สองพี่น้องอยากไปงานวัด แต่ติดลมจนรถหมด ตัดสินใจโบกรถแถวนั้นกลับบ้าน บังเอิญว่าคันที่ให้ติดไปด้วยดันเป็นรถขนโลงศพ! นั่งไปสักพักโลงศพก็เปิดออกมาเป็นหน้าคนแล้วถามว่า “มึง 2 คนเป็นใคร! มาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องน่าสลดกับสองพี่น้อง!

อังคารคลุมโปง RECAP

สองพี่น้องอยากไปงานวัด แต่ติดลมจนรถหมด ตัดสินใจโบกรถแถวนั้นกลับบ้าน บังเอิญว่าคันที่ให้ติดไปด้วยดันเป็นรถขนโลงศพ! นั่งไปสักพักโลงศพก็เปิดออกมาเป็นหน้าคนแล้วถามว่า “มึง 2 คนเป็นใคร! มาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องน่าสลดกับสองพี่น้อง!

25 ก.ย. 2023

        รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) ขอต้อนรับ ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ ที่จะมาพบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ พร้อมกับเรื่องเล่าของสองพี่น้องที่ต้องเดินกลับบ้านหลายสิบกิโลเมตรในตอนตี 2 จะเกิดเรื่องอะไรหลอน ๆ ในคืนนี้ จะเป็นยังไงไปอ่านกันเลย!

        พี่ขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจาก ‘พี่หม่อม’ นักเล่าเรื่องผีที่รู้จักกัน เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปประมาณ 20 กว่าปี เกิดขึ้นที่ภาคอีสาน เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ห่างไกลกับตัวเมือง ชื่อ ‘หนุ่ม’ และ ‘เปีย’ ในช่วงเวลานั้นมีการจัดงานวัด แต่ว่างานวัดแห่งนี้จัดขึ้นในตัวอำเภอเมือง ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก ในสมัยนั้นการจะโดยสารเข้าไปในตัวอำเภอค่อนข้างลำบาก ชาวบ้านจึงต้องรวมจำนวนคนให้มาก ๆ เพื่อที่จะได้ไปด้วยกันทีเดียว

        งานวัดงานนี้เป็นงานประจำปีของจังหวัด สองพี่น้องก็มีรู้สึกว่าอยากไปเที่ยวกันมาก จึงคุยปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่าจะเดินทางไปอย่างไรกันดี เพราะตอนกลางคืนจะไม่มีรถประจำทางมาให้บริการ ผู้ใหญ่บ้านเห็นความตั้งใจของลูกบ้าน และอยากให้ไปเที่ยวกันจึงติดต่อรถให้ ซึ่งเป็นรถขนส่งสินค้าที่เข้ามารับวัตถุดิบจากหมู่บ้านไปขายในตัวจังหวัด ทางเจ้าของรถขนส่งก็รับปากว่าจะมารับ แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วต้องกลับเลย ห้ามโอ้เอ้ เพราะเขาจะต้องตื่นมารับสินค้าแต่เช้าตรู่เพื่อไปขายในเมืองวันพรุ่งนี้ และทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันตามนั้น

        พอถึงวันงาน ชาวบ้านทั้งหมดก็มารวมตัวกันเพื่อโดยสารรถขนส่งคันนี้ไป ซึ่งมี 2 พี่น้องหนุ่มกับเปียไปด้วย พอไปถึงงาน  เจ้าของรถก็บอกว่า “เที่ยงคืนนะ นี่คือเวลานัดหมายของเรา เที่ยงคืนต้องกลับ ไม่ว่าจะอะไร ห้ามโอเอ้ ถ้ามาไม่ทันก็จะไม่รอ” ทุกคนก็แยกย้ายกันไปสนุกสนาน จนใกล้เวลาเที่ยงคืน เปียคนเป็นน้องก็บอกหนุ่มคนพี่ว่า “ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เดี๋ยวรถไม่รอเรานะ” คนพี่ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรช่างมัน จะเป็นอะไรวะนาน ๆ มาเที่ยวกันที กลับกันเองก็ได้ เดี๋ยวหาโบกรถชาวบ้านกลับไปที่อำเภอเราก็ได้” พอถึงเวลาเที่ยงคืน รถขนส่งคันนั้นก็กลับไป สองพี่น้องก็ยังเที่ยวกันไปเรื่อย ๆ จนร้านค้า, ลิเก, หมอลำ และดนตรี เริ่มทยอยกันปิด บรรยากาศเริ่มกร่อย จนคนเป็นน้องบอกกับพี่ว่า “หรือเราจะนอนกันที่วัดก็ได้นะแล้วตอนเช้าค่อยกลับ” แต่คนพี่ก็ปฏิเสธเพราะตนกลัวผี จึงตัดสินใจกันเดินกลับในเวลาตี 2

        สองพี่น้องพากันเดินกลับ และคิดว่าจะโบกรถระหว่างทาง ในระหว่างทางเดินที่ออกจากวัดก็มีเสียงหมาหอนตลอดทาง สองพี่น้องโบกรถกันไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่มีคันไหนไปทางเดียวกันเลย สุดท้ายโชคก็เข้าข้าง ปรากฏว่ามีรถคันหนึ่งขับผ่านมา เป็นลุงขับรถกระบะขนของที่ไปหมู่บ้านใกล้เคียงหมู่บ้านของสองพี่น้อง ทั้งคู่จึงขอติดรถไปด้วย จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปนั่งที่ท้ายกระบะ ทั้งสองก็พูดคุยกันไปว่าโชคดีที่มีรถกลับ ระหว่างนั้นก็สังเกตว่าบนรถบรรทุกอะไรบางอย่างมาด้วย แต่เพราะความมืดทำให้มองไม่ชัด กระทั่งรถขับไปถึงไฟแดง แสงไฟก็ทำให้ทั้งคู่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะว่ารถกระบะที่พวกเขาขึ้นมานั้นบรรทุกโรงศพมา! ทั้งคู่ผงะถอยหลัง และคิดว่าจะลงจากรถ แต่ก็ไม่ทันเพราะว่ารถออกตัวก่อน ทั้งคู่รู้สึกเริ่มกลัว และเนื่องจากเส้นทางในต่างจังหวัดไม่ได้ราบเรียบ ทำให้จู่ ๆ ฝาโรงศพก็เปิดเอง! แล้วฝาโรงศพที่เปิดอยู่ก็เลื่อนปิดเอง! ด้วยความกลัว เปียคนน้องก็ย้ายตัวเองไปนั่งข้างพี่หนุ่มและคิดว่าจะเอาอย่างไรกันดี ระหว่างนั้นฝาโรงก็เปิดขึ้นมาอีกครั้ง! ทั้งคู่เห็นดังนั้นก็พยายามเอื้อมมือเคาะกระจกให้ลุงจอดรถ แต่สิ่งที่ทั้งคู่เห็นคือ มีหน้าคนโผล่ออกมาจากโรงศพ ใบหน้านั้นมองมาที่สองพี่น้องและพูดว่า “มึงสองคนเป็นใครมาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” สิ้นเสียงนั้น สองพี่น้องก็ร่วงลงตกจากรถทันที!

        ลุงคนขับตกใจ จึงจอดรถและลงมาดู ปรากฏว่าเห็นสองพี่น้องตกจากรถ คนพี่อย่างหนุ่มร้องโอดโอย แต่คนน้องอย่างเปียสลบไปแล้ว ลุงคนขับโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำการสอบสวน ลุงจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่า ลุงขับรถมากันสองคนกับเด็กขนของ แล้วสองพี่น้องคู่นี้ก็โบกรถขอติดกลับไปด้วย แต่เมื่อไม่เห็นวี่แววของเด็กขนของ ตำรวจจึงถามว่าเด็กขนของอยู่ไหน ลุงก็ชี้ไปที่ท้ายรถ ตำรวจจึงเรียกมาคุย เด็กขนของบอกว่า “ผมนั่งหลังรถมา ผมหนาว เลยเข้าไปนอนในโรง ผมได้ยินเสียงคนคุยกัน ผมก็ไม่รู้ว่าใครมาคุยกันบนรถ ผมเลยเปิดโรงมาดู แล้วถามว่า มึงสองคนเป็นใครมาอยู่บนนี้ได้ยังไง” สรุปแล้วตำรวจจึงต้องดำเนินคดีกับเด็กขนของเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิต และระหว่างที่จะพาตัวคุณลุงและเด็กขนของไปสถานีตำรวจ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ก็แจ้งมาว่า คนพี่ที่กำลังเดินทางไปโรงพยาบาลเสียชีวิตแล้ว เรียกได้ว่าเสียชีวิตทั้งพี่ทั้งน้อง ทำให้ทั้งตัวลุงคนขับและเด็กขนของต้องติดคุก แต่ก็ติดคุกได้ไม่นาน เพราะทางเจ้าของร้านโรงศพช่วยอธิบายว่าการกระทำของทั้งคู่นั้นไม่ได้เจตนา หลังออกจากคุกและมาทำงานต่อเหมือนเดิม เจ้าของร้านก็สั่งไม่ให้เด็กขนของคนนี้นอนในโรงอีก แต่ว่าผ่านไปได้ไม่นาน เด็กขนของคนนี้ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกรถตายเหมือนกัน! คนจึงโจษขานกันเป็นสองเสียงว่า เป็นเพราะเมาจึงตกรถ แต่อีกเสียงก็บอกว่าเป็นเพราะอาธรรพ์ที่ไปหลอกสองพี่น้องจนทำให้เขาตาย..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากอาร์ต ‘สุสานบ้านเช่า’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

20 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากอาร์ต ‘สุสานบ้านเช่า’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

ครอบครัว 4 คน ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่ และน้อง ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเช่าที่เป็นไม้และมีใต้ถุน บ้านหลังนี้มีห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้าน คืนหนึ่ง พี่ชายปวดปัสสาวะ เขาเลือกที่จะทำธุระกลางบ้าน โดยให้น้ำไหลลงรูผ่านพื้นไม้ลงไปยังใต้ถุน และนี่คือจุดเริ่มต้นของความหลอนที่จะตามหลอกทุกคนในบ้าน ถึงขั้นเอาชีวิตของคนในบ้านไปด้วย! สามารถติดตามไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x อาร์ต คืนลอยอังคาร’ (7 ตุลาคม 2568) เรื่องนี้ถ่ายทอดโดย 'คุณอาร์ต คืนลอยอังคาร' ซึ่งได้ฟังมาจาก 'คุณกิ๊บ น้ำมันผี' เขาเล่าว่าได้เรียกรถแท็กซี่คันหนึ่งเพื่อที่จะกลับบ้าน เมื่อคุณกิ๊บขึ้นรถ ลุงแท็กซี่ก็ถามขึ้นมาว่า “เห้ย หนุ่ม เอ็งมาทำอะไรที่ตึกนี้เนี่ย” คุณกิ๊บก็ได้ตอบกลับไปว่า “ผมมาอัดรายการเรื่องผี” จากนั้นลุงแท็กซี่ก็ชวนคุยเพื่อให้บรรยากาศระหว่างทางกลับบ้านไม่เงียบเหงาจนเกินไป “ลองฟังเรื่องลุงมั้ยล่ะ เผื่อจะเอาไปเล่าในรายการอื่นได้” ลุงแท็กซี่แนะนำตัวเองว่าตนชื่อ ‘ต๋อง’ และเล่าว่า.. ย้อนกลับไปเมื่อห้าสิบปีก่อน ตอนนั้นลุงต๋องมีครอบครัวที่อยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 คน มี พ่อ แม่ ลุงต๋อง และน้องชาย ครอบครัวทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ทำให้ต้องย้ายที่อยู่บ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ครอบครัวลุงต๋องได้ย้ายไปอยู่ทางภาคใต้ที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง เป็นบ้านไม้ยกสูงติดริมคลอง ใต้บ้านจะเต็มไปด้วยโคลนหรือขี้เลน ด้านหลังเป็นพื้นที่กว้างให้เด็กวิ่งเล่นกันได้ บ้านหลังนี้เป็นบ้านมีชั้นเดียว ห้องน้ำตั้งอยู่ด้านนอก และในบ้านมีสองห้องนอน หนึ่งห้องโถง และหนึ่งห้องครัว จนกระทั่งคืนหนึ่ง ลุงต๋องในวัยเด็กรู้สึกปวดปัสสาวะ จึงตื่นขึ้นมากลางดึก แต่ไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำเพราะห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านและบรรยากาศตอนกลางคืนนั้นน่ากลัว ลุงต๋องจึงตัดสินใจเดินมาที่กลางบ้าน ก็ได้เห็นว่าที่พื้นมีรู เหมือนตะปูหลุดออกไป ลุงต๋องจัดการดึงออก และทำธุระตรงนั้นด้วยความมักง่าย เมื่อทำธุระเสร็จ ก็กลับเข้ามานอนในห้อง ลุงต๋องฝันว่าในบ้านที่ตนเองอยู่ มีผู้ชายแก่คนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วก็ถามว่า ‘เห้ยไอหนุ่ม เอ็งเป็นใครเนี่ย’ ลุงต๋องตอบกลับไปว่า ‘ผมมากับพ่อครับ ผมมาอาศัยอยู่ที่นี่’ ชายแก่เอ่ยไล่ตะเพิดให้ออกไป เพราะที่นี่เป็นบ้านของเขา ลุงต๋องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความกลัว แต่ตัวลุงต๋องก็ยังไม่เล่าให้พ่อแม่ฟัง เรื่องราวผ่านไปจนกระทั่งกลางดึกคืนหนึ่ง เขาปวดปัสสาวะอีกครั้ง จึงคิดว่าไปที่ประจำตรงนั้น แต่ตอนที่ปล่อยน้ำลงไป ก็ได้ยินเสียงน้ำกระทบที่ต่างออกไป เป็นเสียงเหมือนน้ำกระทบกับอย่างอื่นที่ไม่ใช่โคลน ด้วยความอยากรู้ ลุงต๋องจึงชะโงกหน้ามองผ่านรูนั้นลงไปที่ช่องข้างล่าง ในความมืดนั้นมีผู้ชายแก่นั่งอยู่ ชายแก่เอากระป๋องมารองรับน้ำนั้น ด้วยความตกใจกับสิ่งที่เห็น ลุงต๋องก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้อง แต่ก็ได้ยินเสียงจากข้างล่างตะโกนขึ้นมาว่า ‘มึงมาเยี่ยวรดหัวกูทำไม’ ลุงต๋องเปิดประตูห้องนอนเข้าไป น้องชายที่ควรจะนอนอยู่กลับไม่อยู่บนเตียง พอมองซ้ายมองขวาอย่างลนลานบวกกับความกลัวในใจ กลายเป็นว่าน้องชายไปนอนอยู่ที่มุมเตียงแทน ลุงต๊องเห็นดังนั้นก็รีบถามน้องชายว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นน้องชายก็ชี้ไปที่หน้าต่าง พอมองตามไปก็เห็นว่ามีผู้หญิงแก่คนหนึ่งกำลังนั่งยองอยู่บนวงกบหน้าต่างพร้อมกับเท้ามือจับเอาไว้ ลุงต๊องร้องลั่นดังออกมา พ่อกับแม่รีบเข้ามาดู พร้อมกับฟังเรื่องทั้งหมด แต่ท่านก็ยังไม่เชื่อ เช้าวันต่อมา พ่อก็ออกไปทำงาน ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านคอยดูแลเด็ก ๆ อยู่ที่บ้าน ในขณะที่กำลังทำอาหารอยู่นั้น แม่ก็รู้ราวกับมีคนเดินวนไปมาอยู่ในบ้านตลอด แต่พอหันไปมองก็ไม่พบอะไร ตกดึกมา แม่ก็ฝันว่ามีผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งที่ค่อนข้างมีอายุเดินเข้ามาหาแล้วต่อว่า ‘เอ็งสอนลูกยังไง ให้ให้มาวิ่งเหยียบหัวอยู่ได้ ทำไมไม่สอนลูกเลย แล้วเป็นใครมาอยู่ในบ้านนี้ได้ยังไง’ พอจบประโยคไม้ของบ้านก็ลั่น แม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงไม้ ทำให้นึกย้อนไปถึงเรื่องที่ลูกเล่าให้ฟัง แม่จึงปรึกษากับพ่อว่าจะไปถามเจ้าของบ้านว่าที่นี่มีอะไรหรือไม่ เมื่อพ่อไปถามก็ได้ใจความว่าเขาเป็นเพียงคนดูแล ส่วนเจ้าของไม่ได้อยู่แล้ว แต่บ้านนี้ไม่มีอะไร ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ได้ยินดังนั้นครอบครัวของลุงต๊องก็ทำอะไรไม่ได้ จึงใช้ชีวิตอยู่กันต่อไป แต่มีอยู่วันหนึ่ง ลุงต๋องป่วยหนักมาก แม่ก็หายาให้กิน และคิดว่าเป็นเพียงอาการไข้ธรรมดาแต่พอผ่านไป 2-3 วัน ก็ยังไม่ดีขึ้น จึงตั้งใจว่าจะพาไปหาหมอ แต่ก่อนที่จะได้ไปแม่ก็ฝันอีกว่า ผู้หญิงแก่กับผู้ชายแก่เข้ามาในบ้านและไล่พวกเขาให้ออกไป พร้อมกับทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ‘ถ้าไม่รีบออกไปในสองวัน จะเอาลูกไปอยู่ด้วยนะ’ แม่นำความฝันไปเล่าให้พ่อฟัง แต่ก็ยังไม่สามารถย้ายบ้านได้ พ่อบอกให้รออีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ให้งานเสร็จเรียบร้อยก่อน นั่นทำให้แม่เป็นกังวลมาก เพราะกลัวว่าความฝันจะกลายเป็นเรื่องจริง ในเมื่อไม่สามารถย้ายบ้านได้ในทันที และลุงต๊องยังไม่หายจากอาการป่วย แม่จึงพาลุงต๊องไปหาหมอ จากนั้นอาการไข้ก็หาย พ่อที่เห็นเช่นนั้นก็บอกว่า “นี่ไง มันไม่มีอะไร ก็ใช้ชีวิตอยู่มาจนครบกำหนดสองวัน ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น” จนเกือบวันที่เจ็ด พ่อพาลูกไปตลาด แต่ในระหว่างที่กำลังขับรถกลับบ้าน น้องคนเล็กก็กระแอมเหมือนอะไรติดคอ และแถวนั้นอยู่ใกล้โรงพยาบาลพอดี จึงได้ไปหาหมอ หมอก็ค่อย ๆ ล้วงคอ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะน้องคนเล็กเสียชีวิตตรงนั้นอย่างกะทันหัน สิ่งที่ติดคอคือดินขี้โคลนเต็มคอ ไม่มีใครสามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ว่าโคลนนั้นมาอยู่ในคอของน้องได้อย่างไร หลังจากเหตุการณ์นั้น พ่อก็ได้ถามกับคนดูแลบ้านอีกครั้ง ท้ายที่สุดเขาก็ยอมสารภาพว่า เจ้าของบ้านหลังนี้เสียชีวิตไปแล้ว สามีเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ส่วนภรรยาตรอมใจ ศพของทั้งคู่ไม่ได้ถูกเผา แต่ฝังอยู่หลังบ้าน บริเวณที่เด็กวิ่งเล่นกัน ซึ่งเมื่อสังเกตดูจะเห็นว่าหลังบ้านมีลูกระนาดสองอันที่นูนขึ้นมา นั่นก็คือหลุมศพของเจ้าของบ้านนั่นเอง พอจัดงานศพเสร็จ กลางดึกแม่ก็ฝันอีกครั้ง เห็นเป็นชายแก่หญิงแก่ มาบอกว่า ‘กูเอาลูกมึงมาแล้วนะ’ และยังเห็นผู้ชายคนนั้นดึงคอเสื้อลูกตัวเองให้มาหาเธอ แม่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเจอพ่อที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่ พ่อเองก็เล่าว่าฝันเหมือนกัน พวกเขาไม่สามารถทำอะไรให้น้องได้เลย นอกจากทำบุญอย่างหนัก และออกมาจากบ้านหลังนั้น เวลาล่วงเลยผ่านมาเป็นสิบปี ลุงต๋องอายุประมาณ 17 ปี เขาฝันว่าน้องชายมาหา มาขอบคุณที่คอยทำบุญให้เขามาตลอดสิบปี วันนี้เขารอดแล้ว เขาหลุดพ้นแล้ว และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยฝันถึงน้องชายอีกเลย และนี่คือเรื่องราวของลุงคนขับแท็กซี่ที่สูญเสียน้องชายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณทันเดอร์ ‘เรือเที่ยวสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

08 มิ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณทันเดอร์ ‘เรือเที่ยวสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

‘คุณทันเดอร์’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนที่ตัวเองได้เจอเมื่อต้องเลิกงานดึก เป็นเหตุให้เขาได้เจอกับผีบนเรือ เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 มิถนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เรือเที่ยวสุดท้าย’ ที่เชื่อว่าทำเอาหลายคนอาจจะไม่กล้านั่งเรืออีกเลย เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน คุณทันเดอร์ต้องทำงานกะดึก วันนั้นฝนตกหนักมากจนต้องรอฝนหยุดก่อนจะได้กลับบ้าน แต่พอนึกได้ว่าใกล้ถึงเวลาเรือเที่ยวสุดท้ายแล้ว จึงตัดสินใจรีบฝ่าฝนไปที่ท่าเรือ พอไปถึง เรือกำลังจะออกพอดี เขาจึงรีบกระโดดขึ้นเรือได้แบบทันเวลา บนเรือนั้นมีคนนั่งอยู่ไม่กี่คน คุณทันเดอร์เลือกไปนั่งแถวท้ายเรือ ใกล้ ๆ กับคุณป้าคนหนึ่ง ไม่นาน เรือก็แวะจอดที่ท่าเพื่อรับผู้โดยสารใหม่ เขาสังเกตเห็นว่ามีคนรออยู่ประมาณ 5 คน หนึ่งในนั้นเป็นนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ยืนเท้าเปล่า ตัวเปียกฝน เธอดูไม่เหมือนคนทั่วไปตรงที่.. เธอไม่ขึ้นเรือ ที่แปลกกว่านั้นคือ เธอหันมามองคุณทันเดอร์ สายตาของเธอนิ่งและว่างเปล่าจนน่าขนลุก พอเรือเริ่มออกจากท่า เธอก็ยังมองมาเหมือนเดิม ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลง คลานออกมาจากหลังคาท่าเรือจนถึงขอบบันได แล้วจู่ ๆ ก็ทิ้งตัวลงไปในน้ำ สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ทุกคนบริเวณนั้นกลับไม่มีใครแสดงท่าทีตกใจเลยแม้แต่น้อย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณทันเดอร์เริ่มมั่นใจว่าตัวเองเจอดีเข้าให้แล้ว จึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา ไม่นาน ฝนก็ตกหนักขึ้น เขาเริ่มได้ยินเสียง ‘จ๋อม...จ๋อม...’ จากข้างเรือ พอหันไปดู ก็เห็นมือซีดขาวโผล่ขึ้นมาจับกาบเรือ มือนั้นค่อย ๆ เลื่อนเข้ามาใกล้ เขาพยายามไม่สนใจ แต่แล้วน้ำก็สาดเข้าหน้า จึงหันไปมอง ก็เห็นผู้หญิงคนนั้นขึ้นมานั่งคุกเข่าอยู่บนกาบเรือ ก้มหน้ามองเขา มือของเธอเอื้อมมาจับแขน แล้วบีบแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ เอื้อมมาจับแก้ม มือของเธอเย็นเฉียบเหมือนเนื้อแช่แข็ง ก่อนจะพูดว่า... “อยู่ตรงนี้” คุณทันเดอร์หลับตาภาวนาในใจว่าจะทำบุญให้เธอ พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็หายไปแล้ว หลังจากขึ้นจากเรือ คุณทันเดอร์ต้องต่อรถกลับ ขณะที่นั่งรถ ทุกครั้งที่รถขับข้ามสะพาน เขามักจะเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ริมสะพานเงียบ ๆ จ้องมองรถที่แล่นผ่านไป จนกระทั่งกลับไปทำงานและต้องใช้เรืออีกครั้ง เมื่อเรือใกล้จะถึงท่าเดิม เขาเห็นนักศึกษาคนเดิมยืนอยู่ที่เดิมในสภาพเปียกโชกเหมือนเดิม คราวนี้คนบนเรือลุกขึ้นมามุงดูอะไรบางอย่าง และได้ยินเสียงพูดว่า “จอดท่านี้ไม่ได้ ต้องไปจอดที่อื่น” ขณะที่เรือกำลังแล่นออกมาจากท่า เขาเห็นทีมกู้ภัยกำลังช่วยดึงร่างของหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นจากน้ำ เป็นร่างนักศึกษาผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเห็นมาตลอด ขณะที่เรือแล่นออกไปไกล เขามองเห็น “เธอ” คนเดิม ยืนอยู่ริมฝั่ง มองดูร่างไร้วิญญาณของตัวเอง แล้วกระโดดลงน้ำอีกครั้ง... 2–3 วันต่อมา ได้ยินข่าวมาว่า นักศึกษาหญิงคนนั้นเสียชีวิตจากการทะเลาะกับแฟน ฝ่ายชายเผลอพลั้งมือทำให้เธอตาย แล้วนำศพไปโยนทิ้งคลอง เขาคิดว่าสิ่งที่เขาเจอคือวิญญาณของนักศึกษาผู้หญิงคนนั้นที่มาขอความช่วยเหลือ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'ยายสา' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

02 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'ยายสา' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

ในทุกความมืดมิด และความสว่างยังคงมีการรอคอยจากยายสา คำพูดของเด็กสาวที่พูดเล่นในวันนั้นว่า จะไปอยู่ด้วย ทำให้มีวิญญาณของยายแก่มาคอยตามติดชีวิต และจนกว่าจะอายุ 25 ปี เธอจะต้องอยู่รอดต่อไปให้ได้ไม่งั้นความตาย ที่รอเธออยู่ก็จะคลืบคลานมาพร้อมกับยายสา เรื่องเล่าของการรอคอยในความมืดที่ “คุณออโต้” ได้ฟังมาจากน้องน้ำ เป็นเรื่องราวที่ทำให้อุณหภูมิจากอากาศหนาว ๆ กลายเป็นร้อนทันที สามารถติดตามไปพร้อมกับ “ดีเจเจ็ม และ ดีเจแนน” ในรายการคลุมโปง ( 25 พฤศจิกายน 2568) ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว... ในช่วงเวลานั้น น้ำอาศัยอยู่ที่ภาคอีสาน บ้านของเธอค่อนข้างที่จะชนบทมากทุก ๆ วันน้ำจะต้องออกไปที่สวนกับพ่อ และน้องสาว แต่ในอาทิตย์นั้นไม่เหมือนที่ผ่านมาเพราะเธอไม่สบาย แต่พอน้ำอาการดีขึ้น ก็เลยเดินลงมาข้างล่าง เพื่อที่จะสูดอากาศยามเย็นช่วงโพล้เพล้ในตอนนั้นคุณแม่ ของเธอกำลังทำกับข้าว น้ำเลยเดินไปนั่งแถว ๆ ชานบ้านหางตาของเธอเหลือบไปเห็นยายคนนึง กำลังจะเดินผ่านหน้าบ้าน แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นยายสา คนที่อยู่ระแวกแถวบ้าน น้ำก็ไม่ได้คิดอะไรนั่งทำนู่นทำนี่ของตนเองไปแต่ยายสา กับมายืนอยู่ตรงบ้าน พร้อมพูดว่า ‘หลานเอ้ย ขอน้ำกินหน่อย’ น้ำก็เลยรีบวิ่งไปเอาน้ำให้คุณยาย แต่ยายมีท่าทีที่ยิ้มแปลก ๆ เมื่อเธอยื่นน้ำไปให้มือสาก ๆ เหี่ยวย่นของคนแก่ก็ลูบมาที่เนื้อตัวเธอ พร้อมกับชมว่า ‘เป็นคนดีจัง อยากเอาไปอยู่ด้วย’น้ำคิดแค่ว่า... ยายคงแค่พูดหยอก จึงตอบกลับไปด้วยความไม่ประสีประสาว่า...“จ้า จะให้ไปไหนล่ะ เดี๋ยวหนูไปด้วย” เป็นการพูดหยอกล้อกันตามประสาเด็ก กับผู้ใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ตะโกนเรียกให้เธอเข้าบ้านมากินข้าว ยายสาเลยค่อย ๆ ยื่นแก้วน้ำส่งคืนชั่วเวลาไม่กี่วิที่น้ำ หันไปมองแม่ และหันกลับมาหายาย ตรงหน้าของเธอก็เหลือแต่ความว่างเปล่า ยายสาได้หายไปแล้วน้ำเลยเดินกลับไปหาแม่ที่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมอาหารเย็น แม่ถามเธอว่า...‘เมื่อกี้้คุยกับใคร ทำไมเสียงดังจัง’ แต่พอน้ำบอกว่า เธอคุยกับยายสา สีหน้าของแม่ก็ตกใจแล้วรีบบอกให้น้ำ รีบกินข้าว และรีบกลับขึ้นไปนอน ตัวเธอเองก็ทำตามที่แม่บอกในคืนนั้นช่วงเวลาสี่ทุ่ม น้ำสะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะได้ยินเสียงคนเปิดประตูดังแอ๊ด… ดวงตาของเธอมองผ่านไปตรงประตู ช่วงจังหวะนั้นเอง ร่างที่เดินเข้ามาเป็นเงาเหมือนกับแม่ ของตนเองเธอเลยคิดว่า แม่คงมาดูอาการไข้ตามปกติ จึงจะหลับตาต่อ แต่ความรู้สึกที่น้ำ ได้รับคล้ายกับว่ามีน้ำอะไรเหนียว ๆ หยดลงมาบนหน้าจนเธอต้องลืมตาตื่นขึ้นมาดู สิ่งที่ได้เห็นผ่านความมืดที่เงียบงัน คือร่างของแม่เธอที่กำลังเอาลิ้นเลียหน้า น้ำตกใจมากด้วยความกลัวแต่ก็ขยับตัวไม่ได้ร่างที่อยู่ในความมืดดำพูดออกมาเบา ๆ ว่า “เป็นตาแซ่บน้อ” จนเธอต้องรวบรวมความกล้า กรีดร้องออกมาจนลั่นบ้านเพื่อเรียกพ่อกับแม่ หางตาของน้ำ มองร่างของผู้หญิงที่เป็นแม่ แต่กลายเป็นว่า มันคือยายสา พ่อกับแม่รีบวิ่งขึ้นมาดูเธอ แต่ยายสารีบกระโดดจากหน้าต่างลงไป และเป็นเสียง สวบ สาบ ของร่างคนที่วิ่งลัดเลาะทุ่งนา เธอเลยรีบวิ่งไปกอดแม่ พร้อมกับเล่าทุกอย่างให้ฟังแม่รีบไปตามยายหมอธรรมข้างบ้าน มาผูกข้อแขนพร้อมกับเรียกขวัญให้ แต่ก็ยังไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ดีจนเวลาผ่านเลยไปสองวัน เธอก็หายไข้แล้ว แม่ก็ถามไถ่อาการตามปกติ แต่น้องสาวก็บอกว่าตอนกลางคืน น้ำชอบออกมานั่งยอง ๆ มองเธอแบบแปลก ๆ แต่น้ำกับไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำลักษณะท่าทางแบบนี้ และเวลาก็ผ่านพ้นไป ด้วยความที่ข้างบ้านมีคนทำพิธีไล่ผีกัน น้ำเลยชวนน้องสาวออกไปดูข้างหน้าที่เธอเห็นก็จะมีหมอธรรมที่กำลังทำพิธี แต่ข้างในสุดของบ้านหลังนี้เป็นยายสาที่กำลังนั่งกินอะไรสักอย่างอยู่ น้ำตกใจกับสิ่งที่เห็นเลยรีบเล่าให้น้องฟัง แต่กลายเป็นว่ามีแค่เธอคนเดียวที่เห็น พวกเธอเลยจะรีบวิ่งออกไป แต่ยายแก่ก็วิ่งเข้ามาจับแขนบอกให้เธอไปอยู่กับยาย น้ำจึงสลบลงไปด้วยความกลัวรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็อยู่ที่วัด กับพ่อแม่ และตอนนั้นเอง น้ำเลยได้รู้ว่า ยายสาเป็นหมอธรรมที่เล่นวิชาจนของเข้าตัว คนในหมู่บ้านเชื่อว่า แกโดนผีปอบสิงตอนที่เธอเห็นยายสาเดินผ่านหน้าบ้านจริง ๆ แล้วแกนอนป่วยติดเตียงอยู่ แต่มีคนหลายคนเห็นยายสา เดินไปเดินมายายแกเหมือนจะถูกใจน้ำ จึงมาทำพิธีจองตัวไว้พระท่านจึงทำพิธีแก้ให้กับน้ำไว้ ให้พกท้าวเวสสุวรรณติดตัวหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น น้ำก็ยังคงเห็นยายสา แต่แกเข้ามาหาเธอไม่ได้ และทุกวันพระวันโกน ยายสาจะชอบมานั่งยอง ๆ บนหลังคา คอยมอง วันที่น้ำได้ของจากพระมา ก็เป็นวันเดียวกับที่ยายสาเสีย หลวงตาท่านบอกว่า ถ้าครบ 25 ปี ทุกอย่างจะคลี่คลายลง….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้ม ‘ตายตาไม่หลับ’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

18 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้ม ‘ตายตาไม่หลับ’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

‘อาจารย์มิ้ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณไม้’ เขาได้เสียน้องสาวไปอย่างกะทันหัน การเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติและไม่รู้สาเหตุ ทำให้ครอบครัวของไม้เจอเรื่องหลอนกันแทบทุกคืน ชาวบ้านต่างหวาดกลัวกับความเฮี้ยนจนทนไม่ไหว จนไม้ต้องตกเป็นจำเลยสังคม เพราะทุกคนเข้าใจว่าไม้เป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวตาย! แต่ความจริงของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร’ (7 ตุลาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตายตาไม่หลับ’ ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ตอนที่ ‘ไม้’ ยังเป็นเด็ก ในครอบครัวไม้เป็นพี่คนโต มีน้องสาวชื่อ ‘ส้ม’ แต่ชื่อที่ไม้ชอบเรียกคือ ‘ส้มจี๊ด’ ข้างบ้านของไม้เป็นบ้านเพื่อนสนิทที่ชื่อ ‘ทวน’ ทั้งสามเป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็ก ดังนั้นในทุก ๆ เย็นในซอยมักจะมีเสียงดังคึกคักของเด็กกลุ่มนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อแม่ไม้เดินทางไปต่างจังหวัดแต่เช้าตรู่และจะกลับมาในช่วงหัวค่ำ ส่วนไม้และส้มก็จะอยู่ที่บ้าน แม้สองพี่น้องจะอยู่บ้านเพียงลำพัง แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลอะไร เพราะแม่ของทวนมักจะทำอาหารมาแบ่งไม้กับส้มอยู่เป็นประจำ ในเย็นวันนั้นก็เช่นเคย ทวนได้ยกหม้อแกงส้มมาให้ไม้ ขณะกำลังเดินลัดรั้วเขตบ้านของไม้ แต่ทันใดนั้น มีเสียงร้องดังขึ้น “ใครก็ได้! ช่วยส้มด้วย!” ปรากฏว่าเป็นเสียงของไม้ ที่กำลังตะโกนขอความช่วยเหลือ ทวนตกใจจนหน้าถอดสี แล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ภาพตรงหน้าทำเอาทวนถึงกับขาอ่อนลงทันที เป็นภาพส้มนอนอยู่ที่ตีนบันไดด้วยร่างกายเปลือยเปล่า คอหักผิดรูป ตาเบิกโพลงกว้าง จากสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คิดกันว่าส้มเสียชีวิตแล้ว แต่ตากลับไม่ปิดสนิท ไม้ยืนตัวสั่นเครือ และมีใบหน้าซีดเผือด ทวนตะโกนเรียกสติไม้ไปทันทีว่า “ไม้! มึงทำอะไร?” แต่ไม้กลับส่ายหัว พร้อมน้ำตาไหลอาบลงแก้ม หลังจากนั้นพ่อแม่ก็กลับมาที่บ้านและได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ หลังจากเกิดเรื่อง ได้มีลุงสัปเหร่อมาที่บ้านแล้วได้พูดว่า “ส้มมันตายตาไม่หลับ แบบนี้หมู่บ้านของพวกเรา อยู่ไม่เป็นสุขแน่ ๆ” ในคืนแรกของงานศพ งานได้จัดขึ้นที่บ้านของไม้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ที่ทำใจไม่ได้ คนในหมู่บ้านต่างเห็นใจจึงพากันแวะเวียนมาช่วยงาน แต่บางคนไม่กล้าแม้แต่จะมาร่วมงานศพ เพราะหวาดกลัวความเฮี้ยนของส้มและกลัวว่าจะโดนตามกลับบ้าน แต่ในคืนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนได้นั่งล้อมวงดื่มเพื่อปลอบใจพ่อกับแม่ ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนของตกลงมาบริเวณบันได ตึง..ตึง… ทุกคนพร้อมใจกันหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นลูกบอลสีเหลือง ของเล่นชิ้นโปรดของส้ม มันค่อย ๆ กลิ้งลงมาจากชั้นบน กลิ้งมาเรื่อย ๆ จนถึง..กลางวง แม่ตกใจเพราะก่อนหน้า แม่ได้เก็บของเล่นทุกชิ้นลงหีบไปแล้ว ทางผู้ใหญ่บ้านก็ตกใจจนหน้าถอดสี แต่ได้พูดปลอบใจแม่ไปว่า “ลมมันคงจะพัดละมั้ง” ทุกคนได้แต่นั่งเงียบ เพราะตั้งแต่ขอบบันได้จนมาถึงเสื่อกลางวง มีรอยเปียกน้ำปรากฏออกมาเป็นรอยเท้าเด็ก พ่อลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า “ส้ม!! บอกพ่อทีสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” เหตุการณ์หลังจากคืนนั้น ความหลอนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในกลางดึกแม่ส้มมักจะตื่นขึ้นมา เพราะเสียงกรีดร้องของส้ม บางคืนเป็นไม้ที่ได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งอยู่รอบเตียง ในหลายครั้งที่ส่องกระจก ก็จะเห็นเป็นเงาส้มยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง มาในร่างที่คอหัก หน้าเริ่มอืด และมีรอยแผล เรื่องราวความหลอนถูกเล่าไปปากต่อปากจนลามไปทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างหวาดกลัว และไม่กล้าเข้ามาใกล้ในช่วงค่ำ ทุกคนเชื่อว่าวิญญาณส้มยังไม่ไปไหน เพราะตายผิดธรรมชาติ ในคืนหนึ่ง ไม้ได้ยินเสียงลาก ครืด..ครืด… อยู่ใต้เตียง ไม้ก้มลงไปมอง ภาพตรงหน้าปรากฏเป็นส้มนอนมุดอยู่ใต้เตียงด้วยลักษณะตาแดงคล้ำ คอหักผิดรูป ไม้ตกใจตะโกนร้องลั่นบ้าน พ่อแม่รีบวิ่งมาเปิดกลับพบเห็นอะไร แต่พบว่าบริเวณใต้เตียงมีรอยเปียกของน้ำ เวลาผ่านไป ไม้เจอเรื่องหลอนเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีอาการซูบผอม ไม่กล้านอนคนเดียว ทุกครั้งที่หลับตามักจะเห็นส้มมายืนอยู่ปลายเตียงเสมอ ชาวบ้านเริ่มพากันนินทาไปต่าง ๆ นานา ว่าไม้เป็นคนผลักส้มตกบันได พูดแรงไปจนถึงว่า ‘ไม้คิดอะไรไม่ดีกับน้องสาว ถึงได้ตายไปในสภาพเปลือยเปล่า’ จนพ่อแม่ไม่กล้าสู้หน้าใคร เดินทางมาถึงวันทำบุญครบ 49 วัน ชาวบ้านหลายสิบคนและผู้ใหญ่บ้าน พร้อมใจกันมารวมตัวกันที่ใต้ถุนบ้าน ทุกสายตาจับจ้องไปที่พ่อแม่และไม้ที่เดินลงมา จากนั้นก็ส่งเสียงตะโกนว่า “พูดออกมาเถอะไม้! มึงทำอะไรส้ม มึงจะปิดบังความจริงไปทำไม!?” ไม้ร้องไห้ตัวสั่นเครือ ชาวบ้านเริ่มหยิบหินเขวี้ยงใส่หัวไม้ หินโดนไม้แบบเต็ม ๆ ไม้ร้องด้วยความเจ็บปวด พร้อมเลือดค่อย ๆ ไหลหยดลงมา ชาวบ้านวิ่งกรูเข้าไป ไม้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้น พ่อแม่ตะโกนห้ามแต่ไม่มีใครฟัง ผ่านไปสักพักมีเสียงหัวเราะดังขึ้น ทุกคนหันไปมองต้นเสียง ปรากฏว่าเป็นทวนยืนตาแดงก่ำ กำลังเดินโซซัดโซเซมากลางวง พร้อมชี้ไปที่บันได แล้วพูดว่า “กูอะ ทำมันเองแหละ” เสียงชาวบ้านที่ฮือฮาก่อนหน้า เงียบกริบในทันที ทวนพูดต่อว่า “วันนั้นกูขึ้นไปหามันเอง กูอยากได้มันแต่มันหนี กูเลยต้องผลักมันไง มันตกไปคอหักตายต่อหน้ากูนี่แหละ” ทวนเงยหน้าขึ้นเหมือนกับคนโดนผีสิง พร้อมพูดต่อว่า “มันตามกูทุกคืน! มันเรียกชื่อกู! มันตามกูไปทุกที่! กูจะบ้าอยู่แล้ว ส้มมึงจะเอายังไงกับกู!!” ไม้ต่อยเข้าไปอย่างเต็มแรงที่หน้าทวนด้วยความโมโห พร้อมกระชากคอเสื้อขึ้นมาแล้วพูดด้วยความโกรธว่า “มึงทำแบบนี้กับน้องกูได้ยังไงวะ มันเหมือนน้องสาวมึงเลยนะ” ทวนเก็บตัวนั่งกับพื้น เหมือนคนอยู่ในอาการหวาดกลัว เขาใช้สองมือตบไปที่หน้าของตัวเองอยู่ซ้ำๆ แล้วเหตุการณ์หลังจากวันนั้น ผู้ใหญ่บ้านพร้อมชาวบ้าน ก็เข้ามาขอโทษพ่อแม่และไม้ ที่ด่วนตัดสินใจกันไปเอง ตัวของทวนกลายเป็นคนบ้า เมื่อเวลาผ่านไปกลับไปพบว่าทวนได้จมน้ำเสียชีวิตที่คลองท้ายหมู่บ้าน พ่อแม่ทวนทำใจไม่ได้กับเรื่องที่ทวนก่อแล้วยังมาเสียชีวิตไปอีก จึงได้ย้ายออกจากหมู่บ้านไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-