พักค้างคืนในรีสอร์ทตกลางดอย กับบ้านพักทรงเรือนไทยเก่าที่รายล้อมด้วยป่าทึบ จู่ ๆ กลางดึกกลับเจอเตียงสั่นราวกับมีใครกำลังนั่งขย่มอยู่ปลายเท้า ตามมาด้วยสัมผัสของ “มือปริศนา” เเละเงาผู้หญิงที่ยืนจ้องอยู่หลังม่าน! หรือว่าบ้านเรือนไทยหลังนี้จะมีบางสิ่งซ่อนอยู่ และคืนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในห้องเพียง 2 คนตั้งแต่แรก…?!
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X คุณหมอบอม [13 ต.ค. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ค่ายหมอ ณ รีสอร์ทหลอน’
‘คุณหมอบอม’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์สยองขวัญที่ตนเองยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างเดินทางไปเข้าค่ายของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทำให้คุณหมอบอมต้องเผชิญกับเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกตลอดทั้งคืน แต่ยังทิ้งความสงสัยเอาไว้จนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งที่พบเจอในคืนนั้นคืออะไรกันแน่
คุณหมอบอมเริ่มต้นเล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วม ‘ค่ายนพลักษณ์’ ซึ่งเป็นค่ายที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ และทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของตนเอง และเพื่อนร่วมคณะผ่านกิจกรรมละลายพฤติกรรม และการทำความรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้นในการเข้าค่ายครั้งนั้น ทางคณะได้พานักศึกษาเดินทางไปยังรีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา และดอยที่ทอดตัวกว้างใหญ่โดยรอบ โดยคณะเดินทางไปถึงรีสอร์ทในเวลาประมาณ 13.00 น. และเริ่มเข้าพักตามโซนที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้
สำหรับที่พักของรีสอร์ทแห่งนี้ มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน โดยโซนที่คุณหมอบอมเข้าพักเป็นบ้านเรือนไทยที่สร้างด้วยไม้ ส่วนฝั่งนักศึกษาหญิงจะพักอยู่ในอาคารใหม่สไตล์โมเดิร์นที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ขณะที่นักศึกษาชายจะพักอยู่ในเรือนไทยดังกล่าว
คุณหมอบอมได้เข้าพักร่วมกับคุณหมอภูมิ เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ก่อนจะสอบเข้ามาเรียนแพทย์ด้วยกัน โดยห้องพักของทั้งคู่อยู่บนชั้น 4 ของเรือนไทย ซึ่งบรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบ้านไม้แบบล้านนา ทั้งพื้นไม้ ผนังไม้ และงานแกะสลักลวดลายต่าง ๆ ที่ประดับอยู่ภายในห้อง
ด้วยความที่คุณหมอบอมเป็นคนชอบสำรวจสถานที่ เมื่อเข้าไปในห้องจึงได้เดินสำรวจบริเวณต่าง ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นผ้าม่านที่สามารถเปิดออกไปชมวิวด้านหลังของอาคารได้ แต่ภาพที่ปรากฏกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น เพราะด้านหลังเรือนไทยเป็นป่าทึบที่ให้บรรยากาศวังเวง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดดังแว่วอยู่ท่ามกลางความเงียบนอกจากนี้ คุณหมอบอมยังสังเกตเห็นอาคารอีกหลังหนึ่งที่อยู่บริเวณด้านหลัง ซึ่งเป็นอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ และมีป้ายลักษณะคล้ายสติกเกอร์ห้ามเข้า ติดอยู่บริเวณที่ดูคล้ายกับจุดเกิดเหตุฆาตกรรม ภาพดังกล่าวทำให้คุณหมอบอมเริ่มรู้สึกเอะใจและไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

สิ่งที่ชวนให้สงสัยยิ่งไปกว่านั้น คือบริเวณใกล้ประตูที่ออกไปยังระเบียง มีประตูบานหนึ่งถูกล็อกกุญแจเอาไว้ พร้อมกับมีเก้าอี้วางขวางทับอยู่ ทำให้คุณหมอบอมรู้สึกว่าบริเวณดังกล่าวดูผิดปกติอย่างมาก จนต้องหันไปบอกคุณหมอภูมิว่าขอปิดม่าน เพราะไม่อยากมองเห็นภาพด้านหลังที่ทำให้รู้สึกหวาดระแวง
หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ออกจากห้องเพื่อไปรับประทานอาหาร โดยเดินลงมาจากชั้น 4 แต่เมื่อถึงด้านล่างกลับพบว่าลืมกุญแจห้องเอาไว้ จึงต้องแจ้งพนักงานของรีสอร์ทให้ช่วยพาขึ้นไปเปิดประตูอีกครั้งอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คุณหมอบอมรู้สึกแปลกใจ คือท่าทีของพนักงานคนดังกล่าวที่ระหว่างเดินขึ้นไปยังห้องแทบไม่พูดคุยกับทั้งคู่เลยแม้แต่คำเดียว เมื่อช่วยเปิดประตูห้องให้เรียบร้อยแล้ว พนักงานก็รีบเดินออกไปทันที โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แม้คุณหมอบอมจะรู้สึกเอะใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ก่อนจะกลับเข้าไปพักผ่อนตามปกติ
ทว่าหลังจากผ่านคืนแรกไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเริ่มทำให้คุณหมอบอมรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เช้าวันถัดมา
คุณหมอบอมตื่นขึ้นมา และหันไปเล่าความฝันให้คุณหมอภูมิฟังว่า “ภูมิเมื่อคืนฝัน ฝันถึงคนตาย ฝันว่าแม่ตัวเองอ่ะตายในป่าช้า มีเลือดอาบหน้าเต็มหมดเลย”
ในตอนนั้นทั้งคู่ยังไม่ได้คิดว่าเรื่องราวดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนต่อมา และยังคงเข้าร่วมกิจกรรมของค่ายตามปกติกระทั่งเข้าสู่คืนที่สองของการเข้าค่าย ซึ่งเป็นคืนที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ลักษณะนิสัยของอาจารย์ กิจกรรมดำเนินไปจนดึกดื่นเกือบเที่ยงคืน ก่อนที่คุณหมอบอมจะกลับขึ้นห้องพักในเวลาประมาณ 01.00 น. เมื่อกลับมาถึงห้อง
คุณหมอบอม และคุณหมอภูมิจึงนั่งพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันตามประสาเพื่อน ทั้งเรื่องความเหน็ดเหนื่อยจากการเรียน และประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา จนเวลาล่วงเลยไปถึงประมาณ 02.00 น. กว่า ๆ คุณหมอภูมิ เริ่มรู้สึกง่วงจึงขอตัวนอนก่อน ส่วนคุณหมอบอมยังไม่นอนในทันที แต่ลุกไปอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะกลับขึ้นเตียงเพื่อเตรียมตัวพักผ่อนทว่าในช่วงที่กำลังจะเคลิ้มหลับ จู่ ๆ คุณหมอบอมกลับได้ยินเสียงน้ำหยดดังมาจากบริเวณอ่างอาบน้ำ
“ติ๋ง ๆ”
เสียงน้ำหยดดังขึ้นเป็นจังหวะคล้ายกับฉากในภาพยนตร์สยองขวัญ ทั้งที่ภายในห้องควรจะเงียบสงบในยามดึก คุณหมอบอมเล่าว่าตนเองเป็นคนหลับยาก หากมีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้นอนไม่หลับได้ จึงตัดสินใจลุกขึ้นไปตรวจสอบ และปิดก๊อกน้ำให้เรียบร้อยก่อนจะเดินไปยังห้องน้ำ คุณหมอบอมเปิดไฟบริเวณเตียงนอนก่อน จากนั้นจึงเปิดไฟตรงโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งมีกระจกตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเดินไปเปิดไฟในห้องน้ำตามลำดับ
เมื่อเข้าไปภายในห้องน้ำ คุณหมอบอมสังเกตเห็นคราบสนิมอยู่เต็มบริเวณต่าง ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าห้องน้ำแห่งนี้ไม่ได้ผ่านการใช้งานหรือทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าห้องถูกปล่อยทิ้งไว้นานเพียงใดก็ตามหลังจากปิดก๊อกน้ำเรียบร้อยแล้ว คุณหมอบอมกลับมีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นขณะเตรียมปิดไฟ และเดินกลับไปยังเตียง โดยเล่าว่าเมื่อปิดไฟภายในห้อง ความรู้สึกกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ราวกับว่าตนเองไม่ได้อยู่ในห้องเดิม แต่เหมือนกำลังอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย
แม้จะรู้สึกกลัว แต่ด้วยความง่วงที่มีมากกว่า คุณหมอบอมจึงรีบปิดไฟแล้ววิ่งกลับขึ้นเตียงเพื่อหวังจะนอนให้หลับเสียทีแต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากนอนไปได้สักพัก คุณหมอบอมเริ่มรู้สึกว่าเตียงบริเวณปลายเท้าสั่นไหว ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังนั่งขย่มเตียงอยู่ คุณหมอบอมพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยคิดในแง่ดีว่าอาจเป็นคุณหมอภูมิที่กำลังพลิกตัว หรือขยับตัวขณะนอนหลับ เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย คุณหมอบอมจึงกลิ้งตัวไปยังฝั่งที่คุณหมอภูมินอนอยู่ และสังเกตดูว่าอาการสั่นของเตียงจะหยุดลง หรือไม่แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
เตียงยังคงสั่นไหวอยู่เช่นเดิม ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังนั่งขย่มอยู่ตรงปลายเตียงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่คุณหมอบอมขยับตัวไปอยู่ใกล้เพื่อนแล้วก็ตามในขณะที่กำลังพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ คุณหมอบอมกลับรู้สึกเหมือนมีมือของใครบางคนมาจับบริเวณขาของตนเองความรู้สึกในตอนนั้นทำให้คุณหมอบอมตกใจ และหวาดกลัวอย่างมาก จึงรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงทันที ก่อนจะพยายามปลุกคุณหมอภูมิด้วยการเรียกชื่อ และเขย่าตัวเพื่อน
“ภูมิ ๆ”
แต่ไม่ว่าจะเรียกหรือเขย่าตัวอย่างไร คุณหมอภูมิก็ไม่ยอมตื่นขึ้นมาเสียทีขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 03.00 น. คุณหมอบอมจึงทำได้เพียงนอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่ม พร้อมกับสวดมนต์เพื่อให้ตนเองสงบลง และคิดในใจว่า
“ถ้ามีอะไร เดี๋ยวทำบุญไปให้นะ”
หลังจากสวดมนต์อยู่พักหนึ่ง อาการสั่นของเตียงก็ค่อย ๆ หยุดลง ความรู้สึกเหมือนมีมือมาจับขาก็หายไปเช่นกัน คุณหมอบอมจึงค่อย ๆ เปิดผ้าห่มออกจากศีรษะ พร้อมหวังว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะจบลงเสียทีแต่ความเงียบสงบที่กลับคืนมาได้ไม่นาน กลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกครั้งต่อไป
คุณหมอบอมเล่าว่าภายในห้องยังมีตู้เสื้อผ้าไม้ลักษณะเป็นซี่ ๆ ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามกับห้องน้ำ โดยมีแสงไฟอยู่ด้านในตู้ ขณะที่กำลังพยายามข่มตานอนอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากบริเวณตู้เสื้อผ้าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเล็บของผู้หญิงที่กำลังขูดไปตามซี่ไม้ของตู้เสื้อผ้า
“ครูด ๆ”
เสียงนั้นดังซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณ 10–15 นาที ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอจะทำให้คุณหมอบอมรู้สึกหวาดกลัวจนแทบไม่อยากอยู่ภายในห้องนี้อีกต่อไปจากเดิมที่พยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้คุณหมอบอมกลับรู้สึกว่าตนเองต้องการออกจากห้องพักแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ในเวลานั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการรวบรวมสติและสวดมนต์อีกครั้ง พร้อมกับกล่าวในใจว่าจะทำบุญไปให้ในวันรุ่งขึ้น และหลังจากนั้น เสียงเล็บที่ขูดไปตามซี่ไม้ก็ค่อย ๆ เงียบหายไป
ทว่าขณะที่คุณหมอบอม กำลังพยายามสงบสติอารมณ์ สายตากลับเหลือบไปเห็นบริเวณผ้าม่านด้านหลังห้อง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เคยสำรวจในวันแรก และเป็นจุดที่มีประตูถูกล็อกกุญแจเอาไว้พร้อมเก้าอี้วางขวางอยู่คุณหมอบอมย้อนเล่าว่า ตั้งแต่คืนแรกที่เข้าพัก ตนเองเคยสังเกตเห็นแสงบางอย่างอยู่บริเวณดังกล่าว แต่ในตอนนั้นคิดว่าอาจเป็นแสงไฟที่ลอดออกมาจากหน้าต่าง จึงไม่ได้สนใจมากนัก
แต่หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์แปลกประหลาดต่อเนื่องกันหลายครั้งในคืนเดียว ภาพแสงที่เคยเห็นกลับทำให้คุณหมอบอม เริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างอาจมีความเชื่อมโยงกัน และในที่สุดสิ่งที่ปรากฏอยู่บริเวณผ้าม่านก็ทำให้คุณหมอบอม ต้องเผชิญกับภาพที่ยากจะลืมเลือนคุณหมอบอมเล่าว่า ตนเองเห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงบริเวณดังกล่าว โดยเงานั้นหันหน้ามาทางตนเองราวกับกำลังจ้องมองอยู่
หลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่อเนื่องกันตั้งแต่เสียงน้ำหยด เตียงสั่นคล้ายมีคนขย่มเตียง ความรู้สึกเหมือนมีมือมาจับขา เสียงคล้ายเล็บขูดตู้เสื้อผ้า ไปจนถึงเงาผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงผ้าม่าน คุณหมอบอมก็ยอมรับว่าขณะนั้นรู้สึกหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
สุดท้าย ด้วยความเหนื่อยล้า และสภาพร่างกายที่แทบไม่ไหว คุณหมอบอมจึงไม่สามารถประคองสติเอาไว้ได้อีกต่อไป และเผลอหลับไปในลักษณะกึ่งรู้สึกตัวกึ่งไม่รู้สึกตัว ก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งในเวลาประมาณ 06.00 น. เมื่อคุณหมอภูมิลุกขึ้นมาเตรียมตัวอาบน้ำแม้จะผ่านพ้นคืนอันยาวนานมาได้ แต่คุณหมอบอมยอมรับว่ายังไม่สามารถเรียบเรียงความคิด หรือพูดคุยกับเพื่อนได้ตามปกติ เพราะความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงติดอยู่ในความรู้สึก จึงทำได้เพียงลุกขึ้นไปอาบน้ำ และเตรียมตัวลงไปรับประทานอาหารเช้าตามที่คุณหมอภูมิชวน
แต่เรื่องราวในเช้าวันนั้นกลับยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ทันทีที่ทั้งคู่เปิดประตูห้องพักออกมา กลับพบแมวดำตัวหนึ่งอยู่บริเวณหน้าห้อง ก่อนที่แมวดำตัวนั้นจะกระโดดขึ้นไปบนราวบันได และเดินตามทั้งสองลงไปจนถึงชั้น 1 ภาพของแมวดำที่ปรากฏขึ้นหลังจากคืนอันน่าสะพรึงกลัว ยิ่งทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดดูชวนขนหัวลุกมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าแมวดำตัวนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหรือไม่ก็ตาม
เมื่อเดินทางลงมาถึงด้านล่าง คุณหมอบอมได้เข้าไปยังห้องพักของคุณหมอเจน ซึ่งเป็นคนรักของคุณหมอภูมิ และเมื่อคุณหมอเจนเห็น คุณหมอบอมก็สังเกตได้ทันทีว่าดวงตาแดงก่ำผิดปกติ จึงเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้นคำถามดังกล่าวทำให้คุณหมอบอมกลั้นความรู้สึกไม่ไหว ก่อนจะร้องไห้ออกมา และเล่าว่าตนเองแทบไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน พร้อมเปิดใจบอกถึงเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในห้องพัก
คุณหมอภูมิเองก็ได้รับฟังเรื่องราวบางส่วนมาตั้งแต่วันแรกที่คุณหมอบอม เริ่มบอกว่าห้องพักให้ความรู้สึกอึดอัด และบริเวณด้านหลังอาคารดูน่ากลัวผิดปกติ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนที่สองกลับทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่อได้ย้อนกลับมาทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด คุณหมอบอมยังคงติดใจอยู่หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเหตุใดพนักงานจึงมีท่าทีเงียบผิดปกติ และรีบเดินออกไปหลังจากช่วยเปิดห้องพัก เหตุใดห้องน้ำจึงเต็มไปด้วยคราบสนิม เหตุใดประตูบริเวณด้านหลังจึงถูกล็อกกุญแจ และมีเก้าอี้วางขวางเอาไว้ รวมถึงอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเรือนไทยนั้นเคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก่อนหรือไม่?
ยิ่งไปกว่านั้น คุณหมอบอมยังเล่าว่า ในคืนที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวตรงกับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และมีความเชื่อเล่าต่อกันมาว่าเป็นช่วงเวลาปล่อยผี นอกจากประสบการณ์ที่คุณหมอบอมพบเจอด้วยตนเองแล้ว ยังมีเสียงผิดปกติจากบริเวณด้านหลังอาคารดังแว่วเข้ามาในคืนนั้น โดยมีลักษณะคล้ายเสียงกรีดร้องที่คุณหมอบอมเปรียบว่าเหมือนเสียงผีเปรต ขณะเดียวกัน อาจารย์แพทย์ที่ร่วมเดินทางไปเข้าค่ายในครั้งนั้นก็เล่าว่า ตลอดทั้งคืนรู้สึกเหมือนมีคนเดินไปเดินมาอยู่บริเวณหน้าห้องพักไม่หยุด
เรื่องราวเหล่านี้ทำให้คุณหมอบอม ยิ่งรู้สึกค้างคาใจ เพราะแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากอะไร และห้องพักที่ตนเองเข้าพักในคืนนั้นเคยมีประวัติความเป็นมาอย่างไรหลังจากเดินทางกลับ คุณหมอบอมจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้คุณแม่ฟัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำตำหนิจากคุณแม่ที่ถามว่าทำไมถึงไม่พกพระติดตัวไปด้วย
คุณหมอบอมเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นตนเองแทบทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับคุณแม่ พร้อมร้องไห้ไปด้วย แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า คือคุณแม่กลับเอ่ยถามขึ้นมาราวกับรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า
“เจออีกแล้วใช่ไหม”
นอกจากนี้ คุณหมอบอมยังเล่าว่าตนเองได้แอบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรีสอร์ทแห่งดังกล่าวภายหลัง และพบข้อมูลที่ระบุว่าบริเวณพื้นที่ของรีสอร์ทเคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อนแม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นโดยตรงหรือไม่ แต่เมื่อย้อนนึกถึงบรรยากาศของเรือนไทย ป่าทึบด้านหลังอาคาร ประตูที่ถูกล็อกเอาไว้ เสียงปริศนา และเงาผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงผ้าม่าน ทุกอย่างกลับยิ่งทำให้คุณหมอบอมรู้สึกค้างคาใจจนถึงทุกวันนี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณหมอบอมก็ไม่เคยได้สอบถามประวัติของห้องพัก หรืออาคารที่ตนเองเข้าพักอย่างจริงจัง จึงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าสิ่งที่พบเจอในคืนนั้นเกิดขึ้นจากอะไรและสิ่งที่ชวนขนหัวลุกยิ่งกว่านั้น คือคุณหมอบอมได้ทิ้งท้ายว่า ตลอดชีวิตของตนเองมักมีวิญญาณหลากหลายตนมาปรากฏให้พบเจอ เพื่อกล่าวขอบคุณอยู่เสมอ
เมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตรงนี้ จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุการณ์ในค่ายแพทย์ครั้งนั้นเป็นเพียงประสบการณ์หลอนที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือแท้จริงแล้ว สถานที่แห่งนั้นมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งยังคงรอให้ใครสักคนกลับไปค้นหาคำตอบ…
(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)