เรื่องเล่าจากคุณหมอบอม ‘ค่ายหมอ ณ รีสอร์ทหลอน’ l อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณหมอบอม ‘ค่ายหมอ ณ รีสอร์ทหลอน’ l อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค.69]

18 ต.ค. 2026

พักค้างคืนในรีสอร์ทตกลางดอย กับบ้านพักทรงเรือนไทยเก่าที่รายล้อมด้วยป่าทึบ จู่ ๆ กลางดึกกลับเจอเตียงสั่นราวกับมีใครกำลังนั่งขย่มอยู่ปลายเท้า ตามมาด้วยสัมผัสของ “มือปริศนา” เเละเงาผู้หญิงที่ยืนจ้องอยู่หลังม่าน! หรือว่าบ้านเรือนไทยหลังนี้จะมีบางสิ่งซ่อนอยู่ และคืนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในห้องเพียง 2 คนตั้งแต่แรก…?!

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X  คุณหมอบอม [13 ต.ค.  2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ค่ายหมอ ณ  รีสอร์ทหลอน’

   ‘คุณหมอบอม’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์สยองขวัญที่ตนเองยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างเดินทางไปเข้าค่ายของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทำให้คุณหมอบอมต้องเผชิญกับเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกตลอดทั้งคืน แต่ยังทิ้งความสงสัยเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งที่พบเจอในคืนนั้นคืออะไรกันแน่

คุณหมอบอมเริ่มต้นเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วม ‘ค่ายนพลักษณ์’ ซึ่งเป็นค่ายที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของตนเอง และเพื่อนร่วมคณะผ่านกิจกรรมละลายพฤติกรรม และการทำความรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้นในการเข้าค่ายครั้งนั้น ทางคณะได้พานักศึกษาเดินทางไปยังรีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา และดอยที่ทอดตัวกว้างใหญ่โดยรอบ โดยคณะเดินทางไปถึงรีสอร์ทในเวลาประมาณ 13.00 น. และเริ่มเข้าพักตามโซนที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้

สำหรับที่พักของรีสอร์ทแห่งนี้ มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน โดยโซนที่คุณหมอบอมเข้าพักเป็นบ้านเรือนไทยที่สร้างด้วยไม้ ส่วนฝั่งนักศึกษาหญิงจะพักอยู่ในอาคารใหม่สไตล์โมเดิร์นที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ขณะที่นักศึกษาชายจะพักอยู่ในเรือนไทยดังกล่าว

   คุณหมอบอมได้เข้าพักร่วมกับคุณหมอภูมิ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ก่อนจะสอบเข้ามาเรียนแพทย์ด้วยกัน โดยห้องพักของทั้งคู่อยู่บนชั้น 4 ของเรือนไทย ซึ่งบรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบ้านไม้แบบล้านนา ทั้งพื้นไม้ ผนังไม้ และงานแกะสลักลวดลายต่าง ๆ ที่ประดับอยู่ภายในห้อง

ด้วยความที่คุณหมอบอมเป็นคนชอบสำรวจสถานที่ เมื่อเข้าไปในห้องจึงได้เดินสำรวจบริเวณต่าง ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นผ้าม่านที่สามารถเปิดออกไปชมวิวด้านหลังของอาคารได้ แต่ภาพที่ปรากฏกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะด้านหลังเรือนไทยเป็นป่าทึบที่ให้บรรยากาศวังเวง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดดังแว่วอยู่ท่ามกลางความเงียบนอกจากนี้ คุณหมอบอมยังสังเกตเห็นอาคารอีกหลังหนึ่งที่อยู่บริเวณด้านหลัง ซึ่งเป็นอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ และมีป้ายลักษณะคล้ายสติกเกอร์ห้ามเข้า ติดอยู่บริเวณที่ดูคล้ายกับจุดเกิดเหตุฆาตกรรม ภาพดังกล่าวทำให้คุณหมอบอมเริ่มรู้สึกเอะใจและไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

   สิ่งที่ชวนให้สงสัยยิ่งไปกว่านั้น คือบริเวณใกล้ประตูที่ออกไปยังระเบียง มีประตูบานหนึ่งถูกล็อกกุญแจเอาไว้ พร้อมกับมีเก้าอี้วางขวางทับอยู่ ทำให้คุณหมอบอมรู้สึกว่าบริเวณดังกล่าวดูผิดปกติอย่างมาก จนต้องหันไปบอกคุณหมอภูมิว่าขอปิดม่าน เพราะไม่อยากมองเห็นภาพด้านหลังที่ทำให้รู้สึกหวาดระแวง

หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ออกจากห้องเพื่อไปรับประทานอาหาร โดยเดินลงมาจากชั้น 4 แต่เมื่อถึงด้านล่างกลับพบว่าลืมกุญแจห้องเอาไว้ จึงต้องแจ้งพนักงานของรีสอร์ทให้ช่วยพาขึ้นไปเปิดประตูอีกครั้งอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คุณหมอบอมรู้สึกแปลกใจ คือท่าทีของพนักงานคนดังกล่าวที่ระหว่างเดินขึ้นไปยังห้องแทบไม่พูดคุยกับทั้งคู่เลยแม้แต่คำเดียว เมื่อช่วยเปิดประตูห้องให้เรียบร้อยแล้ว พนักงานก็รีบเดินออกไปทันที โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แม้คุณหมอบอมจะรู้สึกเอะใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ก่อนจะกลับเข้าไปพักผ่อนตามปกติ

ทว่าหลังจากผ่านคืนแรกไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเริ่มทำให้คุณหมอบอมรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เช้าวันถัดมา 

คุณหมอบอมตื่นขึ้นมา และหันไปเล่าความฝันให้คุณหมอภูมิฟังว่า “ภูมิเมื่อคืนฝัน ฝันถึงคนตาย ฝันว่าแม่ตัวเองอ่ะตายในป่าช้า มีเลือดอาบหน้าเต็มหมดเลย”

ในตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้คิดว่าเรื่องราวดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนต่อมา และยังคงเข้าร่วมกิจกรรมของค่ายตามปกติกระทั่งเข้าสู่คืนที่สองของการเข้าค่าย ซึ่งเป็นคืนที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ลักษณะนิสัยของอาจารย์ กิจกรรมดำเนินไปจนดึกดื่นเกือบเที่ยงคืน ก่อนที่คุณหมอบอมจะกลับขึ้นห้องพักในเวลาประมาณ 01.00 น. เมื่อกลับมาถึงห้อง

   คุณหมอบอม และคุณหมอภูมิจึงนั่งพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามประสาเพื่อน ทั้งเรื่องความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียน และประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา จนเวลาล่วงเลยไปถึงประมาณ 02.00 น. กว่า ๆ คุณหมอภูมิ เริ่มรู้สึกง่วงจึงขอตัวนอนก่อน ส่วนคุณหมอบอมยังไม่นอนในทันที แต่ลุกไปอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะกลับขึ้นเตียงเพื่อเตรียมตัวพักผ่อนทว่าในช่วงที่กำลังจะเคลิ้มหลับ จู่ ๆ คุณหมอบอมกลับได้ยินเสียงน้ำหยดดังมาจากบริเวณอ่างอาบน้ำ

“ติ๋ง ๆ”

เสียงน้ำหยดดังขึ้นเป็นจังหวะคล้ายกับฉากในภาพยนตร์สยองขวัญ ทั้งที่ภายในห้องควรจะเงียบสงบในยามดึก คุณหมอบอมเล่าว่าตนเองเป็นคนหลับยาก หากมีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้นอนไม่หลับได้ จึงตัดสินใจลุกขึ้นไปตรวจสอบ และปิดก๊อกน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปยังห้องน้ำ คุณหมอบอมเปิดไฟบริเวณเตียงนอนก่อน จากนั้นจึงเปิดไฟตรงโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งมีกระจกตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเดินไปเปิดไฟในห้องน้ำตามลำดับ

เมื่อเข้าไปภายในห้องน้ำ คุณหมอบอมสังเกตเห็นคราบสนิมอยู่เต็มบริเวณต่าง ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าห้องน้ำแห่งนี้ไม่ได้ผ่านการใช้งานหรือทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าห้องถูกปล่อยทิ้งไว้นานเพียงใดก็ตามหลังจากปิดก๊อกน้ำเรียบร้อยแล้ว คุณหมอบอมกลับมีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นขณะเตรียมปิดไฟ และเดินกลับไปยังเตียง โดยเล่าว่าเมื่อปิดไฟภายในห้อง ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ราวกับว่าตนเองไม่ได้อยู่ในห้องเดิม แต่เหมือนกำลังอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย

แม้จะรู้สึกกลัว แต่ด้วยความง่วงที่มีมากกว่า คุณหมอบอมจึงรีบปิดไฟแล้ววิ่งกลับขึ้นเตียงเพื่อหวังจะนอนให้หลับเสียทีแต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากนอนไปได้สักพัก คุณหมอบอมเริ่มรู้สึกว่าเตียงบริเวณปลายเท้าสั่นไหว ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังนั่งขย่มเตียงอยู่ คุณหมอบอมพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นคุณหมอภูมิที่กำลังพลิกตัว หรือขยับตัวขณะนอนหลับ เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย คุณหมอบอมจึงกลิ้งตัวไปยังฝั่งที่คุณหมอภูมินอนอยู่ และสังเกตดูว่าอาการสั่นของเตียงจะหยุดลง หรือไม่แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

เตียงยังคงสั่นไหวอยู่เช่นเดิม ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังนั่งขย่มอยู่ตรงปลายเตียงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่คุณหมอบอมขยับตัวไปอยู่ใกล้เพื่อนแล้วก็ตามในขณะที่กำลังพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ คุณหมอบอมกลับรู้สึกเหมือนมีมือของใครบางคนมาจับบริเวณขาของตนเองความรู้สึกในตอนนั้นทำให้คุณหมอบอมตกใจ และหวาดกลัวอย่างมาก จึงรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงทันที ก่อนจะพยายามปลุกคุณหมอภูมิด้วยการเรียกชื่อ และเขย่าตัวเพื่อน

“ภูมิ ๆ”

แต่ไม่ว่าจะเรียกหรือเขย่าตัวอย่างไร คุณหมอภูมิก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมาเสียทีขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 03.00 น. คุณหมอบอมจึงทำได้เพียงนอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่ม พร้อมกับสวดมนต์เพื่อให้ตนเองสงบลง และคิดในใจว่า

“ถ้ามีอะไร เดี๋ยวทำบุญไปให้นะ”

หลังจากสวดมนต์อยู่พักหนึ่ง อาการสั่นของเตียงก็ค่อย ๆ หยุดลง ความรู้สึกเหมือนมีมือมาจับขาก็หายไปเช่นกัน คุณหมอบอมจึงค่อย ๆ เปิดผ้าห่มออกจากศีรษะ พร้อมหวังว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะจบลงเสียทีแต่ความเงียบสงบที่กลับคืนมาได้ไม่นาน กลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกครั้งต่อไป

คุณหมอบอมเล่าว่าภายในห้องยังมีตู้เสื้อผ้าไม้ลักษณะเป็นซี่ ๆ ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับห้องน้ำ โดยมีแสงไฟอยู่ด้านในตู้ ขณะที่กำลังพยายามข่มตานอนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากบริเวณตู้เสื้อผ้าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเล็บของผู้หญิงที่กำลังขูดไปตามซี่ไม้ของตู้เสื้อผ้า

“ครูด ๆ”

   เสียงนั้นดังซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณ 10–15 นาที ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้คุณหมอบอมรู้สึกหวาดกลัวจนแทบไม่อยากอยู่ภายในห้องนี้อีกต่อไปจากเดิมที่พยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้คุณหมอบอมกลับรู้สึกว่าตนเองต้องการออกจากห้องพักแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ในเวลานั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการรวบรวมสติและสวดมนต์อีกครั้ง พร้อมกับกล่าวในใจว่าจะทำบุญไปให้ในวันรุ่งขึ้น และหลังจากนั้น เสียงเล็บที่ขูดไปตามซี่ไม้ก็ค่อย ๆ เงียบหายไป

ทว่าขณะที่คุณหมอบอม กำลังพยายามสงบสติอารมณ์ สายตากลับเหลือบไปเห็นบริเวณผ้าม่านด้านหลังห้อง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เคยสำรวจในวันแรก และเป็นจุดที่มีประตูถูกล็อกกุญแจเอาไว้พร้อมเก้าอี้วางขวางอยู่คุณหมอบอมย้อนเล่าว่า ตั้งแต่คืนแรกที่เข้าพัก ตนเองเคยสังเกตเห็นแสงบางอย่างอยู่บริเวณดังกล่าว แต่ในตอนนั้นคิดว่าอาจเป็นแสงไฟที่ลอดออกมาจากหน้าต่าง จึงไม่ได้สนใจมากนัก

แต่หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์แปลกประหลาดต่อเนื่องกันหลายครั้งในคืนเดียว ภาพแสงที่เคยเห็นกลับทำให้คุณหมอบอม เริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างอาจมีความเชื่อมโยงกัน และในที่สุดสิ่งที่ปรากฏอยู่บริเวณผ้าม่านก็ทำให้คุณหมอบอม ต้องเผชิญกับภาพที่ยากจะลืมเลือนคุณหมอบอมเล่าว่า ตนเองเห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงบริเวณดังกล่าว โดยเงานั้นหันหน้ามาทางตนเองราวกับกำลังจ้องมองอยู่

หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่อเนื่องกันตั้งแต่เสียงน้ำหยด เตียงสั่นคล้ายมีคนขย่มเตียง ความรู้สึกเหมือนมีมือมาจับขา เสียงคล้ายเล็บขูดตู้เสื้อผ้า ไปจนถึงเงาผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงผ้าม่าน คุณหมอบอมก็ยอมรับว่าขณะนั้นรู้สึกหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

   สุดท้าย ด้วยความเหนื่อยล้า และสภาพร่างกายที่แทบไม่ไหว คุณหมอบอมจึงไม่สามารถประคองสติเอาไว้ได้อีกต่อไป และเผลอหลับไปในลักษณะกึ่งรู้สึกตัวกึ่งไม่รู้สึกตัว ก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งในเวลาประมาณ 06.00 น. เมื่อคุณหมอภูมิลุกขึ้นมาเตรียมตัวอาบน้ำแม้จะผ่านพ้นคืนอันยาวนานมาได้ แต่คุณหมอบอมยอมรับว่ายังไม่สามารถเรียบเรียงความคิด หรือพูดคุยกับเพื่อนได้ตามปกติ เพราะความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงติดอยู่ในความรู้สึก จึงทำได้เพียงลุกขึ้นไปอาบน้ำ และเตรียมตัวลงไปรับประทานอาหารเช้าตามที่คุณหมอภูมิชวน

แต่เรื่องราวในเช้าวันนั้นกลับยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ทันทีที่ทั้งคู่เปิดประตูห้องพักออกมา กลับพบแมวดำตัวหนึ่งอยู่บริเวณหน้าห้อง ก่อนที่แมวดำตัวนั้นจะกระโดดขึ้นไปบนราวบันได และเดินตามทั้งสองลงไปจนถึงชั้น 1 ภาพของแมวดำที่ปรากฏขึ้นหลังจากคืนอันน่าสะพรึงกลัว ยิ่งทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดดูชวนขนหัวลุกมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าแมวดำตัวนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหรือไม่ก็ตาม

เมื่อเดินทางลงมาถึงด้านล่าง คุณหมอบอมได้เข้าไปยังห้องพักของคุณหมอเจน ซึ่งเป็นคนรักของคุณหมอภูมิ และเมื่อคุณหมอเจนเห็น คุณหมอบอมก็สังเกตได้ทันทีว่าดวงตาแดงก่ำผิดปกติ จึงเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้นคำถามดังกล่าวทำให้คุณหมอบอมกลั้นความรู้สึกไม่ไหว ก่อนจะร้องไห้ออกมา และเล่าว่าตนเองแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน พร้อมเปิดใจบอกถึงเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในห้องพัก

   คุณหมอภูมิเองก็ได้รับฟังเรื่องราวบางส่วนมาตั้งแต่วันแรกที่คุณหมอบอม เริ่มบอกว่าห้องพักให้ความรู้สึกอึดอัด และบริเวณด้านหลังอาคารดูน่ากลัวผิดปกติ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนที่สองกลับทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่อได้ย้อนกลับมาทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด คุณหมอบอมยังคงติดใจอยู่หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเหตุใดพนักงานจึงมีท่าทีเงียบผิดปกติ และรีบเดินออกไปหลังจากช่วยเปิดห้องพัก เหตุใดห้องน้ำจึงเต็มไปด้วยคราบสนิม เหตุใดประตูบริเวณด้านหลังจึงถูกล็อกกุญแจ และมีเก้าอี้วางขวางเอาไว้ รวมถึงอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเรือนไทยนั้นเคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก่อนหรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น คุณหมอบอมยังเล่าว่า ในคืนที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวตรงกับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และมีความเชื่อเล่าต่อกันมาว่าเป็นช่วงเวลาปล่อยผี นอกจากประสบการณ์ที่คุณหมอบอมพบเจอด้วยตนเองแล้ว ยังมีเสียงผิดปกติจากบริเวณด้านหลังอาคารดังแว่วเข้ามาในคืนนั้น โดยมีลักษณะคล้ายเสียงกรีดร้องที่คุณหมอบอมเปรียบว่าเหมือนเสียงผีเปรต ขณะเดียวกัน อาจารย์แพทย์ที่ร่วมเดินทางไปเข้าค่ายในครั้งนั้นก็เล่าว่า ตลอดทั้งคืนรู้สึกเหมือนมีคนเดินไปเดินมาอยู่บริเวณหน้าห้องพักไม่หยุด

เรื่องราวเหล่านี้ทำให้คุณหมอบอม ยิ่งรู้สึกค้างคาใจ เพราะแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากอะไร และห้องพักที่ตนเองเข้าพักในคืนนั้นเคยมีประวัติความเป็นมาอย่างไรหลังจากเดินทางกลับ คุณหมอบอมจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำตำหนิจากคุณแม่ที่ถามว่าทำไมถึงไม่พกพระติดตัวไปด้วย

คุณหมอบอมเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นตนเองแทบทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับคุณแม่ พร้อมร้องไห้ไปด้วย แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า คือคุณแม่กลับเอ่ยถามขึ้นมาราวกับรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า

“เจออีกแล้วใช่ไหม”

นอกจากนี้ คุณหมอบอมยังเล่าว่าตนเองได้แอบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรีสอร์ทแห่งดังกล่าวภายหลัง และพบข้อมูลที่ระบุว่าบริเวณพื้นที่ของรีสอร์ทเคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อนแม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นโดยตรงหรือไม่ แต่เมื่อย้อนนึกถึงบรรยากาศของเรือนไทย ป่าทึบด้านหลังอาคาร ประตูที่ถูกล็อกเอาไว้ เสียงปริศนา และเงาผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงผ้าม่าน ทุกอย่างกลับยิ่งทำให้คุณหมอบอมรู้สึกค้างคาใจจนถึงทุกวันนี้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณหมอบอมก็ไม่เคยได้สอบถามประวัติของห้องพัก หรืออาคารที่ตนเองเข้าพักอย่างจริงจัง จึงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าสิ่งที่พบเจอในคืนนั้นเกิดขึ้นจากอะไรและสิ่งที่ชวนขนหัวลุกยิ่งกว่านั้น คือคุณหมอบอมได้ทิ้งท้ายว่า ตลอดชีวิตของตนเองมักมีวิญญาณหลากหลายตนมาปรากฏให้พบเจอ เพื่อกล่าวขอบคุณอยู่เสมอ

เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุการณ์ในค่ายแพทย์ครั้งนั้นเป็นเพียงประสบการณ์หลอนที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือแท้จริงแล้ว สถานที่แห่งนั้นมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งยังคงรอให้ใครสักคนกลับไปค้นหาคำตอบ…

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากมิวสิค 'เปรตเเถวบ้าน' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

20 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากมิวสิค 'เปรตเเถวบ้าน' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

'คืนหมาหอน' ในช่วงวันเลือกตั้งที่ชาวบ้านในพื้นที่จะรู้กันเลยว่า ต้องรีบเข้านอนก่อนฟ้ามืดเพราะอาจจะมีการเก็บหัวคะแนนกันเกิดขึ้น ในคืนนั้นก็มีเสียงดัง ‘ปั้ง’ เกิดขึ้นในกลางดึกแบบที่คิดไว้ หลังจากนั้นผ่านไปสามวันคุณแม่ ได้ยินเสียงหมาหอนดังไล่มาตามถนน พร้อมกับเห็นเงาสูงใหญ่เดินผ่านจุดเกิดเหตุ!? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปงXปลายฟ้า - มิวสิค’ (11 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เปรตแถวบ้าน’ ‘มิวสิค’ ได้เล่าเรื่องราวของ ‘คุณแม่’ ที่เคยเจอเหตุการณ์นี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการเมื่อก่อนคุณแม่ จะอาศัยอยู่ใกล้ตลาดปลาแห่งหนึ่ง ซึ่งพื้นที่แถบนั้นเมื่อก่อนชาวบ้าน จะเรียกคืนคืนหนึ่งว่า คืนหมาหอน จะเป็นช่วงวันเลือกตั้ง ที่ชาวบ้านต่างรู้กันดีว่า ต้องรีบเข้าบ้านก่อนฟ้ามืด เพราะจะมีการ เก็บหัวคะแนน ในคืนก่อนเลือกตั้ง ซึ่งตึกที่คุณแม่ อาศัยอยู่จะใกล้กับบ้านของหัวคะแนนคนหนึ่งนั้น และตึกนั้นค่อนข้างแปลกตา เพราะเป็นตึกกระจกแบบ 360 องศา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้มองเห็นวิวได้ทั้งหมดเลย คืนนั้น…คุณแม่ รู้ว่าจะมีการเก็บหัวคะแนน จึงเข้านอนเร็ว แต่เมื่อมองออกไปทางหน้าต่าง ก็เห็นว่าชายคนนั้นยังไม่เข้าบ้าน นั่งดื่ม นั่งคุยกับเพื่อนอย่างไม่รู้ชะตากรรม… ไม่นานหลังจากนั้น เสียงดัง ‘ปั้ง!’ ก็ดังขึ้นกลางดึก คุณแม่ กับคุณยายได้ยินเต็มสองหู ต่างรู้ทันทีว่า เขาโดนเก็บแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่เดินไปดูที่เกิดเหตุ ก็พบเพียง คราบเลือด ทิ้งไว้ให้เห็นอยู่ตรงจุดนั้นหลังจากนั้นเวลาผ่านไปได้ สามวัน คืนนั้นขณะที่คุณแม่ นอนอยู่ในห้องฝั่งหัวเตียงหันไปทางถนนที่มีแสงไฟลอดหน้าต่างเข้ามากระทบกับกำแพงตรงปลายเท้า คุณแม่ได้ยินเสียงหมาหอน…เสียงนั้น ค่อย ๆ ดังขึ้น จนเหมือนเสียงมันไล่เข้ามา ตามทางถนนหน้าบ้าน จากนั้นเสียง ‘วี๊ดดดด…’ ก็ดังขึ้น พร้อมกับเห็นเงาของสิ่งที่มีชีวิต สูงใหญ่มากผิดปกติ ค่อย ๆ เดินผ่านไปช้า ๆ เงานั้นทอดยาวผ่านปลายเตียงของคุณแม่ พร้อมกับเสียง ‘วี๊ดดดด’ ที่ดังยาวต่อเนื่องไม่ขาดสายคุณแม่เชื่อว่า…สิ่งที่เห็นในคืนนั้น คือ ‘เปรต’ ที่กลับมาวนเวียนอยู่ตรงจุดที่เขาเสียชีวิต เพราะครบ สามวัน พอดีกับความเชื่อของคนโบราณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากท๊อฟฟี่ 'เสียงจากหลุม S 4' l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

16 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากท๊อฟฟี่ 'เสียงจากหลุม S 4' l อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวดล [ 12 พ.ค.2569 ]

สัญญาลับกับการทำงานในพื้นที่ปริศนา โดยไม่รู้เลยว่าต้องเจอกับอะไร และต้องเจอกับใครบางคนที่ไม่ใช่มนุษย์ตามติดหลอกหลอนในตอนกลางคืน เสียงก๊อก ก๊อก ก๊อก… ‘คุณเปิดประตูให้ฉัน คุณเปิดประตูให้ฉัน’ เมื่อสิ้นเสียงทุกอย่างไว้ในหลักฐานสุดท้ายที่ทิ้งไว้ ก่อนจะหายไปตลอดกาล… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ท๊อฟฟี่ ศิวพล (12 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เสียงจากหลุม S4’ เรื่องราวนี้ ‘คุณท๊อฟฟี่’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันมานานมากกว่า 30 ปี ที่ Area 51 ซึ่งตัวของท๊อฟฟี่ ได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศถึงสถานที่จริง ณ สาธาณะรัฐอเมริกา พื้นที่ได้รายล้อมไปด้วยรั้ว และตาข่ายรวมทั้งป้ายห้ามต่าง ๆ ซึ่งที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของการทหารทำให้ไม่สามารถเข้าไปได้ ทุกคนจึงทำได้เพียงแค่ยืนมองบรรยากาศโดยรอบ และถ่ายคลิปเก็บไว้เป็นคอนเทนต์ในตอนที่ทุกคนกำลังเดินทางไป Area 51 เกิดเรื่องไม่คาดคิด จึงทำให้ไปไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ในช่วงเวลา 4 - 5 โมงเย็น ทุกคนกลับหลงอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ขับรถยาวเข้าไปเป็นชั่วโมง จนสุดทางก็ได้เจอกับประตูเหล็กเล็ก ๆ แต่ท๊อฟฟี่ ก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมมันดูเล็ก และไม่เหมือนกับสิ่งที่เขาเคยเห็นในโซเชียล ปรากฏว่าสถานที่ที่เขาไปนั้นไม่ใช่ Area 51 ที่เขาตามหา และในที่ตรงนั้นก็ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ท๊อฟฟี่จึงตัดสินใจขับรถออกมาจากตรงนั้น ระหว่างเขาพบว่าสองข้างทางเต็มไปด้วยแคมป์ปิ้ง และในตอนกลางคืนอากาศค่อนข้างหนาวมาก และเมื่อท๊อฟฟี่ได้ลงไปถามคนในพื้นที่ เขาจึงได้รู้ว่าที่ที่เขามานั้น คือ ประตูด่านหน้าของ Area 51 ส่วนที่ที่เขาต้องการไป คือ ประตูหลังซึ่งต้องขับรถอ้อมไปอีกทางหนึ่ง ทำให้จึงตัดสินใจหยุดพักที่โรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และได้เจอกับคุณลุงนักร้องของโรงแรม จึงได้พูดคุยกัน คุณลุงได้บอกว่าบ้านของเขาอยู่ที่หน้าประตูของ Area 51 แถมยังบอกอีกว่า Area 51 ในยามกลางคืนนั้นมีเรื่องสนุกกว่ากลางวันมาก คุณลุงได้เล่าว่า UFO เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่นี่ มักมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งมีเครื่องบินลับสีขาวแถบแดงขับมาส่งผู้โดยสารปริศนาในพื้นที่ Area 51 ซึ่งไม่เคยมีข้อมูลของผู้โดยสาร แต่กลับมีคนพบเห็นว่า ผู้โดยสารนั่งอยู่ในเครื่องบินลำนั้น นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่าเขามีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีมาเล่าให้ท๊อฟฟี่ได้ฟัง เริ่มต้นจาก S1 ซึ่งเป็นสถานที่แห่งหนึ่งอยู่ในใต้ดินของ Area 51 เป็นสถานที่ลับไม่มีอยู่ในแผนที่ ไม่มีชื่อ ไม่มีป้าย เป็นสถานที่ลึกลับที่ทางการเก็บอะไรบางอย่างไว้ที่ไม่ใช่มนุษย์! คุณลุงได้เล่าอีกว่า มีชายคนหนึ่ง ชื่อว่าแดเนียล ถูกจ้างงานให้ลงไปทำการซ่อมไฟฟ้าในชั้นใต้ดินของ S1และในวันนั้น แดเนียลก็ได้ทำการเซ็นสัญญาปกปิดความลับในการทำงานครั้งนี้เอาไว้ เมื่อถึงวันที่แดเนียลได้เข้ามาทำงาน พร้อมกับเพื่อนของเขาอีก 2 คน พวกเขากลับถูกยึดโทรศัพท์มือถือ ยึดนาฬิกา และถูกปิดตาเอาไว้เพื่อไม่ให้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ไหน เมื่อได้ลืมตาตื่นมาท่ามกลางสถานที่ลึกลับ และหัวหน้างานก็ไม่ได้บอกเขาว่าจะต้องเจอกับอะไรเขาทำได้เพียงเริ่มทำงานไปเรื่อย ๆ แบบไม่คิดอะไร จนมีอยู่วันหนึ่งภรรยาของแดเนียล ได้รับสายโทรเข้าจากเขา เมื่อรับสาย กลับได้ยินเสียงสามีของตนว่า ‘ผมเห็นบางอย่างอยู่ในนี้ และผมคิดว่ามันไม่ใช่มนุษย์’ เมื่อสิ้นเสียงพูด สายก็ได้ตัดไป ในวันหนึ่งไฟในสถานที่แห่งนั้นได้ดับ แดเนียลจึงต้องไปดำเนินการแก้ไข แต่ใน S1 ที่กว้างใหญ่ และมีห้องมากมายกลับไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่เลยนอกเหนือจากแดเนียล และเพื่อนของเขาระหว่างทางเดินไปซ่อมไฟนั้น ไฟสลัวบนเพดานห้องใต้ดิน ได้กระพริบติด ๆ ดับ ๆ ตลอดทางเดิน จู่ ๆ เสียงร้องสะอื้นของหญิงสาวคนหนึ่งได้ดังขึ้น แต่ทุกคนเลือกที่จะเงียบ และไม่สนใจเสียงร้องนั้นเมื่อเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไฟก็ได้ดับมืดสนิทไป และกระพริบติดขึ้นมาใหม่ก่อนแดเนียลจะมองเห็นผู้หญิงปริศนา ยืนอยู่ที่ปลายทางเดิน พร้อมกับมีไฟกระพริบไปมา สภาพของหญิงสาวคนนั้น ใส่ชุดเหมือนคนไข้ หัวเปียก ตัวเปียก เหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ และเมื่อไฟกระพริบถี่มากเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนั้น ก็ยิ่งเข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเท่านั้น ทำให้ทุกคนตรงนั้นสติแตก และรีบวิ่งหนีออกไปกันคนละทางถึงตอนเวลาเช้า แดเนียลจึงถูกเรียกสอบสวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในคืนนั้นมีเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงร้องดังขึ้น เหมือนกับว่ามีผู้บุกรุกอยู่ในที่แห่งนั้น เมื่อได้เปิดภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าแดเนียลได้วิ่งหนีไปทางลิฟต์ และมีคนตามแดเนียลไป แต่ก็ไม่รู้ว่าคนนั้นคือใคร สุดท้ายเรื่องนี้ก็ถูกปิดเป็นความลับ เมื่อแดเนียลกลับบ้านไป ขณะที่แดเนียลกำลังนอนอยู่ในช่วงกลางคืน จู่ ๆ เขาก็ตื่นขึ้นมานั่ง และพูดกับภรรยาของเขาว่า ‘เห็นไหม เขาตามฉันกลับมา’ แดเนียลจึงคิดได้ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะผู้หญิงคนนั้น คือคนเดียวกับที่เขาเจอในอุโมงค์ S4 แดเนียลได้ยินแบบนี้มาหลายคืน เขาได้บอกว่า ‘เสียงนี้ออกมาจากกำแพง’ ซึ่งเป็นเสียงของผู้หญิง จนสุดท้ายเขาได้สติแตกขับรถออกจากบ้านไป เมื่อทุกคนออกตามหาแดเนียล กลับพบว่าเขาได้หายตัวไป เจอเพียงแต่รถที่จอดอยู่ท่ามกลางทะเลทราย พร้อมกับเครื่องอัดเสียงที่ถูกอัดไว้เมื่อเปิดเครื่องอัดเสียงขึ้นมาฟัง กลับเจอเสียงของแดเนียลที่กำลังหอบด้วยความตื่นเต้น และพูดว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก ผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ข้างนอก’ และมีเสียงเคาะกระจกรถ 3 ครั้งดังเข้ามา ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ พร้อมกับเสียงของผู้หญิงพูดว่า ‘คุณเปิดประตูให้ฉัน คุณเปิดประตูให้ฉัน’ ก่อนจะสิ้นเสียงทุกอย่าง หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น จนถึงทุกวันนี้แดเนียลก็ได้หายสาบสูญไปตลอดกาลแม้เพื่อน ๆ ของแดเนียลจะเจอสถานการณ์เดียวกับเขา แต่แดเนียลคือผู้ที่ถูกเลือก และในคืนจุดเริ่มต้นความน่ากลัวนั้น มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เขาได้ยินเสียงพูดของผู้หญิงว่า ‘ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันด้วย เปิดประตูให้ฉันด้วย พาฉันออกไปที’ ซึ่งประตูที่ว่านั้น คืออะไรก็ไม่มีใครทราบ หรืออาจจะเป็นประตูที่ใช้ขังอะไรบางอย่างไว้ เมื่อคุณลุงเล่าเรื่องราวนี้จบลง ก็ได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า...‘ถ้ามันไม่ใช่ผี ถ้ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกจองจำ กักขังไว้ในสถานที่แห่งนี้ เขาอาจจะมาจากดาวดวงอื่นหรือเอาไว้ทำการทดลองอะไรบางอย่างล่ะ จะเป็นยังไง’คำถามนี้ยังคงกำกวม และไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงทุกวันนี้ หลังจากที่คดีนี้ได้เกิดขึ้น ก็ได้มีคนมากมายได้เห็นผู้หญิงปริศนา ยืนตัวเปียกอยู่ข้างถนนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงอะไรได้เลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากปลายฟ้า 'ผีระหว่างทาง' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

19 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากปลายฟ้า 'ผีระหว่างทาง' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

เดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด ขับไปได้สักพัก Google Map กลับพาเปลี่ยนเส้นทาง บรรยากาศโดยรอบดูวังเวง ตามข้างถนนเต็มไปด้วยศาลที่ถูกทิ้งร้างไว้ และระหว่างที่ขับผ่าน สายตากลับเหลือบไปเห็น เสมือนผู้คนทั้งชายหญิง ยืนสลับซ้ายขวาอยู่เต็มริมถนน เรื่องราวระหว่างการเดินทางของ.. ‘ปลายฟ้า’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ที่ต้องออกเดินทางกลางดึก แต่ระหว่างทางกลับเจอสถานการณ์ ที่ทำให้สติแตก และมีอาการหวาดผวา เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า - มิวสิค’ (11 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีระหว่างทาง’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงของปีนี้ ‘ปลายฟ้า’ ต้องมีไปถ่ายทำซีรีส์ที่จังหวัดกาญจนบุรี วันนั้นพี่ชายมานอนด้วย พี่ชายเลยจะสามารถไปส่งได้ แล้วก็รู้สึกว่าวันนั้นนอนไม่หลับ เลยตัดสินใจเดินทางออกไปกองถ่ายเองพร้อมกับครอบครัวในช่วงหลังเที่ยงคืน เมื่อเริ่มออกเดินทาง ปลายฟ้า ก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกว่า ‘แถวนี้มันน่ากลัวเนอะ’ ได้แต่คิดในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ จู่ ๆ พี่ชายก็พูดออกมาว่า ‘ที่นี่น่ากลัวเนอะ’ ทำให้ ปลายฟ้าหันตอบไปว่า ‘พูดทำไม’ หลังจากนั้นระหว่างทางได้มีการพูดเล่นกันว่าถ้าเจอแมวลายสลิด จะรับมาเลี้ยงเลย ขับไปได้สักพัก Google Map แจ้งเปลี่ยนเส้นการเดินทาง บริเวณโดยรอบดูเป็นเส้นทางที่เปลี่ยว ปลายฟ้าได้แต่นึกในใจว่าบรรยากาศโดยรอบดูวังเวงแปลก ๆขับมาได้สักพัก เจอเข้ากับศาลที่ทิ้งร้างอยู่เต็มข้างทาง และในระหว่างทางสายตาที่มองไปข้างทางเหลือบไปเห็นเป็นลักษณะเหมือนคนทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ยืนสลับกันซ้ายขวา อยู่เต็มถนนทั้ง 2 ฝั่ง ทุกคนบนรถเริ่มสติแตก และมีอาการหวาดกลัว กับภาพตรงหน้าที่เห็น แต่ปลายฟ้า พยายามตั้งสติ และได้หยิบบทสวดมนต์ออกมา สวดไปได้สักพัก ทุกคนบนรถเริ่มสงบลง ขับผ่านโค้งมาตามถนน ทางเปลี่ยวขึ้นกว่าจากตอนแรก ซึ่งบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่เปลี่ยว ที่ไม่ได้มีหมู่บ้านคนอาศัยอยู่ แต่กลับไปพบเจอลูกแมวยืนอยู่กลางถนน แล้วได้จ้องมองมาที่รถ โดยที่ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหลบแต่อย่างใด พี่ชายปลายฟ้าจึงได้หยุดรถลงในทันที แล้วได้ปลดเข็มขัดนิรภัยออก และมีท่าทีว่า จะเปิดประตูรถลงไป แต่ปลายฟ้าต้องรีบตะโกนห้าม เพื่อเรียกสติ จนพี่ชายปลายฟ้าได้สติอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีลักษณะอาการเหมือนคนไม่รู้ตัวซึ่งปัจจุบันก็ไม่สามารถ พิสูจน์ได้ว่าแมวที่พบเจอ เป็นแมวจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงมาให้เราได้เห็น…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

25 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

เมื่อรับคุณยายคนหนึ่งขึ้นรถมาด้วยในเส้นทางที่มืดเปลี่ยว กลับพบกับความน่ากลัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้คุยกัน “เห็นยายด้วยหรอ” เสียงพูดจากยายแก่ข้างถนน ที่ยังคงติดอยู่ในใจกับการหายตัวไปในศาลาร้าง แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในรถ กลับกลายเป็นคำตอบของความน่ากลัวที่พบได้เจอ… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี’ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ยายข้างถนน’ เรื่องราวนี้ ‘คุณกิ๊บ น้ำมันผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณศักดิ์’ ซึ่งตัวของพี่ศักดิ์เอง เขาเป็นคนขับรถส่งผักจากจังหวัดหนึ่ง ไปสู่จังหวัดหนึ่งซึ่งมีระยะทางไกลร่วม 300 กิโลเมตร พี่ศักดิ์จึงชักชวนแฟนของเขาให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ทั้งสองได้หยุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อรับประทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งพี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานข้าวกัน จู่ ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่ง เดินมาหาพี่ศักดิ์ และแฟนหญิงชราคนนั้นเดินมาด้วยท่าทางหลังค่อม มือที่เหี่ยวย่นได้ถือตุ๊กตา และพวงมาลัยเก่า ๆ จำนวนหนึ่ง พร้อมกับยื่นมาให้เขาทั้งสอง และพูดว่า “ช่วยยายซื้อหน่อย” ด้วยความสงสาร แฟนของพี่ศักดิ์จึงมอบเงินไปให้หญิงชราคนนั้น จำนวน 200 บาท แลกกับตุ๊กตาเก่า มีลักษณะแขนขายาวตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ เมื่อขับขี่รถไปเรื่อย ๆ จากถนนใหญ่มีไฟรายล้อมรอบก็ค่อย ๆ กลายเป็นถนนคับแคบ ไฟก็ค่อย ๆ มืดลงไปจนถึงถนนเลนส์เดียวที่เต็มไปด้วยป่าทั้งสองข้างทาง และไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนั้นแฟนของพี่ศักดิ์ได้พักงีบหลับ ส่วนตัวของพี่ศักดิ์เองก็ขับรถต่อไป จนไปเจอกับคุณยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าริมทางถนนเพียงลำพัง…ด้วยความที่พี่ศักดิ์ มีความเชื่อกับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่จอดรถในที่เปลี่ยวแบบนี้เด็ดขาด เมื่อขับผ่านไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็เห็นยายคนนั้นอีกครั้ง และคิดกับตัวเองว่า “คนแก่ที่ไหนจะมาเดินข้างถนนในตอนนี้” ด้วยความกลัว พี่ศักดิ์ จึงรีบขับรถให้ผ่านยายไปให้เร็วที่สุด แต่กลับต้องจอดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกให้หยุดจากแฟน… แฟนของพี่ศักดิ์ยืนยันที่จะรับยายขึ้นรถ เพื่อที่จะไปส่งคุณยายที่บ้าน พี่ศักดิ์ก็ได้เตือนว่ามันดูผิดปกติ แต่แฟนของพี่เขาก็คงยังยืนยันว่าจะรับยายกลับไปด้วยให้ได้ ขณะที่แฟนของพี่ศักดิ์กำลังจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อที่จะลงไปหายายจู่ ๆ หน้าของยายก็มาจ่ออยู่ที่กระจกข้างรถแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาตกใจแฟนของพี่ศักดิ์ลดกระจกลง และถามยายว่า “ยายมาจากไหน ทำไมมาเดินที่มืด ๆ แบบนี้”ยายแสยะยิ้มออกมา ทำให้เห็นว่าปากของยายนั้นไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลยสักซี่ก่อนยายจะถามกลับมาว่า “เห็นยายด้วยหรอ” แฟนของพี่ศักดิ์ก็ยังคงไม่คิดอะไร และชวนยายขึ้นรถมาพร้อมกัน เมื่อออกเดินทางต่ออีกครั้งพี่ศักดิ์ ได้แต่คิดกับตัวเองอยู่ในใจว่า สิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นคืออะไรกันแน่ จังหวะนั้นยายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้ชะโงกหน้ามามองพี่ศักดิ์ พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ขณะที่ขับรถไประหว่างทางมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ จนทำให้พี่ศักดิ์ขับรถชนโดยที่ไม่ทันได้เบรคเมื่อพี่ศักดิ์ และแฟนของเขาลงไปดูหมาตัวนั้น กลับเห็นภาพสยองเมื่อพบว่า หัวของหมาตัวนั้น มันได้ขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนคุณยายได้ลงมาจากรถ และก้มลงไปดึงหัวของหมาออกมาจากข้างหน้ารถ แล้วโยนมันทิ้งไปพรอมกับพูดว่า “ไปเถอะมันถึงเวลาตายของมันแล้ว”เมื่อทุกคนกลับขึ้นรถพี่ศักดิ์ ได้แต่ขับรถต่อไปด้วยความเกร็ง และเกรงกลัวยายคนนั้นเมื่อถึงทางโค้งบ้านของยาย ก็พบว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านของคนอยู่เลยสักหลังมีเพียงแต่ศาลารอรถที่เก่าผุพัง แต่ยายก็ยังคงยืนยันว่าบ้านของแกนั้นอยู่ตรงนี้ เมื่อยายลงจากรถไปก็ได้หันหลัง และเดินเข้าไปในศาลาเก่าหลังนั้น จู่ ๆ ยายก็ได้หายวับไปกับตา ทำให้ทั้งสองคนตกใจกับภาพตรงหน้า และรีบขับรถหนีออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที หลังจากนั้น พี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ตนเองได้แวะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ได้ทักว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในรถ เมื่อเปิดรถเข้าไปดูหลวงพ่อได้หยิบตุ๊กตาที่ซื้อมาจากหญิงชราริมทาง และนำมีดมากรีดมันจนได้พบว่า “มีกระดูกนิ้วมือของมนุษย์อยู่ในตุ๊กตาตัวนั้นเต็มไปหมด จึงเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนได้พบเจอกับสัมเวสี นั่นก็คือ ยายข้างถนน” พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาจึงขับรถไปที่ถนนเส้นเดิมเพื่อตามหาหญิงชราที่ขายตุ๊กตาให้ เมื่อเจอหญิงชราคนนั้น แฟนของพี่ศักดิ์ก็ได้เข้าไปถาม “ยายเอาอะไรมาขายให้หนู” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงหญิงชราคนนั้นยังวิ่งหนีไปในทันที ทำให้ทั้งสองวิ่งตามไปจนไปเจอหญิชราคนนั้นอยู่ใต้ต้นไม้ ที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และได้เห็นว่าตุ๊กตาที่หญิงชรานำมาขาย คือ ตุ๊กตาถวายศาล(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
♪efm
-

-