เรื่องเล่าจากคุณสายฝน ‘เพื่อนบ้านที่ระทึก’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณสายฝน ‘เพื่อนบ้านที่ระทึก’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

17 ก.ย. 2025

       ‘คุณฝน’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ชวนขนลุกหลังย้ายไปเช่าบ้านหลังใหม่ ที่หมู่บ้านแห่งนั้นเธอได้พบกับร้านทำผมคู่ใจ มีอยู่คืนหนึ่ง เธอนัดหมายกับเจ้าของร้าน แต่เช้าวันถัดมาเจ้าของร้านไม่มาตามนัด และถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีบุคคคลปริศนาทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ มายืนที่หน้าบ้านของตนเองอีกด้วย

       สรุปแล้วในคืนนั้น เธอนัดหมายกับใครกันแน่?

       บุคคลปริศนาที่มายืนหน้าบ้านคือใคร?

       หาคำตอบได้ใน ‘อังคารคลุงโปง x’ (9 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนบ้านที่ระลึก’

       ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 ขณะนั้นเกิดเหตุอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ ‘คุณฝน’ ต้องรีบหาบ้านเช่าแบบกะทันหัน อยู่มาวันหนึ่ง ‘คุณบี’ ซึ่งเป็นเพื่อน เธอต้องการปล่อยเช่าจึงได้เสนอให้เช่าในราคาเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ของตัวบ้าน คุณฝนที่กำลังหาบ้านเช่าอยู่จึงตอบตกลงทันที

       หลังจากย้ายเข้าไปอยู่ได้ 5-6 เดือน ฝนมีร้านทำผมเจ้าประจำที่ชื่อว่า ‘ป้าศรี’ เป็นร้านเสริมสวยในหมู่บ้าน วันหนึ่งเธอตั้งใจไปสระผมที่ร้านป้าศรี แต่ร้านปิด กระทั่งผ่านไป 2-3 วัน ร้านก็ยังไม่เปิด จนมาวันหนึ่งเธอขับรถเข้ามาบังเอิญเห็นป้าศรีนั่งอยู่หน้าบ้าน จึงเปิดกระจกแล้วเอ่ยทักทาย

        “อ้าว!? ป้าศรีกลับมาแล้วหรอคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาทำผมนะป้า ว่าจะซอยหน่อย”

       ป้าศรีตอบว่า “หนูจะย้อมผมด้วยเลยไหม ย้อมด้วยเลยสิ”

       ฝนจึงตอบตกลงทันที พอรุ่งเช้าเธอก็ขับรถออกมา แต่กลับเห็นตำรวจและเพื่อนบ้านมุงอยู่เต็มหน้าบ้านป้าศรี ต่อมาก็เห็นกู้ภัยยกศพออกมา เธอจึงหันไปถามเพื่อนบ้านแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเธอก็ได้คำตอบในแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อน

       เพื่อนบ้านบอกว่า “ยายศรีแกตายแล้ว น่าจะล้มแล้วหัวฟาดพื้น ตำรวจสันนิษฐานว่าแกตายมา 2 อาทิตย์แล้ว”

       ฝนรู้สึกแปลกใจ และคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนว่า ‘แล้วคนที่คุยด้วยคือใคร’ นอกจากนี้ในกลุ่มหมู่บ้านก็มีการคุยกันว่ามีหลายคนได้คุยกับป้าศรีเมื่อไม่กี่วันก่อน บางคนเห็นป้าศรีนั่งอยู่ก็มานั่งคุยด้วย

       เรื่องราวผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ วันหนึ่งขณะที่น้องชายของฝนนั่งอยู่ไม้หินที่หน้าบ้าน ก็พูดขึ้นมาว่า

       “พี่! ไม่รู้ใครมายืนอยู่หน้าบ้าน พี่ลองไปดูสิ”

       เมื่อฝนมองตามที่น้องชายบอกก็เห็นเป็นผู้ชายยืนอยู่ เขาเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของบี ฝนพยายามคุยกับเขาแต่เขาทำเพียงแค่ยืนหน้านิ่ง และไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ไม่นานเขาก็เดินหายไป

       หลังจากนั้นทางบ้านที่ต่างจังหวัดก็แจ้งข่าวร้ายว่าคุณตาเสีย ทำให้คนที่บ้านต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด ฝนจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว วันหนึ่งหลังจากที่เลิกงาน เธอจะออกไปซื้ออาหาร ระหว่างทางเธอไปเจอกับผู้ชายที่นั่งคอตกอยู่หน้าบ้าน พอแสงของรถสาดเข้าไปใกล้ ๆ ทำให้รู้ว่าเป็น ‘โอ๋’ นั่งอยู่หน้าบ้าน เธอได้แต่มองแล้วก็ขับรถผ่านไป ขณะขับรถกลับเธอเห็นมีคนยืนอยู่หน้าบ้านตนเอง คนนั้นคือโอ๋นั่นเอง

       “โอ๋ มีอะไรหรือเปล่า?” ฝนถาม

       โอ๋ตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง ๆ ว่า “เรามาหาบี”

       ฝนคิดในใจว่าโอ๋น่าจะรู้ว่าบีไม่อยู่และปล่อยบ้านให้เธอเช่าไปแล้ว จึงถามกลับไปว่า

       “โทรหาบีสิ บีไม่ได้อยู่ที่นี่ เรามาเช่าบ้านหลังนี้ไง”

       โอ๋ได้ตอบกลับว่า “โทรตามบีให้หน่อยได้ไหม”

       ฝนได้แต่นึกในใจอีกครั้งว่า ‘คนเป็นเพื่อนกันน่าจะมีเบอร์ติดต่อกัน ทำไมถึงไม่โทรหาเอง’ แต่เธอก็ตบปากรับคำกับโอ๋ และแล้ววันนั้นเธอก็ไม่คิดถึงเรื่องนี้และไม่ได้โทรไปหาบี

       วันถัดมาช่วงกลางคืน ฝนก็เห็นว่ามีผู้ชายมายืนหน้าบ้านเธอเหมือนเดิม และก็นั่นก็คือโอ๋ ฝนจึงนึกเรื่องที่โอ๋ให้ติดต่อบี เธอเอ่ยถามโอ๋ว่า “มีอะไรโอ๋?”

       และก็ได้คำตอบเดิมว่าให้ฝนช่วยติดต่อบีให้ ฝนก็รับปากเหมือนเดิมและโอ๋ก็ได้หันหลังกลับไป แต่ขณะที่เขาได้หันหลังไปกลับพบว่า ตัวหันตามไปปกติ.. แต่คอกลับไม่หันตามไป! ฝนเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งเข้าบ้านทันที เธอพยายามรวบรวมสติทั้งหมดโทรหาบีทั้งคืนแต่บีก็ไม่ได้รับสาย

       เช้าวันต่อมา บีได้โทรกลับมา ฝนจึงรีบบอกบีว่าคนชื่อโอ๋มาถามหาและให้ติดต่อโอ๋กลับไป เวลาผ่านไปจนถึงช่วงหนึ่งทุ่ม บีติดต่อกลับมาอีกครั้งด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า

       “ฝน.. มึงรู้ได้ไงว่าโอ๋มันตายแล้ว”

       ย้อนเหตุการณ์กลับมาตอนช่วงเย็น หลังจากที่บีเคลียร์งานเสร็จ เธอได้ติดต่อหาโอ๋แต่ก็ไม่มีคนรับสาย บีจึงตัดสินใจขับรถไปที่บ้านโอ๋ พอมาถึงก็พบว่าประตูรั้วเปิดได้แต่ด้านในบ้านล็อกไว้ จึงตะโกนเรียกโอ๋ แต่ก็ไม่มีใครเปิดประตูออกมา เธอจึงเดินไปรอบ ๆ บ้าน และพบว่ามีหน้าต่างเปิดแง้มไว้หนึ่งบาน บีเอาหน้ายื่นเข้าไปในช่องหน้าต่างและพบว่า มีศพผู้ชายผูกคอนั่งด้วยท่ายอง ลักษณะคอเปื่อยจนเหมือนจะหลุดออกมา บีเรียกรถกู้ภัยและได้งัดบ้านเข้าไป และภาพที่เห็นก็เป็นโอ๋นั่งผูกคอเสียชีวิตอยู่บนเหล็กดัดในลักษณะท่านั่ง เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าศพน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว

       และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวที่ ‘คุณฝน’ ได้ไปพบตอนย้ายไปเช่าบ้านของเพื่อน..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ก่อนบวช 7 วันต้องไปอยู่วัด ตกดึกนอนไม่หลับเลยไปนั่งใต้ต้นฉำฉา เมื่อกดวิดีโอคอลกับเพื่อน 3 คน ทุกคนทักเหมือนกันหมดว่ามีใครอยู่ด้วย! อยากพิสูจน์จึงเปิดแฟลชสาดขึ้นด้านบนต้นไม้ แทบช็อกกับภาพที่เห็น มีผีที่นั่งห้อยขาอยู่เต็มไปหมด!

25 พ.ค. 2023

ก่อนบวช 7 วันต้องไปอยู่วัด ตกดึกนอนไม่หลับเลยไปนั่งใต้ต้นฉำฉา เมื่อกดวิดีโอคอลกับเพื่อน 3 คน ทุกคนทักเหมือนกันหมดว่ามีใครอยู่ด้วย! อยากพิสูจน์จึงเปิดแฟลชสาดขึ้นด้านบนต้นไม้ แทบช็อกกับภาพที่เห็น มีผีที่นั่งห้อยขาอยู่เต็มไปหมด!

‘คุณอาร์ท’ สายจากทางบ้าน ได้โทรเข้ามาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (16 พฤษภาคม 2566) ว่าได้เจอเรื่องหลอนขณะที่กำลังจะบวช ให้กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง เรื่องราวของคุณอาร์ทจะเป็นอย่างไร.. ไปติดตามอ่านกันได้เลย! คุณอาร์ทเล่าว่า ตนเองนั้นกำลังจะเตรียมตัวบวชพระ สถานที่คือวัดเดิมที่เคยมาบวชเณรมาก่อน โดยต่างจังหวัดนั้นมีธรรมเนียมว่า ใครจะบวชต้องเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกไปไหนเพราะเป็นบุญใหญ่ คุณอาร์ทจึงต้องไปเป็นฆราวาสที่วัด 7 วัน 2 วันก่อนที่จะถึงวันบวช คุณอาร์ทก็ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติในช่วงกลางวัน พอ 5 โมงเย็น คุณอาร์ทก็เห็นว่าหน้าเมรุมันเลอะเทอะ เพราะไม่มีใครไปทำความสะอาดเลย คุณอาร์ทจึงตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะไปกวาดทำความสะอาดสักหน่อย และด้วยความที่คุณอาร์ทเวลาจะทำอะไรชอบฟังเพลงไปด้วย ขณะที่กวาดเลยนำหูฟังขึ้นมาฟังเพลงในยูทูป เมื่อวิดีโอจบลงมันก็จะหยุดอัตโนมัติเอง คุณอาร์ทก็เห็นว่าใกล้จะกวาดเสร็จแล้ว จึงเสียบหูฟังคาหูอย่างนั้นโดยที่ไม่ได้กดเล่นเพลง.. สักพักหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนกลุ่มใหญ่พูดคุยเสียงดัง แต่จับใจความไม่ได้ คุณอาร์ทจึงถอดหูฟังออก พอมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นใคร จึงคิดว่าน่าจะเป็นคนที่บ้านอยู่ติดกับวัดแล้วมานั่งล้อมวงคุยกัน คุณอาร์ทกดเล่นเพลงอีกครั้งหนึ่งจนมันหยุดอัตโนมัติอีกครั้ง เป็นเวลาที่กวาดเสร็จพอดีจึงถอดหูฟังออก จังหวะที่ถอดหูฟังนั้นก็ได้ยินเสียงแว่วเข้ามาในหูชัดเจนว่า “เค้ามาบวชใหม่หรอ” คุณอาร์ทนึกในใจว่า “ใครมาพูดวะ” และมองไปที่กุฎิหลวงตา ก็คิดว่าหลวงตาน่าจะคุยกับคนที่มาเยี่ยม แล้วก็น่าจะถามว่ามีเด็กมาบวชใหม่หรอ เพราะปกติแล้วไม่ค่อยมีวัยรุ่นเข้ามาในวัดสักเท่าไหร่ คุณอาร์ทก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ แต่พอสังเกตดี ๆ ก็พบว่าในตอนนั้นมีแค่คุณอาร์ทและหลวงตาเท่านั้นที่อยู่ในบริเวณวัด คุณอาจก็พยายามคิดในแง่ดีตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าน่าจะเป็นเสียงแว่วที่ลอยมาจากที่อื่น เพราะบริเวณวัดตรงนั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นพื้นที่โล่ง เมื่อกวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วคุณอาร์ทจึงไปนั่งคุยกับหลวงตาที่นอนอยู่ในกุฎิ และถามว่าพรุ่งนี้มีบิณฑบาตหรือไม่ หลวงตาก็บอกว่า “มี ให้ตื่นมาตอนตีสี่นะ” คุณอาร์ทรับทราบดังนั้นแล้วจึงขอตัวไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน จนกระทั่งเวลา 2 ทุ่มครึ่ง คุณอาร์ทก็อธิบายเพิ่มว่า กุฎิข้างล่างมีลักษณะเป็นปูน ส่วนข้างบนยังสร้างไม่เสร็จ ระหว่างที่กำลังนอนอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนเดินไปมาอยู่รอบกุฎิ จึงคิดว่าเป็นสุนัขเพราะสุนัขที่วัดชอบขึ้นมานอนข้างบน พอจะนอนต่อ คุณอาร์ทก็นอนไม่หลับ เวลาล่วงเลยมาจนถึงตี 2 จึงลุกมากินน้ำและคิดว่าไหน ๆ ก็นอนไม่หลับแล้ว งั้นไม่นอนเลยก็แล้วกัน เพราะอีก 2 ชั่วโมงก็ต้องตื่นแล้ว เมื่อมองออกไปข้างนอก ก็เห็นว่าอากาศดีมากเพราะช่วงค่ำมีฝนตก จึงเดินออกไปนั่งสูดอากาศอยู่ที่กลางวัด โดยไปนั่งที่โต๊ะไม้หินอ่อนใต้ต้นฉำฉาต้นใหญ่ และไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี จึงกดโทรวิดีโอคอลหาเพื่อน ๆ เมื่อคุยกันไปได้สักพักหนึ่งเพื่อนก็ทักขึ้นมาว่า “อาร์ท มึงเอาใครมานอนที่วัดด้วยรึเปล่าวะ” คุณอาร์ทจึงตอบไปว่า “เฮ้ย กูมานอนคนเดียว ที่วัดเค้าไม่ให้เอาใครเข้ามาด้วย” เพื่อนก็เลยถามต่อว่า “มึงอย่ามาหลอกกู แล้วใครยืนอยู่ข้างหลังมึงอ่ะ” คุณอาร์ทก็บอกไปว่า “มึงอย่ามาตลก กูไม่เล่นนะนี่ในวัดในวา” เพื่อนก็พูดอีกว่า “เอ้า อาร์ทคนเดิมหายไปไหนละวะ คนที่ชอบท้าทายอ่ะ แหมจะบวชซะหน่อยทำเป็นคนดีหรอ” และเพื่อนก็ยังพูดไม่หยุดว่า “น่ะมาอีกคนแล้วน่ะ เอาเพื่อนแถวบ้านเข้ามานอนในวัดด้วยหรอ” จากนั้นก็กดตัดสายไปเลย คุณอาร์ทนึกว่าเพื่อนแกล้ง จึงโทรไปอีกหลาย ๆ รอบ แต่เพื่อนคนนี้ก็กดตัดสายตลอด และส่งเป็นข้อความว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้า เข้าไปที่บ้านมึงเดี๋ยวเล่าให้ฟัง” คุณอาร์ทจึงตัดสินใจโทรไปหาเพื่อนคนที่สอง ซึ่งเพื่อนคนนี้ก็ทักเหมือนเพื่อนคนแรกเลยว่า “มึงเอาใครมานอนด้วยเนี่ย มึงไปให้เค้ายืนอยู่ข้างหลังทำไมน่ะ เดี๋ยวก็โดนยุงกัดตายหรอก” คนอาร์ทจึงพูดไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “มึงอย่ามาพูดบ้า ๆ อย่างนี้นะ ในวัดในวากลางค่ำกลางคืน กูกลัวจริง ๆ นะ” จากนั้นเพื่อนคนนั้นก็กดวางสายไป ด้วยความที่เริ่มกลัว คุณอาร์ทจึงโทรหาเพื่อนอีกคนให้อยู่เป็นเพื่อน แต่เพื่อนคนที่สามก็พูดทำนองเดียวกันเหมือนกับเพื่อนสองคนแรก คุณอาร์ทได้ยินอย่างนั้น ก็กดตัดสายไป เมื่อหันไปมองรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีใคร แต่จู่ ๆ ก็มีความคิดหนึ่งแว๊บเข้ามาในหัวว่า “กูนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นี่หว่า” จากนั้นก็เปิดแฟลชโทรศัพท์แล้วฉายขึ้นไปบนต้นไม้ทันที ปรากฏว่าสิ่งที่คุณอาร์ทเห็นคือ คนนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้อยู่ประมาณสี่ห้าคนแกว่งขาเล่นไปมา! มองลงมายังคุณอาร์ทตาแข็งแทบไม่กระพริบ และมีเสียงคนแก่พูดว่า “มาบวชใหม่หรอ ขอบุญมั่งดิ” คุณอาร์ทถึงกับช็อคไปชั่วครู่ แล้วก็มีเสียงอีกเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องกลัวไม่ได้มาทำอะไร” สิ้นเสียงนั้นคุณอาร์ทถึงกับต้องวิ่งหน้าตั้งไปยังกุฏิหลวงตา ตะโกนเรียกหลวงตาว่า “ผีหลอก! ผีหลอก!” อยู่อย่างนั้น แต่หลวงตาก็ไม่ยอมตื่น ทำให้คุณอาร์ทต้องนั่งหน้ากุฏิหลวงตาจนเช้า และเมื่อได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้กับหลวงตาฟัง หลวงตาก็บอกว่าเป็นปกติอยู่แล้วที่พระใหม่จะมีคนมาขอส่วนบุญ แล้ววันวันบวชก็มาถึง เมื่อใกล้เสร็จพิธี คุณอาร์ทกำลังจะก้มลงกราบที่หน้าพระพุทธรูป ซึ่งหน้าต่างของอุโบสถก็ตรงกับกิ่งของต้นฉำฉาพอดี คุณอาร์ทจึงหันไปมองแล้วก็เห็นเป็นวิญญาณกลุ่มเดิมมาในรูปร่างที่ดูเป็นคนปกติ ใส่ชุดทำบุญ แต่ไม่ใส่รองเท้า และนั่งพนมมืออยู่บนกิ่งต้นไม้นั้น พร้อมกับหันมาทางคุณอาร์ทด้วยสีหน้าที่ดูอิ่มอกอิ่มใจ จังหวะนั้นคุณอาร์ทถึงกับขนลุกขึ้นมาทันที แต่ด้วยความที่เป็นพระเต็มตัวแล้วคุณอาร์ทจึงไม่ได้กลัวมากเท่าไหร่ และได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล แผ่เมตตาไปให้กับวิญญาณเหล่านั้น เมื่อก้มกราบจนครบ 3 ครั้งแล้ว เงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็ไม่เห็นวิญญาณเหล่านั้นแล้ว! ต่อมาคุณอาร์ทก็ได้ออกไปหาเพื่อน ๆ ที่นอกวัดและสอบถามถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า “มึงเจอกับอะไร ให้เล่ามาตรง ๆ ได้เลย” เพื่อนคนแรกก็เล่าว่า “เห็นคนมาจับไหล่มึง และชะโงกหน้ามายิ้มข้าง ๆ แก้มมึงแล้วก็เดินออกไป และคนที่สองก็เดินเข้ามายิ้มให้กล้อง แล้วก็เดินออกไปอีก” เพื่อนคนที่สองก็เล่าเสริมว่าเขาเห็นเป็นเด็กวิ่งเล่นกันอยู่ด้านหลัง แล้วก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมีผ้าขาวม้าพาดเอวเดินเข้ามามองที่กล้อง แล้วก็ลุกออกไป และสุดท้ายเพื่อนคนที่สามก็เล่าว่าเห็นเป็นผู้ชายสองคน เดินกันมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ เดินผ่านกล้องไปสักพัก ก็เดินย้อนกลับมาและชะโงกหน้าเข้ามาในกล้องจนหน้าแทบจะติดกับคุณอาร์ท! และพอถึงวันสึก คุณอาร์ทยังฝันอีกด้วยว่าตัวเองนั้นได้ไปกวาดใบไม้ตรงเมรุ แล้วมีคนเดินมาพูดด้วยว่า “จะสึกแล้วหรอ ทำไมรีบสึกไวจัง น่าจะอยู่ให้นาน ๆ กว่านี้ เนี่ยตัวจะจับสีผ้าเหลืองอยู่แล้วน่ะ” (ความหมายคือถ้าบวชนาน สีตัวก็จะเข้ากับผ้าเหลืองอยู่แล้ว ทำไมถึงรีบสึก) ซึ่งในฝันคุณอาร์ทก็ได้แต่ยืนยิ้มให้ ไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วก็ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมา หลังจากผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาได้ก็ทำให้คุณอาร์ทที่เมื่อก่อนเคยเป็นคนที่เกเร ชอบท้าทาย ก็กลายเป็นคนที่เรียบร้อย อยู่ในร่องในรอยมากยิ่งขึ้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

26 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์นี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้ลืมลงได้เลย คุณต้นกล้าได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องของคุณเอ (นามสมมุติ) ตัวของคุณเอ มีความชื่นชอบในเรื่องของการตกปลาเพราะได้ไปกับคุณพ่อบ่อย ๆ ในตอนเด็ก ปกติคุณเอเเละคุณพ่อ จะชอบเปลี่ยนสถานที่ตกปลาบ่อยครั้ง จนได้ไปเจอที่หนึ่งที่อยู่กับใต้สะพาน เวลาผ่านไป จนคุณเอโตขึ้น เเต่คุณพ่อเสียชีวิตไปเพราะอาการป่วย หลังจากนั้น คุณเอก็ไม่ได้ไปตกปลาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน วันหนึ่ง คุณเอต้องทำการเก็บของของคุณพ่อก็ได้ไปเจอกับเบ็ดตกปลาของคุณพ่อ จึงทำให้รู้สึกนึกถึงอดีตเเละอยากที่จะไปตกปลาอีกครั้ง คุณเอจึงได้ชวนพี่ชาย หลังจากตกลงกันได้ พี่่ชายก็ได้ออกไปตกปลาในตอนเช้าก่อนเพราะคุณเอยังไม่สามารถไปได้ แต่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน ซึ่งต่างจากปกติ เพราะส่วนใหญ่พี่ชายของคุณเอจะกลับมาในช่วงเย็น ในตอนที่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้าน พี่ชายคุณเอได้พูดว่า “อย่า อย่าไปที่ตกปลาตรงนั้นเด็ดขาด” พี่ชายคุณเอได้พูดออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เหมือนได้เจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก คุณเอจึงได้เอ่ยปากถามอีกเรื่องว่า “เเล้วของที่เอาไปละพี่ พวกเบ็ดตกปลา กระติกน้ำเเข็งไรเงี้ย” พี่ชายได้บอกว่า “เเค่กูวิ่งออกมาจากตรงนั้นได้ก็ดีเเล้ว” คุณเอรู้สึกโกรธ เพราะเบ็ดตกปลาคันนั้นเป็นของคุณพ่อที่เสียไปเเล้ว คุณเอจึงตัดสินใจที่จะไปนำเบ็ดตกปลากลับมา ในขณะที่กำลังขับรถออกไป ระหว่างทางก็ได้เจอกับคนกลุ่มหนึ่งที่เดินขวางอยู่กลางถนน ลักษณะคล้ายกับครอบครัวที่มีพ่อเเม่ที่เดินจูงมือลูกอยู่ คุณเอพยายามทำทุกอย่างทั้ง บีบเเตร เปิดไฟสูง ตะโกนเรียกว่าให้หลบทาง แต่ก็ไม่เป็นผล คุณเอจึงคิดว่า ‘หรือเราไม่ควรไปในตอนนี้’ จึงตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อน เเต่ในขณะที่กลับรถ ครอบครัวนั้นก็ได้หันหน้ากลับมาเเละขอโทษที่ขวางทาง ในรุ่งเช้าของวันถัดมา คุณเอก็ได้ทำการขับรถไปยังที่ตกปลา ได้เจอกับจุดที่พี่ชายของคุณเอที่มาตกปลาเมื่อวาน ซึ่งของทุกอย่างก็ยังอยู่ดี ทั้งเบ็ดตกปลาเเละถังน้ำแข็ง เเต่คุณเอกลับรู้สึกถึงบรรยากาศเเปลก ๆ ทั้งกลิ่นเหม็นเน่าเเละเสียงของอีกาที่ร้องตลอดเวลา นอกจานี้ ช่วงเวลาที่คุณเอเดินทางไปคือเวลาเที่ยงตรง เเต่บรรยากาศที่เจอคือมีความอึมครึม คุณเอจึงตัดสินใจที่จะเก็บของเเละกลับไป ในตอนที่กำลังจะยกกระติกน้ำเเข็งขึ้น คุณเอรู้สึกว่ากระติกน้ำเเข็งมีความหนักเเละมีกลิ่นเน่าเหม็นออกมา ทั้ง ๆ ทีพี่ชายของคุณเอพึ่งจะเดินทางมาเมื่อวาน ก็ไม่ควรที่ปลาจะเน่าเสียได้เร็วขนาดนี้ คุณเอจึงได้ตัดสินใจที่จะเก็บของอย่างอื่นก่อน ขณะที่คุณเอหันหน้าไปทางต้นไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบ คุณเอได้พบกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่เเขวนคอ อยู่ใต้ต้นไม้ คุณเอรู้สึกตกใจเพราะในตอนเเรกคุณเอสนใจเเค่การเก็บอุปกรณ์ จึงคิดว่าควรเเจ้งตำรวจดีหรือไม่ หรือปล่อยไปดีเพราะไม่อยากให้วุ่นวายกับตัวเอง เมื่อคิดไปคิดมาได้สักพัก คุณเอก็ได้ตัดสินใจขับรถไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด พอได้เจอเเละเล่าเรื่องให้ฟัง คุณเอก็ได้ทำการขับรถมายังที่เกิดเหตุกับคุณตำรวจ ระหว่างทาง ก็ได้มีการพูดคุยจนถึงสถานที่ที่คุณเอมาตกปลา ทั้งคู่ได้ลงจากรถ เเต่อยู่ดี ๆ ตำรวจคนนั้นก็ได้หยุดเดินเเละพูดขึ้นว่า “ไอหนุ่ม เดี๋ยวพี่เรียกคู่หูพี่มาเเทนดีกว่า พอดีพี่ลืมไปว่า พี่มีคดีด่วน” ท่าทีของตำรวจดูเหมือนไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป เเละคุณตำรวจได้บอกให้คุณเอไปเก็บของ จากนั้นตำรวจคนนั้นก็รออยู่บนรถ เหตุการณ์นี้ทำให้คุณเอรู้สึกเเปลก ๆ เพราะคุณตำรวจคนนั้นได้พูดทิ้งท้ายว่า “วันนี้ ไม่มี ไม่มีศพอะไรทั้งนั้น” คุณเอจึงบอกไปว่า “ถือว่าผมเเจ้งพี่เเล้วนะ เเต่พี่ละเลยหน้าที่เอง” จากนั้น คุณเอก็ได้ลงไปด้านล่างเพื่อจะเก็บของทุกอย่าง ในขณะที่กำลังจะเอาเบ็ดตกปลาขึ้นมาจากน้ำ คุณเอรู้สึกได้ถึงเเรงต้านบางอย่างที่ดึงเอ็นเบ็ดเอาไว้ พอสาวเอ็นขึ้นมาเรื่อย ๆ คุณเอก็ได้พบว่าสิ่งที่ติดขึ้นมาด้วยไม่ใช่ปลา เเต่กลับเป็นหัวคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ! สิ่งนั้นทำให้คุณเอตกใจมากจนโยนคันเบ็ดทิ้ง เเละได้พบว่าที่เเห่งนี้ไม่ได้มีเเค่ศพเดียวที่อยู่บนต้นไม้ เเต่มีอีกหนึ่งศพที่อยู่ในบ่อน้ำ คุณเอจึงตัดสินใจตัดสายเอ็นทิ้ง เเละไปยกถังน้ำเเข็งต่อ เเต่ด้วยความหนักของถังน้ำเเข็ง จึงต้องเทของทุกอย่างในถังน้ำเเข็งทิ้ง จากนั้นก็ได้เปิดถังน้ำเเข็งออก เเต่สิ่งที่อยู่ในถังน้้ำเเข็งนั้นกลับทำให้ต้องตกใจมากกว่าเดิม เพราะในถังน้ำเเข็ง มีหัวของคนอยู่ในนั้นถึงสองหัว ที่ปากของหัวนั้นก็คาบปลาไว้ในปากอยู่ เเละดวงตาของหัวนั้นก็จ้องมองมา! คุณเอจึงตัดสินใจเก็บเเค่คันเบ็ดขึ้นมาเเละทิ้งถังน้ำเเข็งไว้ ขณะที่ปีนขึ้นมาบนเนินเพื่อที่จะกลับไปที่รถ คุณเอได้หันหลังกลับมามองอีกครั้ง เเต่ศพที่เเขวนคออยู่บนตนไม้ก็ได้หันกลับมาจ้องมองคุณเอ ทั้งยังส่งเสียงร้องที่เหมือนกับอีกา คุณเอรู้ได้ทันทีว่า เสียงร้องของอีกาที่ตนได้ยิน เเท้จริงแล้วเป็นเสียงของศพที่เเขวนคออยู่บนต้นไม้นั้นเอง! คุณเอวิ่งกลับมาที่รถเเละขับรถกลับไปที่สถานีตำรวจ ขณะที่ขับกลับไป คุณเอได้ถามกับคุณตำรวจว่า “ทำไมพี่ถึงไม่กล้าลงไป พี่เจออะไรตอนมาถึง?” คุณตำรวจได้ตอบกลับว่า “เอ็งเห็นสะพานตรงที่เราจอดรถไหม พี่เห็นคนหลายคนยืนโบกมือให้เรา” หลังจากนั้น คุณเอก็ได้คิดขึ้นมาว่า ถ้าตัดสินใจที่จะไปตั้งเเต่เมื่อคืน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เเละได้คิดอีกเรื่องหนึ่งว่า ผู้ชายกับเด็กที่มาเดินขวางรถเมื่อคืน มีลักษณะคล้ายกับคุณพ่อของคุณเอที่เสียไปเเล้ว เเละตัวของเด็กผู้ชายก็มีความคล้ายกับคุณเอในวัยเด็ก เหมือนกับว่าคุณพ่อของคุณเอได้มาเตือนลูกชายของตนเองว่า อย่าไปที่นั่นในตอนกลางคืนเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ทำพรอพถ่ายหนังไม่ทัน เลยขอยืมของจริงซะเลย! “ผมมั่นใจเลยว่าตายายเป็นสิ่งแรกที่ผมจะหยิบมาด้วย ..แต่หายังไงก็ไม่เจอ!” พอเอาของกลับไปคืน ตายายดันอยู่ที่เดิมเฉยเลย!

16 มี.ค. 2023

ทำพรอพถ่ายหนังไม่ทัน เลยขอยืมของจริงซะเลย! “ผมมั่นใจเลยว่าตายายเป็นสิ่งแรกที่ผมจะหยิบมาด้วย ..แต่หายังไงก็ไม่เจอ!” พอเอาของกลับไปคืน ตายายดันอยู่ที่เดิมเฉยเลย!

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “หุ่นพยนต์” อย่าง “พี่ไมค์ ภณธฤต” และนักแสดงคู่ใจ “อัพ ภูมิพัฒน์” ได้นำเรื่องหลอนมาเล่าให้ชาว “อังคารคลุมโปง X” (14 มีนาคม 2566) ได้ฟัง ทำเอา “ดีเจแนน” และ “ดีเจเจ็ม” แทบจะร้องกรี๊ดลั่นสตูดิโอ! หนึ่งในเรื่องหลอนที่ต้องขนหัวลุกไปตาม ๆ กันคือเรื่องที่มีชื่อว่า “ตายายไม่ไปถ่ายหนัง” เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามอ่านกันได้เลย! พี่ไมค์เล่าว่า เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พี่ไมค์ยังทำงานเป็นฝ่ายอาร์ตให้กับกองถ่าย ซึ่งจะมีหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก และเซ็ตแต่ละฉากให้ดูสมจริงเพื่อใช้ในการถ่ายภาพยนตร์ ในตอนนั้นพี่ไมค์ได้รับโปรเจคให้ทำภาพยนตร์เรื่อง “ศพเด็ก 2002” ซึ่งมีเค้าโครงมาจากข่าวที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศสะเทือนขวัญกับการพบศพทารกจำนวนมากถึง 2,002 ศพ สถานที่คือวัดไผ่เงินโชตนาราม เมื่อทราบว่าจะมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมอาร์ตของพี่ไมค์ก็จัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อใช้ในการถ่ายทำ หนึ่งในนั้นคือโกดังวัดไผ่เงินและศาลที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ซึ่งพี่ไมค์กับทีมงานต้องสร้างขึ้นมาเอง จึงเดินทางไปสถานที่จริง เพื่อวัดสัดส่วน ความกว้าง ความสูง และรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้มีความสมจริงมากที่สุด จากนั้นก็วางแผนว่าจะสร้างในโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว เป็นเวลาจวนพลบค่ำ ปรากกฎว่าพี่ไมค์ดันลืมองค์ประกอบสำคัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป เช่น พวงมาลัยแห้ง เหล่าบริวาร และของเซ่นไหว้ เพื่อความสมจริง ของเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องดูเก่า พี่ไมค์คิดว่าถ้าจะไปหาซื้อใหม่ตอนนั้นก็คงไม่ทัน จึงต่อสายหาสัปเหร่อ (ตอนนั้นยังไม่ถูกจับไป) เพื่อขออนุญาตขอ “ของจริง” มาใช้ และจะซื้อของใหม่เข้าไปถวายแทน ทางสัปเหร่อของวัดก็ไม่ได้ว่าอะไร และบอกว่า “ถ้าจะเอาก็มาขอเขาก่อน” สิ้นสุดการสนทนา พี่ไมค์และทีมงานก็เดินทางไปที่วัดเพื่อนำบริวารของจริงทุกอย่างที่มี ไปประกอบฉากอย่างที่ตั้งใจ และนำของใหม่ที่พึ่งซื้อหน้าวัดเข้าไปสับเปลี่ยน พร้อมทั้งบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง จากนั้นของจริงก็ถูกนำมาใช้ระกอบฉาก เรียกได้ว่าออกมา “สมบูรณ์แบบ” พอเสร็จงาน พี่ไมค์ก็เดินทางกลับบ้าน ซึ่งตอนนั้นพึ่งจะเช่าบ้านใหม่และมีหลานอยู่ด้วย ตกดึกหลานก็บอกว่าได้ยินเสียง “กุกกัก กุกกัก” เป็นเหมือนเสียงคนเดินอยู่ในบ้าน พี่ไมค์บอกว่าบ้านหลังนั้นไม่มีศาลแต่มีตี่จู่เอี๊ยะ (ศาลเจ้าตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีน) จึงคิดในใจว่าหลานเราไปทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า หรือเป็นเพราะพี่ไมค์ที่ย้ายบ้านเข้ามาใหม่แต่ไม่ได้ไหว้ตี่จู่เอี๊ยะเลย พี่ไมค์เล่าว่าได้ยินเสียงคนเดินอยู่ที่บ้านแบบนั้นอยู่ 3 วัน ตามระยะเวลาที่ไปถ่ายทำภาพยนตร์ จนกระทั่งวันสุดท้าย พี่ไมค์เล่าเรื่องที่เจอให้กับพี่คนขับรถฟัง พี่คนขับรถได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม พี่ไมค์จึงปรึกษาว่า “เอายังไงดี เพราะบ้านหลังนี้ก็พึ่งเช่า ผมยังไม่พร้อมจะย้าย” พี่คนขับรถก็บอกว่า “ไมค์ น้ามีเรื่องอยากจะบอกนะ ของที่ไมค์ไปเอาเขามา ไมค์ได้ไหว้ที่โรงเรียนนั้นมั้ย?” พี่ไมค์ตอบกลับไปว่าไม่ได้ไหว้ เพราะตอนนั้นสถานการณ์ค่อนข้างเร่งรัด พี่คนขับรถจึงบอกว่า “ไมค์อ่ะทำพลาดแล้ว ไมค์ไปเอาของเขามา แต่ไม่ได้ไปจุดธูปไหว้เจ้าที่ที่โรงเรียน เขาก็เลยไปไหนไม่ได้ เขาก็เลยมาหาไมค์ เลยมาหาที่บ้าน” พอถึงวันถ่ายทำวันสุดท้าย จากเดิมที่คิดว่าจะทิ้งเพราะมีของใหม่ไปเปลี่ยนแทนแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะนำของทุกอย่างที่ยืมมาไปคืนให้หมด แต่พอเก็บไปเก็บมา “คิน” หนึ่งในทีมอาร์ตของพี่ไมค์ก็ต้องตกใจ และบอกกับพี่ไมค์ว่า “เห้ยพี่ ของไม่ครบอ่ะ” พี่ไมค์ก็ตกใจว่าทำไมไม่ครบ เพราะฉากนี้ไม่ได้เปลี่ยนอะไร เป็นการตั้งไว้เฉย ๆ จึงไม่น่าทำให้ของหายได้ ส่วนของที่หายคือ “ตา-ยาย” ของสำคัญที่ไม่ควรจะหาย แต่หายังไงก็หาไม่เจอ! ทุกคนในทีมมั่นใจเต็มร้อยว่าเอามาหมด ของสำคัญอย่างตายายเราจะลืมเอามาได้อย่างไร แถมศาลยังเล็ก ๆ เราซื้อของใหม่เข้าไปเปลี่ยนด้วย ยังไงก็ต้องเอามา พี่ไมค์ถึงกับขนลุกและพูดกับคินว่า “โหยคิน ถ้ากลับไปที่ศาลแล้วเขาอยู่ที่ศาล เราจะทำยังไงวะ” แม้จะดูเหมือนเป็นการคุยกันเล่น ๆ แต่ลึก ๆ ในใจ ทุกคนในทีมก็หวังว่าจะไม่เจอสิ่งที่พูดไป พอกลับไปถึงศาลที่วัด พี่ไมค์เล่าว่าภาพมันเหมือนกับฉากในภาพยนตร์ไม่มีผิด พี่ไมค์กับคินก็คิดในใจว่า “อย่าอยู่นะ อย่ามีนะ” พอเดินเข้าไปใกล้ศาลเรื่อย ๆ ก็แง้มดูข้างใน พี่ไมค์บอกว่า “นั่งเดี่ยว ๆ อยู่เลย” ซึ่งรวมอยู่กับของใหม่ที่เอามาเปลี่ยนแทน กลายเป็นมีตายายเก่าและตายายใหม่อยู่ด้วยกัน! นั่นทำให้พี่ไมค์คิดแล้วคิดอีก และหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไม “ตายาย” ถึงอยู่ที่ศาลเดิม เพราะนั่นคือสิ่งแรกที่พี่ไมค์จะนำมาด้วย และก็นำของใหม่เข้าไปสับเปลี่ยน สุดท้ายก็หาเหตุผลไม่ได้ หลังจากนั้นพี่ไมค์ก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระอาจารย์ที่วัดฟัง ท่านก็บอกว่า “ไม่ต้องคิดไรมากโยม ก็แสดงว่าเขาไม่ไป”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

06 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ห้องพักสุดสยองที่ไม่ได้จองเอง เพื่อนที่กำลังจะแต่งงานได้จองโรงแรมไว้ให้พัก แต่เมื่อไปถึงเจอกลับห้องพักที่เหม็นอับ รอยคราบสีน้ำตาลคล้ายเลือดแห้ง และกองผมปริศนาที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ตกกลางคืนระหว่างนอนพักมีเสียงน้ำไหล เหมือนคนมาอยู่ด้วยตลอดทั้งคืน... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost’ (28 เม.ย. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘งานแต่งเพื่อนเราเจอผี’ ลูกนัท The Ghost ได้มาแชร์เรื่องราวของ ‘คุณเมย์’ ที่เคยมาเล่าไว้ในรายการ The Ghost Radio คุณเมย์มีแพลนที่จะต้องไปงานแต่งเพื่อนที่อยู่ทางภาคอีสาน โดยจะไปกับแฟน 2 คน ทางเพื่อนที่จัดงานแต่งก็ได้เหมาจองโรงแรมไว้ให้เรียบร้อย ระหว่างทางก็ได้พากันแวะเที่ยวกันก่อนเข้าโรงแรม และเมื่อไปถึงโรงแรมได้ทำการเช็คอินเข้าพัก ก็ได้รับกุญแจสภาพเก่า ๆ ที่มีลายสลักเป็นเลขห้องไว้ ทั้งคู่จึงได้เดินไปตามเลขห้องนั้น แต่เมื่อเดินขึ้นไปถึงหน้าประตูห้อง ก็ได้เห็นกว่าห้องนั้นอยู่ติดกับบันไดพอดี คุณเมย์ที่ปกติแล้วเป็นคนที่ชอบฟังเรื่องผีเลยชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นห้องที่ติดกับบันได แต่เมื่อเปิดประตูห้องไปก็ต้องชะงักกว่าเดิมเพราะได้มีกลิ่นอับชื้นพุ่งเข้าหน้ามาทันที คุณเมย์จึงได้หันไปคุยกับแฟน และตกลงกันว่าไม่เอาห้องนี้ และจะขอเปลี่ยนห้องอื่นแทน เลยลงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ พร้อมให้เหตุผลว่าปกติแล้วเป็นคนที่นอนหลับยาก และห้องติดบันไดมีเสียงรบกวนเยอะจึงอาจเป็นปัญหาในการพักผ่อนได้เมื่อได้กุญแจห้องใหม่ ทั้งคู่ก็ได้เดินขึ้นมายันชั้นเดิม และก็ได้เห็นว่าเป็นห้องที่อยู่ถัดกับห้องก่อนหน้าแค่ห้องเดียว แต่เมื่อเปิดเข้าไปบรรยากาศทุกอย่างต่างจากห้องแรกแบบเห็นได้ชัดทุกอย่างปกติดี และไม่มีกลิ่นเหม็นอับใด ๆ คุณเมย์จึงได้เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเปิดผ้าห่มออกทั้งคู่ได้เจอเขากับเตียงที่มีเส้นผมความยาวประมาณ 1 นิ้วกระจายเต็มอยู่ทั่วเตียงนอน และนอกจากเศษผมแล้วนั้น ก็ยังมีรอยสีน้ำตาลเป็นดวง ๆ กระจายอยู่เต็มเตียงไปหมด ทั้งคู่จึงได้ถ่ายรูปเก็บไว้และลงไปที่เคาน์เตอร์อีกครั้งเพื่อขอเปลี่ยนห้องนอน แต่คราวนี้ทางพนักงานกลับได้ยื่นกุญแจห้องให้ 3 พวง พร้อมบอกให้คุณเมย์ไปเลือกห้องเอาได้เลยตามความสะดวกใจทั้งคู่เดินไปถึงห้องแรกก็ได้เปิดประตูเข้าไปพบกับห้องที่มีเตียงเดี่ยวอยู่ 2 เตียงแยกกัน คุณเมย์เมื่อเจอเหตุการณ์ก่อนหน้ามาจึงคิดว่าหากนอนกับแฟนบนเตียงเดียวกันจะอุ่นใจกว่า ทั้งคู่จึงได้พากันเดินไปดูห้องที่สอง ซึ่งเมื่อทั้งคู่ได้เห็นสภาพห้องนี้กลับต้องตกตะลึงเพราะสภาพห้องเละมากจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ อีกทั้งในตู้เสื้อผ้ายังมีคราบน้ำตาล ๆ เป็นดวง ๆ บ้างบางจุด และบางจุดก็เป็นเหมือนคราบน้ำตาล ๆ ที่ไหลย้อยตามประตูบ้าง ทั้งคู่จึงตัดสินใจพากันเดินไปดูที่ห้องสุดท้าย ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่เหมือนห้องปกติที่สุด แต่ต่างตรงที่ไม่มีพวกอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใด ๆ แต่คุณเมย์ก็ได้คุยกับแฟนว่า เลือกที่จะนอนห้องนี้พร้อมตอนนอนจะเปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ให้พอมีแสงบ้าง แฟนคุณเมย์จึงได้เสนอให้เปิดไฟที่หัวเตียงไว้ด้วย คุณเมย์ก็ได้ถามถึงเหตุผลไป แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา จึงได้ยอมตอบตกลงไป ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะนอน คุณเมย์ก็ได้เอาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ มาปิดตาไว้เพราะแสงจากหัวเตียงสาดเข้าตาจนทำให้ไม่สามารถนอนได้ เวลาผ่านไป เมื่อทั้งคู่หลับตานอนไปได้ไม่ถึง 5 นาที ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ คุณเมย์ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้บีบมือแฟนเบา ๆ ซึ่งแฟนก็ได้บีบมือกลับมา เป็นสัญญาณว่าทั้งคู่ได้ยินเหมือนกัน สักพักก็มีเสียงเหมือนคนควักน้ำขึ้นมาล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า คุณเมย์จึงได้บีบเข้าที่มือแฟนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฟนกลับไม่ได้บีบมือตอบกลับมา พร้อมมีเสียงหายใจแรง ๆ เสมือนคนกรนออกมา คุณเมย์โกรธแฟนมากที่ทิ้งให้ตนนั้นเจอกับเหตุการณ์ขนหัวลุกนี้เพียงลำพัง จึงได้ดึงมือตัวเองออกมานอนกอดอก หลังจากนั้นคุณเมย์ก็คิดในใจว่า “อาบน้ำก็แล้ว ล้างหน้าก็แล้ว ไม่ใช่ว่าจะออกมานอนล่ะ” ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงเปิดประตูดัง “แกร๊ก” และเมื่อประตูเปิดออก คุณเมย์ก็ได้เห็นเหมือนมีเงาลาง ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วเดินมาที่ปลายเตียง หลังจากนั้นก็เดินอ้อมขึ้นมาที่ข้างเตียงฝั่งที่คุณเมย์นอน คุณเมย์จึงได้พยายามข่มตานอน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็นอนไม่หลับสักพักก็รู้สึกเหมือนว่าเตียงยุบลง ในลักษณะที่คล้ายกับมีคนเอามือมาเท้าที่เตียงแล้วกำลังก้มดูอะไรสักอย่าง ตอนนั้นในหัวของคุณเมย์ก็ได้คิดถึงเหตุการณ์คล้ายนี้ในหนังผีที่ตนเคยดูพร้อมคิดว่า ถ้าเป็นตามหนังเหตุการณ์นี้ถ้ากลั้นใจเปิดผ้าออกมาเดี๋ยวสิ่งนั้นก็คงจะหายไปอย่างแน่นอน คุณเมย์จึงได้แข็งใจลืมตาขึ้นมาพร้อมเปิดผ้าออกทันที แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเห็นเป็นคนนุ่งผ้าซิ่นสีน้ำตาลเก่า ๆ และมีสีแดงพาดอยู่แค่ครึ่งน่อง ขาด้านล่างมีสีดำซีด แต่เห็นได้ประมาณ 3 วิ ก็ภาพตัดหลับไปแบบไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว สิ่งแรกที่เห็น คือแฟนที่ยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงเมื่อเห็นเช่นนั้นคุณเมย์จึงคิดจะรีบไปอาบน้ำ และออกไปงานแต่ง แต่เมื่อเปิดประตูห้องน้ำไปก็พบเข้ากับอ่างล้างหน้าที่มีน้ำกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งคุณเมย์ไม่ชอบให้ทำเปียกแบบนี้ จึงได้หันไปจะตวาดใส่แฟน แต่เมื่อหันไปก็ต้องตกใจเพราะแฟนยังไม่ได้แม้แต่ล้างหน้า หรือมีส่วนไหนในร่างกายที่เปียกน้ำเลย อีกทั้งตาของแฟนยังดำโบ๋เหมือนคนไม่ได้นอนทั้งคืน คุณเมย์จึงได้รีบอาบน้ำ และระหว่างแต่งตัวก็เผลอเดินไปเหยียบเข้ากับน้ำเหนียว ๆ จึงได้กระโดดขาเดียวเข้าไปล้างเท้าในห้องน้ำ และก็ได้สังเกตเห็นเหมือนรอยเท้าคนที่เปื้อนน้ำสีแดง ๆ เดินออกจากห้องน้ำไปจนถึงปลายเตียง และอ้อมไปยังฝั่งที่คุณเมย์นอน เมื่อเดินตามไปดูก็พบว่าบริเวณเตียงมีคราบน้ำตาล ๆ เหมือนรอยมือคนเปื้อนอยู่ คุณเมย์จึงบอกแฟนให้รีบเก็บของและลงไปข้างล่างเพื่อเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็ได้คุยกัน จึงทำให้รู้ว่า ที่เห็นว่าแฟนยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงคือแฟนตื่นมาเห็นทุกอย่าง แต่ช็อกทำไรไม่ถูกจึงได้แต่ยืนนิ่ง จนคุณเมย์ตื่นขึ้นมาเห็นซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นแฟนคุณเมย์ไม่ได้หลับทั้งคืน และรับรู้ได้ถึงทุกอย่างแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ แม้แรงที่จะบีบมือกลับก็ไม่มี คืนนั้นมีเพียงแค่คุณเมย์ที่ภาพตัด และชิงหลับไปก่อน ระหว่างที่ทั้งคู่ไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ได้บอกว่า “จริง ๆ แล้วเจ้าภาพจองให้ 2 คืนนะคะ จะอยู่ต่ออีกคืนไหม? ” คุณเมย์จึงได้ตัดสินใจตอบในทันทีเลยว่า “ไม่อยู่ต่อแล้ว” และเดินออกจากโรงแรมไปทันที(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-