แม้จะเลิกรากันด้วยดี และเธอก็เสียชีวิตไปแล้ว แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ผูกคุณน็อตกับดวงวิญญาณของแฟนเก่าไว้ด้วยกัน เธอมาหาเขาทุกคืน... แล้วนั่งทับที่หน้าอกของเขา!

อังคารคลุมโปง RECAP

แม้จะเลิกรากันด้วยดี และเธอก็เสียชีวิตไปแล้ว แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ผูกคุณน็อตกับดวงวิญญาณของแฟนเก่าไว้ด้วยกัน เธอมาหาเขาทุกคืน... แล้วนั่งทับที่หน้าอกของเขา!

30 มิ.ย. 2023

       ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับ ‘ดีโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ รับหน้าที่ดำเนินรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 มิ.ย. 66) ในครั้งนี้ สำหรับสายแรกของเรามาจากชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘คุณน็อต’ ซึ่งถูกผีแฟนเก่าตามรังควานไม่เลิกด้วยเหตุผลบางอย่าง ถ้าพร้อมที่จะไป อ่าน-ท้า-ผี กันแล้ว! เชิญย่อหน้าถัดไปเลยจ้า

       เรื่องราวของเราเริ่มต้นขึ้นที่คุณน็อต เขามีแฟนเก่าคนนึงที่คบกันมานาน 3 - 4 ปี หลังจากที่ปลดประจำการจากทหารกองเกณฑ์เขาก็ต้องเลิกรากับเธอไป เป็นเพราะจบความสัมพันธ์ด้วยดี เขากับแฟนเก่าจึงมีการนัดเจอกันอยู่บ้างประปราย แต่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจู่ ๆ ก็ขาดการติดต่อกับเธอไป คุณน็อตคิดว่าเธอคงไปมีคนใหม่แล้ว อาจจะไม่ได้มีเวลามาคุยกับเขาเหมือนเดิม

       เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประมาณวันที่ 15 พฤษภาคมพอดี คุณน็อตป่วยหนักมาก ปกติเขาเป็นคนเลิกงานไม่เป็นเวลาอยู่แล้ว คืนนั้นคุณน็อตเลิกงานเกือบ 5 ทุ่ม แล้วกลับมานอนที่ห้องของตัวเอง ขณะที่หลับอยู่ คุณน็อตก็รู้สึกถึงเงาร่างใหญ่สีดำทับมาที่หน้าอกของเขา! ในใจคิดว่าคงไม่มีอะไร เพราะส่วนตัวเป็นคนไม่เชื่อเรื่องอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว คิดว่าอาจเป็นอาการที่เกิดจากความเหนื่อยตอนทำงาน พอนอนต่อไปจนถึงเวลาประมาณตี 2-3 คุณน็อตก็รู้สึกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีอาการดิ้น เพราะเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมาบีบคอ! ครั้งนี้คงไม่ได้เหนื่อยหรือว่าละเมอแล้ว พอคุณน็อตตื่นขึ้นในตอนเช้า เขาก็ยังคงรู้สึกถึงความเหนื่อยหอบแบบนี้เหมือนเมื่อคืน และอาการดังกล่าวก็ยังคงเกิดวนไปมาเรื่อย ๆ

       กระทั่งวันหยุดขณะเดินทางกลับบ้านที่นครปฐม เขาก็เห็นแฟนเก่าตัวเองปรากฎอยู่ตามข้างทางอย่างต่อเนื่อง! คุณน็อตคิดว่าตัวเองคงวิตกเรื่องอดีตแฟนคนนี้มากจนเกินไป พอกลับถึงบ้านเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ก็มีเงาอันแสนคุ้นเคยมาทับอกของเขาขณะที่หลับอยู่เหมือนเดิม! คุณน็อตเริ่มหายใจไม่ออกและไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนอีก เขาพยายามสวดมนต์จนผล็อยหลับไป..

       เช้าวันต่อมา คุณน็อตตื่นตามปกติแล้วเดินทางกลับไปที่คอนโดของตัวเอง และอย่างที่ผู้อ่านทุกคนน่าจะพอเดาได้...มีเงาปริศนาบางอย่างมาทับตรงอกของเขาอีกครั้ง จนเขาทนไม่ไหว! เช้าวันต่อมา คุณน็อตจึงไปหาหมอ พยายามให้หมอตรวจดูว่าตนเป็นอะไรกันแน่

       คุณน็อตพบว่าตัวเองมีความดันเลือดสูงมาก เหมือนกับคนที่ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา หมอจึงบอกให้เขาลองนั่งพักก่อนจะตรวจวัดค่าความดันอีกรอบ แต่พอเมื่อตรวจอีกรอบ ความดันก็ยังสูงเหมือนเดิม เมื่อตรวจโควิดดูผลก็ไม่ได้เป็นอะไร สุดท้ายหมอจึงสั่งยาและให้เขากลับคอนโด ก่อนที่จะถึงห้อง คุณน็อตนัดไปกินข้าวกับเพื่อน 3 คน แต่เมื่อไปนั่งที่โต๊ะอาหาร บริกรกลับหยิบช้อนส้อมกับจานแบ่งมาให้พวกเขากับเพื่อนถึง 4  ชุด! จนคุณน็อตและเพื่อนต่างแซวกันว่า “เฮ้ย มึงพาใครมารึเปล่าวะ” เมื่อตกดึก คุณน็อตก็ยังรู้สึกเช่นเดิมว่าเหนื่อยเหมือนมีใครมาทับตัวเขา ไม่ก็ขี่คอของเขา!

       คุณน็อตรู้สึกทรมานมาก จนกระทั่งวันหนึ่งเขานั่งทำงานอยู่ที่ห้องเวลาใกล้เที่ยงคืน อาการแน่นอกนี้ก็กลับมาอีกครั้ง เขาเกือบจะต้องไปโรงพยาบาลอีกรอบ แต่ก็มีเหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้คุณน็อตเปิดหน้าเฟสบุ๊คแฟนเก่าของตัวเองขึ้นมา เมื่อเข้าไปในหน้าไทม์ไลน์ เขาถึงกับต้องตกใจ!

       มีข้อความเขียนแสดงความเสียใจจำนวนมากอยู่ที่หน้าไทม์ไลน์ของแฟนเก่าคนนี้! และอีกเรื่องที่แปลกใจก็คือ แฟนเก่าคนนี้ได้บล็อคคุณน็อตไปตอนเลิกกันแล้ว แล้วเขาเข้าหน้าเฟสบุ๊คของเธอได้ยังไง เวลาผ่านไปอีกสักพักใกล้ตีหนึ่ง คุณน็อตก็เริ่มแน่นที่หน้าอกตัวเองอย่างรุนแรงอีกครั้ง แล้วก็มีอะไรบางอย่างดลใจให้เขาไปเปิดหน้าเฟสบุ๊คของแฟนเก่าเขาอีกรอบ... เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า แฟนเก่าของคุณน็อตเสียชีวิตแล้ว! คุณน็อตอึ้งไปพักหนึ่งก่อนที่จะไปเห็นภาพที่โพสต์เป็นด้านหน้าโลงศพของเธอ คุณน็อตจึงพยายามหาวันและเวลาการตายของเธอ ก็ไปเจอว่าเป็นช่วงกลางเดือนพฤษภาคม วันที่ 15 ที่พึ่งผ่านมานี่เอง ซึ่งก็ตรงกับช่วงเวลาครั้งแรกที่เขาเริ่มรู้สึกปวดแน่นที่หน้าอกพอดี!

       ปัง! ทันใดนั้นประตูห้องของเขาก็ปิดลง คุณน็อตตกใจมากเมื่อประตูห้องคอนโดปิดลงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เขาสะดุ้งกระโดดขึ้นเตียงนึกถึงพ่อแม่และยายก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ต่อสายตรงไปหาพวกเขา พวกเขาบอกให้คุณน็อตใจเย็น  ตั้งสติ สวดมนต์และพยายามข่มตาหลับให้ได้ พอถึงช่วงเช้าวันต่อมา เมื่อตื่นขึ้นมาและมีสติมากขึ้น ก็รีบไปทำบุญสังฆทานทันที หลังจากทำเสร็จแล้ว ก็เหมือนได้ยกอะไรออกจากตัว ความเจ็บปวดหรืออาการใด ๆ เหมือนครั้งที่ผ่านมาก็เลือนหายไปทันควัน ตอนนั้นเป็นช่วงเวลา 6.30 น. ของเช้าวันวิสาขบูชา คุณน็อตไปนั่งตรงเจดีย์ที่เขาและแฟนเก่าคนนั้นเคยไปนั่งเล่นด้วยกันในอดีต พอเขานั่งลงก็มีลมแรงวูบใหญ่พัดผ่านใบหน้าของเขาไปชั่วอึดใจ

       เมื่อคุณน็อตนอนหลับในคืนวันนั้น เขาก็ฝันเห็นเธอ... ในความฝันนั้น คุณน็อตยืนอยู่ เห็นแฟนเก่ากำลังขับรถผ่านไป  คุณน็อตเรียกเท่าไหร่ เธอก็ดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะหันมามอง หลังจากเขาตื่นขึ้นมา คุณน็อตก็พยายามติดต่อกับญาติของแฟนเก่าคนนี้ จนรู้ในเวลาต่อมาว่า เธอนั้นเก็บของที่เขาเคยให้ไว้ตลอดเวลาในกล่องส่วนตัวของตน เขาคิดได้ในภายหลังว่าตอนช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เธอคงจะมาส่งข่าวเพื่อให้เขารับรู้ว่า “เธอไม่อยู่แล้ว”

       แต่ความรู้สึกส่วนตัวของคุณน็อต เขารู้สึกว่าเป็นการมาส่งข่าวที่แรงมาก คล้ายกับว่าจะให้เขาไปอยู่ด้วยให้ได้ คุณน็อตเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ให้แม่ฟัง แม่คุณน็อตบอกว่าเรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ คุณน็อตจึงจำเป็นต้องไปหาโอกาสไปทำพิธีตัดกรรมจากกัน เพื่อกันไม่ให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นได้อีก เขาบรรยายให้ดีเจฟังว่าเป็นช่วงเวลา 2  สัปดาห์ที่ทรมานมาก

       ดีเจเคเบิ้ลถามคุณน็อตว่าก่อนที่จะเกิดเรื่องราวทั้งหมดนี้ ได้รู้สึกถึงลางบอกเหตุอะไรล่วงหน้ารึเปล่า คุณน็อตตอบกลับไปว่า เขาก็มีความรู้สึกอิดโรยอย่างมากในตอนเช้าก่อนวันที่เกิดเรื่อง ถึงขั้นที่ลูกน้องกับพ่อก็ยังทักว่าเขาไปทำอะไรมา ทำไมถึงโทรมขนาดนี้ นอกจากนี้ แม่คุณน็อตยังอธิบายให้ฟังว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเขานี้ คงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่คนตายกำลังเดินตาม “เก็บรอยเท้า” ของตัวเองในช่วงเจ็ดวันแรกหลังจากที่เสียชีวิต

       เรื่องนี้ทำเอาดีเจทั้งสามคนขนลุกไปตามกัน เป็นการประเดิมค่ำคืนเขย่าขวัญของอังคารคลุมโปงที่ดีทีเดียว!

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากม้าม่วง PowerpuffGAY 'ขอใครไว้' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

02 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากม้าม่วง PowerpuffGAY 'ขอใครไว้' I อังคารคลุมโปง X ม้าม่วง Powerpuff GAY [28 ม.ค. 2568]

‘คุณม้าม่วง Powerpuff GAY’ ได้มาเล่าเรื่องหลอนของน้องสาวที่ต้องฝันร้ายทุกคืน จนวันหนึ่ง พราหมณ์ที่วัดแขกยื่นของบางอย่างให้ แล้วฝันร้ายก็หายไป… แต่คืนหนึ่ง เธอกลับฝันเห็นคนแก่มายืนจ้อง และไม่นาน หมอดูก็พูดประโยคชวนขนลุก “เคยขออะไรไว้ กลับไปหาเขาหน่อยนะ” น้องสาวคุณม้าม่วงเคยขออะไรไว้? แล้วเธอลืมอะไรไป? มาฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 มกราคม 2568) ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! ‘คุณม้าม่วง Powerpuff GAY’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้องสาว โดยน้องสาวของคุณม้าม่วงนั้นชอบมาปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับคุณม้าม่วงเป็นประจำ เพราะว่าน้องสาวของคุณม้าม่วงฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ และชอบมาบ่นอยู่ทุกวันว่า “เธอชั้นฝันร้ายอีกแล้ว เธอชั้นฝันว่าถูกไล่ฆ่า ฝันว่าผีมาดึงแขนอีกแล้ว!” คุณม้าม่วงถึงถามไปว่า “มึงเคยไหว้พระ ไหว้อะไรไหม” ทางน้องสาวก็ตอบกลับมาว่า “เธอ ชั้นก็ไหว้ ชั้นก็สวดมนต์ ชั้นพยายามสวดมนต์ตอนกลางคืนแล้ว แต่มันก็ยังมีเรื่องแปลกประหลาดมาเกิดขึ้นอยู่ดี” เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งทางน้องสาวได้ลาออกจากงานมาเป็นผู้จัดการให้คุณม้าม่วง ในช่วงแรก คุณม้าม่วงอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ จึงจำเป็นต้องเช่าเพิ่มอีก 1 ห้องเพื่อให้น้องสาวอยู่ เป็นห้องที่อยู่ตรงข้ามกันพอดี หลังจากที่น้องสาวคุณม้าม่วงย้ายมาแล้ว ก็ยังคงฝันร้ายอีกเช่นเคย และมักจะเป็นฝันเรื่องเดิม ๆ ฝันว่า ‘มีผีมาหา มีคนไล่ฆ่า วิ่งขึ้นรถแล้วก็มีคนต่างด้าวไล่ฆ่า’ เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนคุณม้าม่วงพูดว่า “มึงมาไหว้พระในห้องกูไหม” หลังจากไหว้เสร็จคืนนั้นน้องคุณม้าม่วงก็หลับสบายดีโดยที่ไม่ฝัน พอวันต่อมา น้องคุณม้าม่วงก็กลับมาฝันอีก และมาเล่าให้คุณม้าม่วงฟัง “คราวนี้ชั้นฝันว่าไปกับเธอ แล้วทีนี้มันไล่เราสองคน เธอดึงแขนชั้นวิ่ง แล้วมันก็วิ่งตามเธอกับชั้นไม่ทัน เพราะเธอวิ่งเร็วมาก” ด้วยความที่คุณม้าม่วงกลัวว่าน้องจะตกใจกลัวจึงพูดติดตลกกลับไปว่า “มึงดูขากูสิ กูสูงยาวเข่าดีขนาดนี้ กูก็วิ่งสิ” โดยพยายามพูดเปลี่ยนให้บรรยากาศมันดีขึ้น แต่เหมือนว่าทางน้องสาวไม่ได้คิดอย่างนั้นและตอบกลับมาว่า “เธอแต่ในความฝันมันน่ากลัวมากเลยนะ มันถือมีดไล่ฟันเราเลยนะ มันเหมือนเหตุการณ์จริงมาก” คุณม้าม่วงจึงทำได้แค่พยายามปลอบใจน้องสาวเท่านั้น หลังจากนั้น วันเวลาก็ผ่านไป ในระหว่างนั้น คุณม้าม่วงก็คอยบอกน้องสาวให้ช่วยเปลี่ยนน้ำพระ หรือทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกันในวันพระ เพื่อหวังว่าจะดีขึ้นและฝันร้ายนั้นจะหายไป พอทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จากที่น้องสาวฝันทุกวัน ก็เริ่มเป็นฝัน ไม่ฝัน ฝัน เว้นวัน ดูเหมือนว่าจะเริ่มดีขึ้น จนมาถึงวันหนึ่ง ซึ่งเป็นงานวัดแขกนวราตรี งานนวราตรีเป็นอีกเทศกาลประจำปีของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ในทุกปีจะมีการบูชาพระแม่ทุรคา หรือพระแม่ปารวตี หรือพระแม่อุมาเทวี เป็นระยะเวลา 9 คืน ซึ่งเป็นปีแรกของคุณม้าม่วงที่ได้ไป จึงชวนน้องสาวไปด้วยเพราะคุณม้าม่วงเองก็ไม่เคยไป พอไปถึงก็มีคนขอถ่ายรูปคุณม้าม่วงเยอะจนทำให้ไม่ได้คุยกับน้องสาวเท่าไหร่นัก ผ่านไปสักพักหนึ่งคุณม้าม่วงก็ได้เหลือบตาไปเห็นพราหมณ์ เดินเข้าไปหาน้องคุณม้าม่วง แล้วก็ถามว่า “เป็นยังไงบ้าง” ทางด้านน้องสาวก็ตกใจและงงงวยที่อยู่ ๆ พราหมณ์เข้ามาทัก ทางพราหมณ์ก็พูดต่อว่า “ฝันไม่ค่อยดีใช่ไหม เอาอย่างนี้” จากนั้นพราหมณ์ก็ได้ยื่นของมาให้น้องคุณม้าม่วง พอคุณม้าม่วงเห็นอย่างนั้นจึงหยุดกิจกรรมการถ่ายรูปทั้งหมด แล้วเดินเข้าไปหาและพูดไปว่า “อะไรคะพี่ อะไร ๆ” พราหมณ์ก็ตอบกลับมาว่า “ไม่ได้มีอะไร แต่น้องสาวฝันไม่ดีใช่ไหม” “ใช่ค่ะ ใช่” คุณม้าม่วงตอบกลับไปอย่างนั้น และตามต่อไปว่าสิ่งนี้คืออะไร พราหมณ์ก็บอกว่า “คือจะเอาของอันนี้ ให้น้องพกติดตัวเอาไว้ มันจะช่วยให้ดีขึ้น” แต่ตัวคุณม้าม่วงกังวลและไม่กล้าให้น้องสาวรับของจากใคร ด้วยความกลัวและไม่รู้ผสมปนเปกันไป คุณม้าม่วงจึงเสนอตัวรับของสิ่งนั้นเอาไว้ และคิดในใจว่า ‘ถ้าผีจะมาลง มาลงที่กู’ พราหมณ์จึงเอาของสิ่งนั้นมาวางไว้บนมือของคุณม้าม่วงและพูดว่า “บอกน้องสาวพกเอาไว้ มันจะช่วย” จากนั้นคุณม้าม่วงก็เก็บของสิ่งนั้นเข้ากระเป๋าไป หลังจากเสร็จงานช่วงเวลาประมาณตี 1-2 คุณม้าม่วงและน้องสาวก็นั่งรถกลับ ระหว่างทาง คุณม้าม่วงได้เปิดกระเป๋า และยื่นของสิ่งนั้นให้น้องสาวและบอก “นี่เขาเอามาให้มึง” ของสิ่งนั้นมีลักษณะคล้าย ‘ลิงหรือหนุมานถือหรือลูกตุ้ม ของประเทศอินเดีย’ คุณม้าม่วงจึงพูดต่อว่า “นี่ไงเขาบอกให้มึงพก มึงก็ต้องพกพระพิฆเนศด้วยนะ เพราะเราไปขอพรมาจากวัดแขกแล้ว” พอน้องสาวของคุณม้าม่วงพกของสิ่งนี้เอาไว้ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทางน้องสาวก็ฝันดี นอนสบาย มาตลอด จนอยู่มาวันหนึ่ง จากที่ไม่ได้ฝันร้ายมานานจู่ ๆ น้องคุณม้าม่วงก็กลับมาฝันว่า ‘มีคนแก่มาหา’ คุณม้าม่วงจึงถามต่อไปว่า “เขาได้มาทำอะไรมึงไหม” ทางด้านน้องสาวก็ตอบว่า “เขาไม่ได้มาทำอะไร แต่ฉันก็กลัวอยู่ดี” จากนั้นคุณม้าม่วงก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้หมอดูประจำตัวฟัง หมอดูก็บอกกลับมาว่า “พี่หนุ่ม ไม่ต้องให้เย่ (ชื่อน้องสาวของคุณมะม่วง) มาดูดวงกับหนูหรอก เย่มันกลัวใช่ไหม” “ใช่ เย่มันกลัว” คุณม้าม่วงตอบกลับไป หมอดูพูดต่อ “แต่หนูอยากขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม เย่อะไปขออะไรใครไว้ กลับไปหาเขานะ” พอได้ยินอย่างนั้นคุณม้าม่วงก็สงสัยและคิดในใจว่า ‘เย่ไม่ไหวพระ เวลาไปกับเพื่อนมากสุดก็แค่สาธุ จะไปขออะไรใครไว้ได้อย่างไร’ หมอดูพูดเพิ่มเติมว่า “ไม่รู้พี่หนุ่ม เขามาสื่อกับหนูว่า เย่ไปขออะไรกับเขาไว้” จากนั้นทางคุณม้าม่วงก็นำเรื่องนี้มาบอกและถามน้องสาว “มึงไปขออะไรใครไว้หรือเปล่า มึงไปบนอะไรไว้ไหม” แต่น้องสาวก็ตอบกลับมาทันทีว่า “ฉันไม่เคยขอหรือบนอะไรใครไว้เลยนะ ฉันมีแต่พระที่เธอให้ หรือแค่หิ้งพระที่เราไหว้กันแค่นั้น” สุดท้ายน้องสาวก็จำไม่ได้ คุณม้าม่วงจึงบอกได้แค่ว่าให้เธอกลับไปนึกดี ๆ วันนั้น ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปนอนในห้องของตัวเอง ยังไม่ทันพ้นคืนนั้นไป ตอนเวลา 5 ทุ่มแชทคุณม้าม่วงก็เด้งขึ้นเป็นข้อความของน้องสาวที่พิมพ์มาว่า ‘เธอ ฉันจำได้แล้ว ที่อุบลมันจะมีวัดหนึ่ง เขาเรียกว่าวัดตำแย ถ้าใครที่อยู่อุบลน่าจะรู้จักกันดี เป็นวัดที่มีองค์พระพรหม เดินถัดเข้าไปจะมีศาลตายาย หุ่นตัวเท่าคนนั่งพับเพียบอยู่’ ประมาณว่าทางน้องสาวเคยไปไหว้กับเพื่อน และขออะไรท่านสักอย่างหนึ่ง และลืมไปว่าได้เคยขอไว้ คุณม้าม่วงจึงนึกย้อนกลับไปตอนที่หมอดูบอกว่า ‘ยายฝากมาบอกว่า ขออะไรไว้ กลับมาหาหน่อยนะคิดถึง’ เหมือนคนแก่คิดถึงหลาน หมอดูยังบอกอีกว่า ‘ให้น้องซื้อชุดที่คนแก่ชอบใส่ คอกระเช้าสวย ๆ เอาไปถวายท่าน อย่างที่เราเคยขอไว้ แล้วท่านก็บอกว่าท่านคิดถึงนะ มาหาหน่อย’ จึงบอกกับน้องสาวว่า “มึงเอาไปคืนด้วย” เพราะส่วนตัวคุณม้าม่วงเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องที่มองไม่เห็นมาก หลังจากที่น้องสาวทำตามที่บอก เอาเสื้อผ้าไปถวายกลับไปหาท่าน ความฝันร้าย ๆ พวกนั้นก็หายไป...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

09 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น สาลิกาผี 'ล่า ท้า ตาย' l อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า [ 2 ธ.ค.2568 ]

เรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบท้าผี ด้วยความเชื่อว่า “ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่” ก่อนจะบุกเข้าไปในบ้านร้างที่เคยเป็นตำหนักทรงเจ้าสถานที่ซึ่งเคยเกิดคดีฆาตกรรมสุดสยอง วิญญาณหญิงสาวผู้ถูกแขวนคอไม่เคยไปไหน และคืนที่พวกเขาเข้าไปทำให้กลายเป็นคืนสุดท้ายของหลายชีวิต… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มอสหลง-เดียร์น่า’ (2 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ล่า ท้า ตาย’ ‘คุณต้น สาลิกาผี’ ได้เล่าเรื่องราวของผู้ชายชื่อว่า ดอน ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน… สมัยนั้นกลุ่มของดอนเป็นพวกที่ชอบ ล่า ท้า ผี ไปตามบ้านร้างสถานที่แปลก ๆ เพื่อพิสูจน์ว่า “ผีไม่มีจริง” พวกเขามีสโลแกนกันว่า“ไม่เชื่อ ต้องหลบหลู่”หลังพ้นช่วงลอยกระทงปลายปี เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มบอกว่ามีสถานที่ใหม่ที่อยากให้ไปลอง เป็นสำนักร้างที่คนเล่าว่า เฮี้ยนสุด ๆ สถานที่ตรงนั้นเดิมเป็นที่ดินเปล่า ก่อนจะมีครอบครัวหนึ่งมาเช่า และสร้างเป็นตำหนักคล้ายสำนักเจ้าทรง ช่วงแรกมีคนแห่เข้ามาไม่ขาดสาย จึงมีการจ้างแรงงานมาสร้างต่อเติมเพิ่มซึ่งมีคนงานชาวพม่าชาย 2 คน ได้ลงมือข่มขืนคนงานหญิงชาวพม่าคนหนึ่ง ก่อนจะจับเธอ ‘แขวนคอทั้งที่ยังมีชีวิต’ แล้วจัดฉากให้เหมือนฆ่าตัวตาย หลังจากวันนั้น… สถานที่แห่งนี้เริ่มกลายเป็นที่ต้องห้ามคนที่ตั้งใจจะไปทำพิธี มักขับรถหลงทาง บางคนรถตกน้ำ บางคนไปถึงหน้าบ้านกลับเห็นร่างผู้หญิงแขวนคอห้อยอยู่ตรงหน้า จนสุดท้ายคนไม่เข้ามาอีก สำนักขาดรายได้เจ้าของบ้านพยายามขาย แต่ไม่มีใครกล้าซื้อ จึงนิมนต์หลวงพ่อมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์แต่ระหว่างพิธี…ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามาทั้งบ้านหลวงพ่อที่นั่งสวดมนต์อยู่ จู่ ๆ ก็ ‘นิ่งไป’ ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปหยิบเชือกและพยายามจะ…แขวนคอตัวเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาคล้ายภาษาพม่า คนในบ้านแตกตื่น ช่วยกันยื้อจนหลวงพ่อได้สติ ก่อนจะรีบหนีกลับวัดทันที และไม่กลับมาอีกเลย บ้านหลังนี้จึงถูกปล่อยร้าง… แบบที่ไม่เคยมีใครกล้าเข้าไปอีก สามเดือนถัดมา… กลุ่มของดอนรู้ข่าว และตัดสินใจไปพิสูจน์ คืนวันนั้นพวกเขาไปกัน 5 คน ผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 1 คน พอไปถึง พวกเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว และพูดทิ้งท้ายไว้ว่า‘ไม่เห็นมีอะไรเลย เสียเวลาเปล่า’กลุ่มของดอนกำลังจะถอดใจกลับ…แต่จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งปั่นจักรยานเข้ามา หน้าตาดูอายุไล่เลี่ยกัน เขาพูดขึ้นว่า‘พี่จะกลับแล้วเหรอ…เข้าไปข้างในยังล่ะ?’ ทุกคนส่ายหน้า…ชายหนุ่มคนนั้นล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ามันคือ เชือก เพื่อนของดอนถามติดตลกแต่เสียงสั่น‘อย่าบอกนะ…ว่าเป็นเชือกที่ใช้แขวนคอ?’ ชายคนนั้นไม่ตอบแค่หันหลัง แล้วเดินนำเข้าไปในบ้าน ทำให้พวกเขาทั้งหมดเดินตามเข้าไป ระหว่างเดินชายคนนั้นพูดขึ้นมาเสียงเรียบ ๆ ว่า‘ผมเอง…ที่เป็นคนเจอศพคนแรก’‘…แล้วก็เป็นคนเอาศพลงมา’มีคนถามต่อทันที‘แล้วเอาเชือกมาไว้ทำไม?’คำตอบที่ได้คือ‘เห็นมูลนิธิเอาแต่ศพ…เชือกเลยไม่มีใครเก็บ ผมก็เลยเก็บไว้’เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาก่อนจะพาทุกคนเดินลึกเข้าไปในบ้านร้าง บรรยากาศข้างในเงียบผิดปกติไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดจนเพื่อนของดอนถามขึ้นว่า‘แล้วตรงไหนที่เขาแขวนคอตัวเอง?’ชายหนุ่มคนนั้นค่อย ๆ หันมาแล้วเงยหน้ามองไปที่เพดานทุกคนเงยหน้าตามและทันทีที่สายตาไปถึง พวกเขาเห็นร่างผู้หญิงลิ้นจุกปาก กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเชือกก่อนที่ร่างนั้นจะตกลงมาต่อหน้าทุกคน เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้น เชือกค่อย ๆ รัดแน่น ลูกตาถลนออกจากเบ้า… ทุกคนแตกกระเจิง วิ่งหนีคนละทิศละทางแต่เมื่อรวมกลุ่มกันได้อีกครั้ง พวกเขาเพิ่งรู้ว่าชายหนุ่มคนนั้น หายไป ขณะที่กำลังวิ่งหาทางออก ไฟฉายของใครคนหนึ่งส่องขึ้นไปบนเพดานอีกครั้งสิ่งที่เห็นคือ…ชายหนุ่มคนนั้น ถูกแขวนคออยู่และมีร่างของผู้หญิงคนนั้นอยู่ด้านหลังมือของเธอกำลัง ‘กระชากเชือก’ ให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆทุกคนกรีดร้องและวิ่งหนีออกจากบ้านได้สำเร็จแต่ก่อนจะขึ้นรถ…พวกเขาได้ยินเสียงชายคนนั้นดังตามมาเบา ๆ‘น่ากลัวไหมล่ะ…’‘ผมบอกพวกพี่แล้ว…ว่ามันน่ากลัว’น้ำเสียงนั้น…เหมือนคนที่กำลังจะขาดใจตาย ระหว่างขับรถหนี ตามสองข้างทางที่มีต้นไม้ทุกคนเห็นร่างของ ‘ผู้หญิง’ และ ‘ชายหนุ่มคนนั้น’ ห้อยตัวลงมาทีละต้น ภาพที่เห็นดิ้นทุรนทุราย จนทำให้คนขับเสียหลักรถพุ่งตกข้างทางคืนนั้น…มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เจ้าหน้าที่พบว่าศพทุกคนมีรอย ‘เชือก’ ที่ลำคอ ผู้หญิงที่รอดชีวิตมาได้เหลือสภาพเกือบเป็นอัมพาต และต่อมาไม่นาน ขณะที่เธอกำลังข้ามถนนไปซื้อของมีรถฝ่าไฟแดงชนเธอเสียชีวิตคาที่เวลาต่อมา…ความจริงก็ถูกเปิดเผย ชายหนุ่มที่พวกเขาพบในบ้านคือ ‘คนงานชาย’ ที่เป็นคนข่มขืนผู้หญิงคนนั้นและเป็นคน ‘จัดฉากแขวนคอ’ จากนั้นโทรแจ้งตำรวจเอง หลายวันต่อมา เขาเริ่มถูกผีหลอกอย่างหนักจนเสียสติสุดท้ายกลับไปแขวนคอตายที่บ้านหลังเดิม หลังจากเหตุการณ์นั้น ดอนยังมีชีวิตอยู่… แต่ทุกคืนเขามองเห็นร่างเพื่อน ๆ ของเขาชายหนุ่มคนนั้น และผู้หญิงพม่าคนนั้น… แขวนคออยู่บนเพดานบ้าน บางคืน เขาลุกขึ้นมาละเมอพยายามใช้เชือกผูกคอตัวเองดีที่ครอบครัวช่วยไว้ทันสุดท้าย… ดอนตัดสินใจ “บวช”และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวิญญาณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ขับรถไปฟังเพลงไป อยู่ดี ๆ เพลงก็เปลี่ยนกลายเป็นรายการเล่าเรื่องผี!

02 ต.ค. 2023

ขับรถไปฟังเพลงไป อยู่ดี ๆ เพลงก็เปลี่ยนกลายเป็นรายการเล่าเรื่องผี!

‘ถนน’ เป็นอีกสถานที่อันดับต้น ๆ ที่เรามักจะเจอเรื่องหลอนกันบ่อย ๆ ครั้งนี้ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ก็นำเรื่อง ‘ถนนในตำนาน’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 กันยายน 2566) ฟัง บอกเลยว่าเรื่องพีคจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ต้องอุทานเสียงหลง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ปิดไฟแล้วแท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย! พี่แจ็คเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจาก ‘คุณเติ้ล’ เหตุการณ์หลอนเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนเมื่อปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา คุณเติ้ลมีอาชีพเกี่ยวกับการจัดงานอีเวนต์ตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งต้องรอให้ห้างสรรพสินค้าปิดทำการก่อน คุณเติ้ลจึงจะสามารถเข้าไปเตรียมงานอีเวนต์ได้ วันหนึ่ง คุณเติ้ลได้ไปจัดงานอีเวนต์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทีมงานก็จัดเตรียมสถานที่ตามปกติ เมื่อเตรียมเสร็จก็ต้องไปทำงานที่จังหวัดกระบี่ต่อ จึงแบ่งออกเป็น 2 ทีม ทีมแรกล่วงหน้าไปก่อนในช่วงบ่าย ส่วนทีมของคุณเติ้ลต้องอยู่รอเพื่อเก็บอุปกรณ์ หลังห้างปิดเวลา 21.00 น. เมื่อถึงเวลาห้างปิด ทีมคุณเติ้ลก็เข้าไปเก็บอุปกรณ์ โดยใช้เวลาไปประมาณ 1 ชั่วโมงเศษทุกอย่างก็เรียบร้อย จากนั้นก็เตรียมตัวออกเดินทางไปจังหวัดกระบี่ แต่ก่อนที่ล้อจะหมุน ก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งโทรศัพท์มาเช็คความเรียบร้อยและพูดทิ้งท้ายว่า “ถ้าออกมา ก็ขับรถดี ๆ นะ ถนนเส้นที่จะขับผ่านมันค่อนข้างจะเปลี่ยว ถ้าเจอใครโบกหรือทักก็อย่าจอดนะ ให้ขับเลยไปเลย” จากนั้นรุ่นพี่คนนั้นก็หันกลับไปพูดกับเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “ไอ้เติ้ลมันไม่กลัวหรอก มันไม่เชื่อหรอก” แล้วสายก็ตัดไป คุณเติ้ลคิดแค่เพียงว่ารุ่นพี่คงเป็นห่วงเรื่องคนที่อันตรายมากกว่า เพราะส่วนตัวนั้นไม่กลัวผี ไม่มีความเชื่อเรื่องผี และไม่เคยฟังเรื่องผี ในเวลา 4 ทุ่มกว่า ๆ คุณเติ้ลก็ขับรถออกมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้เส้นทางที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ถนนในตำนาน’ ที่หลายคนรู้จัก ในตอนกลางวันถนนเส้นนี้จะมีรถไม่มาก ตอนกลางคืนก็แทบจะไม่มีรถ ไฟฟ้าอย่าพูดถึง ส่วนบ้านเรือนตามข้างทางก็หาได้น้อย เรียกได้ว่าเป็นถนนอีกเส้นที่เปลี่ยวใช้ได้ แต่ก็มักจะใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงของเหล่าบรรดารถบรรทุกขนาดใหญ่ ส่วนรถที่คุณเติ้ลขับนั้นเป็นรถกระบะที่บรรทุกของหลังรถ วิ่งด้วยความเร็วประมาณ 70-80 กิโลเมตร ในระหว่างที่ขับรถอยู่นั้น ก็เปิดเพลงคลอจากโทรศัพท์ที่เชื่อมกับเครื่องเล่นวิทยุในรถฟังไปด้วย และทุกอย่างก็ดูจะปกติเรียบร้อยดี เมื่อขับไปได้สักพัก เพลงที่เปิดก็เปลี่ยนกลายเป็นรายการเล่าเรื่องผี ‘The Ghost Radio’ แทน ซึ่งคุณเติ้ลไม่เคยกดเปิดฟังเลยสักครั้ง และแทบจะไม่รู้จักรายการนี้เลยเสียด้วยซ้ำ คุณเติ้ลรู้สึกมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เรื่องที่เล่าในรายการนั้น เป็นเรื่องหลอนของถนนเส้นหนึ่ง ซึ่งเมื่อฟังดูแล้วก็เหมือนจะเป็นถนนเส้นเดียวกันกับที่คุณเติ้ลกำลังขับรถอยู่ เขาจึงพยายามหยิบโทรศัพท์เพื่อเปลี่ยนเป็นเพลง เมื่อเปลี่ยนเป็นเพลงได้แล้วก็ขับต่อไปอีกสักพัก เพลงที่เขากำลังฟังอยู่มันก็หยุดเงียบหายไป แล้วก็เปิดรายการเล่าเรื่องผีรายการเดิมอีกรอบ ซึ่งเล่าเรื่องต่อจากที่ฟังค้างไว้แบบไม่ขาดตอน คุณเติ้ลพยายามจะเปลี่ยนกลับไปเป็นเพลงอีกครั้ง แต่รอบนี้ก็มีเสียงผู้หญิงพูดแทรกเข้ามาว่า “ไม่อยากฟังเรื่องชั้นหน่อยหรอ?” คุณเติ้ลตกใจกับเสียงนั้น และคิดว่า Sound Effect ของรายการนี้แปลก ๆ จากนั้นก็รีบเปลี่ยนกลับไปเป็นเพลงทันที แต่ก็เหมือนเดิม รายการนั้นก็ดังขึ้นมาแทนที่เพลงอีกครั้ง จึงตัดสินใจถอดสายที่เชื่อมมือถือกับวิทยุออก ปิดเสียงทุกอย่าง และขับรถต่อไปพร้อมกับความเงียบ ระหว่างที่ขับรถนั้น มีช่วงหนึ่งที่รถตกหลุม ทำให้วิทยุในรถเกิดแสงกะพริบขึ้นมา แล้วก็มีเสียงรายการเล่าเรื่องผีอันเดิมดังขึ้นอีกครั้ง เรื่องทุกอย่างยังคงเล่าต่อจากเดิมไม่มี skip ข้าม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เสียบสายโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดฟังเสียด้วยซ้ำ! คุณเติ้ลพยายามจะปิดเสียง แต่ก็มีเสียงผู้หญิงคนเดิมดังแทรกขึ้นมาว่า “ไม่อยากจะฟังเรื่องของชั้นหน่อยหรอ ไม่อยากลองฟังหน่อยหรอ” คุณเติ้ลรู้สึกตกใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเล่าว่าในตอนนั้นเขาไม่ได้รู้สึกกลัว แต่รู้สึกมือสั่น ทำอะไรไม่ถูก และก็ร้องไห้ออกมา ด้วยความที่เป็นรถกระบะรุ่นเก่า จึงกระชากสายวิทยุที่ต่อกับรถออกจนขาด แล้วเสียงวิทยุก็ดับไป คุณเติ้ลยังคงใจสู้ขับรถต่อไป แล้วเขาก็เห็นว่ามันมี ‘บางคน’ หรือ ‘บางอย่าง’ อยู่ข้างทาง คุณเติ้ลไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคืออะไรกันแน่ จึงขับผ่านเลยไป และเมื่อมองกระจกมองหลัง แสงไฟท้ายรถก็ทำให้เห็นว่าสิ่งนั้นเหมือนกองอะไรบางอย่าง แล้วก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน จากนั้นก็หันมามองที่รถ คุณเติ้ลเล่าเพิ่มว่าลักษณะคล้ายกับผู้หญิงดำ ๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเพราะเธอใส่ชุดสีดำ หรือเป็นเงาดำของเธอ เขายังคงขับรถไปเรื่อย ๆ แต่ภายในใจยังคงสบสันว่าสิ่งที่ตนเจอมานั้นมันคืออะไร ขับไปได้ไม่นาน ก็เห็นไฟท้ายรถจากด้านหน้า จึงขับเข้าไปใกล้ ๆ เพราะดีใจคิดว่ามีเพื่อนร่วมทางแล้ว ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นว่าข้างหน้าเป็นรถสิบล้อ จึงขับตาม คุณเติ้ลรู้ว่าอีก 4-5 กิโลมเตรก็จะถึงทางออก จึงพยายามแซงรถสิบล้อข้างหน้า ก่อนจะแซงไปก็สังเกตว่าของที่บรรทุกมากับรถสิบล้อมีผ้าใบคลุมอยู่ เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นเป็นผู้หญิงนั่งอยู่ข้างบนหลังผ้าใบ เธอชะโงกหน้าลงมามองที่คุณเติ้ล แล้วก็มีเสียงดังเข้ามาในวิทยุอีกครั้งว่า “กำลังจะสุดทางแล้วจะรีบไปไหนล่ะ ไม่อยากฟังเรื่องชั้นหน่อยหรอ” สิ้นเสียงนั้น คุณเติ้ลก็รีบเหยียบคันเร่งแซงรถบรรทุกไปทันที แม้จะมีเสียงบีบแตรและไฟกะพริบสูงจากรถสิบล้อตามมาด้านหลัง แต่เขาก็ไม่สนใจ รีบเลี้ยวรถออกจากเส้นทางจนกระทั่งเจอเข้ากับปั๊มน้ำมันข้างทางแห่งหนึ่ง จึงขับรถเข้าไปจอดรถเพื่อสงบสติอารมณ์ตัวเองในนั้น ผ่านไปไม่นาน รถสิบล้อก็ขับตามเข้ามาในปั๊ม และคุยกับคุณเติ้ลว่า “โหพี่! ทำไมพี่ทำอย่างนี้อ่ะ พี่ชนคนแล้วพี่หนีหรอ!” คุณเติ้ลรีบปฏิเสธไปว่า “ชนคนอะไร!” คนขับรถสิบล้อตอบกลับมาว่า “ก็ผมเห็นพี่ขับรถชนผู้หญิง ผมเปิดไฟก็แล้ว บีบแตรก็แล้ว ทำไมพี่ไม่จอด ผมให้น้องที่นั่งมากับผม อยู่กับผู้หญิงที่คุณชนไว้ตรงนั้น แล้วผมก็ขับมาตามคุณเนี่ย” คนขับรถสิบล้อยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีรถมูลนิธิขับเข้ามาจอดเทียบใกล้ ๆ จากนั้นน้องของคนขับรถสิบล้อก็ลงจากรถหน้าตาตื่น และเล่าให้ฟังว่าเขาเห็นรถคุณเติ้ลขับชนผู้หญิงคนหนึ่งจนกระเด็นไป ตนกับพี่คนขับพยายามส่งสัญญาณไฟและบีบแตรเรียก แต่คุณเติ้ลก็ไม่จอดรถ ตนจึงลงจากรถเพื่ออยู่เป็นเพื่อนศพ จากนั้นก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ ระหว่างนั้นตนก็นั่งเฝ้าผู้หญิงที่ถูกรถชนอยู่ตลอด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาถึง ศพผู้หญิงคนนั้นก็หายไป! ตนรู้สึกตกใจจึงรีบขึ้นรถตามมา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่า “ที่ผมรีบมาเนี่ย ไม่ใช่อะไร ผมรู้อยู่แล้วว่าถ้าผมทิ้งพี่ไว้ พี่ช็อคตายแน่นอน เพราะผมรู้แล้วว่าพี่เจอแน่ ๆ เคสแบบนี้ พี่ไม่ใช่คนแรกที่แจ้งผม มีคนแจ้งผมเยอะมาก ทั้งเจอผู้หญิงอยู่ข้างทาง เจอผู้หญิงเกาะมากับรถ ใครก็ตามที่แจ้งเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ ผมจะรีบมา” คุณเติ้ลได้ฟังเรื่องนี้ก็ตกใจ จึงขอตัวแล้วรีบขับรถต่อไปที่จังหวัดกระบี่ทันที เมื่อถึงที่หมาย คุณเติ้ลก็เล่าเรื่องที่เจอมาให้กับเพื่อนร่วมงานฟัง รุ่นพี่ที่ทำงานดูเหมือนจะไม่เชื่อเรื่องที่เล่าไป คุณเติ้ลจึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งได้มาค่อนข้างไม่ตรงกันเท่าไหร่ บางข้อมูลก็ว่าผู้หญิงคนนี้โดนลวงมาฆ่า บ้างก็ว่าโดนฆ่าปาดคอ บ้างก็ว่าโดนเผานั่งยาง และอีกหลาย ๆ ข้อมูล ทำให้ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าจริง ๆ แล้ว ผู้หญิงคนนี้มีที่มาอย่างไร..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

สองพี่น้องอยากไปงานวัด แต่ติดลมจนรถหมด ตัดสินใจโบกรถแถวนั้นกลับบ้าน บังเอิญว่าคันที่ให้ติดไปด้วยดันเป็นรถขนโลงศพ! นั่งไปสักพักโลงศพก็เปิดออกมาเป็นหน้าคนแล้วถามว่า “มึง 2 คนเป็นใคร! มาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องน่าสลดกับสองพี่น้อง!

25 ก.ย. 2023

สองพี่น้องอยากไปงานวัด แต่ติดลมจนรถหมด ตัดสินใจโบกรถแถวนั้นกลับบ้าน บังเอิญว่าคันที่ให้ติดไปด้วยดันเป็นรถขนโลงศพ! นั่งไปสักพักโลงศพก็เปิดออกมาเป็นหน้าคนแล้วถามว่า “มึง 2 คนเป็นใคร! มาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องน่าสลดกับสองพี่น้อง!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) ขอต้อนรับ ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ ที่จะมาพบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ พร้อมกับเรื่องเล่าของสองพี่น้องที่ต้องเดินกลับบ้านหลายสิบกิโลเมตรในตอนตี 2 จะเกิดเรื่องอะไรหลอน ๆ ในคืนนี้ จะเป็นยังไงไปอ่านกันเลย! พี่ขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจาก ‘พี่หม่อม’นักเล่าเรื่องผีที่รู้จักกัน เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปประมาณ 20 กว่าปี เกิดขึ้นที่ภาคอีสาน เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ห่างไกลกับตัวเมือง ชื่อ ‘หนุ่ม’ และ ‘เปีย’ ในช่วงเวลานั้นมีการจัดงานวัด แต่ว่างานวัดแห่งนี้จัดขึ้นในตัวอำเภอเมือง ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก ในสมัยนั้นการจะโดยสารเข้าไปในตัวอำเภอค่อนข้างลำบาก ชาวบ้านจึงต้องรวมจำนวนคนให้มาก ๆ เพื่อที่จะได้ไปด้วยกันทีเดียว งานวัดงานนี้เป็นงานประจำปีของจังหวัด สองพี่น้องก็มีรู้สึกว่าอยากไปเที่ยวกันมาก จึงคุยปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านว่าจะเดินทางไปอย่างไรกันดี เพราะตอนกลางคืนจะไม่มีรถประจำทางมาให้บริการ ผู้ใหญ่บ้านเห็นความตั้งใจของลูกบ้าน และอยากให้ไปเที่ยวกันจึงติดต่อรถให้ ซึ่งเป็นรถขนส่งสินค้าที่เข้ามารับวัตถุดิบจากหมู่บ้านไปขายในตัวจังหวัด ทางเจ้าของรถขนส่งก็รับปากว่าจะมารับ แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าถึงเวลาเที่ยงคืนแล้วต้องกลับเลย ห้ามโอ้เอ้ เพราะเขาจะต้องตื่นมารับสินค้าแต่เช้าตรู่เพื่อไปขายในเมืองวันพรุ่งนี้ และทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันตามนั้น พอถึงวันงาน ชาวบ้านทั้งหมดก็มารวมตัวกันเพื่อโดยสารรถขนส่งคันนี้ไป ซึ่งมี 2 พี่น้องหนุ่มกับเปียไปด้วย พอไปถึงงาน เจ้าของรถก็บอกว่า “เที่ยงคืนนะ นี่คือเวลานัดหมายของเรา เที่ยงคืนต้องกลับ ไม่ว่าจะอะไร ห้ามโอเอ้ ถ้ามาไม่ทันก็จะไม่รอ” ทุกคนก็แยกย้ายกันไปสนุกสนาน จนใกล้เวลาเที่ยงคืน เปียคนเป็นน้องก็บอกหนุ่มคนพี่ว่า “ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เดี๋ยวรถไม่รอเรานะ” คนพี่ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรช่างมัน จะเป็นอะไรวะนาน ๆ มาเที่ยวกันที กลับกันเองก็ได้ เดี๋ยวหาโบกรถชาวบ้านกลับไปที่อำเภอเราก็ได้” พอถึงเวลาเที่ยงคืน รถขนส่งคันนั้นก็กลับไป สองพี่น้องก็ยังเที่ยวกันไปเรื่อย ๆ จนร้านค้า, ลิเก, หมอลำ และดนตรี เริ่มทยอยกันปิด บรรยากาศเริ่มกร่อย จนคนเป็นน้องบอกกับพี่ว่า “หรือเราจะนอนกันที่วัดก็ได้นะแล้วตอนเช้าค่อยกลับ” แต่คนพี่ก็ปฏิเสธเพราะตนกลัวผี จึงตัดสินใจกันเดินกลับในเวลาตี 2 สองพี่น้องพากันเดินกลับ และคิดว่าจะโบกรถระหว่างทาง ในระหว่างทางเดินที่ออกจากวัดก็มีเสียงหมาหอนตลอดทาง สองพี่น้องโบกรถกันไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่มีคันไหนไปทางเดียวกันเลย สุดท้ายโชคก็เข้าข้าง ปรากฏว่ามีรถคันหนึ่งขับผ่านมา เป็นลุงขับรถกระบะขนของที่ไปหมู่บ้านใกล้เคียงหมู่บ้านของสองพี่น้อง ทั้งคู่จึงขอติดรถไปด้วย จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปนั่งที่ท้ายกระบะ ทั้งสองก็พูดคุยกันไปว่าโชคดีที่มีรถกลับ ระหว่างนั้นก็สังเกตว่าบนรถบรรทุกอะไรบางอย่างมาด้วย แต่เพราะความมืดทำให้มองไม่ชัด กระทั่งรถขับไปถึงไฟแดง แสงไฟก็ทำให้ทั้งคู่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะว่ารถกระบะที่พวกเขาขึ้นมานั้นบรรทุกโรงศพมา! ทั้งคู่ผงะถอยหลัง และคิดว่าจะลงจากรถ แต่ก็ไม่ทันเพราะว่ารถออกตัวก่อน ทั้งคู่รู้สึกเริ่มกลัว และเนื่องจากเส้นทางในต่างจังหวัดไม่ได้ราบเรียบ ทำให้จู่ ๆ ฝาโรงศพก็เปิดเอง! แล้วฝาโรงศพที่เปิดอยู่ก็เลื่อนปิดเอง! ด้วยความกลัว เปียคนน้องก็ย้ายตัวเองไปนั่งข้างพี่หนุ่มและคิดว่าจะเอาอย่างไรกันดี ระหว่างนั้นฝาโรงก็เปิดขึ้นมาอีกครั้ง! ทั้งคู่เห็นดังนั้นก็พยายามเอื้อมมือเคาะกระจกให้ลุงจอดรถ แต่สิ่งที่ทั้งคู่เห็นคือ มีหน้าคนโผล่ออกมาจากโรงศพ ใบหน้านั้นมองมาที่สองพี่น้องและพูดว่า “มึงสองคนเป็นใครมาอยู่บนนี้ได้ยังไง!” สิ้นเสียงนั้น สองพี่น้องก็ร่วงลงตกจากรถทันที! ลุงคนขับตกใจ จึงจอดรถและลงมาดู ปรากฏว่าเห็นสองพี่น้องตกจากรถ คนพี่อย่างหนุ่มร้องโอดโอย แต่คนน้องอย่างเปียสลบไปแล้ว ลุงคนขับโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำการสอบสวน ลุงจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่า ลุงขับรถมากันสองคนกับเด็กขนของ แล้วสองพี่น้องคู่นี้ก็โบกรถขอติดกลับไปด้วย แต่เมื่อไม่เห็นวี่แววของเด็กขนของ ตำรวจจึงถามว่าเด็กขนของอยู่ไหน ลุงก็ชี้ไปที่ท้ายรถ ตำรวจจึงเรียกมาคุย เด็กขนของบอกว่า “ผมนั่งหลังรถมา ผมหนาว เลยเข้าไปนอนในโรง ผมได้ยินเสียงคนคุยกัน ผมก็ไม่รู้ว่าใครมาคุยกันบนรถ ผมเลยเปิดโรงมาดู แล้วถามว่า มึงสองคนเป็นใครมาอยู่บนนี้ได้ยังไง” สรุปแล้วตำรวจจึงต้องดำเนินคดีกับเด็กขนของเพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิต และระหว่างที่จะพาตัวคุณลุงและเด็กขนของไปสถานีตำรวจ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ก็แจ้งมาว่า คนพี่ที่กำลังเดินทางไปโรงพยาบาลเสียชีวิตแล้ว เรียกได้ว่าเสียชีวิตทั้งพี่ทั้งน้อง ทำให้ทั้งตัวลุงคนขับและเด็กขนของต้องติดคุก แต่ก็ติดคุกได้ไม่นาน เพราะทางเจ้าของร้านโรงศพช่วยอธิบายว่าการกระทำของทั้งคู่นั้นไม่ได้เจตนา หลังออกจากคุกและมาทำงานต่อเหมือนเดิม เจ้าของร้านก็สั่งไม่ให้เด็กขนของคนนี้นอนในโรงอีก แต่ว่าผ่านไปได้ไม่นาน เด็กขนของคนนี้ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกรถตายเหมือนกัน! คนจึงโจษขานกันเป็นสองเสียงว่า เป็นเพราะเมาจึงตกรถ แต่อีกเสียงก็บอกว่าเป็นเพราะอาธรรพ์ที่ไปหลอกสองพี่น้องจนทำให้เขาตาย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-