่นเน่าของคนโชยมา ในใจก็เริ่มถามกับดวงวิญญาณต่าง ๆ ที่มาป่วนการถ่ายทำในครั้งนี้ว่าพวกเขาต้องการอะไร สักพักก็มีร่างผู้หญิงคนหนึ่ง ผมหยักศก ตาโบ๋ ใส่เสื้อผ้าเก่าทรุดโทรม สูงประมาณ 150 เซนติเมตร ปรากฏขึ้นมาข้างหลังแขกรับเชิญ วิญญาณตนนี้จิ้มไปมาที่หัวของแขกรับเชิญ ตอนนั้นคุณอุ๋มอิ๋มไม่ได้แผ่บุญให้กับวิญญาณตนนี้ เธอบอกกับวิญญาณตนนี้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นมันผิด แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล ในที่สุดก็อาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยแทน! คุณอุ๋มอิ๋มขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์พาวิญญาณผู้หญิงตนนี้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และหากตนมีเศษเสี้ยวของบุญในลักษณะที่วิญญาณตนนี้ต้องการก็ขอให้เขาได้รับมันไป และยังขอให้สิ่งเร้นลับที่เจอปล่อยมือจากแขกรับเชิญ แต่คุณอุ๋มอิ๋มก็ช่วยได้เพียงดวงวิญญาณนี้ดวงเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นคุณอุ๋มอิ๋มไม่สามารถช่วยได้ หลังจากถ่ายรายการเสร็จในวันนั้น คุณอุ๋มอิ๋มก็นำเรื่องนี้มาเล่าให้กับทีมงานของเธอฟัง สิ่งที่น่าสนใจก็คือคืนนั้นไม่ใช่แค่คุณอุ๋มอิ๋มคนเดียวที่ได้กลิ่นศพเน่า แต่ทุกคนในกองก็ได้กลิ่นนั้นเหมือนกัน!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากแจ็ค The Ghost Radio 'ภพ สื่อ คดีดัง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

26 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากแจ็ค The Ghost Radio 'ภพ สื่อ คดีดัง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

เมื่อความหึงหวงนำมาซึ่งคดีฆาตกรรมอำพรางสุดหลอน! ‘แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำเรื่อง ‘ภพ สื่อ คดีดัง’ เรื่องเล่าของ ‘คุณต้นอ้อ’ จากรายการ ‘The Ghost Radio’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(21 มกราคม 2568) ร่วมฟังเรื่องราวลึกลับของการตามหาร่างไร้วิญญาณที่ไม่ว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณต้นอ้อได้รับการติดต่อจากครอบครัวหนึ่ง โดยได้รับแจ้งว่าลูกสาวหายตัวไปและลูกเขยได้ผูกคอตายไปแล้ว ซึ่งลูกสาวนั้นได้หายตัวไปและไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม วันถัดมา ทางครอบครัวก็ได้พยายามติดต่อลูกสาวอีกครั้ง และในวันที่ 13 มีนาคม ได้มีข้อความจากลูกเขยส่งมาว่า “ผมแค้น เขาทำผมเจ็บมาก ขอโทษนะแม่” หลังจากเห็นข้อความ คุณพ่อและคุณแม่ก็ตกใจมาก จึงรีบเดินทางไปที่บ้านของลูกเขย เมื่อมาถึงก็เจอกับหลานสาวอายุ 2 ขวบ ที่นั่งเล่นอยู่บริเวณบ้าน จากนั้นคุณแม่ก็เดินไปดูรอบ ๆ บ้าน แล้วก็ต้องตกใจกรี๊ดออกมา เมื่อเห็นศพของลูกเขยที่ผูกคอตายอยู่ในห้องน้ำ แต่กลับไม่พบตัวลูกสาว คุณแม่จึงคิดว่าลูกสาวของตนนั้นไม่ปลอดภัย เพราะลูกสาวเคยทะเลาะกับลูกเขยอย่างรุนแรงหลายครั้งจนหนีไปแล้วตกบ่อน้ำ คุณพ่อกับคุณแม่จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยในบริเวณนั้น เพื่อตามหาลูกสาวและเข้ามาตรวจสอบศพของลูกเขย เมื่อเจ้าหน้าที่และกู้ภัยมาถึงก็ได้ทำการปูพรมหาตัวลูกสาวทันที กระทั่งวันที่ 15 มีนาคม ก็ยังไม่ทราบข่าว คุณพ่อและคุณแม่จึงร้องเรื่องไปยังทีมกู้ภัยของจังหวัดที่มีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์พร้อมกว่า รวมทั้งมีนักประดาน้ำมาช่วยทำการค้นหา ซึ่งบริเวณนั้น ทางด้านหน้าจะเป็นบ้านของลูกเขยและลูกสาว ด้านหลังเป็นบ้านของพ่อแม่ลูกเขย ส่วนข้าง ๆ จะเป็นไร่ข้าวโพดและไร่อ้อยขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำ 4 บ่อ เป็นบ่อน้ำปิดที่มีขนาดใหญ่ มีทั้งจอกแหน และกิ่งไม้อยู่เต็มบ่อ เจ้าหน้าที่ทำการค้นหาตลอดทั้งวันแต่ก็ยังไม่พบอะไร จนถึงวันที่ 16 มีนาคม คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจติดต่อไปที่คุณต้นอ้อเพื่อขอให้รับเคสนี้และช่วยตามหาลูกสาวของตน เมื่อคุณต้นอ้อได้รับข้อมูลทั้งหมดจากครอบครัวก็ดำเนินการวางแผนกับทีมงานเผื่อช่วยเหลือทันที เนื่องจากสถานที่มีขนาดใหญ่จึงไม่สามารถใช้กำลังคนในการค้นหาอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยี คุณต้นอ้อจึงได้ติดต่อไปที่สำนักข่าวที่มีโดรนจับความร้อนเพื่อนำมาช่วยค้นหา ทางด้านสำนักข่าวตอบตกลงและยินดีให้ความช่วยเหลือ ในช่วงเย็นของวันนั้นนักข่าวที่สนิทกับคุณต้นอ้อ (ซึ่งเรียกคุณต้นอ้อว่า แม่) ได้บอกกับคุณต้นอ้อว่า “แม่ หนูรู้สึกยังไงไม่รู้ มันเคว้ง ๆ หวิว ๆ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเคสนี้มันยังไง เดี๋ยวหนูจะเอาพระ เอาท้าวเวสสุวรรณไปด้วย” คุณต้นอ้อจึงตอบว่า “เอาไป มีอะไรเอาไปให้หมดเลย เพื่อความสบายใจ คืนนี้ก็นอนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เจอกัน” และทุกครั้งก่อนที่คุณต้นอ้อจะรับเคส จะมีการปรึกษากับอาจารย์ที่นับถือและรู้จักกัน คุณต้นอ้อจึงส่งรูปของผู้หญิงคนนี้ให้กับอาจารย์ และถามอาจารย์ว่า “คนนี้ยังมีชีวิตอยู่มั้ยคะ หายตัวไปค่ะ” อาจารย์ตอบกลับมาว่า “ทำไมผมเห็นเป็นศพ” คุณต้นอ้อจึงถามต่อ “ศพอยู่บริเวณไหนคะ ในป่าหรือในน้ำคะ” อาจารย์ตอบว่า “เดี๋ยวนะ เดี๋ยวขอชื่อวันเดือนปีเกิดมาให้หน่อย ให้เวลาผมเข้าห้องพระแปปนึง” แต่ยังไม่ทันที่อาจารย์จะเข้าห้องพระก็ตอบกลับมาก่อนว่า “ทำไมผมเห็นเป็นผู้ชายพาตัวเข้าไปในป่า” จากนั้นคุณต้นอ้อก็ส่งชื่อและนามสกุลไป ระหว่างที่คุณต้นอ้อจะส่งวันเดือนปีเดินไปให้นั้น อาจารย์ก็ส่งข้อความกลับมาว่า “คุณต้นอ้อ ส่งใครมาให้ผม ทำไมมีผีผู้ชายตายโหงทับร่างผู้หญิงอยู่ เป็นผีผู้ชายลิ้นจุกปาก” แต่ ณ ตอนนั้นเรื่องนี้ยังไม่เป็นข่าวที่ไหน และไม่มีใครรู้ข้อมูลของเคสนี้นอกจากคนที่อยู่ในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจารย์ยังบอกอีกว่า “ก่อนไป พกเท้าเวสสุวรรณติดตัวไปด้วยนะ เพราะพลังอาฆาตแรงมาก” คุณต้นอ้อตอบรับ และอาจารย์ยังบอกต่อว่า “กรณีนี้อาฆาตแรงมาก หัวกับตัวอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ยังไม่เห็นว่าอยู่บริเวณไหน ผู้ชายเป็นคนจังหวัดนี้หรือเปล่า เพราะผีผู้ชายเฮี้ยนมาก” และผู้ชายคนนี้ยังพยายามสื่อกับอาจารย์อีกว่า “ถ้ามึงอยากตาย มึงก็ลองดู” วันที่ 17 มีนาคม คุณต้นอ้อเดินทางไปที่จุดเกิดเหตุเพื่อพบกับคุณพ่อคุณแม่ที่ได้แจ้งเรื่องมา เมื่อถึง คุณต้นอ้อก็พาคุณพ่อคุณแม่ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ ตรงไปที่หน้าห้องน้ำเพื่อจุดธูปขอขมา ว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใครแต่มาเพื่อช่วยปลดทุกข์ และขอให้เจอลูกสาวที่หายไป ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อได้เดินสำรวจเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ในเวลา 5 โมงเย็น นักข่าวก็ส่งโดรนจับความร้อนมา หลังจากเตรียมอุปกรณ์เสร็จ โดรนก็ขึ้นในช่วงที่ฟ้ามืดพอดี เพราะยิ่งมืดเท่าไหร่โดรนก็สามารถตรวจจับความร้อนได้ดีขึ้น เมื่อส่งโดรนขึ้นไปผ่านไร่ข้าวโพดและไร่อ้อย ตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม ก็ตรวจจับได้เพียงแค่ความร้อนจากซากสัตว์เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงยุติการค้นหา ในคืนนั้น คุณต้นอ้อเลือกนอนโรงแรมในอำเภอกับน้องนักข่าวอีก 2 คน ซึ่งเป็นโรงแรมไม้ 1 ห้องนอนมี 2 ชั้น คุณต้นอ้อเลือกนอนชั้น 2 และด้านล่างไม่มีใครอยู่ พื้นห้องเป็นไม้ที่สามารถมองผ่านช่องระหว่างไม้ไปเห็นข้างล่างได้ คุณต้นอ้อพยายามสะกดจิตตัวเองว่าจะไม่มองไปที่ช่องนั้น และนำของศักดิ์สิทธิที่พกมาด้วยออกมาว่างเรียงไว้ คุณต้นอ้อทำแบบนี้เพราะรู้สึกกลัวผู้ชาย หลังจากนั้นก็สลับกันไปอาบน้ำ เมื่อคุณต้นอ้ออาบน้ำเสร็จ ตาก็เหลือบไปมองช่องไม้ และเห็นคนเดินผ่านไปข้างล่าง ซึ่งข้างล่างไม่มีคนอยู่ แต่คุณต้นอ้อก็ไม่ได้พูดอะไรและเข้านอนทันที ในตอนที่คุณต้นอ้อหลับไปนั้น คุณต้นอ้อได้ฝันว่า ตนนั้นอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุและกำลังเดินหาน้องผู้หญิง ในตอนที่กำลังหาอยู่นั้น น้องผู้หญิงก็กำลังยืนมองคุณต้นอ้อหาตัวเองอยู่ เมื่อตื่นขึ้นคุณต้นอ้อก็เล่าเรื่องที่ฝันให้กับน้องนักข่าวฟัง วันที่ 18 มีนาคม คุณต้นอ้อและทีมพร้อมตำรวจได้ทำการตรวจสอบหลักฐานที่รวบรวมได้ พบรอยคราบเลือด และ GPS ของรถยนต์พบว่าขับอยู่รอบ ๆ บริเวณนั้น ซึ่งยังไม่ได้ข้อมูลที่สำคัญมากนัก คุณต้นอ้อจึงกลับมาสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง ระหว่างนั้นมีข้อความจากอาจารย์ว่า “ให้คุณพ่อของฝ่ายหญิงไปจุดธูปไหว้อีกครั้ง แต่อยากให้อโหสิกรรมให้ฝ่ายชาย ให้อโหสิกรรมแบบจริงใจ” ตอนนั้นคุณต้นอ้อจึงนึกได้ว่า ในวันแรกที่มีการขอขมาคุณพ่อนั้นยังมีความรู้สึกโกรธที่ลูกสาวของตนหายไป และคิดว่าลูกเขยนั้นเป็นคนทำร้ายลูกของตน คุณต้นอ้อจึงบอกผ่านทางคุณแม่ คุณพ่อก็รับฟังและทำตาม ระหว่างที่จุดธูปอยู่นั้นคุณต้นอ้อได้สังเกตเห็นว่าคุณพ่อร้องไห้และกล่าวอโหสิกรรมขอให้เจอลูกสาว หลังจากคุณพ่อปักธูปเสร็จคุณต้นอ้อก็เดินไปรอบ ๆ บริเวณบ้านพร้อมกับไลฟ์สดไปด้วย และเมื่อเดินไปก็สังเกตเห็นว่ามีการจุดกองไฟที่เยอะมากผิดปกติ จึงเรียกทีมงานมาตรวจสอบ กองแรกอยู่บริเวณใกล้น้ำ ทีมงานตรวจสอบดูและพบกับเสื้อผ้าชุดชั้นในที่โดนเผา และเจอเข้ากับกระดูกชิ้นเล็ก ๆ แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นกระดูกคนหรือสัตว์ จึงให้ทีมงานเก็บหลักฐานไว้ กองที่สองพบเครื่องประดับและโทรศัพท์มือถือที่โดนเผา พร้อมกับเศษกระดูกแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นกระดูกอะไรหรือส่วนไหน และถัดไปอีกไม่ไกล พบกองไฟอีกหนึ่งกอง เป็นกองที่ใหญ่ที่สุด เมื่อได้ตรวจสอบ ก็พบกระดูกชิ้นใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นกระดูกข้อมือ หรือข้อขา แต่ยังไม่ทราบแน่ชัด จำเป็นต้องรอนิติเวชมายืนยัน คุณต้นอ้อยังคงเดินตรวจสอบบริเวณนั้นจนถึงเย็นสุดท้ายก็ไม่ได้หลักฐานอะไรเพิ่มเติม จึงแยกย้ายกันกลับ คุณต้นอ้อเดินทางกลับมาที่โรงแรม ด้วยความเหนื่อยล้าจึงหลับไป และในคืนนั้นคุณต้นอ้อก็ได้ฝันถึงเรื่องเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ในฝันคุณต้นอ้อได้พูดว่า “พี่มาช่วย ถ้าอยากให้พี่เจอ ส่งสัญญาณให้พี่หน่อย บอกหน่อยว่าหนูอยู่ไหน” หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้ส่งข้อความมาบอกว่า มองไม่เห็นผู้ชายแล้ว เช้าวันที่ 19 มีนาคม คุณต้นอ้อกลับไปที่เกิดอีกครั้งและได้เดินไปตามกองไฟอื่น ๆ ก็พบกระดูกมากขึ้น ทุก ๆ กองนั้นมีกระดูกที่โดนเผา ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อก็เดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เพราะเห็นว่าต้นไม้ต้นนี้ด้านบนเหี่ยวเฉา และกองไฟด้านล่างตรงกับรอยบนต้นไม้พอดี ซึ่งการที่ไฟสามารถลุกไปถึงข้างบนต้นไม้ได้นั้นต้องมีเชื้อเพลิงมาจากยางรถยนต์ และนอกจากนี้ก็ยังพบเศษยางรถยนต์ตกอยู่บริเวณบริเวณนั้นด้วย คุณต้นอ้อจึงเรียกเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และสันนิษฐานได้ว่าเป็นการเผานั่งยาง ซึ่งอาจจะมีการแยกชิ้นส่วนตามจำนวนกองไฟที่พบ เพราะกระดูกที่พบมีลักษณะไหม้เกรียมที่เกิดจากการเผาด้วยยาง คุณต้นอ้อได้เดินไปดูบริเวณรอบๆ อีกครั้งเพื่อตามหายางรถยนต์ และมีหนึ่งสิ่งที่จะต้องหลงเหลือแน่นอน คือ ลวดหรือใยเหล็ก ที่โดนเผาไฟแล้วไม่ไหม้ ในขณะที่กำลังเดินหา คุณต้นอ้อคิดในใจว่า “หนู ตอนนี้พี่เหนื่อย พ่อแม่เหนื่อย เจ้าหน้าที่ทุกคนเหนื่อย ถ้าอยากให้พี่เจอ ช่วยบอกหรือส่งสัญญาณมาหน่อยว่า หนูอยู่ตรงไหน” ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อที่กำลังไลฟ์สดอยู่ก็เดินมาถึงขอบบ่อและแพนกล้องไปที่พื้น ได้พบกับขดลวดใยเหล็กกองอยู่ด้านข้างบ่อ ติดกับต้นกล้วยแห้งๆ สันนิษฐานได้ว่า หลังจากผู้ชายเผาร่างเสร็จ ก็พยายามเอาใยเหล็กที่ไม่โดนเผาโยนลงน้ำ แต่ไม่ได้สังเกตว่าใยเหล็กนั้นลงไปในน้ำหรือเปล่า เพราะได้สืบทราบมาจากทางแม่ของฝ่ายชายว่า ฝ่ายชายได้ไปซื้อยางรถยนต์ แต่ไม่รู้ว่าซื้อไปทำอะไร และขดลวดที่คุณต้นอ้อพบวางอยู่บนใบตองของต้นกล้วยที่ล้มลงไปในน้ำ คุณต้นอ้อเห็นดังนั้นก็รีบตะโกนบอกทีมงานว่าเจอใยเหล็กแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำใยเหล็กไปตรวจสอบหลังจากนั้นทุกคนจึงลงความเห็นกันว่าร่างของน้องผู้หญิงอยู่ในบ่อนี้ ซึ่งเป็นบ่อเดียวกับที่เจ้าหน้าที่เคยดำน้ำลงไปหาแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบอะไร เจ้าหน้าที่ลงความเห็นว่าต้องลงไปในบ่ออีกครั้งจึงติดต่อนักประดาน้ำของจังหวัดเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่นักประดาน้ำก็มาถึงและลงไปในบ่อ แต่ก็ยังไม่พบอะไรอยู่ดี ทางด้านคุณต้นอ้อนั้นได้สังเกตเห็นต้นกล้วยที่ล้มลงมีลักษณะคล้ายถูกตัดตรงปลายกล้วยนั้นลงไปในบ่อน้ำ ซึ่งผิดธรรมชาติและขดลวดอยู่ตรงบริเวณนั้นพอดี คุณต้นอ้อจึงให้เอาต้นกล้วยออกไปและให้นักประดาน้ำค้นหาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นนักประดาน้ำได้ดำลงไปและขึ้นมาพร้อมกับส่วนบนของลำตัวที่ไม่มีหัว สาเหตุที่นักประดาน้ำหาไม่เจอเพราะโดนต้นกล้วยกด เมื่อนำขึ้นมา กลิ่นไหม้ก็ตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่และญาติเมื่อทราบว่าเจอร่างแล้ว ก็อยากให้หาส่วนหัวให้เจอ แต่เจ้าหน้าที่พยายามเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจึงสิ้นสุดการค้นหาในวันนั้น ผ่านไป 1-2 วัน ได้มีการนำเครื่องดูดน้ำมาเพื่อดูดน้ำออกจากบ่อซึ่งใช้เวลาอยู่หลายวัน จนเจอส่วนหัวในที่สุดและเป็นบ่อเดียวกันกับที่เจอส่วนของลำตัวและส่วนต่างๆ เมื่อย้อนกลับไปก็ตรงตามที่อาจารย์บอกว่า ถ้าเจอศพหัวกับตัวอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน พี่แจ็คทิ้งท้ายว่า เคสนี้เกิดจากความหึงหวงอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

พิม ลัทธ์กมล เล่าเรื่อง ‘เคาะ 3 ครั้ง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

13 เม.ย. 2025

พิม ลัทธ์กมล เล่าเรื่อง ‘เคาะ 3 ครั้ง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

เป็นนักแสดงที่ทุ่มเท อยากรู้ความเป็นอยู่ของตัวละคร จึงขอไปนอนในสถานที่ถ่ายทำจริง แต่ใครจะคิด ว่าคืนนั้นจะไม่ได้นอนจนถึงเช้า และทำให้เปลี่ยนความเชื่อเรื่อง ‘ผี’ ไปตลอดกาล ติดตามเรื่องเล่าของ ‘คุณพิม ลัทธ์กมล’ ที่ได้นำเรื่อง ‘เคาะ 3 ครั้ง’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 เมษายน 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อมๆ กัน! ‘คุณพิม’ ได้นำเรื่อง ‘เคาะ 3 ครั้ง’ มาเล่า โดยคุณพิมได้เล่าว่า คุณพิมได้ไปถ่ายหนังที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดนเขมร ด้วยความที่คุณพิมเป็นนักแสดง จึงอยากลองเรียนรู้สถานที่ที่ใช้ถ่ายทำจริง ๆ ว่าตัวละครใช้ชีวิตอย่างไร คุณพิมจึงชวนเพื่อนมานอนด้วยกันที่สถานที่จริง สถานที่แห่งนี้เป็นกระต๊อบที่สร้างจากไม้ รอบ ๆ กระต๊อบที่คุณพิมและเพื่อนนอน ไม่มีบ้านคน มีแค่คนมาเฝ้าซึ่งเป็นชาวบ้านในแถบนั้น ที่ไม่มีโทรศัพท์ และไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก ในคืนนั้นเวลาตี 3 คุณพิมได้ตื่นขึ้นมา เพราะอุณหภูมิในกระต๊อบเริ่มลดลง จากที่อากาศร้อนกลายเป็นเย็นจนเหมือนอยู่ในห้องแอร์ และเมื่อคุณพิมตื่นก็รู้สึกยุกยิกตามร่างกาย พอหันไปทางเพื่อนที่นอนอยู่ด้านข้าง ก็มีเห็นว่ามีอาการยุกยิกเหมือนกัน ขณะเดียวกัน คุณพิมก็เริ่มได้ยินเสียงระนาค ที่บรรเลงช้า ๆ คุณพิมจึงถามเพื่อนว่า “มีคนมาเปิดเพลงแกล้งเราไหม” เพื่อนคุณพิมจึงตอบกลับมาว่า“ไม่นะ ที่นี่มีแค่เรานอนกัน 2 คน คนที่มาเฝ้าก็เป็นชาวบ้านที่ไม่มีโทรศัพท์” คุณพิมจึงเริ่มสงสัยว่ามันคือเสียงอะไร แต่ก็กลัวจนไม่กล้าขยับตัว และเสียงระนาดยังคงดังต่อไป และตอนนั้นเองคุณพิมและเพื่อนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเหมือนคนกำลังเดินขึ้นมา ตึก ตึก ตึก และเสียงนั้นก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องคุณพิม ในใจคุณพิมก็ยังคิดว่าอาจเป็นคนที่มาเฝ้าเดินขึ้นมา แต่สิ่งนั้นก็ยังหยุดอยู่ที่หน้าประตูเป็นเวลานาน และทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น ตึง! ตึง! ตึง! เสียงเคาะดังขึ้นที่หัวเตียง แต่คุณพิมก็ยังคิดว่ามีใครมาแกล้งหรือเปล่า คุณพิมและเพื่อนจึงลองตั้งสติด้วยการนอนหลับไปอีกหนึ่งครั้ง แต่อากาศก็ยังเย็นลงเรื่อย ๆ เพลงยังคงบรรเลงต่อไป จนเช้าถึงหายไป และในคืนนั้นคุณพิมกับเพื่อนจึงแทบไม่ได้นอน เพราะความกังวลจนไม่กล้าขยับตัวไปไหน ในช่วงเช้าคุณพิมจึงไปถามชาวบ้านเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตัวเองได้เจอ ชาวบ้านแถวนั้นจึงบอกว่า “ที่แถวนั้นมันแรง ก่อนไปนอนได้ขอไหม” คุณพิมจึงตอบไปว่า “ไม่ได้ขอค่ะ แค่ไปนอนเฉย ๆ” คุณพิมจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคือ เขามาทักทาย คืนต่อมาคุณพิมได้เปลี่ยนที่นอน ไปนอนในบ้านที่ทางทีมงานเตรียมไว้ให้ และได้กราบไหว้ก่อนจะเข้านอน ทำให้ไม่เจออะไรอีกเลย เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คุณพิมที่ไม่เคยเชื่อลี้ลับ กลายเป็นเชื่อ 100% ว่า ผีมีจริงแน่นอน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-