ไปนอนที่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด ป้าเจ้าของที่พักกำชับว่ากลางดึกห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!

อังคารคลุมโปง RECAP

ไปนอนที่โฮมสเตย์ต่างจังหวัด ป้าเจ้าของที่พักกำชับว่ากลางดึกห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!

07 ส.ค. 2023

       รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 กรกฎาคม 2566) ที่ผ่านมาอยู่กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เช่นเคย และเป็นอีกครั้งที่ ‘คุณแจ็ค The Ghost Radio’ มาเป็นแขกรับเชิญเสริมอรรถรสให้รายการนี้เฮี้ยนกว่าเดิม! เรื่องราวครั้งนี้เป็นเรื่องของผีเด็กในโฮมเสตย์ แต่ก่อนจะไปอ่าน ขอเตือนไว้ก่อนว่า ถ้าได้ยินเสียงใครเคาะผนังตอนกลางคืนก็อย่าทักเชียว!

       เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณบอล’ ย้อนไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว คุณบอลเป็นบัณฑิตป้ายแดงจากคณะสายการท่องเที่ยว เขาได้มีโอกาสไปฝึกงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง มีหน้าที่คอยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ลูกค้า อยู่มาวันหนึ่ง ทางบริษัทมีโปรเจ็คให้พนักงานไปหาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ แล้วนำมาเสนอให้       เจ้านายดู ปรากฎว่าทางบริษัทถูกใจไอเดียของคุณบอล สุดท้ายคุณบอลจึงได้รับโจทย์งานให้ไปตามหาแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือที่น้อยคนจะรู้จักตามแนวทางที่คุณบอลเสนอ ภายในระยะเวลา 7 วัน งานในครั้งนี้คุณบอลได้ทั้งค่ารถ ค่าน้ำมันไม่อั้น แถมเงินใช้สอย 3 หมื่นบาท ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอที่เด็กจบใหม่ไฟแรงไม่มีทางจะปฏิเสธแน่นอน

       หลังจากตกปากรับคำแล้ว ก็ชวนเพื่อนที่คณะติดสอยห้อยตามไปด้วย เวลาผ่านไป 5 วัน ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ ตอนนั้นคุณบอลนึกถึงจังหวัดน่านขึ้นมา ในอดีตจังหวัดนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก การเดินทางก็ค่อนข้างลำบาก คนส่วนใหญ่จึงมองที่นี่เป็นเพียงทางผ่านเท่านั้น แต่คุณบอลเห็นว่าน่านเป็นจังหวัดที่น่าไปสำรวจทีเดียว เพราะเต็มไปด้วยแหล่งธรรมชาติสวยงามมากมาย คุณบอลและเพื่อนจึงตัดสินใจเดินทางไปที่จังหวัดน่านกันเป็นแห่งสุดท้าย

       ตลอดทริปนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน คุณบอลและเพื่อนก็เลือกไปพักที่โฮมสเตย์เพื่อประหยัดเงิน โฮมสเตย์สมัยนั้นเป็นบ้านพักของชาวบ้านที่จัดสรรพื้นที่บางส่วนให้คนนอกเข้าพัก บางแห่งก็อาจจะไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้ เมื่อคุณบอลและเพื่อนมาถึงที่จังหวัดน่าน ก็ติดต่อไปที่ป้าคนหนึ่งชื่อ ‘ป้าพิณ’ เพื่อขอพักหนึ่งคืน กระทั่งถึงตอนเช้าของวันสุดท้าย (วันที่ 7) ในระหว่างที่คุณบอลกับเพื่อนของเขารับประทานอาหารเช้ากันอยู่ ป้าพิณไม่สามารถให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ต่ออีกหนึ่งวันได้เพราะตนมีธุระ จึงพาไปที่บ้านของ ‘ป้าแก้ว’ ที่เป็นโฮมสเตย์เหมือนกันแทน

       ดังนั้นเมื่อตกดึกคืนที่ 7 คุณบอลและเพื่อน ก็ย้ายไปที่บ้านป้าแก้ว บ้านของป้าแก้วนี้มีลักษณะเหมือนกับบ้านปกติทั่วไป นอกจากนี้ป้าแก้วยังได้ทำอาหารต้อนรับเอาไว้เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่กำลังกินข้าวอยู่ คุณบอลก็ถามป้าแก้วว่าอาศัยอยู่กับใคร ป้าแก้วก็ตอบว่าอยู่กับลูก 2 คน แต่คุณบอลก็ไม่เห็นวี่แววของเด็กคนไหนอยู่แถวนั้นเลย หลังจากรับประทานอาหารมื้อค่ำเสร็จ ป้าแก้วก็บอกว่าจะเตรียมอาหารมื้อดึกเอาไว้ให้ แล้วจะเอาเข้าไปวางไว้ในห้อง ตอนกลางคืนไม่ต้องออกมา หากปวดเบาก็มีกระโถนเตรียมไว้ให้เช่นกัน คุณบอลคิดว่าป้าแก้วอาจจะไม่สะดวกใจที่จะให้คนแปลกหน้ามาเพ่นพ่านไปมาในบ้านตัวเองตอนดึก จึงไม่ได้คิดอะไรมาก

       ห้องนอนที่ได้นั้น มีลักษณะเป็นไม้ทั้งหลัง ตอนนั้นคุณบอลและเพื่อนกำลังทำงานก่อนเข้านอน ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเคาะผนังไม้มาจากห้องอีกฟาก ปัง ปัง ปัง ! คุณบอลคิดว่าคงจะเป็นลูกของป้าแก้ว เสียงนี้ดังตลอดเวลาจนทนไม่ไหว  จึงเดินไปดู แต่พอเปิดห้องออกไป ป้าแก้วก็ปรากฏตนขึ้นยืนขวางทางพวกเขาและบอกว่า “จะไปไหน ออกมาทำไม บอกว่ากลางคืนอย่าออกไง!”

       เจ้าของบ้านที่ใจดีอ่อนโยนในเย็นวันนั้นกลับกลายร่างเป็นคนดุน่ากลัวในยามค่ำคืน ทำเอาคนทั้งสองไม่กล้าบอกถึงเหตุผลที่แท้จริงของการพยายามออกจากห้องทีเดียว เพื่อนคุณบอลได้แต่ทำเออออห่อหมกแกล้งบอกปวดหนักต้องการเข้าห้องน้ำแล้วให้คุณป้าพาไป และเมื่อกลับมาถึงที่ห้อง ป้าแก้วก็กำชับอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่า ห้ามออกจากห้องในยามวิกาลเด็ดขาด แต่เมื่อผ่านไปได้สักพัก ก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก คราวนี้มาพร้อมเสียงของเด็ก ปัง ปัง ปัง! “มีใครอยู่ไหม!” และยังมีเสียงของป้าแก้วดังขึ้นมาว่า “ทำเสียงดังทำไม เคาะทำไม กวนพี่เขา พี่เขาทำงานอยู่” แม้เสียงจะฟังแล้วจับใจความไม่ค่อยได้ แต่ก็พอจะรู้ได้ว่าคงจะเป็นเสียงผู้ใหญ่กับเด็กคุยกัน

       หลังจากที่ทำงานไปได้สักพัก สองหนุ่มเกิดสมาธิหลุดจากการทำงานอีกรอบเพราะเสียงเคาะผนัง คราวนี้คุณบอลลองเอาหูไปทาบกับผนังดู แต่เสียงก็หยุดไปก่อน แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงของเด็กขี้เล่นกระซิบผ่านผนังว่า “ได้ยินหรอ อยากรู้หรอ มาเล่นกันไหม!” คุณบอลตกใจมากกับเสียงที่ได้ยิน เพื่อนคุณบอลพยายามปลอบไม่ให้คิดอะไรมาก เพราะเข้าใจว่าเด็กคงจะขี้เล่นแบบนี้ คุณบอลพยายามนั่งทำงานต่อ แต่หลังจากผ่านไปได้อีกสักพักหนึ่ง เสียงเคาะก็มาอีก ครั้งนี้ไม่ได้มาที่จุดเดิมแต่กระจัดกระจายไปทั่วผนัง!

       หลายชั่วโมงผ่านไป คุณบอลก็ยังได้ยินเสียงเคาะผนัง ซึ่งมันดังมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกตอนตีหนึ่งจนกระทั่งตอนนี้ตีสามแล้ว และเมื่อเห็นว่ามีรูที่ผนัง คุณบอลกับเพื่อนก็ลองส่องเข้าไปดูยังห้องอีกฟากหนึ่งของผนังดู ห้องที่เห็นค่อนข้างมืด มีแสงริบหรี่จากตะเกียงหรือไม่ก็เทียนไขพอให้ห้องสว่างวูบวาบอยู่บ้าง เมื่อภาพเริ่มชัดเจนขึ้น ก็เห็นเป็นเตียงและเด็กคนหนึ่งนอนอยู่ เด็กคนนี้หันหน้าเข้ากำแพงอีกฝั่งหันหลังให้คุณบอล เขามีหัวที่ค่อนข้างผิดรูปใหญ่โตกว่าปกติมาก ทันใดนั้นเด็กคนนั้นก็ยืนขึ้น แล้วเอาหัวโยกไปมาที่ผนังคล้ายเหมือนจะเล็งเป้า แล้วก็กระแทกหัวไปที่ผนังอย่างจังพร้อมส่งเสียง ปัง ปัง ปัง! พร้อมกับพูดว่า “อยู่ตรงนี้รึเปล่า!” จากนั้นก็เปลี่ยนตำแหน่งผนังซ้ายทีขวาที เมื่อผ่านไปได้สักระยะ เด็กคนนี้ก็กลับมานั่งที่เตียงอีกครั้งและนับ 1...2...3...  เขาคลานอย่างเร็วมาส่องที่รูตรงผนัง ตาต่อตากับคุณบอล แล้วพูดว่า “อยู่นี่เอง! อยู่นี่ใช่ไหม!” คุณบอลและเพื่อนผงะออกมาจากผนัง ทั้งสองขวัญหนีดีฝ่อรีบคว้ามือถือตรงดิ่งไปที่ประตูห้องนอน เปิดออกมา แล้วก็เจอกับป้าแก้วยืนรอพวกเขาอยู่ด้านนอกเช่นเคย พร้อมกับพูดว่า “ออกมาทำไม ไม่ต้องออกมา กลับเข้าไปนอน!”

       เรียกว่าหนีผีปะป้าแก้วจริง ๆ คุณบอลและเพื่อนไม่รู้จะกลัวอะไรก่อนดี ระหว่างผีหรือว่าเสียงตวาดของป้าแก้ว คุณบอลและเพื่อนหมดหนทาง จะให้ออกไปตอนมืดแบบนี้ก็ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ สุดท้ายจึงจำใจอยู่ต่อในโฮมสเตย์แห่งนี้จนถึงเช้า ฟังเสียง ปัง ปัง ปัง! ของผี มีเพียงผนังไม้เท่านั้นมีกั้นพวกเขาเอาไว้ให้ปลอดภัย คุณบอลและเพื่อนจำไม่ได้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน แต่พอรู้ตัวอีกทีก็ 6 โมงเช้าแล้ว และมีคนมาเคาะที่ประตู ซึ่งก็คือป้าพิณที่มาชวนไปกินข้าว

       ชายทั้งสองรีบเก็บของแทบไม่ทัน แล้วเดินตามป้าพิณไปขึ้นรถ ระหว่างทางเดินนี้ก็ไม่มีวี่แววของป้าแก้วเลยสักนิด ทั้งคู่เล่าเรื่องประสบการณ์ชวนผวาเมื่อคืนให้ป้าพิณฟัง หลังจากเล่าเสร็จ ป้าพิณก็กล่าวขอโทษ และบอกว่าไม่รู้ว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้ แต่เคยได้ยินมาว่า สมัยก่อนป้าแก้วมีลูกอยู่จริง เด็กคนนี้ค่อนข้างซุกซน ชอบไปเล่นในป่าในสวนอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่ง ลูกของป้าแก้วเข้าไปเล่นในสวนแล้วก็หายตัวไป ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย หลายวันผ่านไปป้าแก้วเริ่มใจสลาย แต่แล้ววันดีคืนดีลูกชายก็กลับมา ป้าแก้วเข้าไปกอดลูกด้วยความดีใจถามว่าเขาไปอยู่ไหนมา เด็กคนนี้ก็ได้แต่ตอบว่าไปอยู่กับ “ลุง” มา ส่วนเรื่องอาหารการกิน “ลุง” ก็เป็นคนจัดเตรียมให้ ป้าแก้วไม่ได้คิดอะไรมากเพราะดีใจที่ลูกกลับมา หลังจากเรียกชาวบ้านมารับขวัญเด็กคนนี้แล้ว เขาก็กลับมาอยู่ที่บ้านป้าแก้วตามเดิม

       แต่เรื่องที่แปลกก็คือ หลังจากกลับมาลูกชายของป้าแก้วก็เอาแต่พูดถึงเรื่อง “ลุง” ขอร้องให้ป้าแก้วพาไปหา “ลุง” อยู่ตลอดเวลา เมื่อป้าแก้วถามว่าลุงคนนี้คือใคร ลูกก็ไม่ตอบ นานวันไป เด็กคนนี้ก็เริ่มอาละวาดเพราะแม่ไม่พาไปหาลุงเสียที สุดท้ายป้าแก้วไม่สามารถต้านทานความต้องการของลูกได้ ต้องยอมพาลูกไปหา “ลุง”  ป้าแก้วไปตามทางที่ลูกเป็นคนนำเข้าไปในป่า จนมาหยุดอยู่ตรงศาลพระภูมิไม้เก่า ๆ พอถึงตรงนั้นแล้วลูกของป้าแก้วก็เดินตรงไปที่เครื่องเซ่น แล้วหยิบมากิน! ลูกของป้าแก้วพูดว่า “เนี่ยไง บ้านลุง!”

       ป้าแก้วรีบห้ามลูก แล้วพากลับบ้านทันที เมื่อมาถึงบ้านก็อาละวาดพยายามจะกลับไปหา “ลุง” อีกให้ได้ ตอนนั้นป้าแก้วก็ต้องออกไปเก็บเห็ดทำสวน จะเอาลูกไปด้วยตลอดเวลาก็ไม่ได้ จึงตัดสินใจขังลูกไว้ในห้องตอนตัวเองไม่อยู่บ้าน วันหนึ่งเมื่อกลับมาจากการทำงาน บ้านก็ดูเงียบผิดสังเกต เมื่อไปดูที่ห้องก็พบลูกนอนตายอยู่! มีลักษณะเหมือนว่าพยายามจะเอามือข่วนไปที่กำแพง และยังมีเลือดอาบเต็มหัว เหมือนเอาหัวโขกไปที่กำแพงอยู่หลายรอบ

       เสียงที่คุณบอลและเพื่อนได้ยิน คงจะเป็นจิตสุดท้ายของเด็กคนนี้ที่เอาหัวโขกกำแพง เพื่อที่จะพยายามพาตัวเองออกจากห้องนี้ไปให้ได้นั่นเอง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

หลังจากกลับมาเมืองไทย คุณแม่ก็เริ่มมีอาการป่วยจนทรุดหนัก! สุดท้ายต้องรีบส่งคุณแม่เดินทางกลับอเมริกาภายใน 7 วัน!

06 พ.ย. 2023

หลังจากกลับมาเมืองไทย คุณแม่ก็เริ่มมีอาการป่วยจนทรุดหนัก! สุดท้ายต้องรีบส่งคุณแม่เดินทางกลับอเมริกาภายใน 7 วัน!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (31 ตุลาคม 2566) ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ได้ฟังเรื่องราวเจ้ากรรมนายเวรที่ต้องการตามเอาชีวิตคนใกล้ตัวอย่างคุณแม่ที่ชวนให้ทุกคนขนหัวลุก! เรื่องจาก ‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ จะเป็นอย่างไรนั้นตามไปอ่านพร้อมกันเลย! เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับตัวคุณแม่ของคุณอุ๋มอิ๋มเอง ซึ่งในทุก ๆ ปี คุณแม่จะกลับจากอเมริกาเพื่อมาเมืองไทยและใช้เวลาอยู่กับครอบครัวเป็นเวลา 3 - 4 เดือน เดิมทีตัวคุณแม่เองเคยมีปัญหาสุขภาพแต่ได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้ว ตัวคุณอุ๋มอิ๋มเองก็คิดว่าทุกอย่างกลับมาเป็นปกติแล้ว เพราะจากท่าทางของคุณแม่ที่สามารถไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ และใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่จู่ ๆ มือของคุณแม่ก็เริ่มสั่น และสั่นแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถควบคุมได้ คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มสังเกตเห็นก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า คุณแม่เป็นอะไร และตัวคุณแม่เองก็รับรู้ได้ว่าอาการเป็นหนักขึ้นกว่าทุกครั้ง และเริ่มเป็นตั้งแต่ก่อนจะมาถึงเมืองไทยแล้ว คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าอาการสั่นนั้นเป็นอาการของโรคพาร์กินสันตามวัยของผู้สูงอายุ จากนั้นไม่นานมือของคุณแม่ที่สั่น ๆ ก็เริ่มลามมาสั่นที่ปาก ในตอนนั้น คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มรู้สึกว่าอาการมันเริ่มหนักขึ้นจึงถามไปว่า “แม่เป็นอะไร” คำตอบสั้น ๆ ที่ได้จากคุณแม่คือ “แม่ป่วย” เพียงเท่านั้น และไม่ได้อธิบายต่อว่าป่วยเป็นอะไร คุณอุ๋มอิ๋มจึงรีบนำแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลในทันที หลังจากได้รับการตรวจคุณหมอก็ได้อธิบายว่า ผู้สูงอายุจะมีเส้นปลายประสาทและเป็นเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ซึ่งมีบางส่วนที่เลือดไม่ไปเลี้ยงปลายเส้นประสาทเล็ก ๆ เหล่านั้น ส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการสั่นดังกล่าว และอาการเหล่านี้ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเช่น เพิ่มการออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอและไม่เครียด หลังจากรู้สาเหตุ คุณแม่ก็ได้เปลี่ยนพฤติกรรมทุกอย่างและดูเหมือนว่าอาการของคุณแม่จะดีขึ้น แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่คุณแม่กำลังจะลุกขึ้นจากโซฟา แต่ดันล้มขาพับลงไปอยู่ที่พื้น หลังจากนั้นก็ต้องใช้สามง่ามในการพยุงตัวเดิน เพราะไม่สามารถเดินเองได้ ถึงขั้นต้องมีแม่บ้านคอยดูแล พยุงไปเข้าห้องน้ำ ด้วยความที่อาการของคุณแม่เริ่มหนักขึ้นทุกที คุณอุ๋มอิ๋มเองก็ถามย้ำว่า “ทำไมแม่ถึงไม่ไปหาหมอ?” คุณแม่ตอบกลับว่า “หมอก็บอกแล้วว่ารักษาไม่ได้ แล้วจะไปหาทำไม” แต่คุณอุ๋มอิ๋มทนเห็นแม่ต้องทรมาณแบบนี้ไม่ได้ จึงตัดสินที่จะพาคุณแม่ไปหาหมออีกครั้ง ในขณะนั้นคุณอุ๋มอิ๋มก็ได้รับสายจากพี่ชาย โทรเข้ามาเล่าว่าเมื่อคืนนี้เขาอยู่ที่บ้านเก่าของตระกูลคุณแม่ ได้เจอกับผู้หญิงแก่ หน้าห้อย ตาตี่ แววตาล่อกแลกมองซ้ายทีขวาที สวมเสื้อลายดอกสีแดง กางกางขายาวสีดำ เดินเข้ามาในบ้าน จังหวะนั้นคุณอุ๋มอิ๋มถามกลับไปทันทีว่า “ผู้หญิงแก่ ๆ ที่เห็นเนี่ยเป็นคน หรือไม่ใช่คน” ปลายสายตอบกลับมาเพียงคำสั้น ๆ ว่า “ก็ไม่ใช่คนอยู่แล้ว” ผู้หญิงแก่คนนี้เดินขึ้นมาจนถึงชั้นสามแล้วตะโกนส่งเสียงรีบร้อนลนลานว่า “เห็นไหม ว่ามัณฑนาอยู่ไหน เห็นไหม เห็นไหม มัณฑนาอยู่ไหน” ซึ่ง มัณฑนานั้น คือชื่อจริงของคุณแม่ พี่ชายเริ่มสัมผัสได้ว่าผู้หญิงแก่ตนนี้ไม่ใช้วิญญาณปกติ ต้องมีอะไรเป็นแน่ จึงตอบกลับไปว่า “ไม่มี ไม่มีหรอกคนนี้เค้าไม่อยู่แล้ว หายไปแล้ว” วิญญาณหญิงแก่ตนนี้ไม่เชื่อ “จะหายไปได้ยังไง เค้าบอกว่าอยู่บ้านนี้” พี่ชายจึงพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงแข็ง แบบไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น “ไม่มี ออกไป! ถ้าไม่ออกไปจะไล่และจะเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว!!” ด้วยความโมโหวิญญาณหญิงแก่ทำท่าทางฉุนเฉียวไม่พอใจและหายไปในทันที คุณอุ๋มอิ๋มคิดว่าคงจะจบลงเท่านี้ จึงพุดคุยให้คุณแม่สบายใจว่า “ไม่เป็นอะไร เพราะยังไงที่บ้านก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดูแลเต็มไปหมดอยู่แล้ว ยังไงคุณแม่ก็ต้องปลอดภัย” แต่แล้วอาการของคุณแม่ก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากมือสั่น ปากสั่น เดินไม่ได้ จนมาถึงปากของคุณแม่เริ่มแข็ง ขยับไม่ได้ จนทำให้คุณแม่ไม่สามารถพูดได้ วินาทีนั้นตัวคุณอุ๋มอิ๋มร้องไห้ออกมาด้วยความสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่ จึงคิดได้เพียงว่าต้องไปจุดธูปถามอากงเท่านั้น แม้รู้ว่าตามหลักแล้วจะไม่สามารถถามเรื่องราวของคนในครอบครัวได้ แต่ในครั้งนี้เกิดขึ้นกับคุณแม่ คุณอุ๋มอิ๋มทนไม่ไม่ไหวจริง ๆ จึงขอร้องให้อากงช่วยบอกว่าเกิดอะไรขึ้น คำแรกที่ได้ยินจากอากงคือ “เจ้ากรรมนายเวร” คุณอุ๋มอิ๋มรีบถามทันทีว่าเหตุการณ์แบบนี้ต้องทำอย่างไรคุณแม่ถึงจะหาย คุณอุ๋มอิ๋มร้องไห้ไปพร้อมกับขอร้องให้อากงช่วยเพราะไม่อยากให้คุณแม่ต้องทรมานเช่นนี้ อากงบอกมาเพียงว่า “อาร่างต้องมีสติก่อนนะ ไปทำทุกอย่างที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไปหาหมอ เอาผลทุกอย่างออกมา” เช้าวันรุ่งขึ้น คุณอุ๋มอิ๋มรีบพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลทันที เพื่อทำทุกอย่างตามที่อากงบอกไว้แต่สุดท้ายผลออกมาก็เป็นดังเดิมคือเลือดไม่ไปเลี้ยงยังเส้นปลายประสาท คุณอุ๋มอิ๋มรู้สึกว่าตนเองทำทุกอย่างแล้ว จึงกลับไปหาอากงอีกครั้ง แล้วบอกกับท่านว่าทุกอย่างที่ทำนั้น มันไม่มีอะไรที่จะรักษาคุณแม่ได้เลย มีเพียงแค่ต้องให้เวลาช่วยเยียวยาทุกอย่างให้ดีขึ้นเท่านั้น อากงได้พูดกลับมาอีกครั้ง “ให้เค้ากลับบ้าน (อเมริกา) ต้องกลับเท่านั้น และต้องกลับภายใน 7 วันนี้เท่านั้น” ด้วยอาการต่าง ๆ ที่คุณแม่กำลังเผชิญอยู่ทำให้การเดินทางเป็นไปได้ยาก คุณอุ๋มอิ๋มจึงหลุดปากพูดออกมาด้วยอารมณ์น้อยใจว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทำให้คุณแม่เดินได้” อากงรับปากตกลงตามคำขอจะช่วยกันวิญญาณหญิงแก่ให้ได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ในช่วง 7 วันนี้จนกว่าคุณแม่จะขึ้นเครื่องเดินทางกลับไป หลังจากวันนั้นที่ได้คุยกับอากงจบลง สิ่งที่คุณอุ๋มอิ๋มเห็นคือ มีผู้หญิงแก่ กำลังยืนอยู่ที่หน้าบ้าน โดยมีลักษณะเดียวกันกับที่พี่ชายโทรมาเล่าให้ฟัง ซึ่งเชื่อว่ามายืนอยู่นานแล้ว และรู้ว่าคุณแม่ของคุณอุ๋มอิ๋มก็อยู่ในบ้านหลังนี้ และในทุกครั้งที่คุณแม่ออกจากบ้าน วิญญาณตนนี้จะคอยมาเกาะตามไปทุกที่เพื่อให้อาการของคุณแม่แย่ลง เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มเริ่มรับรู้ถึงสาเหตุก็ได้อุทิศบุญภาวนาให้ ปรากฏว่าวิญญาณตนนี้พยายามสื่อออกมาว่า “อั๊วไม่รับ ทุกครั้งมันทำให้อั๊ว อั๊วก็ไม่รับ ยังไงอั๊วก็จะเอามันไปด้วย” เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว คุณอุ๋มอิ๋มก็ไม่ได้ต่อรองอะไรกับวิญญาณตนนั้น คิดเพียงแค่ว่าจะหาทุกวิธีที่เคยทำได้ผลมาใช้ในการต่อชีวิตคนคนนึง ตามวิธีการของคุณอุ๋มอิ๋มก็ได้เตรียมผ้าไตร 3 ชุดเพื่อนำไปถวายพระบวชใหม่ ปรากฏว่าคุณแม่มีอาการดีขึ้น เริ่มพูดได้อย่างช้า ๆ ถึงแม้จะไม่ได้ดีขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะพาคุณแม่ไปส่งขึ้นเครื่องกลับต่างประเทศให้ได้ตามคำที่อากงเคยกล่าวไว้ว่าเป็นทางรอดเดียวที่จะช่วยคุณแม่ได้ วิญญาณผู้หญิงแก่ได้หายไปถึง 2 วันก่อนที่คุณแม่จะเดินทาง โดยไม่ปรากฎตัวให้เห็นเหมือนในทุกครั้ง คุณอุ๋มอิ๋มเองก็ภาวนาว่าวิญญาณคงจะไม่ตามไปถึงที่อเมริกา ในระหว่างเดินทางทุกอย่างก็ปกติดี เมื่อคุณแม่เดินทางไปถึงอเมริกา คุณอุ๋มอิ๋มได้ติดต่อขอร้องให้คุณลุง (แฟนใหม่ของคุณแม่) ช่วยสวดบทสวดเกาะกำแพงแก้วเพื่อสื่อว่าไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาและไม่อนุญาตให้ใครตามมา พร้อมกับบอกกล่าวไปถึงอาป๋ากวนอูและอากงว่าคุณแม่ได้เดินทางกลับไปที่อเมริกาแล้ว หลังจากนั้นคุณแม่ได้เข้ารับการรักษา แต่สิ่งที่ได้รับจากการตรวจของคุณหมอคือ “คุณไม่เป็นอะไรเลยนะ” และอาการของคุณแม่ก็ดีขึ้นจริง ๆ สามารถยกแขนได้ และเริ่มลุกขึ้นเดินได้อย่างช้า ๆ ปากหายสั่นสามารถพูดคุยได้ตามปกติ วินาทีที่คุณอุ๋มอิ๋มทราบว่าคุณแม่อาการดีขึ้นถึงขั้นไม่เชื่อ จึงขอให้คุณลุงพาไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลอื่นอีกครั้ง แต่ผลปรากฏเช่นเดิมว่าคุณแม่ปกติดีทุกอย่าง แม้จะมีผลว่าคุณแม่มีปัญหาที่เส้นประสาท แต่อาการของคุณแม่แตกต่างไปจากตอนที่อยู่เมืองไทยอย่างน่าเหลือเชื่อ คุณอุ๋มอิ๋มได้สื่อถึงอากงอีกครั้งเพื่อที่จะถามว่าต้องทำอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ และอากงได้ชี้ทางให้คุณอุ๋มอิ๋มในฐานะที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันว่า ต้องทำบุญส่งไปให้ถึงวิญญาณผู้หญิงแก่โดยภาวนาให้วิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ดี อย่าได้มาจองเวรจองกรรมกันอีก จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวิญญาณตนนี้ทำให้คุณแม่ต้องเจ็บป่วย คุณอุ๋มอิ๋มจึงเดินทางทำบุญแก่ผู้ยากไร้ที่ไม่มีกำลังในการรักษาอาการป่วย เพื่อภาวนาส่งบุญนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรของคุณแม่ หลังจากนั้นเป็นต้นมา วิญญาณผู้หญิงแก่ตนนี้ก็ได้หายไป และไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย หลังจากเหตุการณ์เรื่องเลวร้ายผ่านพ้นไป ตัวคุณอุ๋มอิ๋มได้นั่งสมาธิและเห็นภาพพร้อมกับสัมผัสได้ว่าเจ้ากรรมนายเวรตนนี้ตามมาจากภพภูมิอื่น โดยฝังใจถึงคุณแม่ที่กลับมาภพนี้แล้วได้ดิบได้ดี จนลืมเขา ซึ่งเขาเคยช่วยเหลือคุณแม่มาก่อน จนสุดท้ายเค้าต้องมาป่วยตายกะทันหันด้วยโรคลมชัก จึงเกิดความแค้นต้องการให้คุณแม่เจ็บป่วยเช่นเดียวกันนั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

กางเกงมือสองเจ้าของตามมาหา! เรื่องราวของคนชอบเสื้อผ้ามือสอง ซื้อแบบไม่สนใจ จนได้ของแถมกลับมา!

25 ม.ค. 2024

กางเกงมือสองเจ้าของตามมาหา! เรื่องราวของคนชอบเสื้อผ้ามือสอง ซื้อแบบไม่สนใจ จนได้ของแถมกลับมา!

เรื่องนี้เป็นสายจาก ‘คุณมิ้น’ ที่โทรมาเล่าเหตุการณ์ของรุ่นน้องให้แฟนรายการ ‘ อังคารคลุมโปง X’ (16 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับ ‘น้องอาย’ รุ่นน้องของคุณมิ้น เกี่ยวกับเสื้อผ้ามือสองที่ได้ของแถมกลับมาด้วย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2566 ที่ผ่านมา คุณมิ้นเล่าว่า ‘น้องอาย’ ชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองมาก จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่กางเกงลายทหารและกางเกงคาร์โก้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง น้องอายจึงไปหาซื้อกางเกงในร้านที่ไปบ่อย ๆ ก็ได้เจอกางเกงที่มีลักษณะโดนใจ แต่เป็นขนาดของผู้ชาย น้องอายจึงขอผ้าถุงจากแม่ค้าและลองสวม เมื่อลองสวมก็รู้สึกว่าเอวใส่ได้พอดี แต่ช่วงขาของกางเกงยาวเกิน ด้วยความชอบ น้องอายจึงซื้อกลับมาและเอามาเก็บไว้ในตู้ เพื่อที่จะเอาไปตัดขากางเกงให้พอดีกับตัวเอง หลังที่ซื้อกางเกงกลับมา น้องอายรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา เวลาทำงานหางตาก็จะเห็นเหมือนกับมีคนเดินอยู่ในห้อง บางทีก็ได้ยินเสียงกุกกักอยู่ในตู้เสื้อผ้า น้องอายจึงมารื้อดู เพราะนึกว่ามีหนู แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร น้องอายเล่าให้คุณมิ้นฟังว่า เคยฝันว่าตัวเองปวดปัสสาวะ และสะดุ้งตื่นเห็นเงายืนอยู่ข้างตู้ที่ปลายเตียง จึงเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟที่โต๊ะข้างเตียง แต่พอเปิดไฟก็ไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้น จึงคิดว่าตัวเองตาฝาด หลังจากนั้นก็ไปเข้าห้องน้ำกลับมาปิดโคมไฟแล้วล้มตัวนอนอีกครั้ง ช่วงกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงประตูตู้เสื้อผ้าแง้มออก จึงมองดูในความมืด เห็นว่าประตูมันแง้มมานิดนึง แต่ก็นอนต่อเพราะคิดว่าไม่มีอะไร ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนกองเสื้อผ้าไหลออกมาจาก น้องอายจึงตัดสินในเปิดไฟห้องเพื่อที่จะเก็บเสื้อผ้าที่ไหลออกมา ในกองผ้านั้นมีกางเกงลายทหารที่เพิ่งซื้อมาอยู่ในนั้นด้วย น้องอายเก็บเสื้อผ้ายัดเข้าตู้เหมือนเดิม ปิดไฟกลับมานอนต่อ หลังจากล้มตัวลงนอนได้สักพัก ยังไม่ทันเคลิ้มหลับ น้องอายบอกว่าได้ยินเสียงบางอย่างในตู้ และตู้เสื้อผ้าก็สั่นโยก น้องอายจึงจับที่เตียงนอนเพราะคิดว่าแผ่นดินไหว ปรากฏว่ามีแค่ตู้ที่สั่น พอตู้หยุดสั่น น้องอายค่อย ๆ ล้มตัวลงนอนแต่สายตายังจ้องอยู่ที่ตู้ เห็นเงาผู้ชายคล้ายตำรวจไม่ก็ทหาร สูงประมาณ 180 เซนติเมตร ไม่แน่ใจว่าหน้าตาเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าดำไปทั้งตัว ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้ากำลังมองมาที่น้องอาย! น้องอายไม่กล้าจ้องเงานั้นจึงหลบสายตาแต่ก็สังเกตุเห็นว่าผู้ชายคนนั้นใส่เสื้อสีขาว กางเกงลายทหารเหมือนกับที่น้องอายซื้อมา น้องจึงคิดว่าน่าจะต้องเกี่ยวข้องกับกางเกงที่ซื้อมา น้องอายก้มหน้าและพูดออกมาว่า “พี่คะ หนูอยู่คนเดียว พี่อย่าหลอกหนูเลย ถ้าหนูทำอะไรให้พี่ไม่พอใจ หนูขอโทษ” หลังจากพูดจบก็ยังก้มหน้าอยู่แต่ความรู้สึกอากาศรอบตัวหยุดนิ่ง จึงตัดสินใจค่อย ๆ เงยหน้าดูก็ไม่เห็นผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ที่ตู้แล้ว น้องอายจึงเดินไปเปิดไฟห้องและตัดสินใจว่าจะออกไปหาเพื่อน แต่ตอนนั้นเป็นเวลาตี 2 กว่าแล้ว จึงจัดสินใจเปิดไฟแล้วนอนจนถึงเช้า ตื่นเช้ามา น้องอายคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากกางเกงที่ซื้อมา จึงเอากางเกงมาดูแต่ไม่พบอะไร น้องอายจึงตัดสินใจกลับด้านดูด้านใน ทำให้เห็นว่ามีคราบสีแดงคล้ำ ๆ คล้ายเลือด ตรงบริเวณขากางเกงฝั่งซ้าย และขอบกางเกงด้านในมีคราบเลือดเป็นวงขนาดใหญ่ น้องอายจึงโทรไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟังและถ่ายรูปกางเกงส่งไปและมีความคิดว่าจะตามหาที่มาของกางเกงตัวนี้ แต่ร้านไม่น่าจะรู้เพราะเสื้อผ้ามือสองส่วนใหญ่มาจากหลาย ๆ ที่ น้องอายตัดสินใจว่าจะเอากางเกงตัวนี้ทิ้งแต่มีความคิดว่าเขาจะโกรธไหม จึงตัดสินใจเอากางเกงตัวนี้ไปที่วัดและเล่าเหตุการณ์ที่เจอให้กับหลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงแนะนำให้สวดบังสุกุลและเผากางเกงตัวนี้ให้เขาไป น้องอายทำตามที่หลวงพ่อแนะนำ หลังจากที่ทำไปแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในห้องอีก คุณมิ้นเล่าต่อว่าปัจจุบันน้องอายก็ยังชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองอยู่ แต่จะดูให้ละเอียดก่อน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณโบนัส เดอะโกสท์ ‘เเหวนหางช้าง’ l อังคารคลุมโปง X โดนัท Howtozghost [25 มี.ค. 2568 ]

04 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณโบนัส เดอะโกสท์ ‘เเหวนหางช้าง’ l อังคารคลุมโปง X โดนัท Howtozghost [25 มี.ค. 2568 ]

ในรายการ “อังคารคลุมโปง X’ (25 มีนาคม 2568) มีเรื่องราวสุดหลอนจาก “คุณโบนัส” ที่ได้รับแหวนหางช้างจากเพื่อนร่วมงาน ก่อนเกิดเหตุการณ์ลึกลับจนทำให้เธอหายตัวไป แต่ทำไมเธอยังคงกลับมาปรากฏตัวในสถานที่ทำงานอยู่? มาฟังเรื่องราวเต็มๆ กับ “ดีเจแนน”, “ดีเจเจ็ม”, และ “ดีเจมดดำ” แล้วคุณจะรู้ว่า บางครั้ง คนที่เราคุยอยู่ด้วยทุกวัน อาจจะไม่ใช่คนก็เป็นได้! ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คุณโบนัสเคยทำงานเป็นดีเจประจำสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง โดยจำเป็นต้องโยกย้ายสถานที่ทำงานทุก ๆ 5-6 เดือน จนกระทั่งได้รับสัญญาทำงานที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งในภาคใต้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ที่นั่น คุณโบนัสได้ทำความรู้จักกับพนักงานหลายคน รวมถึง “คุณแนน” พนักงานต้อนรับ (PR) สาวที่ย้ายมาจากต่างจังหวัด เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ต้องมาทำงานไกลบ้าน เธอเล่าว่าตามเพื่อนมา เนื่องจากที่บ้านไม่มีอะไรให้ทำ ทั้งสองคนจึงสนิทกันจากการที่ต่างเป็นคนต่างถิ่นเหมือนกัน เมื่อระยะเวลาสัญญาของคุณโบนัสใกล้จะสิ้นสุดลง คุณแนนได้กล่าวขึ้นว่า “พี่จะย้ายงานแล้วใช่ไหม?” เมื่อได้รับคำตอบว่าใช่ เธอจึงถอดแหวนหางช้างออกจากนิ้วของตนและยื่นให้ พร้อมกล่าวว่า “พี่เดินทางบ่อย หนูอยากให้แหวนนี้คุ้มครองพี่ หนูใส่มาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ให้มา” คุณโบนัสตกใจและถามว่า “ทำไมถึงไม่เก็บไว้ใส่เอง มันคงมีค่าสำหรับเธอมาก” แต่ คุณแนน ตอบกลับว่า “หนูไม่ได้เดินทางไกลเหมือนพี่ หนูคงไม่ได้ใช้มันแล้ว” แม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่คุณโบนัสก็นำแหวนมาเก็บไว้โดยไม่ได้สวมใส่ ในวันถัดมา มีการแสดงคอนเสิร์ตจากวงดนตรีชื่อดัง คุณโบนัสเดินทางไปซาวด์เช็กตั้งแต่ช่วงบ่าย ระหว่างนั้น ทีมงานของวงได้เดินเข้าไปในห้องพักศิลปิน ทันใดนั้น หนึ่งในทีมงานก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนรีบเดินออกจากห้อง เมื่อ คุณโบนัสสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติจึงเข้าไปสอบถาม ทีมงานคนดังกล่าวอธิบายด้วยสีหน้าซีดเผือดว่า “ผมเห็นผู้หญิงนั่งอยู่มุมห้อง เปียกโชกไปทั้งตัว” ในช่วงค่ำ ขณะที่คอนเสิร์ตดำเนินไป ลูกค้ากลุ่มหนึ่งโวยวายว่าสั่งเครื่องดื่มไปนานแล้วแต่ยังไม่ได้รับ กัปตันของร้าน จึงเข้ามาสอบถามว่าลูกค้าสั่งเครื่องดื่มกับใคร เมื่อได้รับคำตอบว่าสั่งกับ “ผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวไม่เหมือนคนอื่น” กัปตันจึงเรียกพนักงานหญิงทุกคนมาให้ลูกค้าดู แต่ลูกค้ากลับบอกว่า ไม่มีใครในกลุ่มนี้ที่เป็นคนรับออเดอร์ สุดท้าย ทางร้านจึงชดเชยเครื่องดื่มให้ลูกค้า และเรื่องก็จบลงไป หลังเลิกงาน คุณโบนัสพบคุณแนนนั่งอยู่หน้าร้าน จึงชวนไปทานก๋วยเตี๋ยว แต่เธอตอบกลับว่า “หนูมีปัญหา หนูอยากกลับบ้านแล้ว ไม่อยากทำงานที่นี่ต่อไป” เมื่อสอบถามว่าเกิดปัญหากับครอบครัวหรือไม่ เธอปฏิเสธ และกล่าวเพียงว่า “หนูรู้สึกใจไม่ดีแปลก ๆ อยากกลับบ้าน” วันรุ่งขึ้น คุณโบนัสเห็นคุณแนนมานั่งที่มุมร้านเร็วกว่าปกติ เมื่อเข้าไปสอบถาม เธอบอกว่า “หนูจะลาออกแล้ว หนูไม่อยากทำงานที่นี่ต่อไป” คุณโบนัส เริ่มกังวลว่าอาจเป็นเพราะเรื่องแหวน จึงเสนอจะคืนให้ แต่เธอกลับปฏิเสธ “พี่เก็บไว้เถอะ เก็บไว้ให้ดี ๆ หนูคงไม่ได้ใช้แล้ว” จากนั้น เธอเล่าต่อว่า โทรหาครอบครัวแต่ไม่มีใครรับสาย และเมื่อพ่อแม่รับสายก็ดูเหมือนไม่สนใจเธอ ในช่วงเย็น คุณโบนัสขอให้พนักงานหญิงอีกคนไปดูแลคุณแนน เนื่องจากเธอดูเครียดผิดปกติ แต่พนักงานคนนั้นกลับตอบว่า “พี่… คุณแนนไม่มาทำงานสองวันแล้วนะ” คุณโบนัสตกตะลึง เพราะเมื่อไม่นานมานี้เขายังเห็นเธอนั่งอยู่ที่ร้าน ในขณะเดียวกัน คุณแนนลุกขึ้นและเดินไปทางด้านหลังร้าน พนักงานหญิงที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเธอจึงเดินตามไป แต่หลังจากนั้นก็หายตัวไป โดยไม่มีใครเห็นเธอเดินกลับมา ในช่วงดึก หลังจากเสร็จงาน เจ้าของร้านได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขอให้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ เมื่อไปถึง พวกเขาเห็นรถจักรยานยนต์ของคุณแนนถูกยกขึ้นจากคลอง เมื่อหน่วยกู้ภัยนำร่างของหญิงสาวขึ้นมา เธอสวมเสื้อตัวเดียวกับที่คุณโบนัสเห็นก่อนหน้านี้ แต่ร่างนั้นอยู่ในสภาพบวมอืด และคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณสองวัน พนักงานหญิงที่เดินตามคุณแนนไปหลังร้านในวันนั้น ขี่จักรยานยนต์ตามมาที่จุดเกิดเหตุในสภาพตกใจสุดขีด เธอร้องไห้พลางกล่าวว่า “พี่รู้ไหม ตอนที่หนูเดินตามแนนไป ตัวมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว เสื้อผ้ามันเริ่มเปียก และน้ำหยดลงพื้น ต่อหน้าต่อตาหนูเลย พอหนูจะเข้าไปแตะตัวมัน น้ำเหลืองติดมือหนูเต็มไปหมด หนูกลัวมากจนต้องวิ่งออกมา” หลังจากเหตุการณ์นั้น มีพนักงานหลายคนยังคงพบเห็นคุณแนนปรากฏตัวอยู่ภายในร้าน เจ้าของร้านจึงตัดสินใจติดต่อครอบครัวของเธอ แต่ปรากฏว่าพ่อของเธอยังไม่ทราบว่าลูกสาวเสียชีวิต คืนก่อนที่ได้รับข่าวร้าย พ่อของคุณแนนฝันเห็นลูกสาวมายืนเรียกหน้าบ้านว่า “พ่อเปิดประตูให้หนูหน่อย” เมื่อทราบว่าเธอยังคงปรากฏตัวในร้าน พ่อของเธอจึงตัดสินใจเดินทางมารับเธอกลับบ้าน พร้อมให้พระมาทำพิธี คุณโบนัสได้นำแหวนหางช้างกลับไปให้พระ และถามว่าควรเก็บไว้หรือไม่ พระตอบว่า “แหวนนี้ไม่ได้เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ชะตาของเธอได้ขาดลงแล้ว..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'ครูเอก' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

14 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'ครูเอก' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

‘ขวัญ น้ำมันพราย’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูเอก’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟังมาจาก ‘พี่เอก’ ซึ่งเรื่องนี้ย้อนกลับไปประมาณ 20 - 30 ปีก่อน เป็นช่วงที่พี่เอกกำลังบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในภาคเหนือ พี่เอกนั้นจะมีรถส่วนตัวคันเก่า จึงใช้รถคันนั้นขับไปรายงานตัวที่โรงเรียน โดยเดินทางออกจากจังหวัดกาญจนบุรี สมัยนั้นยังไม่มี GPS จึงเกิดการหลง ทำให้เสียเวลาพอสมควร พี่เอกถามคนข้างทางไปเรื่อย แต่ละคนต่างบอกไม่เหมือนกันสักคน ทำให้ถึงโรงเรียนประมาณ 6 โมงเย็น เมื่อขับไปถึง ลักษณะประตูโรงเรียนจะเป็นประตูเลื่อนบานเดียว พี่เอกก็สงสัยว่าทำไมโรงเรียนถึงเงียบผิดปกติ จึงไปยืนดูหน้าประตู และเห็นว่าประตูสามารถเลื่อนได้ พี่เอกจึงเลื่อนประตูแล้วขับรถเข้าไป เมื่อขับเข้าไป ก็เห็นสนามบอลอยู่ตรงกลางของโรงเรียน พี่เอกขับเข้าไปอยู่ฝั่งซ้ายของสนามบอล และหลังสนามฟุตบอลจะมีอาคารไม้สูงสองชั้น มีบันไดอยู่ 3 ขั้นเพื่อขึ้นชั้น 1 และมีทางเข้าออกซ้ายขวา ซึ่งพี่เอกไปจอดอยู่ฝั่งซ้ายของสนามบอลที่มีโรงอาหารเก่า ๆ อยู่ด้านข้าง เมื่อจอดรถเสร็จ พี่เอกก็รู้สึกสงสัย เพราะปกติแล้วโรงเรียนประถมควรจะคึกครื้นกว่านี้ แต่โรงเรียนนี้กลับเงียบผิดปกติ พี่เอกมองหาคนเพื่อสอบถาม แต่มองไปมองมาก็เห็นอาคารเล็ก ๆ เหมือนบ้านชั้นเดียวที่อยู่ข้างตึกเรียน จู่ ๆ บ้านหลังนั้นก็เปิดประตูมา แล้วก็มีคนเดินอกมาจากบ้านหลังนั้นพร้อมลากของออกมาหน้าบ้าน พี่เอกจึงเดินผ่านตึกเรียนไปที่บ้านหลังนั้น ก็เห็นว่าเป็นคุณลุงใส่เสื้อเก่า ๆ พี่เอกจึงตะโกนเรียกคุณลุง คุณลุงหยุดการกระทำแล้วหันมามองพี่เอก แล้วถามว่า “คุณเป็นใคร” พี่เอกจึงตอบว่า “ผมเป็นครูใหม่ที่จะมารายงานตัวครับ” คุณลุงถามว่า “ทำไมมาเวลานี้ ผอ.ก็รอจนกลับไปแล้ว” พี่เอกรีบอธิบายว่าตนหลงทาง คุณลุงจึงให้กุญแจบ้านพักครูที่อยู่บริเวณหลังที่พี่เอกจอดรถ และให้ไปห้องที่ไม่ได้ล็อกกุญแจ เมื่อพี่เอกไปถึง ก็เห็นว่าทั้ง 2 ห้องดันล็อคกุญแจอยู่ พี่เอกจึงลองไขดูถึงได้รู้ว่าเป็นห้องไหน จากนั้นก็เอาของเข้าไปเก็บ เมื่อเก็บของเสร็จ พี่เอกก็คิดจะขับรถเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อหาของกิน ในตอนที่ออกจากห้องก็ยังเห็นคุณลุงขนของอยู่ พี่เอกจึงทักทายทำความรู้จักกับคุณลุง ได้ความมาว่าคุณลุงชื่อ ‘สังเวียน’ และคุณลุงยังบอกให้พี่เอกรีบไปรีบกลับอย่ากลับดึกมาก หลังจากทักทายกันเสร็จ พี่เอกก็ขอตัวออกไปหาอะไรกินในหมู่บ้านตามแผน คนในละแวกนั้นไม่เคยเห็นหน้าจึงถามว่าเป็นใคร พี่เอกก็บอกว่าเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียน เมื่อกลับไปถึงโรงเรียนพี่เอกก็แปลกใจว่า ‘ทำไมไม่มีไฟสักดวง’ แต่ก็กลับไปที่ห้องพักแล้วกินข้าวที่ซื้อมา จากนั้นก็อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวนอน แต่พี่เอกรู้สึกไม่คุ้นที่จึงออกมาเดินเล่น ในขณะที่เดินเล่นก็มีเสียง โครม! ดังมาจากอีกฝั่งของสนามบอล ก็คือหน้าห้องของลุงสังเวียน และก็เห็นว่าลุงสังเวียนเปิดประตูออกมาพร้อมถือไม้กวาดกับถังใส่ของ เมื่อเห็นว่าลุงสังเวียนไม่ได้เป็นอะไร พี่เอกก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ และมองไปที่อาคารไม้พร้อมกับชื่นชมตัวอาคารเพราะมันสวยดี แต่เมื่อแหงนมองไปชั้น 2 ก็แปลกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะเห็นนักเรียนยืนเอามือท้าวขอบระเบียงอยู่บนระเบียง พี่เอกจึงตะโกนถามว่าเป็นใคร เด็กคนนั้นหันมามองพี่เอกแล้วยิ้มให้แต่ก็ไม่พูดอะไรแล้วก็วิ่งหายไปในความมืด พี่เอกจึงกลับไปที่ห้องพักเพื่อเอาไฟฉายแล้ววิ่งตามไป แต่จังหวะที่กำลังขึ้นไปไฟฉายดันดับ สักพักได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ พี่เอกก็หันไปดูพร้อมหันไปฉายไปและไปฉายก็ติดพอดี เห็นหัวเด็กอยู่ตรงพื้นบันไดชั้น 2 ลักษณะเหมือนนอนละเอาหัวโผล่มา แล้วเด็กคนนั้นก็ลุกแล้วก็วิ่งย้อนไปอีกฝั่งนึง! พี่เอกก็วิ่งตามไปแต่ก็หาไม่เจอ จนไปถึงห้องสุดท้ายก็เปิดประตูเข้าไปก็ไม่มีอะไร ในระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเท้าพี่เอกจึงหันกลับไปดูแต่ก็ไม่มีอะไร พี่เอกเริ่มกลัวแล้วก็ตัดสินใจกลับห้อง แต่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลัง พี่เอกเลยหันไปดู สิ่งที่เห็นคือเด็กวิ่งเข้ามาใส่ พี่เอกตกในจนเสียหลัก พอตั้งหลักได้เด็กคนนั้นกลับไปยืนอยู่กลางอาคาร พี่เอกจึงถามว่าเป็นใคร เด็กคนนั้นก็หายเข้าไปในห้องเรียน พี่เอกก็ตามเด็กไปอีก พี่เอกเปิดประตูเข้าไปเห็นเด็กอยู่ตรงหน้าต่าง พี่เอกก็เรียกให้เด็กคนนั้นมาคุย แต่สิ่งที่เห็นคือเด็กกระโดดลงหน้าต่างไป! พี่เอกรีบวิ่งไปดูแต่ก็ว่างเปล่า จากนั้นก็รู้ตัวแล้วว่าตนโดนผีหลอกจึงตัดสินใจวิ่งลงบันไดจะกลับห้อง ก็ได้ยินเสียง โครม! อีกครั้ง ดังมาจากบ้านลุงสังเวียน แล้วก็เห็นประตูบ้านของลุงสังเวียนเปิด จากนั้นพี่เอกก็เห็นว่ามีมือและหน้าเด็กโผล่ออกมา ซึ่งก็คือเด็กคนนั้นแล้วชี้เข้าไปในบ้าน พี่เอกจึงเดินไปหา แต่ก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินบนอาคารเมื่อหันไปก็ไม่มีใคร พอถึงหน้าบ้านลุงสังเวียน พอเข้าไปบรรยากาศในบ้านมีของวางเต็มไปหมด และมีห้องที่ปิดประตูอยู่ พี่เอกจึงตะโกนถามว่า “ลุงอยู่ไหม เป็นอะไรรึเปล่า” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ พี่เอกจึงเดินไปที่ห้องนั้น และเปิดประตูเข้าไปจนเตะเข้ากับขวดเหล้าขาวเต็มไปหมด พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลุงสังเวียนแขวนคอตายลิ้นจุกปาก พอตั้งสติได้ก็วิ่งออกจากห้องลุงสังเวียน แล้วก็เอากุญแจรถที่ห้อง เมื่อจะขึ้นรถ จู่ ๆ ก็มีรถหลายคันขับเข้ามา แล้วถามพี่เอกว่าเป็นใคร ตนก็รีบอธิบายว่าเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียนนี้ ซึ่งคนที่ถามคือครูเวรที่ไปตามตำรวจมา แล้วตำรวจก็พาเดินไปหน้าห้องลุงสังเวียน เพื่อชันสูตร แต่พี่เอกก็ต้องขนลุกเมื่อมองไปที่รูปภาพข้างเตียงของลุงสังเวียนเป็นเด็กคนนั้นที่มีคำว่าชาตะมรณะ ที่ตายยังไม่ถึง 1 อาทิตย์! และได้ความจากครูเวรว่าลุงสังเวียนเป็นปู่ของเด็กคนนี้ เด็กคนนี้พ่อแม่ทิ้ง ลุงสังเวียนจึงเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ ซึ่งสาเหตุการตายของเด็กคนนี้คือเล่นกับเพื่อนแล้วผลัดตกหน้าต่างไปแปลงผักที่มีไม้ไผ่เสียบอยู่ ซึ่งเด็กคนนี้ตกลงไปแล้วคอเสียบไม่ไผ่ตายคาที่ และวันนี้ครูเวรก็สงสัยว่าทำไมไม่เห็นลุงสังเวียน ก็ได้พบว่าลุงสังเวียนฆ่าตัวตาย เมื่อครูเอกได้รู้เรื่องราวก็เลือกที่จะไปเช่าบ้านอยู่นอกโรงเรียนแทน..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-