เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา l อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย.69]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา l อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย.69]

29 ก.ย. 2026

กลับถึงคอนโดกลางดึก จู่ ๆ รู้สึกเหมือนมี “บางสิ่ง” กำลังจ้องมอง ทั้งที่ในห้องกลับไม่มีใคร ก่อนพบ “ดวงตา” ปริศนาโผล่อยู่ในตะกร้าผ้าข้างเตียง และยิ่งย้อนดูเหตุการณ์คืนนั้น ความจริงยิ่งชวนขนลุก…เพราะสิ่งที่เธอคิดว่าเป็น “ผี” อาจมีคำตอบที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น!

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X  ภ.สำเภา [22 ก.ย. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทฤษฎีสีเลือด’

   คุณภ.สำเภา ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชวนขนลุก โดยย้ำตั้งแต่ต้นว่า เรื่องนี้ “ไม่มีผี แต่มีเลือด” เป็นเรื่องราวของคุณเตย ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอกำลังจะขึ้นปี 3 หลังจากย้ายออกจากที่พักภายในมหาวิทยาลัยมาอยู่คอนโดด้านนอกได้ประมาณ 1–2 ปีในช่วงเวลานั้น คุณเตยอาศัยอยู่ภายในคอนโดตามปกติ จนกระทั่งคืนหนึ่ง เธอออกไปทำกิจกรรม และเดินทางกลับคอนโดในช่วงดึก โดยคืนนั้นฝนตกหนักมาก เธอขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าสายฝนกลับมาถึงคอนโด ก่อนจะจอดรถตามปกติ และรีบวิ่งเข้าอาคาร

เมื่อกลับมาถึงห้อง ด้วยความที่เพิ่งตากฝนจนตัวเปียก เธอจึงรีบเข้าไปอาบน้ำทันที แต่หลังจากอาบน้ำเสร็จกำลังจะเปิดประตูออกจากห้องน้ำ บรรยากาศภายในห้องกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ไฟยังเปิดอยู่ตามปกติ แต่เธอกลับรู้สึกว่าทุกอย่างมืดลง และมองเห็นไม่ชัดก่อนจะรู้สึกว่า

“ไฟมันหรี่ลงมันมัวไปหมด”

จากที่ก่อนหน้านี้เธอสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ภายในห้องได้ตามปกติ กลับกลายเป็นว่าการมองเห็นเหมือนถูกจำกัดให้โฟกัสอยู่เพียงจุดเดียว ไม่สามารถมองภาพโดยรอบได้กว้างเหมือนเดิม ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ และยื่นหน้ามาบดบังสายตาของเธอจากทั้งทางซ้าย และขวาตอนนั้นคุณเตยเริ่มรู้สึกไม่ดีอย่างมาก และรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา เธอหยิบเสื้อผ้าที่เปียกฝนขึ้นมา เดิมทีตั้งใจจะนำไปตากที่ระเบียง แต่สุดท้ายกลับเดินเข้ามาในห้อง และโยนเสื้อผ้าลงตะกร้า ก่อนจะรีบกระโดดขึ้นเตียงและหยิบโทรศัพท์โทรหาพ่อทันที

“ฮัลโหลป๊าเอาอีกแล้วหนูรู้สึกอย่างงี้อีกแล้ว”

   คุณเตยอธิบายกับพ่อว่า ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เธอก็ไม่พบวิญญาณ หรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ไม่มีทั้งผู้หญิง คนแก่ หรือบุคคลอื่น แต่กลับรู้สึกอย่างชัดเจนว่ามีบางสิ่งกำลังมอง และจ้องเธออยู่ อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนสิ่งนั้นกำลังพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่างกับเธอ แต่เธอไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนั้นออกมาได้ และยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดมากขึ้น

พ่อของคุณเตยจึงบอกให้เธอเปิดกล้องวิดีโอคอลมา เพื่อที่จะช่วยดูบรรยากาศภายในห้องให้ โดยพ่อของเธอเองเป็นคนที่มีความรู้สึกไว และมีสัมผัสบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณอยู่แล้ว

ระหว่างที่คุณเตยแพลนกล้องไปรอบ ๆ ห้อง เธอก็ถามพ่อว่า

“เนี่ยป๊าเห็นไหมมีอะไรไหมตรงเตียงตรงตู้โต๊ะมีไหม”

ทันใดนั้น พ่อกลับบอกให้เธอแพลนกล้องไปยังบริเวณหนึ่ง

“เดี๋ยวๆๆ แพลนไปตรงนี้ซิตรงตรงหน้าเราเลย”

คุณเตยจึงแพลนกล้องไปยังบริเวณที่พ่อบอก ก่อนที่พ่อจะพูดขึ้นมาว่า “เออๆๆๆ ถือสายไว้นะเดี๋ยว ไปรับ”

คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณเตย รู้สึกว่าภายในห้องอาจมีบางสิ่งบางอย่างอยู่จริง เธอจึงถามพ่ออีกครั้งว่า สรุปแล้วมีอะไรอยู่ในห้องของเธอใช่หรือไม่ แต่พ่อกลับตอบเพียงว่า

“เออเดี๋ยวไปรับรออยู่นั่นแหละเอออย่าไปไหนนะอยู่ที่นั่นนะห้ามออกไปไหนนะ” ก่อนหน้านี้คุณเตยยอมรับว่าตัวเองค่อนข้างสติแตก ตื่นตระหนก และหวาดกลัว แต่หลังจากได้คุยกับพ่อ เธอก็เริ่มสงบนิ่งลง เมื่อรู้ว่าพ่อกำลังจะมารับ เธอจึงบอกว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะตอนนั้นเธอสวมชุดนอนอยู่

คุณเตยลุกออกจากเตียงและเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเตรียมเปลี่ยนชุด แต่ทันใดนั้นพ่อกลับรีบบอกว่า

“หยุด! ไม่ต้องเปลี่ยนละไม่ต้องเปลี่ยนกลับไปที่เตียง แล้วรอจนกว่าพ่อจะถึง” คำพูดของพ่อยิ่งทำให้คุณเตยเชื่อว่าภายในห้องต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเหตุใดพ่อจึงไม่ยอมให้เธอลุกออกจากเตียง หรือแม้แต่เปลี่ยนเสื้อผ้า ในที่สุด พ่อก็เดินทางมาถึง และพาคุณเตยออกจากห้องเพื่อเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางกลับ คุณเตยจึงถามพ่ออย่างตรง ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องคืออะไร เพราะตัวเธอเองมองไม่เห็นอะไร แต่กลับรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างได้ และเชื่อว่าพ่อน่าจะเห็นอะไรบางอย่างจนเธอค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่พ่อเห็นอาจเป็นวิญญาณ

   อย่างไรก็ตาม พ่อกลับตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง ขณะที่แม่ของคุณเตย ได้เล่าเพิ่มเติมว่า ตอนที่พ่อเดินทางไปรับคุณเตย พ่อบอกให้แม่เอาผ้ามาคลุมตัวเธอไว้ ส่วนพ่อเดินเข้าไปในห้อง และจัดการอะไรบางอย่าง ก่อนจะบอกกับคุณเตยว่าให้รอจนใกล้ถึงบ้าน แล้วพ่อจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง ระหว่างเดินทางกลับเมื่อใกล้ถึงบ้าน บริเวณนั้นมีวัดแห่งหนึ่ง พ่อจึงลงจากรถ และเดินไปยังบริเวณดังกล่าว ก่อนจะนำบางสิ่งไปวางไว้ แล้วจึงกลับขึ้นรถมา คุณเตยจึงถามพ่อว่าไปทำอะไรมา พ่อจึงยอมเล่าให้ฟังว่า...

“ในระหว่างที่กำลังวิดีโอคอลกับเธอและขับรถมารับ พ่อสังเกตเห็นบางสิ่งบริเวณปลายเตียง

ซึ่งตรงนั้นมีตะกร้าผ้าของคุณเตยวางอยู่ สิ่งที่พ่อเห็นคือ ดวงตาคู่หนึ่งที่มองลอดออกมาจากตะกร้าผ้า

เป็นดวงตาที่เหมือนกำลังจ้องมองออกมาจากกองเสื้อผ้า” 

คุณเตยถึงกับงง และสงสัยว่าสิ่งที่พ่อเห็นคืออะไร หรือสิ่งนั้นเป็นผีจริง ๆ และบทสรุปของเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ หรือไม่? แต่พ่อเองก็ยอมรับว่าตอนแรกเขาก็เข้าใจว่าเป็นผีเช่นกัน ทว่าเมื่อเดินทางไปถึงห้องจริง ๆ กลับเกิดความสงสัย จึงตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบ และรื้อตะกร้าผ้า

และทันทีที่รื้อตะกร้าผ้าออก สิ่งที่พบกลับทำให้เรื่องราวน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เพราะสิ่งที่เห็นอยู่ตรงนั้นคือ ลูกตาของมนุษย์จริง ๆ โดยมีเนื้อเยื่อบางส่วนติดออกมาด้วย รวมถึงมีเศษชิ้นส่วนบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อติดอยู่ในระหว่างที่ คุณเตยเดินออกจากห้อง พ่อก็เดินตามออกมา และลองเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปตรวจสอบ เมื่อมองไปที่พื้น พ่อสังเกตเห็นคราบสีแดง ๆ พร้อมกับเศษเยื่อบางอย่างที่ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าชวนขนลุกขึ้นไปอีก

พ่อจึงตัดสินใจบอกกับคุณเตยว่า

“พรุ่งนี้อยู่บ้านนะเดี๋ยวป๊ามา”

   วันต่อมา พ่อหายออกไปประมาณครึ่งวัน ก่อนจะกลับมาบอกให้คุณเตยฟังว่าจะต้องไปสถานีตำรวจ เพราะต้องให้ปากคำถึงสาเหตุที่มีเศษอวัยวะของมนุษย์ติดมากับตัว และเสื้อผ้าของเธอแต่พ่อเองเริ่มเข้าใจแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะพ่อได้ย้อนกลับไปดูกล้องวงจรปิดของคืนนั้น และพบว่าในช่วงเวลาที่คุณเตยขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงคอนโด และกำลังจะวิ่งเข้าอาคาร เป็นจังหวะเดียวกับที่มีผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดลงมาจากตึก และชิ้นส่วนจากร่างของผู้หญิงคนนั้นได้กระเด็นมาติดกับเสื้อผ้าของคุณเตย โดยที่เธอไม่รู้ตัว

เหตุการณ์นี้จึงทำให้คุณเตย เริ่มเข้าใจว่า เหตุใดในคืนนั้นเธอจึงรู้สึกผิดปกติ และเหตุใดตอนที่อาบน้ำจึงมีบางอย่างสีแดง ๆ ไหลไปกับน้ำ ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นประจำเดือน เพราะเป็นผู้หญิง และไม่ทันคิดว่าจะมีอะไรอื่นติดมากับตัว แต่ความจริงกลับไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ติดมากับเสื้อผ้าของเธอ คือชิ้นส่วนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นส่วนสาเหตุที่ คุณเตยไม่สามารถได้ยินเสียง หรือรู้ตัวว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ก็เป็นเพราะในขณะนั้นฝนตกหนักมาก เสียงฝนจึงกลบเสียงรอบข้างจนหมด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณเตยคิดว่าเป็นความรู้สึกเหมือนถูกบางสิ่งจับจ้องอยู่ภายในห้อง จึงมีคำอธิบายที่น่าสะพรึงกว่าที่เธอคิด เพราะสิ่งที่เธอนำกลับเข้าห้องมาด้วยในคืนนั้น ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าที่เปียกฝน แต่กลับเป็นชิ้นส่วนจากเหตุการณ์สลดที่เกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว และดวงตาที่พ่อมองเห็นผ่านหน้าจอในตอนแรก ซึ่งทำให้ทั้งคู่คิดว่าอาจเป็น “ผี” กลับกลายเป็น ลูกตาของมนุษย์จริง ๆ ที่ติดมากับตะกร้าผ้าของเธอ

ทั้งนี้ คุณภ.สำเภอทิ้งท้ายว่า ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับช่วงปีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เคยเป็นข่าวใหญ่ของจังหวัดนั้นจากคืนนั้น เรื่องที่คุณเตยคิดว่าอาจเป็นเพียงความรู้สึกแปลก ๆ หรือสิ่งลี้ลับ กลับกลายเป็นเหตุการณ์จริงที่ไม่มีใครคาดคิด และคงไม่มีใครรู้เลยว่า หากวันนั้นพ่อไม่ได้สังเกตเห็นบางอย่างผ่านกล้อง เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร….

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

12 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

กลางดึกของทุกคืน... มักจะมีคนมาช่วยทำงานวิจัย เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ต้องทำโปรเจกต์คู่กับเพื่อนในเวลากลางคืนแทบทุกวัน ภายในตึกเงียบ ๆ แต่ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังงานเหนือธรรมชาติ ที่คอยผ่านไปผ่านมาให้เห็น รวมไปถึงเรื่องเล่าจากปากรปภ. ที่อยู่ ๆ ก็หายตัวไปเพราะเจอสิ่งที่ทำให้อยู่ไม่ได้ และน่ากลัวไปกว่านั้นคือ ไม่ว่านักศึกษาคนไหนที่ใช้ตึกนี้ในเวลากลางคืน ก็ต้องเจอกับเธอคนนี้ที่มาปรากฏในรูปแบบที่หลอนจนทำไม่ลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (24 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องจากในแล็บ’ เรื่องราวนี้ ‘เจน The Ghost’ ได้มาเเชร์เรื่องราวของ ‘คุณแบงค์’ เมื่อ 14 ปีที่แล้วคุณแบงค์ เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ปี 4 ตอนเรียนได้มีโปรเจกต์ที่ทำคู่กับเพื่อนให้เลือกหัวข้อทำแล็บ และคุณแบงค์ก็ได้คู่กับ ‘คุณบี’ ทั้งคู่จับคู่กันช้า เลือกหัวข้อโปรเจกต์ช้า จึงได้สิทธิ์ในการจองห้องแล็บช้ากว่าคู่อื่น ๆ ทั้งคู่ต้องจำใจจองห้องแล็บ และใช้ได้แค่ช่วงกลางคืน เพราะช่วงเช้าโดนจองจนเต็มหมดแล้วอาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าสูง 5 ชั้น แล็บที่ใช้อยู่ที่ชั้น 3 ระยะเวลาในการใช้ห้องแล็บคือ 2 ทุ่มถึง 6 - 7 โมงเช้า ลักษณะห้องจะมี หน้าต่างบานเกล็ดอยู่ติดฝั่งทางเดิน ที่สามารถเห็นได้เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา และภายในก็มีอุปกรณ์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วไป ทั้งคู่ได้ตกลงกันว่า จะสลับกันทำแล็บโดยเป็นการนับเซลล์ยีสต์ที่ใช้ในการหมักไวน์ โดยคุณบีจะทำเสร็จช่วงเวลา 00.00 - 01.00 น. หลังจากนั้นจะเป็นคิวของคุณแบงค์ ระหว่างสลับกัน คุณบีก็จะไปนอนรอห้องข้าง ๆสามวันแรกทุกอย่างปกติ แต่พอมาถึงวันที่ 4 ช่วงเวลาตี 2 - 3 ขณะกำลังส่องกล้องเขาสังเกตเห็นคนผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่กำลังแอบมองเขาอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปก็ดูเหมือนว่าบุคคลปริศนานั้นจงใจจะแกล้งเขาด้วยการนั่งลงเพื่อซ่อนตัว คุณแบงค์จึงคิดว่าอาจเป็นบี แต่เมื่อเดินไปดูที่ห้องข้าง ๆ ก็พบว่าคุณบียังนอนอยู่ จึงกลับมาทำงานต่อไม่นานก็เห็นว่ามีคนมายืนอยู่หน้าห้องเช่นเดิม และเมื่อหันไปเขาก็แกล้งนั่งลงไปเพื่อหลบอีก คุณแบงค์เริ่มรอจังหวะ ถ้ามีครั้งถัดไป เขาตั้งใจจะวิ่งออกไปต่อว่า... ว่ามาแกล้งทำไมเสียสมาธิคนจะทำงาน และไม่นานคนคนนั้นโผล่มา คุณแบงค์ก็วิ่งออกไปจริง ๆ แต่ปรากฏว่า ด้านนอกตลอดโถงทางเดินกลับไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ… คุณแบงค์ เดินกลับเข้าห้องมาด้วยความโมโห ถ้ามีครั้งที่ 4 เขาคิดในใจว่า จะไม่ทนอีกแล้ว และก็มีครั้งที่ 4 จริง ๆ คุณแบงค์จึงตะโกนไปว่า “ไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้ามีจริง ๆ ช่วยขยับบีกเกอร์ให้ดูหน่อยซิ” และหลังจากพูดจบ บีกเกอร์ที่มีของเหลวอยู่ด้านในก็ล้มลงราวกับโดนใครสักคนปัดจนของเหลวด้านในหกเต็มโต๊ะ คุณแบงค์รู้สึกได้ว่า บางทีพลังงานนี้อาจจะกำลังโมโหอยู่เช่นกันจึงรีบขอโทษ และขอร้องว่า “ผมจะต้องใช้สมาธิในการทำแล็บจริง ๆ ผมขอทำงานก่อน แล้วตอนเช้าผมจะไปใส่บาตรให้” และเมื่อเขาพูดจบร่างนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย คุณแบงค์ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง... และตอนเช้าเขาก็ไปใส่บาตรให้ตามคำพูด ต่อมาเขาย้ายห้องแล็บมาที่ชั้น 1 ครั้งนี้เขาทำแล็บเกี่ยวกับการเลี้ยงสาหร่าย เขาเป็นตัวแทนในการไปเก็บตัวอย่างสาหร่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยห้องแรกเป็นห้องที่มีโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน ส่วนห้องที่สองเป็นห้องเลคเชอร์ มีโต๊ะอาจารย์ และโต๊ะนักศึกษา ห้องถัดไปจะเป็นห้องเก็บตัวอย่างสาหร่าย เมื่อเขาเปิดเข้าไปในห้องเลคเชอร์ เขาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งผมสั้นประบ่า สวมเสื้อกาวน์ นั่งอยู่ที่โต๊ะของอาจารย์ แต่เธอไม่ได้สนใจคุณแบงค์เลย คุณแบงค์ก็มองเธออยู่พักนึง จนเธอค่อย ๆ เดินช้า ๆ ออกไป จึงเห็นได้ว่าเธอใส่ชุดนักศึกษา สวมเสื้อกาวน์ยาวคลุมเข่า รองเท้าคัทชูสีดำ เดินไปที่ห้องเก็บตัวอย่าง คุณแบงค์จึงคิดว่า อาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มาทำงานเช่นกัน แต่ที่น่าตกใจคืออยู่ ๆ เธอก็เดินทะลุประตูเข้าไปเลย เห็นอย่างนั้น คุณแบงค์ก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างในทันที จำใจเปิดประตูเข้าไปเพื่อรีบเก็บข้าวของจำเป็นทุกอย่างออกมา แต่เมื่อของมันเยอะมาก ขณะวิ่งออกมาเขาได้ทำโทรศัพท์หล่นบริเวณที่ด้านหลังของเขา คือโต๊ะอาจารย์ที่ผู้หญิงคนนั้นเคยนั่นอยู่ระหว่างกำลังก้มเก็บเขาก็เห็นว่ามีเท้าของผู้หญิงใส่คัทชูสีดำอยู่ด้านหลังกำลังเขย่งเหมือนชะเง้อมองคุณแบงค์กำลังทำอะไรอยู่ คุณแบงค์จึงรีบคว้าโทรศัพท์วิ่งหนีออกไป หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด คุณแบงค์ตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง โดยมีอาจารย์ฟังอยู่ด้วยเพื่อนของคุณแบงค์ตอบว่า “กูก็เคยเจอเหมือนกัน” ซ้ำอาจารย์ยังอธิบายรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงคนนั้นได้เหมือนกันที่เขาเพิ่งเจอไม่มีผิด อาจารย์เล่าต่อว่า พี่ผู้หญิงคนนี้เป็นนักศึกษาที่ชอบทำแล็บมาก ๆ และเขามักจะช่วยเพื่อน ๆ ทำแล็บด้วยเสมอ วันนึงเธอก็เสียชีวิตในที่พักเธอเอง แต่เมื่อจิตสุดท้ายของเธออยู่ที่แล็บ วิญญาณของเธอจึงยังคงอยู่ และปรากฏตัวให้คนอื่น ๆ เห็นอยู่บ่อยครั้ง… เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของพี่รปภ. ที่คุณแบงค์สนิทเขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะรปภ. หน้าลิฟต์ ชั้น 1 ตรงนั้นจะมีจอ CCTV ของทุกชั้นอยู่ แต่เขาได้หายตัวไปประมาณเกือบเดือน จนสุดท้ายคุณแบงค์ ก็เจอกับเขาอีกครั้งที่คณะจึงทักทาย และถามไถ่ว่า “หายไปไหนมาครับ ตั้งเกือบเดือนเลย” แรกเริ่มพี่รปภ. ก็ไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าคุณแบงค์จะกลัวเอา แต่คุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว จึงยอมเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมสั้น หน้าที่ของเขาคือกการเดินตรวจตราทุกชั้นว่ามีใครอยู่ในห้อง หรือในอาคารหรือไม่ เมื่อตรวจจนครบเขาก็กลับมานั่งประจำโต๊ะ แต่ในจอ CCTV เห็นว่าที่ชั้นสาม มีผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อกาวน์ รองเท้าคัทชูสีดำ ผมสั้นประบ่ายืนอยู่ โดยเท้าของเธอนั้น ติดกับเพดาน และห้อยหัวลงมา… เธอคนนั้นเดินมาเรื่อย ๆ โดยทุกครั้งที่เดินผ่านกล้องวรจรปิด เธอจะย่อตัวเพื่อให้กล้องสามารถจับใบหน้าของเธอได้ชัด ๆ เธอค่อย ๆ เดินมาจากชั้นสาม ลงมายังชั้นสอง และกำลังจะเดินมาถึงชั้นหนึ่งในตำแหน่งที่ใกล้กับพี่ รปภ. แต่พี่รปภ. ทนไม่ไหววิ่งหนีออกไป และทำเรื่องขอย้ายไปทำงานที่ตึกอื่นเมื่อคุณแบงค์ ได้ยินแบบนั้นจึงเล่าให้เพื่อนฟังอีกว่า จึงมีบทสนทนาเกิดขึ้นว่า “พี่คนนี้เธอสามารถทะลุได้ทุกห้อง ไปได้ทุกชั้นเลยนะ” และมีเรื่องเล่าเพิ่มอีก…เพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งมีกันอยู่ 3 คน ขณะที่เธอกำลังทำธุระกันที่ห้องน้ำ และบังเอิญเกิดเหตุการณ์ไฟตกทั้งคณะ พวกเธอจึงกรี๊ดขึ้นมาด้วยความตกใจ และจากนั้นไฟก็เปิด แต่มันก็ทำให้พวกเธอกรี๊ดขึ้นดังกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ปรากฏคือเท้าของใครสักคน ใส่คัทชูสีดำ ห้อยลงมาจากเพดานห้องน้ำโดยที่มีแค่ขา ไม่มีตัวเหตุการณ์อีกฝั่งจากน้องอีกคนบอกว่า เขาเองก็เคยเจอเช่นกันนั่นคือ ‘น้องเจ’ เกิดเหตุในห้องน้ำชาย วันนั้นเขาปวดหนัก จึงไปเข้าห้องน้ำห้องด้านในสุด แต่เขาเห็นว่าประตูห้องข้าง ๆ กันนั้นปิดอยู่เหมือนมีคนกำลังเข้า เขาก็บ่นในใจเพราะไม่สบายในที่จะทำธุระติดกับห้องข้าง ๆ เขาจึงเดินออกไปล้างมือ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นท่อนขาผู้หญิงใส่รองเท้าคัทชูสีดำ ยืนอยู่บนเพดาน… ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นของ คุณแบงค์ และคุณบีช่วงเวลาประมาณตี 4 ทั้งสองทำงานเสร็จ และกำลังจะกลับ จึงไปกดลิฟต์เพื่อจะลงไปชั้นหนึ่ง แต่จู่ ๆ ลิฟต์ก็เปิดออก และมีสัญญาณดังขึ้นว่า OVERLOAD คุณแบงค์พูดออกไปด้วยความปากไวว่า “โอ้ย แย่จังลิฟต์เต็ม ออกไปก่อนได้มั้ย ให้พวกผมลงไปก่อน” และจากนั้นเอง สัญญาณก็หยุดดัง และทั้งคู่ก็สามารถลงไปยังชั้น 1 เมื่อไปถึงคุณบีก็รีบไปเอารถ ส่วนคุณแบงค์ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์เขาอยากพิสูจน์ และรอยืนดูตรงที่โต๊ะ รปภ. ผ่านจอ CCTV เขาเห็นว่า ลิฟต์กำลังขึ้นไปที่ชั้น 3 ด้วยตนมันเอง โดยไม่มีคนกด และเมื่อถึงชั้น 3 ประตูก็เปิดออก และปิดลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนถึงชั้น 1 คุณแบงค์ยังคงยืนอยู่าหน้าลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสังเกตได้ว่า พื้นลิฟต์มันยวบลง 8 ครั้ง เหมือนกับว่า มีคนเดินออกมาจากลิฟต์ 8 คน…กลายเป็นเรื่องราวหลอนที่ยังคงวนเวียน และปรากฏให้ผู้คนได้เห็นในทุกชั้นของอาคารคณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากมิวสิค 'เปรตเเถวบ้าน' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

20 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากมิวสิค 'เปรตเเถวบ้าน' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

'คืนหมาหอน' ในช่วงวันเลือกตั้งที่ชาวบ้านในพื้นที่จะรู้กันเลยว่า ต้องรีบเข้านอนก่อนฟ้ามืดเพราะอาจจะมีการเก็บหัวคะแนนกันเกิดขึ้น ในคืนนั้นก็มีเสียงดัง ‘ปั้ง’ เกิดขึ้นในกลางดึกแบบที่คิดไว้ หลังจากนั้นผ่านไปสามวันคุณแม่ ได้ยินเสียงหมาหอนดังไล่มาตามถนน พร้อมกับเห็นเงาสูงใหญ่เดินผ่านจุดเกิดเหตุ!? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปงXปลายฟ้า - มิวสิค’ (11 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เปรตแถวบ้าน’ ‘มิวสิค’ ได้เล่าเรื่องราวของ ‘คุณแม่’ ที่เคยเจอเหตุการณ์นี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการเมื่อก่อนคุณแม่ จะอาศัยอยู่ใกล้ตลาดปลาแห่งหนึ่ง ซึ่งพื้นที่แถบนั้นเมื่อก่อนชาวบ้าน จะเรียกคืนคืนหนึ่งว่า คืนหมาหอน จะเป็นช่วงวันเลือกตั้ง ที่ชาวบ้านต่างรู้กันดีว่า ต้องรีบเข้าบ้านก่อนฟ้ามืด เพราะจะมีการ เก็บหัวคะแนน ในคืนก่อนเลือกตั้ง ซึ่งตึกที่คุณแม่ อาศัยอยู่จะใกล้กับบ้านของหัวคะแนนคนหนึ่งนั้น และตึกนั้นค่อนข้างแปลกตา เพราะเป็นตึกกระจกแบบ 360 องศา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้มองเห็นวิวได้ทั้งหมดเลย คืนนั้น…คุณแม่ รู้ว่าจะมีการเก็บหัวคะแนน จึงเข้านอนเร็ว แต่เมื่อมองออกไปทางหน้าต่าง ก็เห็นว่าชายคนนั้นยังไม่เข้าบ้าน นั่งดื่ม นั่งคุยกับเพื่อนอย่างไม่รู้ชะตากรรม… ไม่นานหลังจากนั้น เสียงดัง ‘ปั้ง!’ ก็ดังขึ้นกลางดึก คุณแม่ กับคุณยายได้ยินเต็มสองหู ต่างรู้ทันทีว่า เขาโดนเก็บแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่เดินไปดูที่เกิดเหตุ ก็พบเพียง คราบเลือด ทิ้งไว้ให้เห็นอยู่ตรงจุดนั้นหลังจากนั้นเวลาผ่านไปได้ สามวัน คืนนั้นขณะที่คุณแม่ นอนอยู่ในห้องฝั่งหัวเตียงหันไปทางถนนที่มีแสงไฟลอดหน้าต่างเข้ามากระทบกับกำแพงตรงปลายเท้า คุณแม่ได้ยินเสียงหมาหอน…เสียงนั้น ค่อย ๆ ดังขึ้น จนเหมือนเสียงมันไล่เข้ามา ตามทางถนนหน้าบ้าน จากนั้นเสียง ‘วี๊ดดดด…’ ก็ดังขึ้น พร้อมกับเห็นเงาของสิ่งที่มีชีวิต สูงใหญ่มากผิดปกติ ค่อย ๆ เดินผ่านไปช้า ๆ เงานั้นทอดยาวผ่านปลายเตียงของคุณแม่ พร้อมกับเสียง ‘วี๊ดดดด’ ที่ดังยาวต่อเนื่องไม่ขาดสายคุณแม่เชื่อว่า…สิ่งที่เห็นในคืนนั้น คือ ‘เปรต’ ที่กลับมาวนเวียนอยู่ตรงจุดที่เขาเสียชีวิต เพราะครบ สามวัน พอดีกับความเชื่อของคนโบราณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตน์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]

13 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตน์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ต.ค.69]

ทั้งที่ใช้วัตถุดิบเดิม ไม่เคยปรับเปลี่ยนอะไร แต่ลูกค้าประจำกลับทักว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?” ทั้งที่พี่เอกจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาโดยตลอด แล้วอะไร? คือสาเหตุที่ทำให้ขนมของเขาเปลี่ยนไป?เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [6 ตุลาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากแบงค์ ‘กลโกงหลอก บูชาผี’ แบงค์เกนสไตน์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจาก ‘พี่สุ เวรเปล’ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจอาจประสบพบเจอได้ โดย ‘พี่เอก (นามสมมติ)’ ซึ่งเป็น LGBT ได้เข้ามาปรึกษาพี่สุเกี่ยวกับเรื่องราวที่ตนเองพบเจอในช่วงแรก พี่เอกเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เขาได้รับแจ้งให้ออกจากงานจากการ Lay off พนักงาน โดยบริษัทไม่ได้ให้ออกในทันที แต่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายปี ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดลใจให้ พี่เอกนำเงินที่สะสมมาไปปิดบัตรเครดิตตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และหลังจากปิดบัตรได้เพียง 1 เดือน พี่เอกก็ได้รับแจ้งว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อพนักงานที่ต้องออกจากงาน ท่ามกลางความโชคร้าย พี่เอกก็ยังรู้สึกโชคดีที่อย่างน้อยได้เคลียร์หนี้ไปก่อนแล้ว แถมยังได้รับค่าตกใจและเงินชดเชยต่าง ๆ ทำให้เงินก้อนนี้เหลือไว้ใช้ต่อโดยไม่ต้องนำไปชำระหนี้บัตรเครดิตอีก เขาจึงรู้สึกว่าหัวหน้าไม่ได้ใจร้ายอะไร และยอมรับพร้อมเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพี่เอกทำงานอยู่ในจังหวัดแห่งนี้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว หลังจากออกจากงาน เขาก็เริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อดี แต่ด้วยความที่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านมีอายุมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจปรึกษากับคนรักว่าจะนำเงินก้อนนี้กลับไปที่บ้าน เพื่อดูแลครอบครัว พื้นฐานพี่เอกเป็นคนที่ชื่นชอบ และมีฝีมือในการทำเบเกอรีอยู่แล้ว จึงได้ไปเปิดร้านในตลาดใหญ่ใจกลางจังหวัดบ้านเกิด ตลาดแห่งนี้มีทั้งหมด 3 ซอย ซึ่งคือ 4 แถว โดยพี่เอกเป็นพ่อค้าหน้าใหม่ที่เปิดร้านอยู่ในซอยที่ 3 บริเวณท้าย ๆ ตลาด ด้วยความที่พี่เอกเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ร้านเบเกอรีของเขาขายดีมาก ในช่วง 2–3 เดือนแรก ขายดีเสียจนทำขายไม่ทัน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ร้านแรกที่อยู่ซอย 1 บริเวณทางเข้าตลาดกลับเปลี่ยนมาขายเบเกอรีเหมือนกับพี่เอก แม้กระทั่งการจัดหน้าร้านก็ยังเหมือนกัน จนเรียกได้ว่าเป็นการลอกเลียนแบบ สำหรับพี่เอก เขาไม่ได้แปลกใจหากจะมีสินค้าหลากหลายชนิด หรือมีสินค้าซ้ำกันบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกแปลกใจ คือก่อนหน้านี้ร้านดังกล่าวขายสินค้าอย่างอื่นอยู่ แต่ทำไมเมื่อร้านของพี่เอกขายดี อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนมาขายสินค้าเหมือนกัน จนแทบจะเหมือนเป็นสาขาที่ 2 ของร้านพี่เอกเลยก็ว่าได้ ซึ่งส่งผลกระทบให้ยอดขายของร้านพี่เอกตกลงหลังจากถูกลอกเลียนแบบ ในเดือนแรกยอดขายเริ่มตก พอเข้าสู่เดือนที่ 2 ก็เริ่มขายได้เท่าทุน และเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ก็เริ่มขายของไม่หมดจนกลายเป็นขาดทุน ทำให้พี่เอกเริ่มเครียด แต่พ่อค้าร้านข้าง ๆ ซึ่งขอใช้นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ เป็นคนดีกับพี่เอก เวลาเขาไปเข้าห้องน้ำ พี่หนึ่งก็จะคอยช่วยเฝ้าร้านให้ และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่เสมอ พี่หนึ่งสังเกตเห็นว่าร้านเริ่มขายไม่ดี จึงเข้ามาสอบถามพี่เอกว่าเครียดเรื่องอะไร และเกิดอะไรขึ้น? หลังจากพี่เอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เย็นวันนั้นพี่หนึ่งก็ชวนไปสังสรรค์ หลังจากกินดื่มไปได้สัก 3–4 กระป๋อง พี่หนึ่งก็เสนอว่ารู้จักอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งในช่วงที่เขาขายไม่ดี พอไปหาอาจารย์คนนี้แล้วก็กลับมาขายดีอีกครั้ง พี่เอกเห็นว่าพี่หนึ่งค้าขายได้ดีจริง สามารถหมุนเงินได้ แม้จะมีการกู้ยืมเงินต่าง ๆ แต่ก็ยังจ่ายหนี้รายวันได้อยู่เสมอ เมื่อเห็นเช่นนั้น พี่เอกจึงสนใจที่จะไปหาอาจารย์คนดังกล่าวเมื่อไปถึงสถานที่ สิ่งที่เห็นไม่ได้เห็นเป็นสำนักอะไร แต่เป็นเพียงห้องแถว ภายในไม่ได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รายล้อม เมื่อเข้าไปก็พบกับคุณลุงคนหนึ่งชื่อว่า ‘ลุงธน’ ซึ่งทำงานส่งของทั่วไป หลังจากพบกัน ลุงธนก็ถามไถ่ชื่อพี่เอก เมื่อพี่เอกบอกชื่อ และบอกว่ามาหาตามคำแนะนำของพี่หนึ่ง ลุงธนก็ทักขึ้นมาว่า หากมาตามคำชวนของพี่หนึ่ง คงมาเรื่องค้าขายแน่ ๆ พี่เอกก็ตอบไปตามตรงจากนั้น... ลุงธนก็นำเงินพดด้วงมาให้ โดยเป็นของเสมือนจริงที่นำไปปลุกเสก ไม่ใช่ของจริง พร้อมทั้งบอกว่าให้นำไปบูชาแล้วการค้าขายจะดีอย่างแน่นอน โดยมีค่าบูชาเพียง 59 บาทเท่านั้น เมื่อได้ยินราคา พี่เอกจึงรีบควักเงินออกมาจ่ายโดยไม่คิดอะไร การบูชาเงินพดด้วงนี้ทำได้ง่าย ๆ เพียงวางเหรียญไว้กลางพาน และเทน้ำลงไปรอบ ๆ รวมถึงมีบทสวดสำหรับการบูชา ซึ่งพี่เอกก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแปลกไป หลังจากนั้นประมาณ 1–2 สัปดาห์ ร้านก็กลับมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเริ่มกลับมาเฟื่องฟูอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงมาอีกครั้ง จากการไปหาลุงธนครั้งก่อน พี่เอกได้รับเบอร์ติดต่อไว้ จึงโทรศัพท์ไปเล่าสถานการณ์ให้ฟังว่า ทุกอย่างกลับไปเป็นเช่นเดิมอีกแล้ว ยอดขายตกลง และร้านด้านหน้าก็กลับมาขายดี มีแต่คนไปซื้อร้านนั้น ลุงธนจึงบอกให้พี่เอกกลับไปหาอีกครั้ง เมื่อกลับไปหาลุงธนในครั้งนี้ แกก็ทักขึ้นมาว่า“มีใครทำอะไรกับร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงมันโอเคอยู่นะ มีใครมาใส่ของร้านเอ็งหรือเปล่า ของลุงก็ไม่ธรรมดานะ” จากนั้นลุงธนก็เสนอให้พี่เอก เติมของ แต่ครั้งนี้ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 599 บาท โดยมีการเติมคาถาเปรียบเสมือนยามรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ลุงธนอ้างว่าร้านจะต้องมีคนทำของใส่อย่างแน่นอนพี่เอกยอมรับว่าเครียด เพราะไม่มีเงินหมุนสำหรับทำร้าน การต้องจ่ายเงินถึง 599 บาทสำหรับการมู ก็ทำให้รู้สึกเสียดายเงิน แต่ก็เลือกที่จะทำเพราะครั้งแรกเห็นผลดี อย่างไรก็ตาม เขายังคงรู้สึก 50-50 เพราะมั่นใจในฝีมือการทำเบเกอรีของตนเอง และมีพดด้วงมาช่วยเสริม ครั้งนี้จึงตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อซื้อสิ่งที่เปรียบเสมือนยาม รปภ. มาเฝ้าร้าน และช่วยปัดเป่าสิ่งต่าง ๆ สถานการณ์ของร้านกลับมาเฟื่องฟู ขายดีเสียยิ่งกว่าเก่า ไม่เพียงแค่ขายของหน้าร้านหมดเท่านั้น แต่ยังมีลูกค้าสั่งซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และนำไปทำบุญอีกด้วย ร้านขายดีอยู่ประมาณ 3 เดือน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 ทุกอย่างกลับแย่ลงอีกครั้ง ยอดขายตกลงเรื่อย ๆ จนได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าประจำว่า “ขนมเริ่มเน่า ซื้อไปไม่ทันไรก็มีกลิ่นบูด รสชาติไม่อร่อยเหมือนเดิม… ปรับคุณภาพวัตถุดิบลงหรือเปล่า?”ทั้งที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบใด ๆ เพราะพี่เอกเป็นคนจริงจังกับเรื่องวัตถุดิบมาก เขาเติบโตมากับบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และรู้ว่าการไม่ทรยศต่อลูกค้าจะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น เขาจึงใช้วัตถุดิบที่ดีมาโดยตลอด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ขนมซึ่งเพิ่งซื้อไปจะเน่าเสียหรือมีกลิ่นเปรี้ยวบูดในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น สิ่งแรกที่พี่เอกนึกถึงคือลุงธน ครั้งนี้พี่เอกบอกกับแกว่าท่าจะโดนของแรง เพราะขนมถึงขั้นเน่าเสีย ลุงธนตอบกลับมาว่าคาถาที่ได้ไปล่าสุดอาจอ่อนกำลังลง จึงให้บูชาของเพิ่มในราคา 1,099 บาท โดยอ้างว่าเป็นทีเด็ด เปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ เพราะคาถาที่ใช้ไปนาน ๆ พลังจะอ่อนลง จึงต้องใช้คาถานี้ไปบูชาเพื่อชาร์จแบตเพิ่มครั้งนี้พี่เอกก็เครียดหนักเช่นเคย เนื่องจากราคาสูงขึ้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจซื้ออยู่ดีหลังจากนั้น ร้านก็กลับมาขายดี และเฟื่องฟูเช่นเคย สถานการณ์วนอยู่แบบเดิม คือขายดีได้ประมาณ 4 เดือน ก่อนที่ยอดขายจะตกลงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 5 โดยในการบูชาครั้งที่ 3 นี้ ลุงธนได้ให้กระดาษใบเล็ก ๆ มาหนึ่งใบ พร้อมกล่าวว่า“หากขายไม่ดี ให้เปิดกระดาษนี้มา ในกระดาษจะมีของพิเศษอยู่”เมื่อถึงช่วงที่ยอดขายเริ่มตก พี่เอกจึงเปิดกระดาษแผ่นนั้นออกมา ข้างในมีคาถาสำหรับการบูชา พร้อมระบุวิธีว่าต้องใช้ธูป 16 ดอก และดอกไม้ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ตามมาคือต้องเตรียมเลือดหมูสด ๆ 1 ถ้วย รวมถึงเนื้อหมูและไก่พร้อมเครื่องใน จุดนี้ทำให้พี่เอกเริ่มเอะใจว่า เหตุใดการบูชาจึงต้องใช้ทั้งเลือดและของดิบ เขาจึงไปสอบถามญาติ ๆ ว่าเคยพบเจอการบูชาลักษณะนี้หรือไม่ ทุกคนต่างตอบกลับมาว่า “ไม่นะลูก ที่พูดมามันเหมือนกับการไหว้ผี ไหว้สัมภเวสี”พี่เอกจึงยังไม่ซื้อของไหว้ และไม่ยอมอ่านคาถาในใบนั้น พร้อมทั้งหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความกังวลใจ รวมถึงตัดสินใจปิดร้านชั่วคราวในช่วงนั้น จากนั้นพี่เอกได้พูดคุยกับพี่สุ เวรเปล และได้รับรู้ว่าการท่องคาถาโดยใช้เลือด และของดิบนั้นไม่น่าจะเป็นการบูชาของดี พี่สุจึงได้ปรึกษากับพี่ชายซึ่งเป็นคนประกอบพิธีครอบครูให้ และได้วิธีมาแนะนำพี่เอกว่า “ให้นำของทั้งหมดไปทิ้งน้ำ ไปบวชพราหมณ์ และนั่งสมาธิทุกวันพระ เพื่อส่งบุญและเสริมเป็นเกราะป้องกันให้ตนเอง”หลังจากนั้น พี่เอกก็หายไปจาก พี่สุเป็นเวลาหนึ่งเดือน ก่อนจะกลับมาบอกว่าได้ไปจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งการนำของไปทิ้งน้ำตามคำแนะนำ รวมถึงการไปทำบุญ บวช และนั่งสมาธิอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องอัปเดตคือ พี่หนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าร้านข้าง ๆ แท้จริงแล้วรู้จักกับทั้งเจ้าของร้านแรก และลุงธน กลุ่มนี้จะใช้วิธีให้ร้านแรกทำทีลอกเลียนแบบร้านที่ขายดีเกินหน้าเกินตา รวมถึงแนะนำให้เหยื่อไปหาลุงธน ซึ่งแท้จริงแล้วลุงธนไม่ใช่หมอผี แต่เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่กลุ่มนี้อุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นหมอผี เพื่อหลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อ โดยในตลาดก็มีผู้เสียหายจากการกระทำลักษณะนี้มาหลายคนแล้ว เพียงแต่ไม่สามารถเอาผิดได้ส่วนของที่นำมาให้พี่เอกบูชานั้น เป็นของที่ถูกปลุกเสกโดยอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นของไม่ดี พี่เอกเชื่อว่าของที่ได้มาคงมีผลจริง เพราะตั้งแต่ขายมาเขาไม่เคยเปลี่ยนวัตถุดิบเลย สุดท้ายแล้วพี่เอกยังโชคดีที่ไม่เสียสิ่งใดไปมากกว่านี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากนัท กู้ภัย ‘ทางกลับบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [20 ต.ค.69]

23 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากนัท กู้ภัย ‘ทางกลับบ้าน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [20 ต.ค.69]

ขับรถกลับบ้านแล้วไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนน พอขับผ่านไปสักพักก็เจอผู้หญิงคนเดิมอีกแต่มีเพียงตัวไม่มีหัว!ตกใจหันไปดูอีกครั้งก็ไม่เจอใคร จึงขับต่อไป... หันกลับไปอีกทีผู้หญิงคนนั้นก็มาซ้อนท้ายรถและพูดว่า ‘พี่..ช่วยหนูหน่อย’ คราวนี้ไม่ใช่แค่หัวหายแต่มือของผู้หญิงคนนั้นดันถือหัวของตัวเองอยู่ด้วย!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X นัทกู้ภัย [20 ต.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทางกลับบ้าน’ นัท กู้ภัย ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวสุดหลอนที่ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างการทำงานกู้ภัยเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่กลับเกิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน ในคืนหนึ่งขณะที่เขากำลังขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน เขาได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินอยู่ริมถนน ซึ่งในตอนแรกก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่หลังจากขับผ่านไปได้สักพัก เขากลับพบผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เธอกลับไม่มีหัว! ด้วยความตกใจ เขาจึงตัดสินใจหันกลับไปดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด แต่ก็กลับพบเพียงความว่างเปล่าเพราะผู้หญิงคนนั้นได้หายไปแล้ว..เขาจึงขับรถเดินทางต่อไป แต่ไม่นานก็ต้องพบกับเธออีกครั้ง และภาพที่เห็นก็ทำให้เขาถึงกับขนหัวลุกเพราะผู้หญิงคนนั้นกำลังเดินถือหัวของตัวเองอยู่!คุณนัท รีบเร่งเครื่องเพื่อขับหนี แต่รถจักรยานยนต์กลับดับลงกลางทาง แม้จะพยายามสตาร์ทใหม่หลายครั้งก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางถนนที่มืดและเปลี่ยว เขาทำได้เพียงคอยหันมองไปรอบ ๆ ด้วยความหวาดระแวง แต่กลับไม่พบผู้หญิงคนนั้นอีก กระทั่งในจังหวะที่เขาตัดสินใจจะหนีออกจากบริเวณนั้น ผู้หญิงคนเดิมก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอกลับมานั่งซ้อนท้ายรถของเขาพร้อมพูดว่า ‘พี่...ช่วยหนูหน่อย’ก่อนจะชี้เข้าไปในป่าลึกข้างทาง ด้วยประสบการณ์จากการทำงานกู้ภัย คุณนัทก็ได้กลิ่นเหม็นที่ลอยออกมาจากบริเวณนั้นและรับรู้ได้ทันทีว่ากลิ่นดังกล่าวอาจมาจากอะไรในจังหวะเดียวกันรถของเขาก็สตาร์ทติดขึ้นครั้ง เขาจึงตัดสินใจขับออกมาก่อน เมื่อกลับถึงบ้าน คุณนัทยังคงติดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนำเรื่องทั้งหมดไปปรึกษาคนในสำนักงานกู้ภัย ก่อนจะได้รับคำแนะนำให้พาทีมกลับไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง คุณนัท และทีมกู้ภัยจึงเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ เมื่อไปถึงทุกคนต่างได้กลิ่นเหม็นรุนแรงเช่นเดียวกัน เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสำรวจภายในป่า และพบร่างของผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆาตกรรมโดยตัดศีรษะออกจากร่าง ทั้งสองส่วนถูกแยกใส่ถุงซ่อนไว้ในป่า เมื่อตรวจสอบเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต คุณนัทก็พบว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเจอเมื่อคืนก่อน!หลังจากตำรวจนำร่างออกจากพื้นที่ และสามารถจับกุมคนร้ายได้ เหตุการณ์ประหลาดบนถนนเส้นนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย ถนนสายเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เขาต้องเผชิญกับเรื่องราวสุดสะพรึง จึงกลับมาเป็นเพียงเส้นทางที่เขาใช้ขับรถกลับบ้านในทุก ๆ วัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
♪efm
-

-