ไปพักโรงแรมกับกลุ่มเพื่อนครู แต่กลับเจอเสาโทริอิตั้งอยู่หน้าโรงแรม และกฎประหลาด 3 ข้อ ทั้งต้องเคาะประตู 3 ครั้งพร้อมขออนุญาตก่อนเข้าพัก และห้ามอยู่ในออนเซ็นคนเดียวหลัง 5 ทุ่ม แต่เพื่อนอีก 2 คนดันไม่ทำตาม พอใกล้เวลาที่ต้องลุกออกมาจากออนเซ็น เพื่อนก็เจอกับหญิงชราที่กำลังส่งยิ้มให้ผ่านกระจก ทำให้ทั้งคู่ตกใจสติแตกวิ่งกลับห้องก็ดันเปิดห้องไม่ได้ และยังได้ยินเสียงของผู้ชายหลายคนดังร้อง ‘คัมไป’ ออกมาจากห้องของพวกเธออีก!
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คนสุดท้าย’

เจน The Ghost Radio ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณคาโน่’ เพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นที่รู้จักกันตอนที่อยู่นิวซีแลนด์โดยขณะนั้นคุณคาโน่ กำลังศึกษาอยู่ในสายศึกษาศาสตร์ เพื่อเตรียมตัวประกอบอาชีพครู ด้วยภาระด้านการเรียนของทั้งคู่ ทำให้พวกเธอไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเจอกันบ่อยนัก
วันเวลาผ่านไปจน คุณคาโน่เรียนจบ และได้กลับไปประกอบอาชีพครูที่ประเทศญี่ปุ่น กระทั่งทั้งสองกลับมาเจอกันอีกครั้ง เธอจึงได้เล่าให้คุณเจนฟังว่า กว่าที่ตัวเองจะได้มาเป็นครูนั้น ต้องผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต ทั้งยังต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดวงชะตา และเผชิญแต่เรื่องราวเลวร้ายจนถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ด้วยความสงสัย คุณเจนจึงถามถึงเหตุการณ์เหล่านั้น คุณคาโน่จึงเล่าว่า ต้นเหตุที่ทำให้เธอเกือบเสียชีวิตนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายที่เกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิต ก็ทำให้เธอค่อย ๆ มองความน่ากลัวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาไปในที่สุด
ย้อนกลับไปหลังจากเรียนจบ คุณคาโน่ได้เข้าทำงานเป็นครูในจังหวัดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เธอทำหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นเป็นเวลาหลายปี จนได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ในโรงเรียน อีกทั้งยังได้รับคำชื่นชมจากผลงานที่ทำจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมดูแลกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ภายในโรงเรียน
กระทั่งปีหนึ่ง ‘ฮานะ’ และ ‘มิเอะ’ ครูสาวสองคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ได้ไม่นาน ต้องเผชิญกับปัญหาในการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน เนื่องจากทั้งคู่ยังมีนิสัย และความคิดแบบวัยรุ่น ทำให้ไม่ค่อยสามารถเข้ากับครูคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้ ทางโรงเรียนจึงมอบหมายให้คุณคาโน่ จัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อช่วยให้ครูสาวทั้งสองได้ทำความรู้จัก และปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ มากขึ้น คุณคาโน่จึงของบประมาณสำหรับจัดกิจกรรม พร้อมวางแผนว่าจะพาทุกคนออกไปเที่ยวด้วยกันในวันศุกร์หลังเลิกงาน โดยตกลงเดินทางด้วยรถส่วนตัว เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดใกล้เคียงแห่งหนึ่ง

ทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยครูคนใหม่ 2 คน คุณคาโน่ และครูผู้หญิงอีก 1 คน รวมถึงครูผู้ชายอีก 2 คน พวกเขาออกเดินทางตามเส้นทางที่ GPS แนะนำ ในช่วงแรกทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ แต่เมื่อเดินทางไปได้สักพัก ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง ถนนหนทางรอบข้างค่อย ๆ มองเห็นได้ยากขึ้น กระทั่งเส้นทางที่ GPS นำทางเริ่มเปลี่ยนไป จากถนนปกติกลายเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านทุ่งนา และเข้าไปตามป่าเขา ซึ่งเวลานั้นมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดรอบตัวถึงจะเริ่มรู้สึกแปลกใจกับเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไป แต่พวกเขาก็ยังคงขับรถตาม GPS ต่อไปเรื่อย ๆ
จนกระทั่งจู่ ๆ ระบบนำทางก็แจ้งให้เลี้ยวขวา พร้อมระบุว่าโรงแรมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปตามเส้นทางที่ GPS แนะนำสิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขานึกแปลกใจเมื่อตรงหน้าทางเข้าที่ควรจะเป็นซุ้มประตูโรงแรมมันกลับกลายเป็น ‘เสาโทริอิ’ เสาแดงในศาลเจ้า ซึ่งโดยปกติแล้วตามความเชื่อของญี่ปุ่น ในศาสนาชินโตบอกไว้ว่าเสาโทริอิจะเป็นเส้นแบ่งดินแดนระหว่างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็คือศาลเจ้ากับพื้นที่ที่มีมลทิน หรือก็คือที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่หากไปที่ศาลเจ้า พื้นที่แห่งนี้ก็จะเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีออกมา เพราะฉะนั้นพื้นดินของศาลเจ้าจะต้องเป็นพื้นที่ที่บริสุทธิ์เสมอ ซึ่งเมื่อนำความเชื่อนี้มาประกอบกับภาพโรงแรมที่อยู่ตรงหน้า ความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้จึงยิ่งทำให้คุณคาโน่ เกิดความสงสัยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้ขับรถเข้าไปใกล้เสาโทริอิ ก็สังเกตเห็นว่าเสาต้นนี้ไม่ได้ทำจากไม้เหมือนที่พบเห็นทั่วไป แต่กลับเป็นเสาหินที่ดูเก่าแก่ มีอายุราวเกือบ 100 ปี ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังคงขับรถผ่านเสาโทริอิเข้าไปด้านใน และในที่สุดก็พบกับโรงแรมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง

เหตุผลที่คุณคาโน่ เลือกจองโรงแรมแห่งนี้ เป็นเพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อนจะปิดตัวลงในช่วงสถานการณ์โควิด ผู้เข้าพักส่วนใหญ่ในสมัยนั้นมักเป็นนักธุรกิจ ภายในโรงแรมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์คลาสสิก ให้บรรยากาศหรูหรา
เมื่อถึงที่หมาย... คุณคาโน่ก็เดินตรงเข้าไปที่ฟร้อนท์ของโรงแรม ทางด้านพนักงานได้ยื่นกุญแจมาให้เขา แต่ที่ดึงดูดสายตาของเขาคงจะเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่แนบมาพร้อมกับลูกกุญแจของโรงแรม เมื่อคุณคาโน่ เปิดดูก็พบกับข้อความที่เขียนไว้ประมาณ 4-5 ภาษา ในกระดาษใบนี้เขียนไว้ว่าเป็นคำแนะนำ และระเบียบในการอยู่ร่วมกันภายในโรงแรม แต่คำบรรยายที่เขียนไว้นั้นกลับทำให้เขาคิ้วขมวดด้วยความฉงน เมื่อข้อความข้างในมันถูกระบุไว้ว่า
ข้อที่ 1 ก่อนที่จะเข้าไปภายในห้องพักให้เคาะประตู 3 ครั้งและพูดว่า ‘ขอความกรุณาให้ฉันเข้าพักด้วย’
ข้อที่ 2 ถ้าตอนกลางคืนได้ยินเสียงเด็กเสียงดังกลางโถงทางเดิน ขอความกรุณาไม่เปิดประตูออกมาดู และไม่ส่องที่ตาแมว ให้อดทนรอสักพักแล้วคุณจะได้ยินเสียงกระดิ่ง นั่นคือพนักงานของเรากำลังพาเด็ก ๆ เข้าห้อง’
ข้อที่ 3 ได้เขียนเวลาเปิด - ปิดของออนเซ็นไว้ว่า ‘ออนเซ็นแห่งนี้เปิดตั้งแต่เวลาเช้าจนถึงเที่ยงคืนแต่หลัง 5 ทุ่มเป็นต้นไป ห้ามแช่คนเดียว ให้แช่แบบมีเพื่อน และห้ามมีใครออกเป็นคนสุดท้าย’ และมีหมายเหตุที่ใต้กระดาษขนาดเล็กว่า ‘เพื่อความปลอดภัยและความสงบสุข ในการเข้าพักโรงแรม’

กฎระเบียบในการเข้าพักที่แปลกประหลาดสร้างความสงสัยให้แก่พวกเขายกเว้นแต่ครูสาว 2 คนที่มองเป็นเพียงเรื่องไร้สาระและไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ด้วยตัวของคุณคาโน่ที่ได้พบเจอเรื่องลี้ลับมาค่อนข้างบ่อยจึงได้เอ่ยเตือนไปด้วยความหวังดีว่าอย่างน้อยถ้าพวกเราทำตามไปก็คงไม่มีอะไรเสียหาย ทว่าคำเตือนดังกล่าวกลับทำให้ครูสาวทั้งสองไม่พอใจ พวกเธอแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินฟึดฟัดแยกขึ้นห้องพักของตัวเองไป
ห้องพักของพวกเขาทั้ง 6 คนอยู่เรียงติดกัน 3 ห้อง ในจังหวะที่ทุกคนกำลังเข้าห้องพักของตัวเองไป คุณคาโน่ก็หันไปเห็นว่าครูใหม่ 2 คนไม่ได้เคาะประตูตามคำแนะนำของโรงแรมที่ได้ระบุไว้ เขาเห็นแบบนั้นจึงเข้าไปเตือนทั้งคู่ ไปอีกครั้งว่าระหว่างที่มีเวลาก็ให้ทำตามที่ทางโรงแรมนั้นบอกไป ทางด้านครูฮานะ และครูมิเอะที่ได้ยินแบบนั้นก็เกิดอาการไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรกับคำพูดที่เขาได้เอ่ยตักเตือน
คุณคาโน่สังเกตเห็นว่าเวลานั้นค่อนข้างหมิ่นเหม่ และใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่โรงแรมระบุไว้ในคำเตือนก่อนหน้านี้ แต่เมื่อคิดว่าหากไปกันหลาย ๆ คนก็คงไม่น่าจะเป็นอะไรจึงตัดสินใจลงไปพร้อมกับทุกคนทุกคนจึงขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นบนสุดของโรงแรมที่เป็นสถานที่ตั้งของออนเซ็น เมื่อเดินออกจากลิฟท์ไปก็จะเห็นฝั่งชายและฝั่งหญิงแยกเป็น 2 ฝั่ง ภายในของออนเซ็นฝั่งผู้หญิงเมื่อเดินแหวกผ้าม่านเข้าไปก็จะเจอกับโซนแห้งเป็นจุดแรกที่มีไว้สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า และเก็บของไว้ในตู้ล็อกเกอร์ ถัดไปจะเป็นประตูกระจกบานขุ่นที่ต้องเดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงจะเห็นว่ามีคนอยู่ เมื่อคุณคาโน่เปิดประตูบานนั้นเข้าไปปุ๊ป ควันไอจากน้ำร้อนในห้องออนเซ็นก็พุ่งออกมา และในทางขวาของห้องนั้นก็จะเป็นบ่อน้ำร้อน ส่วนทางซ้ายจะมีเก้าอี้ประมาณ 5 ตัว สำหรับผู้หญิงที่เข้ามาใช้บริการ 5 คนนั่งเรียงกัน ตรงหน้าบริเวณเก้าอี้จะเป็นฝักบัว และกระจกส่องโดยหากตามมารยาทแล้วนั้นเราไม่ควรจดจ้องร่างกายของเพื่อนที่มาด้วยกันหรือคนที่เข้ามาใหม่ ครูสาวทั้ง 4 คนนั่งเก้าอี้บริเวณชิดกำแพงทำให้ที่นั่งติดข้างประตูทางออกนั้นว่างเปล่า ครูคุณคาโน่นั่งอยู่ถัดจากเก้าอี้ตัวนั้นพอดี ส่วนตำแหน่งติดกำแพงเป็นที่ของครูมิเอะ และครูฮานะ ซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน ครูฮานะเล่าว่าในตอนที่เธออาบน้ำอยู่ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา ผิวกายของผู้หญิงคนนั้นขาว ผมดำมัดรวบสง่า รูปร่างสวย และหน้าตาดี พอผู้หญิงคนนั้นเข้ามานั่ง ทุกคนจึงลุกขึ้นเพื่อไปแช่ออนเซ็น จนเวลาล่วงเลยมาเกิน 5 ทุ่ม คุณคาโน่เลยตัดสินใจขึ้นจากบ่อน้ำร้อน และชวนครูสาวอีกคนไปด้วยกัน แต่ก่อนจะออกจากออนเซ็น คุณคาโน่ก็ได้หันกลับไปเตือนครูมิเอะ และครูฮานะอีกครั้งว่า ‘หากจะทำอะไรให้คิดดี ๆ และให้เชื่อในสิ่งที่คนเขาเตือนมาเพราะมันไม่ได้เสียหายอะไร รอบนี้เข้ามา 2 คนก็ขอให้กลับไป 2 คนโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นนะ’ และในจังหวะที่คุณคาโน่ลุกขึ้นไปอาบน้ำ สาวสวยที่เข้ามาใหม่คนนั้นก็ได้เดินสวนลงไปแช่ในอ่างออนเซ็น ตลอดช่วงเวลาในออนเซ็นก็จะมีผู้คนเวียนเข้า-ออกอยู่ตลอดแต่ก็จะอยู่เพียงไม่นาน พอคุณคาโน่เดินออกมาจากโซนออนเซ็น และต้องการที่จะกลับขึ้นห้องพัก ทางด้านครูมิเอะ และครูฮานะเองก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องเวลา
เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยผ่าน 5 ทุ่มมาแล้ว ทั้งคู่จึงเริ่มลังเล และตัดสินใจว่าพวกเธอควรขึ้นจากบ่อออนเซ็นได้แล้วหรือยัง ฝั่งของครูฮานะก็บอกครูมิเอะไปว่าตนนั้นยังไม่อยากขึ้นให้ครูมิเอะขึ้นไปก่อนเลยแล้วตนเองจะอยู่กับหญิงสาวอีกคนที่แช่อยู่ด้วยกันกับเธอแทน ด้านผู้หญิงคนนั้นได้ยินก็ยิ้มรับ และพยักหน้าตอบตกลงครูฮานะไป ผ่านไปเพียงไม่นานครูมิเอะก็อาบน้ำเสร็จ และบอกกับครูฮานะไปว่าตนจะไปรอที่โซนนั่งเล่นข้างนอก ครูฮานะได้ยินเช่นนั้นก็ตอบรับ และแช่ออนเซ็นต่อ
ภายในห้องแช่ออนเซ็นตอนนี้เหลือเพียงครูฮานะ และหญิงสาวคนนั้นแค่ 2 คน ด้วยความที่ตำแหน่งของออนเซ็นอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม ภายในห้องจึงมีบานกระจกไว้สำหรับมองวิวต่าง ๆ รอบนอก ครูฮานะจึงค่อย ๆ ขยับตัวไปตรงบานกระจกนั้นแต่แล้วเธอกลับมีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอย่างไม่ชอบมาพากล บรรยากาศเริ่มอึดอัดทำให้หายใจไม่ออก ควันเริ่มเพิ่มมากขึ้น น้ำในบ่อก็เริ่มร้อนขึ้น ในใจยังคงคิดแค่ว่าอาจจะเป็นเพราะอยู่กันเพียง 2 คน น้ำในบ่อจึงร้อนแต่ความรู้สึกเริ่มไม่สบายตัวทำให้ครูฮานะมีอาการฟึดฟัด กระสับกระส่ายจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในบ่อน้ำร้อนแห่งนี้แต่ถึงอย่างนั้นสายตาของครูฮานะยังคงจับจ้องที่วิวภายนอก แต่ภาพเงาสะท้อนกระจกตรงหน้าก็ทำเธอผวา เมื่อพบว่าข้างหลังของเธอดันมีผู้หญิงอีก 10 กว่าชีวิตแช่ออนเซ็นอยู่ด้วย! ด้วยความตกใจครูฮานะจึงรีบหันหลับไปดูแต่ปรากฎว่าผู้หญิงเหล่านั้นก็หายไปเหลือเพียงแต่ควันร้อนจากบ่อออนเซ็นเท่านั้น และมีผู้หญิงคนเดิมนั่งอยู่ ครูฮานะจึงบอกกับผู้หญิงคนนั้นไปว่า ‘จะขึ้นแล้วนะ ขึ้นด้วยกันเถอะ’ แต่ก็ไร้เสียงตอบรับกลับมา มีเพียงใบหน้าที่หลับตาพลิ้มสบายกับการแช่น้ำร้อน ครูฮานะเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้สนใจ และรีบเดินไปนั่งเก้าอี้อาบน้ำในโซนฝั่งตรงข้าม ในวินาทีที่ครูฮานะกำลังจะอาบน้ำ ภาพสะท้อนในกระจกตรงหน้าที่เธอเห็นไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมอีกต่อไปแต่เป็นคนแก่ร่างกายเหี่ยวย่นทั้งตัว ทุกอย่างในร่างหย่อนยาน และกำลังยิ้มเผยเขี้ยวแหลมมาให้เธอมาตรงที่กระจก ความหลอนที่ปรากฎตรงหน้าทำให้ครูฮานะรีบวิ่งออกมาจากตรงนั้นด้วยร่างเปลื่อยเปล่า และมาเจอกับครูมิเอะที่มายืนดักไว้
‘ทำบ้าอะไร ทำไมออกมาสภาพแบบนี้’ ครูมิเอะเห็นแบบนั้นจึงถามด้วยความสงสั ยและพยายามพาตัวกลับไป
ครูฮานะด้วยความกลัวจึงตอบกลับไปว่า ‘ไม่กลับ ๆ มันมีผี!’
แต่ครูมิเอะ ก็ตอบกลับไปว่าไม่สามารถให้เธอไปด้วยสภาพเปลื่อยเปล่าแบบนี้ได้และจำเป็นที่จะต้องกลับไปเอาชุดยูกาตะของครูฮานะ ทั้ง 2 คนจึงจับมือกันเข้าไปข้างในอีกครั้ง และเมื่อหันกลับไปมองในห้องออนเซ็นนั้นก็เจอเพียงแต่ความว่างเปล่า ร่างของผู้หญิงคนนั้นได้หายไปแล้วนั่นหมายความว่าครูฮานะคือผู้ใช้บริการคนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ ทั้งคู่จึงรีบวิ่งกันออกมาจากออนเซ็น และกดลิฟท์ลงไปที่ชั้นของห้องพักตัวเอง ในระหว่างที่ลิฟท์เคลื่อนตัวลง จู่ ๆ บรรยากาศในโรงแรมก็เริ่มเงียบสงัดจนหูทั้งสองข้างอื้ออึง เมื่อถึงห้องพักพวกเธอก็พยายามที่จะไขกุญแจเพื่อจะเข้าไปในห้องแต่กลายเป็นว่าพยายามจะเปิดเท่าไหร่มันก็เปิดไม่ออก แม้จะใช้ตัวช่วยดันกระแทกเข้าไปก็ยังไม่สามารถเปิดได้ จนจู่ ๆ ครูฮานะก็ได้ยินเสียงผู้ชายประมาณ 3-4 คนคุยกันราวกับว่ามีงานเลี้ยงอยู่แถวนั้น เธอจึงพยายามหาต้นตอของเสียง ปรากฎว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้นมันดังออกมาจากห้องของเธอเอง! ครูฮานะจึงตรวจเช็คเลขห้องแต่ก็พบว่าเลขมันตรงกับกุญแจที่เธอนั้นถืออยู่ เธอเลยบอกให้ครูมิเอะไปกดลิฟท์แต่กลายเป็นว่ากดยังไงก็ไม่ติด เปลี่ยนทางไปประตูหนีไฟก็ยังเปิดไม่ออก คราวนี้ครูมิเอะเลยตัดสินใจเคาะประตูทุกห้องในชั้นเรียงไปแต่ก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้เลยสักคน ทางด้านครูฮานะที่พยายามดันตัวกระแทกไปที่ประตูห้องเธอนั้นก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งเธอดันเข้าไปเท่าไหร่ เสียงในห้องก็ยิ่งดังชัดขึ้นมากเท่านั้น จากเสียงที่สังสรรค์อยู่ที่เตียง ขยับมาเป็นกลางห้อง และค่อย ๆ ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู เป็นเสียงของผู้ชายที่ตะโกนร้องว่า ‘คัมไป!’ ดังชัดอย่างสนุกสนาน และค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะดัง ‘ฮิ ๆ ๆ’ คล้ายกับคนที่ต้องการจะกลั่นแกล้ง จนกระทั่งจู่ ๆ ไม่รู้มีอะไรดลใจให้ครูฮานะเอื้อมมือไปเคาะที่ประตู 3 ครั้งพร้อมพูดว่า ‘ขอความกรุณาให้เราเข้าพักด้วยนะคะ’ สิ้นเสียงประโยคนั้นราวกับทุกอย่างถูกตัดไปทันที สถานการณ์รอบข้างกลับมาเป็นปกติ เสียงที่เคยได้ยินในห้องเงียบหายไปเหมือนไม่เคยมีคนอยู่

เมื่อทั้ง 2 คนได้สติก็ตื่นมาเจอแขกของโรงแรมหลายคนยืนมองด้วยความสงสัย และคุณคาโน่ก็คือหนึ่งในนั้น
‘เป็นอะไร’ ครูคาโน่ถามครูสาวทั้ง 2 คน
‘แล้วพี่เป็นอะไร เคาะประตูทำไมไม่เปิด’ ครูมิเอะและครูฮานะก็ตอบกลับว่าด้วยความโกรธ
ทุกคนที่ได้ยินก็แปลกใจ และตอบกลับไปว่าตนนั้นเปิดตั้งแต่ที่ได้ยินเสียงเคาะครั้งแรกแล้ว อาการหวาดกลัวกับสิ่งที่ได้เจอนั้นทำให้ทั้งครูมิเอะ และครูฮานะวิ่งไปวิ่งมาคล้ายกับคนสติแตก เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ทั้งคู่ก็ไม่กล้าที่จะกลับไปนอนห้องตัวเองอีกต่อไป พวกเธอจึงมานอนค้างที่ห้องของคุณคาโน่ เช้าวันถัดมาทุกคนก็เอาเหตุการณ์ทั้งหมดที่เจอไปบอกกับทางโรงแรม ผู้จัดการก็ได้บอกกลับมาว่า ‘ยังไงคืนนี้ขอให้ทำตามกฎด้วยนะ’ แม้ความกลัวจะไม่ได้หายไปแต่ทุกคนก็ยังคงตัดสินใจพักที่โรงแรมตามเดิม พอเข้าคืนที่ 2 ครูมิเอะ และครูฮานะก็ได้ทำตามกฎที่เคยไม่เชื่อในตอนแรกอย่างครบถ้วน ปรากฎว่าทุกอย่างปกติดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณคาโน่เลยบอกครูมิเอะ และครูฮานะไปว่าอย่าเพิ่งค้นหาอะไรเกี่ยวกับโรงแรมแห่งนี้ ให้รอจนกว่าจะออกไปก่อนแล้วจึงค่อยหาดู เมื่อทุกคนออกมาจากโรงแรมเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงได้เสิร์ชหาเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น จนไปเจอเข้ากับกระทู้หนึ่ง ในนั้นเขียนไว้ว่าเมื่อก่อนพื้นที่ของโรงแรมแห่งนี้เป็นศาลเจ้า จึงทำให้มีเสาโทริอิตั้งอยู่ตรงทางเข้าของโรงแรม แต่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ทำธุรกิจ และก็ขาดทุนไป เลยได้ขายให้กับนักธุรกิจคนหนึ่ง ก่อนที่เขาคนนั้นจะนำพื้นที่นี้ไปสร้างเป็นโรงแรม ทว่าความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้กลับอยู่ที่ตัวศาลเจ้าเอง ตามความเชื่อเดิมนั้น พลังงานขาวดำควรแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แต่กลับกลายเป็นว่าศาลเจ้านี้ดันไปรับกิจเพิ่มซึ่งนั้นก็คือการทำ ‘สุสาน’ นั่นแปลว่าเป็นการเอาของสีดำหรือของที่ไม่ดีเข้าไปในศาลเจ้า นั้นทำให้พลังงานขาวดำที่อยู่ในนั้นมันตีกันอยู่ภายในพื้นที่ สลับผลัดเปลี่ยนกันทำลายกันแต่ก็ไม่สำเร็จ ดวงวิญญาณก็ไม่สามารถเอาโรงแรมลงได้เพราะเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียง ส่วนโรงแรมก็ไม่สามารถกำจัดเหล่าดวงวิญญาณไปได้เช่นกัน จึงจำเป็นที่สองสิ่งนี้จะต้องอยู่ร่วมกัน และสิ่งสุดท้ายที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกเขาเผชิญ ก็คือข่าวของหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตภายในออนเซ็น โดยมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว ทำให้เธอเกิดอาการไหลตายขณะกำลังแช่น้ำอยู่
ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือ เวลาที่หญิงสาวเสียชีวิตตรงกับช่วง 5 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ระบุไว้ในกฎของโรงแรม และคำเตือนที่พวกเขาได้รับตั้งแต่แรก…
(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)