บิดรถเสียงดังไม่เกรงใจใคร จนชาวบ้านเอือมสาปแช่งให้ตายอยู่ทุกวัน ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุตายเพราะบิดรถแรงเกินไปสมใจชาวบ้าน แต่หลังจากนั้น เสียงแว๊นรถก็ไม่เคยหายไปจากหมู่บ้านอีกเลย!

อังคารคลุมโปง RECAP

บิดรถเสียงดังไม่เกรงใจใคร จนชาวบ้านเอือมสาปแช่งให้ตายอยู่ทุกวัน ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุตายเพราะบิดรถแรงเกินไปสมใจชาวบ้าน แต่หลังจากนั้น เสียงแว๊นรถก็ไม่เคยหายไปจากหมู่บ้านอีกเลย!

29 ก.ย. 2023

            ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ กลับมาเปิดไมค์เล่าเรื่องหลอนในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 กันยายน 2566) พบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ พร้อมเรื่องหลอนเอาใจนักบิดของชายคนหนึ่งที่มีใจรักความผาดโผน ขนาดที่ว่าตายไปแล้วก็ยังบิดรถแบบไม่เกรงใจใคร!

            ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 - 30 ปีที่แล้ว วัยรุ่นคึกคะนองสมัยนั้นจะต้องมี ‘รถจักรยานยนต์’ หรือภาษาบ้าน ๆ อย่าง ‘มอเตอร์ไซค์’ เป็นเครื่องสองจังหวะปรับแต่งให้ท่อดังระดับแสบแก้วหู ถือเป็นของคู่กายคู่ใจในชีวิตเพื่อประดับบารมีของพวกเขา ในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง มีนักบิดประจำหมู่บ้านอยู่หนึ่งคน ที่เรียกได้ว่าทุกคนยกให้ชายคนนี้เป็นนักบิดตัวยงที่สร้างความเอือมระอาเป็นอย่างมากให้กับชาวบ้าน ขนาดที่ว่าเพียงแค่เสียงบิดมอเตอร์ไซค์ดังมาไกล ๆ ชาวบ้านทุกคนต้องเอามือปิดหูไปตาม ๆ กัน นักบิดคนนี้ไม่ได้มีความเกรงใจหรือเกรงกลัวใครทั้งนั้น ยิ่งถ้าขี่รถผ่านตัวหมู่บ้าน จะยิ่งเร่งเครื่องให้เสียงดังมากขึ้นไปอีก เพื่อแสดงตัวว่า ‘ข้ามาแล้ว’ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านทุกคนพากันเกลียดชายคนนี้มาก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้ชาวบ้านทุกคนก็ยังคงต้องทนฟังเสียงท่อมอเตอร์ไซค์ของเขาอยู่ทุกวัน บางคนถึงขั้นสาปแช่ง และตะโกนด่าตามหลังกันเลยทีเดียว

            วันหนึ่ง ชายคนนี้ขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจมาพร้อมกับเสียง แง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน เช่นเคย และยังยกระดับความเป็นนักบิดตัวยงขึ้นไปอีก ด้วยท่านอนขี่มอเตอร์ไซค์แบบซูเปอร์แมน เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามทางตรงของหมู่บ้านด้วยความพิเรนทร์สนุกสนาน จังหวะนั้น มีชาวบ้านคนหนึ่งกำลังจะถอยรถกระบะออกจากหน้าบ้าน ปรากฏว่าด้วยความคึกคะนอง การที่เขาเอาตัวนอนบนเบาะทำให้ไม่สามารถใช้เบรคเท้าได้ ถึงแม้จะใช้เบรคมืออย่างไรรถก็เสียหลักคว่ำอยู่ดี และแล้ววันที่ชาวบ้านทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อคำสาปแช่งทุกคำกลายเป็นจริง ในเหตุการณ์นั้นจังหวะที่รถกระบะถอยออกมา มอเตอร์ไซค์คู่ใจและตัวนักบิดก็พุ่งชนเข้ากับรถกระบะดัง ตู้ม!!!  สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น ทำให้นักบิดคอหักพับย้อนไปด้านหลัง ปากฉีกเนื้อเปิดไปถึงตา แต่ภาพที่ชาวบ้านทุกคนเห็นคือ ร่างของนักบิดยังดิ้นด้วยความทุรนทุรายอยู่กับพื้น บรรยากาศในตอนนั้นไม่มีใครตกใจ แต่ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ด่าทอ ซ้ำเติมร่างที่กำลังดิ้นอยู่กับพื้น

            วันต่อมาบรรยากาศในหมู่บ้านก็เปลี่ยนไป ผู้คนในหมู่บ้านต่างมีความสุข เด็กเล็กเด็กน้อยออกมาวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ชาวบ้านรวมตัวนั่งสังสรรค์อย่างกับเป็นการเฉลิมฉลองการตายของชายนักบิดคนนี้ก็ว่าได้ แต่แล้วความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน หลังจากเหตุการณ์นั้นจบลงไปได้ 3 – 4 วัน คืนวันหนึ่ง เสียงมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นเคยก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงบิดรถดังขึ้นมาแต่ไกล แง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน! บิดผ่านหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นชาวบ้านทุกคนเห็นตรงกันว่า ‘ใช่ นี่คือเสียงของนักบิดตัวยงที่เพิ่งตายไป’ ทำให้ชาวบ้านทุกคนเกิดความสงสัยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็พังไปต่อหน้าต่อตา ส่วนคนก็ตายแน่นอน

            รุ่งเช้า ชาวบ้านจึงนัดรวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือถึงเสียงปริศนาที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และทุกคนก็ได้ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์คันนั้นจริง ๆ แต่ก็มีชาวบ้านคนนึงพูดขึ้นมาว่า ‘มันไม่ใช่เรื่องของผีสางอะไร แต่เป็นเสียงของเพื่อนนักบิดตัวยงคนที่ตายไปมากกว่า ที่พยายามเอามอเตอร์ไซค์ไปแต่งเลียนแบบเสียงท่อเพื่อที่จะมาก่อกวน และมาหลอกคนในหมู่บ้าน’ ในวันนั้นชาวบ้านก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ และหลังจากนั้นทุกคนก็ยังคงทนฟังเสียงนี้ในทุกคืน

            จนกระทั่งมีเรื่องเล่าจากครอบครัวหนึ่ง ตอนนั้นพวกเขาไปทำงานในเมือง พอตกดึกก็ขับรถกลับเข้ามาในหมู่บ้าน โดยครอบครัวนี้ไม่เคยทราบถึงเรื่องราวของนักบิดคนนี้มาก่อน จังหวะที่กำลังขับเข้ามาในหมู่บ้าน ก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่มาจี้บริเวรณท้ายรถของครอบครัวนี้ คนขับก็เริ่มสงสัยว่าทำไมต้องขับตามจี้ท้าย จึงค่อย ๆ ชะลอความเร็วให้ลดลง จนมอเตอร์ไซค์คันนั้นเริ่มบิดเร่งความเร็วขึ้นเสียงดังแง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน! แซงขึ้นประชิดรถของครอบครัวนี้และปาดเข้าบริเวณด้านหน้ารถ ด้วยความตกใจคนขับรีบหักหลบทันที แต่ภรรยาก็ส่งเสียงดังขึ้นมาว่า “ขับรถอะไรเนี่ยอยู่ ๆ มาหักหลบอะไร ข้างหน้าไม่เห็นจะมีอะไรเลย” คนขับก็ตอบกลับไปทันทีว่า “ก็เนี่ยมันมีมอเตอร์ไซค์มาปาดหน้าไง เนี่ย” ภรรยาก็ยังคงย้ำคำเดิมว่า “มอเตอร์ไซค์อะไร มันไม่เห็นจะมีสักคันเลย” ครอบครัวนี้ก็มาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คนในหมู่บ้านฟัง ชาวบ้านแถวนั้นเห็นตรงกันอีกครั้งว่า “ใช่แน่ ๆ เป็นผีนักบิดตัวยงแน่ ๆ” และยังทำให้บรรยากาศในหมู่บ้านกลับมาอึมครึมอีกครั้ง พอฟ้ามืดทุกบ้านก็จะแยกย้ายปิดบ้านสนิท ไม่มีใครกล้าออกมาอีกเลย ได้แต่ทนฟังเสียงบิดมอเตอร์ไซค์ในทุกคืน

            วันหนึ่ง ลุงคนหนึ่งในหมู่บ้านเริ่มทนไม่ไหวกับสถานการณ์ในตอนนี้จึงพูดกับชาวบ้านว่า “ถ้ากลัวกันนัก เดี๋ยวคืนนี้จะพิสูจน์ให้ดู ว่าเสียงบิดรถที่ได้ยินมันเป็นเพื่อนของนักบิดที่ตายไปแล้วมันมาแกล้ง” ในทุกคืน ลุงก็จะออกมานั่งเฝ้ารอเพื่อพิสูจน์ แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่พบความจริงสักที จนกระทั่งคืนหนึ่ง ความพยายามของลุงก็ได้ประสบความสำเร็จ เพราะเสียงแง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน ดังขึ้นมาแต่ไกลอีกครั้ง! เสียงนั้นกำลังค่อย ๆ ดังขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนเสียงนั้นดังมาทางบริเวณหมู่บ้าน ทันใดนั้นลุงก็รีบกระโดดออกมาจากพุ่มไม้ทันที แต่จังหวะที่กระโดดออกมาดูนั้น ลุงก็เกิดอาการช็อกขึ้นมาทันที!! เพราะภาพที่เห็นเป็น รถมอเตอร์ไซค์คันที่เกิดอุบัติเหตุ และคนที่ขี่มาคือนักบินตัวยงที่ตายไปแล้ว นักบิดขี่รถมาด้วยท่าหัวพับกลับไปด้านหลัง ปากฉีกอ้ากว้างไปถึงตา แล้วที่ชวนหลอนมากขึ้นไปอีกคือเสียง แง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มาจากเสียงท่อแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงของนักบิดที่ตายกำลังตะโกนกรีดร้องเป็นเสียงแง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน แล้วขี่รถผ่านหมู่บ้านไป!

            พี่แจ็คเล่าปิดท้ายว่า เรื่องราวนี้อยากจะหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับเหล่านักบิดทุกคน ให้คำนึงถึงความผาดโผนบนท้องถนน หากวันใดวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกระชั้นชิดนิดเดียวบอกเลยว่าอาจไม่รอด.

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากบอย ฉีดปลวก ‘ของที่มองไม่เห็น’ l อังคารคลุมโปง X บอย ฉีดปลวก [ 10 มิ.ย.2568 ]

14 มิ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากบอย ฉีดปลวก ‘ของที่มองไม่เห็น’ l อังคารคลุมโปง X บอย ฉีดปลวก [ 10 มิ.ย.2568 ]

ตำหนักดูดวงหน้าหอพักทำพิธีจนมีเรื่องราวให้รถพยาบาลเข้า - ออกไม่ขาดสาย สุดท้ายกลายเป็นเราที่ต้องอยู่ในรถซะเอง! ติดตามเรื่องเล่าของ ‘คุณบอย ฉีดปลวก’ ที่ได้นำเรื่อง ‘ของที่มองไม่เห็น’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (10 มิถุนายน 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อม ๆ กัน! โดย ‘คุณบอย’ ได้เล่าว่า นี่เป็นเรื่องเล่าจากรุ่นน้องในออฟฟิศที่เกิดกับ ‘คุณเอ (นามสมมติ)’ วันหนึ่ง คุณเอได้โทรมาบอกให้รุ่นน้องคนนี้ไปช่วยย้ายหอ เมื่อไปถึงอะพาร์ตเมนต์ น้องก็ถามคุณเอว่า “ยังเรียนไม่จบเลย จะย้ายไปไหน ตรงนี้มันใกล้นะหรือจะไปอยู่กับแฟน” คุณเอบอกกลับมาว่า “กูไม่อยากตาย” หลังจากย้ายของออกไป คุณเอก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง.. ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในอะพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ตอนแรกก็ยังดีอยู่ ไม่มีอะไร จนกระทั่งบริเวณใต้อะพาร์ตเมนต์มีที่ให้ปล่อยเช่าและถูกเปลี่ยนเป็นร้านรับดูดวงหรือแก้บน เวลาเขาเปิดร้านจะเหมือนตำหนักที่ข้างหน้ามีท้าวเวสสุวรรณ, ยักษ์ และรูปปั้นอีกมากมาย ที่ตรงนี้ได้รับความสนใจ มีคนเข้ามาเยอะมาก จนต้องแบ่งมาจอดรถในอะพาร์ตเมนต์ ผ่านไปไม่นาน คนในอะพาร์ตเมนต์เริ่มป่วยไม่สบาย มีรถพยาบาลเข้าออกวันเว้นวัน เริ่มแปลก ๆ มากขึ้นถึงขั้นมีคนโทรหาสาธารณสุขให้เข้ามาตรวจ ตรวจไป 2 ครั้งก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ในที่สุดก็เกิดเรื่องกับคุณเอเอง มีอยู่คืนหนึ่งเขากลับห้องดึก ทำให้ไม่มีวินหรือรถกะป๊อเหลือแล้ว เขาจึงต้องเดินเข้าไปในซอย จนถึงหน้าตำหนัก แม้จะปิดแล้วแต่ดันมีคนใส่เสื้อขาวกางเกงขาวมายืนพูดพึมพำ ๆ อยู่ข้างหน้าร้าน ใช้ภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ เหมือนกำลังทำพิธีอยู่ เขาเห็นแล้วจึงหยุดเดิน ทำให้ชายชุดขาวนั้นก็หยุดทุกอย่าง แล้วหันมาจ้องตาเขม็ง สายตาอาฆาตแค้นราวกับว่าจะเอาให้ถึงตาย ด้วยความตกใจเขาจึงวิ่งหนีเข้าอะพาร์ตเมนต์ไป ในคืนนั้นเองเวลาประมาณตีหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนอนพักผ่อนกับแฟน ก็เกิดเสียงดัง ปั้ง ! เหมือนมีคนเตะพัดลมเหวี่ยงไปโดนกำแพงแล้วพังเสียหาย จึงรีบตื่นขึ้นมาดู พอเปิดไฟก็เห็นว่าพัดลมพังไปหมด คิดในแง่ดีจึงหันไปโทษแฟนว่านอนดิ้น แต่แฟนก็บอกว่าถีบไม่ถึงหรอกอยู่คนละฝั่ง ต่างคนต่างไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็ประกอบพัดลมใหม่ แล้วพยายามข่มตาหลับต่อ คราวนี้เสียงพัดลมดัง ตึก…ตึก…ตึก… เหมือนมีอะไรมาขวางไว้ เขาจึงลืมตาตื่นมาเห็นเป็นชายร่างดำยืนมองมาออยู่ ใช้ขาขวางพัดลมไว้ ด้วยความตกใจวิ่งกรี๊ดไปเปิดไฟ ทันใดนั้นชายร่างดำก็หายไป พัดลมก็กลับมาส่ายเป็นปกติ แต่เขาบอกอยู่ไม่ได้แล้วกลัวผี จึงโทรหาเพื่อนห้องข้าง ๆ เพื่อที่จะขอไปนอนด้วย พอบอกเพื่อนว่าเจอผีเพื่อนกลับบอกว่า “เห้ยบ้า อะพาร์ตเมนต์นี้ไม่มีอะไร นอนมาหลายปีไม่เคยเจอ แต่ถ้าไม่สบายใจก็มานอนได้” หลังจากนั้นก็พากันไปห้องเพื่อน แต่จะข่มตานอนยังไงก็นอนไม่หลับ เวลาล่วงเลยไปถึงตี 5 คิดว่าเช้าแล้วคงไม่มีอะไร ก็กลับไปห้องของตัวเองด้วยความง่วงจึงเผลอหลับไป ผ่านไปสักพักมีกลิ่นเหม็นไหม้โชยมาจนทำให้รู้สึกตัว เริ่มขยับตัวนอนตะแคงก็ดันเจอเข้าอย่างจัง! เป็นชายร่างดำ ตัวไหม้เกรียม กำลังมองตาปะทะเข้ามาตรงหน้าแบบเต็ม ๆ เขาก็ตกใจวิ่งไปตรงประตู แต่ก็ยังหันกลับมาเพื่อดูว่าสิ่งที่เจอเป็นความจริงหรือไม่ ปรากฏว่าร่างดำยังคงนอนอยู่บนเตียงข้าง ๆ แฟนแล้วค่อย ๆ ขยับตัว บิดไปมา คลานตะเกียกตะกายมาตรงประตู จังหวะนั้นเขาตกใจน็อคแล้วหลับไป ตื่นมาอีกทีพบว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะหัวฟาดกับที่คล้องประตูจนหัวแตก แฟนตกใจรีบเรียกรถพยาบาล กลายเป็นว่า เขาเป็นอีกรายที่ต้องอยู่ในรถพยาบาลที่เข้ามารับเหมือนกัน วันที่เพื่อนข้างห้องมาเยี่ยมก็เล่าให้ฟังว่าเจออะไรบ้าง สุดท้ายเพื่อนก็ยอมพูดออกมาว่า “เออกูรู้ มันก็มีแหละ กูก็เจอ” แต่ที่ไม่ยอมบอกเพราะกลัวว่าถ้าเพื่อนรู้ว่ามีแล้วย้ายออกไปจากที่นี่ เพราะทั้งชั้นไม่เหลือใครแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างว่าเมื่อมีการทำพิธี 1 ครั้งก็จะมีคนป่วยตามมา เมื่อคุณบอยไปสำรวจพื้นที่พบว่าบริเวณที่ชายชุดขาวพึมพำนั้น ด้านหน้าเป็นอ่าง จึงสันนิษฐานกันว่ามีการปล่อยของลงในนี้ ของบางอย่างคุมได้ก็จะดี ถ้าคุมไม่ได้ก็จะเตลิดออกไป วันดีคืนดีก็จะมีคนลอยเข้ามาจากหน้าต่างและลอยทะลุประตูออกไป หรือมีผู้หญิงท้องแก่ยืนหันข้างแล้วค่อย ๆ เดินออกไปทางหน้าต่างบ้าง ส่วนตัวเพื่อนไม่รู้จะไปอยู่ไหน จึงทนอยู่ที่นี่ต่อไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

16 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณอาท จิตวิญญาณ 'แม่เลี้ยงใจร้าย' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

จากมื้อค่ำแสนธรรมดาที่สองพ่อลูกนั่งรอ ‘แม่เลี้ยง’ กลับซุกซ่อนความลับสุดสยองที่ไม่มีใครคาดคิด! เมื่อมีคำสั่งที่ต้องลงมือเชือด ‘สัตว์เลี้ยงแสนรัก’ เธอจึงต้องชำแหละทั้งน้ำตา แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างหมูตัวนั้นยังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน แล้วเนื้อที่ถูกแช่แข็งอยู่คืออะไรกันแน่? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘แม่เลี้ยงใจร้าย’ คุณอาท ได้เล่าเรื่องราวชวนขนลุกจากกระทู้ต่างประเทศ เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะอาหาร เด็กผู้หญิงวัย 7 ขวบ กำลังนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอให้คุณแม่มาร่วมโต๊ะ แต่ก่อนที่จะเล่าต่อถึงเหตุการณ์บนโต๊ะอาหาร ก็ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก่อนก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเด็กหญิงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก และที่บ้านทำกิจกรรมฟาร์มเกษตร คุณแม่ของเธอทำงานหนักมาก ออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น และกลับมาอีกทีหลังพระอาทิตย์ตก จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป คุณพ่อก็เริ่มรู้สึกไม่ประทับใจ และหมดรักในตัวคุณแม่ ในขณะเดียวกันแม่ก็มีน้องสาวชื่อ ‘ซูซาน’ ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเอง หุ่นดีหน้าตาสวย คุณพ่อจึงแอบไปตามจีบลับหลังคุณแม่ หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวก็ได้รู้ข่าวร้ายว่าคุณแม่ป่วยหนักด้วยโรคร้ายต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่แทนที่คุณพ่อจะคอยไปดูแล เขากลับไม่ไปจนในที่สุดคุณแม่ก็เสียชีวิตลง ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจก็คือ ในงานศพของคุณแม่ คุณพ่อไม่ได้มีท่าทีโศกเศร้าแม้แต่น้อย ยังดูดีใจมากกว่าด้วยซ้ำ และประกาศกลางงานศพว่าจะแต่งงานใหม่กับซูซาน ทั้ง ๆ ที่ร่างของคุณแม่ยังไม่ทันถูกฝัง นั่นทำให้เด็กหญิงสูญเสียความประทับใจในตัวคุณพ่อไปหมดแล้ว แต่ด้วยความที่เหลือพ่อเพียงคนเดียว เธอจึงต้องทำใจยอมรับหลังจากที่ซูซานเข้ามาเป็น ‘แม่เลี้ยง’ ต่อหน้าคุณพ่อเธอก็เป็นแม่พระที่แสนดี คอยดูแลเอาใจใส่ พูดจาอ่อนหวาน และหาข้าวหาอาหารมาให้กิน แต่ลับหลังคุณพ่อ ซูซานกลับกลายเป็นนางมารร้าย คอยออกคำสั่งใช้งาน ดุด่าทุบตีเด็กหญิงถ้าไม่ทำตามคำสั่ง เด็กหญิงพยายามบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อ แต่คุณพ่อกลับไม่เชื่อคำพูดของลูกสาว แถมยังปกป้องซูซานอีกว่าคนดี ๆ แบบนั้นจะทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ได้อย่างไร แต่นานวันเข้านิสัยที่แท้จริงของซูซานก็เริ่มเผยออกมาให้เห็นมากขึ้น อย่างเวลาออกไปทานข้าวข้างนอกบ้าน หากอาหารมาช้าเธอก็จะเริ่มโวยวายเสียงดัง หรือหากไปสถานที่ไหนแล้วไม่ถูกใจก็จะวีนเหวี่ยงใส่ทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นคุณพ่อก็ยังรัก และเทิดทูนว่าเธอยังเป็นภรรยาที่ดีที่สุด จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กหญิงต้องเข้าไปทำงานในฟาร์ม ทั้งเก็บมูลสัตว์ และให้อาหารหมู ปกติแล้วเธอจะพยายามหลบหน้าซูซานเพื่อที่จะได้ไม่ถูกเรียกใช้งาน แต่วันนั้นเธอหลบยังไงก็หลบไม่พ้น ซูซานก็เดินเข้ามาหา และออกคำสั่งให้เธอไปเชือดหมู ถึงแม้การเชือดหมูจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้แล้ว แต่ความโหดร้ายอยู่ตรงที่ ซูซานเจาะจงให้เธอเชือด ‘มิสพิกเคิล’ หมูตัวโปรดที่เหมือนเพื่อนรัก และเคยพาไปประกวดจนได้รางวัลมาเยอะแยะ เด็กหญิงไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี สุดท้ายเธอก็ต้องลงมือทำ เธอหยิบมีดมากรีดลงไปที่หน้าท้องช้า ๆ ทำตามขั้นตอนที่คุณพ่อเคยสอนเอาไว้ทุกอย่าง แล้วค่อย ๆ หยิบเครื่องในออกมาล้าง ซับให้แห้ง ก่อนที่จะนำไปแช่ในตู้เย็น เธอลงมือทำไปพร้อมกับร้องไห้ไป ตัดกลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบันบนโต๊ะอาหาร เด็กหญิงนั่งอยู่กับคุณพ่อ เพื่อรอแม่เลี้ยงซูซานมาร่วมโต๊ะ คุณพ่อก็ถามว่า “แม่ได้บอกแกมั้ยว่าจะไปไหน?” เด็กหญิงก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้บอกค่ะ” และคุณพ่อก็พูดต่อว่า “ก็ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้บอกอะไรใคร” หลังจบประโยคนั้นเด็กหญิงก็มองออกไปนอกหน้าต่างฟาร์มเธอมองเห็นฝูงหมูกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน และหนึ่งในนั้นคือ มิสพิกเคิลหมูตัวโปรดของเธอที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ด้วย ในหัวของเด็กหญิงจึงนึกย้อนไปถึงงานเชือดหมูที่เพิ่งทำไป พร้อมกับความคิดที่นึกอยู่ในใจว่า “หมูในฟาร์มมันก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้านั้นแหละ…รวมถึงน้าซูซานด้วย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

อยากผูกมิตรกับเพื่อนบ้านชั้นบน จึงนำพิซซ่าขึ้นไปให้ แต่กลับมาเจอผู้หญิงแปลก ๆ โผล่มาแค่ครึ่งหน้า พร้อมกับลูกชายอีก 2 คน แถมห้องยังมีกลิ่นแปลก ๆ อีก! เมื่อโทร.แจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ ก็พบว่า.. นี่มันคือคดีฆาตกรรม!

25 พ.ค. 2023

อยากผูกมิตรกับเพื่อนบ้านชั้นบน จึงนำพิซซ่าขึ้นไปให้ แต่กลับมาเจอผู้หญิงแปลก ๆ โผล่มาแค่ครึ่งหน้า พร้อมกับลูกชายอีก 2 คน แถมห้องยังมีกลิ่นแปลก ๆ อีก! เมื่อโทร.แจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ ก็พบว่า.. นี่มันคือคดีฆาตกรรม!

ครั้งแรกของการโคจรมาพบกัน ระหว่าง ‘คืนพุธมุดผ้าห่ม’ และ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 พฤษภาคม 2566) กับเรื่องหลอนสิบกะโหลกจาก ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ที่ทำเอา ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และทีมงานอึ้งทั้งสตู! กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เด็กชั้นบน’ ต้นกล้าเกริ่นว่าเรื่องนี้เคยเล่าไปเมื่อหลายปีก่อน เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น มีผู้ชายคนหนึ่ง นามสมมุติ ‘ฮิโรชิ’ พนักงานที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน กระทั่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาจึงต้องพักฟื้นตัวอยู่ที่ห้อง พอต้องอยู่ห้องตลอด ฮิโรชิก็เริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมของห้องตัวเอง ในช่วงเย็น ฮิโรชิจะได้ยินเสียงฝีเท้าเด็กจากห้องชั้นบน หรือบางครั้งที่ฮิโรชิเปิดหน้าต่างรับลม ก็จะได้ยินเสียงเด็กหัวเราะคุยเล่นกันอยู่ข้างบน เย็นวันหนึ่ง ฮิโรชิสั่งพิซซ่าโปรโมชัน 1 แถม 1 มา แต่กินไม่หมด คิดในใจว่าถ้าเก็บไว้แล้วเอามาอุ่นกินอีกรอบก็คงจะไม่อร่อย ทันใดนั้น ฮิโรชิก็คิดถึงห้องชั้นบนที่มีเด็กอาศัยอยู่ขึ้นมา และอยากผูกสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน จึงนำพิซซ่า 1 ถาดเดินขึ้นไปให้ห้องชั้นบน ณ ตอนนั้น ก็เป็นช่วงหัวค่ำเข้าไปแล้ว.. เมื่อเดินมาหยุดที่หน้าประตูห้องชั้นบน ฮิโรชิก็กดกริ่งที่หน้าห้อง แต่ก็ไร้เสียงตอบรับจากฝั่งตรงข้าม ฮิโรชิกดกริ่งอีกครั้ง เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ ก็มีเสียงผู้หญิงตอบกลับมาว่า “ค่า ใครคะ?” ฮิโรชิจึงรีบบอกไปว่า “ขอโทษนะครับ ผมไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ผมอยู่ห้องชั้นล่าง แล้วเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่าห้องของคุณมีเด็กอาศัยอยู่ ผมเลยเอาพิซซ่ามาให้ครับ” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “ไม่เป็นไรค่ะ เรากินข้าวเย็นกันแล้ว” ฮิโรชิที่ตั้งใจจะเอาพิซซ่ามาให้ก็พูดไปว่า “ถือซะว่าเป็นการทักทายของเพื่อนบ้านละกันครับ ยังไงช่วยรับไว้หน่อยนะครับ” สิ้นเสียงฮิโรชิ ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “โอเคค่ะ” จากนั้นประตูก็เปิดออกช้า ๆ เมื่อประตูแง้มเปิดออก แต่กลับไม่มีแสงไฟลอดออกมาจากห้องเลย กลายเป็นแสงจากทางเดินที่ช่วยให้ฮิโรชิเห็นหน้าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่เขาสนทนามาด้วยตลอด เธอยื่นหน้าออกมาแค่ครึ่งหน้า ตาลอย และมีกลิ่นแปลก ๆ ลอยออกมาจากห้องด้วย ฮิโรชิอึ้งอยู่ไม่กี่วิก็รีบกุลีกุจอยื่นของให้ “นี่ พิซซ่าครับ” แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “คือ.. ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ” ฮิโรชิยังคงคะยั้นคะยอให้เธอรับ แต่เธอยังยืนกรานว่า “ไม่เอาค่ะ งั้นขอรบกวนแค่นี้นะคะ เชิญกลับได้แล้วค่ะ” ฮิโรชิได้ยินดังนั้นก็ถอดใจ และเตรียมจะถอยหลังกลับ แต่ก็สังเกตเห็นหน้าเด็ก 2 คนโผล่ออกมาครึ่งหน้าข้างล่างผู้หญิงคนนั้น ฮิโรชิก็พูดขึ้นว่า “หนูอยากกินพิซซ่าหรือเปล่า? งั้นวางไว้ตรงนี้ก็แล้วกันนะ” จากนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเสียงเบา ฮิโรชิวางพิซซ่าไว้หน้าห้องแล้วเดินออกมา เสียงปิดประตูก็ดัง “ตึง” ตามหลังมา ฮิโรชิคิดในใจว่าครอบครัวนี้แปลก ๆ อยู่กันยังไงในห้องมืด ๆ แถมพอมีคนมา ยังเปิดประตูไว้นิดเดียวแล้วโผล่มาแค่ครึ่งหน้าอีก “ไม่น่ามาเลย” ฮิโรชิคิดในใจ ระหว่างที่กำลังจะเปิดประตูบันไดหนีไฟเพื่อเดินลงไปห้องตัวเองนั้น ฮิโรชิก็รู้สึกเหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างมองมาที่เขาอยู่ พอหันหลังกลับไป เขาก็เห็นว่ามุมทางเดิน (ลักษณะทางเดินจากประตูหนีไฟและห้องนั้นเป็นรูปตัว L) มี 3 คนโผล่มาครึ่งหน้า เป็นแม่และลูก 2 คน จ้องมองมาที่ฮิโรชิอยู่! ฮิโรชิรู้สึกแปลกใจมากกว่าเดิม และคิดว่าถ้ามีคนแอบมอง เราจะเห็นไหล่ของเขาบ้าง แต่ฮิโรชิเห็นแค่หัว! เหมือนเอาหัวมาเรียงกันยังไงยังนั้น! ฮิโรชิรีบเดินลงมาข้างล่าง แต่กลับไม่อยากเข้าห้องตัวเอง อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกมากกว่า เมื่อเดินออกมาข้างแล้ว ฮิโรชิก็ตัดสินใจโทร.หาตำรวจ และแจ้งว่าเจอเพื่อนบ้านแปลก ๆ อยากให้ตำรวจมาตรวจสอบ เมื่อตำรวจมาถึง ฮิโรชิที่ยืนรออยู่ข้างหน้าอะพาร์ตเมนต์ ก็ได้ยินเสียงตำรวจวิ่งลงมาหน้าตาตื่น และบอกว่า “มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น!” หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ก็เริ่มมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง จนได้ผลสรุปว่า “คุณพ่อของครอบครัวห้องชั้นบน ฆาตกรรมลูกกับเมียตัวเองด้วยการตัดคอ และยังพบหัวในห้องนั้นอีกด้วย เมื่อตามรอยเลือดไปก็พบว่าฆาตกรแอบซ่อนอยู่ในห้องของคุณฮิโรชิ!” นั่นหมายความว่า ถ้าตอนนั้นฮิโรชิตัดสินใจกลับเข้าห้อง เขาก็อาจกลายเป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรมนี้ก็เป็นได้! ส่วนหัวที่โผล่มา เป็นเพราะฆาตกรจับหัวให้โผล่มาคุยกับฮิโรชินั่นเอง! ต้นกล้าปิดท้ายว่า “เรื่องนี้เป็นเหมือนกับตำนานเมือง” และยังเสริมอีกว่า ธรรมเนียมของประเทศญี่ปุ่น การนำของไปให้เพื่อนบ้านถือเป็นการผูกมิตรที่ดี และส่วนใหญ่เรื่องหลอนก็มาจากสถานการณ์แบบนี้ได้เช่นกัน (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

ไปรับน้องใหม่ที่รร.ประถม เมื่อไปถึงก็ไหว้ศาล แต่ลมพัดแรงจนธูปเกิดไฟลามไปที่ศาล และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสยอง!

31 มี.ค. 2024

ไปรับน้องใหม่ที่รร.ประถม เมื่อไปถึงก็ไหว้ศาล แต่ลมพัดแรงจนธูปเกิดไฟลามไปที่ศาล และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสยอง!

การรับน้องใหม่ที่หลอนจนจำไม่ลืม เมื่อรุ่นพี่พาไปทำกิจกรรมแต่เกิดเหตุไฟไหม้ศาลไม้ จนทำให้มีแต่เรื่องแปลก เกิดขึ้น! เรื่องนี้ ‘คุณแรก’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คืนสยองรับน้องใหม่’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องราวประสบการณ์ที่เจอกับตัวเองของ ‘คุณแรก’ ซึ่งเกิดขึ้นช่วงไปรับน้องใหม่ออกค่ายอาสา ประมาณยุค 90s ช่วงนั้นคุณแรกเข้าไปเรียนปี 1 สมัยนั้นจะมีช่วงปิดเทอมฤดูหนาว รุ่นพี่ก็จะใช้ช่วงนี้เพื่อรับน้องใหม่ไปออกค่ายอาสาพัฒนา ครั้งนี้คุณแรกได้ไปต่างอำเภอ ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง คุณแรกและเพื่อน ๆ ไม่เคยรู้จักมาก่อนว่าตรงนั้นคืออะไร รู้แค่ว่าทางเข้าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เมื่อทุกคนไปถึงที่นั่น ก็จะมีต้นไทรใหญ่ผูกผ้าแพร มีศาลไม้เก่ามาก และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนมารับตรงจุดนั้น เมื่อมาถึงก็ไปไหว้ศาลก่อนเป็นอันดับแรก รุ่นพี่ก็แจกธูปให้รุ่นน้องอธิษฐานขอพรให้กิจกรรมผ่านไปได้ด้วยดี จากนั้นรุ่นพี่จะเก็บรวบรวมธูปทั้งหมดไปปักไว้ที่กระถางธูป แต่ในช่วงหน้าหนาวเช่นนี้ เมื่อลมหนาวพัดมา ธูปที่รวมกันเป็นกำใหญ่ก็เกิดไฟลุกลามไปติดที่ศาลไม้ ทุกคนต่างตกใจและพยายามช่วยกันดับไฟ เมื่อไฟดับลง ปรากฏว่าศาลไม้เสียหายไปส่วนหนึ่ง ทุกคนจึงตกลงกันว่าจะช่วยออกเงินเพื่อบูรณะซ่อมแซม แต่คุณแรกกับเพื่อนรู้สึกไม่สบายใจ คิดว่าเป็นลางไม่ดีแน่ ๆ เมื่อไหว้ศาลเสร็จ ทุกคนก็เข้าไปในโรงเรียน กำหนดการทำกิจกรรมที่นี่คือ 3 วัน 2 คืน เมื่อเข้าไปก็ทำกิจกรรมต่าง ๆ ทาสีห้องน้ำ ถางป่า ตัดต้นไม้ เริ่มพัฒนาพื้นที่และแบ่งหน้าที่กันทำ หลังจากทำกิจกรรมเสร็จ รุ่นพี่ก็บอกว่า “คืนนี้เราจะมีการเข้าสู่ฐานเพื่อวัดกำลังใจ เตรียมใจให้พร้อมนะ” ซึ่งที่โรงเรียนแห่งนี้จะมีท่อซีเมนต์ รุ่นพี่เห็นท่อซีเมนต์เรียงกันอยู่จึงเลือกตรงนี้เป็นฐานแรกในการทำกิจกรรม โดยจะขุดหลุมตรงทางออกและนำผ้ายางมารองทำให้มีน้ำขังเป็นแอ่ง จากนั้นรุ่นพี่ก็ไปซื้อปลาไหลจากชาวบ้าน เพื่อนำมาทำกับข้าวให้รุ่นน้องกิน แต่ก่อนจะทำอาหารนั้น ก็นำปลาไหลมาปล่อยลงในแอ่งน้ำเต็มไปหมด เพื่อให้รุ่นน้องทำกิจกรรม เวลามุดออกมาจากท่อจะต้องผ่านแอ่งปลาไหลนี้ก่อน พอตกกลางคืน คุณแรกก็เข้าสู่กิจกรรม รุ่นพี่ปล่อยรุ่นน้องครั้งละ 2 คน เพื่อให้คลานเข้าไปในท่อ ทุกคนจะมีไฟฉายพลาสติกอันเล็กติดตัวคนละอัน เมื่อคลานเข้าไปภายในท่อจะแคบมาก คุณแรกเป็นคนตัวโตก็ไม่อยากมุดท่อนี้ พอถึงคิว คุณแรกก็ถอยหลังไปต่อท้ายตลอด จนกระทั่งเหลือแค่คุณแรกกับเพื่อน ในที่สุดก็ต้องมุดเข้าไป รุ่นพี่บอกว่า “ถึง 2 คนสุดท้ายแล้ว ปิดฐานนี้เข้าไปได้เลย” คุณแรกก็คลานเข้าไปช้า ๆ เพราะว่าใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด ถ้าคลานเร็วมาก ข้อศอกกับหัวเข่าอาจจะถลอกได้ คุณแรกคลานไปเรื่อย ๆ แล้วเพื่อนอีกคนก็คลานตามหลังมา เมื่อถึงช่วงกลางท่อเพื่อนก็ตีก้นคุณแรกแล้วพูดว่า “แรก ๆ เร็ว ๆ รีบหน่อย!” คุณแรกจึงหันไปมองเพื่อนแล้วพูดว่า “อะไรวะ แค่นี้ก็เจ็บหัวเข่า เจ็บข้อศอกแล้วเนี้ย” เพื่อนก็พยายามดันก้นคุณแรกและบอกว่า “แรก เร็ว ๆ มีคนคลานตามเรามา” คุณแรกก็คิดว่าจะมีคนคลานตามมาได้อย่างไร ในเมื่อตัวเขาเองและเพื่อนคือ 2 คนสุดท้าย เพื่อนของคุณแรกก็บอกว่า “มีผู้หญิง มีอายุ คลานติดเรามาเลย” สักพักเพื่อนของคุณแรกก็โวยวาย คุณแรกจึงรีบคลานจนพ้นท่อผ่านแอ่งปลาไหลออกมา เพื่อนก็รีบคลานตามมา แต่ยังไม่ขึ้นมาจากแอ่งปลาไหล รีบหันไปแล้วพยายามส่องไฟฉายเข้าไปในท่อ ตอนนั้นเพื่อนของคุณแรกกลัวมาก รุ่นพี่ก็พาขึ้นมาข้างบนแล้วถามว่า “เป็นอะไร?” เพื่อนของคุณแรกก็บอกว่า “มีผู้หญิงแก่คลานตามหลังมาติด ๆ แล้วหน้าของผู้หญิงคนนี้ก็มาดมอยู่ที่ก้น แล้วมีเสียงพูดว่า หอมน่ากินจังเลย แล้วเอาหน้ามาดมตรงก้นอีก” เพื่อนของคุณแรกก็เลยพยายามเอาเท้าดันข้างหลังเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นออกไป เขาก็ตกใจและเร่งให้คุณแรกคลานออกมาให้เร็วที่สุด แต่พอมองดูเข้าไปในท่อ ปรากฏว่าไม่มีใครตามออกมาเลย หลังจากนั้นรุ่นพี่ก็บอกว่า “เปื้อนกันแล้ว ไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวยังมีด่านต่อไปอีก วันนี้จะมีด่านวัดกำลังใจ 2 ด่าน จะมีด่านบ้านพักครูที่จะทำเป็นด่านเล่นผีถ้วยแก้ว แล้วรุ่นน้องทุกคนจะต้องมานั่งล้อมรอบกองไฟ ลานอเนกประสงค์ด้านหน้า แล้วเมื่อก่อไฟแล้วจะมีรุ่นพี่นำเนื้อชิ้นใหญ่ ๆ ปิ้งให้น้องกินระหว่างรอเข้าฐาน” จากนั้นรุ่นพี่ 4 คนก็ไปที่บ้านพักครู ซึ่งเป็นบ้านที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ เพื่อไปเตรียมฐานเล่นผีถ้วยแก้ว และทำผีหลอกน้องตรงนี้ เมื่อรุ่นพี่ขึ้นไปก็ไม่เปิดไฟ จุดเทียนสร้างบรรยากาศและวางแผนกันว่า รุ่นพี่ 2 คน จะพารุ่นน้องเล่นผีถ้วยแก้ว รุ่นพี่จะเป็นคนลากแก้วให้เลื่อนตามที่เขาต้องการ ซึ่งทุกอย่างถูกเซ็ทไว้หมด แล้วจะให้น้องเข้าไปหาของในห้องนอน จะมีรุ่นพี่อีกส่วนหนึ่งปลอมเป็นผีอยู่ในห้องนั้นเพื่อหลอกน้อง ระหว่างที่รุ่นพี่ทั้ง 4 คนกำลังเตรียมฐาน อยู่ ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนชั้น 2 ของบ้านพักครู เป็นผู้ชายใส่เสื้อห่านคู่ ใส่กางเกงสีกากี แล้วก็ยิ้มให้กับรุ่นพี่ที่อยู่บ้านนี้ รุ่นพี่ก็ตกใจและถามว่า “ไหนว่าบ้านนี้ไม่มีใคร พี่อยู่บ้านนี้หรอครับ?” ผู้ชายคนนั้นก็ตอบว่า “อ๋อ ครูไม่ได้อยู่บ้านนี้หรอก แต่เห็นมีเด็กมาทำกิจกรรม ครูเลยมาตรวจดูความเรียบร้อยว่าเป็นยังไงกันบ้าง เดี๋ยวขออนุญาตเข้าไปในห้องนอนหน่อยนะจะไปเอาของ แล้วเดี๋ยวครูก็ไปละ พวกเธอทำกันเต็มที่เลย” จากนั้นครูก็เปิดประตูเข้าไปในห้องนอน รุ่นพี่ทั้ง 4 คนก็เตรียมอุปกรณ์จนเสร็จในบริเวณด้านหน้า เหลือแค่ในห้องนอนที่รอให้คุณครูคนนี้ออกมา รุ่นพี่คนหนึ่งไปเคาะประตูเรียก “ครูครับ ๆ พวกผมจะต้องเซ็ทห้องต่อนะครับ” สักพักประตูห้องก็เปิดเอง ภาพในห้องจะเห็นพัดลมเพดาน คุณครูคนนี้มีเชือกผูกคอแล้วห้อยอยู่กับพัดลม รุ่นพี่ทั้ง 4 คนก็มองเหวอด้วยความตกใจ คุณครูก็พูดว่า “เนี่ย หลอกผีมันต้องหลอกแบบนี้!” แล้วทั้งหมดก็วิ่งหนีลงบันไดไปลานอเนกประสงค์ จนกระทั่งในที่สุดรุ่นพี่ก็สั่งยกเลิกด่านบ้านพักครู หลังจากนั้นก็ให้รุ่นน้องทำกิจกรรมรอบกองไฟ มีรุ่นพี่ที่ย่างเนื้อให้รุ่นน้องชื่อว่า ‘พี่บ๊อบ’ ซึ่งพี่บ๊อบเป็นคนผมยาว เฮฮา และชอบดื่ม เขาแอบพกเหล้ามาดื่มด้วย พี่บ๊อบปวดฉี่เลยบอกรุ่นน้องว่า “เดี๋ยวพี่ไปฉี่ก่อนนะ มาหมุนเนื้อแทนหน่อย” พี่บ๊อบก็ไปฉี่ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างไปไม่ไกลมาก เมื่อเสร็จพี่บ๊อบก็มานั่งย่างเนื้อต่อ แต่พฤติกรรมของพี่บ๊อบเปลี่ยนไปตรงที่ว่า เมื่อเลาะเนื้อที่สุกด้านนอกออกไป เนื้อด้านในที่ยังไม่สุก พี่บ๊อบก็เลาะเนื้อส่วนนั้นออกมาจับใส่ปากแล้วเคี้ยว ทุกคนมองและคิดว่าทำไมถึงกินเนื้อดิบแบบนั้น แต่ก็คิดว่ากินซอยจุ๊แบบอีสานเลยไม่แปลกใจ เมื่อกินไปสักพัก พี่บ๊อบก็เริ่มเอามีดที่เลาะเนื้อมาจับผมยาว ๆ หั่นผมของตัวเองออกแล้วโยนเข้ากองไฟ พร้อมกับหัวเราะและพูดว่า “ไหน ๆ ใครคนไหนวะตัดต้นไม้กู?” แล้วก็หัวเราะเหมือนคนเสียสติ รุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนกันก็เข้ามาช่วยล็อคตัวพี่บ๊อบ แย่งมีดกันจนมีดบาดเพื่อน กว่าพี่บ๊อบจะได้สติก็พักใหญ่ เมื่อมีสติก็เล่าให้ทุกคนฟังว่า ตนไปฉี่ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ แล้วรู้สึกว่าเหมือนมีน้ำหยดใส่หัว ก็เลยแหงนขึ้นไปดู ปรากฏว่าบนต้นไม้มีผู้ชายผูกคอห้อยอยู่ และฉี่ใส่หัวของตน หลังจากนั้นภาพก็ตัด มารู้สึกตัวอีกทีก็ในวงกองไฟ พี่บ๊อบจึงได้สติและจำเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เช้าวันรุ่งขึ้น รุ่นพี่ตัดสินใจกลับทันที ซึ่งนอนได้แค่คืนเดียว แล้วทิ้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ให้กับเจ้าหน้าที่ทำต่อ พร้อมกับบริจาคเงินเพื่อจะซ่อมแซมศาลที่เกิดไฟไหม้ ตอนกลับรุ่นพี่ก็พาทุกคนไปไหว้ศาลอีกครั้งเพื่อขอขมา แล้วเดินทางกลับ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-