ก่อนบวช 7 วันต้องไปอยู่วัด ตกดึกนอนไม่หลับเลยไปนั่งใต้ต้นฉำฉา เมื่อกดวิดีโอคอลกับเพื่อน 3 คน ทุกคนทักเหมือนกันหมดว่ามีใครอยู่ด้วย! อยากพิสูจน์จึงเปิดแฟลชสาดขึ้นด้านบนต้นไม้ แทบช็อกกับภาพที่เห็น มีผีที่นั่งห้อยขาอยู่เต็มไปหมด!

อังคารคลุมโปง RECAP

ก่อนบวช 7 วันต้องไปอยู่วัด ตกดึกนอนไม่หลับเลยไปนั่งใต้ต้นฉำฉา เมื่อกดวิดีโอคอลกับเพื่อน 3 คน ทุกคนทักเหมือนกันหมดว่ามีใครอยู่ด้วย! อยากพิสูจน์จึงเปิดแฟลชสาดขึ้นด้านบนต้นไม้ แทบช็อกกับภาพที่เห็น มีผีที่นั่งห้อยขาอยู่เต็มไปหมด!

25 พ.ค. 2023

       ‘คุณอาร์ท’ สายจากทางบ้าน ได้โทรเข้ามาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (16 พฤษภาคม 2566) ว่าได้เจอเรื่องหลอนขณะที่กำลังจะบวช ให้กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง เรื่องราวของคุณอาร์ทจะเป็นอย่างไร.. ไปติดตามอ่านกันได้เลย!

       คุณอาร์ทเล่าว่า ตนเองนั้นกำลังจะเตรียมตัวบวชพระ สถานที่คือวัดเดิมที่เคยมาบวชเณรมาก่อน โดยต่างจังหวัดนั้นมีธรรมเนียมว่า ใครจะบวชต้องเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกไปไหนเพราะเป็นบุญใหญ่ คุณอาร์ทจึงต้องไปเป็นฆราวาสที่วัด 7 วัน 2 วันก่อนที่จะถึงวันบวช คุณอาร์ทก็ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติในช่วงกลางวัน พอ 5 โมงเย็น คุณอาร์ทก็เห็นว่าหน้าเมรุมันเลอะเทอะ เพราะไม่มีใครไปทำความสะอาดเลย คุณอาร์ทจึงตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะไปกวาดทำความสะอาดสักหน่อย และด้วยความที่คุณอาร์ทเวลาจะทำอะไรชอบฟังเพลงไปด้วย ขณะที่กวาดเลยนำหูฟังขึ้นมาฟังเพลงในยูทูป เมื่อวิดีโอจบลงมันก็จะหยุดอัตโนมัติเอง คุณอาร์ทก็เห็นว่าใกล้จะกวาดเสร็จแล้ว จึงเสียบหูฟังคาหูอย่างนั้นโดยที่ไม่ได้กดเล่นเพลง..

       สักพักหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนกลุ่มใหญ่พูดคุยเสียงดัง แต่จับใจความไม่ได้ คุณอาร์ทจึงถอดหูฟังออก พอมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นใคร จึงคิดว่าน่าจะเป็นคนที่บ้านอยู่ติดกับวัดแล้วมานั่งล้อมวงคุยกัน คุณอาร์ทกดเล่นเพลงอีกครั้งหนึ่งจนมันหยุดอัตโนมัติอีกครั้ง เป็นเวลาที่กวาดเสร็จพอดีจึงถอดหูฟังออก จังหวะที่ถอดหูฟังนั้นก็ได้ยินเสียงแว่วเข้ามาในหูชัดเจนว่า “เค้ามาบวชใหม่หรอ” คุณอาร์ทนึกในใจว่า “ใครมาพูดวะ” และมองไปที่กุฎิหลวงตา ก็คิดว่าหลวงตาน่าจะคุยกับคนที่มาเยี่ยม แล้วก็น่าจะถามว่ามีเด็กมาบวชใหม่หรอ เพราะปกติแล้วไม่ค่อยมีวัยรุ่นเข้ามาในวัดสักเท่าไหร่ คุณอาร์ทก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ แต่พอสังเกตดี ๆ ก็พบว่าในตอนนั้นมีแค่คุณอาร์ทและหลวงตาเท่านั้นที่อยู่ในบริเวณวัด คุณอาจก็พยายามคิดในแง่ดีตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าน่าจะเป็นเสียงแว่วที่ลอยมาจากที่อื่น เพราะบริเวณวัดตรงนั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นพื้นที่โล่ง เมื่อกวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วคุณอาร์ทจึงไปนั่งคุยกับหลวงตาที่นอนอยู่ในกุฎิ และถามว่าพรุ่งนี้มีบิณฑบาตหรือไม่ หลวงตาก็บอกว่า “มี ให้ตื่นมาตอนตีสี่นะ” คุณอาร์ทรับทราบดังนั้นแล้วจึงขอตัวไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน 

       จนกระทั่งเวลา 2 ทุ่มครึ่ง คุณอาร์ทก็อธิบายเพิ่มว่า กุฎิข้างล่างมีลักษณะเป็นปูน ส่วนข้างบนยังสร้างไม่เสร็จ ระหว่างที่กำลังนอนอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนเดินไปมาอยู่รอบกุฎิ จึงคิดว่าเป็นสุนัขเพราะสุนัขที่วัดชอบขึ้นมานอนข้างบน พอจะนอนต่อ คุณอาร์ทก็นอนไม่หลับ เวลาล่วงเลยมาจนถึงตี 2 จึงลุกมากินน้ำและคิดว่าไหน ๆ ก็นอนไม่หลับแล้ว งั้นไม่นอนเลยก็แล้วกัน เพราะอีก 2 ชั่วโมงก็ต้องตื่นแล้ว เมื่อมองออกไปข้างนอก ก็เห็นว่าอากาศดีมากเพราะช่วงค่ำมีฝนตก จึงเดินออกไปนั่งสูดอากาศอยู่ที่กลางวัด โดยไปนั่งที่โต๊ะไม้หินอ่อนใต้ต้นฉำฉาต้นใหญ่ และไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี จึงกดโทรวิดีโอคอลหาเพื่อน ๆ เมื่อคุยกันไปได้สักพักหนึ่งเพื่อนก็ทักขึ้นมาว่า “อาร์ท มึงเอาใครมานอนที่วัดด้วยรึเปล่าวะ” คุณอาร์ทจึงตอบไปว่า “เฮ้ย กูมานอนคนเดียว ที่วัดเค้าไม่ให้เอาใครเข้ามาด้วย” เพื่อนก็เลยถามต่อว่า “มึงอย่ามาหลอกกู แล้วใครยืนอยู่ข้างหลังมึงอ่ะ” คุณอาร์ทก็บอกไปว่า “มึงอย่ามาตลก กูไม่เล่นนะนี่ในวัดในวา” เพื่อนก็พูดอีกว่า “เอ้า อาร์ทคนเดิมหายไปไหนละวะ คนที่ชอบท้าทายอ่ะ แหมจะบวชซะหน่อยทำเป็นคนดีหรอ” และเพื่อนก็ยังพูดไม่หยุดว่า “น่ะมาอีกคนแล้วน่ะ เอาเพื่อนแถวบ้านเข้ามานอนในวัดด้วยหรอ” จากนั้นก็กดตัดสายไปเลย คุณอาร์ทนึกว่าเพื่อนแกล้ง จึงโทรไปอีกหลาย ๆ รอบ แต่เพื่อนคนนี้ก็กดตัดสายตลอด และส่งเป็นข้อความว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้า เข้าไปที่บ้านมึงเดี๋ยวเล่าให้ฟัง” 

       คุณอาร์ทจึงตัดสินใจโทรไปหาเพื่อนคนที่สอง ซึ่งเพื่อนคนนี้ก็ทักเหมือนเพื่อนคนแรกเลยว่า “มึงเอาใครมานอนด้วยเนี่ย มึงไปให้เค้ายืนอยู่ข้างหลังทำไมน่ะ เดี๋ยวก็โดนยุงกัดตายหรอก” คนอาร์ทจึงพูดไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า  “มึงอย่ามาพูดบ้า ๆ อย่างนี้นะ ในวัดในวากลางค่ำกลางคืน กูกลัวจริง ๆ นะ” จากนั้นเพื่อนคนนั้นก็กดวางสายไป ด้วยความที่เริ่มกลัว คุณอาร์ทจึงโทรหาเพื่อนอีกคนให้อยู่เป็นเพื่อน แต่เพื่อนคนที่สามก็พูดทำนองเดียวกันเหมือนกับเพื่อนสองคนแรก คุณอาร์ทได้ยินอย่างนั้น ก็กดตัดสายไป เมื่อหันไปมองรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีใคร แต่จู่ ๆ ก็มีความคิดหนึ่งแว๊บเข้ามาในหัวว่า “กูนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นี่หว่า” จากนั้นก็เปิดแฟลชโทรศัพท์แล้วฉายขึ้นไปบนต้นไม้ทันที ปรากฏว่าสิ่งที่คุณอาร์ทเห็นคือ คนนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้อยู่ประมาณสี่ห้าคนแกว่งขาเล่นไปมา! มองลงมายังคุณอาร์ทตาแข็งแทบไม่กระพริบ และมีเสียงคนแก่พูดว่า “มาบวชใหม่หรอ ขอบุญมั่งดิ” คุณอาร์ทถึงกับช็อคไปชั่วครู่ แล้วก็มีเสียงอีกเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องกลัวไม่ได้มาทำอะไร” สิ้นเสียงนั้นคุณอาร์ทถึงกับต้องวิ่งหน้าตั้งไปยังกุฏิหลวงตา ตะโกนเรียกหลวงตาว่า “ผีหลอก! ผีหลอก!” อยู่อย่างนั้น แต่หลวงตาก็ไม่ยอมตื่น ทำให้คุณอาร์ทต้องนั่งหน้ากุฏิหลวงตาจนเช้า และเมื่อได้เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้กับหลวงตาฟัง หลวงตาก็บอกว่าเป็นปกติอยู่แล้วที่พระใหม่จะมีคนมาขอส่วนบุญ 

       แล้ววันวันบวชก็มาถึง เมื่อใกล้เสร็จพิธี คุณอาร์ทกำลังจะก้มลงกราบที่หน้าพระพุทธรูป  ซึ่งหน้าต่างของอุโบสถก็ตรงกับกิ่งของต้นฉำฉาพอดี คุณอาร์ทจึงหันไปมองแล้วก็เห็นเป็นวิญญาณกลุ่มเดิมมาในรูปร่างที่ดูเป็นคนปกติ ใส่ชุดทำบุญ แต่ไม่ใส่รองเท้า และนั่งพนมมืออยู่บนกิ่งต้นไม้นั้น พร้อมกับหันมาทางคุณอาร์ทด้วยสีหน้าที่ดูอิ่มอกอิ่มใจ จังหวะนั้นคุณอาร์ทถึงกับขนลุกขึ้นมาทันที แต่ด้วยความที่เป็นพระเต็มตัวแล้วคุณอาร์ทจึงไม่ได้กลัวมากเท่าไหร่ และได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล แผ่เมตตาไปให้กับวิญญาณเหล่านั้น เมื่อก้มกราบจนครบ 3 ครั้งแล้ว เงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็ไม่เห็นวิญญาณเหล่านั้นแล้ว!

       ต่อมาคุณอาร์ทก็ได้ออกไปหาเพื่อน ๆ ที่นอกวัดและสอบถามถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า “มึงเจอกับอะไร ให้เล่ามาตรง ๆ ได้เลย” เพื่อนคนแรกก็เล่าว่า “เห็นคนมาจับไหล่มึง และชะโงกหน้ามายิ้มข้าง ๆ แก้มมึงแล้วก็เดินออกไป และคนที่สองก็เดินเข้ามายิ้มให้กล้อง แล้วก็เดินออกไปอีก” เพื่อนคนที่สองก็เล่าเสริมว่าเขาเห็นเป็นเด็กวิ่งเล่นกันอยู่ด้านหลัง แล้วก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมีผ้าขาวม้าพาดเอวเดินเข้ามามองที่กล้อง แล้วก็ลุกออกไป และสุดท้ายเพื่อนคนที่สามก็เล่าว่าเห็นเป็นผู้ชายสองคน เดินกันมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ เดินผ่านกล้องไปสักพัก ก็เดินย้อนกลับมาและชะโงกหน้าเข้ามาในกล้องจนหน้าแทบจะติดกับคุณอาร์ท!

       และพอถึงวันสึก คุณอาร์ทยังฝันอีกด้วยว่าตัวเองนั้นได้ไปกวาดใบไม้ตรงเมรุ แล้วมีคนเดินมาพูดด้วยว่า “จะสึกแล้วหรอ ทำไมรีบสึกไวจัง น่าจะอยู่ให้นาน ๆ กว่านี้ เนี่ยตัวจะจับสีผ้าเหลืองอยู่แล้วน่ะ” (ความหมายคือถ้าบวชนาน สีตัวก็จะเข้ากับผ้าเหลืองอยู่แล้ว ทำไมถึงรีบสึก) ซึ่งในฝันคุณอาร์ทก็ได้แต่ยืนยิ้มให้ ไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วก็ได้สะดุ้งตื่นขึ้นมา หลังจากผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาได้ก็ทำให้คุณอาร์ทที่เมื่อก่อนเคยเป็นคนที่เกเร ชอบท้าทาย ก็กลายเป็นคนที่เรียบร้อย อยู่ในร่องในรอยมากยิ่งขึ้น

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณฟองน้ำ 'ใครในบ้าน' l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

10 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณฟองน้ำ 'ใครในบ้าน' l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เพียงคำพูดหนึ่งประโยคที่เผลอพูดถึงอุบัติเหตุข้างทาง กลับกลายเป็นการดึงดูดให้ ‘บางสิ่ง บางอย่าง’ ตามกลับมาถึงในบ้าน ! จากความระแวงเมื่อต้องอยู่บ้านคนเดียว ทั้งเงาดำปริศนา และเสียงเคาะประตูค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเลียนเสียงคนในครอบครัว และเมื่อความอดทนถึงขีดสุด เธอจึงต้องลุกขึ้นสู้เพื่อทวงพื้นที่ของตัวเองคืนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในบ้าน’ ‘คุณฟองน้ำ’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง... เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเวลาเลิกเรียนกลับมาถึงบ้านจะไม่มีใครอยู่บ้านเลย เพราะพ่อแม่ทำงานในเมือง กว่าจะกลับถึงบ้านก็ 2 ทุ่มแล้ว นั่นทำให้ช่วงตอนเย็นคุณฟองน้ำอยู่บ้านคนเดียว ในระหว่างที่อยู่คนเดียวก็จะมีกิจกรรมอย่างอื่นให้ทำ แต่นั่นก็ทำให้เธอเริ่มเจอเหตุการณ์แปลก ๆ จนทำให้ต้องกลัว เริ่มต้นจากในขณะที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องนอน ก็จะชอบเห็นเงาดำ ๆ เดินผ่านจากข้างหลัง มีเสียงเคาะประตู เขย่าประตูห้องนอน หรือแม้แต่มีเสียงไม้ตู้เสื้อผ้าดัง ทำให้คุณฟองน้ำ ได้ไปหาข้อมูลในเว็บพันทิปว่าการที่เกิดเสียงไม้จากตู้เสื้อผ้าดัง มักเกิดจากความชื้นจนทำให้ไม้กระทบกันจนเกิดเสียง จึงคิดว่าคงไม่ใช่สิ่งลี้ลับอะไรหรอกในบางครั้งที่คุณฟองน้ำเปิดแอร์ จู่ ๆ แอร์ก็ปิดเอง แต่สักพักก็กลับมาเปิดใหม่ จึงคิดว่าอาจจะแค่ไฟตก แต่เพราะบางครั้งแอร์ปิดแล้วไม่กลับมาเปิดใหม่อีกเลย นั่นทำให้เริ่มคิดขึ้นมาแล้วว่าต้องมีสิ่งลี้ลับแน่ ๆ แต่เพราะอยู่คนเดียวจึงทำใจแข็งเอาไว้ก่อน อีกทั้งคุณฟองน้ำ ก็เลี้ยงแมวอยู่ด้วย บางครั้งพฤติกรรมของแมวก็ทำให้คุณฟองน้ำ รับรู้ว่ามีคนอยู่ข้างหน้าจริง ๆ เพราะบางครั้งจะไม่ปิดประตูห้องนอน และจะเห็นแมวของเธอเล่นอยู่ที่ทางเดินหน้าห้อง ปกติแล้วแมวมักจะเล่นที่พื้น เศษตามพื้น แต่แมวกระโดดเล่นเหมือนมีคนเล่นด้วย นั่นจึงทำให้เธอเริ่มกลัวแต่ยังไม่ได้ทำอะไร ได้แต่อดทนมาเรื่อย ๆ จนคนในบ้านเริ่มเจอกับตัวมากขึ้น แม่ของคุณฟองน้ำเจอในรูปแบบเสียง เลียนเสียงคนในบ้านเพื่อเรียกแม่ หรือพี่ชายคุณฟองน้ำเองก็เจอแบบเดียวกัน จนต้องแก้ปัญหาด้วยการไม่ขานรับเวลามีคนเรียกชื่อกันเองภายในบ้าน และต้องให้เจ้าตัวขึ้นมาเรียกด้วยตัวเองแทนจนเรื่องราวที่คุณฟองน้ำสุดจะทนที่สุดก็คือ วันนั้นเองคุณฟองน้ำ ทำธุระหนักอยู่ในห้องน้ำแล้วก็มีเสียงเคาะประตู ตอนนั้นรู้สึกกลัวมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะเสร็จธุระแล้วแต่ก็ไม่กล้าที่จะออกไปเพราะกลัวเจออะไรบางอย่าง ทำให้ต้องเอาถังน้ำในห้องน้ำมากันไว้ที่ประตู และใช้เท้ายันเอาไว้จากชักโครกเพื่อกันไม่ให้มีใครเข้ามา หลังจากที่เขาเคาะ และเขย่าประตูไม่หยุด ก็หยุด และเปลี่ยนมาหมุนลูกบิดแทน คุณฟองน้ำคิดว่าเหมือนเขารู้ว่าเราเริ่มกลัวเลยแกล้งหนักขึ้น จนเริ่มได้ยินเสียงว่ามีคนในบ้านกลับมาถึงบ้านแล้ว จึงตะโกนถามให้มั่นใจว่ามาถึงแล้วหรอ และในทันทีที่คนในบ้านขานตอบกลับมาก็รีบเดินออกมาจากห้องน้ำเลย แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้คุณฟองน้ำ ต้องจัดการเด็ดขาดกับสิ่งนี้ก็คือ วันหนึ่งในขณะที่เธออ่านหนังสืออยู่ในห้องนอนก็มีเสียงเขย่าประตู ซึ่งการเขย่าประตูครั้งนี้มันแรงมากจนแมวของเธอกลัว ซึ่งเธอมองว่าปกติแมวยังเล่นกับเขา แต่นี่คือแมวเริ่มกลัว ถ้าเธอยังอยู่นิ่ง ๆ และไม่จัดการอะไรไม่ได้แล้ว เธอโกรธมากจึงพูดออกมาเลยว่า...“จะหยุดได้หรือยัง รู้มั้ยว่านี่บ้านของใคร มาอาศัยอยู่บ้านคนอื่นแท้ ๆ พ่อแม่นี่เป็นคนซื้อ และถ้านี่โตไปมันก็จะตกเป็นของนี่ นี่จะเป็นเจ้าของบ้าน ถ้ายังอยู่ด้วยกันดี ๆ ไม่ได้ก็จะไปฟ้องแม่ให้แม่เอาหมอผีมาไล่” หลังจากที่จบประโยคก็เงียบไปเลย ตอนแรกคิดนานมากว่าจะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าอะไรดี เพราะไม่อยากแทนตัวเองว่าหนู มันจะเหมือนเป็นเบี้ยล่างของเขา แต่ก็ไม่กล้าใช้คำว่า กู มึง เช่นกันเพราะกลัวเขาจะโกรธแล้วมันจะไปกันใหญ่ สุดท้ายพอแม่ของคุณฟองน้ำ กลับมาถึงบ้านก็รีบไปฟ้องแม่เลยในทันที แม่ของเธอจึงไปปรึกษาเพื่อน และโชคดีที่คุณยายที่เป็นแม่ของเพื่อนสนิทแม่เป็นผู้ใหญ่ที่จังหวัดยโสธร ได้รับเชิญเป็นประธานพิธีงานบุญเยอะ จึงมีของสายขาวเยอะ ด้วยความที่เป็นคนเฒ่าคนแก่จากอีสานจึงมีคาถาที่สืบทอดกันมาจากตระกูลกันอยู่เลย เขาจึงท่องคาถาใส่ของฝากมาให้คุณฟองน้ำ ที่บ้านอย่างสายสิญจน์ หวายลูกนิมิต และกำชับให้แม่ของเธอนำมาไว้ที่ประตูหน้าบ้าน หลังบ้าน หัวเตียงนอน และประตูห้องนอน ซึ่งในตอนที่จะนำไปแขวนไว้ที่หัวเตียงนอนก็ร้อนไปหมดเลย เหมือนไฟไหม้ แต่แม่ก็สู้ และแขวนได้สำเร็จ พอแขวนเสร็จความร้อนก็หายไปหมดเลย หลังจากนั้นก็ไม่เจอเหตุการณ์ประหลาดอีกเลย สุดท้ายคุณฟองน้ำ ได้ไปถามหมอดู ซึ่งไม่ได้การันตีว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หมอดูบอกว่ามีคนในบ้านของคุณฟองน้ำ ขับรถผ่านถนนที่เจอวัยรุ่นขับรถมอเตอร์ไซค์ล้ม และด้วยความที่เป็นคนรุ่น BabyBoomer จึงพูดทักไปว่า “สมแล้วแหละ พวกซิ่งป่วนเมือง” จึงทำให้เขาโกรธ และตามกลับมาที่บ้าน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

Epic time ถ่ายรายการผีที่ต้องไปนอนบ้านคนอื่น จนทีมงานเจอดี วิ่งหนีแทบไม่ทัน

09 ก.พ. 2024

Epic time ถ่ายรายการผีที่ต้องไปนอนบ้านคนอื่น จนทีมงานเจอดี วิ่งหนีแทบไม่ทัน

เรื่องนี้ ‘คุณทับทิม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกิดในรายการ ‘Epic Ghost Camp’ อีพีที่เป็นบ้านของน้องสตรีมเมอร์คนหนึ่ง ซึ่งทางเจ้าของบ้านได้มีการชักชวนด้วยตัวเอง เพราะมั่นใจว่าบ้านของตัวเองโหดที่สุด ตั้งแต่รายการนี้ไปถ่ายทำมา เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย โดยเรื่องนี้ที่คุณทับทิมได้นำมาเล่าเป็นประสบการณ์จากรายการ Epic Ghost Camp EP ที่ไปถ่ายทำที่บ้านของ ‘คุณต้น’ (นามสมมติ) สตรีมเมอร์คนหนึ่ง โดยรายการนี้ พิธีกรหลักคือ ‘คุณเอก’ และ ‘คุณทับทิม’ ยูทูปเบอร์จากช่องดังอย่าง Epic Time จะเข้าไปรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้านกับเจ้าของบ้านก่อน ส่วนทีมงานจะอยู่ข้างนอกไม่ได้เข้าไปฟังด้วย เพื่อป้องกันการเตี้ยม นอกจากนี้รายการยังให้ทีมงานไปนอนตรงจุดที่มีเรื่องราวต่าง ๆ ในบริเวณบ้าน ด้วยการจับฉลากอีกด้วย เมื่อเริ่มถ่ายทำ คุณต้นก็เล่าเรื่องหลอนให้คุณเอกและคุณทับทิมฟังว่า สิ่งที่เกิดกับบ้านหลังนี้คือ เวลาอยู่คนเดียวมักจะได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนกำลังเดินขึ้นลงบันได อธิบายเพิ่มเติมว่าบ้านหลังนี้จะมี 1 ห้อง ที่เป็นห้องนอนสำหรับทีมงานของคุณต้น และเล่าให้ฟังอีกว่า วันหนึ่งมีทีมงานคนหนึ่งนอนหลับอยู่ในห้องตามปกติ อยู่ ๆ ก็เจอเงาสีดำ รูปร่างคล้ายกับกุมารทอง แต่ไม่เห็นใบหน้า มายืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งก่อนหน้าที่ทางทีมงานของคุณต้นจะเจอดี ตอนเช้าได้มีการท้าทายว่า “ถ้าบ้านหลังนี้มีผีจริง ๆ คืนนี้ขอเจอหน่อย อยากเจอ” ที่พูดไปแบบนั้นเพราะทีมงานคนอื่นได้เจอกันหมดแล้ว เหลือเขาคนเดียวที่ยังไม่เคยเจอ และสุดท้ายก็ได้เจอดีเข้าจริง ๆ คุณต้นยังเล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองอีกว่า ขณะที่เขากำลังนั่งเล่นเกมอยู่คนเดียว อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูแบบรัว ๆ “ปึง ปึง ปึง!” ครั้งแรกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าบ้านตนเองมีอะไรบางอย่างอยู่ จึงนั่งเล่นเกมต่อ เวลาก็ผ่านไปไม่ถึง 20 วินาที เขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูอีก ครั้งนี้เคาะเสียงดังมาก “ปึง ปึง ปึง!!” จนประตูสั่น เขาจึงตัดสินใจวิ่งไปเปิดประตู แต่กลับไม่พบอะไรเลย! และอีกเหตุการณ์ที่หนักที่สุดตั้งแต่เคยเจอมาในบ้านนี้ก็คือ คุณแม่ของคุณต้นถูกผีเข้าสิง! ซึ่งเป็นผีกุมารทองที่คุณแม่เป็นคนเลี้ยงไว้เอง คุณต้นเล่าลักษณะตอนที่คุณแม่ถูกเข้าสิงว่า “คุณแม่มีอาการเสียงเปลี่ยนไป เป็นเหมือนกับเสียงของเด็ก และก็มีแรงเยอะผิดปกติ ขนาดผู้ชายจับ 4 คนจับยังไม่อยู่” เมื่อเล่าเรื่องหลอนกันพอสังเขป ทางรายการก็ให้ทีมงานเข้าไปในบ้าน เพื่อจับสลากเลือกจุดที่จะนอน เพื่อให้แต่ละคนได้จุดที่นอนแตกต่างกันไป ซึ่งคุณทับทิมก็ได้นอนด้วย เป็นจุดที่ต้องนอนในห้องของทีมงานที่เคยเจอกุมารทอง แต่สุดท้ายคุณทับทิมก็ไม่เจออะไร ทางด้านทีมงาน ก็มีทีมงานคนหนึ่งเขามีสัมผัสที่หก ได้ไปนอนอยู่หน้าห้องของทีมงานคุณต้น ซึ่งอยู่ตรงทางขึ้นลงบันได จุดนี้เป็นจุดที่เจอดีเยอะมาก อันแรกคือ จุดที่ทีมงานนอน ด้านบนจะมีหิ้งพระ ข้างหิ้งพระก็จะเป็นแจกันดอกบัว ทีมงานคนนี้ก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง จังหวะที่สายตามองขึ้นไปเห็นหิ้งพระ ดอกบัวที่อยู่ในแจกันขยับเอง ทั้งที่แจกันก็ยังตั้งอยู่นิ่ง ๆ ในขณะที่กำลังพักกล้อง อยู่ดี ๆ ทีมงานคนเดิมก็มีอาการแปลก ๆ ยืนเอาหลังพิงกำแพงแล้วก็ค่อย ๆ รูดตัวลงไปกับกำแพง พร้อมกับเอามือปิดหน้า คุณเอกที่ดูผ่านมอนิเตอร์ เห็นท่าทางอาการเริ่มไม่ค่อยดี จึงใช้วอไปถามทีมงานคนนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งทางทีมงานก็ตอบว่า “มีผู้ชายตัวเล็ก ๆ มานั่งชันเข่าอยู่ข้าง ๆ” จากนั้นทีมงานคนเดิมก็เห็น ผู้ชายตัวเล็กคนเดิม ไปนั่งห้อยขาลงมาจากตู้เสื้อผ้า คุณเอกก็ได้มีการวอถามซ้ำอีกว่า “ยังเห็นอยู่ไหม เขาไปหรือยัง” ทีมงานก็เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วก็ตอบว่า “ยังอยู่ค่ะ” ต่อมามีเหตุการณ์ที่ทีมงานคนเดิมวิ่งลงบันไดพร้อมกับกรี๊ดเสียงดังมาก ทุกคนที่ยังนอนตามจุดต่าง ๆ ก็ตกใจ และกลัวว่าทีมงานคนนี้จะตกบันได ก็ได้มีการมารวมตัวกันที่กลางบ้าน ทีมงานคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า ‘จังหวะที่กำลังเดินลงบันใดมาข้างล่าง เขามองไปตรงชานพักบันไดกลางบ้าน ด้านซ้ายจะเป็นหน้าต่างระบายอากาศ เขาเห็นเป็นเหมือนผู้หญิง ผมยาว ๆ อยู่ข้างนอก เขาตกใจจึงวิ่งกรี๊ดลงมา’ ซึ่งทีมงานอีกคน ที่นอนอยู่บริเวณด้านล่าง เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงสาธิตให้ดูว่า ‘เห็นทีมงานคนนี้หันหน้าออกไปที่หน้าต่าง แล้วก็ตกใจกรี๊ดแล้วก็วิ่งลงมา’ หลังจากคลิปนี้ได้เผยแพร่ออกไป ก็มีคอมเมนต์จากแฟนคลับว่า นาทีที่ 25.53 เห็นเงาหน้าผู้หญิงที่หน้าต่าง ซึ่งจังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ทีมงานคนที่เห็นเหตุการณ์กำลังสาธิตอยู่ พอทีมงานคนที่สาธิตเดินจากบันไดมาถึงข้างล่าง หน้าของผู้หญิงก็หันออกไปแล้วก็หายไปแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้ม ‘ตายตาไม่หลับ’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

18 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้ม ‘ตายตาไม่หลับ’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

‘อาจารย์มิ้ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณไม้’ เขาได้เสียน้องสาวไปอย่างกะทันหัน การเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติและไม่รู้สาเหตุ ทำให้ครอบครัวของไม้เจอเรื่องหลอนกันแทบทุกคืน ชาวบ้านต่างหวาดกลัวกับความเฮี้ยนจนทนไม่ไหว จนไม้ต้องตกเป็นจำเลยสังคม เพราะทุกคนเข้าใจว่าไม้เป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวตาย! แต่ความจริงของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร’ (7 ตุลาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตายตาไม่หลับ’ ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ตอนที่ ‘ไม้’ ยังเป็นเด็ก ในครอบครัวไม้เป็นพี่คนโต มีน้องสาวชื่อ ‘ส้ม’ แต่ชื่อที่ไม้ชอบเรียกคือ ‘ส้มจี๊ด’ ข้างบ้านของไม้เป็นบ้านเพื่อนสนิทที่ชื่อ ‘ทวน’ ทั้งสามเป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็ก ดังนั้นในทุก ๆ เย็นในซอยมักจะมีเสียงดังคึกคักของเด็กกลุ่มนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อแม่ไม้เดินทางไปต่างจังหวัดแต่เช้าตรู่และจะกลับมาในช่วงหัวค่ำ ส่วนไม้และส้มก็จะอยู่ที่บ้าน แม้สองพี่น้องจะอยู่บ้านเพียงลำพัง แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลอะไร เพราะแม่ของทวนมักจะทำอาหารมาแบ่งไม้กับส้มอยู่เป็นประจำ ในเย็นวันนั้นก็เช่นเคย ทวนได้ยกหม้อแกงส้มมาให้ไม้ ขณะกำลังเดินลัดรั้วเขตบ้านของไม้ แต่ทันใดนั้น มีเสียงร้องดังขึ้น “ใครก็ได้! ช่วยส้มด้วย!” ปรากฏว่าเป็นเสียงของไม้ ที่กำลังตะโกนขอความช่วยเหลือ ทวนตกใจจนหน้าถอดสี แล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ภาพตรงหน้าทำเอาทวนถึงกับขาอ่อนลงทันที เป็นภาพส้มนอนอยู่ที่ตีนบันไดด้วยร่างกายเปลือยเปล่า คอหักผิดรูป ตาเบิกโพลงกว้าง จากสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คิดกันว่าส้มเสียชีวิตแล้ว แต่ตากลับไม่ปิดสนิท ไม้ยืนตัวสั่นเครือ และมีใบหน้าซีดเผือด ทวนตะโกนเรียกสติไม้ไปทันทีว่า “ไม้! มึงทำอะไร?” แต่ไม้กลับส่ายหัว พร้อมน้ำตาไหลอาบลงแก้ม หลังจากนั้นพ่อแม่ก็กลับมาที่บ้านและได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ หลังจากเกิดเรื่อง ได้มีลุงสัปเหร่อมาที่บ้านแล้วได้พูดว่า “ส้มมันตายตาไม่หลับ แบบนี้หมู่บ้านของพวกเรา อยู่ไม่เป็นสุขแน่ ๆ” ในคืนแรกของงานศพ งานได้จัดขึ้นที่บ้านของไม้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ที่ทำใจไม่ได้ คนในหมู่บ้านต่างเห็นใจจึงพากันแวะเวียนมาช่วยงาน แต่บางคนไม่กล้าแม้แต่จะมาร่วมงานศพ เพราะหวาดกลัวความเฮี้ยนของส้มและกลัวว่าจะโดนตามกลับบ้าน แต่ในคืนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนได้นั่งล้อมวงดื่มเพื่อปลอบใจพ่อกับแม่ ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนของตกลงมาบริเวณบันได ตึง..ตึง… ทุกคนพร้อมใจกันหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นลูกบอลสีเหลือง ของเล่นชิ้นโปรดของส้ม มันค่อย ๆ กลิ้งลงมาจากชั้นบน กลิ้งมาเรื่อย ๆ จนถึง..กลางวง แม่ตกใจเพราะก่อนหน้า แม่ได้เก็บของเล่นทุกชิ้นลงหีบไปแล้ว ทางผู้ใหญ่บ้านก็ตกใจจนหน้าถอดสี แต่ได้พูดปลอบใจแม่ไปว่า “ลมมันคงจะพัดละมั้ง” ทุกคนได้แต่นั่งเงียบ เพราะตั้งแต่ขอบบันได้จนมาถึงเสื่อกลางวง มีรอยเปียกน้ำปรากฏออกมาเป็นรอยเท้าเด็ก พ่อลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า “ส้ม!! บอกพ่อทีสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” เหตุการณ์หลังจากคืนนั้น ความหลอนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในกลางดึกแม่ส้มมักจะตื่นขึ้นมา เพราะเสียงกรีดร้องของส้ม บางคืนเป็นไม้ที่ได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งอยู่รอบเตียง ในหลายครั้งที่ส่องกระจก ก็จะเห็นเป็นเงาส้มยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง มาในร่างที่คอหัก หน้าเริ่มอืด และมีรอยแผล เรื่องราวความหลอนถูกเล่าไปปากต่อปากจนลามไปทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างหวาดกลัว และไม่กล้าเข้ามาใกล้ในช่วงค่ำ ทุกคนเชื่อว่าวิญญาณส้มยังไม่ไปไหน เพราะตายผิดธรรมชาติ ในคืนหนึ่ง ไม้ได้ยินเสียงลาก ครืด..ครืด… อยู่ใต้เตียง ไม้ก้มลงไปมอง ภาพตรงหน้าปรากฏเป็นส้มนอนมุดอยู่ใต้เตียงด้วยลักษณะตาแดงคล้ำ คอหักผิดรูป ไม้ตกใจตะโกนร้องลั่นบ้าน พ่อแม่รีบวิ่งมาเปิดกลับพบเห็นอะไร แต่พบว่าบริเวณใต้เตียงมีรอยเปียกของน้ำ เวลาผ่านไป ไม้เจอเรื่องหลอนเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีอาการซูบผอม ไม่กล้านอนคนเดียว ทุกครั้งที่หลับตามักจะเห็นส้มมายืนอยู่ปลายเตียงเสมอ ชาวบ้านเริ่มพากันนินทาไปต่าง ๆ นานา ว่าไม้เป็นคนผลักส้มตกบันได พูดแรงไปจนถึงว่า ‘ไม้คิดอะไรไม่ดีกับน้องสาว ถึงได้ตายไปในสภาพเปลือยเปล่า’ จนพ่อแม่ไม่กล้าสู้หน้าใคร เดินทางมาถึงวันทำบุญครบ 49 วัน ชาวบ้านหลายสิบคนและผู้ใหญ่บ้าน พร้อมใจกันมารวมตัวกันที่ใต้ถุนบ้าน ทุกสายตาจับจ้องไปที่พ่อแม่และไม้ที่เดินลงมา จากนั้นก็ส่งเสียงตะโกนว่า “พูดออกมาเถอะไม้! มึงทำอะไรส้ม มึงจะปิดบังความจริงไปทำไม!?” ไม้ร้องไห้ตัวสั่นเครือ ชาวบ้านเริ่มหยิบหินเขวี้ยงใส่หัวไม้ หินโดนไม้แบบเต็ม ๆ ไม้ร้องด้วยความเจ็บปวด พร้อมเลือดค่อย ๆ ไหลหยดลงมา ชาวบ้านวิ่งกรูเข้าไป ไม้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้น พ่อแม่ตะโกนห้ามแต่ไม่มีใครฟัง ผ่านไปสักพักมีเสียงหัวเราะดังขึ้น ทุกคนหันไปมองต้นเสียง ปรากฏว่าเป็นทวนยืนตาแดงก่ำ กำลังเดินโซซัดโซเซมากลางวง พร้อมชี้ไปที่บันได แล้วพูดว่า “กูอะ ทำมันเองแหละ” เสียงชาวบ้านที่ฮือฮาก่อนหน้า เงียบกริบในทันที ทวนพูดต่อว่า “วันนั้นกูขึ้นไปหามันเอง กูอยากได้มันแต่มันหนี กูเลยต้องผลักมันไง มันตกไปคอหักตายต่อหน้ากูนี่แหละ” ทวนเงยหน้าขึ้นเหมือนกับคนโดนผีสิง พร้อมพูดต่อว่า “มันตามกูทุกคืน! มันเรียกชื่อกู! มันตามกูไปทุกที่! กูจะบ้าอยู่แล้ว ส้มมึงจะเอายังไงกับกู!!” ไม้ต่อยเข้าไปอย่างเต็มแรงที่หน้าทวนด้วยความโมโห พร้อมกระชากคอเสื้อขึ้นมาแล้วพูดด้วยความโกรธว่า “มึงทำแบบนี้กับน้องกูได้ยังไงวะ มันเหมือนน้องสาวมึงเลยนะ” ทวนเก็บตัวนั่งกับพื้น เหมือนคนอยู่ในอาการหวาดกลัว เขาใช้สองมือตบไปที่หน้าของตัวเองอยู่ซ้ำๆ แล้วเหตุการณ์หลังจากวันนั้น ผู้ใหญ่บ้านพร้อมชาวบ้าน ก็เข้ามาขอโทษพ่อแม่และไม้ ที่ด่วนตัดสินใจกันไปเอง ตัวของทวนกลายเป็นคนบ้า เมื่อเวลาผ่านไปกลับไปพบว่าทวนได้จมน้ำเสียชีวิตที่คลองท้ายหมู่บ้าน พ่อแม่ทวนทำใจไม่ได้กับเรื่องที่ทวนก่อแล้วยังมาเสียชีวิตไปอีก จึงได้ย้ายออกจากหมู่บ้านไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณแป้ง ‘บ้านเช่า 2 ชั้น’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

10 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณแป้ง ‘บ้านเช่า 2 ชั้น’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณแป้ง‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน-ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’บ้านเช่า 2 ชั้น‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณแป้งเล่าว่ามีพี่ที่รู้จักกัน ชื่อ ‘พี่หญิง’ เธอทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องหาที่พัก ได้มาเจอกับบ้าน 2 ชั้นคล้ายตึกพาณิชย์ พี่หญิงได้เข้าไปเช่าอยู่ชั้น 1 วันหนึ่งเพื่อนของพี่หญิง 2 คนมานอนด้วย ในขณะที่นอนมีเพื่อนคนหนึ่งที่นอนติดหน้าต่าง ได้ลืมตาขึ้นแล้วมองไปที่หน้าต่าง ก็เห็นเป็นเงาหญิงชรายืนอยู่ สักพักร่างนั้นก็ลอยเข้ามาใกล้ ๆ สีหน้าของร่างนั้นดูโกรธมาก เพื่อนของพี่หญิงก็รู้สึกกลัวจนร่างกายขยับไม่ได้ จึงตัดสินใจหลับตา สักพักพี่หญิงเห็นว่าเพื่อนคนนั้นนอนอึกอัก ๆ ท่าทางแปลก ๆ จึงปลุกเเล้วถามว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า?” เพื่อนคนนั้นตอบกลับว่า “ฉันเจอผี! เมื่อกี้เห็นคนแก่อยู่ข้างนอกตรงหน้าต่าง น่ากลัวมากเลย” พี่หญิงตอบกลับว่า “ไม่มีนะ ฝันร้ายหรือเปล่า“ เเละบอกอีกว่า ”อยู่มาตั้งนานไม่เคยเจอเลย คิดมากหรือเปล่า“ หลังจากนั้นทุกคนก็พากันนอนจนเช้า ในตอนเช้าก็แยกย้ายกันไปทำงาน จนกลับมาหลังจากเลิกงาน พี่หญิงก็สงสัยว่าทำไมวันนี้ชั้น 2 ไฟเปิดเพราะปกติกลับมาไม่เคยเปิด สักพักพี่หญิงก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้มาจากชั้น 2 ในคืนนั้นขณะที่พี่หญิงกำลังนอนอยู่ ก็รู้สึกแปลก ๆ นอนไม่หลับ จึงลืมตาขึ้นมา ก็เจอกับหญิงชรากำลังนั่งทับอกอยู่ จนรู้สึกหายใจไม่ออก! พี่หญิงจึงใช้จิตเพื่อสื่อสารกับยายคนนั้นว่า ”หนูไปทำอะไรให้ยายหรือเปล่า อย่าทำหนูเลย หนูขอร้อง“ พอสื่อสารกับเสร็จก็สะดุ้งตื่น เเล้วร่างยายคนนั้นก็ค่อย ๆ ลอยหายจากอกขึ้นไปบนเพดาน… ในคืนถัดมาห้องชั้น 2 ไม่ได้เปิดไฟเเต่ยังคงได้ยินเสียงร้องไห้อยู่ ก็เข้านอนเเล้วก็เจอหญิงชราคนเดิม เเต่คืนนี้มาบีบคอเเละก็ทำสีหน้าโกรธใส่ พี่หญิงดิ้น เเล้วร่างหญิงชราคนนั้นก็ลอยขึ้นหายไปบนเพดานเหมือนเดิม! ในตอนเช้าตื่นมาก็พบกับรอยมือเต็มคอ ตนจึงเอาผ้าพันคอไปทำงาน กลับมาตอนเย็นหลังเลิกงานก็ได้ยินเสียงร้องไห้อีก จนครั้งนี้พี่หญิงทนไม่ไหวจึงขึ้นไปเคาะประตูชั้น 2 สักพักก็มีผู้หญิงมาเปิดประตูให้ เเล้วถามกับพี่หญิงว่า “คุณมีธุระอะไรหรือเปล่า” พี่หญิงตอบกลับไปว่า “พอดี ได้ยินเสียงคนร้องไห้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” ผู้หญิงคนนั้นได้ตอบกลับว่า ”อ๋อ ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีเเม่เพิ่งเสียไป ก็เลยร้องไห้อาจจะดังไปถึงคุณ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะ” พี่หญิงมองเข้าไปในห้อง ก็ได้เห็นรูปคุณยายคนที่ฝันถึงเเขวนอยู่ เเล้วก็รีบถามกลับไปว่า “ผู้หญิงคนนี้คือใคร” เขาก็ตอบกลับว่า “เป็นเเม่ของดิฉันเองค่ะ ที่เพิ่งเสียไปได้ไม่นาน” เเละได้ถามพี่หญิงอีกว่า “คุณมาเจอเเม่ดิชั้นหน่อยมั้ยคะ” พี่หญิงก็ตกใจเเต่ก็เดินเข้าไปในห้อง เเละได้พบกับโลงศพอยู่ในห้องเเละภายในโลงก็มีศพของคุณยายคนนั้นอยู่ด้วย ตนจึงได้บอกกลับไปว่า “เนี่ย ฉันฝันเห็นเเม่คุณมา 2 คืนเเล้วก็มาบีบคอฉัน มีอะไรอะหรือเปล่า” เขาก็มีท่าทีสงสัยว่าเเม่ไปทำพี่หญิงทำไม จึงได้เดินไปเปิดโลงศพดู ปรากฏเห็นร่างกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่ เเล้วตำแหน่งที่โลงศพตั้งก็ตรงกับเตียงที่พี่หญิงนอนอยู่ เเล้วผู้หญิงคนนั้นก็ได้บอกกับพี่หญิงว่า “ช่วยเอาศพพลิกกลับมาเหมือนเดิมได้มั้ย” พี่หญิงก็ช่วยผู้หญิงคนนั้นพลิกศพกลับมา เสร็จเเล้วก็ออกจากห้องเเล้วกลับไปพักผ่อนที่ห้อง ในตอนเช้าพี่หญิงจึงได้ขอไปนอนกับเพื่อนจนกว่าเรื่องพิธีนี้จะเสร็จ เมื่อพิธีที่บ้านเสร็จ ตนก็กลับมายังบ้านพัก ตนก็เห็นคนกำลังขนของขึ้นไป เเล้วไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นจึงเดินไปถามผู้ชายที่อยู่หน้าบ้านว่า “ผู้หญิงที่อยู่ข้างบนเขาไม่อยู่เเล้วหรอ ไม่เช่าต่อแล้วหรอ” ผู้ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “ผู้หญิงไหนครับ ไม่มีนะครับ ไม่มีใครเช่านานเเล้วนะครับ” พี่หญิงก็ได้เเต่ยืนงง เเล้วได้ถามผู้ชายคนนัันกลับไปว่า “เเล้วคุณคือใคร” เขาก็ตอบกลับมาว่า “เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้” พี่หญิงจึงขอเจ้าของบ้านขึ้นไปดู เเล้วพบกับรูปของทั้ง 2 คนนั้นเเละกระถางธูปตั้งอยู่ สุดท้ายตนได้ถามกับเจ้าของบ้านว่า 2 คนนี้คือใคร ก็ได้คำตอบว่ารูปคุณยายนั้นคือเเม่ของเขาเเละอีกคนคือพี่สาวของเขา ก่อนหน้านี้คุณเเม่เสียเพราะโรคประจำตัว ในวันที่จัดงานศพก็ฝันว่าคุณเเม่อยากให้จัดงานศพที่บ้าน ส่วนพี่สาวเขารักเเม่มาก เฝ้าเเม่ไม่ยอมกินอะไร จนเป็นโรคขาดสารอาหาร จนสุดท้ายตรอมใจเสียชีวิตตามเเม่ไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-